คงจะมีนิสัย
วันที่ 30 มกราคม 2546 เวลา 8:30 น. ความยาว 43.34 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

คงจะมีนิสัย

 

ระยะนี้ข้าวเปลือกก็เป็นจริงเป็นจังเป็นเนื้อเป็นหนังจริง ๆ เพื่อชาติของเรา แต่ก่อนเราไม่ค่อยสนใจนะ เพราะบ้านนี้เขาทำบุญประทายข้าวเปลือกมาเป็นประจำบ้านเขา เราเกิดมาเห็นอย่างนั้น ไม่มากก็น้อยเขาทำของเขาทุกปี พอทำนาเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาทำบุญประทายข้าวเปลือก ถ้าสมมุติว่าไม่มีพระอยู่ในวัด วัดบางทีมีร้างมีอะไร เขาก็ไปหานิมนต์พระที่อื่นมาทำบุญ เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ยกข้าวถวายท่านเลย อย่างนั้นประจำ เรามาสร้างวัดนี้เขาก็ทำ ว่าอะไรเขาก็ว่าเขาเคยมาอย่างนี้ เป็นประจำมาเลย มีปีหนึ่งที่เราบังคับเอาเลยบอกไม่ให้ทำ ยกเหตุผลให้ต่อหน้าต่อตา ปีนั้นข้าวเกือบจะไม่ได้ทำนากัน แทบจะไม่ได้ทำนา ดูเหมือนปี ๐๗ เรายังจำได้นะ เขาจะทำบุญข้าวเปลือก ห้ามอย่างเด็ดขาดเลย มีงดปีนั้นเท่านั้น นอกนั้นเขาทำของเขา พูดเท่าไรเขาก็ไม่ฟัง เขาก็ทำ ปีนั้นเอาเด็ดขาดเลยนะ ห้ามอย่างเด็ดขาด เขาจึงยอม เขาทำของเขามาอย่างนั้น ทีนี้ก็มาจริงจังหนักแน่นตอนที่เราช่วยชาติ เลยเอาอันนี้เข้าเพิ่มกันเพื่อช่วยชาติของเรา แต่ก่อนไม่สนใจ เขาทำของเขาเองเราไม่สนใจ

ที่เขาทำเขานี้พอเราเกิดมาเห็นแล้วนะ ไม่ทราบเขาทำมานานเท่าไร เป็นประจำทุกปี ๆ ได้มากได้น้อยเขาก็ทำของเขาอย่างนั้น มีพระอยู่ในนั้นเขาก็ทำถวายพระในนั้น ถ้าไม่มีพระ บางทีวัดร้างก็มี เขาก็ไปนิมนต์เอาวัดอื่นมา พอทำเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ยกข้าวถวายไปเลยเป็นประจำ รู้สึกจะฝังจริง ๆ  ฝังนิสัยของเขาหมู่บ้านนี้ นอกนั้นเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว แต่บ้านนี้รู้ชัด ๆ เพราะเราเกิดมาเห็นอย่างนั้นแล้ว ไม่ทราบว่าใครเป็นคนพาทำแต่เริ่มแรกก็ไม่รู้นะ เขาทำของเขาอยู่อย่างนั้น เรียกว่าฝังเป็นนิสัยเป็นประเพณีของบ้านนะ เขาทำอยู่อย่างนั้นเป็นประจำ ๆ เราจำได้ตอนที่เรามาบวชแล้วมาอยู่ที่นี่ ปีเดียวเท่านั้น ปี ๐๗ บังคับเอาเลย ดุด้วยบังคับด้วย ห้ามเด็ดขาดเลย เขาจึงหยุดนะ รู้สึกเขาจะเสียดายอยู่เหมือนกันนะ เพราะบางคนพูด แต่ไม่กล้ามาพูดต่อหน้าเรา เขาพูดนอก ๆ โอ๊ย เรื่องความมีความจนก็มีก็จนเป็นธรรมดาแหละ แต่การทำบุญให้ทานก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านเขาฝังลึก เขาอยากทำบุญให้ทานข้าวเปลือก

อ้าวที่นี่เราแก้ไปใหม่นะ ทำบุญข้าวเปลือกไม่ได้ ให้เอาข้าวสุกพระไปบิณฑบาตให้ใส่บาตรนั่นนะ อู๊ย อันนี้ก็เป็นอันหนึ่ง แน่ะเขาก็แก้อีก ก็เป็นอย่างหนึ่งเขาว่า คือเขาอยากทำบุญนั่นแหละ แต่พอเราพูดด้วยเหตุด้วยผล ข้าวก็จะไม่มี ผู้จนก็จนอยู่นี้ จะพักบ้างก็ได้นี่นา เพราะไม่ใช่เราเป็นคนใจจืดใจดำ มีลดหย่อนผ่อนผันไปตามกาลตามเวลา หรือหยุดตามเหตุการณ์ นี่ก็เราเป็นคนสั่งเองเราดูเอง พาลข้าวก็จะไม่ได้ปีนั้น คือฟ้าฝนไม่มี เราจำได้ว่ามีปีนั้นแหละแทบจะไม่ได้พันธุ์ข้าวนะ ฟ้าฝนไม่มี ได้ก็เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ลุ่ม ๆ ก็พอได้บ้าง ถ้าธรรมดาแทบไม่ได้ ถ้าเป็นนาดอนนาสูงไม่ได้เลย ไม่ได้ทำ เวลาเป็นปรกติเราก็ไม่ว่า ก็ให้ทำตามเรื่องของเขา

แต่เวลาช่วยชาติบ้านเมืองเราเสริมไปด้วยเลย เราส่งเสริมไปเลย อันนี้ตั้งใจถูกเราส่งเสริมไปเลย เราไม่ได้มีอะไรเราไม่ได้เป็นเศรษฐี เรามีอะไรเราก็ทาน จะรอให้เป็นเศรษฐีแล้วค่อยทานมันตายทิ้งเปล่า ๆ ไม่เห็นใครเกิดมาเป็นเศรษฐี เอาเศรษฐีมาอ้างแล้วจึงทำบุญ มันตายกันหมดนั่นแหละไม่ได้ทำบุญ เรามีเท่าไรเราก็ทำของเรา อันนี้ก็เหมือนกัน เราไม่มีสมบัติเงินทองข้าวของอย่างอื่นเรามีข้าวก็เอา ก็ไปนั้นอีก จึงได้ทำ

วันนี้คนไม่มาก ก็มีมากมีน้อยบ้างเป็นธรรมดา แต่เทศน์นี้ออกทุกวันนะ อุดร ๑๒ สถานี ออกทุกสถานีเป็นแต่ว่าไม่ซ้ำเวลากัน แล้วกรุงเทพทราบว่า ๔ สถานี ออกจากนี้ไป จากนั้นก็อินเตอร์เน็ต เวลานี้ทางสหรัฐก็รออยู่ข้างล่างหรือนี่ หือ (รออยู่แล้วครับ) ทางสหรัฐพูดไปนี้ก็ลงข้างล่าง แล้วฟังพร้อมกันนี้เลย คนที่จะเชื่อบุญเชื่อกรรมนี้มันเป็นส่วนลึกลับอยู่นะ เพราะถูกกิเลสมันกลบ เรียกว่ากินสด ๆ ร้อน ๆ กิเลสกินสด ๆ ร้อน ๆ เรียกว่าสุกเอาเผากินง่าย ๆ ทีนี้สัตว์โลกก็วิ่งตามไปง่าย ส่วนธรรมเบื้องต้นมักจะลำบากอยู่ เพราะถูกกิเลสปิดไว้ไม่ให้เห็น ก็เหมือนเราเปิดจอกแหนออกจากน้ำ มองลงไปเห็นแต่จอกแต่แหนไม่เห็นน้ำ ทั้ง ๆ ที่น้ำเต็มอยู่ในบึง แต่ถูกจอกแหนปกคลุมเอาไว้ มองไปเห็นแต่จอกแหนไม่เห็นน้ำ ใครก็จะมีแก่ใจไปหาน้ำก็มองไปมันไม่เห็น

ทีนี้มองไปไม่เห็นบุญเห็นกรรมใครจะไปเชื่อ นี่เอาตรงนี้นะ ผู้ทำทำอยู่ทุกวันก็เห็นอยู่ ตื้น ๆ เขิน ๆ อย่างนี้ทุกวัน เป็นเรื่องของกิเลสเห็นพาให้หลอกได้ง่ายเสีย มันไม่เห็นลึกกว่านั้น นี่ซิจึงว่าอัศจรรย์พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แต่ละพระองค์ โถ พิลึกจริง ๆ นะ สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าไม่เห็น พระพุทธเจ้าเห็นพระองค์แรกเลย จากนั้นตามมาก็บรรดาท่านผู้ปฏิบัติธรรม เห็นตามพระองค์เป็นสักขีพยาน เช่นสาวกอรหันต์ ไม่มากก็น้อยเห็นจนได้ ๆ ด้วยกัน คือไม่พิสดารอย่างพระพุทธเจ้าก็เต็มภูมิสาวกเรื่องเชื่อบุญเชื่อกรรม เป็นเองถ้าลงได้เป็นในจิตแล้ว เมื่อค่อยเปิดจอกเปิดแหนออกแล้วเห็นเองเห็นน้ำ ไม่ต้องบอก เห็นเอง เพราะน้ำมีอยู่นั้น พอเปิดจอกเปิดแหนออกมากน้อยก็มองเห็นน้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ นะ ถ้ามันปิดมิดมองไม่เห็นเลย

นี่ละโลกไม่เชื่อบาปไม่เชื่อบุญ แล้วทำตั้งแต่บาปส่วนต่ำ คือสุกเอาเผากินมันทำง่าย เห็นได้ชัด ๆ ทีเดียว ที่พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังนี้มันออกจากนี้ทั้งนั้นนะเราพูดจริง ๆ เรื่องความอยากความทะเยอทะยานมันปิดมันบัง เรื่องบุญคุณนี้ไม่ระลึกเลย มีแต่ความอยากท่วมท้น ๆ อยากนั้นอยากนี้อยากไปหมด ล้วนแล้วแต่จอกแต่แหนปกคลุม ๆ เรื่อย ๆ ไป ดูเวลาจิตของเราค่อยเปิดออกมันได้รู้นี่ ค่อยเปิดออกก็เห็นความสุข เห็นวี่แววแห่งธรรม ๆ แปลกประหลาดเข้าเรื่อย แต่ก่อนไม่เห็น จิตดวงนี้ละ เอามันชัด ๆ อย่างนี้เอามาเป็นพยาน จะว่าขายตัวหรืออวดตัวก็แล้วแต่ท่านทั้งหลายจะพิจารณา แต่เราเอาความจริงมาพูด เราไม่มีเรื่องความรู้สึกว่าจะเป็นอย่างที่ว่า อวดตนอวดตัว เราไม่มี อวดหาอะไร มันก็มีเท่าที่มีอยู่ของตัว จะยกมาเสริมมันก็เป็นของเศษของเลยไปเสีย ขาดก็เป็นเรื่องขาดไปเสียมันไม่พอดี ของเราเองพอดี นั่นมันอยู่ตรงนั้น

เวลาปฏิบัติไป ๆ แต่มันมีอันหนึ่งนะเชื่อลึก ๆ นะ อันนี้ก็พูดยาก จิตใจมันยิบแย็บ ๆ ฝ่ายบุญฝ่ายกุศลของมันมีอยู่นะ ไม่ใช่จะมีแต่ความทะเยอทะยานยิบแย็บ ๆ เป็นส่วนธรรมอยู่ภายในใจที่มันมีอยู่ด้วยกัน ว่างั้นเถอะ ถึงเวลาแสดงออกมันก็แสดงให้เห็นอยู่ นี่จับเอามาพิจารณาหมด จิตเวลาปรกติของคนเรามีแต่บึกแต่บึนทางนั้นทางนี้ จิตเวลามันออกมาทางฝ่ายกุศล ซึ่งมันมีอยู่ในจิตด้วยกัน มันไม่มีโอกาสออก มีแต่จอกแหนปกคลุม ทีนี้พอมีโอกาสบ้างก็แย็บ ๆ ออกมา อยากทำบุญทำกุศล อยากทำนั้นทำนี้ มันมีของมันออกมา นี่ละเชื้อของธรรมที่จะลากเราขึ้นจากนรก ขึ้นจากกองทุกข์ อันนี้แหละจับให้มันชัด ๆ อย่างนี้ จับออกจากนี้นะ

ทีแรกมันเป็นอย่างนั้นก็รู้ ตั้งแต่เป็นฆราวาสเราก็รู้ มันเป็นของมันอยู่ลึก ๆ นั่นแหละ หากไม่ค่อยพูดถึงมัน แต่มันเป็นเราก็พอจำได้ ว่างั้นเถอะ สิ่งที่ไม่พูดถึงก็ตามมันพาเป็น คือกิเลสลากตลอด อันนี้ลากตลอด อันนั้นขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ต่อเมื่อเวลาโอกาสอำนวย อย่างที่พูดนี่นะ เปิดเสียให้มันชัด มันก็คงจะมีนิสัยอันหนึ่งอยู่  ทั้ง ๆ ที่มันยุ่งของมันอยู่งั้น เวลามันยิบแย็บ ๆ ก็รู้กันอยู่เป็นระยะ ๆ พอจวนตัวเข้ามานี้ถ้าเกี่ยวกับโลกกับสงสาร มันหากมีอะไรของมันขัด ๆ ข้อง ๆ ขัด ๆ ข้อง ๆ มันหากเป็นของมัน พูดให้มันชัด ๆ

เช่นอย่างว่าจะมีครอบครัวเหย้าเรือน มันหากมีของมัน ว่าจะเอาเมียหลายครั้งแล้วนะ พูดตรง ๆ อย่างนี้ เอ้า ก็เปิดให้ฟังจะว่าไง เรื่องมันผ่านมาหมดแล้วก็เอาเรื่องที่พวกเราซึ่งกำลังชุลมุนนี้ฟังกันซิ อันนี้พูดจริง ๆ ผ่านก็บอกว่าผ่าน ว่าจะเอาเมียหลายหนอยู่ ครั้นพอว่าตั้งใจว่าจะเอาจริง ๆ มันหากมีอะไรนะแปลก ๆ อยู่ หากมีอะไรมาขัดมาข้องอยู่นั้นละ เอา ปล่อยไป แล้วมีเข้ามาอีกปล่อยไป หากเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอด เอ๊ อะไรชอบกล พูดให้มันสนุกก็ได้ คือทางภาคอีสานเราเขาว่าไปเที่ยวสาว กลางค่ำกลางคืนเขาไปเที่ยว มันเป็นประเพณีของเขาอย่างนั้น นี่ถ้าไปขึ้นบ้านไหน เอ้า พูดตรง ๆ อย่างนี้ พูดให้เต็มยศเสีย เราไม่ใช่คนขี้เกียจนี่นะ ไปที่ไหนผู้สาวเขาไม่ค่อยตอมแหละ พ่อผู้สาวแม่ผู้สาวตอมนะ พอเราไปบ้านไหนดังขึ้นเลย ผู้สาวเขาก็ธรรมดาเขา พ่อแม่ของผู้สาวแหละชอบติด คือเคยคบค้าสมาคมกัน เพราะเราปรกติมักจะไปกับผู้ใหญ่ ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นเหล่านั้นก็รู้นิสัยเรา

เราไม่ได้ทำเพื่อเสแสร้งนะหากเป็นตามนิสัย ทำอะไรขยันทุกอย่าง ๆ สกุลของเราก็เป็นธรรมดา ฐานะเหมือนบ้านเหมือนเมืองเขาแหละ ไม่มีอะไรต่ำกว่านั้น ธรรมดา ๆ ครั้นเวลาจะเกี่ยวข้องเรื่องนี้ทีไรหากมี ๆ เราละเป็นผู้ตัดเอง พ่อแม่ก็ไม่ว่าอะไร ตามใจเรา บทเวลาจะบวชมันไม่ได้ยากนี่นะ พอพ่อน้ำตาร่วงเท่านั้น เห็นไหมล่ะ พ่อกับแม่ก็ไม่เคยยกยอเรา ปรกติเก็บเสมอลูก ๆ เต้า ๆ ไม่เคยยกยอใครแหละ แต่หากมีชมอยู่ลึก ๆ ไม่ได้ออกปาก หากมีงานนั้นให้เราทำ งานนี้ให้เราทำ ให้เราทำแล้วเสร็จเลยทุกอย่างว่างั้นเถอะ นี่ละที่พ่อเอายกขึ้นมา ยกขึ้นเพื่อจะทุ่มเรา เข้าใจไหม

กินข้าวอยู่ด้วยกันตอนค่ำอยู่เงียบ ๆ พ่อก็กินแม่ก็กินอยู่ด้วยกัน เอ๊อ ขึ้นเลยนะ เราก็มีลูกหลายคน ลูกผู้หญิงไม่ต้องพูดละ ลูกผู้ชายก็อีกเหมือนกัน มีไอ้บัวนี่ละ ไอ้นี่กูไว้ใจมันได้ทุกอย่าง ยกขึ้นนะเพื่อจะทุ่มลง ไอ้นี่ลงมันได้ทำอะไรแล้วกูสู้มันไม่ได้ บอกอย่างนี้เลยนะ บอกว่ากูสู้มันไม่ได้ สำคัญที่กูจะให้มันบวชเมื่อไรนี้ มันเหมือนคนหูหนวกหูไม่มีรู เฉยเลย นี่เวลากูตายแล้วจะไม่มีใครลากกูขึ้นจากนรก ถ้าไอ้นี่ลากกูไม่ได้แล้ว กูอาศัยไอ้นี่เท่านั้น ว่างั้น พอว่าอย่างนั้นน้ำตาร่วงเลย มองเห็นพับสะดุ้งปึ๋งเลยทันทีนะ ลุกทันที กินข้าวยังไม่อิ่มลุกหนีเลย สะเทือนมาก ไปคิดอยู่ ๓ วัน ปัญหาน้ำตาร่วง ทั้งพ่อทั้งแม่ร่วงพร้อมกันเลย แม่เห็นพ่อน้ำตาร่วง แม่ก็ร่วง เราก็ผึงออกเลย นี่ละที่จะบวช แล้วง่ายเสียด้วยนะ

ไปก็ตัดสินใจตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างโลกเขาทำได้เราทำได้ แล้วทำไมการบวชบวชไม่ได้ การบวชไม่ได้ไปติดคุกติดตะราง จะบวชเป็นพระเจ้าพระสงฆ์ บวชก็ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์บีบบังคับไว้ บวชเมื่อไรสึกเมื่อไรก็ได้นี่นะ แล้วทำไมเราไม่บวช เขายังบวชกันได้ เขาสึกออกมาได้ บางองค์เป็นสมภารเจ้าวัดตายกับผ้าเหลืองก็ยังมี ท่านก็บวชได้ เราทำไมบวชไม่ได้ ถึงขนาดน้ำตาพ่อร่วงเลย ความเลี้ยงลูกยากนี่ยากด้วยกันทุกคน มันเอามาพูดได้นะ เวลามันคิดมันสอนตัวเอง แล้วทำไมอย่างนี้เราทำไม่ได้ เลวกว่าเขา ขึ้นถึงขั้นเลวกว่าเขา อย่างอื่นเขาทำได้เราทำได้ แต่อย่างนี้เขาทำได้เราทำไม่ได้ มัดเข้า ๆ นี้จะเอากัน สรุปลงแล้วว่าต้องบวช เอ้า เขาทำได้เราทำไม่ได้ให้เห็นคราวนี้น่ะ จึงได้เอาเลยตัดสินใจเลย นี่เราสรุปความเอานะ คิดอยู่ ๓ วัน ไม่กล้ามารับประทานร่วมวง กลัวจะโดนปัญหาอีก พอลงใจแล้วก็มาพูดกับแม่

ธรรมดาลูกมักติดแม่นะ เป็นธรรมดาทั้งลูกชายลูกหญิงมักติดแม่ ก็มาพูดกับแม่ เอ้อ ที่ว่าจะให้บวชก็จะบวชให้ละนะ ถ้าลงลั่นเอาละนะ คือพิจารณาหมดเรียบร้อยแล้วจึงมาลง ว่าจะบวช ๆ ให้ แต่บวชแล้วอยากจะสึกเมื่อไรก็สึกนะ ใครจะไปบังคับว่าให้อยู่เท่านั้นปีเท่านี้ปีไม่บวช นี่มันมีข้อออกอยู่นะ ถ้าตามอัธยาศัยแล้วจะบวชให้ แม่ก็ฉลาดกว่าลูก ยกมือสาธุ เอาละที่นี่ ถึงลูกจะไปบวชกับอุปัชฌาย์พอบวชเสร็จแล้วออกมาจะมาสึกต่อหน้าคนมาก ๆ ที่ไปบวชยังไม่กลับ แม่ก็ไม่ว่า แม่อยากเห็นผ้าเหลืองในขณะบวช ดูซิน่ะ ใครจะไปสึกได้เข้าใจไหม คนเต็มอยู่นี้ไปบวชเรายังไม่กลับ ทั้งครูบาอาจารย์ทั้งอะไรเต็มอยู่นี้ ออกมามาสึกต่อหน้ามันจะสึกได้ยังไง แม่ก็รู้แล้ว เราก็ เอ้า ถ้าอย่างนั้นก็บวชให้ พ่อก็โอ๊ย.พอใจเลยเทียว บอกว่าลูกชายเป็นพี่ชายเขาเคยบวชแล้ว เขารู้จักเครื่องบริขารบวช เอาลูกชายคนโตมาสั่ง เอ้า นี่จะบวชให้หาเครื่องบวชดี ๆ มาให้มันนะ กูยากเหลือเกิน ๆ กว่ามันจะบวชให้กู ว่างั้นนะ

นี้มันจะบวชแล้วสูให้ของดี ๆ มาให้มันทั้งนั้น แหม กูยากเหลือเกินกับบักอันนี้ กว่ามันจะบวชให้กู เอ้า ทีนี้สูเอาให้พร้อมทุกอย่าง หมดเท่าไรหมดไปเลย เอาแต่ของบริขารดี ๆ ทั้งนั้นเพราะพี่ชายเขาเคยบวชเขารู้บริขารดี นั่นแหละเรื่องมันพรึบออกเลยบวชเลย เวลาบวชก็เรื่อยมาอย่างนี้ละ ก็เดชะอยู่นะ ไม่เคยมีจะมีอธิกรณ์ทะเลาะเบาะแว้งกับผู้หนึ่งผู้ใดก็ไม่เคยมี เกิดเรื่องเกิดราวก็ไม่เคยมี ราบรื่นเรื่อยมา ตั้งแต่ออกบวชแล้วเรียนก็ราบรื่น ๆ ๆ เรื่อย จนกระทั่งออกปฏิบัติก็ยิ่ง ราบรื่นหรือไม่ราบรื่นเจ้าของจะตาย จิตกับธรรมมันยังราบรื่นจะว่ายังไง

นี่ละเรื่องราวมันค่อยเปิด ทีนี้เวลามันเปิดจริง ๆ ไปเปิดภาวนานะ อย่างนี้ก็เป็นนิสัยมันต่อเนื่องกันไปตั้งแต่การบวชนี้ง่าย ๆ เข้า บทเวลาไปภาวนานี้ ทีนี้มันค่อยเปิดออก ๆ ละซิ ให้รู้สิ่งที่ว่านี่นะ พอก้าวเข้าสู่ภาวนานี้ จิตมันไม่เคยรวมไม่เคยสงบ เวลาภาวนาสงบ ๆ ทีไรมันสว่างไสวมันเริ่มรู้เริ่มเห็นแปลก ๆ ต่าง ๆ เข้าไป จากนั้นก็เรื่อยละ ทีนี้ก็เข้ามาถึงขนาดว่าบาปว่าบุญแย็บรู้ทันที ๆ เลย นั่นเห็นไหมรู้บาปรู้บุญรู้ทันทีๆ เลย เวลาจิตนี้สว่างไสวเข้าไป แย็บออกมานี้รู้ อ๋อ บาปบุญแท้ ๆ อยู่ตรงนี้ นั่น มันไม่ได้ว่าไปอยู่ที่นั่นที่นี่ ไม่ไปนะ ขึ้นตรงนี้ ๆ เจ้าของไม่ถามใครมันรู้ นั่นเห็นไหม สนฺทิฏฺฐิโก อ๋อ บาปบุญอยู่ตรงนี้เอง เป็นขึ้นมาเท่าไร ๆ อยู่ตรงนี้ ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ หนักเข้าไปทีนี้มันก็เปิดโล่ง จนกระทั่งมันกระจ่างไปหมด อะไรที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้กราบราบ ๆ ก็มันเห็นนี่ เราเห็นเราค้านเราไม่ได้ด้วยเรายอมรับ แล้วจะไปค้านพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้ก่อนแล้วได้ยังไงใช่ไหมล่ะ นี่ละเรื่องราวที่มันลง

ลงโดยลำดับจนกระทั่งลงสุดขีด ขาดสะบั้นไปหมดระหว่างกิเลสกับจิตไม่มีอะไรเหลือเลย นั้นยิ่งจ้าเลยที่นี่ พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนไม่ต้องถาม นั่น ที่นี่เห็นไหมถึงขั้นมันรู้เป็นอย่างนั้นละ ไม่ได้ถามใครนะ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเองด้วยตัวเอง นั่น ท่านก็บอกไว้แล้ว ทีนี้เวลามันจ้าขึ้นมาก็เป็นอย่างนั้น คิดดูซิเป็นการดูถูกพระพุทธเจ้าไหม ว่าพอมันผางขึ้นมาเท่านั้น เหอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอ ๆ ขึ้นย้ำนะ เหอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ๆ อย่างนี้เหรอ อย่างมันเป็นขึ้นเดี๋ยวนี้ว่างั้นเถอะนะ เหอ พระธรรมแท้มันจ้า เหอ เป็นอย่างนี้ละเหรอ ๆ ธรรมแท้ถามใครล่ะ มันจ้าขึ้นมาแล้ว แล้วพระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้อย่างอันเดียวกันนี้ ๆ

จากนั้นก็ประมวลเข้ามาเลย เหอ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มารวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ๆ มันเป็นแล้วนั่น ถามใครล่ะเวลาเป็น ธรรมแท้เป็นอันเดียว นั่น เห็นไหม พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นแง่ ๆ ที่จะก้าวเข้ามาสู่จุดอันเดียวนี้เข้าใจไหม พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ เป็นจุดที่เกิดเรียกว่าเป็นทางเข้านี้ เปิดทางเข้านี้ ๆ พุทโธเข้านี้ ธัมโมเข้านี้ สังโฆเข้านี้ พอถึงนี้แล้วก็เป็นอันเดียวกัน ไม่ได้ถามใครนี่นะ อ๋อ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ๆ มันเป็นแล้วนั่น เราเคยคิดเมื่อไร พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ติดหัวใจตลอดจนถึงขณะนั้น พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ จึงได้มากระจายออกให้เห็นชัดเจนว่าคือธรรมชาตินี้เอง นั่น นี่ละเวลามันเปิด มันเปิดอย่างนั้น

ไอ้เรื่องที่ว่ามันบึกมันบึนอะไรมันไปยากนะเรื่องอรรถเรื่องธรรม เป็นในเบื้องต้น ครั้นต่อมาพอมีสิ่งที่ดึงดูดจิตใจก็คือธรรม เห็นแล้วรู้แล้วมันก็ดึงดูด ๆ เข้าไป ทีนี้มันจะยากลำบากขนาดไหนก็ตาม สิ่งที่เหนือยากลำบากยังมี คือธรรมที่เราต้องการ มันเหมือนว่าเกี่ยวโยงกันอยู่ เหมือนบันไดพาดเอาไว้ จับบันไดได้แล้วยากหรือง่ายมันก็จะขึ้น เป็นอย่างนั้นนะ เอ้า จะยากขนาดไหนขึ้น ๆ เลย เพราะฉะนั้น การประกอบความพากความเพียรนี้เรายอมรับจริง ๆ ละเรา พูดจริง ๆ เราทุกข์มาก แสนสาหัสทีเดียว การประกอบความพากความเพียร มาฉันจังหันเห็นอาหารหรู ๆ หรา ๆ นี้เราคิดถึงเราตั้งแต่โน้นนะ ตั้งแต่อยู่ในป่าในเขา บิณฑบาตได้มาก็ข้าวเปล่า ๆ มากินคำสองคำอิ่มแล้วหยุด ได้มาก็ได้อะไรมานิด ๆ ถ้ากินนะ ถ้าไม่กิน ๆ นั่น มันมีแต่แบบนั้น แต่จิตกับธรรมนี้มันพุ่ง ๆ ๆ นะ อันนั้นละเป็นเครื่องรับปิดเหล่านี้ไว้ ไม่ให้เหล่านี้อ่อนกำลังว่างั้นเถอะ อันนั้นมีกำลังแรง ถึงทุกข์ยากลำบากก็เพื่ออันนั้น ๆ อยู่อย่างนั้นตลอด มันก็ไม่สนใจกับความทุกข์ยากลำบากละซิ

นี่แหละเรื่องของธรรมเบื้องต้นยากนะ ถูกจอกแหนปกคลุมไว้ ค่อยเปิดไปเปิดมามันหากได้ของมันอยู่นั้นละ ให้ท่านทั้งหลายเชื่อนะ นี่หลวงตาจะตายแล้วมาเปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง สักขีพยานของพระพุทธเจ้าจะชี้ลงตรงนี้ก็ได้เลย เอามันชัด ๆ อย่างนี้แหละ เราหมดแล้วที่จะทูลถามพระพุทธเจ้าสงสัยในธรรมทั้งหลาย ไม่มีแล้ว พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ เป็นอันเดียวกันจ้ามาหมดแล้ว จึงว่าไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นองค์เช่นไรไม่ถาม พระพุทธเจ้ามีกี่องค์ไม่ถาม ลงในนี้หมดทีเดียว นั่น เวลามันถึงขั้นมันเปิดมันเปิดอย่างนั้น ไม่มีใครละ อาศัยทางเดินธรรมพระพุทธเจ้าสอนเปิดทางเข้า เปิดทางดำเนินตามนั้น เพราะธรรมพระพุทธเจ้านี้ไม่มีผิด ว่าอะไรเป็นอันนั้น ใครฝืนไปก็ผิดของคนนั้นเอง ใครดำเนินไป เอ้า ยากลำบากก็ถูก ๆ ไปเรื่อย ๆ ให้จำให้ดีนะ

สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ดีอย่างนี้แหละ ไม่มีผิดมีเพี้ยน เพราะผ่านมาหมดแล้ว สอนแนวทางนี้ถูกต้องให้สัตว์โลกปฏิบัติตาม ทีนี้เรื่องบาปเรื่องบุญ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ดิน ฟ้า อากาศ กว้าง ๆ แย็บรู้ทันทีเลย อยู่กับนี้ อ๋อ นั่น ขึ้น อ๋อ เลยนะ อ๋อ บุญอยู่ที่นี่ บาปอยู่ที่นี่ พอสุดท้ายแล้ว ธรรมอยู่ที่นี่ลงหมดเลย ลงตรงนี้ นั่น มันชัดขนาดนั้นนะธรรมพระพุทธเจ้า อย่างทุกวันนี้มันหมดเสียจริง ๆ มันไม่มีอะไรที่จะสงสัยเลยในสามแดนโลกธาตุ มันเปิดจ้าไปหมด สงสัยหาอะไร แน่ะ มันรู้อยู่แล้วอะไรจะมาสงสัย ก็ผู้รู้รู้อยู่แล้วหายสงสัยอยู่แล้วจะเอาความสงสัยมาแทรกตรงไหนว่ะ แน่ะ มันเป็นอย่างนั้น ขอให้ต่างคนต่างใช้ความพยายามนะ ให้เชื่อพระพุทธเจ้า อย่าเชื่อกิเลส ถ้าเชื่อกิเลสนี้คำว่าสุกเอาเผากินมันจะมาทันทีนะ อันนั้นลำบากอันนี้ลำบาก คำว่าจะทำความดี ความลำบากลำบนที่เป็นอุปสรรคมันจะไหลเข้ามาทันที จำให้ดีคำนี้ก็ดี

ถ้าเราจะทำความดิบความดี อะไรถ้าขึ้นชื่อว่าความดี ไอ้กำแพงกั้นคือเรื่องของกิเลส ที่จะให้อ่อนแอท้อแท้ไปนี้มาทันที วันนี้ยุ่งอันนั้น แล้ววันนั้นยุ่งอันนั้น วันนี้ยุ่งอันนี้ ที่สุดไม่ได้อะไร วันนี้ไม่ค่อยสบาย สุดท้าย โอ๊ย.ง่วงนอน นอนก่อน ลงตรงนั้นจนได้นะ มันเอาจนได้แหละ กิเลสมันไม่ใช่ของเล่นยังบอกแล้ว มันเอาจนได้มันแหลมคมนะ แต่เวลาธรรมเหนือมันแล้วมันเห็นหมดซิ โอ๋ย.เหล่านี้มีแต่กลอุบายกิเลสที่จะลากสัตว์โลกให้มาตายกองกันอยู่กับกองทุกข์นี้ทั้งนั้น นั่น เห็นไหมล่ะ ที่ยาก ๆ ลำบากที่เราทำ ยากก็คือกิเลสฝืนเรา เราสู้กับกิเลสเพื่อจะเอาความดีต่างหาก ธรรมท่านไม่ได้ยากนี่นะ มันยากกับกิเลสที่ไม่ให้ทำเข้าใจไหม มันกีดมันขวางไว้เราจะทำความดี ความดีนั้นไม่ได้ยากนะ ไอ้ผู้ที่กีดกันคือกิเลสอันนี้ละมันยาก สู้กับอันนี้ต่างหากนะ เวลาพิจารณาไปแล้วมันถึงว่า อ๋อ อันนี้เองยากไม่ใช่ธรรมยาก แล้วกิเลสมันให้ไปตำหนิธรรมเสีย ว่าธรรมสุดเอื้อมหมดหวังไปเสีย กิเลสนั่นแหละพอดีกับเรา ความหมายก็ว่าอย่างนั้น มันถึงได้เห็นชัดเจน  ให้บืนนะ ๆ อย่าไปเชื่อมันง่าย ๆ

ศาสดาองค์เอกที่จะได้มาตรัสรู้สอนโลกแต่ละพระองค์ไม่ใช่เล่น ๆ นะ ให้เอาตรงนั้น ผู้ที่สอนแม่นยำที่สุดไม่มีใครเกินศาสดา มีองค์นี้เท่านั้นสอนไว้ทุกอย่างถูกต้องหมดแล้ว เราได้รับพุทธศาสนาเข้าสู่ดวงใจแล้วเอาให้ได้นะ เอาให้ดีนะไม่งั้นไม่ได้จริง ๆ แหม เราถึงเข็ดถึงหลาบกับมัน เข็ดหลาบแทนพี่น้องทั้งหลายอีกด้วย เวลามันผ่านไป ๆ แล้วด้วยอุปสรรคของกิเลสทั้งนั้น มีมากมันดันมากมีน้อยดันน้อยจนกระทั่งไม่มี ๆ อะไรดัน ถ้ามีมากดันมาก จนกระทั่งไม่มีโอกาสเลยที่จะทำความดีงามทั้งหลาย กิเลสปิดไว้หมดเลย โห หนาแน่นขนาดนี้นะ เราก็ว่าธรรมยากเสีย ธรรมนั้นสุดเอื้อมหมดหวังไปเสีย กิเลสตัวลากคอเราอยู่นี้ไม่ดู เข้าใจไหม มันไม่ให้ไปตรงนั้น บทเวลาพิจารณาแล้วมันรู้หมดซิ อ๋อ นี่เองเป็นข้าศึก ขัดข้องมากน้อยไม่ใช่อะไร เราไปหาเรื่องใส่แต่ธรรมว่าท่านขัดข้อง ว่าลำบากทำยากทำบุญทำกุศลทำยาก บุญกุศลมันไม่ยากมันยากตัวกีดขวางนี่น่ะ เข้าใจเหรอ

ให้ดูตัวนี้ให้ดีนะ ถ้าดูตัวนี้มีทางจะเปิดมีทางจะต่อสู้กันได้ ไปจนได้ มันยากอย่างนี้ บทเวลาจะตายไม่เห็นว่ายาก นั่น ซัดเข้าไปตรงนั้นซิ จะทำอันนั้นก็ยาก ๆ บทเวลาจะตายตายได้ทุกคน ใครไม่เห็นเอาความยากมาอวดความตายไม่ให้ตายได้ล่ะ นั่น เวลานี้ยังมีชีวิตอยู่เราจะทำมันซัดเลย เข้าใจไหม  นั่นอย่างนั้นซิ  ถึงเวลาเด็ด ๆ เด็ดเถอะน่ะเด็ดเป็นธรรม ความดีเด็ดเท่าไรยิ่งดี กิเลสเด็ดเท่าไรยิ่งเลวเข้าใจไหม นี่ละมีคู่ทั้งสอง กิเลสเด็ดธรรมต้องเด็ด ถ้ากิเลสเด็ดธรรมไม่เด็ดตายเลย มันต้องเด็ดกัน ๆ พากันจำเอานะ พูดแล้วก็ว่าท่านดุท่านด่าอย่างนั้นอย่างนี้ นั่น เห็นไหมกิเลสมันออกมันป้อนกล้วยหอมแล้ว วันนี้ท่านดุแล้ววันนี้กิเลสป้อนกล้วยหอมเข้าไป อะไร ๆ ไม่ดุ อะไรที่ไม่พาให้ดุ ตัวกำลังป้อนกล้วยหอมอยู่นี่ตัวไม่ดุ ล่อลวงสัตว์โลกด้วยกล้วยหอมเข้าใจไหม เอาละพอ วันนี้พอสมควรแล้ว นี่จะเก้าโมง

โยม หลวงตาเจ้าค่ะ ขอถามนิดหนึ่งค่ะ เวลาภาวนาใช่ไหมค่ะ ตอนนั้นหนูถามหลวงตาทีว่า กลัวผีอะไรอย่างนี้นะคะ เสร็จแล้วหลวงตาบอกว่าไม่ต้องไปกลัว ก็ให้เห็นไปเลยอย่างนี้ ทีนี้ก็ไม่กลัวแล้ว แล้วก็นั่งลงไปทีนี้จิตสงบค่ะ ทีนี้สงบแล้วเราจะไปไหนต่อ

หลวงตา ให้อยู่กับสงบ มันจะเพิ่มกำลังของมันขึ้นไปเอง สงบไม่มีเพียงเท่านั้น ยังจะเพิ่มขึ้นอีก แต่สงบให้อยู่สงบก็เป็นการบำรุงตัวอยู่ในนั้น ทีนี้ต่อไปมันจะค่อยเพิ่มของมันขึ้นอีก สงบยังสว่างไปอีกนะ

โยม จะออกมาเองใช่ไหมค่ะ

หลวงตา เออ สงบแล้วยังแน่นหนามั่นคง ยังสว่างไสว เรื่องที่จะเป็นที่พึงพอใจจะขึ้นจากนั้น ๆ เรื่อย ๆ เมื่อถึงขั้นเปิดจอกเปิดแหนออกได้มากน้อยแล้วเอาเลยนะ เอาเลยแหละ

โยม ไม่ต้องไปพิจารณาอสุภะอะไรใช่ไหมค่ะ

หลวงตา แหนมันรู้สึกว่าใบยุบยอบ ถูกเราขยี้มันบ้างเข้าใจไหม เอามัน ฟาดให้มันหมดทั้งรากเลยนะ

โยมอินโดนีเซีย (ถามปัญหาภาวนา) เวลานั่งภาวนาไป รู้สึกตัวหาย

หลวงตา ช่างมันเถอะ จิตไม่หาย

โยมอินโดนีเซีย แต่ว่า ยกมือไม่ได้ ยกขาไม่ได้ ยกร่างกายไม่ได้ เดินไม่ได้ เห็นร่างกายอยู่แต่ยกอะไรไม่ได้

หลวงตา คือจิตมันอยู่แล้วมันไม่อยากออกข้างนอก ร่างกายมันก็อ่อนของมันไปเอง ปล่อยไปเลย บางทีหายเงียบเลยเหลือแต่ความรู้ที่สักแต่ว่าปรากฏ

โยมอินโดนีเซีย ทีนี้ขยับร่างกายไม่ได้

หลวงตา ขยับไม่ได้ ไม่ต้องขยับเวลานั้น ถึงเวลาแล้วมันขยับมันเอง เอ้า เราจะข้อเปรียบเทียบให้ชัดเจนนะ คือเวลามันขยับไม่ได้ไม่ต้องขยับ ถึงเวลามันออกมาของมันแล้วมันจะขยับของมันเอง เข้าใจไหม เช่น ทีนี้อุปมาข้อนี้ชัดเจนมากนะ เราปวดขี้เข้าใจไหม นอนอยู่ยังไงก็ตาม ถึงเวลามันปวดมาก ๆ แล้วโอ๋ย.เผ่น เข้าใจเหรอ ไม่เผ่นมันก็แตกจริง ๆ มันต้องเผ่นเข้ากันได้ไหมข้อนี้ นั่นละถึงเวลามันออกนี้ออกจนเป็นบ้าก็มี เพลิดเพลินเป็นบ้าเวลามันออก ความเพลิดเพลินตามกิเลสพาออก

โยมอินโดนีเซีย ๑๐ นาที ๓๐ นาที แล้วก็มาอีก

หลวงตา ก็อย่างนั้นแหละ คือมันจะเป็นเวลามันเป็นอย่างนั้นปล่อยให้มันเป็นเข้าใจเหรอ อย่าไปกวนมันนะ โถ ถ้ามันเป็นอย่างนี้มันของง่ายเมื่อไรวะ ที่มันดิ้นของมันตลอดเวลานี้มันไม่มีเอาเข้าได้ง่าย ๆ นะ นี่เราเอาเข้าด้วยวิธีนี้ พอเข้าได้จังหวะ พอได้ช่องได้ทางแล้วต่อไปเอา มันจะอยู่เท่าไรให้มันอยู่นะเข้าใจไหม ถึงเวลาแล้วมันจะถอยของมันออกมาเอง อันนี้มีตัวอย่างพระกรรมฐานด้วยกัน ท่านมาบ่น พระองค์นั้นก็เป็นพระหลวงตานะท่านมีครอบครัว แต่ภาวนาเก่งนะท่านมาเสียใจ พูดกันอยู่บ้านโคกนามนด้วยกัน ท่านว่าภาวนานี้จิตเวลามันได้ลงแล้วนี่จะลุกก็ลุกไม่ได้ จะอะไร ๆ จนกระทั่งถึงเวลาจะบิณฑบาตทางนี้ยังไม่ยอมถอนออกมาเลย อยากบิณฑบาตมันก็ไม่ยอมถอน เราเลยไปดื้อว่าอย่างนั้นนะ บังคับให้มันถอนมันเลยถอนขึ้นมาตามบังคับ ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ลงไม่ได้เลย นั่น เห็นไหมล่ะ เป็นอย่างนั้นนะ ทรมานเอาอย่างหนักเลยลงไม่ได้เสียใจ เราก็ไม่ทราบจะว่ายังไงก็มันเป็นไปแล้วจะให้ทำยังไงใช่ไหม ท่านจึงบอกว่าท่านเสียใจ ตั้งแต่นั้นมาจิตไม่ได้ลงอย่างนั้นอีกเลย นั่น เป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นจึงว่าปล่อย เอ้า นี่ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งนะ ส่วนเรื่องของเราเราไม่พูดละเพราะได้หลักอันนั้นมาเทียบกันได้สัดได้ส่วนเหมือนกันแล้ว เทียบได้อย่างหลวงพ่อเป็นต้นนะ เวลามันลง เอ้า ให้มันลง มันจะลงกี่วันก็ช่างมันให้มันเห็นเถอะน่ะ เข้าใจไหม เราก็สอนลูกศิษย์มามากต่อมากแล้ว ให้ได้เห็นอินโดนีเซียสักหน่อยว่ะ  ได้ตีเกราะให้เขามาปลุก ถอนอันนี้ขึ้นให้มันเห็นสักทีนะ เข้าใจเหรอ เอ้า อย่าไปกังวลนะ มันจะเป็นยังไงก็ช่าง เวลานี้จิตมันรวมคือมันทอดธุระทุกอย่างเข้ามาหาตัวเอง มันไม่อยากออกอะไรแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านั้นมันจึงอ่อนไปหมดไม่อยากยุ่ง ถ้ากิริยาของจิตไม่ออกไปเกี่ยวข้องแล้วมันจะเป็นของมัน พอได้จังหวะแล้วมันออกของมันเอง มันค่อยคลี่คลายออกมา แล้วความรู้นี้ซึมซาบเข้าไปเป็นกำลังไปตาม ๆ มันออกเองเข้าใจไหม นี่จำเอานะ เอาอย่างนั้นละ

โยมอินโดนีเซีย มีอีก จากวันที่ ๗ เดือนธันวาคม เห็นร่างกายเป็นอสุภะ ทำอะไรเห็นอย่างนี้ ทำกับข้าวเห็นอสุภะ

หลวงตา เออ ถ้าเวลาเราทำงานอยู่เราเป็นแต่เพียงว่าทำความรู้ไว้ไม่ทำงาน มันจะรู้อะไรก็รู้ แต่ให้อยู่กับจิตเสียก่อน ไม่ได้ตั้งหน้าทำงาน เราทำอะไรก็ทำไปนะ เวลานั้นมันเป็นของมันก็เป็นของมันเอง เราทำงานก็ทำไปจนกว่าว่าที่เราปล่อยงานอันนี้แล้วเราจะพิจารณาอย่างนั้น เอาให้เต็มสัดเต็มส่วนนะ พิจารณาอสุภะอสุภัง โอ๊ย.เรื่องอสุภะเราไม่อยากพูดเฉย ๆ  นักปฏิบัติ   วันนั้นเทศน์ก็พอประมาณนะ  ที่เทศน์อยู่วัดอโศการาม เราไม่ได้พูดอย่างละเอียดลออนะ คือพูดพอเป็นแนวทางไป ให้เพื่อนฝูงจับนี้แล้วจะค่อยแตกกระจายไปเอง เพราะเวลาไม่พอ ธาตุขันธ์ก็ไม่อำนวยด้วย อ่อนลง ๆ ขอให้จับเงื่อนนี้ได้มันจะค่อยแตกของมันไปเอง เรื่องพิจารณากองอสุภะ อันนี้ก็เหมือนกัน เอ้า พิจารณา เวลาเป็นโอกาสที่เราพิจารณาฟาดมันม้วนลง ๆ แตกลง ตั้งขึ้นมาแตกเอาให้มันเต็มเหนี่ยวนะ เข้าใจเหรอ เอาละเท่านั้นพอ

สรุปทองคำและดอลลาร์วันที่ ๒๙ มกราคม เมื่อวานนี้ ภูสังโฆเอามา ทองคำได้ ๒ กิโล ๑๓ บาท ๔๔ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑,๒๓๑ ดอลล์ ทองคำที่มอบเข้าคลังหลวงแล้วเวลานี้ ๕,๕๕๙ ครึ่งนี้ตั้งแต่มอบคราวก่อนนะ ดอลลาร์ที่มอบเข้าคลังหลวงแล้ว ๒ ล้าน ๗ แสน นี้ก็มอบตอนเก่า ทีนี้ทองคำที่ได้หลังจากมอบแล้วเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวา นี้ได้เพิ่มขึ้นมาอีก ๑๐๒ กิโล ๒๗ บาท ๗ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๐๘,๘๘๑ ดอลล์

รวมทองคำที่ได้แล้วทั้งหมด ที่มอบและยังไม่ได้มอบ  รวมกันหมดได้ทองคำ ๕,๖๖๑ กิโลครึ่ง อันนี้เรียกว่ารวมหมด หรือ ๕ ตันกับ ๖๖๑ กิโลครึ่ง รวมดอลลาร์ที่ได้แล้วทั้งหมดอีกเหมือนกันได้ ๗,๓๐๘,๘๘๑ ดอลล์ กรุณาทราบตามนี้ เราจะเขยิบ ๆ พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้นะ คราวนี้เป็นคราวเด็ดของหลวงตาแล้วนะ พาพี่น้องเด็ด เอ้า ฟังหัวหน้า หัวหน้าพาเด็ดหรือหัวหน้าพาตายให้ตายสักที หัวจะหน้าจะพาจมก็ให้เห็นสักที หลวงตาดูเอาจะเป็นผู้ที่พาพี่น้องทั้งหลายล่มจมไหม กิริยาท่าทางทุกอย่าง เป็นวิธีการที่จะลากพี่น้องทั้งหลายให้จมหมดทั้งประเทศ หรือเป็นวิธีการที่จะอุ้มชาติไทยเราขึ้น ให้จับคำนี้ให้ดีนะ เวลานี้กำลังเด็ดนะ เราเด็ดเพื่อชาติไทยของเรา ถ้าไม่ได้คราวนี้ไม่ได้นะ ทองก็พออยู่นี้ปั๊บหมดเลยไม่มี ที่จะเพิ่มเข้าอีกไม่มีละ ต่อไปข้างหน้าเราก็ไม่คิดแบบเดียวกันนะ

นี้เป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่ง คือเป็นเวลาที่เรากำลังช่วยชาติ จะทำอะไรเหมาะสมทั้งนั้น ๆ นี่ก็เหมาะสมที่เราจะให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ดอลลาร์คู่เคียงกันไป จำให้ดีทุกคน ถ้าเลยนี้แล้วจะไม่เป็นท่านะ เป็นท่าเป็นทางดีงามอยู่เวลานี้ แล้วหลวงตากำลังวังชาก็ยังพอมีอยู่ จึงพาพี่น้องทั้งหลายก้าวเดิน ขอให้ได้ ๑๐ ตัน เมืองไทยเราจะสง่างามด้วยกำลังแห่งความรักชาติ ความเสียสละด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีของพี่น้องทั้งหลายนี้แล จะสวยงามมากเมืองไทยเรา ถ้าอ่อนแอท้อแท้ไม่เป็นท่านะ จำให้ดีนะ เอาละวันนี้พอ ให้พรหรือยัง

 

อ่านและฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่

www.Luangta.or.th or www.Luangta.com

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก