หมดสมมุติหมดทุกข์
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2546 เวลา 9:00 น. ความยาว 27.53 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๖

หมดสมมุติหมดทุกข์

 

         สรุปผลงานทำบุญประทายข้าวเปลือกเมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๘ กิโล ๒๑ บาท ๑๘ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๖๗๘ ดอลล์ เงินสดได้ ๒,๒๙๗,๐๗๔ บาท ทองคำที่ได้หลังจากมอบเรียบร้อยแล้วนั้น เวลานี้ได้ ๑๒๙ กิโล ๑๖ บาท ๖๐ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๒๒,๔๓๓ ดอลล์ รวมทองคำที่ได้แล้วทั้งหมด ทั้งที่มอบแล้วและยังไม่ได้มอบได้ทองคำ ๕,๖๘๘ กิโลครึ่ง รวมดอลลาร์ทั้งหมดทั้งที่มอบแล้วและยังไม่ได้มอบ เป็นจำนวนดอลลาร์ ๗,๓๒๒,๔๓๓ ดอลล์ กรุณาทราบตามนี้ เราจะขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ ยังเป็นอารมณ์อยู่เรื่อย ๆ ที่ว่าวันที่ ๑๒ เมษา เอ้า พิจารณา พี่น้องชาวไทยรวมหมดทั้งประเทศเข้าสู่จุดวันที่ ๑๒ เมษายน ซึ่งเป็นวันที่พวกเราทั้งหลายเริ่มช่วยชาติ ได้ประกาศออกมาอย่างโจ่งแจ้งในวันนั้น คือวันที่ ๑๒ เมษา ๒๕๔๑ นั่นแหละ

นี่ก็จะครบรอบ ๕ ปีในวันที่ ๑๒ เมษา เราควรที่จะได้สิ่งที่จะเป็นมหามงคลแก่ชาติไทยของเราขึ้นพร้อมกันในวันนั้น คือขอให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๕๐๐ กิโล เข้ามอบในวันนั้น วันครบรอบนะ ส่วนดอลลาร์ได้เท่าไรเราก็เอาเข้าเลย เวลานี้ดอลลาร์มันก็ได้ ๑๒๒,๔๓๓ ดอลล์ นี่เราได้แล้ว พอถึงวันที่ ๑๒ ก็เพิ่มเข้าอีก อาจได้ถึงสองแสนหรือสามแสนก็ว่าไม่ได้นะ ส่วนทองคำที่เราได้แล้วเป็นทองคำล้วน ๆ นั้น ๑๒๙ กิโล ๑๖ บาท ๖๐ สตางค์ เหลือจากนี้ก็จะต้องขวนขวายหามารวมกันให้ได้ ๕๐๐ กิโลในวันที่ ๑๒ เมษา นั้น ส่วนเงินสดที่เราฝากไว้ในธนาคาร ส่วนใหญ่ก็คือกฐิน ๘๔,๐๐๐ กอง นั้นเราหักออกมาหรือเราถอนออกมาซื้อทองคำ มอบคราวที่แล้วนี้เพียง ๒๐ ล้าน เวลานี้เงินจำนวน ๘๔,๐๐๐ กองกฐินนี้ยังอยู่ในธนาคาร ๗๖ ล้าน แล้วกับธนาคารที่นั่นที่นี่ เรียกว่าธนาคารโครงการช่วยชาติ มีอยู่แห่งละไม่มากนัก

เราค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าไม่ต่ำกว่า ๕๐ ล้าน กับอีก ๗๖ ล้านบวกกันเป็น ๑๒๖ ล้าน เราคิดว่าเมื่อมันพอเอานี้ออกเราก็จะเอาออก ถอนทันทีเลย รวมแล้วให้ได้ ๕๐๐ กิโล แล้วมอบในวันนั้น คราวนี้พี่น้องทั้งหลายไม่ควรจะให้พลาดไปในวันครบรอบ ๕ ปีในการช่วยชาติของเรานะ ยังไงขอให้ได้ ๕๐๐ กิโลไม่หนักมากอะไร จากนี้ไปก็ยังเดือนกว่า พยายามเอาให้ได้ ถ้าได้เงินนี้ไปซื้อทองคำจะได้ประมาณสักกี่กิโล ๑๒๖ ล้านน่ะ (ประมาณ ๒๔๕ กิโลเจ้าค่ะ ถึงขึ้นลงก็ไม่มากเท่าไร) ๒๔๕ กิโล บวกกับ ๑๒๙ กิโล จะได้ทองคำประมาณเท่าไร (๓๗๔ กิโลเจ้าค่ะ) แล้วขาดอยู่เท่าไรที่นี่ (๑๒๖ กิโลเจ้าค่ะ) มันค่อนข้างแน่ใจนะ ขาดเพียง ๑๒๖ กิโล พี่น้องทั้งหลายให้รุมกันเลยนะ

เพราะเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ควรจะได้มหามงคล เป็นที่ระลึกในงานช่วยชาติของเรา เป็นวันครบรอบสำคัญด้วย ๕ ปีวันที่ ๑๒ นี่ ของเล่นเมื่อไรที่หลวงตาได้อุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายสอนพี่น้องทั้งหลายมาเป็นเวลา ๕ ปีนี้ โถ แทบเป็นแทบตาย ไปทุกแห่งทุกหนตำบลหมู่บ้าน ไปหมด เทศนาว่าการก็หมดไส้หมดพุง พุงของหลวงตานี้ เรียนสำเร็จ ป.๓ มา (เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ) โทรศัพท์มือถือของใคร ปาเข้าป่าเสียก่อน เวลานี้อย่าเอาเข้ามายุ่ง ไปที่ไหนมีแต่เรื่องนี้ยุ่งกวนเอาเสียเหลือเกิน กิเลสนี่พิลึกนะ ตีไปทุกแห่งทุกหน ไม่รู้หนักรู้เบา มันชินต่อนิสัย กลายเป็นนิสัยด้านไปเลย โหย เราฟังไม่ได้นะ มันเหมือนดูกองมูตรกองคูถว่าไง ธรรมพระพุทธเจ้าดูสัตว์โลก แล้วจะเอามูตรคูถตีกระจายขึ้นไปหาธรรม ประกาศตัวขึ้นอีก จะเหม็นคลุ้งขนาดไหน

ความรู้ทั้งหมดที่เราเรียนมานี้ ออกแนะนำสั่งสอนพี่น้องทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งก็ ๕ ปีมานี้นะ ๕ ปีมานี้เทศน์ทั่วประเทศไทยเลย ถ้าคิดเป็นกัณฑ์เทศน์จะประมาณสักกี่กัณฑ์ คิดดูซิน่ะ บางวัน ๆ ละ ๓-๔ กัณฑ์ก็มีนะ วันละ ๒ กัณฑ์เราไม่อยากพูดแหละ ทั้งสภาหนูทั้งสภาแมวคละเคล้าไปด้วยกัน เทศน์งานต่าง ๆ เรียกว่าสภาแมว เทศน์แบบยั้วเยี้ย ๆ อย่างนี้ ทั้งตีทั้งเฆี่ยนทั้งอะไรเหล่านี้เรียก สภาหนู รวมทั้งสภาหนู สภาแมว มันจะเป็นสักกี่พันกี่หมื่นกัณฑ์ก็ไม่รู้นะ ก็ควรจะได้เห็นใจละถ้าพิจารณาโดยความเป็นธรรมแล้วนะ ความอุตส่าห์พยายามเพื่อพี่น้องชาวไทยเรา คือเราไม่หวังเอาอะไรเลย ฟังซิน่ะ แม้เม็ดหินเม็ดทราย หวังเพื่อเราแม้เม็ดหินเม็ดทรายเราไม่มี มีแต่เพื่อโลกเพื่อสงสาร เพื่อชาติไทยของเรา ให้มีความสงบร่มเย็นจากอรรถจากธรรม มีความแน่นหนามั่นคงจากความเสียสละเพราะความรักชาติของตนด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน โลกก็ชุ่มเย็น เมืองไทยเราชุ่มเย็น ด้วยวัตถุเครื่องเกื้อหนุนกัน

เรื่องธรรมะเป็นเครื่องชโลมน้ำใจ แสดงออกในความถูกต้องดีงาม เพราะธรรมมีในใจแล้วแสดงไม่ค่อยผิดพลาด ถ้ามีการพินิจพิจารณาความผิดถูกชั่วดีอยู่เสมอ เรียกว่าธรรม เราต้องการนี้เท่านั้นสำหรับโลกของเรา เราอยู่กับพี่น้องทั้งหลายไปนี้ ก็เหมือนว่าอยู่สืบวับสืบเดือนไปอย่างนั้นแหละ แต่สิ่งที่เรามุ่งเวลานี้ คือมุ่งเพื่อให้เราได้สิ่งที่เราประสงค์อย่างยิ่งเพื่อชาติไทยของเรา ก็คือสมบัติมหาคุณต่อชาติเรา คือทองคำขอให้ได้น้ำหนัก ๑๐ ตัน ดอลลาร์แน่ใจว่าไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านแหละ อันนี้สำคัญมาก ขอให้ได้นี้เป็นเครื่องหมายแห่งการช่วยชาติของเรา จะเป็นมหามงคลแก่พี่น้องชาวไทยไม่น้อย สำหรับหลวงตาบัวแล้วไม่เอาอะไรแล้วแหละ

พูดจริง ๆ ความมุ่งมั่นนี้ ความดีดดิ้นนี้ ดีดดิ้นยิ่งกว่าพี่น้องชาวไทยเสียอีกนะ ดีดดิ้นเพื่อชาติบ้านเมือง แต่ผลที่ออกมาเราบอกเราไม่เอาอะไร ทั้ง ๆ ที่ดีดดิ้นอย่างนี้แต่เราไม่เอาอะไร เราพอหมดทุกอย่างแล้ว จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้พินิจพิจารณาด้วยดี เวลานี้เป็นเวลาที่จำเป็นมากซึ่งเราจะพยายามทะนุถนอมบำรุง หรืออุ้มชูชาติไทยของเราให้ขึ้นได้ด้วยความรักชาติ ความเสียสละ ด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน ใครมีมากมีน้อยก็ขวนขวายออกมา ๆ เราไม่ได้หวังว่าจะเอามาแบบเศรษฐี ๆ บริจาคนะ เราเอามาแบบคนทุกข์คนจนคนนั้นเล็กคนนี้น้อย หลายผู้หลายคนเข้าไปมันก็มากขึ้นเอง เหมือนแม่น้ำหรือฝนที่ตกลงมาจากฟ้า ตกทีละหยดละหยาดมันสามารถทำท้องฟ้ามหาสมุทรให้เต็มได้ เมื่อตกไม่หยุด

อันนี้ก็เหมือนกัน ต่างคนต่างเสียสละวันนั้นสละวันนี้สละ หนุนเข้าไปเรื่อย มันก็เต็มตื้นขึ้นมาจนถึงจุดที่หมายได้ไม่สงสัย ให้พากันตั้งอกตั้งใจ เราแน่ใจอยู่นะว่าจะได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ทั้ง ๆ เวลานี้ก็ได้ ๕ ตันครึ่งนะ เราแน่ใจอยู่จะได้น้ำหนัก ๑๐ ตัน ทองคำ พอได้ ๑๐ ตันแล้วเราหายห่วง หายจริง ๆ จะไม่รบกวนพี่น้องทั้งหลายเลยแหละ เพราะพูดนี้พูดมีสัตย์มีจริง พูดยังไงเป็นอย่างนั้น รบกวนอย่างเวลานี้ก็รบกวนเพื่อชาติของเราเอง รบกวนเพื่อพี่น้องทั้งหลายเอง แน่ะ เมื่อได้ถึงจุดหมายตามที่เราต้องการแล้ว เราก็หยุดทันทีการรบกวนไม่มี ส่วนผู้ที่จะนำมาบริจาคด้วยศรัทธาถือเราเป็นจุดรับบริจาคตามเดิมอย่างนี้ เราก็รับได้แต่เราไม่ไปรบกวน ใครจะให้มากให้น้อยเราก็รับได้ตามเดิมเพื่อคลังหลวงของเรา เพื่อชาติของเรา ส่วนที่จะให้เราไปหารบกวนที่นั่นที่นี่ อย่างที่ได้เป็นมานี้เราไม่เป็น เรียกว่าเลิกเลย

ถ้าว่าตายก็ไม่มีห่วงแหละ ไม่ห่วงในตัวเองมันก็ห่วงชาติจะว่ายังไง ยิ่งมีจุดมุ่งหมายอยู่แล้วไม่สำเร็จนี้ ตายนี้ก็ต้องเป็นห่วงอย่างมาก ห่วงพี่น้องทั้งหลายนั้นแหละ เราไม่ได้ห่วงเรานะ เราบอกจริง ๆ เราหมดทุกอย่าง เราไม่มีอะไรจะห่วงแล้ว ประกาศป้าง ๆ ในหัวใจตลอดเวลา ตั้งแต่ขณะที่ฟ้าดินถล่ม ท่านทั้งหลายเคยได้ยินมิใช่เหรอ กี่ครั้งแล้ว คำพูดเช่นนี้เอามาโกหกพี่น้องทั้งหลายได้เหรอ คำพูดแทบเป็นแทบตาย การประกอบความพากเพียรจนแทบถึงจะเป็นจะตายบางครั้งยังไม่เคยสลบ แต่ว่าเมื่อถึงขั้นจะตายมอบเลย ขนาดนั้น มันข้ามสลบไปเลย นี่ความตั้งใจต่อตัวเอง ความมุ่งมั่นต่อตัวเอง เวลานั้นยังไม่ได้คิดเรื่องใครกับใครทั้งนั้นแหละ คิดแต่เรื่องของตัวเอง คือให้หลุดให้พ้นๆ

เมื่อกำลังใจมีมาก ความพากเพียรมันก็หนุนกันตลอดเวลา เอาไปจนกระทั่งถึงพอเท่านั้นละ ประกาศป้างขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ปึ๋ง พอ พระสาวกทั้งหลายสำเร็จเรียกว่าบรรลุธรรม ตามศัพท์ของพระพุทธเจ้าศัพท์สูง ศัพท์สาวกศัพท์รองลงมา เรียกว่าบรรลุธรรม พระพุทธเจ้าเรียกว่าตรัสรู้ ทรงเกียรติของศาสดาเต็มภูมิ ทั้ง ๆ ที่ความหลุดพ้นเหมือนกัน ทรงเกียรติไว้ตามขั้นตามภูมิที่อยู่ในสมมุตินี้

นั่นละสาวกทั้งหลายพอบรรลุธรรมปึ๋งเรียกว่าเต็มภูมิแล้ว พอ ขณะนั้น ไม่ต้องมีอะไรมาซ้ำซาก มาตรวจตราละเอียดถี่ถ้วนหรือตั้งคณะกรรมการมาตรวจ ให้คะแนนตัดคะแนน สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ หรือหลอกโลกเขาเหรอ ธรรมนี้หลอกโลกเขาเหรอ ให้ตรวจตรานี้ไม่มี ตรัสรู้ปึ๋งด้วย สนฺทิฏฺฐิโก สุดยอดในครั้งสุดท้ายเท่านั้นพอ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าและสาวกทุก ๆ องค์ที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ตลอดพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แบบเดียวกันหมด ผึงขึ้นมาพอกันหมดเลย นี่เป็นอย่างนั้น หมดทุกอย่าง ขึ้นชื่อว่าสมมุตินี้ไม่มีในพระทัยและในใจของสาวกทั้งหลายเลย ที่จะไปติดไปข้องพัวพันอะไรไม่มี เป็นหลักธรรมชาติ เป็นอฐานะ ที่จะให้เป็นอย่างอื่นอย่างใด อีกไม่ได้แล้วว่างั้น นั่นละพระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายหมด ท่านหมดสมมุติ

สมมุติก็คือกองทุกข์นั้นเองจะเป็นอะไรไป เมื่อมีสมมุติก็มีทุกข์อยู่ในนั้น หมดสมมุติก็หมดทุกข์ ไม่มีอะไร เพราะต้นเหตุของทุกข์ก็คือสมมุติ กิเลสเป็นตัวสมมุติ รากแก้วของสมมุติก็อยู่ที่นั่น กิเลสเป็นตัวสร้างทุกข์ สร้างความเพลิดเพลินให้สัตว์โลกทั้งหลายหลงงมงายมากี่กัปกี่กัลป์นับไม่ได้นะ แต่ต้นจนกระทั่งป่านนี้มาแต่เมื่อไร นี่คือกิเลสสร้างความหลอกลวงต้มตุ๋นสัตว์โลก แล้วปักขวากปักหนามไว้ตามทางให้ก้าวเดินไม่สะดวก ยิ่งไปทางที่ดีแล้วปิดไว้กั้นเลยไม่ให้ไป

นี่คือกิเลสปิดหัวใจสัตว์มาตลอด เปิดออกด้วยธรรมมันเห็นหมดจะให้ว่ายังไง เวลามันมืดก็บอกว่ามืด เวลาเปิดออกแล้วมันเห็นหมดจะให้ว่าไง เหมือนเราลืมตานี้ ใครจะว่าเราไม่เห็นเราไม่ได้สนใจ ก็เราเห็นอยู่นี่จะว่ายังไง เราจะเอาใครมาเป็นพยาน ตาเราก็ตาดี ๆ เห็นอยู่นี่จะว่าไง สีไหนเป็นสีไหนมันก็เห็นอยู่นี่ เราจะหาใครมาเป็นพยาน นี้ สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้างขึ้น เรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก สุดยอดก็แบบเดียวกัน แล้ว สนฺทิฏฺฐิโก ของธรรมทั้งหลายที่เห็นไม่เหมือนตาของเรา หูของเรานะ ตาถ้าอยู่ไกลมันมองไม่เห็น อยู่ใกล้มองเข้ามาโดยลำดับลำดา ถ้าเอามาจนกระทั่งถึงตาแล้วเลยมองไม่เห็น แน่ะ มันเป็นอย่างนั้นนะโลก

เรื่องธรรมไม่เป็นอย่างนั้น ธรรมจ้าไปหมดเลย ไม่ได้ว่ามีใกล้มีไกลมีสูงมีต่ำที่ไหนละ คำว่าธรรม ไม่มี  จ้าไปหมด  เฉพาะเจ้าของเรียกว่าจ้าไปหมดเลย ไม่มีอะไรสงสัย  แล้วจะตั้งข้อสงสัยเพื่ออดีตอนาคตอะไรอีก ไม่มี ขาดสะบั้นในเวลานั้นไปด้วยกันหมดเลย เรียกว่าสมมุติหมดโดยสิ้นเชิง จากหัวใจพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ก็หมดเมื่อเวลากิเลสมันสิ้นซากลงไป ถ้ากิเลสยังมีมากน้อย เรียกว่าสมมุติยังมีมากน้อย ความทุกข์ก็ยังมีอยู่มากน้อยเหมือนกัน เมื่อกิเลสนี้สิ้นซากไปปั๊บ สมมุติหมดแล้วในหัวใจดวงนี้ มีแต่วิมุตติผุดขึ้นมา ไม่ใช่ผุดนะถูกกิเลสปิดไว้เท่านั้นเอง แต่เราก็เรียกว่าผุด ก็ว่ากันไป พอเปิดนี้มันจ้าอยู่แล้วนี่ จ้าออกมาเลย นั่นละ หมดโดยสิ้นเชิง

นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ท่านตรัสรู้ธรรมด้วยวิธีที่ถูกต้องดีงาม ถึงขั้นไปศาสดามาสอนโลก จึงไม่มีคำว่าผิดพลาดไปไหนเลย พวกเราทั้งหลายเป็นชาวพุทธ อย่างม ๆ งาย ๆ อยู่ตลอดเวลา ถ้าว่าจะไปทำคุณงามความดีให้กิเลสมาปิดหูปิดตากีดกั้นทางไว้เสีย มีแต่ขวากแต่หนาม จะก้าวเดินตามอรรถตามธรรมเพื่อความสะดวกสบายหายกังวลและหายทุกข์ทั้งหลาย กิเลสปิดไว้หมดไปไม่ได้เสีย แล้วสุดท้ายก็มายอมหมอบราบกับกิเลส แบกหามตั้งแต่กองทุกข์ไปทั่วโลกดินแดน ไปหาดูซิน่ะ ใครมีความสุข ต่างคนตั้งแต่ตื่นนอน ๆ แล้วเกิดมาจนกระทั่งป่านนี้จนตาย ได้อะไรติดเนื้อติดตัวไปบ้าง ส่วนมากมันมีแต่บาปแต่กรรมละขนสัตว์ลงนรกนะ ที่จะขึ้นนั้นมีน้อย เพราะผู้เล็ดลอดไปตามความดีต้องเป็นผู้ฝ่าฝืน ไม่ฝ่าฝืนไม่ได้ ต้องฝ่าฝืน...ธรรม

อย่างพี่น้องทั้งหลายมานี้ก็ต้องฝ่าฝืน กิจธุระหน้าที่การงานเราทำประจำอยู่ทุกวัน เวลานี้เรามาเราไม่ทำ งานอะไรสละหมด ถึงจะมีห่วงใยบ้างก็เป็นธรรมดา แต่เรื่องใหญ่ตัวของเรามาแล้ว นั่น นี่เราก็ต้องฝืน นี่ละพระพุทธเจ้าศาสดาของเรานี้สลบถึง ๓ หน ทุกข์หรือไม่ทุกข์เพื่อบึกบึนออกจากทุกข์ แล้วบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็มีช้ามีเร็ว คือมีลำบากลำบนต่างกัน แต่สำหรับพระพุทธเจ้าของเรา ท่านทรงรับสั่งไว้เรียบร้อยแล้วว่า เรานี้ทุกข์ลำบากกว่าบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เช่น พระอริยเมตไตรย นี่ญาณท่านเล็งอยู่แล้วเป็นอื่นไปไม่ได้เลยนะ ต้องเป็นพระอริยเมตไตรย ร้อยเปอร์เซ็นต์

ตั้งแต่ขณะรับสั่งปึ๋งออกมานี่ที่ออกสมมุตินะ ส่วนที่พระองค์ทรงทราบทราบไว้แล้วนะ ที่จะออกมาประกาศให้โลกทั้งหลายทราบว่า ในภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ กกุสันโธ โกนาคมน์ กัสสโป โคตโม นี้ ๔ และอริยเมตเตยโย องค์ที่ ๕ นี่องค์สุดท้าย องค์นี้เสด็จออกเพียง ๗ วัน ตรัสรู้ธรรมขึ้นภายใน ๗ วัน ไม่นานเลย แล้วก็ครองราชสมบัติอยู่ ๔ หมื่นปี แล้วก็เสด็จออกทรงผนวชเป็นศาสดาเอกของโลก สอนโลกอยู่ได้ ๔ หมื่นปี จากนั้นก็เลิก ๆ ไปเลย ศาสนาไปพร้อมกันหมด

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าทุกพระองค์แบบเดียวกันหมด เป็นสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบถูกต้องโดยสมบูรณ์แบบเรียบร้อยแล้ว ทุก ๆ พระองค์มาถึงพระพุทธเจ้าของเราก็แบบเดียวกัน เป็นแบบแปลนแผนผังชี้แจงบอกเรื่องทางไปนรก ทางไปสวรรค์ บอกไว้ครบรอบหมด ไม่มีอะไรบกพร่อง นอกจากสัตว์ทั้งหลายมันดื้อด้าน ไม่ยอมไปตามทางของพระพุทธเจ้าที่บอกแปลนอันถูกต้องไว้เพื่อความสุข นิรทุกข์ พ้นจากทุกข์โดยประการทั้งปวง มันไม่ยอมไปเพราะกิเลสลากลง ๆ มันก็เถลไถลไปหาตั้งแต่ที่จะจมนั่นแหละ ทุกข์ยากลำบากมันก็พอใจไป เรื่องกิเลสสร้างความพอใจให้สัตว์โลกบืนนะ

เพราะฉะนั้น สัตว์โลกจึงทำกัน ถ้าไม่สร้างความพอใจไว้สัตว์โลกจะไม่ทำ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์มาก ๆ บอกเท่าไรมันก็ยังไม่ยอมเชื่อ เพราะกิเลสหนาแน่นกว่าธรรมที่บอกนี้ เมื่อธรรมผู้ที่รู้ในใจแล้วบอกมันหนาแน่น มองเห็นหมดบอกตรงไหนเด็ดขาดทุกอย่างไม่ผิดพลาด คือคำสอนพระพุทธเจ้า ที่จอมปราชญ์ทั้งหลายรู้แล้วขึ้นมาบรรจุในใจแล้วสอนออกไปจะไม่ผิด เป็นอย่างนั้น ผิดกันกับพวกเรานะ

พระพุทธเจ้าของเราที่ว่ายังอยู่ก็คือว่า ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นเป็นพระอานนท์ที่เข้าไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ทรงพระชนม์อยู่เป็นเวลานาน ๆ พระองค์ก็รับสั่ง ถ้าภาษาของเราว่าดุพระอานนท์ อานนท์มาหวังอะไรกับเราอีก นั่นฟังซิ อะไร ๆ เราก็สอนไปหมดเรียบร้อยแล้ว นี่ก็เหลือแต่โครงกระดูกเท่านั้น เธอจะมาหวังอะไรกับโครงกระดูกอันนี้จากเรา อะไร ๆ เราสอนหมดแล้ว จากนั้นก็ปลอบโยนพระอานนท์ ดูก่อนอานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราตายไปแล้ว นั่น ฟังว่าธรรมวินัยนั้นแล ก็คือศาสนานี้แหละ เป็นศาสดาแทนพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานไปแล้วนะ เป็นศาสดาของพวกเรา ขอให้พากันยึด

เอาหลักธรมหลักวินัยนี้เป็นเครื่องเดินของชีวิตจิตใจ การทำมาหาเลี้ยงชีพ ประกอบการงานทุกอย่างให้คิดเรื่องอรรถเรื่องธรรมอยู่เสมอ จะมีศาสดาติดแนบภายในใจคอยเตือน อะไรควรไม่ควร เท่ากับศาสดาเตือนเรา ธรรมวินัยนั้นแหละเตือน แทนศาสดา ๆ ตลอดไปเลย เราปฏิบัติตามนั้นอย่างไรต้องพ้นจากทุกข์ไม่เป็นอื่น เหมือนพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทโดยพระโอษฐ์ของพระองค์เองนะ ธรรมวินัยนั้นละเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต ให้พากันจดจำนี้เอาไว้ อย่าว่าอยู่นอกวัดในวัด ใกล้วัดไกลวัดอย่าไปคิดอย่างนั้น วัดแท้ ๆ วัดข้อวัตรปฏิบัติ ศาสดาแท้อยู่กับธรรมกับวินัย ข้อบังคับตัวเอง วินัยคือข้อบังคับตัวเอง อันไหนไม่ดีอย่าทำ อะไรดีแล้วให้ทำ ก้าวเดินไปตามธรรม นั่น เรียกว่าธรรม เราก็มีศาสดาประจำใจของเราทุกคน ๆ พากันจำเอานะ

อย่าลืมนะพี่น้องทั้งหลายนะ ยังไงวันที่ ๑๒ ให้ได้ทองคำ ๕๐๐ กิโล เข้ามาโชว์ในงานครบรอบปีวันนั้นให้ได้นะ พอ ๕๐๐ กิโลนี้แล้วก็จะเป็น ๖ ตันเต็ม ๖ ตันกว่าเล็กน้อย ระยะนี้กำลังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะ ต่อไปนี้จะให้พรละ

 

อ่านและฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่

www.Luangta.or.th or www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก