มหาวิทยาลัยสงฆ์
วันที่ 11 สิงหาคม 2524 เวลา 19:00 น. ความยาว 56.48 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๔

มหาวิทยาลัยสงฆ์

สถานที่บำเพ็ญในครั้งพุทธกาล ถ้าจะเทียบกับมหาวิทยาลัยสงฆ์อย่างสมัยปัจจุบันนี้ มหาวิทยาลัยของท่านคือที่ป่า ที่เขา ที่ถ้ำ เงื้อมผา ซอกเขา ไหล่เขา ป่าช้า ป่ารกชัฏ ซึ่งล้วนแต่เป็นสถานที่สงัดวิเวกวังเวง อันเป็นการสัมผัสในหลักธรรมชาติและปลุกสติปัญญา ศรัทธา ความเพียรให้ตื่นอยู่ตลอดเวลาไม่ประมาทนอนใจ และปราศจากสิ่งพลุกพล่านก่อกวนต่างๆ เป็นสถานที่ที่ให้ความสงัดวิเวกทางกาย และเป็นเครื่องหนุนความวิเวกทางใจได้เป็นอย่างดี ทุกกาลสถานที่และอิริยาบถในการบำเพ็ญสมณธรรม นักศึกษาในครั้งพุทธกาลที่เข้าสู่มหาวิทยาลัยเช่นนั้นย่อมเป็นผู้พร้อมทุกอย่าง ศรัทธาความเชื่อต่อมรรคต่อผลก็พร้อม วิริยะคือความพากเพียรก็พร้อม สติก็พร้อม สมาธิก็เตรียมพร้อม ปัญญาก็กลมกลืนกันไปที่เรียกว่าอินทรีย์ ๕ หรือพละ ๕ ซึ่งเป็นหลักวิชาและเครื่องมือของนักศึกษาและนักปฏิบัติในครั้งพุทธกาล ท่านดำเนินกันอย่างนั้น

หลักวิชาที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนในเบื้องต้น เพื่อนำไปบำเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นก็คือ อาการ ๓๒ ซึ่งเป็นหลักวิชาอันใหญ่โตมากที่พระผู้มารับการอบรมศึกษาจะรับไปประพฤติปฏิบัติจากพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นศาสดาจารย์องค์เลิศ การปฏิบัติทุกแง่ทุกมุมตลอดความเคลื่อนไหวในอาการต่างๆ ล้วนแต่เป็นท่าของนักรบผู้เอาจริงเอาจังทั้งนั้น เพื่อให้จบพรหมจรรย์คือความสิ้นสุดวิมุตติพระนิพพาน สังหารกิเลสให้ขาดลอยไปจากจิตใจ กลายเป็นผู้สำเร็จปริญญาเอกขึ้นมา ปริญญาเอกครั้งนั้นได้แก่การสำเร็จอรหัตบุคคล ปริญญาตรี ปริญญาโทก็ได้แก่สำเร็จพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา ส่วนปริญญาเอกได้แก่พระอรหัตบุคคล

ผู้สำเร็จปริญญาเอกแล้วชื่อว่า เป็นผู้เรียนจบพรหมจรรย์โดยสมบูรณ์แล้วในมหาวิทยาลัยสงฆ์นั้นๆ ไม่มีคำว่าใบประกาศนียบัตรใดๆ มีสนฺทิฏฺฐิโกตามขั้นภูมิของจิตของธรรมที่รู้เห็นเป็นใบประกาศของท่านแต่ละองค์ๆ คือความรู้เองเห็นเองจากการปฏิบัติของตนที่ได้ศึกษามาด้วยดีแล้วจากพระพุทธเจ้า เพราะคำว่าสนฺทิฏฺฐิโกพระองค์ทรงมอบไว้กับผู้ปฏิบัติทุกๆ รายไป ไม่ทรงผูกขาด ทรงมอบให้ผู้นั้นเป็นผู้รู้ผู้เห็นและผู้ยืนยันความจริงขึ้นมากับตนเอง เพราะความจริงมีอยู่กับทุกคน นอกจากจิตที่ยังปลอมอยู่ด้วยกิเลสของจอมปลอมทั้งหลายเท่านั้น จึงไม่สามารถจะทราบความจริง ซึ่งมีอยู่กับตนได้ทั้งส่วนหยาบส่วนกลางส่วนละเอียด ไม่มีใครมาให้ใบรับรอง สันทิฏฐิกธรรมเป็นเครื่องรับรองประจักษ์ใจ หรือ ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ท่านผู้รู้ทั้งหลายพึงรู้จำเพาะโดยการปฏิบัติของตน นี่เป็นใบประกาศของท่านที่ค้นคว้าและเสาะแสวงหาเองด้วยความชอบธรรม ได้แก่ สุปฏิปนฺโน อุชุฯ ญายฯ สามีจิปฏิปนฺโน ผลที่ตกออกจากการปฏิบัตินี้ก็ได้แก่อริยบุคคล คือ โสดา สกิทาคา อนาคา อรหัตบุคคล

ในครั้งพุทธกาลท่านเรียนอย่างนั้น เรียนเพื่อประพฤติปฏิบัติ หาสถานที่เหมาะสมเป็นที่ฝึกหัดอบรม เรียนเพื่อความรู้ความเข้าใจในสัจธรรมคือความจริงทั้งหลาย ทั้งฝ่ายสมุทัย ทุกข์ ทั้งฝ่ายนิโรธ มรรค แจ้งประจักษ์กับใจตัวเอง เพราะสัจธรรมทั้งสี่นี้มีอยู่ด้วยกันทุกคน ไม่ได้นอกเหนือไปจากกายกับใจนี้เลย ท่านจึงเป็นสงฺฆโสภณาเป็นความงามแห่งสงฆ์ที่บริสุทธิ์ล้วนๆ ด้วยความตั้งใจปฏิบัติอย่างแท้จริง ธรรมที่ท่านบรรลุเป็นขั้นๆ เหล่านั้นก็เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ใจเท่านั้นเป็นผู้จะรับสัมผัสสัมพันธ์ธรรมทั้งหลายทุกขั้นทุกภูมิไปจนกระทั่งถึงขั้นสูงสุด ไม่มีอวัยวะส่วนใดในร่างกายของเรานี้ที่จะสัมผัสสัมพันธ์ธรรมทุกๆ ขั้นได้อย่างประจักษ์ชัดเจนเหมือนใจ

ใจจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ต้องได้รับการศึกษาอบรมด้วยดี เพื่อความสัมผัสธรรมทุกขั้น ด้วยการปฏิบัติอันถูกต้องดีงามของตน ครั้งพุทธกาลท่านดำเนินอย่างนั้น เมื่อเข้าสมาคมกันมีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมเรื่องข้อวัตรปฏิบัติ สถานที่เป็นที่บำเพ็ญว่ามาจากป่าไหน เขาลูกไหน ถ้ำใด เงื้อมผาใด ไปอยู่สถานที่เช่นนั้นการบำเพ็ญเป็นอย่างไร จิตใจได้รับความสงบได้รับความแยบคาย มีความรู้ความฉลาดอย่างไรบ้าง ผู้ใดได้รู้ธรรมในแง่ใดขั้นใด ภูมิใด นำอรรถธรรมแง่ต่าง ๆ ซึ่งตนรู้ตนเห็นมาสัมโมทนียกถาซึ่งกันและกัน ให้เป็นเครื่องรื่นเริงและยึดเป็นคติตัวอย่างจากกันและกันไปเป็นสิริมงคลแก่ตน

ไม่มีคำว่าการบ้านการเมือง การได้การเสีย การซื้อการขาย เรื่องหญิงเรื่องชาย เรื่องรักเรื่องชอบ เรื่องการนั้นกิจนี้อันเป็นเรื่องของโลกสงสาร ท่านไม่นำเข้ามาเกี่ยวข้องกับวงของการปฏิบัติธรรม ราวกับว่าอยู่คนละโลก ทั้งๆ ที่ท่านก็อาศัยอยู่ในโลกเราด้วยกันกับมนุษย์ทั้งหลายนั่นแล แต่จิตใจและการประพฤติปฏิบัติของท่านหมุนไปในธรรมล้วนๆ กิริยาที่แสดงออกจึงแสดงออกด้วยความเป็นธรรมทั้งนั้น ไม่มีสิ่งจอมปลอมทั้งหลายเข้าเคลือบแฝงเลย สรณะของพวกเราท่านดำเนินอย่างนี้

พระพุทธเจ้าเราก็เคยเห็นพระประวัติของท่านมาด้วยดีด้วยกัน จะว่าเราได้ศึกษามาแล้วทุกรูปก็ได้ เพราะต่างองค์ต่างก็ได้ศึกษามาด้วยกันแล้วทั้งนั้น เราสังเกตตามพระประวัติการดำเนินของพระองค์ แม้จะไม่มีครูมีอาจารย์แนะนำพร่ำสอน แต่วิธีการดำเนินของท่านก็เป็นสรณะของพวกเราได้อย่างสมบูรณ์ ในความสละทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งเป็นความสุขของโลก ที่พระองค์ก็เป็นผู้หนึ่ง เนื่องจากเคยเป็นกษัตริย์มาแล้ว จะต้องได้ครอบครองความสุขเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ บริษัทบริวารสมบัติเงินทองข้าวของ ไพร่ฟ้าประชาชีมากน้อยอยู่ในพระราชอาณาจักรของพระองค์ สิ่งเหล่านี้โลกถือว่าเป็นสมบัติอันมีคุณค่า เป็นสิ่งที่โลกปรารถนากันทั้งนั้น แต่พระองค์ทำไมจึงทรงเสียสละได้เหมือนหนึ่งว่าไม่มีความอาลัยเสียดาย

ทั้งนี้เพราะความมุ่งมั่นในพระทัยนั้นหนักแน่นในธรรมทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งความพ้นทุกข์และความเป็นศาสดาของโลกเต็มพระทัย สิ่งเหล่านั้นจึงไม่มีน้ำหนักมากยิ่งกว่าความมุ่งมั่นของพระองค์ ที่จะให้สำเร็จตามพระประสงค์ อันนี้เป็นต้นเหตุที่จะให้ทรงเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างต่อไปไม่ลดละ แม้สิ่งเหล่านั้นจะมีคุณค่าตามโลกนิยมสมมุติก็ตาม แต่ถ้าเทียบกับธรรมแล้วสิ่งเหล่านั้นมีคุณค่าน้อยนิดเดียว ไม่เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลดังธรรมที่ได้ตรัสรู้และความเป็นศาสดาสอนโลก เพื่อประโยชน์แก่โลกอย่างมากมายนั้นเลย จึงได้ตัดพระทัยออกไป

การออกไปของพระองค์นั้น มีความลำบากยากเย็นเข็ญใจอย่างไม่มีใครเสมอ และไม่มีใครเหมือน ไม่มีใครเทียบ ไม่มีใครเป็นคู่แข่งพระองค์ได้ในการเสียสละก็ดี ในการประกอบความพากเพียรก็ดี ในความทุกข์ยากความลำบากเพราะความเป็นอยู่ใช้สอยต่างๆ ก็ดี มีแต่ความทุกข์บีบคั้นทั้งนั้น หาความสะดวกสบายไม่ได้เลย เพราะความเป็นกษัตริย์ ทรงเสียสละพระองค์ลงมาสู่ความเป็นคนอนาถา เที่ยวเสาะแสวงอาหารปัจจัยมาเสวยจากชาวบ้านชาวเมืองธรรมดาทั่วๆ ไป ซึ่งแต่ก่อนพระองค์ไม่ทรงเคยพบเคยเห็นเลย แต่ก็ได้ทรงพบทรงเห็นในขณะที่ทรงเสียสละราชสมบัติออกทรงผนวชทีเดียว

ความทุกข์ในการประกอบความพากเพียร พระองค์ก็ไม่เคยได้รับทุกข์ถึงขนาดนั้น ความเป็นอยู่อย่างทนทุกข์ทรมานทุกด้านพระองค์ก็ไม่เคยมาก่อน ประหนึ่งว่าสวรรค์ของมนุษย์พระองค์ได้อยู่มาแล้วตั้งแต่วันประสูติ จนกระทั่งวันเสด็จออกทรงผนวช แล้วได้ทรงตกนรกทั้งเป็นในแดนมนุษย์แห่งความเป็นคนขอทานเขากิน ก็ในขณะที่พระองค์ทรงเสียสละจากปราสาทราชบริษัทบริวาร ออกไปสู่ที่ซึ่งไม่มีใครปรารถนากัน โลกเขาเรียกว่าสถานที่ดัดสันดาน แต่ความจริงพระองค์ไปเพื่อดัดสันดานกิเลสต่างหาก

ความทุกข์ความทรมานทั้งหลายรวมลงในสิทธัตถราชกุมาร ซึ่งยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าในขณะนั้นทั้งสิ้น แล้วการประกอบความพากเพียร ก็ทรงตะเกียกตะกายเต็มพระสติกำลังความสามารถ ถึงขนาดสลบไสลไปถึงสามครั้ง ทุกข์มากน้อยเพียงไร เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคติตัวอย่างของชาวพุทธเราได้เป็นอย่างดี สมความเป็นศาสดาตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกที่เสด็จออกทรงผนวชและบำเพ็ญตลอดมา จนกระทั่งได้ตรัสรู้และประทานพระโอวาทสั่งสอนมวลสัตว์เรื่อยมา เป็นศาสดามาโดยลำดับลำดา ควรยึดเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ควรยึดเป็นคติตัวอย่างได้อย่างถึงใจไม่มีข้อสงสัยแม้แง่ใดแง่หนึ่งเลย

อันเรื่องที่พระองค์ทรงบำเพ็ญผิดพลาดไปบ้างนั้น เป็นธรรมดาของผู้ไม่มีครูมีอาจารย์แนะนำสั่งสอนในทางที่ถูก ก็ย่อมมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนเป็นธรรมดา แต่พระวิริยะคือความพากเพียร และความอดทนทุกแง่ทุกมุมในการบำเพ็ญทั้งหลายนั้น ยกให้เป็นคติตัวอย่างอันเลิศสำหรับชาวพุทธเราทั้งหลาย จนกระทั่งได้ตรัสรู้มีความลำบากมากน้อยเพียงไร เราจึงควรน้อมเอาเรื่องราวของพระองค์มาเป็นคติตัวอย่าง เป็นเครื่องยึดต่อการประพฤติปฏิบัติของเรา เพื่อเป็นกำลังใจในการบำเพ็ญว่า พระพุทธเจ้ามิใช่เพชฌฆาตจะนำพวกเราไปตาย เพราะความลำบากด้วยความเพียรพยายาม จึงไม่ควรกลัวว่าจะตายเพราะความเพียรเพื่อฆ่ากิเลสตัวปล้นหัวใจอยู่ตลอดมา

บรรดาสาวกก็ไม่ต้องกล่าวถึง บางองค์ก็ลำบากลำบนเช่นเดียวกัน เพราะเคยเป็นกษัตริย์มาด้วยกัน มีมากมายและเป็นลำดับลำดา เมื่อสรุปลงแล้วไม่ว่าจะออกมาจากชาติชั้นวรรณะใด ต้องแบกหามกิเลสมาเต็มหัวใจด้วยกัน กิเลสมีอยู่ในหัวใจใด จะไม่ยังหัวใจนั้นให้มีความสุขความสบายเป็นอิสรเสรีได้เลย จะต้องบีบบังคับทรมานจิตใจ ให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนอยู่เรื่อยมา การประกอบความพากเพียร เพื่อแก้เพื่อถอดถอนสิ่งที่เหนียวแน่นแก่นของวัฏวนนี้ออกจากใจ ตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกถึงขั้นที่สุดจุดหมายปลายทางนั้น แต่ละองค์ๆ นั้นจะมีความยากความลำบากเพียงไร

ให้พึงทราบว่ากิเลสไม่มีกิเลสตัวใดที่จะขบเปราะๆ ฟันง่ายๆ ขาดง่ายๆ มีแต่ตัวที่เหนียวแน่นมั่นคง ตัวเฉลียวฉลาด ตัวละเอียดลออ กล่อมมนุษย์กล่อมสัตว์โลกให้เคลิ้มหลับไม่มีวันตื่นได้เหมือนกันหมด การปราบปรามถอดถอนมันจะเอาความสะดวกสบายมาจากที่ไหน ต้องทุกข์ต้องลำบากด้วยกันทั้งนั้นแหละ อย่าพากันสงสัยหรือตั้งความหวังกับกิเลสว่า จะพาให้เราสบายในการเข่นฆ่ามัน แม้แต่สัตว์มันยังต่อสู้เวลาเราจะฆ่ามัน กิเลสยิ่งตัวฉลาดแหลมคมด้วยแล้ว มันจะขึ้นบนเขียงคอยให้เราสับยำอย่างง่ายดายเทียวหรือ จงอย่าพากันฝันลมๆ แล้งๆ 

เพราะฉะนั้น การที่จะแก้กิเลสซึ่งเป็นธรรมชาติอ้อยอิ่ง สำหรับสัตว์ที่โง่เขลาทั้งหลายนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากเรื่องที่ลำบากมากมายมาแต่กาลไหนๆ ไม่ใช่เป็นสิ่งดื้อด้านและแก้ยากฆ่ายากเฉพาะกิเลสของเราคนเดียว เราประมวลเข้ามาพิจารณาอย่างนี้ ในบรรดาสาวกทั้งหลายที่ท่านผ่านพ้นนรกกิเลสตัวเคยเผาผลาญไปแล้ว อย่าเข้าใจว่าหัวใจเราดวงนี้กับกิเลสที่ฝังใจเรานี้เป็นสิ่งที่แก้ยากเพียงเราคนเดียว มันเป็นสิ่งแก้ยากมาด้วยกันทั้งนั้น ต้องสุดฝีมือเต็มสติกำลังความสามารถ ถึงขนาดสละชีวิตเลือดเนื้อจิตใจต่อการต่อสู้กับกิเลสนี้ มีจำนวนไม่น้อยในบรรดาพระสาวก นับแต่พระพุทธเจ้าลงมา ทรงสลบถึงสามครั้ง นั่นคือการเสียสละ หากจะตายไปเลยพระองค์ก็ยอม จะไม่เรียกว่าเสียสละยังไง

ให้เราคิดอย่างนี้ในการประพฤติปฏิบัติ จิตใจจะได้มีความห้าวหาญมีกำลังใจในการต่อสู้ ว่าพระพุทธเจ้าก็ดี  พระสาวกทั้งหลายที่ได้เป็นสรณะของพวกเราก็ดี ไม่ใช่ท่านที่ล้างมือเปิบมาเลย แต่ท่านเป็นผู้เคยเดนตายมาด้วยกันแทบทั้งนั้น หรือจะพูดว่า ๙๘% ก็ไม่ผิดในบรรดาที่ได้รับความลำบากลำบนมาแล้ว ส่วน ๒% นั้นก็ยกให้พวก สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว อันนี้มีจำนวนน้อยมาก แต่จำนวนที่ถูไถกลิ้งไปกลิ้งมา ตะเกียกตะกายหกล้มก้มกราบนี้มีจำนวนมาก เช่นเราๆ ท่านๆ นี่แล เพราะกิเลสเป็นจอมข้าศึกอย่างสำคัญ การกลิ้งไปกลิ้งมาด้วยความเพียรท่าต่างๆ ก็คือวิธีการอันหนึ่งที่ต่อสู้กับกิเลส แทบสลบไสลก็เป็นวิธีการอันหนึ่งที่ต่อสู้กับกิเลส

ทุกข์ยากลำบากในการประกอบความเพียรท่าใด ก็เป็นความทุกข์แต่ละอย่างๆ ที่เกิดจากการต่อสู้กับกิเลสทั้งมวลทำไมจะไม่ทุกข์ ต้องทุกข์ เพราะกิเลสทุกประเภทมีแต่ตัวเหนียวแน่นมั่นคง ตัวฉลาดละเอียดลออสุขุมมากทั้งสิ้น ในสามโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรเกินกิเลสที่มีความสุขุมมาก ถ้าเป็นเหยื่อก็เป็นเหยื่อที่สัตว์ตายใจอย่างสนิท ไม่คิดและไม่ทราบว่าเป็นเหยื่อล่อเลย เข้าใจว่าเป็นอาหารอันโอชาซึ่งไม่เคยได้รับได้พบได้เห็นตั้งแต่วันเกิดมา เมื่อเจอเข้าทำไมจะไม่งับเอาๆ ให้สมใจ และทำไมเบ็ดจะไม่ติดเอาๆ เพราะเหยื่อล่อก็ล่อเพื่อให้ติดเบ็ด กิเลสล่อสัตว์ทั้งหลายก็เพื่อให้ติดจมอยู่ในกองทุกข์นั่นแล

การที่จะแก้กิเลสจึงต้องใช้อุบายวิธีต่างๆ พร้อมทั้งกำลังวังชาความอุตส่าห์พยายาม นอกจากอุบายของสติปัญญาแล้ว ยังต้องอาศัยพลังคือกำลังแห่งความพากเพียร กำลังแห่งความอดทน กำลังแห่งความอุตส่าห์พยายามบึกบึนกันไป เครื่องมือก็ใช้กันไปเรื่อยๆ สติปัญญาซึ่งเป็นเครื่องมืออันสำคัญ เราจะใช้แบบนิสัยเดิมซึ่งเคยมีมาแต่ฆราวาส จะนำมาใช้แก้กิเลสตัณหาอาสวะในเพศของพระ ในกิริยาอาการต่างๆ ของพระ จะไม่มีกิเลสตัวใดหลุดลอยไปเลย เพราะนิสัยนั้นเป็นเรื่องของกิเลสโดยตรงอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องของธรรม

ความมักง่าย ความสุขเอาเผากิน นี้เป็นนิสัยของกิเลสทั้งมวล ความเบื่อต่อความพากเพียร ความเข็ดหลาบต่อความทุกข์ในการประกอบความดี ล้วนแล้วแต่เป็นกลอุบายของกิเลสทั้งมวล ความหนักก็เอาเบาก็สู้ไม่ลดละท้อถอยเพราะได้เชื่อธรรมแล้วว่า กิเลสนี้ได้เคยทำพิษแก่เรามาเป็นเวลานานแล้ว ท่านผู้รู้คือศาสดาได้สอนไว้แล้วโดยถูกต้องแม่นยำ ว่ากิเลสเป็นภัยต่อสัตว์โลก เมื่อเชื่ออย่างนี้แล้ว ถึงเราจะยังไม่รู้ฤทธิ์ของมันด้วยปรีชาความสามารถของเราก็ตาม แต่เราก็รู้ด้วยใจของปุถุชนเรานี่แล อาศัยศรัทธาความเชื่อต่อพระโอวาทที่พระศาสดาสอนไว้ ทำให้เกิดกำลังใจที่จะต่อสู้กับกิเลสมากขึ้นโดยลำดับๆ จนได้เห็นโทษของมันอย่างแท้จริงภายในจิตใจของตัวที่เรียกว่า  สนฺทิฏฺฐิโก และเห็นคุณค่าของธรรมในขณะเดียวกันด้วยสนฺทิฏฺฐิโกเหมือนกัน

เมื่อได้เห็นทั้งโทษทั้งคุณประจักษ์กับใจตัวเอง คือ ระหว่างกิเลสกับธรรมมีโทษและมีคุณต่างกันอย่างไรบ้างแล้ว เรื่องความพากเพียรหากหนุนกันมาเอง เพราะความเชื่อที่เกิดจากความเห็นประจักษ์ใจเป็นสิ่งที่มีกำลังมาก และจะหนุนกันมาเป็นลูกโซ่ ความอดความทนความอุตส่าห์พยายามทุกแง่ทุกมุมไม่ต้องบังคับ หมุนกันมาเองเพราะความเห็นโทษและความเห็นคุณประจักษ์กับใจนั้นมีกำลังมาก ถึงขนาดที่สละชีวิตจิตใจเพื่อความพากเพียรเพื่อการต่อสู้ เพื่อการถอดถอนกิเลสซึ่งเป็นตัวภัยนั้นออกได้โดยไม่ต้องสงสัย นี่คือหลักของการปฏิบัติของผู้จะพ้นจากคุกบางขวาง บางจนมองไม่เห็น แต่ขวางใจอยู่ตลอดเวลา คือกิเลสบางขวางนั่นแล

อย่างไรอย่าลืมหลักของศาสดาที่พาดำเนินมา ตลอดสถานที่อยู่ที่อาศัย ปัจจัยเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ พระองค์และสาวกมีความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมกับสิ่งใดบ้าง ไม่มีสิ่งใดที่จะแซงพระองค์และสาวกทั้งหลายไปได้ บรรดาโลกามิสถือเป็นเพียงเครื่องอาศัยชั่วกาลชั่วระยะเวลาเท่านั้น ไม่ถือสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่โตพอจะเป็นอุปสรรคขัดข้องกีดขวางต่อความพากความเพียรได้เลย สิ่งดังกล่าวกิเลสมันเสกสรรขึ้นต่างหากเพื่อลุ่มหลงไปตามมัน โดยเห็นว่าสิ่งนั้นบกพร่องสิ่งนี้ไม่สะดวกสบาย จตุปัจจัยไทยทานที่โลกให้มานั้นไม่เพียงพอแก่ความต้องการ เป็นเหตุให้ขาดความเพียรเพราะปัจจัยเครื่องอุดหนุนไม่เพียงพอ อย่างนี้พึงทราบว่าคือกลมายาแห่งเพลงของจอมกษัตริย์วัฏจักรทั้งมวล จงทำความเข้าใจไว้ด้วยดีอย่าหลงกลมัน เพราะไม่เคยมีในปฏิปทาพระพุทธเจ้าและสาวกองค์ใด ที่สอนให้มีขึ้นมาโดยสม่ำเสมอหนุนกันไปโดยสม่ำเสมอ ก็คือความพากเพียรเพื่ออรรถเพื่อธรรมดังท่านพาดำเนินมา

ท่านเพียรเพื่ออรรถเพื่อธรรม ท่านไม่ได้เพียรเพื่อข้องแวะกับโลกามิสใดๆ นี่ศาสดาและสาวกท่านดำเนิน ท่านดำเนินอย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังกัน ไม่ประมาทนอนใจกับสิ่งใดบรรดาโลกามิส และได้พยายามสั่งสอนและให้อุบายหมู่เพื่อนอยู่เสมอเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเป็นเครื่องอาศัยไปเป็นวันๆ เท่านั้น แต่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาได้สำหรับผู้โง่เขลา ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้ไม่รอบคอบ ต้องกลับกลายมาเป็นข้าศึกเครื่องกีดขวางธรรม ที่จะควรได้ควรถึงของตนได้โดยไม่ต้องสงสัย จึงต้องได้ระมัดระวัง ว่าศาสดาท่านสอนให้ดำเนินอย่างนี้ ไม่ให้ดำเนินอย่างอื่น อันจะผิดพลาดจากแนวทางของความพ้นทุกข์ทั้งมวล

เราผู้เป็นลูกศิษย์ตถาคต ลูกศิษย์มีครู ธรรมะออกมาจากพระพุทธเจ้าที่สอนไว้แล้วทุกแง่ทุกมุม เป็น สวากขาตธรรม หาที่สงสัยไม่ได้แล้ว นิยยานิกธรรม พร้อมที่จะรอรับอยู่เสมอ คือ ธรรมนี้เมื่อปฏิบัติแล้วย่อมเป็นเครื่องนำออกทั้งนั้น ไม่ใช่เครื่องนำเข้า นำออกจากความทุกข์ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย นำออกจากวัฏจักรซึ่งเป็นเหมือนคุกเหมือนตะราง ที่เราติดกันมากี่กัปกี่กัลป์นับไม่ถ้วนแล้วจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เพราะเหตุแห่งเชื้อคือกิเลสนั้นแลเป็นสาเหตุเป็นตัวการ ที่พาให้เราติดคุกติดตะราง เพราะเราอยู่ใต้อำนาจของกิเลส

การอยู่การบำเพ็ญธรรม ถึงจะไม่ได้อยู่ดังที่ได้ว่าไว้ข้างต้นนั้น ก็ขอให้ได้อยู่อย่างสถานที่นี่ก็ยังพอเป็นไป เพราะไม่จุ้นจ้านจนเกินไป ความเพียรเป็นสิ่งสำคัญอย่าลดละ อย่ามีความท้อถอย อย่าระอา ถ้าระอาต่อความเพียรแล้วก็เท่ากับระอาต่อธรรม ระอาต่อความสุข ระอาต่อความหลุดพ้นจากบ่วงมารทั้งหลาย เพราะความระอานี้เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล ไม่ใช่เรื่องของธรรม ความเป็นนักต่อสู้ ความกล้าหาญ ความอดความทน ความพินิจพิจารณานี้คือธรรม จงนำมาใช้ จะเป็นเครื่องสังหารกิเลสไม่สงสัย สมกับเป็นความเพียรแท้

ถ้าไม่พิจารณาจริงๆ จะไม่ทันกลมายาของกิเลส ทั้งๆ ที่ปฏิบัติอยู่นั้นแล มันสวมรอยไปโดยลำดับลำดา ทุกอากัปกิริยาที่แสดงออก มันเป็นผู้บงการให้แสดงออกมาโดยที่เราก็ไม่รู้ นี่แหละจึงว่ามันแหลมคมมาก ในเมื่อสติปัญญาในด้านธรรมะของเราทื่อ มันต้องแหลมคมอย่างนั้น ต่อเมื่อสติปัญญาของเราแหลมคมขึ้นไป เราก็เห็นกลอุบายต่างๆ ของมัน และสามารถแก้และถอดถอนกันไปได้โดยลำดับ ไม่นอกเหนือจากธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนี้ไปได้เลย

ได้กล่าวเบื้องต้นว่าหลักวิชาในมหาวิทยาลัยนั้นคืออะไร คือ อาการ ๓๒ นี้เป็นหลักใหญ่ อาการ ๓๒ คืออะไร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่าฯ นี่เรียกว่าอาการ ๓๒ ซึ่งเป็นหลักใหญ่ส่วนใหญ่ของหลักวิชาที่ผู้ปฏิบัติจะพึงคลี่คลายให้เห็นละเอียดทั่วถึงในสิ่งเหล่านี้ ที่กิเลสพาสมมุติให้เป็นไปตามความต้องการของมันมาเป็นเวลานาน ว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเราเป็นเขา เป็นหญิงเป็นชาย เป็นของสดสวยงดงาม เป็นของจีรังยั่งยืน เป็นของที่น่าเพลิดเพลินรื่นเริง เหล่านี้เป็นความเสกสรรปั้นยอของกิเลสทั้งมวล

การพิจารณาคลี่คลายอาการ ๓๒ ที่กิเลสปักปันเขตแดนเอาไว้นี้ออกให้รู้ตามหลักความจริงของมันนั้นได้แก่ธรรม ผู้พิจารณาเห็นแจ้งเห็นชัดตามหลักความจริง ถ้าจะพูดถึงหลักของความเป็นอสุภะอสุภัง ร่างกายของเรานี้ก็คือกองอสุภะ กองมูตร กองคูถ ของเราโดยดี หรือซากผีดิบของแต่ละกองของแต่ละรายอยู่โดยดี ถ้าจะพูดถึงความแปรก็แปรสภาพรอบตัวทุกอาการ ไม่มีอาการใดที่จะคงเส้นคงวาอยู่ได้ ทุกฺขํ บีบบังคับได้ทั้งนั้นทั่วทั้งสกลกาย บีบบังคับตัวเราให้ได้รับความทุกข์ความลำบากทั้งมวล อนตฺตา จะถือเป็นเราเป็นของเรา เป็นสัตว์เป็นบุคคลอันแท้จริง หรือถือตามความเสกสรรของสมมุติแห่งกิเลสปั้นยอเอาไว้ได้อย่างไร เพราะกิเลสเป็นตัวจอมปลอม ของจริงตรงไหน กิเลสจะเสกสรรปั้นยอขึ้นมาใหม่ให้กลายเป็นของปลอมไปเสียทั้งสิ้น เราซึ่งมีกิเลสครอบงำจึงต้องเชื่อความจอมปลอมของมัน ไม่เชื่อธรรม  เชื่อธรรมได้ยาก

ด้วยเหตุนี้จึงต้องอาศัยการขุดค้น การพินิจพิจารณาตามหลักธรรมให้เข้าสู่ความจริง นับตั้งแต่อสุภะอสุภังหมดทั้งเนื้อทั้งตัว เบื้องบนเบื้องล่าง ข้างในข้างนอก ไม่มีเว้นว่าไม่มีอสุภะอสุภังปฏิกูลโสโครกไม่แทรกอยู่ไม่มีเลย มีเต็มไปหมดบรรดาของปฏิกูลโสโครก ให้เห็นชัดเจนอย่างนั้น คำว่าสัตว์ว่าบุคคล ว่าสวยว่างาม ก็จางไปๆ คำว่า จางไปๆ นั่นคือเรื่องจอมปลอมมันจางไป เพราะความจริงแทรกเข้าถึง ถึงมากถึงน้อยจางไปมากไปน้อยตามส่วนของมัน เมื่อความจริงเข้าถึงอย่างเต็มที่แล้วก็สลายไปหมด ความจอมปลอมนั้นไม่มี ท่านจึงสอนให้พิจารณา

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย งานนี้เป็นงานใหญ่โตมาก เพราะจิตใจติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้อย่างฝังลึก ติดอันนี้แล้วก็ไปติดอันนั้น ติดภายในแล้วก็ไปติดภายนอก ถ้ารู้ภายในตัวเองแล้วก็รู้ภายนอก เพราะเป็นเหมือนกันในเรื่องอสุภะอสุภังปฏิกูลโสโครก อนิจฺจํ ความแปรสภาพ อนตฺตา ความไร้สาระที่ว่าเป็นเราเป็นของเราไม่มี เป็นสภาพเหมือนกันหมด เมื่อสติปัญญาได้คุ้ยเขี่ยขุดค้นกลับไปกลับมา พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงตามอุบายของสติปัญญาที่ควรจะคิดได้ในแง่ใด จนรู้แจ้งเห็นชัดในสิ่งเหล่านี้แล้ว ความจอมปลอมที่เคยเสกสรรปั้นยอและเคยฝังใจมาเป็นเวลานานนั้น จะถอดถอนตัวเองออกโดยไม่ต้องสงสัย เพราะอำนาจของสติปัญญาหยั่งเข้าถึงตรงไหน ย่อมทำลายความจอมปลอมตรงนั้นออกไปๆ จนกระทั่งหมดไปโดยสิ้นเชิงในส่วนนี้

คำว่า เวทนา ความสุขความทุกข์ มีได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นความทุกข์ทางร่างกาย ความกระวนกระวายไม่อยากให้เป็นและอยากให้หาย ดิ้นรนอยู่ภายในจิตใจนั้นเป็นความทุกข์ทางใจ โดยอาศัยกายวิกลวิการหรือกายเป็นทุกข์ขึ้นมา ใจก็มาหลงที่ตรงนี้ แล้วก็กอบโกยทุกข์เข้ามาสู่ตนเพราะความสำคัญมั่นหมาย และความต้องการอยากให้หาย เมื่อไม่หายหรือไม่หายอย่างทันใจหวังก็เป็นทุกข์ นั่นเป็นเวทนาทางใจ

ผู้ปฏิบัติในเรื่องกายวิภาค จะต้องซึมซาบเข้าสู่เวทนาซึ่งเกี่ยวกับกายนี้โดยไม่ต้องสงสัย แยกแยะกันออกโดยธรรมชาติของสติปัญญาในขณะนั้นแล เพราะอยู่ด้วยกัน ส่วนจิตเวทนานั้นเป็นส่วนละเอียดเข้าไปอีก นี่เป็นขั้นหนึ่งของการพิจารณา อธิบายให้ฟังเพียงเป็นหัวข้อๆ ให้ท่านผู้ปฏิบัตินำไปคลี่คลายขยายออกด้วยสติปัญญาของตนเอง เป็นอุบายของตนเอง นั้นแหละชื่อว่าเป็นสมบัติของตน ครูบาอาจารย์หยิบยื่นให้นั้นเพียงเป็นต้นทุน ให้เราได้นี้ไว้เป็นหลักยึด แล้วคลี่คลายขยายออกไปให้เห็นประโยชน์เกิดขึ้นจากความแยบคายของเรา นั้นเป็นความชอบธรรมแท้ และเป็นสมบัติแท้ของเราด้วย

สัญญา ความจำ ฟังซิความจำ ความสำคัญต่างๆ ออกมาจากจิต เป็นอาการของจิต ถ้าจิตมีกิเลสก็เป็นเครื่องหลอกมาพร้อมเพราะกิเลสเป็นตัวหลอก ผลักออกมาเป็นสัญญาก็หลอก เป็นสังขารก็หลอก รับทราบทางวิญญาณก็หลอก เพราะกิเลสเป็นตัวหลอกอยู่ภายในจิตใจ จะให้จริงไม่ได้ต้องหลอกเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากิเลสเป็นของปลอมต้องปลอมเสมอ มีอยู่ภายในจิตก็ทำให้จิตปลอม จิตจริงเต็มส่วนไม่ได้แสดงออกมาก็ปลอม จึงต้องใช้ปัญญาพินิจพิจารณาแยกให้เห็นตามอาการของมัน

สัญญาหมายไปใกล้ไปไกล หมายไปแล้วมันก็เป็นเงาของจิต เพราะมีอวิชชาเป็นตัวหนุน หมายไปไหนมันก็ดับ เกิดขึ้นก็ดับ เหมือนเงาของเรานี้มันเกิดจากตัว แต่ก็ตื่นเงาตัวเอง นี่สัญญาก็เกิดจากใจแต่ก็ตื่นเงาของตัวเอง จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ วันหนึ่งคืนหนึ่งในอิริยาบถต่างๆ มีแต่เรื่องแต่ราวเต็มหัวใจ ก็เพราะเรื่องสัญญาเรื่องสังขารนี้แล มันวาดภาพขึ้นเหมือนเขาดูภาพยนตร์นั้นแล เรื่องเก่าผ่านไปแล้ว เรื่องใหม่ผ่านมา แล้วกลับเอาเรื่องเก่ามาครุ่นมาคิดมาพินิจพิจารณา ด้วยความเพลิดเพลินรื่นเริง ด้วยความเสียอกเสียใจ ไม่ใช่เพื่อความถอดความถอน ไม่ใช่เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งเหล่านี้ แต่เพื่อความหลงสนิทติดจมกับมันเรื่อยๆ ไป นี่เป็นอย่างนี้ เพราะเรื่องมันอยู่กับสัญญากับสังขารความปรุงความสำคัญ

อดีตที่เคยผ่านมาแล้วได้เคยรู้เคยเห็น ได้เคยสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งใดกี่ปีกี่เดือนกี่วัน มันนำมาปรุงได้อย่างสดๆ ร้อนๆ เจ้าของไม่รู้สึกตัวว่าสิ่งเหล่านี้ได้ผ่านไปแล้ว คิดขึ้นมาทำไม มันบูดมันเสียมันเน่าเฟะไปหมดแล้วเอามาอุ่นกินทำไม ไม่มีสติพอที่จะคิดได้อย่างนี้เลย กลายเป็นของสดๆ ร้อนๆ ขึ้นมาในขณะนั้น แม้เรื่องนั้นจะผ่านไปกี่ปีกี่เดือนแล้วก็ตาม เมื่อสัญญา สังขารได้ปรุงขึ้นมาแล้ว ต้องกลายเป็นของสดๆ ร้อนๆ โกหกได้ต่อหน้าต่อตานั้นแล นี่จึงเรียกว่าสัญญาเป็นตัวสำคัญ สังขารเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่องเกิดราวอยู่วันยังค่ำคืนยังรุ่ง ภายในจิตใจของเราของท่านทุกๆ คน ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาเข้าไปพินิจพิจารณาแล้ว อย่างไรจะรู้มันไม่ได้ว่าเรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องโกหก มันเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ ที่ออกมาจากจิตใจของตัวเอง แต่กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาด้วยความเสกสรรปั้นยอของกิเลสและความเชื่อของตัวเอง

ถ้าตามหลักความจริงแล้วมันมีอะไร ก็เรื่องที่สัมผัสสัมพันธ์มาแล้วมันก็ผ่านไปแล้ว มันหายไปไหนก็ไม่รู้ ก็คือเรื่องสัญญา สังขารนี่เอง มันเป็นเรื่องขึ้นมาจากผู้นี้ต่างหาก ไม่ได้เป็นเรื่องขึ้นมาจากสิ่งนั้น สิ่งนั้นผ่านไปแล้วหายไปแล้ว เรื่องอันแท้จริงที่จะทำให้ลุ่มหลง มันเป็นขึ้นมาจากตัวเองปรุงขึ้นมา ปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรื่องหญิงนั้นชายนี้ เรื่องราวอดีตอนาคต เรื่องอะไรต่ออะไร เรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องดีใจเสียใจ เรื่องรื่นเริงบันเทิง เรื่องเศร้าโศกเสียใจมันปรุงขึ้นมาในขณะนั้นเป็นเรื่องสดๆ ร้อนๆ ขึ้นมา ก็ตื่นมันอยู่อย่างนั้น นี่เรียกว่าความหลงตามมันไม่มีวันอิ่มพอ ไม่รู้จักจืดจาง ไม่ได้คำนึงว่านี้เป็นอดีตผ่านไปแล้วเท่านั้นปีเท่านี้เดือน ไม่ได้สนใจ มีแต่ติดจมไปกับเรื่องนี้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล

สัญญาเมื่อกิเลสยังมีอยู่ภายในใจ สัญญานี้ก็เป็นเครื่องมือของกิเลสและกลายเป็นกิเลสไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นปัญญาจึงต้องหยั่งลงไปให้ทราบอาการเหล่านี้ มันเกิดขึ้นมันดับไป ดีเกิดขึ้นดับ ชั่วเกิดขึ้นดับ เรื่องราวใดๆ เกิดขึ้นๆ ดับไปๆ ใจเป็นผู้ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว ใจเป็นผู้รับทราบ ใจเป็นผู้หลง สติปัญญาเป็นผู้ตามต้อน เป็นผู้พินิจพิจารณาวินิจฉัยใคร่ครวญโดยละเอียดชัดเจนแล้ว มันเป็นเพียงเงาเท่านั้น เมื่อรู้ได้อย่างชัดเจนแล้วก็ปล่อยวาง นี่แหละถ้าเป็นปัญญา

ตื่นอะไรตื่นเงาเจ้าของ เดินไปไหนเงาก็ติดตัวไปนั้น ก็รู้อยู่ว่าเป็นเงาแล้วตื่นหาอะไร เรื่องปัญญาเมื่อทราบชัดแล้วก็เหมือนกับเราไม่ตื่นเงาเรานั่นแล เราเดินไปไหนเงาติดตัวเราไป เราก็ไม่ตื่นมันเพราะทราบแล้วว่าเป็นเงา นี่เมื่อสติปัญญามีกำลังพอตัวแล้วก็ทราบอาการของจิต เช่น สัญญา สังขารเป็นต้น ว่าเป็นเงาเหมือนกันไม่ตื่น และปล่อยได้อย่างสะดวกสบายไม่ไปกังวล เช่นเดียวกับเราไม่ไปกังวลกับเงาของเรานั่นแล

วิญญาณ คือ ความรับทราบก็เหมือนกัน ความกระเพื่อมของจิตในขณะที่สิ่งภายนอกเข้ามาสัมผัส เช่นรูปสัมผัสตา ก็รู้แย็บ เสียงสัมผัสหูได้ยิน รู้แย็บๆ ไปตามสัมผัส พออาการที่มาสัมผัสนั้นดับไป ความรู้อันนี้ก็ดับไปพร้อมๆ กัน แต่อารมณ์ที่นำมาครุ่นคิดนั้นซิมันไม่ดับ มันสุมอยู่ภายในใจเพราะกิเลสมันไม่ดับ มันมีอยู่ภายในใจ จึงต้องได้แยกได้แยะลงไป นับตั้งแต่ขั้นกายที่ได้อธิบายมาแล้ว เมื่อรู้ชัดตามความเป็นจริงแล้วเท่านั้นมันก็ปล่อย เรื่องอุปาทานความถือกายไม่ต้องบอก ขอให้ปัญญาได้หยั่งทราบโดยตลอดทั่วถึงแล้วเถิด อุปาทานเป็นผลของความหลงต่างหาก เมื่อความรู้ปรากฏชัดเจนด้วยปัญญาของตนแล้ว ความยึดมั่นถือมั่นก็ปล่อยก็ถอนตัวเข้ามา จะไปยึดมันอะไร เหมือนตื่นเงานั่น เมื่อรู้แล้วจะไปตื่นอะไรเงา

เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็อธิบายเรียงๆ ไปอย่างนั้นแหละ ในขณะพิจารณาเราไม่ได้เรียงนะ ใครจะพิจารณารูปแล้วจึงจะพิจารณาเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นผิดทั้งเพ ไปเรียงลำดับลำดา มันกลายเป็นปริยัติไปเสีย การพิจารณาจึงไม่ได้คำนึงคำนวณ ไม่ว่าอะไรจะมาก่อนมาหลัง มันเหมาะสมกับกาลเวลาหรือสถานการณ์ในเวลานั้นประการใดก็ตาม พิจารณาทันที แล้วมันจะวิ่งถึงกันหมด เพราะอาการทั้งห้านี้อยู่ด้วยกัน ไม่ได้เรียงรายไปไหน และเวลากิเลสเกิดขึ้น ราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี ดังที่กล่าวมานี้มันเรียงรายกันไหม อันนี้เกิดเสียก่อนอันนั้นจึงเกิดทีหลัง อันนั้นจึงเกิดตามกันมา

มันเป็นกิเลสด้วยกันทั้งราคะ ทั้งโทสะ ทั้งโมหะ ความรัก ความชัง ความเกลียด ความโกรธเป็นกิเลสทั้งนั้น เกิดได้ทุกขณะทุกเวล่ำเวลาโดยไม่เลือกเกิดก่อนหรือหลังซึ่งกันและกันเลย มันเป็นกิเลสด้วยกันทั้งนั้นและมันผูกมัดบีบคั้นจิตใจเราได้ด้วยกัน การพิจารณาแก้กิเลสประเภทต่างๆ จึงไม่จำเป็นจะต้องไปเรียงขันธ์ห้าดังที่อธิบายให้ฟังนี้ ไม่ใช่เป็นทางที่ถูก มันเหมาะสมเมื่อไรมันอยู่ด้วยกัน เอาแยกแยะพิจารณา

ในขณะที่พิจารณากายนั้น เวทนาเกิดขึ้น เอ้า แยกแยะดูทุกขเวทนาแยกดูกายมันเป็นอันเดียวกันไหมและแยกดูใจ ทั้งเวทนาสุข ทุกข์ เฉยๆ ทั้งใจมันเป็นอันเดียวกันไหม แยกตรงไหนจิตจ่อลงไป สติจ่อลงไป ปัญญาคอยสอดแทรกดูตลอดจนกระทั่งหยั่งรู้ได้อย่างชัดเจน ว่ากายก็เป็นกายเฉยๆ ตั้งแต่ทุกข์ยังไม่เกิด ทุกข์ก็เพิ่งเกิดขึ้นมาในขณะนี้ มันจะเป็นอันเดียวกันได้ยังไง ถ้าเป็นอันเดียวกันแล้ว ทุกข์ดับไป กายต้องดับไปด้วยซิ ถ้ากายกับทุกข์เป็นอันเดียวกัน กายเกิดมาตั้งแต่วันเกิด ทุกข์ประเภทนี้ทำไมจึงเพิ่งมาเกิดเดี๋ยวนี้ และเกิดแล้วก็จะดับไปไม่ช้านี้ แต่กายไม่ดับไปด้วย ถ้าเป็นอันเดียวกันทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นี่มันไม่ใช่อันเดียวกันนั่นแล

กายก็สักว่ากายเป็นความจริงอันหนึ่งของกาย เวทนา สุข ทุกข์ เฉยๆ ก็เป็นอาการอันหนึ่งๆ ของมัน เป็นความจริงของมัน ไม่ใช่อันเดียวกัน จิตก็เป็นแต่ผู้รับทราบเท่านั้น ทุกข์เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจากจิต แต่ก็ไม่ใช่จิต เวลาทุกข์ดับไปจิตก็ไม่ดับ ทุกข์ยังไม่เกิดจิตก็รู้อยู่นั่น เวลาทุกข์เกิดจิตก็รู้อยู่ ทุกข์ดับไปจิตไม่ได้ดับไปด้วย ถ้าเป็นอันเดียวกันมันต้องดับไปด้วยกัน มันเป็นอาการอันหนึ่งๆ เท่านั้น นี่แหละที่ว่าเวทนา

เวลาพิจารณา แยกแยะจนกระทั่งรู้ตามความเป็นจริงทั้งกายทั้งเวทนาทั้งจิต ต่างอันต่างจริงแล้วอยู่ไม่กระทบกระเทือนกัน นี่จึงเรียกว่ารู้สัจธรรมรู้อย่างนี้ คือจริงอย่างนี้ จริงประจักษ์ใจ ถึงกับอุทานขึ้นมา โถอย่างนี้เหรอ ว่าสัจธรรมเป็นของจริง จริงอย่างนี้เหรอๆ คือมันเห็นประจักษ์หาที่ค้านไม่ได้ หาที่แย้งไม่ได้เพราะต่างอันต่างจริงจริงๆ แต่ตัวหลงนั่นไปเหมาเอาหมดว่ากายก็เป็นเรา เวทนาก็เป็นเรา สุข ทุกข์ เฉยๆ อะไรก็เป็นเรา เรากลายเป็นเวทนาอะไรต่ออะไรยุ่งไปหมด นั่นแหละมันนำมาคละเคล้ากัน และนำมาเผาตัวเองด้วยความลุ่มหลงตัวเอง เมื่อแยกแยะดูอาการเหล่านี้ให้เห็นตามความจริงด้วยสติปัญญาโดยชอบธรรมแล้ว ๑. ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นมากน้อยดับไปในขณะนั้น ๒. ทุกขเวทนาไม่ดับแต่ต่างอันต่างจริงไม่กระเทือนกันเราทราบได้เป็นระยะๆ

การพิจารณาไตร่ตรองในขันธ์ทั้งสี่ เมื่อถึงขั้นละเอียดที่จิตใจปล่อยวางร่างกายแล้ว จะมีแต่อาการนี้แหละที่เด่นอยู่ สัญญากับสังขารนี้เด่นมากตามการพิจารณา ตามแต่จริตนะอย่ามายึดทีเดียว ให้จับนั้นพิจารณาแล้วจะกระเทือนกันไปหมด เมื่อพิจารณาหลายครั้งหลายหน ทดสอบกันอยู่ไม่หยุดไม่ถอยเพื่อความรู้จริงเห็นจริง ทำไมจะเห็นปลอมไปได้ ต้องเห็นจริงไม่เป็นอย่างอื่น และรู้ได้ชัดว่าอาการทั้งห้านี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่จิต นั่นมันรู้ชัด

รูปกายก็สักแต่ว่ารูปกายเป็นเราได้อย่างไร มันรู้ถึงขนาดว่าปล่อยได้แล้วนะไม่สงสัย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละอาการๆ ฟังแต่ว่าอาการ มันเป็นสิ่งที่เกิดดับๆ มันคงเส้นคงวาที่ตรงไหน จิตเป็นสิ่งที่คงเส้นคงวา แม้จะมีกิเลสหุ้มห่ออยู่จนมิดตัวก็ตาม มันก็คงเส้นคงวาแห่งความเป็นจิต ไม่มีคำว่าตาย รู้อยู่ตลอด จิตนั้นรู้อยู่ตลอด จะถูกกิเลสบีบคั้นขนาดไหนก็รู้ ปิดไม่อยู่ นั่นคือตัวจิต แต่อาการเป็นสิ่งที่เกิดที่ดับ     อันนั้นไม่ได้ดับ     นี่เวลาพิจารณาย้อนหน้าย้อนหลังพลิกไปพลิกมา    หลายตลบทบทวน นี่การพูดนี้เราย่นย่อเข้ามาเฉยๆ แต่การพิจารณานั้นยากนะ ซ้ำๆ ซากๆ ถือเอาอันนี้เป็นงานเป็นชีวิตจิตใจของตัวเอง ของผู้บำเพ็ญจริงๆ จนกระทั่งมันพอตัว เช่นเดียวกับเรารับประทานอาหาร จะนานหรือไม่นานไม่สำคัญ ขอให้พอกับความต้องการของธาตุเท่านั้น นั้นแหละทีนี้อิ่ม อิ่มตัว

การพิจารณาเมื่อพอแก่ความต้องการ รู้แจ้งเห็นชัดในทุกสิ่งทุกอย่างหายสงสัยแล้ว มันปล่อยวางของมันเอง และไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ว่าปล่อยนั้นก่อนปล่อยนี้หลัง เราจะทราบได้ในภาคปฏิบัติขั้น ทันธาภิญญา อย่างพวกเรานี้นะ ทราบได้ว่าร่างกายนี้ปล่อยเป็นอันดับหนึ่ง สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ทราบว่ามันปล่อยอันดับสอง อันดับสาม แต่ทราบได้ชัดว่าเหล่านี้มีแต่อาการทั้งนั้นไม่ใช่จิต ถ้าจะว่าปล่อยพร้อมกันก็ถูก จะว่าปล่อยอะไรก่อนอะไรหลังนี้พูดไม่ได้ สำหรับผมเองก็พูดไม่ได้ทั้งๆ ที่ได้พิจารณาดังที่ได้พูดมานี้ แล้วปล่อยอย่างนี้เหมือนกัน ไม่ใช่มาพูดเฉยๆ แต่ก็ไม่ทราบว่าปล่อยอะไรก่อนอะไรหลัง แต่ทราบได้ชัดว่าเหล่านี้เป็นอาการของจิตทั้งนั้น รู้ได้อย่างชัดเจนแล้วปล่อย ไม่หลงมันพูดง่ายๆ รู้เท่ามัน แย็บขึ้นมาก็รู้ว่ามันแย็บขึ้นมา ดับไปก็รู้ว่าดับ เกิดดับเป็นของคู่กันกับอาการเหล่านี้ นี่คืออาการของขันธ์แต่ละขันธ์

นี่แหละการพิจารณาทางภาคปฏิบัติตามความจริงเป็นอย่างนี้ ทีนี้เมื่อรู้ชัดเจนแล้วทำไมวงจะไม่แคบเข้ามาล่ะ แต่ก่อนกิเลสมันแผ่อำนาจไปทั่วขอบเขตจักรวาล มีแต่สายของกิเลสยาวเหยียดไปหมดครอบฟ้าดินแดน จนไม่ทราบว่าใกล้ว่าไกลขนาดไหน แต่ครั้นเวลาตีเข้ามาๆ แล้ว มันก็ปล่อยเข้ามาดังที่ว่า พอรู้เข้ามาๆ รู้เข้ามาถึงไหนก็ต้องปล่อยเข้ามาถึงนั้น จนกระทั่งถึงวงขันธ์ห้า

รูปขันธ์ก็ปล่อยด้วยความรู้เท่าทัน ด้วยการพิจารณารู้รอบขอบชิดเต็มที่แล้ว สัญญา สังขาร วิญญาณก็ไม่ทราบว่าพิจารณากี่ตลบทบทวนอยู่อย่างนั้น เอานั้นเป็นงาน เกิดก็รู้ดับก็รู้ มันเอาเรื่องอะไรขึ้นมาปรุงมาแต่งดีชั่ว อดีตอนาคตอย่างไรบ้าง ตามรู้ตามเห็นอยู่ตลอด นี่เรียกว่าการพิจารณา จนกระทั่งเป็นที่แน่ใจว่าเหล่านี้ทั้งมวลมันเป็นอาการทั้งนั้น ออกจากจิตทั้งสิ้น เมื่อมันออกจากจิต มันมีอะไรอยู่ในจิตจึงออกมาเป็นเรื่องราวอย่างนี้ จึงทำให้หลงอยู่เสมอ เมื่อสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเงาแล้วมันก็ปล่อย คอยดูคอยจับในขณะที่จิตมันปรุง จากนั้นก็ย้อนเข้าไปดูตัวจิต มันมีอะไรอยู่ในนี้ มันถึงได้เกิดได้ดับทำให้หลงอยู่เรื่อย ๆ

นั่นแหละปัญญา เป็นเหมือนไฟได้เชื้อ เชื้อมีอยู่ที่ไหนไฟจะลุกลามเข้าไปๆ ทีนี้เชื้อกิเลสมีอยู่ที่จิต ปัญญาจะเป็นเหมือนไฟลุกลามเข้าไปๆ หาตัวจิตพิจารณาตัวจิต จนกระทั่งไหม้หมด อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ที่เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับใจมานานแสนนานนั้น ได้ถูกตปธรรมมีปัญญาเป็นสำคัญเผาเกลี้ยงไม่มีเหลือ เอ้า ทีนี้จิตดับไปไหม ถ้าอาการทั้งห้านี้เป็นเราและกิเลสเป็นเราจริงๆ แล้ว กิเลสดับไปโดยสิ้นเชิงไม่มีเหลือ แม้ภายในจิตแท้ๆ ซึ่งเคยเป็นคลังของกิเลสมาแต่ก่อน เวลากิเลสดับไปหมด ขาดพังทลายไปหมดแล้ว แล้วจิตดับไปด้วยไหม นั่น อ๋อ สิ่งเหล่านี้เป็นอย่างนี้ๆ ๆ มันก็รู้ได้ชัดซิ ทีนี้ความรู้อันนี้เป็นยังไง แต่ก่อนความรู้ประเภทนั้นเป็นอย่างนั้น ความรู้ขั้นนั้นเป็นอย่างนั้น มาถึงความรู้ขั้นอวิชชาเป็นอย่างนี้

ทีนี้พออวิชชาแตกกระจายออกไปหมดด้วยอำนาจของปัญญา ตปธรรมเผาลงไปแล้ว ความรู้ประเภทนั้นเป็นอย่างไร นั่น ความรู้ประเภทนี้เป็นความรู้ประเภทที่อัศจรรย์ พูดไม่ถูกพูดไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรเหมือนในโลกทั้งสามนี้ เนื่องจากในโลกทั้งสามนี้เป็นสมมุติทั้งมวล ธรรมชาติที่รู้ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ของตนนั้นไม่ใช่สมมุติ จะมาพูดให้เป็นสมมุติ ให้เหมือนสมมุติได้ยังไง แต่ปฏิเสธไม่ได้ในความรู้ในความบริสุทธิ์ ในความเด่นอิสระของตนโดยลำพัง ไม่เจือปนกับสมมุติใดๆ ทั้งสิ้นนั้น อันนี้ดับไหมที่นี่ หายสงสัย แม้จะออกอุทานก็อุทานได้เต็มปากเต็มใจ ไม่มีกิเลสตัวใดมาต้านทานขัดแย้งแล้ว

นี่แหละที่ท่านเรียกว่าเรียนจบปริญญาเอก เอโก ธมฺโม ธรรมแท่งเดียว จิตคือธรรม ธรรมคือจิตเป็นอันเดียวกัน อกาลิกจิต อกาลิกธรรม คือธรรมชาตินี้แล นี่คือปริญญาเอกในครั้งพุทธกาลท่านเรียนจบปริญญาเอก ไม่เหมือนพวกเราปริญญาเอก เอกมีนัยน์ตาข้างเดียวไม่เป็นท่า ถ้าลงนัยน์ตาข้างหนึ่งบอดไปอีกแล้ว เสร็จมันเลยเอกเป็นอะไร มืดมิดปิดทวาร

เอ้า นักปฏิบัติยึดให้ดี หลักฐาน สถานที่ หลักวิชา การดำเนินที่พระพุทธเจ้าทรงพาดำเนินมาและทรงสอนด้วยวิธีการใด ให้ยึดหลักนี้ให้ดีให้เหนียวแน่นมั่นคง เรื่องติดพันกับกิเลส กิเลสติดพันกับเรานั้น มันเคยเหนียวแน่นมั่นคงมาเป็นเวลานานแล้ว ควรจะจืดจางหรือควรจะชินชาต่อกันบ้างแล้ว ธรรมที่กล่าวเหล่านี้เรายังไม่เคย เราเพิ่งจะมาเคยในเวลาที่บวชประพฤติปฏิบัติ เอาให้จริงให้จัง ให้เห็นความจริงว่าเป็นยังไง แล้วจะเสียดายกิเลสตัวใดอีกไหม

เอาลงให้จิตได้บริสุทธิ์เต็มที่แล้วซิ เราจะย้อนกลับมาเสียดายกิเลสตัวใดบ้างไหม เราจะเสียดายโลกธาตุนี้โลกไหนบ้างไหม กามโลก รูปโลก อรูปโลก สามโลก กามภพ รูปภพ อรูปภพ สมบัติทั้งหลายที่เกิดอยู่ในแดนโลกธาตุนี้ เราจะย้อนกลับมาเสียดายมันอีกไหมเมื่อจิตได้ผ่านพ้นไปแล้ว เอาซิเอาให้จริงนักปฏิบัติ ถ้าธรรมไม่วิเศษจะเหนือสิ่งเหล่านี้ไปได้อย่างไร แล้วใจที่หลุดพ้นไปแล้วจะย้อนมาเสียดายความเดนตายเสียดายป่าช้าอะไรกันอีก ความที่เราเสียดายเหล่านี้เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล จงทราบไว้ให้ถึงใจ เอาให้จริงให้จัง

นี่แหละการปฏิบัติ ถ้าจริงต้องเป็นอย่างนี้ไม่เป็นอย่างอื่น สวากขาตธรรมนี้สดๆ ร้อนๆ ประหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าประทานอยู่ปัจจุบันนี้ อ่านบทใดบาทใดคาถาใดเหมือนพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทในขณะนั้นๆ ด้วยพระองค์เอง ไม่มีคำว่าอดีตอนาคต เพราะเป็นความจริงล้วนๆ ความถูกต้องล้วนๆ ในธรรมที่แสดงไว้แล้วนั้น จะเป็นอดีตไกลๆ ที่ไหนกัน ธรรมของจริงต้องเป็นปัจจุบันทันสมัยอยู่เสมอ ผู้นำมาประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องจะไม่มีข้อข้องใจสงสัยใดๆ ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจงตั้งอกตั้งใจดังที่ได้กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ จิตจะกลับมาเสียดายอะไร เอ้า ให้รู้เห็นกับตัวเราเอง ธรรมของพระพุทธเจ้าเคยหลอกลวงโลกเมื่อไร ร้อยทั้งร้อยมีแต่เราหลอกเรา หรือกิเลสหลอกเราต่างหาก

ฉะนั้น จงเอาให้จริง ถ้าอยากรู้เห็นธรรมของจริงประจักษ์ใจ ของจริงของวิเศษมีอยู่กับใจนี้ ให้กิเลสมันเอาไปครองอยู่ทำไม ให้กิเลสมันเหยียบย่ำทำลายเคี้ยวให้แหลกอยู่ตลอดเวลา และทนรับความทุกข์ความลำบากอยู่ทำไม ธรรมมีอยู่ เครื่องสังหารกิเลสมีอยู่ เครื่องซักฟอกมีอยู่นำมาใช้ซิ เราเป็นมนุษย์ทั้งคนด้วย เป็นพระทั้งองค์ด้วย ทำไมจะไม่มีความสามารถ เมื่อได้รับพระโอวาทจากพระพุทธเจ้าอย่างเต็มหัวใจแล้ว ต้องเราเท่านั้นจะปฏิบัติให้พ้นทุกข์ได้ คนอื่นเป็นเรื่องของคนอื่นอย่านำมากวนใจ

เอาละเห็นว่าสมควร รู้สึกเหนื่อยภายใน


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก