ห่วงใยหมู่คณะ
วันที่ 13 มกราคม 2537 เวลา 19:00 น. ความยาว 36.51 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๓๗

ห่วงใยหมู่คณะ

        เป็นห่วงหมู่เพื่อนวงปฏิบัติด้วยกันเป็นอันดับหนึ่ง นี้รู้สึกจะออกหน้าออกตา เพราะความชำรุดของธาตุขันธ์นี้แลเป็นเหตุ แต่ก่อนก็ทำงานได้ ไปมาหาสู่ที่นั่นที่นี่ ดูแลแนะนำตักเตือนสั่งสอนที่นั่นที่นี่ยังได้ ทุกวันนี้มันหดมันย่นเข้ามา ธาตุขันธ์ไม่อำนวย ไปไหนก็ลำบากต้องตั้งท่าตั้งทาง ด้วยเหตุผลที่จำเป็นจริง ๆ ถึงจะไป ถ้าธรรมดาตั้งหน้าไปดูแลแนะนำสั่งสอนเพื่อนฝูงนี้ รู้สึกจะไม่ไปแล้วอย่างทุกวันนี้

นี่ก็ตั้งแต่วันกฐินมาจนกระทั่งป่านนี้ไม่ได้ได้ประชุมเทศน์ แล้ววันนี้ก็ไม่ทราบจะเทศน์ไปยังไง หลงลืมไปยังไง เพราะมันไม่เหมือนคนเก่าที่เคยเทศน์แล้วเวลานี้ เป็นคนใหม่ขึ้นมาในสัญญาอารมณ์ หลงลืมกุดด้วนไปในขณะที่เทศน์ นี่สำคัญมาก ความเป็นห่วงเพื่อนฝูงมาก นับวันมากขึ้นโดยลำดับ เราเฒ่าแก่ลงเท่าไรความเป็นห่วงใยในเพื่อนฝูงยิ่งมีมากขึ้นโดยลำดับ เพราะการปฏิบัติตนไม่ทันกิเลส ซึ่งเป็นข้าศึกต่อหัวใจอยู่ตลอดเวลานี้สำคัญมาก ไม่ทัน ๆ อยู่อย่างนี้

        ได้เคยพูดเสมอว่ากิเลสนี้ละเอียดแหลมคมมากหนา ตามไม่ทันได้ง่าย ๆ ถ้าปฏิบัติไม่เอาจริงเอาจังจริง ๆ แล้วไม่ทัน วิธีการที่จะระงับความฟุ้งเฟ้อเห่อคะนองภายในจิตใจ ซึ่งเป็นอยู่ในสันดานของสัตว์โลก ก็ย่อมมีอยู่ในผู้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน จึงต้องได้ตั้งท่าตั้งทางระมัดระวังรักษาด้วยสติอยู่โดยสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นจะเป็นไปไม่ได้ แล้วก็ล้มเหลวไปเรื่อย ๆ

เพราะกิเลสไม่เคยอ่อนตัวมาแต่กาลไหน ๆ ส่วนธรรมะเมื่อยังไม่ได้หลักได้เกณฑ์ ย่อมมีการอ่อนตัว มีสูง ๆ ต่ำ ๆ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่สม่ำเสมอเหมือนกิเลสที่ทำงานเพื่อตัวของมันเอง เป็นความสม่ำเสมอตลอดมาและยังจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป นี่ที่น่าวิตกมาก จึงขอให้เพื่อนฝูงทั้งหลายได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

        ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเลิศยิ่งกว่าธรรม ขอให้เข้าสัมผัสใจเถิด จะทราบมาโดยลำดับตั้งแต่ขั้นความสงบเย็นใจ ใจเป็นสมาธิเรื่อยมาเป็นลำดับ จิตจะค่อยคลายจากโลกามิสทั้งหลายที่เคยจำเจแต่ไม่เคยเข็ดหลาบนั้นเข้ามาเป็นลำดับลำดา เมื่อมีอาหารเป็นเครื่องดื่มภายในคือธรรม ได้แก่สมถธรรม เพียงเท่านี้ก็ร่มเย็นเป็นสุข

เพราะฉะนั้นผู้มีสมาธิธรรมจึงอยู่คนเดียวได้ อยู่กับเพื่อนกับฝูงก็ได้ เพราะใจอิ่มอารมณ์ภายนอกซึ่งเคยหิวโหยมามากต่อมากจนกระทั่งไม่ได้สติสตัง เพราะความวิ่งเต้นเผ่นกระโดดตามอารมณ์นั้น ๆ แต่แล้วก็ได้หดย่นเข้ามาอยู่ในความสงบ เพราะมีรสชาติพอที่จะให้เกิดความติดพันและอยู่อย่างสงบเย็นได้

        เพียงขั้นสมาธิเท่านี้ ก็พออยู่พอเป็นพอไปไม่เดือดร้อนวุ่นวายมากสำหรับพระปฏิบัติเรา จึงขอให้ทุกท่านได้เน้นหนักทางด้านจิตตภาวนาด้วยวิธีการต่าง ๆ ทำอย่างไรจิตจะสงบลงได้ให้หาอุบายวิธีการบำเพ็ญด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่าทำสักแต่ว่าทำ การสักแต่ว่าทำนั้นมันเป็นเรื่องเถรตรง หาความเฉลียวฉลาดไม่ได้ ไม่สมกับกิเลสที่มีความแยบคายมากบนหัวใจเรา จึงต้องใช้วิธีการหลายด้านหลายทางดังที่เคยเทศน์ให้ฟังแล้ว พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงหลายสันพันคม ไม่ยังงั้นไม่ทันกัน

        อุบายวิธีใดเหมาะได้กำลังใจ จิตพอมีสติสตังขึ้นบ้าง ให้ยึดอุบายนั้นเป็นหลักเป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติตน นี่สำคัญมาก แต่ส่วนมากมักจะถูกเรื่องการผ่อนอาหาร อดอาหาร เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ส่งเสริมราคะตัณหาขึ้นในธาตุขันธ์ และเป็นเครื่องส่งเสริมราคะภายในจิตใจได้เป็นอย่างดี เมื่อธาตุขันธ์มีกำลังแล้วย่อมยุแหย่ก่อกวนให้จิตซึ่งเป็นรังแห่งกิเลสตัณหาอยู่แล้ว ตื่นตัวขึ้นโดยลำดับลำดาไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย เพราะอำนาจแห่งธาตุขันธ์มีกำลัง ส่วนมากจะไม่สังเกตกันในเรื่องนี้

        นี่ได้เคยปฏิบัติมาแล้วจึงได้นำมาพูดให้เพื่อนฝูงฟัง เพราะหาอุบายวิธีการหลายด้านหลายทางมามากต่อมากแล้ว อย่างไรก็ไม่ถูกชนิดใดก็ไม่ถูก เดินจงกรมทั้งวันก็เดิน ผลที่จะปรากฏไม่เป็นไปได้เท่าที่ควร นั่งสมาธิภาวนาทีละหลาย ๆ ชั่วโมงก็นั่ง เว้นการนั่งสมาธิหามรุ่งหามค่ำนั้นเสีย เพราะนั้นเป็นวิธีการพิเศษต่างหาก นั่งธรรมดาก็นั่งนานแต่ก็ไม่ได้เรื่องได้ราว จิตกวัดแกว่งไปมาอยู่ตลอดไม่เข้าสู่ความสงบได้ สติสตังก็ไม่ทัน นี่ก็ทราบว่าไม่ได้ผลเท่าที่ควร

        หาอุบายวิธีการหลายด้านหลายทาง อดอาหารก็เคยอด อดนอนก็เคยอด ตามหลักธุดงค์ท่านแสดงไว้เป็นกลาง ๆ ตามแต่จะถูกจริตนิสัยของท่านผู้ใด เนสัชชิ การไม่นอนเป็นคืน ๆ ไป จะอธิษฐานตั้งสัจจะกี่วันกี่คืนก็แล้วแต่ แล้วบำเพ็ญเพียรภาวนาด้วยอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง เว้นการนอนเสีย สำหรับเราเองก็ไม่ได้อุบายต่าง ๆ จิตจะมีความสงบผ่องใสก็ไม่ปรากฏ อดไปหลายวันเลยทื่อไปหมดในสกลกายจนกระทั่งขึ้นสมอง เหมือนเราเรียนหนังสือนั้นแล มันทื่อไปเสียหมดก็รู้สึกตัวว่านี้ไม่ถูกกับจริตของเรา

        จึงหันมาทางด้านอาหาร หันมาทีแรกผ่อนอาหารดูก่อนเป็นอย่างไร พอผ่อนอาหารเริ่มรู้สึก ผ่อนไปเรื่อย ๆ ติด ๆ กันไปหลายวันเริ่มรู้สึกได้ผลไปติด ๆ กัน จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาอด เอ๊า ทีนี้อดจะเป็นอย่างไรทดลองดู ผ่อนอาหารเป็นอย่างนี้อดจะเป็นอย่างไร อดก็ยิ่งได้ผลมากขึ้นเป็นลำดับลำดา สติสตังตั้งได้

        เรื่องกิเลสนี้มีราคะตัณหาเป็นสำคัญมากในจิตใจของแต่ละคน ๆ ไม่ว่านักบวช ไม่ว่าฆราวาส ตัวนี้ฝังลึกมากที่สุดเลย ไม่ใช่ภาคปฏิบัติแล้วจะมองหามันไม่เจอ มองไม่เห็นเลย นี่นำมาพูดด้วยภาคปฏิบัติไม่ได้โอ้อวด เปิดเผยให้เพื่อนฝูงได้ฟังว่ามีภาคปฏิบัติเท่านั้นจะตามสอดส่องมองเงื่อนของมัน ทันบ้างไม่ทันบ้าง จนกระทั่งถึงทันกัน จับกันได้เพราะอุบายวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม นี่ก็มาถูกในเรื่องอดอาหาร อดไปหลายวันเท่าไรสติแนบแน่นตลอดเวลา

        เรื่องราคะตัณหาที่เคยยิบแย็บ ๆ นี่หมายถึงเป็นอยู่ภายในใจต่างหาก ไม่ได้หมายถึงมาเป็นตามสกลกาย มันเป็นอยู่ด้วยความฝังลึกของมันนั้นแล มียิบแย็บ ๆ อยู่อย่างนั้น แต่พออดอาหารเข้าหลายวันสติครอบเข้าไป ๆ ปัญญายังไม่ได้ใช้ ใช้แต่สติ คือความตั้งตัวรู้เสมอ จนกลายเป็นสัมปชัญญะติดแนบกับตนไปโดยลำดับลำดา จิตก็สงบแน่วลงไป ๆ อดหลายวันเข้า ๆ จิตไม่เผลอทั้งวัน ติดแนบกับตัวกลายเป็นสัมปชัญญะไปได้อย่างชัดเจนภายในจิตใจ นี่จึงเห็นว่าถูกแหละที่นี่ แน่ใจว่าถูกเพราะฉะนั้นจึงต้องทุ่มเทกำลังลงไป จะทำอย่างอื่นไม่ได้ พอปล่อยอันนี้ลงบ้างมันจะมีอากัปกิริยา แสดงให้เห็นขึ้นมาว่าข้าศึกจะเกิดขึ้นอีกแล้ว ต้องได้หักโหมกันอยู่เรื่อยมา ๆ จนกระทั่งตั้งตัวได้ สติเป็นสติ จิตมีความสงบเยือกเย็นเป็นลำดับ

        ดังที่เคยเล่าให้ฟังว่าบริกรรมพุทโธไม่ปล่อยไม่วาง ทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอน จิตจะเสื่อมจะเจริญไปไหนไม่ยุ่งไม่เกี่ยวทั้งนั้น จะเอาเฉพาะพุทโธคำเดียวนี้เท่านั้นก็ตาม การอดอาหารก็ต้องติดแนบไปด้วย ไม่ใช่ทำเฉย ๆ ไม่อด วิธีการนี้เป็นวิธีการสำคัญ สำหรับจริตนิสัยของเรามันช่วยได้ ช่วยได้เป็นลำดับลำดา จึงตั้งตัวได้ขึ้นมา นี่เราพูดย่อ ๆ ให้เพื่อนฝูงได้ฟัง วิธีการที่จะเกิดอุบายต่าง ๆ ขึ้นมาภายในจิตใจ เมื่อจิตสงบแล้วก็จะเริ่มเกิด ปัญญาออกก็จะเริ่มเกิด ปัญญาไม่ออกก็ยังมีอุบายแปลก ๆ ต่าง ๆ เกิดได้เป็นวาระ ๆ ไป มี..นี่วิธีการปฏิบัติตน

        ถ้าไม่เอาจริงเอาจังจะไม่มีเหลือนะกรรมฐานของเรา เวลานี้คลื่นของกิเลสกำลังหนาแน่นมั่นคงขึ้นโดยลำดับลำดา มีทุกแห่งทุกหนตำบลหมู่บ้านภายนอกภายใน มีแต่เครื่องส่งเสริมหลอกลวงกันด้วยอำนาจของกิเลสนั้นแล เรื่องอำนาจของธรรมที่จะแทรกเข้าไปนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ปรากฏ เวลานี้มีแต่คลื่นของกิเลสทั้งนั้นเต็มบ้านเต็มเมือง เต็มวัดเต็มวาเต็มพระเต็มเณร แล้วเราจะหลบซ่อนที่ตรงไหน ถ้าไม่มีสติสตังไม่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เอาตัวเล็ดลอดจากคลื่นมรสุมใหญ่นี้แล้ว จะไม่มีวันผ่านพ้นไปได้ จะต้องตายจมเช่นเดียวกับโลกทั่ว ๆ ไป ซึ่งเขาไม่ปฏิบัตินั้นแล เราต้องตระหนักใจเรา เน้นหนักใจของเราในภาคปฏิบัติให้มากในวงผู้ปฏิบัติ

        ในโลกอันนี้ความรู้อันนี้ก็เคยสัมผัสสัมพันธ์มามากต่อมากแล้ว ตั้งแต่วันเกิด เฉพาะผมผู้แสดงธรรมให้เพื่อนฝูงฟังอยู่เวลานี้ ความสัมผัสสัมพันธ์อะไรก็เคยสัมผัสสัมพันธ์มา ให้สุขให้ทุกข์ ๆ ก็เป็นเรื่องสุขทุกข์ของกิเลส ไม่ใช่เรื่องสุขทุกข์ของธรรม ก็ผ่านมาโดยลำดับลำดา จนได้เข้ามาเจอความสุขที่เกี่ยวกับธรรม คือเบื้องต้นก็เจอสมาธิ เจอความสงบของใจก่อน

        พอเจอความสงบของใจใจก็ติด เพราะหาที่เกาะอยู่แล้ว เกาะที่ไหนมีแต่พัง เกาะอะไรมีแต่พัง ๆ เกาะด้านนี้ว่าเป็นน้ำ กลับมาด้านนี้เป็นไฟเผาไหม้เข้าไปเสีย ๆ เกาะด้านไหนก็มีแต่คม แต่ปลายของมันทิ่มเข้ามาแทงเข้ามา เชือดเฉือนเข้ามา เรื่องของกิเลสเป็นอย่างนั้น ไม่มีส่วนใดที่สัมผัสมาแล้วให้ตายใจได้สบายใจได้เลย พอก้าวเข้ามาสู่จิตสงบนี้แล้ว ตายใจ..อบอุ่น…รู้สึกว่ามีความแน่นหนามั่นคงเป็นหลักใจของตนขึ้นมาทันที

        ทั้ง ๆ ที่เราก็มาอาศัยพึ่งครูบาอาจารย์อยู่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ในใจของเราก็เรียกว่าพอเดินได้ เดินก้าวเข้าไปหาท่านได้ เข้าไปกราบไปไหว้ท่านได้ เราไม่ได้คลานไปเหมือนอย่างแต่ก่อน เพราะเรามีหลักใจมีกำลังก้าวเดินได้ การได้ยินได้ฟังอรรถธรรมจากท่านยิ่งแน่นหนามั่นคงฝังลึกไปเป็นลำดับ เป็นเครื่องส่งเสริมกับความเป็นอยู่แห่งความสงบของเราขึ้นไปโดยลำดับ นี่หมายถึงความสุขที่จิตได้รับสัมผัสสัมพันธ์มาเป็นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ปัญญา

        ความสุขในธรรมชาติของจิตที่ได้สัมผัสสัมพันธ์จากธรรมนี้ ถ้าไม่ปฏิบัติไม่รู้ พูดยังไงก็ไม่ถูก คาดยังไงเดาเท่าไรก็ไม่ถูก ต้องเป็นผู้ปฏิบัติเท่านั้น จะเป็นผู้สัมผัสสัมพันธ์กับธรรมที่พระพุทธเจ้าประกาศกังวานอยู่ในโลกดินแดนนี้ได้ ๒๕๐๐ ปี ออกมาจากพระทัยที่บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นบ่อแห่งธรรมแห่งวิสุทธิธรรมนั้นแล ที่ท่านแสดงออกมานี้เป็นอากัปกิริยาอันหนึ่งที่มาจากวิสุทธิธรรมนั้น เป็นกิริยาไม่ใช่ธรรมแท้ ผู้ปฏิบัติต้องปรากฏธรรมแท้เป็นลำดับ เช่น สมาธิก็เป็นสมาธิโดยแท้ สมาธิขั้นใดก็เป็นสมาธิขั้นนั้นโดยแท้ ปัญญาขั้นใดเป็นปัญญาขั้นนั้นโดยแท้ ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ นี่เรียกว่าสัมผัสด้วยใจของตนเอง มันเป็นที่แน่ใจ

        เมื่อได้สัมผัสเข้าไปจิตก็ยิ่งพัวยิ่งพันเข้าไป พัวพันในทางธรรมไม่เหมือนพัวพันทางโลก พัวพันเท่าไรยิ่งเบิกยิ่งกว้างเข้าไป เห็นช่องเห็นทางอุบายกลมายาของกิเลส ซึ่งเราไม่เคยนึกไม่เคยฝันเลยว่าเป็นอุบายยังไงเป็นกิริยายังไง ที่หลอกลวงต้มตุ๋นโลกมีเราเป็นสำคัญมาตลอดเวลา มันมีวิธีการใด ปัญญาก็สามารถทราบไปได้โดยลำดับ วิธีการนี้เป็นวิธีการของกิเลสประเภทนี้ วิธีการนั้นเป็นวิธีการของกิเลสประเภทนี้ประเภทนั้น ๆ แล้ววิธีการของปัญญาก็ติดตามกันไปเรื่อย ๆ

        พอก้าวทางด้านปัญญาแล้วเห็นเรื่องละ เห็นเรื่องของกิเลส ในสมาธินี้เห็นแต่เรื่องความฟุ้งซ่าน โทษแห่งความฟุ้งซ่าน เพราะเห็นคุณค่าของความสงบซึ่งเป็นข้าศึกกับความฟุ้งซ่านนั้น เราก็เห็นโทษเพียงความฟุ้งซ่าน บัดนี้จิตของเราไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวายเหมือนแต่ก่อนแล้ว เป็นความสุขสบาย เห็นได้แค่นี้ พอจิตก้าวเข้าสู่ทางด้านปัญญา ทีนี้เบิกกว้างออกไป เพราะกิเลสมีหลายประเภท ความสงบก็เพียงความสงบ กิเลสหมอบตัวเฉย ๆ กิเลสขั้นนี้ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส นี้เรียกว่าเป็นข้าศึกแห่งความ สงบ แต่มันสงบลงไปเพราะอำนาจแห่งสมาธิครอบหัวมันไว้เท่านั้น แต่มิได้ตาย

        จิตวุ่นวายก็วุ่นวายกับสิ่งเหล่านี้แล รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส แต่พอจิตสงบเข้าไปแล้วสิ่งเหล่านี้ก็เงียบไปหมด อิ่มตัว จิตอิ่มอารมณ์เหล่านี้เข้าไปหมอบอยู่ภายใน กิเลสก็หมอบตัวอยู่ในนั้น ไม่แสดงออกเพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้ถูกทำลายเหมือนขั้นปัญญา พอก้าวถึงขั้นปัญญาเท่านั้น ทีนี้ก็เริ่มรู้เริ่มเห็นเป็นลำดับลำดา กิเลสประเภทใดก็มารู้ที่ใจ เพราะกิเลสอยู่ที่ใจ สติปัญญาคือธรรมทั้งหลายอยู่ที่ใจ เมื่อถึงขั้นที่ควรจะรู้กันแล้วยังไงก็ปิดไม่อยู่ จะเป็นประเภทใดก็ตามขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้ว จะทราบด้วยธรรม คือปัญญาธรรม สติธรรมโดยไม่ต้องสงสัย รู้กันเรื่อย แก้กันไปเรื่อย ฆ่ากันไปเรื่อย สังหารกันไปเรื่อย

        มีความเพลินไปในการแก้กิเลส เพราะการแก้มันเห็นผลประจักษ์ ๆ ไปโดยลำดับ เบิกกว้างออกไป ๆ ประหนึ่งว่าโลกนี่ขยายตัวออกไปอีก ถ้าเราจะเทียบว่าเป็นโลก นี่คือความรู้ขยายตัวออกไป สติปัญญามีความสามารถแก่กล้าและละเอียดลออเข้าไปเท่าไร ยิ่งขยายตัวกว้างขวางออกไปเรื่อย ๆ กิเลสมีขนาดไหน ๆ ตามต้อนกันทัน ทัน ๆ เรื่อย ตามต้อนทันแล้วยังไม่เพียงทัน ยังฆ่าพร้อม ๆ เป็นขั้น ๆ ตอน ๆ ไป ฆ่าช้าก็มี ฆ่าอย่างรวดเร็วก็มี เมื่อถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาแล้ว นั้นแลเป็นขั้นที่รวดเร็วที่สุดในการสังหารกิเลส

        เช่นเดียวกับกิเลสมันสังหารธรรมเราในเวลาบำเพ็ญขั้นเริ่มแรกนั้นแล เราตั้งสติพับล้มผล็อย ๆ เลยตั้งเพื่อล้มไม่ใช่ตั้งเพื่ออยู่ ไม่ได้ตั้งเพื่อเป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้เลย เพราะอำนาจของกิเลสมันรุนแรง ตั้งพับล้มพับ ๆ ไปพร้อม ๆ กันนี่ฉันใด เรื่องของมหาสติมหาปัญญา ที่มีความสามารถแกล้วกล้าภายในจิตใจแล้วนั้นน่ะ กิเลสตัวไหนผ่านออกมาไม่ได้ ขาดสะบั้น ๆ ไปตาม ๆ กันหมด เช่นเดียวกับกิเลสมันสังหารเราในเบื้องต้นนั้นแล มันถึงทันกัน ถ้าไม่อย่างนั้นไม่ทันกัน เมื่อถึงขั้นนั้นแล้วทำไมมันจะไม่เปิดโล่งหมดในโลกธาตุนี้ แล้วความเห็นโทษของกิเลสก็เห็นอย่างถึงใจ ๆ เข็ดหลาบ จะให้ย้อนกลับหลังคืนมานี้ย้อนไม่ได้แล้ว เป็นกับตายก็หมุนตัวไปข้างหน้าโดยถ่ายเดียวเท่านั้น

        เพราะความเห็นโทษของกิเลสก็เห็นอย่างถึงใจอย่างเข็ดอย่างหลาบ เรียกว่า เคียดแค้นกันที่สุด พูดถึงเรื่องความเห็นคุณของธรรมก็เห็นอย่างประจักษ์ใจเช่นเดียวกัน ทั้งสองอย่างนี้เข้าถึงใจแล้วจะอยู่ได้หรือจิตใจมนุษย์เรา ไม่ใช่เป็นใจไม้ไส้ระกำ ไม่ใช่เป็นใจสัตว์ ใจมนุษย์.ของผู้บำเพ็ญเพื่อความพ้นทุกข์อีกด้วยซ้ำ ก็ยิ่งหนักเข้าไป ๆ นี่ละที่ว่าปัญญาก้าวเดินก้าวอย่างนี้ ธรรมก้าวเดิน ปัญญาก้าวเดินก้าวอย่างนี้ บุกเบิกกิเลสไปเรื่อย ๆ เอา เข้าขั้นใดสติปัญญาหากพอเหมาะพอดีกับกิเลสประเภทนั้น ๆ จะเป็นละเอียดขนาดไหน สติปัญญาก็ละเอียดตามกันไป ๆ ทันกันไป สังหารกันไปเรื่อย ๆ

        นี่เป็นอยู่กับผู้บำเพ็ญในขั้นนั้น ๆ ผู้ไม่บำเพ็ญผู้ไม่เป็น พูดไม่ถูกรู้ไม่ได้ เป็นภาษาของกิเลสกับธรรมรู้กันในหัวใจดวงเดียวของผู้บำเพ็ญนี้เท่านั้น ผู้อื่นมารู้ไม่ได้ ต้องเป็นผู้บำเพ็ญ ภาษาธรรมะภาษากิเลสรู้กัน แก้กันตก ๆ ในเวลานั้นเท่านั้น ถึงขั้นละเอียดสุดสติปัญญาก็ละเอียดสุดไปตาม ๆ กัน หากเป็นไปเองในอำนาจของสติปัญญาที่เกรียงไกรแล้วนั้นแล เอาจนกระทั่งกิเลสม้วนเสื่อไม่มีอะไรเหลือเลย เป็นยังไงโลกธาตุนี้

หัวใจดวงนี้เคยหาสุขมาตั้งแต่เมื่อไร มาเจอตั้งแต่เริ่มสมาธิขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงขั้นปัญญา สุขก็ละเอียดเข้าไปขั้นปัญญา แล้วปัญญาละเอียดเท่าไร สุขก็ยิ่งละเอียดแหลมคมเข้าไป กิเลสต้องหมอบไปเรื่อย ๆ ถูกสังหารไปเรื่อย จนกระทั่งกิเลสตัวข้าศึกอันใหญ่หลวงภายในหัวใจ ครองหัวใจเรามานานแสนนานนั้นได้พังลงอย่างประจักษ์ตาประจักษ์ใจ แล้วเป็นยังไงความอัศจรรย์ อันไหนจะเหมือนความอัศจรรย์ของจิตที่บริสุทธิ์หลุดพ้นแล้วเล่า ไม่มีในสามแดนโลกธาตุ

        จิตดวงนั้นแหละวัดกันตวงกันมา เทียบเคียงกันมาตั้งแต่เริ่มแรกที่คว้าโน้นคว้านี้ คว้าน้ำเหลวมาตามรูปตามเสียง ตามโลกตามสงสาร กระแสของโลกมันรุนแรงของใจทุกดวงนั้นแหละ คว้านั้นคว้านี้คว้าอะไรก็หลุดมือ ๆ มีตั้งแต่ความทุกข์เป็นที่กำเอาไว้ ๆ เหมือนกับกำถ่านไฟเอาไว้นี้เผาเจ้าของ ๆ คว้าอันใดก็เข้าใจว่าเป็นของดิบของดี แล้วคว้าถูกมือเข้ามา มันกลายเป็นถ่านไฟไปเสีย ๆ เรื่อยมา จนมาเกาะปุ๊บเข้าถูกสมาธิ ติดปั๊บ เย็นสบาย ตายใจ

        นี่ละเกาะถูก ท่านเรียกว่าเกาะธรรมถูก เกาะโลกเกาะอย่างที่ว่านั้นแหละ เกาะเท่าไรเป็นพังทั้งนั้น ดิ้นดีดจนจะเป็นจะตายหาที่ยุติไม่ได้ ก็คือใจมันเกาะโลกนั่นเอง กิเลสมันแหลมคมขนาดไหนเราไม่รู้ เกาะปั๊บ ๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มันผลักดันออกไปจากภายใน ให้เราไปเที่ยวเกาะโน้นคว้านี้นั้นแล แต่เราไม่รู้ภายในคืออะไรอีก เราไม่สนใจดู

เมื่อเวลาสติปัญญามีแล้วไม่ต้องบอก ข้างหน้าข้างหลัง วิ่งย้อนหน้า ย้อนหลังกลับไปกลับมา มันทบทวนกันไม่รู้กี่ตลบทบทวน ความรวดเร็วของสติปัญญาอะไรจะเร็วเท่าไม่มี แล้วกิเลสก็ไม่มีอะไรจะเร็วเท่า มีธรรมเท่านั้นที่เหนือกว่ากิเลส ท่านจึงเรียกว่าโลกุตรธรรม แปลว่าธรรมเหนือโลก ก็เหนือกิเลสนั่นแล ไม่เหนือฆ่ากิเลสไม่ได้

        เมื่อติดตามกันได้พบแล้ว จนถึงปัญญาเรื่อย ๆ ถึงขั้นวิมุตติหลุดพ้นแล้วเป็นยังไงความสุขอันนี้ ตั้งแต่เริ่มแรกที่มีกิเลสก็เจือปนอยู่ ทั้ง ๆ กิเลสเจือปนอยู่นั้นแล ความสุขในทางธรรมเป็นยังไงก็เห็นกันได้อย่างชัดเจน กิเลสจะเจือปนไปเรื่อย ๆ แต่ละเอียดลงไปเรื่อย กิเลสอ่อนตัวลงไปเรื่อย ความสุขของธรรมความละเอียดของธรรมจะเหนือขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงกิเลสม้วนเสื่อไม่มีเหลือเลยภายในจิตใจ เหลือแต่ธรรมล้วน ๆ ครองหัวใจของผู้บริสุทธิ์พุทโธนั้น

        เป็นยังไง เอาอะไรไปประมาณได้ ไม่มีสิ่งใดประมาณได้แล้วในโลกนี้ นั่นละพระพุทธเจ้าอัศจรรย์ อัศจรรย์อย่างนั้น ไม่ใช่อัศจรรย์แบบมาพูดให้เราฟังเฉย ๆ โดยไม่มีผู้รู้ผู้เห็น ฉะนั้นจึงไม่มีผู้พูดได้อย่างพระพุทธเจ้าพอจะเป็นสักขีพยานกัน บรรดาสาวกอรหันต์ทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เป็นสักขีพยานพระพุทธเจ้าได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ ทั้งนั้น ๆ นี่ท่านผู้ทรงบรมสุขท่านทรงอย่างนั้น นี่จากภาคปฏิบัติด้วยความเอาจริงเอาจัง

        ขอให้ทุกท่านจงอย่าหลงกลมายาของกิเลส แล้วยิ่งเวลานี้กำลังหนาแน่นเข้าไปโดยลำดับลำดา ผู้ที่จะมองหาอรรถหาธรรมจะไม่มีอยู่แล้วนะเวลานี้ จะมีตั้งแต่มองไปหากิเลสทั้งนั้นละ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล ออกมาแง่ไหนมุมใด มองดูแพล็บรู้ทันที ๆ มีแต่กลมายาของกิเลสเคลื่อนไหวออกมา แม้แต่ทางภายในใจเคลื่อนออกมา ก็เป็นเรื่องกิเลสผลักดันออกมา ๆ ทั้งนั้น ๆ ไม่มีเรื่องธรรมผลักดันออกมาแล้วจะเป็นธรรมได้ยังไง หาความเป็นธรรมไม่ได้

        มีแต่อำนาจของกิเลสผลักดันอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ แล้วตายลงไปแล้วก็ไปหมุนอย่างนี้อีก เพราะกิเลสอยู่กับใจ ใจตายไม่เป็น ใจไม่เคยตาย จึงต้องหมุนไปเรื่อย ในภพนั้นชาตินี้ ความสุขความทุกข์เจือปนกันไปอย่างนี้ สูง ๆ ต่ำ ๆ ลุ่ม ๆ  ดอน ๆ เป็นมากี่กัปกี่กัลป์แล้วจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แล้วยังจะเป็นต่อไปอีกไม่รู้กี่กัปกี่กัลป์ ถ้าไม่ได้สกัดลัดต้อนกิเลสทั้งหลายให้ขาดสะบั้นไปจากใจ วัฏฏะจะย่นหดเข้ามา จนกระทั่งขาดสะบั้นภายในจิตใจแล้ว ไม่มีหวังเรื่องที่เราจะครองโลกด้วยความเป็นสุขสบาย ถ้าไม่ได้ทำอย่างที่ว่านี้

        ให้กิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้วอยู่ไหนสบาย ท่านจึงไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาเข้าไปเกี่ยวข้องภายในจิตใจ ก็สิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งนั้น ธรรมชาตินั้นไม่ใช่สมมุติ เป็นวิมุตติ วิมุตตินี้ท่านก็ให้ชื่ออันหนึ่งนะ เราจะไปคาดว่าวิมุตติเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ ขอให้เป็นในตัวเองเถอะ จะกราบพระพุทธเจ้าอย่างราบ ๆ ราบหมดทั้งนั้น

        ไม่มีองค์ไหนผู้ใดจะคึกคะนองไปได้ ถ้าลงได้ถึงธรรมขั้นควรกราบพระพุทธเจ้าราบแล้ว ราบ ๆ ปรินิพพานไปแล้วกี่ปี่กี่เดือนไม่มีความหมาย อันนั้นเป็นกาลเวลาธรรมดา ในโลกไหนมันก็มีกาลเวลา มืดแจ้งมี แต่ท่านผู้ที่หลุดพ้นไปด้วยอรรถด้วยธรรม และอุบายวิธีการใดได้สอนไว้แล้วนั้นแล เป็นสิ่งที่เราจะยึดให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์แก่ตัวของเราเอง ไม่อย่างนั้นไม่ได้นะ

        เวลานี้ยิ่งร่อยหรอลงไปในภาคปฏิบัติของเรา อย่าตื่นโลกตื่นสงสาร อะไรมีมันก็แสดงขึ้นมาตามเรื่องของมันอย่างเปิดเผยตามเรื่องของโลก ธรรมเราก็เปิดเผยรับกันซี สติมีปัญญามีจะไปหลงกลมายาของกิเลสยังไง ถ้าเป็นธรรมแล้วไม่หลง อะไรจะมาสักเท่าไรมันก็รู้ว่าเป็นเรื่องสมมุติ เป็นเรื่องหนึ่งต่างหากจากธรรมไปเสีย ๆ มันก็ไม่หลงไม่ติดไม่พันน่ะซี

        มีแต่เรื่องเกิดเรื่องตายเท่านั้นละโลกอันนี้ จะมีอะไรแปลกต่างจากนี้เล่า พิจารณาให้เห็นชัดเจนลงไปซี วันหนึ่งคืนหนึ่งอยู่ไปกินไปนอนไปได้ประโยชน์อะไร วันนี้เป็นอย่างนี้จิต แล้ววันต่อไปเป็นยังไง ก็ไม่ได้คำนึงคำนวณเทียบเคียงตัวเอง พอที่จะขวนขวายหาสิ่งเพิ่มเติมด้วยสติปัญญาของเราเลย อย่างนี้มันอยู่ไปเฉย ๆ นะ อยู่แบบจืด ๆ ชืด ๆ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ตายทิ้งเปล่า ๆ นักปฏิบัติเรา

        ผมเป็นห่วงหมู่เพื่อน เฒ่าแก่เท่าไร ลำบากลำบนเท่าไรก็ยังอุตส่าห์ลงมา ให้ได้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ อย่าปล่อยอย่าวางเรื่องศีล สมาธิ ปัญญาเอาให้หมุนติ้ว วิธีการใด เราอย่าเสียดายโลก กินเราเคยกิน นอนเราเคยนอน อิริยาบถทั้งสี่นี้เราเคยมาแล้วทั้งนั้นตั้งแต่วันเกิดเราอย่าเสียดาย อิริยาบถใดที่จะเป็นประโยชน์แก่การบำเพ็ญธรรมของเราให้เน้นหนักในอิริยาบถนั้น ในวิธีการนั้นให้มาก เราอย่าไปเสียดายอันใดยิ่งกว่าวิธีการที่จะแก้กิเลสซึ่งเป็นกองทุกข์ สร้างกองทุกข์ขึ้นมาภายในจิตใจของเรา ให้มันม้วนเสื่อลงไปภายในจิตใจแล้ว จะได้อยู่เป็นความร่มเย็น เป็นบรมสุขตลอดอนันตกาล

        วงกรรมฐานพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรานี้นับวันคับแคบเข้ามา มีมากพระกรรมฐาน แต่มันกรรมฐานแบบไหนนั่นซี ไม่ว่าท่านว่าเรามันพอ ๆ กัน อันนี้ละที่น่าวิตกวิจารณ์มาก ยิ่งมีสิ่งล่อลวงนี้มากเข้าไปโดยลำดับแล้วก็เป็นบ้าโลกามิสไปละนะ จะกลายเป็นกรรมฐานบ้านกรรมฐานเมืองแล้ว ต่อไปก็เป็นกรรมฐานพ่อค้าไปละซิ หาเรื่องหาราวไปแบบโลกสงสาร มันเลวกว่าโลกนะ สิ่งเหล่านี้มีอยู่เต็มโลกเต็มสงสารไม่มีอัดมีอั้น

        ถ้าธรรมมีภายในใจพอได้ดื่มได้กินอยู่แล้วยังไงก็ไม่หิวไม่โหย เช่นอย่างเพียงขั้นสมาธิเท่านั้นยังไม่หิวโหยกับอะไร อยู่สบาย กลางวี่กลางวันกลางคืน  เจอใครไม่เจอใครไม่สนใจอยากพบผู้พบคนอยากคุยธรรมะธัมโม หรือคุยโลกคุยสงสารอะไรกับใคร ไม่สนใจทั้งนั้น อิ่มอยู่กับความสงบเย็น นั่นท่านเรียกว่าจิตสงบ จิตเป็นสมาธิ มีความเหนียวแน่นมั่นคงอยู่ภายในตัว อารมณ์ทั้งหลายสงบไประงับไป

        รูปจะเป็นรูปอะไรบ้าง พิจารณาซี เสียงอะไรบ้าง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสมีแต่ธรรมชาติที่จะเป็นภัย ๆ ทั้งนั้น แต่จิตนั้นสงบ จึงเรียกว่าจิตสงบ ไม่ยุ่ง แต่ก่อนมันยุ่งไปทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอน จนจะเป็นบ้าก็ไม่รู้ตัว เมื่อจิตสงบแล้วเป็นสุขอย่างนั้น นี่ละหลักของใจ เริ่มรู้ตั้งแต่จิตเป็นสมาธิเข้าไป เริ่มสบายเริ่มหายห่วงไปเรื่อย ๆ อยู่ไหนอยู่ได้สบาย ๆ ถ้าหากว่าไม่มีผู้แนะนำทางด้านสติปัญญาให้ละเอียดแหลมคมแก่กล้าสามารถเข้าไปกว่านี้ต้องติด นักปฏิบัติทั้งหลายติดสมาธิได้ไม่อาจสงสัย

        เพราะสมาธิมีความสุขพอตัวที่จะยังบุรุษตาฝ้าตาฟางอย่างพวกเรา ๆ ท่าน ๆ นี้ ให้หลง ติดสมาธิได้ ความติดสมาธินั้นก็กลายเป็นเรื่องสมุทัยไปแล้วนั่น เราไม่รู้เนื้อรู้ตัวว่าสมาธิเป็นสมุทัย ผู้ไม่มีปัญญาก็ติดสมาธิกลายเป็นเรื่องสมุทัยขึ้นได้ ดังพ่อแม่ครูจารย์ท่านว่า สมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่ง ท่านรู้ไหม ๆ คือความติดสมาธินั้นแลเป็นสมุทัย ไม่ใช่สมาธิเป็นสมุทัย ความติดในสมาธิ ความลืมเนื้อลืมตัวไม่คิดอ่านไตร่ตรองหาทางออกที่ยิ่งกว่านี้นั้นแลท่านเรียกว่าสมุทัย แต่เราก็ไม่รู้แต่ก่อน มันก็ค่อยเข้าใจเอง ๆ แล้วหมอบ กราบท่านอย่างราบ ๆ เลย

        ธรรมเป็นของเลิศของประเสริฐนะ อย่าให้จืดจางจากธรรมทั้งหลาย โลกก็เป็นโลกอยู่อย่างนั้นแต่กัปไหนกัลป์ใดมา ธรรมก็เป็นธรรมอยู่อย่างนี้แต่กาลไหนกาลใดมา เราจะสัมผัสสัมพันธ์หนักแน่นในทางไหน แล้วยิ่งเราเป็นนักบวชด้วยแล้ว จะไปหนักแน่นในทางโลกสมควรแล้วเหรอ นอกจากจะหนักแน่นในทางธรรม กินก็เพื่อธรรม อยู่เพื่อธรรม หลับนอนเพื่อธรรม ตื่นขึ้นมาเพื่อธรรมทั้งนั้นถึงถูกต้อง ทำทุกสิ่งทุกอย่างต้องเพื่อธรรมทั้งหมด หิวก็ตาม อิ่มก็ตาม เพื่อธรรมทั้งนั้น

        เราอย่าไปคิดแบบโลกแบบสงสารว่า อันนั้นพออยู่อันนี้พอเป็น อันนั้นขาดเขินอันนี้บกพร่อง อันนั้นไม่ดีอันนี้ไม่ดี นั้นเป็นเรื่องของโลก อย่าเอามายุ่งในภายในหัวใจของผู้บำเพ็ญธรรมะ ต้องให้อยู่กับธรรม ธรรมพาตายเอาตาย ธรรมพาเป็น..เป็น ธรรมพาอิ่ม..อิ่ม ธรรมพาหิว..หิว ไม่ถอย ฟาดกันลงไปตรงนั้นซิ ถึงเรียกว่าผู้ตั้งใจปฏิบัติต่อธรรม ความมุ่งมั่นสำคัญมากนะ ความมุ่งมั่นนี่สำคัญมาก กำลังใจ ถ้ามีความมุ่งมั่นแล้วกำลังใจก็มี การประกอบความพากเพียรทั้งหลายก็หนุนกันไป ๆ นั่นแล

        นี่อยากให้หมู่เพื่อนเห็นจริง ๆ ไม่ใช่ธรรมดานะ เทศน์นี้ถอดออกมาจากหัวใจจะว่ายังไงมาให้หมู่เพื่อน ถ้าเป็นวัตถุก็นี่น่ะ ๆ เห็นไหม ตาบอดหรืออยากว่าอย่างนั้นนะ มันคันฟัน ปฏิบัติมาไม่ได้หน้าได้หลังอะไรเลยนี้มันน่าโมโหนะ สอนหมู่สอนเพื่อนมาตั้งแต่วันพ่อแม่ครูจารย์มรณภาพจนกระทั่งป่านนี้ ๔๐ กว่าปีแล้ว สอนก็ถอดออกมาจากตับจากปอดจากไส้จากพุง ไม่มีอะไรเหลือภายในจิตใจเลย ทุ่มลงให้หมู่เพื่อนหมด แล้วยิบ ๆ แย็บ ๆ พอที่จะได้มาเป็นสักขีพยานบ้างไม่ปรากฏบ้าง นี้เป็นยังไงนักปฏิบัติ ถ้าไม่กินแล้วนอน กอนแล้วนินอยู่เหมือนหมูจะเป็นอะไรไป เราอยากว่าอย่างนั้นนะ

        สิ่งที่เลิศ ๆ มีอยู่มานอนจมอยู่กับอะไรในสิ่งไม่เลิศ เสกสรรว่าเป็นของเลิศอยู่อย่างนั้นมันถึงติดตลอด ไม่มีวันจืดจางไม่มีวันเข็ดหลาบ เรื่องของกิเลสหลอกสัตว์โลกหลอกอย่างนี้เองให้พิจารณาเอา อันใดที่เป็นเรื่องของกิเลสมันเข็ดหลาบได้เมื่อไร ไม่เคยเข็ดเคยหลาบ ถ้าเป็นเรื่องของธรรมแล้วมักจะเป็นหนา พอทำความเพียรวันนี้มีหนักบ้าง วันหลังเข็ดแล้ว มีความทุกข์ความลำบากบ้างเข็ดแล้ว จะทำอุบายวิธีการใดเพื่อฝึกทรมานตน ให้เป็นศีลเป็นธรรมขึ้นมาภายในใจเพื่อความสงบเย็นใจนี้ เข็ดแล้ว ๆ

        มันเข็ดเร็วนะถ้าเป็นเรื่องของธรรม เพราะกิเลสพาให้เข็ด ธรรมท่านไม่เข็ดแหละ แต่กิเลสนั่นแหละมันแทรก นี่ละเห็นไหมกิเลสแทรก ไม่ทันมันนะ ต่อเมื่อได้ถึงกาลเวลาที่ควรจะทันแล้วมันปิดไม่อยู่อย่างว่านั่นแหละ มีเท่าไรพังหมด มันจะแย็บออกมาตรงไหนทันหมด ๆ จึงเรียกว่าความเชี่ยวชาญของสติปัญญา ถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาแล้วอะไรมาผ่านไม่ได้ ขาดสะบั้นไปหมดเลย

        นี่เรามันยังไม่ถึงขั้นนั้นละซี มันขั้นต่อสู้กัน ขั้นตะเกียกตะกาย ขั้นล้มลุกคลุกคลาน ต้องอาศัยความอดความทน ใช้สติปัญญาให้มากอย่าอดทนเฉย ๆ ให้มีสติปัญญาเป็นเครื่องกำกับไป เราจะได้อุบายแปลก ๆ ต่าง ๆ ขึ้นมาภายในจิตใจของเรา ถ้าบำเพ็ญยังไม่เห็นมีความสงบเย็นใจภายในใจอันเป็นสมบัติของตนโดยแท้แล้ว มันเกินไปละนะกรรมฐานเรา เพียงความสงบเย็นใจสมาธินี้ก็ไม่ได้ทรงแล้ว โอ๊ย เวลาตายถ้าเป็นเรานี้ไม่ไปกุสลาให้แหละ พระแบบโง่ ๆ ตายนี่ สอนให้ฉลาดทุกวันทุกเวล่ำเวลา แล้วก็ยังโง่ ๆ เซ่อ ๆ สมาธิเพียงเท่านั้นก็ยังทรงไม่ได้พอจะเป็นหลักใจของตนเอง ตายแล้วจะนิมนต์ไปกุสลา อย่ามานิมนต์นะ นี่กุสลาอยู่เวลานี้ สอนเพื่อความฉลาดทั้งนั้น นี่คือกุสลารู้ไหม

        ท่านทั้งหลายรู้แล้วยัง กุสลา แปลว่าอะไร ธรรมยังบุคคลให้ฉลาด อกุสลา ธรรมยังบุคคลให้โง่ แน่ะ เวลานี้สอนเพื่อความฉลาดไม่ได้สอนเพื่อความโง่ ทำไมจึงต้องนอนใจเอานักหนา แล้วเพื่อนฝูงที่มาก็ประสมประเสกันมาเรื่อย ทำให้หนักใจผู้ที่อยู่ก่อนนี่ก็มีเยอะนะ มาให้ดูกันในภาคปฏิบัติ ตาดูหูฟัง สังเกตพินิจพิจารณาเพื่อมาเป็นข้อปฏิบัติแก่ตัวเอง ดัดแปลงตนเองให้เป็นไปตามแนวนั้น อย่าให้กีดให้ขวางกัน

        นักปฏิบัติต้องเป็นเหมือนอวัยวะเดียวกัน จะขัดข้องกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ได้ไม่ถูก เพราะเป็นผู้มุ่งธรรมต่อกันแล้ว อะไรเป็นธรรมยอมรับกันทันที ๆ อย่าถือทิฐิมานะ อันนั้นเป็นเรื่องของกิเลสโดยตรง อย่าเอาเข้ามาในวงเวทีของการสังหารกิเลสด้วยธรรมะไม่ถูกต้อง เอาให้แน่นหนามั่นคงภายในจิตใจในธรรมทั้งหลาย ยอมรับกันทุกอย่าง ไม่ว่าเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่เอาธรรมเป็นใหญ่ หมุนเข้าหาธรรม ธรรมว่ายังไง ธรรมว่าถูกแล้วยอมรับกันทันที ๆ นั่นคือธรรม แล้วอยู่ด้วยกันได้เป็นผาสุก

เทศน์ไปก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว เอาละพอ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก