โลกวัฏฏะ ๓
วันที่ 15 มีนาคม 2537 เวลา 19:00 น. ความยาว 67.12 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗

โลกวัฏฏะ ๓

        คำที่ว่าธรรม ๆ นั้นเป็นธรรมชาติมีมาดั้งเดิม มีอยู่แล้วแต่กาลไหน ๆ เช่นเดียวกับโลกที่มีเป็นคู่เคียงกันมา แต่อาศัยผู้รื้อฟื้นขึ้นมาเป็นยุคเป็นสมัย เช่นพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ มาตรัสรู้ธรรม แล้วประกาศสอนโลกมาโดยลำดับลำดา ไม่ได้แสดงออกตลอดกาลเวลาเหมือนโลกที่แสดงตัวอยู่ตลอดเวลานี้ คำว่าโลกคือกิเลสวัฏฎ์ ที่พาสัตว์ จิตวิญญาณของสัตว์ ให้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเกิดแก่เจ็บตาย และหมุนไปตามอำนาจแห่งกรรมของตนด้วย นอกจากหมุนเพราะอำนาจแห่งกิเลสพาให้เกิดแล้ว ยังหมุนไปตามอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่ตนทำไว้ ที่เรียกว่ากรรมวัฏฏ์ กิเลสนั้นแลเป็นสาเหตุให้สัตว์ทำกรรม แล้วก็เป็นวิปากวัฏฏ์ หมุนกันไปหมุนกันมาเป็นวัฏวน ท่านเรียกว่าวัฏวน ๓

        กิเลสวัฏฏ์ ๑ กรรมวัฏฏ์ ๑ วิปากวัฏฏ์ ๑  นี่ละหมุนรอบตัวอยู่ เหมือนมดไต่ขอบด้งนั้นแล หมุนไปหมุนมาอยู่อย่างนี้ ทำงานบนหัวใจสัตว์โลกทุกประเภทเรื่อยมาไม่มีเวลายับยั้ง หมุนไปตามหลักธรรมชาติของตัวเองที่เรียกว่าอัตโนมัติ ส่วนธรรมะนั้นได้ปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งเป็นคราว ระงับดับกงจักรทั้งหลายเหล่านี้  ซึ่งเต็มไปด้วยฟืนด้วยไฟเผาไหม้สัตว์โลกให้สงบร่มเย็นลง เป็นวรรคเป็นตอนเป็นเกาะเป็นดอน ไม่ใช่จะตลอดทั่วถึงไปหมดทุกตัวสัตว์ นี่เป็นหลักธรรมชาติที่มีมาดั้งเดิม

        พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็มาตรัสรู้ในหลักธรรมชาติเหล่านี้แล แก้ก็แก้สิ่งที่เป็นภัยต่อสัตว์ อันเป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่ง ด้วยธรรมซึ่งเป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่ง ถ้าเทียบแล้วก็เหมือนกับน้ำสะอาดที่มาชะล้างสิ่งสกปรก หรือว่าเป็นน้ำดับไฟเป็นยุคเป็นสมัยก็ได้ ธรรมชาตินี้มีมาดั้งเดิม ผู้ใดก็ตามถ้าได้หยั่งเข้าถึงอริยสัจ ตรัสขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง เป็นพระสาวกทั้งหลายบ้างแล้ว ท่านเหล่านี้แลจะจับเอาจุดแห่งอริยสัจ ซึ่งเป็นที่อุบัติแห่งท่านผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายนี้ กระจายออกไปทั่วโลกดินแดน ให้เห็นเรื่องกิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ ซึ่งหมุนเวียนไปมาอยู่ตลอดเวลานี้อย่างแจ่มแจ้งตลอดทั่วถึง โดยไม่จำเป็นจะต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าก็ได้ ในขั้นพระอรหัตบุคคลแล้ว สามารถทราบได้อย่างชัดเจนในเรื่องความเป็นมาของสัตว์เกี่ยวกับกิเลสวัฏฏ์นี้

        ในสามประเภทนี้ อริยสัจเท่านั้นเป็นธรรมชาติที่จะทำลายให้แตกกระจายออกไป ให้รู้ให้เห็นในสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งหลาย ซึ่งสัตว์ทั้งหลายไม่รู้ไม่เห็นเลย แต่ท่านเหล่านี้รู้แจ้งเห็นจริงประจักษ์พระทัยและประจักษ์ใจด้วยกัน ต่างแต่ภูมิกว้างแคบต่างกันเท่านั้น เช่น ภูมิของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นี้กว้างขวางสุดสมมุตินิยม ครอบอำนาจของกิเลสวัฏฏ์ไปหมด คือรู้ตลอดทั่วถึงทั้งแดนแห่งธรรมและแดนสมมุติแห่งกิเลสวัฏฏ์ นี่คือพระพุทธเจ้าเป็นพุทธวิสัยสามารถรู้ได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน เพราะฉะนั้นจึงนำธรรมะมาสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายได้ตลอดทั่วถึง

        ไม่ว่าจะเป็นโลกใดทรงรู้แจ้งเห็นจริงหมด ตลอดอุบายต่าง ๆ ที่จะนำมาแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก ที่เหมาะสมแก่ภพใดชาติใดหรือรายใดก็ตาม จะทรงแนะนำสั่งสอนตามความเหมาะสมนั้น ๆ ถัดจากนั้นลงมาก็คือพระสาวก ท่านที่รู้แจ้งแทงทะลุในอริยสัจ ผุดขึ้นเป็นอรหัตบุคคล สามารถรู้แจ้งเรื่องของสัตว์ทั้งหลายได้เป็นอย่างดีตามวิสัยของสาวกนั้น ๆ

        นี่ละเครื่องยืนยันเรื่องธรรมเรื่องโลกที่ว่ามีคู่เคียงกันมา มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าเราอ่านเพียงตำรับตำราเท่านั้น ถ้าแง่ไหนตำราไม่มีเราก็ไม่ทราบ แง่ไหนที่ตำราแสดงเอาไว้ เราก็พอทราบได้บ้าง เพราะเราไม่ทราบด้วยตัวเองของเรา ในจุดกลางแห่งวัฏจักรอันนี้คืออะไร มันอยู่ที่ตรงไหน มันก็อยู่ในวงองค์อริยสัจนี้เหมือนกัน วัฏจักรนี้อยู่ในอริยสัจ คือสมุทัยสัจนั้นแล ที่ว่ากิเลสเป็นเครื่องบังคับให้สัตว์ทั้งหลายทำกรรม จะเป็นอะไรที่ไหนไป เมื่อได้หักกงกรรมสมุทัยสัจกับทุกขสัจไปพร้อม ๆ กันแล้วด้วยอำนาจแห่งมรรคสัจ จนกลายเป็นผลขึ้นมาเป็นนิโรธแล้ว ท่านย่อมรู้แจ้งแทงทะลุในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ กระจายไปทั่วโลกดินแดนแห่งสัตว์ที่มีวิญญาณครองตลอดทั่วถึง เพราะอันนี้เท่านั้นเป็นธรรมชาติที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงในจิตวิญญาณของสัตว์โลก

        ด้วยเหตุนี้โลกจึงมีการเกิดการตาย ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลง ดีชั่วสูงต่ำไม่มีประมาณอยู่ตลอดมา และยังจะเป็นอย่างนี้ตลอดไปตามวัฏจักรวัฏวนพาหมุนไป จนกว่าจะสิ้นสุดวิมุตติด้วยอำนาจแห่งความดีของผู้บำเพ็ญนั้นแลจึงจะระงับดับลงได้ เช่นพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน เป็นผู้ระงับดับสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว จึงได้มองดูธรรมชาตินี้ด้วยความผ่านมาของพระองค์และของพระสาวกองค์นั้น ๆ ด้วย ด้วยความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลายที่ได้เสวยกรรมมากน้อยเพียงไร เพราะอำนาจแห่งกิเลสวัฏฏ์นี้ด้วย จึงรู้แจ้งแทงทะลุไปหมด

        นอกจากท่านจะนำมาแสดงหรือไม่เท่านั้น เช่นอย่างพระสาวกท่านจะนำมาแสดงอย่างละเอียดทั่วถึงตามสถานที่หรือภพแห่งสัตว์นั้น ๆ มากน้อยเพียงไรนั้นเป็นวิสัยของท่าน ถ้าไม่ใช่วิสัยท่านจะแสดงไปหาประโยชน์อะไร เพราะเป็นอฐานะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับการแสดง เพียงรู้เพียงเห็นในสิ่งทั้งหลายเท่านั้น ก็พอกับญาณแห่งความรู้แจ้งเห็นจริงของท่าน แล้วปล่อยวางไว้ตามหลักธรรมชาติของมัน นี่เป็นพุทธวิสัยและสาวกวิสัยที่ท่านปฏิบัติกันมา

        ผู้ที่หลุดพ้นแล้วย่อมสามารถทราบจากเรื่องของสัตว์ทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ท่านจึงนำธรรมทั้งหลายเหล่านี้มาประกาศสอนโลก เริ่มไปตั้งแต่กรรมวัฏฏ์ เพราะกิเลสวัฏฏ์นั้นสัตว์ไม่อาจจะรู้ว่าเป็นอย่างไร เริ่มกรรมวัฏฏ์แล้วก็หมุนมาถึงกิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ ว่าสัตว์ทั้งหลายได้ทำบาปทำบุญแล้วเป็นผลขึ้นมา ให้ลงต่ำบ้างให้ขึ้นสูงบ้าง คือให้ดีบ้างให้ชั่วบ้าง ให้สุขบ้างทุกข์บ้าง สุขมากทุกข์มาก สุขน้อยทุกข์น้อย ตามอำนาจแห่งกรรมของตนเรื่อยมาโดยลำดับลำดา

        จากนั้นหากท่านผู้ที่มีความสามารถแก่กล้า ที่จะรู้ต้นเหตุแห่งกิเลสวัฏฏ์ซึ่งเป็นตัวหมุนนี้ได้มากน้อยเพียงไรแล้ว ท่านจึงนำมาแสดงให้พอเหมาะพอสม กับภูมิแห่งท่านผู้ที่ควรจะรับไว้ได้และหลุดพ้นไปได้ เพราะอำนาจแห่งธรรมอันเป็นความจริงสุดส่วนนี้ เช่น พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้า ไม่เกี่ยวกับเรื่องทานเรื่องศีลเรื่องอะไรทั้งนั้น นี่ผู้นี้เหมาะแล้วกับกิเลสวัฏฏ์ ลงในสมุทัยสัจเลยทันที ดังที่เราทราบแล้วในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มีแต่องค์อริยสัจล้วน ๆ ๆ จากนั้นอนัตตลักขณสูตรก็เป็นองค์อริยสัจ เรื่องเกิดเรื่องตายเหล่านี้เป็นอริยสัจ ในอาทิตตปริยายสูตรก็เป็นเรื่องอริยสัจแตกกระจายออกไป องค์อริยสัจแท้คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค กระจายออกไปเป็นกิ่งก้านแขนง แตกออกไม่มีประมาณ ล้วนแต่เป็นมาจากอริยสัจนี้ทั้งนั้น ท่านแสดงเรื่องกิเลสวัฏฏ์ขึ้นทันที

        เพราะท่านเหล่านี้เป็นผู้สมควร ที่จะรื้อถอนสิ่งเหล่านี้ออกจากใจได้แล้วไม่มีที่สงสัย พระองค์ก็ทรงแสดงอย่างนี้ ถ้ายังเป็นไปไม่ได้อันเป็นสาธารณะของโลกทั่ว ๆ ไป ท่านก็เริ่มแสดงตั้งแต่เรื่องการกระทำคือศาสนธรรม แสดงลงเรื่องของกรรมเป็นหลักใหญ่ ออกมาจากกิเลสวัฏฏ์มาแสดงเรื่องของกรรม กรรมดีกรรมชั่ว ทำดีทำชั่ว ทำบาปทำบุญ ได้เสวยผลเป็นบุญเป็นกุศล เป็นบาปเป็นกรรมหนักเบามากน้อยเรื่อยไป ให้สัตว์ทั้งหลายได้ทราบ ได้รู้วิธีละวิธีแก้วิธีถอน และรู้วิธีบำเพ็ญในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ให้เจริญงอกงามภายในจิตใจของตน เพื่อให้เป็นผลเรียกว่าวิปากวัฏฏ์ คือผลแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ผู้นั้นเป็นผู้เสวย จนกระทั่งทุกวันนี้ทรงแสดงมาโดยลำดับ ไม่พ้นจากหลักแห่งกรรมนี้เลย

        การสั่งสอนสัตว์โลก ธรรมชาติที่มีอยู่ดั้งเดิมอย่างไรก็ทรงแสดง การทำความชั่วไปตกนรก นรกก็มีอยู่แล้วดั้งเดิมเหมือนกับบาปกับบุญนี้แล ไม่ผิดจากบาปจากบุญนี้เลย นรกแต่ละหลุม ๆ มีตามขั้นตามภูมิแห่งความชั่วของสัตว์โลก ที่จะพึงไปตกในที่เหมาะสมกับกรรมของตนนั้น ๆ ขึ้นมาเป็นภพเป็นชาติ เป็นเปรตเป็นผี เป็นเทวบุตรเทวดา เกลื่อนอยู่ในสามแดนโลกธาตุนี้ ไม่มีช่องว่างในบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่เสวยผลอยู่ทั่ว ๆ ไปนี้ หาช่องว่างไม่ได้เลย นี่พระองค์ก็ทรงแสดงให้ทราบอย่างนี้

        ตลอดถึงขั้นสูงขึ้นไป นับแต่เทวดา รุกขเทวดา ภุมมเทวดา อากาสาเทวดา ขึ้นถึงพวกเทพทั้งหลายในสวรรค์ชั้นนั้น ๆ ขึ้นถึงพรหมโลก ๑๖ ชั้น ที่เกี่ยวกับท้าวมหาพรหมหรือพรหมทั้งหลาย ก็แสดงไว้โดยถูกต้องแม่นยำทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนสิ่งทั้งหลายนั้นแลไม่มีอะไรบกพร่อง เพราะเป็นสวากขาตธรรมด้วยกัน

        คำว่าบาปก็เป็นความจริง บุญก็เป็นความจริงอันหนึ่งที่มีอยู่แล้ว ทรงรู้ทรงเห็นมาแล้วด้วยพระจักษุญาณหยั่งทราบตลอดทั่วถึง ว่านรกก็ดีไม่ว่าหลุมใด สวรรค์ก็ดีไม่ว่าชั้นใด ตลอดพรหมโลกถึงนิพพาน พระองค์ทรงผ่านทรงรู้ทรงเห็นไว้หมดเรียบร้อยแล้ว นำมาสั่งสอนสัตว์โลกให้รู้เห็นตามนั้น แล้วให้มาประพฤติปฏิบัติดัดกายวาจาใจของตนด้วยการกระทำ คือละบาปบำเพ็ญบุญบำเพ็ญคุณให้เกิดผลเกิดประโยชน์แก่ตน เพื่อเป็นการส่งเสริมจิตใจซึ่งกิเลสวัฏฏ์มันรุมล้อมอยู่นี้ ให้ค่อยจืดจางและค่อยหายไปโดยลำดับลำดา และเพื่อบุญกุศลเข้าช่วยสนับสนุนให้จิตใจนี้ ได้ไปเกิดในสถานที่ดีหากว่าจะได้เกิดต่อไปอยู่ ยังไม่ขาดภพขาดชาติเพราะกิเลสยังมีอยู่ในจิตสันดาน ก็ให้ได้ไปเกิดในสถานที่ดีคติที่เหมาะสมเป็นขั้น ๆ ภูมิ ๆ ขึ้นไป ส่วนใดที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงไว้แล้วนั้นไม่มีเลยในสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลาย สามแดนโลกธาตุนี้ทรงแสดงไว้แล้วทั้งนั้น

        เบื้องต้นได้กล่าวถึงเรื่องธรรมเรื่องโลก   โลกคือเรื่องของมวลแห่งกิเลสทั้งหลาย  ธรรมหมายถึงวิสุทธิธรรม เป็นธรรมที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ดั้งเดิม แต่ทั้งสองอย่างนี้เป็นข้าศึกซึ่งกันและกัน เป็นเครื่องลบล้างกัน จึงต้องมีมาด้วยกัน ประหนึ่งว่าถ้าเป็นภาษาวิญญาณของเรา เป็นสัตว์เป็นบุคคลก็เหมือนเป็นคู่เดือดคู่แค้นกันมา คู่ต่อสู้กันมา คู่อริศัตรูต่อกันมา ความจริงก็ไม่ผิดอะไรกับความสกปรกกับน้ำที่สะอาดชะล้างกันเท่านั้นแหละ นี่แยกออกไปเป็นปุคคลาธิษฐาน เป็นเรื่องของบุคคล จึงเป็นเหมือนหนึ่งว่าเป็นคู่เดือดคู่แค้น เป็นคู่ปรปักษ์กันมา โดยถือหัวใจเป็นสนามรบเป็นเวทีที่อยู่ของธรรมชาติทั้งสองนี้

        แต่ส่วนมากธรรมชาติฝ่ายต่ำนี้เป็นเจ้าของครองอยู่ภายในนั้น จึงมีอำนาจมาก หนุนจิตใจแต่ละดวง ๆ ให้เป็นไปอย่างไร ย่อมเป็นไปได้ตามความมุ่งหมายของมัน ท่านจึงเรียกว่ากิเลสวัฏฏ์ มันหมุนให้ทำกรรมใดก็ทำ ทำบาปก็ทำ ทำประเภทใดก็ตาม ความอยากมันเป็นสิ่งล่อลวงให้สัตว์ทั้งหลายหลงกลของมัน แล้วอยากทำอยากพูดอยากคิด อยากไปอยากมา อยากกระดิกพลิกแพลงในสิ่งที่เป็นไปตามเพลงของมันนั่นแล สัตว์โลกทั้งหลายไม่มีทางที่จะทราบได้เห็นได้รู้ได้ จึงต้องหมุนไปตามอำนาจของมัน แล้วก็โกยผลขึ้นมาให้เป็นความทุกข์ความทรมาน

        สิ่งที่ล่อลวงสัตว์โลกก็คือความอยาก หมุนไปเรื่อยเรื่องความอยาก อยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ นี่คือสิ่งล่อลวง เรียกว่ายาเคลือบน้ำตาลมันเคลือบไว้อย่างนั้น เราไม่รู้ว่าความอยากนี้เป็นประเภทใด เป็นยาพิษหรือเป็นอะไร เรารู้แต่เพียงว่าเราอยาก เช่นเราอยากไปเราก็ไป เราอยากอยู่ก็อยู่ ไม่คำนึงว่าไปเพื่ออะไร อยู่เพื่ออะไร ทำเพื่ออะไร ทำดีหรือทำชั่ว ทำผิดทำถูกประการใด เราไม่สามารถที่จะทราบได้ มีแต่ธรรมชาตินี้มันหนุนออกไปเรื่อย ๆ สัตว์โลกจึงลุ่มหลงไปไม่มีประมาณ ความโลภจึงไม่เคยเหือดแห้งภายในจิตใจของสัตว์โลก

        เพราะความอยากมีความโลภต้องมี ราคะตัณหาเป็นเครื่องหนุนอยู่ภายในจิตใจ ตัวนี้รุนแรงเอามากทีเดียว โลภก็โลภเพราะอันนี้เป็นสำคัญ นี่ละที่ว่ากิเลสตัวสำคัญ เฉพาะอย่างยิ่งนักบวชเราล้มระนาว ๆ ไป เพราะอันนี้เองเป็นตัวทำลายที่สำคัญมาก ขอให้ทุก ๆ ท่านได้นำมาพินิจพิจารณา อย่ามีความสนิทติดจมกับมัน เอาให้จริงให้จัง

        นี่พูดถึงเรื่องความหมุนของกิเลส โลกกับธรรมที่หมุนกันไป แล้วแยกเข้ามาถึงราคะตัณหานี้ก็ทำให้อยาก ๆ ยิ่งอยากหนักอยากแน่น อยากไม่คำนึงคำนวณ มีแล้วก็อยาก มีมากเท่าไรไม่เพียงพอก็คือธรรมชาติอันนี้ แล้วผลของมันก็เหมือนกับไฟได้เชื้อ ส่งเปลวจรดเมฆ ๆ เพราะฉะนั้นโลกจึงมีความรุ่มร้อนอยู่ทั่วหน้ากัน

        มองโลกเราอย่ามองด้วยความดูถูกเหยียดหยาม อย่ามองด้วยความชมเชยสรรเสริญโดยถ่ายเดียว ตามที่ตนชอบใจอยากชมเชยสรรเสริญและอยากตำหนิติฉินนินทา แต่ให้มองดูตามหลักความจริงมีธรรมเป็นที่ตั้ง มีธรรมเป็นจุดศูนย์กลาง สรุปลงในธรรม ยุติลงในธรรมเป็นที่ยุติได้

        ก็คือโลกนี้เราอย่ามองว่าคนนั้นสูงคนนี้ต่ำ คนนั้นมั่งมีคนนี้มีฐานะยากจน หรือสัตว์ทั้งหลายต่ำต้อยน้อยหน้าอะไร ตนเป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์สูงต่ำประการใด มีเงินทองข้าวของมากน้อยอย่ามอง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สถานที่เกิดแห่งความสุข กิเลสไม่ได้เกิดอยู่กับสิ่งเหล่านี้ แต่มันเกิดอยู่ที่ใจโดยอาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องเสริมไฟเท่านั้นเป็นปุ๋ย มีเงินมากก็ลืมเนื้อลืมตัว มีสมบัติพัสถานมากลืมเนื้อลืมตัว มีบริษัทบริวารมากลืมเนื้อลืมตัว มียศถาบรรดาศักดิ์มากเท่าไรลืมเนื้อลืมตัว

        ความลืมเนื้อลืมตัวนั้นเป็นทางโล่งของกิเลส ที่จะสั่งสมความชั่วช้าลามกทุกสิ่งทุกอย่าง โกยเข้ามาหาผู้ที่หลงตัวลืมตัวอันเป็นไปกับกลมายาของกิเลสนั้นแล เพราะฉะนั้นจึงมองเข้ามาสู่ใจ มองเข้ามาสู่ใจนี้จะเป็นฟืนเป็นไฟไปตาม ๆ กันหมด เพราะไม่มีน้ำดับไฟคือธรรม ความโลภก็รุนแรงมีอยู่ตลอดเวลา ทั้งมหาเศรษฐี กุฎุมพี พ่อค้าประชาชนคนธรรมดา จนกระทั่งคนทุกข์ไร้เข็ญใจ มีฟืนมีไฟธรรมชาตินี้เผาอยู่ ราคะตัณหาเผาอยู่ในใจทุกดวง ๆ

        ความโกรธความฉุนเฉียวหาทางระบายออกไม่ได้ จนทำลายคนอื่นสัตว์อื่นให้แหลกเหลวไปหมดไม่มีประมาณ อย่างนี้ก็เพราะธรรมชาติอันนี้แล เป็นธรรมชาติที่บีบคั้นสัตว์ทั้งหลายให้ทำตามอำนาจของมัน แต่เราก็ถือมันมาเป็นเราเสีย ว่าทำตามอำนาจของเรา ทำไปแล้วเราจะมีความสุขความเจริญสมใจเรา เช่นได้ฆ่าเขานี่สมใจเรา ได้มาตามความชอบใจเราก็สมใจเรา ๆ ก็คือสมใจกิเลสนั้นแล เพราะเราอยู่ใต้อำนาจของกิเลส

        กิเลสมันเคยให้ความสุขแก่เราที่ไหนไม่เคยมี มีตั้งแต่ความทุกข์ความทรมาน เพราะฉะนั้นสัตว์โลกจึงนับวันรุ่มร้อนขึ้นมากมายก่ายกองผิดปกติธรรมดามากมาย สิ่งยั่วยวนก็คือกงกำของมันนั้นแล หรือวงล้อของมันนั้นแล หมุนมาเพื่อเป็นการส่งเสริมหลอกลวงให้มันมีกำลังทวีรุนแรงมากขึ้น สิ่งยั่วยวนทั้งหลายเราเห็นไหมทุกวันนี้มีมากน้อยเพียงไร เกิดมาตั้งแต่พ่อแต่แม่ปู่ย่าตายายของเราก็ไม่เคยเห็น สิ่งนรกจกเปรตทั้งหลายมันก็ล่วงไหลเข้ามา ข้ามฟ้าข้ามเมฆ ข้ามทวีปดินแดนเข้ามาสู่เมืองไทยของเรา จนกระทั่งมาสู่ตัวของเรา ครอบครัวของเราแต่ละราย ๆ สู่บุคคลแต่ละคน ๆ แล้ว จนจะฉิบหายป่นปี้ไปหมดตามมันเราก็ยังไม่รู้ เพราะเราโง่ต่อกลมายาของกิเลส

        เวลานี้โลกมีความเจริญที่ตรงไหน มองไปเห็นแต่อิฐแต่ปูนแต่หินแต่ทราย สร้างกันขึ้นจนเป็นบ้า บางคนเป็นบ้าจริง ๆ นะเพราะความคิดมาก ความอยากมันเหลือหลาย เวลาอยากได้อะไรก็อยากได้จนเกินเหตุเกินผล สุดท้ายติดหนี้ติดสินเขาพะรุงพะรัง คิดหาทางออกไม่ได้ฆ่าตัวตายก็มีเยอะ

        นี่เพราะอำนาจแห่งกิเลสตัวนี้แลมันหมุน คนนั้นก็เอามาล่อแบบนั้น คนนี้เอามาล่อแบบนี้ ได้ตั้งแต่กลมายาของกิเลสทั้งนั้นมาหลอกมาลวงกัน คนทั้งคนทั้งเขาทั้งเราจึงเป็นกิเลส เป็นฟืนเป็นไฟไปตาม ๆ กันหมด หาผู้ที่จะสงบร่มเย็นไม่ได้เพราะไม่มีธรรมความรู้สึกตัว สติธรรมไม่มีในใจ พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ไม่มีในใจ บาปบุญ กรรมดีกรรมชั่วไม่มีในใจ นรกสวรรค์นิพพานไม่มีในใจ ความตายไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าไม่มีในใจ คนเราจึงลืมเนื้อลืมตัว ลืมไปได้ทั้งเขาทั้งเรา ไม่ตำหนิผู้หนึ่งผู้ใดเพราะหลักธรรมชาติอันนี้มีอยู่กับหัวใจทุกคน มันต้องหมุนบุคคลและสัตว์ทั้งหลายให้เป็นอย่างนี้ทั่วหน้ากัน

        นี่เราอย่าว่ามีแต่เฉพาะมนุษย์นะ สัตว์ทั้งหลายก็เป็นอีกตามแบบของสัตว์ สัตว์แต่ละประเภทเป็นไปตามแบบของสัตว์ เป็นฟืนเป็นไฟตามแบบของสัตว์ เพราะการขวนขวายนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของกิเลส พาให้สัตว์ทั้งหลายดิ้นรนทั้งนั้นไม่ใช่อื่นใด ไม่ว่าสัตว์ไม่ว่าบุคคล เทวดาอินทร์พรหม มีธรรมชาตินี้เป็นกงจักรหมุนอยู่ภายในจิตใจ แต่ไม่มีใครรู้มองเห็นมัน มันจึงสนุกตั้งบ้านตั้งเรือนตั้งส้วม ไม่มีละส้วมซึม ถ่ายเลย ๆ บนหัวใจของสัตว์โลกเต็มไปหมด

        ถ้าเรามองดูเผิน ๆ ก็เจริญ บ้านนั้นเจริญ บ้านนี้เจริญ เราไปดูแต่ถนนหนทางอันเป็นดินเป็นหญ้า มองดูแต่อิฐแต่ปูนแต่หินแต่ทรายตึกรามบ้านช่อง ว่าหรูหราฟู่ฟ่า ว่าเป็นของสวยของงาม เป็นของที่น่ารื่นรมย์ยินดี ความรื่นรมย์ยินดีอันนี้มันก็เป็นเครื่องล่อของกิเลส ที่จะหลอกคนให้ยับยั้งตัวไม่ได้ หมุนไปจนตายเราก็ไม่รู้ฉากหลังของมัน นั่นละเครื่องล่อลวง แล้วก็อยากทำ ทำได้แค่นี้แล้วไม่พอใจ อยากทำอีกเท่านั้น อยากอยู่นั้นอยากไม่หยุดไม่ถอย ความอยากนี้จึงเป็นเหมือนเชื้อไฟ ไสเข้าไปเท่าไรก็ยิ่งแสดงเปลวให้ลุกจรดเมฆ สูงจรดเมฆขึ้นไป ๆ ความทุกข์ก็ยิ่งรุนแรง

        เราไปหาความสุขที่ไหนกับกิเลสมันไม่ได้แหละ มีแต่ฟืนแต่ไฟอย่างนั้น ใครก็ตามเถอะถ้าไม่มีการยับยั้งตัวให้อยู่ในความพอเหมาะพอดีมีเมืองพอบ้าง ตั้งแต่เรารับประทานก็มีเมืองพอกัน ไม่ตั้งบ้านตั้งเมืองขึ้นมามันก็รู้ด้วยกันทุกคน พอรับประทานอิ่มแล้วก็หยุดไปเป็นพัก ๆ อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้ามีธรรมในใจแล้วก็มีการพักผ่อนหย่อนตัว หยุดไปเป็นพัก ๆ เข้าวัดเข้าวาจำศีลภาวนา ระลึกถึงอรรถถึงธรรม เฉพาะอย่างยิ่งมรณะคือความตาย เมื่อระลึกอยู่ในใจอย่างน้อยก็ให้ได้วันละ ๕ หนก็ยังดี ระลึกถึงความตาย จะเป็นการเหยียบเบรกห้ามล้อ ไม่ให้มันดิ้นรนกวัดแกว่งเอาเสียจนเป็นกงจักร เผาหัวใจเจ้าของตลอดเวลาจนกระทั่งถึงหลับ ดีไม่ดีหลับไม่ได้เพราะอำนาจแห่งฝ่ายต่ำนี้มันหมุนตัวของมัน

        ที่กล่าวมาทั้งมวลนี้ นี้คือกิเลสวัฏฏ์ เรียกว่าวัฏจักร เป็นคู่ศัตรูกันกับธรรมของพระพุทธเจ้า แต่ธรรมชาตินี้มีอยู่ตลอดไป ยิ่งไม่มีธรรมไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัสรู้ เป็นสุญญกัปว่างเปล่าจากศาสนาด้วยแล้ว สัตว์โลกทั้งหลายไม่ว่ามนุษย์มนาเทวดาอินทร์พรหม จะเป็นฟืนเป็นไฟไปตาม ๆ กัน เป็นแต่เพียงว่ามากน้อยต่างกันเท่านั้น แต่การแสดงเปลวนี้จะมากขึ้นโดยลำดับเพราะไม่มีน้ำดับไฟ เวลานี้ยังมีพอประมาณ ก็ยังพอรู้สึกได้บ้าง

        เราเป็นชาวพุทธถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เวลาจะเป็นจะตายก็เข้าห้องพระ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แล้วกราบลงชั่วขณะหนึ่งก็เย็นใจ ๆ นั่งภาวนารำพึงถึงความเป็นความตาย ความได้ความเสีย ความเป็นมาของตน ตลอดความที่จะเป็นไปข้างหน้า จะได้อะไรติดเนื้อติดตัวของตนไปบ้าง เวลานี้มีแต่ความหมุนไปตามอำนาจของกิเลส ความหมุนมาเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อแก้ตนเองถอดถอนตนเอง ให้หลุดพ้นไปจากสิ่งพัวพันทั้งหลายเหล่านี้ มีหรือไม่มีก็ได้คำนึงในห้องพระบ้าง สำหรับชาวพุทธเรา ถ้าไม่ได้คำนึงอย่างนี้แล้วตายทิ้งเหมือนสัตว์นั้นแล

        เราอย่าทะนงตัวว่าเราเป็นมนุษย์สูงกว่าสัตว์ มันไม่มีอะไรสูงกว่าเขาแหละ ความรู้ความเห็นความเป็น เป็นเรื่องออกมาจากกิเลสด้วยกัน กิเลสเป็นผู้ขยี้ขยำตำให้แหลกแตกกระจายไปเช่นเดียวกันแล้ว เราจะอวดเนื้ออวดตัวหยิ่งอยู่อย่างไรว่าเรานี้สูงกว่าสัตว์ สิ่งทั้งหลายที่เสวยก็เหมือนกันกับสัตว์ สิ่งที่พาให้ทำก็มีตั้งแต่เรื่องของกิเลสพาให้ทำ จะพาคนเหาะเหินเดินฟ้าไปที่ไหน ก็มีตั้งแต่ความทุกข์ความทรมานล้วน ๆ นั้นแลเต็มอยู่ภายในจิตใจ

        ถ้าไม่มีธรรมเข้าแทรกจิตใจแล้ว ใครก็ใครเถอะ อยู่ไปเป็นวัน ๆ เท่านั้นพอถึงวันตาย ความหวังนี้หวังด้วยกันทุกคนเต็มหัวอกหัวใจนั้นแหละ แต่มันไม่สมหวัง สิ่งที่ไม่สมหวังมันก็เอาความทุกข์ยัดเข้ามา แทงเข้ามา ขยำเข้ามาภายในใจของเรานี้แล แล้วโลกนี้หาความสุขที่ไหนได้ มีที่แน่นอนที่ไหนพอที่จะปลงจิตปลงใจ ฝากเป็นฝากตายลงได้ในสิ่งที่เราหวังทั้งหลายนั้นไม่มี มันมีแต่ความผิดหวัง ๆ ทั้งเขาทั้งเราเต็มแผ่นดินแผ่นหญ้าเต็มไปหมด เฉพาะมนุษย์เรานี้ก็เต็มอยู่แล้ว

        ไม่ว่าโลกไหนทวีปใดเราอย่าไปมองข้าม ว่าอยู่เมืองนั้นเมืองนี้มีความผาสุกสบาย เมืองเขาเจริญ เมืองนั้นเจริญ ทวีปนี้เจริญ มันเจริญด้วยฟืนด้วยไฟเผาไหม้สัตว์ทั้งหลายอยู่ในเรือนจำต่าง ๆ นั้นแล เรือนจำนั้นเรือนจำนี้จะเป็นอะไรไป บ้านนั้นเมืองนี้ ประเทศนั้นประเทศนี้ เป็นเรือนจำขังสัตว์โลก กิเลสเป็นนายคุมนักโทษอยู่ในที่นั้น ๆ ทุกตัวสัตว์ ทุกบ้านทุกเมือง ทุกหัวใจของสัตว์และบุคคล เราจะหาความสุขที่ไหน

        ไปไหนมาไหนก็ตาม ไปบ้านนี้ไปเมืองนอกไปเมืองนาไปเมืองไหน มันก็เหมือนกันกับนักโทษย้ายเรือนจำนั้นแล ย้ายจากเรือนจำนี้ไปสู่เรือนจำนั้น ย้ายจากเรือนจำนั้นมาสู่เรือนจำนี้ ด้วยความทุกข์ความทรมาน ซึ่งอยู่ใต้อำนาจของนายเหนือหัว นี่ก็อยู่ใต้อำนาจของกิเลส ไปไหนมาก็เป็นอย่างเดียวกัน แล้วเราจะเอาเรือนจำไหน นักโทษคนใดมาอวดดิบอวดดีต่อกัน ว่าได้ย้ายสถานที่ไปสู่ที่ต่าง ๆ มันไม่ได้เหมือนข้าราชการโยกย้ายไปโน้นไปนี้พอจะมีเกียรติ มันนักโทษย้ายเรือนจำต่างหาก

        นี่ก็เหมือนกัน ความเคลื่อนไหวไปมาของสัตว์โลกที่มีกิเลสหมุนตัว บีบบังคับอยู่ ก็เช่นเดียวกันนั่นแล เพราะกิเลสนี้เป็นนายคุมนักโทษคือหัวใจเราหัวใจท่าน นอกจากนี้แล้วยังจะหมุนลงไปอีกในนรกอเวจีที่ไหนไม่มีสงสัย ธรรมของพระพุทธเจ้าแตกกระจายออกไปจากอริยสัจนี้ก็ซ่านไปหมดเลย อันไหนที่จะไม่เห็น อันไหนที่จะไม่รู้ พระพุทธเจ้าไม่รู้ อริยสัจนี้เป็นกุญแจดอกที่เปิดโลกธาตุให้แจ้งขาวดาวกระจ่างไปหมด รู้อยู่ที่นี่เห็นอยู่ที่นี่ ความเป็นมาของตนเป็นยังไง อริยสัจนี้ก็บอกชัดเจนว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ความเป็นมาของสัตว์โลกเป็นยังไงฉันใดก็ฉันนั้น เพราะเป็นจิตดวงเดียวกิเลสประเภทเดียวนี้ มันเป็นสิ่งที่พาให้เกิดให้ตายอยู่ตลอดมา

        แล้วทีนี้เรื่องกรรมดีกรรมชั่วว่าเป็นยังไง ก็กิเลสวัฏฏ์ กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรมก็บอกอยู่แล้ว กิเลสวัฏฏ์คืออะไรก็อย่างที่พูดตะกี้นี้ มันก็กลายเป็นกรรมวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ก็เป็นดีเป็นชั่วสูงต่ำ ผลก็แสดงออกมาตามความดีความชั่ว ความสูงความต่ำนั้นเป็นเรื่อย ๆ ไปทั่วโลกดินแดน ดูที่ไหนมันก็เหมือนกันนี้ ๆ นี่ละอริยสัจแตกกระจายออกไปแล้ว จิตที่บริสุทธิ์ผุดขึ้นมานี้มองเห็นอย่างนั้นแล มองเห็นเต็มทั่วแดนโลกธาตุ แต่ท่านจะพูดหรือไม่พูดนั้นเป็นฐานะของควรหรือไม่ควรของท่านต่างหาก

        บรรดาพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านกระจ่างแจ้งมากในสิ่งเหล่านี้ แต่ท่านไม่เป็นคนมีกิเลสน่ะซี ฟังแต่ว่าท่านสิ้นแล้ว ท่านจะเอาความอยากความทะเยอทะยานเหนือเหตุเหนือผล เหนืออรรถเหนือธรรมมาจากไหน ท่านก็ต้องพูดไปตามเหตุตามผล ตามอรรถตามธรรม อันใดควรอันใดไม่ควร ไม่มีใครที่จะรู้ยิ่งเห็นจริงเฉลียวฉลาดรอบโลกธาตุเหมือนพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน ท่านย่อมรู้จักวิธีปฏิบัติต่อสัตว์โลกมากน้อยตามกำลังของเขานั้นแล นี่ละเรื่องที่ว่าดูโลกธาตุแจ้งสว่าง เมื่ออริยสัจแตกลงไปแล้วเป็นอย่างนั้น

        แล้วทีนี้ออกจากนี้เกิดนั้น ออกจากนั้นเกิดนั้น ที่ว่ากิเลสมันตั้งโรงงานใหญ่ขึ้นมาในหัวใจสัตว์โลก เราอยากจะพูดว่ามันแทบทุกโรงงาน ว่าตายแล้วสูญ ๆ นี่คือตัวสำคัญของกิเลส มันไปเอามาจากไหนคำว่าตายแล้วสูญ สาเหตุในอริยสัจไม่มีคำว่าตายแล้วสูญ มีแต่คำว่าตายแล้วเกิดทั้งนั้น เปิดออกไปจะเห็นตั้งแต่เรื่องตายเรื่องเกิดของสัตว์ทั้งหลายเต็มบ้านเต็มเมือง เต็มโลกเต็มสงสาร เต็มไตรโลกธาตุ ไม่มีจุดใดว่าตายแล้วสูญมีในอริยสัจนี้เลย

        อริยสัจเป็นเครื่องพิสูจน์ไตรโลกธาตุ ให้เห็นแจ้งชัดเจนตามเป็นจริงไม่มีสงสัย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ว่าพระอรหันต์องค์ใด ถ้าลงได้ผุดขึ้นจากอริยสัจนี้แล้วแจ้งกระจ่างหมดทั้งนั้นแหละ แต่ไม่เห็นมีตรงไหนว่าสัตว์ทั้งหลายตายแล้วสูญ ไม่มี แล้วกิเลสมันก็มาตบตาเราจนได้ว่าตายแล้วสูญ ๆ เพราะฉะนั้นสัตว์ใดก็ตามบุคคลใดก็ตาม ถ้าลงเชื่อแน่ลงว่าตายแล้วสูญแล้ว คนนี้ฉิบหายทั้งเป็นตายทั้งเป็น ยังเหลือแต่ลมหายใจฝอด ๆ เท่านั้น ใครจะแก้ต้องรีบแก้ ไม่แก้ไม่ได้ อันนี้จะจมแน่ ๆ เพราะมันไม่สูญละซี

        กิเลสวัฏฏ์นั่นละมันให้ทำกรรมอยู่นั้น มันเอาอะไรมาสูญ ทำกรรมก็กรรมอะไร ถ้ากรรมด้วยอำนาจของกิเลส มันก็จะบอกให้ทำแต่บาปแต่กรรมชั่วช้าลามกทั้งหลาย แล้วตายลงไปก็ไปจมอยู่ในนรก มันสูญหรือนรกน่ะ นรกสูญที่ตรงไหน ไม่เคยได้ยินว่าบาปสูญ บุญสูญ นรกสูญ สวรรค์ พรหมโลก นิพพานสูญไม่เคยมี มีแต่กิเลสนั่นแหละมันอุตริมาหลอกโลกว่าตายแล้วสูญ ๆ ถ้าไม่รีบแก้ไขอันนี้ยังไงต้องจม ยังเหลือแต่ลมหายใจฝอด ๆ เพราะอันนี้หนักมากทีเดียวในใจของสัตว์โลก ใครจะแก้จะไขก็ต้องรีบแก้รีบไขนะอันนี้ ไม่อย่างงั้นจมจริง ๆ

        พูดแล้วสลดสังเวชนะ เราก็ไม่ค่อยจะได้พูดอย่างนี้ นี่เฒ่าแก่มา ๆ ถ้าพูดเป็นภาษาโลกก็มันคันฟัน ขอพูดสักหน่อยเถอะ ว่าอย่างงี้เลยก็ได้นี่นะ แต่ไม่คันเราพูดแบบโลกเฉย ๆ เราไม่ได้คันฟัน ถ้าคันฟันพูดออกมานานแล้วกับสิ่งเหล่านี้ ทำไมจะพูดไม่ได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของจริงมีอยู่พูดไม่ได้มีหรือ ธรรมเป็นธรรมสอนโลกแท้ ๆ เอามาพูดให้โลกฟังพูดไม่ได้มีอย่างเหรอ หรือจะให้กิเลสมันเย็บปากเย็บจมูกไว้หมดนั้นเหรอ ไม่ให้พูดไม่ให้หายใจ ไม่ให้ลืมหูลืมตา ให้แต่กิเลสมันบีบบังคับเท่านั้นเหรอ กิเลสมันบีบบังคับเรามามากต่อมากนานแสนนานแล้ว ฟาดมันม้วนเสื่อลงไปแล้ว ตัวไหนมาบีบจะมีอะไรมาบีบ

        ทีนี้ก็สนุกดูโคตรดูแซ่ของกิเลสละซี ที่มันมาหลอกลวงสัตว์โลก สามแดนโลกธาตุมีแต่โคตรแซ่กิเลสโคตรเดียวนี่แล ไปบีบบังคับสัตว์ทั้งหลาย หลอกลวงต้มตุ๋นสัตว์ทั้งหลายไม่มีใคร เช่น บาปไม่มีก็กิเลสเป็นผู้หลอก บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี พรหมโลก นิพพานไม่มี ก็คือตัวกิเลสนี้เอง ธรรมท่านเปิดเผยนี่ เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่ ธรรมท่านก็บอกว่ามีอยู่ แต่กิเลสไปปิดไว้ ๆ ว่าไม่มี ๆ

ตายแล้วสูญนี่ยิ่งแล้ว เมื่อว่าตายแล้วสูญแล้วเป็นยังไง ก็มันหมดหวังสิ้นหวังแล้ว มีอะไรอยากทำอะไรก็ทำ คำว่าอยากทำอะไรก็ทำ ก็คือกิเลสให้อยาก เมื่ออยากทำลงไปก็มีตั้งแต่ความชั่วช้าลามก พอตายลมหายใจฝอด ๆ ขาดสะบั้นลงไปแล้วจิตใจไม่ตายละซีที่นี่ ก็ดิ่งลงนรกจมดิ่ง ๆ เออ ทุกฺขํ อนิจฺจํ จะว่ายังไง สัตว์โลกโง่ขนาดไหน ถ้าเรายังแก้อันนี้ไม่ตก เราโง่ขนาดไหน โง่อย่างชะมัดสัตว์สู้ไม่ได้ว่างั้นเลย

        ยิ่งเป็นชาวพุทธเราด้วยแล้ว ใครจะรีบแก้ไขให้รีบแก้ไข ไม่แก้ไขจะสายเกินไป ตายแล้วจะจมแน่ว ๆ ไม่สงสัย ไม่มีใครไปช่วยได้นะ กิเลสมันไม่ช่วยมันหลอกเฉย ๆ มันไม่ได้ช่วยใครแหละนอกจากธรรมเท่านั้น ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าองค์ทำลายอริยสัจแตก พระพุทธเจ้าทั้งหลายและสาวกทั้งหลายทำลายอริยสัจแตกนี้ ธรรมก็โผล่ขึ้นมาเต็มที่ละ ถ้าไม่เชื่ออันนี้แล้วไม่มีทาง พระพุทธเจ้าพระสาวกทั้งหลายไม่โกหกใคร ถอดถอนเอาหลักความจริงนี้ขึ้นมาให้โลกทั้งหลายได้รู้ได้เห็น

        เพราะโลกทั้งหลายได้รับความทุกข์ความทรมานด้วยอำนาจของกิเลสนี้ ไม่ได้ไว้หน้ากันเลย ไม่เว้นแต่ละรายเลย เต็มฟ้าเต็มแผ่นดินเต็มโลกเต็มสงสาร ทำไมพระพุทธเจ้าใจบริสุทธิ์พุทโธขนาดนั้น พระอรหันต์ท่านใจบริสุทธิ์พุทโธขนาดนั้น จะใจดำน้ำขุ่นไปได้เหรอ เป็นไปไม่ได้

        นี่ละที่ธรรมออกมาสอนโลกก็ออกมา ด้วยพระเมตตาสงสารสัตว์โลกเป็นกำลังนั้นแล จึงได้สอนสัตว์ทั้งหลายให้รู้จักดีจักชั่ว รู้จักบุญจักบาป ไม่อย่างงั้นก็จะหาบตั้งแต่บาปแต่กรรม ว่านรกไม่มี สวรรค์ไม่มีไปอัดแน่นกองกันอยู่ในนรก อัดอั้นตันอุราอยู่ในนั้น แล้วถึงจะอัดอั้นขนาดไหนก็ตามนะ นรกไม่เป็นทุกข์ สัตว์นรกเต็มไปหมดว่านรกจะคับแคบตีบตัน นรกไม่เป็นทุกข์ มันเป็นกรรมของสัตว์เองให้ตีบให้ตันให้แน่นอยู่ในนั้น นรกหลุมไหนก็แน่น ๆ ว่าตายแล้วสูญมันไปแน่นอยู่ในนรกนั้น สาเหตุที่จะให้สัตว์ทั้งหลายเกิดบอกอยู่ชัด ๆ ไม่ได้มีสาเหตุที่จะให้สัตว์ทั้งหลายสูญ สาเหตุเช่นนั้นไม่มี

        ในอริยสัจนี้เป็นองค์พยานแห่งธรรมทั่วแดนโลกธาตุ ออกจากอริยสัจนี้อย่างเดียวเท่านั้นว่างั้นเลย ไม่มีธรรมอะไรที่จะผุดขึ้นมาประกาศกังวานขึ้นภายในจิตใจของท่านผู้บริสุทธิ์นอกเหนือไปจากอริยสัจ ออกจากอริยสัจนี่เท่านั้น นอกนั้นไม่มีที่เกิดของธรรม ในอริยสัจนี้เท่านั้น ที่อุบัติของท่านผู้รู้ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาของเราจึง แกนของศาสนาคืออะไร รากแก้วของศาสนาคืออะไร คืออริยสัจ ใครถ้าได้ผ่านนี้แล้วไม่หมอบราบ ๆ ต่อหลักความจริงไม่มี

        นี่แหละแดนหรือธรรมชาติโรงงานอันใหญ่โต ที่จะกระจายดูโลกดูสงสารดูตรงนี้ ดูอย่างชัดเจนจากอริยสัจนี้แล เพราะคำว่าอริยสัจ มีฝ่ายกิเลสมืดมัวกำบังมันปิดไว้มันไม่ให้เห็นน่ะซิ พอเปิดออกแล้วก็จ้านี่ว่าไง นั่นเปิดออกด้วยมรรคคือข้อปฏิบัติ ได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา หรือมหาสติมหาปัญญา สว่างจ้าขึ้นมาแล้ว กิเลสที่เป็นตัวพาให้มืดให้บอดมันแตกกระจายไปหมด เหมือนอย่างเมฆพังทลายลงไปแล้ว พระอาทิตย์ก็จ้าขึ้นภายในจิตใจ ที่นี่อันไหนสูญอันไหนไม่สูญ เห็นหมดรู้หมดเลย นี่ไม่เห็นท่านแสดงเอาไว้ในอริยสัจ บรรดาพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลาย ไม่เห็นท่านแสดงเอาไว้ว่าตายแล้วสูญมีที่ตรงไหน นี่พิสูจน์กันในอริยสัจนี้ มีแต่ตายแล้วเกิด ๆ เพราะกิเลสวัฏฏ์ กิเลสวัฏฏ์บอกชัด ๆ อย่างนั้นแล้วนี่ กิเลสวัฏฏ์พาให้สัตว์ทั้งหลายเกิด

        ผู้ปฏิบัติก็เหมือนกัน เมื่อปฏิบัติลงไปในจุดนี้แล้ว เอาเถอะว่างั้นเลย ยังไงก็กิเลสนี้ขนครัวเรือนหนีไม่ทันโน่นแหละ ถ้าลงสติปัญญาได้เข้าในอริยสัจอันเยี่ยมนี้แล้วจะก้าวไปเรื่อย ๆ ด้วยสติปัญญาเป็นอัตโนมัติ นี่ละเป็นสติปัญญาที่จะสังหารสิ่งทั้งหลายที่เป็นข้าศึกต่อธรรมมาเป็นเวลานาน เป็นข้าศึกต่อใจของเรามาเป็นเวลานาน จะสังหารกันที่จุดนี้ ๆ

        เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติของเราจึงอย่านอนใจ ผมน่ะวิตกวิจารณ์มาก เฒ่าแก่เท่าไรทำงานไม่ได้เท่าไรยิ่งเป็นห่วงเป็นใยหมู่เพื่อน ตลอดประชาชนญาติโยมมาก ไปที่ไหนไปด้วยความเมตตาสงสาร ไม่ได้เคยหวังโลกามิสอะไร มีอะไรได้มาเกิดมามีมาก็ทำประโยชน์แก่โลกเท่านั้น ไปก็ไปเพื่อสอนโลก แนะนำสั่งสอนโลกให้เป็นประโยชน์แก่โลก ได้มาก็ได้มาเพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก เราไม่ได้มาสนใจกับสิ่งเหล่านี้ยิ่งกว่าหัวใจคน ไปที่ไหนเราจึงมีแต่อันนี้ พระพุทธเจ้าสั่งสอนโลก สั่งสอนด้วยโลกามิสเมื่อไร สั่งสอนด้วยอรรถด้วยธรรมด้วยพระเมตตาทั้งนั้น ขอให้เห็นใจพระพุทธเจ้าเถอะ

        เราทุกข์ทรมานจะเป็นจะตาย ก็ยังไม่เห็นพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งได้แล้ว มันก็หนาเกินไปนะมนุษย์เรา ต้องเอาตรงนี้ให้ได้ เอาตัวเองนะอย่าไปตำหนิใครนะไม่ถูก เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่กับหัวใจของทุกคน ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติกำจัดมันให้ได้นะ

        ผู้ปฏิบัติอย่านอนใจ ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติ มันจะเป็นจะตายเพราะการต่อสู้กับกิเลส เอ้า ตาย เขาตายไม่มีการต่อสู้กับกิเลส ไม่รู้ว่ากิเลสเป็นยังไงนี้เกลื่อนโลกธาตุแล้ว แต่เราตายเพราะอำนาจแห่งการต่อสู้กับกิเลสนี่ให้มันได้เห็น มีชื่อมีเสียงโด่งดังกระเทือนในหัวใจของเราเอง ว่าเป็นนักรบไม่ใช่นักหลบ เอาให้จริงให้จังอย่างนั้นซินักปฏิบัติ

        ธรรมมีอยู่ของจริงมีอยู่ ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน นี้ประกาศกังวานมานานเท่าไรแล้ว ๒๕๐๐ ปีนี่ ยังไม่กระเทือนหัวใจของพวกเราชาวพุทธ และผู้ปฏิบัติธุดงคกรรมฐานเราบ้างเหรอ กรรมฐานเรานี่เป็นยังไง หรือนอนตายอยู่เฉย ๆ เหรอ ไม่เกิดประโยชน์อะไรนั่นนอนทำไม โลกเขานอนได้นะ ถ้ามันวิเศษวิโสกับการหลับการนอนแล้ว โลกนี้สำเร็จมรรคสำเร็จผลไปหมดแล้ว มันไม่ได้สำเร็จด้วยการนอน นั้นเพียงพักผ่อนหย่อนกายที่เวลาหิวโหยโรยแรง มันจะตายจะเป็นจริง ๆ แล้วก็พักเสียพักหนึ่ง ๆ จากนั้นก็เข้าสู่แนวรบฟัดกับกิเลส นั่นถึงถูกต้อง เอาให้จริงให้จังซิ

        ตลาดแห่งมรรคผลนิพพานจะอยู่ที่ไหน ถ้าไม่อยู่ในหัวใจของเราแต่ละคน ๆ พระพุทธเจ้าประทานไว้แล้วลงในจุดนี้ทั้งนั้น อริยสัจอยู่ที่นี่ เปิดอริยสัจออกจะเห็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ทรงไว้ซึ่งมรรคซึ่งผล ตั้งแต่พระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหัตบุคคล จะปรากฏขึ้นในท่ามกลางแห่งอริยสัจนี้แล ไม่เป็นที่อื่น ให้ได้ประดับห้างร้านคือพระพุทธศาสนาให้สง่างาม

        นี่เวลานี้ศาสนาจะยังเหลือแต่ตำรับตำรานะ ห้างร้านก็เป็นห้างร้านเปล่า ๆ กั้นไว้ด้วยผ้าม่าน เอาทองคำไปฉาบทาเอาไว้ แล้วเปิดเข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้มันจะมีแต่ขี้หมูราขี้หมาแห้งแล้วนะ จะไม่มีอะไรเป็นเครื่องประดับห้างร้านใหญ่ ๆ แห่งพุทธศาสนา คือผู้ทรงมรรคทรงผลแล้วนะ ผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามอรรถตามธรรม เป็นผู้ทรงมรรคทรงผล นั้นแลเป็นผู้ที่ประดับห้างร้านใหญ่ ๆ แห่งพุทธศาสนา ให้สง่างามสมพระเกียรติพระพุทธเจ้า ที่ได้ตรัสรู้ธรรมด้วยความบริสุทธิ์พระทัยแล้ว นำมาสั่งสอนโลกเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเราก็ปฏิบัติตามท่านจนได้ทรงมรรคทรงผล เป็นที่พึงพอใจภายในจิตใจของตน นั้นแลเป็นผู้ประดับศาสนาอย่างสมพระเกียรติ

        ใครจะเป็นผู้ประดับศาสนาถ้าไม่ใช่เรา ศาสนาก็อยู่กับเราอีกด้วย ในหัวใจของเรานี้ สง่าขึ้นที่นี่งามขึ้นที่นี่ หลุดพ้นที่นี่เห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ณ ที่นี่ ให้พากันตั้งอกตั้งใจอย่าท้ออย่าถอย โลกามิสเวลานี้กำลังเกลื่อน เรื่องโลกเรื่องสงสารมันไม่เคยสงบมาแต่ไหนแต่ไรแหละ เราอย่าไปตำหนิมัน สิ่งเหล่านี้เป็นของเคยมีมาดั้งเดิม แต่สิ่งที่ยั่วยวนกวนใจที่จะทำให้เหลวแหลกแหวกแนวทางอรรถทางธรรมนี้มันมีมากขึ้น ก็พูดไปตามเรื่องของมันเฉย ๆ เราอย่าตื่นอย่าเต้นกับสิ่งเหล่านี้ เป็นของเคยมีมาดั้งเดิม

        อะไรจะเลิศประเสริฐยิ่งกว่าธรรมภายในจิตใจนี้ไม่มี และอะไรจะเลวร้ายยิ่งกว่าหัวใจของคนมีกิเลสหนานี้ก็ไม่มีเหมือนกัน จงแก้สิ่งที่เลวร้ายทั้งหลายนี้ให้เหือดแห้งและหมดไป ธรรมจะได้กระจ่างแจ้งขึ้นมาภายในจิตใจ อยู่ที่ไหนอยู่เถอะถ้าธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้ว สนุก ถ้าพูดแบบโลก ๆ เขาว่าสนุก ดู ๆ อะไรดูเต็มหูเต็มตาทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่สะทกสะท้านกลัวว่าจะได้จะเสียอะไรไม่มี ดูตามหลักความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง รู้ตามหลักความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง อันใดควรจะมาเป็นประโยชน์แก่โลกมากน้อยเพียงไร ก็นำมาให้เป็นประโยชน์แก่โลก อันใดที่สุดวิสัยของโลกที่จะรู้ได้เห็นได้เป็นไปได้ แล้วก็ปล่อยวางไว้ตามเป็นจริง ๆ ประหนึ่งว่าเข้าลิ้นชัก ๆ เก็บไว้ในหัวใจเรียบ อย่างนั้นพระอรหันต์ท่าน ท่านไม่ตื่นไม่เต้นกับสิ่งอะไรแหละ นอกจากความเมตตาสงสารเท่านั้น จึงขอให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ

        ธรรมของพระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ แท้ ๆ อยู่ที่กายวาจาใจของเรา เช่นเดียวกับกิเลสมันสด ๆ ร้อน ๆ อยู่ภายในจิตใจของเรานี้แล ไม่เคยเหินห่างจากจิตใจ จึงเรียกว่าอกาลิโก กิเลสก็เป็นอกาลิโก ทำให้เกิดกิเลสเมื่อไรเกิดเมื่อนั้น เพราะมันมีอยู่แล้วภายในจิตใจ ธรรมก็เมื่อบำเพ็ญให้เกิดให้มีขึ้นภายในจิตใจก็มีได้เช่นเดียวกันกับกิเลสนั่นแล ยังไงก็เอาให้ได้นะ

        เวลานี้กรรมฐานเรายิ่งกุดยิ่งด้วนเข้าไปทุกวัน ๆ นี่ละที่ผมวิตกวิจารณ์น่ะไม่ใช่อะไรนะ การปฏิบัติเช่นอยู่กับหมู่กับเพื่อนเวลานี้ก็อยู่เฉย ๆ วันหนึ่ง ๆ อยู่ไปอย่างนั้นแหละ หูตามีก็เหมือนไม่มี หูหนวกตาบอดไม่ค่อยได้สนใจดูอะไรแหละ ดูตั้งแต่ธาตุขันธ์ของเจ้าของพอเป็นพอไปหรือไม่เพียงไรเท่านั้น ไม่ได้ดูอะไรมากมายแหละ จิตใจมันหดมันหู่เข้ามา

        คำว่าจิตใจหดหู่หมายถึงขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ มันหดเข้ามาย่นเข้ามา เพราะอันนี้เป็นเครื่องใช้ของใจ เมื่ออันนี้หดย่นเข้ามา ๆ การทำงานก็ไม่สะดวก ทำอะไรก็ไม่สะดวก เหมือนรถราของเรานี่แหละ เครื่องเคราอันนั้นไม่ดีอันนี้ไม่ดีแล้วเข้าโรงซ่อมเรื่อย ๆ ซ่อมไปซ่อมมาเข้าอู่แล้วไม่ยอมออก อันนี้ก็ซ่อมไปซ่อมมา ซ่อมหูซ่อมตาซ่อมจมูกซ่อมลิ้นซ่อมกาย ร่างกายส่วนต่าง ๆ ซ่อมไปซ่อมมา สุดท้ายซ่อมแล้วก็ไม่ออกจากอู่แหละ

        เข้าอู่ อู่อะไร เมรุ เข้านั้นละเป็นที่ยุติของมัน เวลานี้มันลดลงขนาดนั้นแล้ว แต่เรื่องมรสุมที่มันจะเป็นข้าศึกต่อจิตใจของชาวพุทธเรานี้ ไม่ว่าฆราวาสไม่ว่าพระนะ มากแสนมากจนพรรณนาไม่ได้ ธรรมประหนึ่งว่าเป็นฝ่ามือเท่านั้นที่จะกั้นคลื่นมหาสมุทร ไม่ให้มันแสดงคลื่นเป็นไปได้เหรอพิจารณาซิ มหาสมุทรทะเลหลวงน่ะคลื่นมันใหญ่ขนาดไหน เอาฝ่ามือไปกั้น ๆ ไม่ให้มันมีคลื่นได้เหรอ อันนี้ก็เหมือนกันธรรมเดี๋ยวนี้ของความรู้สึกแห่งชาวพุทธของเราจะมีเท่าฝ่ามือ ๆ นี้น่ะ

        เรื่องคลื่นมหาสมุทรมหาสมมุติมหานิยมเป็นบ้ากันนั้นมีมากต่อมาก มาทุกซอกทุกหนทุกแห่งทุกตำบลหมู่บ้าน ไม่ว่าบ้านนอกในเมืองที่ไหนมาหมด มีแต่เครื่องหลอกลวงต้มตุ๋นเป็นระยะ ๆ สลับซับซ้อน มองไม่ทัน เต็มไปหมด แล้วความเสียหายมันจะไม่มีได้ยังไง ใครจะมีความเฉลียวฉลาดไปตามทันกับสิ่งเหล่านี้ กลอุบายของมันมีมากขนาดไหน อันนี้ซิที่น่าวิตกวิจารณ์มาก มีอะไรมามีแต่คว้ามับ ๆ ๆ เผาเจ้าของ ๆ เต็มบ้านเต็มเมือง แล้วตื่นกันเฉย ๆ ตื่นลมตื่นแล้ง ว่าอันนั้นเจริญอันนี้เจริญ เขาเจริญเราเจริญ บ้านนั้นเจริญบ้านนี้เจริญ มันตื่นลมกันเฉย ๆ ตัวหัวใจมันเป็นไฟเผาไหม้เหมือนกันไปหมดนี่จะว่ายังไง ถ้าหากว่าเป็นเปลวเหมือนกองไฟนี่ มองไปซีมองไปที่ไหนแดงโร่ไปหมด ส่งแสงสว่างไฟนี่จ้าไปจรดเมฆนู่น

        ไฟแห่งราคะ ราคคฺคิ ไฟคือราคะ โทสคฺคิ ไฟคือโทสะ โลภคฺคิ ไฟคือความโลภ มีโมหะอยู่ในจุดศูนย์กลางเผาไหม้สัตว์ทั้งหลายนี้ มันมองเห็นตั้งแต่อย่างนั้นนี่ มันไม่ได้มองเห็นความสุขความเจริญ ความสง่าราศีของบ้านของเมือง ของโลกของสงสาร ของหัวใจใคร ๆ ก็ตาม ส่วนมากมันมองเห็นตั้งแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้อยู่ในหัวใจด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหา นี้ทั้งนั้น ๆ แล้วจะให้ตายใจได้ยังไง

        ถ้าไม่เห็นมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่งซิ พระพุทธเจ้าท่านเห็นอยู่นี่ ท่านประกาศธรรมสอนโลกสด ๆ ร้อน ๆ อยู่นี่ เหมือนท่านเห็นอยู่ ๆ นี่ ในธรรมบอกอยู่อย่างนั้น สด ๆ ร้อน ๆ อยู่นี้จืดจางไปเมื่อไรธรรมของพระพุทธเจ้า จึงต้องพากันตั้งอกตั้งใจนะ ไม่งั้นจะจมทิ้งเปล่า ๆ ศาสนาจะมีแต่ชื่อแต่นาม มีแต่คัมภีร์ใบลาน เก็บไว้ในตู้ในหีบ ล๊อกกุญแจเอาไว้แต่กิเลสออกมาเพ่นพ่าน ๆ ในประชาชนญาติโยมพระเณรชาวพุทธของเรานี้

        พระก็ไปแบบหนึ่ง ญาติโยมประชาชนก็ไปอีกแบบหนึ่ง ล้วนแล้วตั้งแต่แบบทำลายศาสนา ๆ ไปคนละแบบละฉบับ สุดท้ายศาสนาก็เหลือแต่ชื่อ แล้วชื่อก็เลยจะไม่มีติดใจอีกด้วยซ้ำ นั่นละเป็นเวลาที่จะจมเต็มที่จมที่ตรงนั้น จึงขอให้ทุกท่านตั้งอกตั้งใจ

การแสดงธรรมมาก็รู้สึกเหนื่อย เอาละพอ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก