เป็นพระต้องมีคำสัตย์คำจริง (คุณธรรม อ.ปัญญา-อาภัพวาสนาผู้สืบทอด)
วันที่ 5 มิถุนายน 2545 เวลา 7:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เป็นพระต้องมีคำสัตย์คำจริง

[ก่อนฉัน]

ท่านปัญญาไปตอนไหน (ไปตอนโมงกว่าครับ ) ท่านไปบอกเมื่อวานนี้ พระฝรั่งสอนฝรั่ง สนิทดีกว่าคนไทยสอนฝรั่ง เพราะภาษาพื้นเพนิสัยกลมกลืนกันมาแล้วสอนกันได้ง่าย ให้ท่านปัญญาไปแล้ววันนี้ สอนพวกพระฝรั่งซึ่งมาอยู่ในเมืองไทยเรามีเยอะ บางทีก็ไปวัดนานาชาติบ้าง อะไรบ้าง เอาพระวัดนี้แหละไปสอน ท่านปัญญาวันนี้ไปแล้วแต่เช้า ฝรั่งสนใจมาก วัดเราก็รับไม่ได้เพราะมากแล้ว ยิ่งต้องส่งพระของเราไปอบรมสั่งสอนพระฝรั่ง ท่านปัญญาเป็นพระที่แยบคายอยู่นะในวงกรรมฐาน สำหรับพระต่างชาติท่านปัญญาเป็นพระสำคัญองค์หนึ่งอยู่ พอที่จะให้อรรถให้ธรรมแก่ชาวเมืองนอกได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเราถึงปล่อยให้ไป วันนี้ไปแล้วออกแต่เช้า

ความที่มันเคยชินกันมาดั้งเดิม ภาษาเดียวกัน พูดกันง่ายรู้เรื่องกันเร็ว อย่างฝรั่งต่อฝรั่งสอนกันได้ง่าย เป็นอย่างงั้นนะ เรื่องสอนได้น่ะได้ น้ำหนักมันต่างกัน ภาษาก็เป็นอันเดียวกันแล้ว นี่พระเราก็มามากเป็นลำดับลำดา ขอให้พิจารณานะพระเราทุก ๆ องค์ที่มาที่นี่ มาด้วยศีลด้วยธรรม อยู่ด้วยศีลด้วยธรรม มีสติปัญญารอบคอบตัวเองในการปฏิบัติตัวเองเพื่อความเป็นพระดี ต้องตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ อย่านอนใจ อย่าตื่นเต้นกับสิ่งใด สิ่งเหล่านี้เคยมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ กิเลสหลอกมากี่กัปกี่กัลป์แล้วอย่าพากันตื่น ธรรมพระพุทธเจ้าฉุดลากขึ้นทุกวันทุกเวลามันไม่ยอมฟังนะ กิเลสแย็บออกมาอันเดียวเท่านั้น หัวขาด คอขาด ขาขาดวิ่งตามกิเลส เพราะฉะนั้น โลกนี้ถึงแน่นอยู่ด้วยความทุกข์ความทรมานของสัตว์โลก ไม่มีคำว่าบกบาง เพราะกิเลสนี้แหลมคมมาก

ผู้ที่จะผ่านกิเลสแหลมคมได้นี้มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว เป็นปฐมมหามงคล จากนั้นก็พระสงฆ์แนะนำสั่งสอน นี่เรียกว่า ธรรมชะล้างฟืนไฟที่เผาไหม้อยู่ในหัวใจของสัตว์ เวลานี้ท่านทั้งหลายว่าโลกกำลังเจริญ ๆ นี่เป็นคำพูดติดปากของกิเลสหลอกคนให้พูดว่าโลกเจริญ เพื่อเราจะได้วิ่งเต้นตามโลกไม่มีวันอิ่มพอ สุดท้ายก็ตายกองกันอยู่นี้ไม่ได้เรื่องอะไร นี่ละกิเลสหลอกโลกให้ตายกองกัน ถ้าธรรมแล้วแย็บออก ๆ ดึงออก ๆ แต่ไม่มีใครเหลียวแล เพราะรสชาติของกิเลสในเบื้องต้นจะเหยียบธรรมไปเรื่อย ๆ เพราะรสชาติของธรรมยังไม่มี ต่อเมื่อรสชาติของธรรมได้มีขึ้นจากความอุตส่าห์พยายามบำเพ็ญของเรา เพิ่มกำลังธรรมขึ้น เพิ่มขึ้น ๆ ก็ค่อยมองเห็นกิเลสซึ่งเป็นตัวภัยไปเรื่อย ๆ ยิ่งธรรมมีมากเท่าไรยิ่งเห็นกิเลสเป็นตัวภัยมากเข้า ๆ ทีนี้หมุนติ้วเลยนะ

ผู้ที่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์หมุนติ้วเลยเชียว คืออันนี้มันเป็นโทษมาเท่าไร เป็นมหาภัยมาเท่าไรไม่เคยเห็น สัตว์โลกจึงยอมตายกองกันอยู่ด้วยความสมัครใจ ทีนี้พอธรรมสอดเข้าในใจก็เหมือนเราได้แสงสว่างเข้าอยู่ในใจของเราส่องออกไป สิ่งเหล่านั้นมันเป็นภัยมาเมื่อไร ทีนี้เมื่อเวลาแสงสว่างส่องเข้าไปมันก็เห็น เมื่อเห็นแล้วก็มีทางแก้ไขหลบหลีกปลีกตัวและหลบภัยไปเรื่อย ๆ ให้พากันจำเอานะ เราจวนจะตายแล้วเวลานี้ สอนพี่น้องทั้งหลาย ยังว่าหลวงตาบัวนี่โอ้นี่อวดอยู่หรือ นี่ก็คือกิเลสออกหน้าท่านทั้งหลายไม่ให้ยอมรับธรรม ถ้าเป็นของเลวแล้วกิเลสฟัดเอาทีเดียว หมัดเดียวหงายหมา ๆ เข้าใจเหรอ พวกเราพวกหงายหมานะ คือมันไม่เป็นท่ากับกิเลส ไม่มีใครต่อสู้มีแต่หมอบราบ ๆ จากนั้นก็นอนแผ่สองสลึง หงายท้องขึ้นฟ้าร้องแอ่แอ้ ๆ ๆ เหมือนไอ้ปุ๊กกี้กับไอ้หยอง

นี่กิเลสฟาดหัวคน ฟาดหัวสัตว์โลก เอาธรรมตีเข้าไปให้มันร้องแหง็ก ๆ หนีตายสักที กิเลสร้องแหง็ก ๆ หนีตายเพราะธรรมปราบมัน ขอให้เห็นในหัวใจ ในความประพฤติ กิริยาอาการทุกอย่างของพระเณรเราเป็นอันดับแรกนะ พระเณรเรามีความฉลาดสามารถให้ความร่มเย็นแก่ตนได้พอสมควร และได้เป็นอย่างยิ่งเต็มหัวใจแล้วสอนโลก ไปที่ไหนเย็นไปหมดนะ ธรรมมีน้อยก็ตาม มีองค์เดียวเย็นไปหมด เห็นไหมพระพุทธเจ้ามีพระองค์เดียวเท่านั้นสอนโลกให้เย็นมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ให้พากันจำเอานะ ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ผมน่ะสงสารหมู่เพื่อน พูดดุด่าว่ากล่าวอะไร มีแต่น้ำชำระล้างสกปรกทั้งนั้นนะ ท่านอย่ามาเข้าใจว่าผมนี้ดุด่าท่านทั้งหลาย เป็นศัตรูต่อโลกต่อสงสาร บอกว่าผมไม่มี มีแต่ความเมตตาล้วน ๆ จะออกหนักเบามากน้อยมีแต่น้ำดับไฟ ๆ ขอให้จำคำนี้ให้ดี

ถ้าจะปล่อยตัวเรื่อย ๆ ไป อยู่กินไปนอนไปวันหนึ่ง ไม่ได้เรื่องอะไรนะ มันจะตายกองกันอยู่อีกไม่มีประมาณ มดไต่ขอบด้งเป็นยังไง มันมีจุดมีแดนไหมมดไต่ขอบด้ง วกไปเวียนมาอยู่งั้นแหละ นี่เราไต่อยู่ในขอบของวัฏจักรก็แบบเดียวกัน ให้พากันจำนะ เราก็แก่ลงทุกวัน ไม่ทราบว่าจะสอนใครบ้าง ประชาชนญาติโยมก็ไปอีกแบบหนึ่ง พระเณรก็ก็ไปอีกแบบหนึ่ง พระกรรมฐานเราก็ไปอีกแบบหนึ่ง ให้พากันตั้งอกตั้งใจ ธรรมพระพุทธเจ้านี้เคยปราบข้าศึกศัตรูมามากต่อมากนานแสนนานแล้ว ให้ยึดเข้ามา สติธรรม ปัญญาธรรม สังวรธรรม ความสำรวมระวังตลอดเวลา นี้คือพระ นี้คือผู้สั่งสมคุณงามความดี สั่งสมคุณไว้สำหรับปราบสิ่งที่เป็นข้าศึกทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา ให้พากันจำเอานะ เอาละ ทีนี้จะให้พร

[หลังฉัน]

หลวงตา : ได้ทราบว่าท่านวันชัยไปกรุงเทพฯ ไปตรวจหัวใจ ทำไมท่านวันชัยมีลักษณะแปลก ดูเหมือนตั้งแต่คราวที่กระทบกระแทกคราวนั้นแล้ว นั้นเป็นต้นเหตุนะ มีเรื่องมาบ่อย ๆ ว่าไปกรุงเทพฯ หายใจไม่สะดวก ทราบว่าไปกรุงเทพฯ เมื่อสองวัน เป็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้มั้ง

ลูกศิษย์ : หมอบอกเป็นเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

หลวงตา : เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ไปตรวจแล้วเหรอ ทราบเรื่องมาแล้วเหรอ

ลูกศิษย์ : ตรวจแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ไม่ได้อยู่โรงพยาบาล อยู่ที่พัก

หลวงตา : รู้สึกจะมีอะไร ๆ เราเคยพูด มันเป็นยังไงนิสัยของเรามันอาภัพเหมือนกันนะ เราเคยพูดออกมาตรงไหนต้องมีอะไรมา ประหนึ่งว่ามาขวางจนได้ เราเคยพูดมาหลายองค์ดูเป็นที่แน่ใจจะทำประโยชน์ให้ได้มากน้อยเพียงไร ลงในความที่ว่าเป็นที่แน่ใจแล้ว แล้วก็พูดออกมาตามความแน่ใจ ผลตามหลังมามักจะเป็นผลลบมากระทบความแน่ใจของเรา เช่นอย่างท่านสิงห์ทอง ถึงขนาดที่ว่ามอบศพให้ท่านสิงห์ทอง เวลาผมตายให้ท่านสิงห์ทองเผาศพผมนะ ถ้าผมตายก่อน แล้วก็ให้ท่านสิงห์ทองเผาศพผม คือไม่ต้องการยุ่งอะไรทั้งนั้น ตายแบบธรรมล้วน ๆ เลย ถ้าท่านตายก่อนผมจะศพท่าน แล้วพอดีท่านก็ตายก่อน ไปตกเครื่องบิน เราก็ไปเผาศพจริง ๆ ท่านอุปคุต ท่านสุพัฒน์ที่วัดบ้านต้าย นั่นเราก็เป็นหัวหน้าเผาศพให้

อันนั้นก็เกี่ยวกับสำนักพระราชวังทั้งนั้นเพราะไปตกเครื่องบิน เกี่ยวกับสำนักพระราชวังมาทั้งสองศพ เราได้ไปเผาศพให้ทั้งสองเลย เราแน่ใจพอสมควรว่าท่านสิงห์ทองจะทำประโยชน์ให้โลกได้พอประมาณ เราคิดแล้ว เพราะอยู่ด้วยกันกับเรามานาน ท่านสิงห์ทอง ตั้งแต่สมัยหลวงปู่มั่นอยู่หนองผือ ท่านก็อยู่ข้างๆ ทางห่างกันสองกิโลสามกิโลก็มาฟังเทศน์ฟังธรรมตลอด เพราะภายในหนองผือพระมากอยู่ไม่ได้ ก็ต้องอยู่ตามนั้น แล้วก็มาตั้งแต่นู้นตลอด จนกระทั่งท่านล่วงไปก็ติดสอยห้อยตามเรามา มาอยู่ที่นี่

พอดีโยมแม่มาเยี่ยม มาหาเราที่นี่ แม่จะออกบวช จะมาหาลูกชายอยู่ที่นี่ ท่านสิงห์ทอง ก็พอดีจังหวะเดียวกันกับทางวัดป่าแก้วเขาขาดหัวหน้า วุ่นวายกัน เขาทราบว่าท่านสิงห์ทองอยู่กับเรา เลยจะมาขอท่านสิงห์ทองไปอยู่วัดป่าแก้วชุมพล เวลานั้นเรากำลังจะหาความสะดวกให้ท่านสิงห์ทองพักกับแม่ ก็พอดีเขามานิมนต์เป็นจังหวะเหมาะกันเลย แล้วท่านสิงห์ทองก็เต็มใจ เราก็ได้ช่องแล้วว่าท่านสิงห์ทองไป รับกันทันที ก็ให้ท่านสิงห์ทองไปอยู่วัดป่าแก้ว นั่นแหละเรื่องราว เลยไปเสีย เรามอบศพให้เรียบร้อยแล้ว ถ้าผมตายก่อนให้ท่านเผาศพผม คือไม่ให้ใครยุ่ง เผาแบบสบาย ๆ แบบพระ ถ้าท่านตายก่อนผมจะเผาศพ เราก็เลยเผา ไม่มีใครยุ่งจริง ๆ นะ เครื่องโฆษณาไม่ให้มี อยู่อย่างสงบกรรมฐาน

ถ้าเขามามีอัธยาศัยเป็นคนใจบุญสำหรับชาวไทยชาวพุทธเราเขาอยากบริจาค ก็เอาขันบริจาควางไว้ที่หน้าปะรำงานนั้น แต่ห้ามโฆษณา พวกนี้เขาเคยทำบุญให้ทานมามากต่อมากแล้วจำเป็นอะไร นี่เขาก็มาให้ทาน ใครจะไปโฆษณา ก็วางไว้อย่างงั้น เต็มขัน ๆ ไม่มีโฆษณาเลย เงียบเลยนะ เราเป็นหัวหน้าแล้วฟังเทศน์ฟังธรรมด้วย เราเทศน์ถึงเรื่องท่านสิงห์ทองในคืนวันนั้น เราเป็นคนเทศน์เองด้วย เผาศพท่านเรียบร้อย นี่องค์นี้พอจะอาศัยได้ก็มาตายเสีย มันเป็นอย่างนี้นะ

เราพูดไปตรงไหนมันมีผลลบเข้ามารับกัน เอ๊ วาสนาเรานี้มันอาภัพนะ ยกยอลูกศิษย์ไม่ค่อยได้ พอยกยอชมเชยตามความจริงมันก็มีสิ่งที่มาขวาง อย่างอาจารย์เจี๊ยะก็เหมือนกัน นี่ก็เคยอยู่ด้วยกันมาสักเท่าไร คุ้นกันมาสักเท่าไร ตั้งแต่สมัยอยู่กับหลวงปู่มั่นโน่น สกลนคร แล้วติดพันกันมาเรื่อย แม้ที่สุดเราไปอยู่ที่จันท์ อาจารย์เจี๊ยะก็เป็นผู้ที่สร้างวัดให้เรา เราลืมคุณท่านเมื่อไรวะ เราพูดจริง ๆ อันนี้เรายออยู่ เรื่องรู้บุญรู้คุณคนนี้ฝังลึกมากนะเป็นมาดั้งเดิมในหัวใจของเรา อาจารย์เจี๊ยะไปสร้างวัดให้เรา เราไม่ไปยุ่งเลยนะ นิมนต์เรามาอยู่ที่พี่สาวซื้อ ที่ ๒๖ ไร่ เป็นเงินหมื่นห้าแต่ก่อนเงินแพง แล้วพี่อยากได้วัดกรรมฐาน น้องชายคืออาจารย์เจี๊ยะรับรองให้จะไปนิมนต์อาจารย์มหาบัวมา

เวลานี้ท่านพักอยู่ยางระหงกับโยมแม่ท่าน ท่านยังไม่ได้ปักจิตว่าจะพักที่ไหน เลยไปนิมนต์เรา เราก็เลยตามมาดูที่ มันก็อดไม่ได้นะ ต่างคนต่างเสียงเหมือนกัน พี่สาวก็เสียงกังวาน อาจารย์เจี๊ยะก็เสียงกังวานเหมือนกัน ซัดกันอยู่ในบ้าน เราพักอยู่โรงหีบอ้อยเล็ก ๆ เถียงกันคำไหนเราได้ยินทุกคำ เราก็นอนฟังเถียงกัน คือไปตกลงกับพี่สาวว่า จะให้ท่านอาจารย์มหาบัวมาพักที่นี่มาตั้งวัดที่นี่ ทางนั้นก็พี่กับน้องพูดกันจะปิดปากที่ไหน ก็อยากได้ท่านองค์นั้น ไม่บอกละชื่อ องค์นั้นท่านเทศน์ดี อีลุ้ย ว่างั้นเลยขึ้น มึงอย่าเหยียบหัวอาจารย์มหาบัว มึงจะรู้ฤทธิ์ของท่าน ขึ้นขนาดนั้นนะ ใส่เสียงเปรี้ยง ๆ เลยทางนั้นก็เถียง ทางนี้ก็เถียง มึงว่าทางนั้นเทศน์ดี ดีไม่ดีก็ช่างเถอะ มึงฟังกูนะอีลุ้ย ขึ้นขนาดนั้น เถียงกันอยู่โน้น เราได้ยินตลอดพี่กับน้องเถียงกัน ดีไม่ดีมึงให้ฟังเสียงกูนะอีลุ้ย ซัดกัน

พอออกมาแล้ว ไปเถียงอะไร คือมานอนอยู่ที่โรงน้ำตาลด้วยกัน น้ำตาลโรงเล็ก ๆ ก็โรงน้ำตาลของพี่สาว เขาหีบอ้อย โรงอ้อย ตกลงสู้น้องชายไม่ได้ น้องชายพูดอย่างมีเหตุมีผล มึงให้เชื่อกูอีลุ้ย องค์นั้น ๆ ก็กูอยู่บ้านเดียวกัน คือพระองค์นั้นก็อยู่บ้านเดียวกันกับอาจารย์เจี๊ยะ กูเคยดูมาตั้งแต่เกิดแล้วแหละ อาจารย์มหาบัวกูดูทางด้านธรรมะ อันนั้นกูดูตั้งแต่ฆราวาสมา เวลาบวชเป็นพระก็ไม่ค่อยได้อะไรกันนัก แต่กูรู้หมด แน่ะฟังซิน่ะ แต่อาจารย์มหาบัวนี้กูรู้ทางด้านธรรมะ เอากันใหญ่นะ เถียงเสียงว้าก ๆ ถ้าหากเป็นธรรมดาแล้วเราก็อยากเผ่นหนีตั้งแต่ทางนั้นทะเลาะกันยังไม่ลง เราอยากเปิดหนีก่อนเลย เราก็มีแต่สนุกฟัง ซัดกันเสียจนเต็มเหนี่ยว พอลงมาสู้น้องชายไม่ได้ น้องชายมีเหตุผลหลักเกณฑ์มากกว่า มึงเชื่อกูนะอีลุ้ย ลงสุดท้ายบอกมึงต้องเชื่อกูนะอีลุ้ย พี่สาวชื่อลุ้ย

ตกลงก็เลยเชื่อ มามันก็เป็นจริง ๆ เป็นอย่างอาจารย์เจี๊ยะพูด คือลงเลยเทียว มาลงกับเรา ลงเองนะ เลยกลับยอมอาจารย์เจี๊ยะ ทีนี้พูดถึงธรรมะอีกเอาอีก เลยหมอบราบกับอาจารย์เจี๊ยะเลยนะ พี่สาวหมอบราบกันคราวนี้ เวลาเถียงกันเถียงคราวนั้น ทีนี้มาหมอบราบ ๆ คราวหลัง แล้วก็มาอยู่ ทีนี้พอรับคำว่าจะมาอยู่เท่านั้น อาจารย์เจี๊ยะสั่งเลยเทียว คนแถวคลองมาจากหนองบัวมาตั้งบ้านตั้งเรือนปลูกผลหมากรากไม้เต็มอยู่แถวนั้น พอท่านมาท่านสั่งเลยทีเดียว เราไม่ได้พูดนะ ไม่มีอะไรเลยเรา เหมือนว่าเราไม่ได้สร้างวัด เราอยู่ยางระหงนู่นน่ะ ท่านเป็นคนมาสั่งเอง โยมนั้นเอาหลังนั้น คนนั้นเอาหลังนั้น ๆ สั่งหมดเลยนะ แต่ละคน ๆ เขาเป็นเจ้าของ ๆ ศาลาเล็กหลังหนึ่งเท่านี้ละมั้ง เล็ก ๆ เราบอกไม่ให้ทำกว้าง ทำพอได้อยู่เท่านั้น ท่านก็ทำอย่างนั้น แล้วท่านสร้างทั้งหมด นี่คุณของท่านมีกับเราขนาดไหน เราไม่ได้เคยไปยุ่งเลยนะ วัดทั้งวัดเป็นอาจารย์เจี๊ยะทั้งนั้นเป็นผู้สั่งการคนเดียว เราไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับท่านเลย

พอเสร็จแล้วท่านก็นิมนต์เรามา เราก็เข้ามาพักเลย เพราะท่านรู้แล้วพระจำนวนเท่าไร พวกสำนักแม่ชีก็ ๔ คน มี โยมแม่ ผู้เฒ่าแม่แก้ว ชีน้อม และนางบุญ ๔ คน จัดอยู่ทางนั้นเป็นภาคหนึ่ง พวกพระเราก็อยู่ทางด้านนี้ เข้าอยู่เลย ทางนู้นเขาก็จัดให้เรียบเหมือนกันเลย ท่านอาจารย์เจี๊ยะจัดเองให้เรียบร้อยหมด แล้วจะไม่ให้เห็นคุณของท่านยังไง เราก็รู้นิสัยท่านมาแล้วว่านิสัยท่านตรงไปตรงมา ภายในไม่มีอะไร ภายนอกเป็นกิริยาอย่างนั้น

ทีนี้เราก็มาพูดถึงเรื่องนิสัยของท่านความดีของท่าน ให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาฟัง ครั้นเวลาเราพูดว่าอาจารย์เจี๊ยะนี้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง ภายในของท่านดีนะ ก็คุยกันมาพอแล้ว แต่กิริยาของท่านภายนอกนั้นเอาแน่ไม่ได้นะ เราบอก จึงเรียกว่าผ้าขี้ริ้วห่อทอง ครั้นไม่นานก็ได้ยินเรื่องอะไรกับท่านอาจารย์เจี๊ยะ แน่ะมันก็มีผลลบขึ้นมาอีก มากระทบกับเราอีก เรื่องก็ไม่มากอะไรแหละ มันหากไม่ควรจะมีอย่างนั้นมันก็มี เรียกว่ามาเป็นผลลบจนได้นั่นแหละ ท่านสิงห์ทองก็เป็นอย่างนั้น แล้วท่านอาจารย์เจี๊ยะก็มีผลลบเข้ามา

แล้วก็เรื่อยมาจนกระทั่งถึงท่านวันชัย นี่กะว่าท่านวันชัยนี้จะทำประโยชน์ให้โลกได้พอประมาณเราคิดแล้ว นี่ก็ไปแบกภูเขาสองสามลูกแถวนั้นจนหลังหัก เวลานี้กำลังไปเยียวยาธาตุขันธ์ที่แบกภูเขา พอเยียวยาเสร็จแล้วจะมาแบกอีกห้าลูกก็ไม่ทราบนะ เราก็เลยสั่งแล้วภูเขาแถวนี้ไม่พอให้ไปหาที่อื่น ไปหาแบกไป นี่แหละมันก็เป็นอย่างนี้เสีย ถ้ามีลักษณะไปชมเชยใครแล้ว มันมักจะมีนะ เราจับได้ตลอด เอ๊ เรานี้นิสัยอาภัพวาสนา ถ้าชมเชยองค์ไหน เราก็ชมเชยด้วยความบริสุทธิ์ใจของเรา แต่มันมักมีอย่างนั้นเข้ามาแทรก

สำหรับท่านลีไม่พูดอะไรมาก พูดเพียงเล็กน้อยว่า ธรรมลีเศรษฐีธรรมบอกเท่านั้น บอกว่าเศรษฐีธรรมอยู่ที่นั่นนะ ไม่ค่อยได้จับจ่ายไปไหน เราพูดเพียงเท่านี้แหละ พูดว่าเศรษฐีธรรม แต่ไม่ค่อยได้จับจ่ายไปไหนแหละ เพราะนิสัยท่านไม่ชอบเกี่ยวข้องกับแขกกับคนเทศนาว่าการ จึงเรียกว่าเศรษฐีธรรมอยู่ที่นั่น แต่ไม่ได้แจกจ่ายไปไหนคือท่านไม่เทศน์ที่ไหน นอกจากท่านอาจเทศน์นะ ครั้นโยมเข้าไป นี่หลวงตาเรากำลังหาทองคำนะ อาจเป็นได้นะตรงนี้ ท่านไม่เทศน์ช่องอื่นอาจเทศน์ช่องนี้ เห็นทองคำมาเรื่อย นี่มันเทศน์แบบนี้เหรอ คงจะอย่างนั้น พอใครเข้าไป พอมองเห็นทางนู้น นี่หลวงตาเรากำลังหาสมบัติเข้าคลังหลวงนะ คนนั้นมาก็ล้วงกระเป๋า คนนี้มาล้วงกระเป๋า เห็นเอาทองคำมาให้เราเรื่อยมันอดคิดไม่ได้

นี่ที่เราพูดนะ เหล่านั้นท่านก็ดี แต่ผู้ใดเด่นทางไหนที่พอจะทำประโยชน์ได้มากน้อยต่างกัน เราก็แย็บออกมา ๆ เราไม่ได้ตำหนิว่าเหล่านั้นไม่ดีนะ ดี อย่างพระพุทธเจ้า ทรงตั้งสมณศักดิ์ให้สาวก องค์นั้นเด่นทางนั้นทางนี้ ไม่ใช่ท่านไม่รู้ รู้ แต่ผู้นี้สูงกว่าเพื่อนหน่อยนึงก็ยกกันขึ้นเสีย ทั้งที่ท่านเหล่านั้นก็ดีเหมือนกัน อันนี้เราก็พูดแบบเดียวกัน แต่มันเป็นยังไงไม่ทราบ นิสัยวาสนาของเรารู้สึกมันจะอาภัพอยู่นะ พอแย็บไปปุ๊บที่ตรงไหนมักมีเรื่องเสมอ ไม่มากก็มีให้เป็นข้อรับกันเป็นผลลบจนได้นั่นแหละ ทำประโยชน์ให้โลกได้ต้องเป็นผู้ทำประโยชน์ให้เจ้าของได้ หลักใหญ่อยู่ตรงนี้ ถ้าไม่มีในนี้แล้วไปที่ไหนไม่มีความหมายทั้งนั้นแหละ ถ้าเจ้าของไม่สร้างความหมายให้เต็มตัว เมื่อสร้างความหมายเจ้าของให้เต็มตัวแล้ว ใครจะนับถือไม่นับถือความหมายก็เต็มตัวของตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งออกแจกจ่ายทางโลกก็ยิ่งชุ่มเย็นกระจายไปหมด มันต่างกันนะ นี่นิสัยวาสนา มันหากเป็นขึ้นอยู่กับผู้นั้นเอง

อย่างพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเรานี้ เกี่ยวกับประชาชนญาติโยมท่านไม่สนใจเลย ฟังซิน่ะ ถ้าเรื่องของพระนี้ติดตามเอาจริง ๆ นะเรื่องของพระ จิตตภาวนา เรียกว่าเป็นเบอร์หนึ่งเลย หลวงปู่มั่นนะ กับประชาชนท่านไม่ค่อยเกี่ยวข้อง เพราะเหตุไร เพราะท่านไม่ได้อยู่ตามที่ประชาชนเขาอยู่กัน ท่านอยู่ในป่าในเขาลึก ๆ ทีนี้พระก็ซอกซอนเข้าไปหาจนได้นั่นแหละ เข้าไปหาท่าน ท่านก็สอน ๆ เราดูซิบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายที่ทำพุทธศาสนาให้กระเทือนทางฝ่ายปฏิบัติอยู่เวลานี้ เป็นลูกศิษย์ของใคร ส่วนมากมีแต่ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นทั้งนั้น

นับมาซิองค์ไหน ลงมาแต่อาจารย์พรหม หลวงปู่แหวนมาเรื่อย หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่คำดี เหล่านี้มีแต่เพชรน้ำหนึ่งทั้งนั้นที่พูดนี่ นี่ลูกศิษย์ของท่าน ท่านเหล่านี้ไปศึกษาอบรมกับท่านในป่าในเขามา ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหามาก เด่นดวงมากเรื่องเกี่ยวกับมีลูกศิษย์มาก ทีนี้พอท่านมรณภาพแล้วชื่อเสียงของท่านจึงดังมาภายหลังนะ ดังเกี่ยวกับประวัติของท่านนั้นแหละ ดังขึ้นภายหลัง แต่ก่อนไม่มีใครรู้ เราก็เพราะความเห็นบุญเห็นคุณท่านนั่นเอง ถึงหัวใจนะ เห็นบุญเห็นคุณ จับได้ตั้งแต่ท่านพูดทีแรกโน่น ปีนั้นท่านเริ่มป่วย หลวงปู่มั่นเราเริ่มป่วย วันนั้นมีประชุมนะ พระเณรเข้ามาเต็มหมดเลย เราก็อยู่ที่นั่นแหละ เรื่องเรานี้ไม่ต้องถามแหละมันต้องอยู่ที่นั่น ๆ พอขึ้นไปยังไม่ได้พูดอะไร เป็นลักษณะเอะใจขึ้นมา เออ.นี่บรรดาพระเณรทั้งหลายที่มาอาศัยผม ผมให้การอบรมมานานแสนนาน แล้วมีใครคิดอะไรบ้างไหมท่านว่าอย่างนี้นะ นี่เทศน์สอนมานานแสนนาน มีใครคิดอะไร ๆ ไว้บ้างไหม

เท่านี้แหละท่านแย็บออกมานะ มีใครคิดอะไร ๆ ไว้บ้างไหม ทางเราก็ตอบออกมาทันที คิดเต็มหัวใจเราบอกอย่างนี้เลย ออกมาทันทีเลยนะ แต่เวลานี้งานกำลังเต็มหัวอกกระดุกกระดิกไม่ได้เลย ท่านผางขึ้นเลยนะ เออ ๆ เอางานเจ้าของให้ได้นะ งานของท่านเลยไม่ได้พูด ความหมายของท่านก็คือว่าใครคิดอะไรไหม ใครได้จดจารึกเรื่องราวอรรถธรรมทั้งหลาย สถานที่ความเป็นมาของท่านเป็นยังไง ตลอดถึงอรรถธรรมที่ท่านแนะนำสั่งสอนมานานแสนนาน ใครได้คิดอะไรไว้ไหม คือว่าได้จดจารึกได้อะไร ๆ ไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ไว้บ้างไหม ความหมายก็ว่างั้นแหละ แต่ท่านไม่พูดอย่างนั้นพูดแค่นั้นแหละ เราก็กราบเรียนออกมาเลย เวลานี้งานกำลังเต็มหัวอก คือคิดเรื่องของท่านคิดเต็มหัวใจเราบอก แต่เวลานี้งานกำลังเต็มหัวอกกระดุกกระดิกไม่ได้เลย เราว่าอย่างนั้น

เวลานั้นเป็นเวลาที่จิตของเราหมุนติ้วด้วยนะ ไม่มีเวล่ำเวลาที่จะไปคิดเรื่องอะไรนอกจากฟัดกันตะลุมบอนกันอยู่ภายในนี้เท่านั้น พอเราแย็บเท่านั้นท่านก็ใส่เปรี้ยง เออ เอางานเจ้าของให้ได้นะ นั่น ท่านไม่ได้พูดงานของท่านเลยนะที่นี่ เอ้า เอางานของเจ้าของให้ได้ งานเจ้าของได้แล้วแตกแล้ว อะไร ๆ มันจะแตกไปหมดนั่นละ ไม่มีงานใดยิ่งกว่างานของเจ้าของ ว่าอย่างนี้นะ เรื่องของท่านเลยหายไปเลย เลยยกเรื่องนี้ขึ้นเลย เอางานของตัวเองให้ได้นะ ท่านว่าอย่างนั้น พูดอย่างเน้นหนักเสียด้วย งานอื่นไม่สำคัญยิ่งกว่างานตัวเอง ถ้างานตัวเองเรียบร้อยแล้ว อะไรจะเรียบร้อยไปตาม ๆ กันหมดท่านว่าอย่างนั้น ท่านเลยไปแต่เรื่องนี้ไปเสีย เรื่องของท่านเลยหยุด

ทีนี้เราไม่ลืมน่ะซิท่านพูดอย่างนั้นแล้ว พยายามจะเขียนประวัติของท่าน หาโอกาส แต่เวลานี้ก็อย่างว่างานเต็มหัวอก เรากระดุกกระดิกไม่ได้เราก็ทำไม่ได้ จนกระทั่งถึงเวลาพอสมควรแล้วเราจึงไปเที่ยวค้นเอาจากครูบาอาจารย์ทั้งหลายมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านในสมัยนั้น ๆ ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เอาเทปไปด้วยก็มี ไปจดเอาด้วยก็มี ๔ ปีที่เราตามหาเรื่องประวัติของท่านมารวมกัน อาจารย์องค์นั้นบ้างอาจารย์องค์นี้บ้าง องค์ไหนอยู่กับท่านสมัยใด ๆ นี้เราก็ติดตามมา พออัดเทปท่านเล่าเราอัดเทปไว้ พอจดก็จดมา รวบรวมเรียบร้อยแล้วจึงมาเรียงเป็นเวลา ๔ ปี ประวัติของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น เอาเต็มเหนี่ยวนะ เพราะเราทำด้วยความจงรักภักดี ด้วยความรักความเทิดทูน ศรัทธาเลื่อมใสองค์ท่านสุดหัวใจเรา เพราะฉะนั้นการแต่งเรื่องของท่านนี้จะต้องเอาให้ได้ทุกกิทุกกี

นั่นละเราจึงได้แต่งเรื่องของท่าน แล้วประวัติของท่านจึงกระจายออกมา ประชาชนทั้งหลายจึงได้ทราบทั่ว ๆ กันอย่างทุกวันนี้แหละ นี่ละมาจากนั้น มาจากที่ท่านใครได้คิดอะไรไว้บ้างไหม เท่านั้นละ แล้วก็เริ่มออกห้าร้อยสิบสี่ละมั้ง (๒๕๑๔) ก็เรื่อยมาจนกระทั่งป่านนี้ นี่ละประวัติของท่านจึงได้ดังออก ชื่อเสียงของท่านจึงกระเทือนเวลานี้ทั่วประเทศไทย ทั้งจากประวัติของท่านด้วย ทั้งจากเรื่องราวกิตติศัพท์กิตติคุณของท่านที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาพรรณนา กราบไหว้บูชาท่านพูดถึงท่านอยู่เสมอมาจึงดัง ในวงกรรมฐานเราก็มีหลวงปู่มั่นนี้แหละที่ดังมากที่สุด เวลานี้ดังมาก โรงงานใหญ่เราบอกอย่างนั้น

คือโรงงานผลิตอรรถผลิตธรรมให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย จะมีใครมีหลวงปู่มั่นเท่านั้นชี้นิ้วเลย พูดนี้ไม่มีเคลื่อนคลาด สมชื่อสมนามว่าจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบัน พูดอะไร ๆ นี้ไม่มีเคลื่อนคลาดเลย ผางออกมานี้เป๋ง ๆ เลยนะ ตรงแน่ว เมื่อท่านมรณภาพไปแล้วลูกศิษย์ลูกหาก็ยังพอสืบหน่อต่อแขนงกันมา แล้วเวลานี้ก็หมดไปมาก สุดท้ายเราอยากจะพูดว่ายังเหลือแต่เราคนเดียวที่เอาหัวค้ำฟ้า ยังไม่ตายว่างั้นเถอะ รองลงไปก็อาจารย์เจี๊ยะ อาจารย์เจี๊ยะก็อย่างนั้นละ ไปที่ไหนจะจับเตียงเขย่าโยนลงน้ำมหาสมุทรทะเล ก็คงยังไม่ลงต้องกอดเตียงไปด้วยละ ก็ไม่เห็นมีเวลาลงเตียงนี่ เห็นแต่นอนอยู่อย่างนี้ นั่นซิมันก็ไม่ได้เรื่องจะว่าไง นี่ยังเหลืออยู่สองคน อาจารย์เจี๊ยะอายุพรรษาไล่เลี่ยกัน นี่เอาหัวค้ำฟ้าไว้ นอกนั้นตายไปหมดแล้วจะว่าไง

เราจึงได้เป็นห่วงบรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ คือจะไม่มีอะไรสืบต่อกันไปสืบเนื่องกันไปในมรดกอันดีงามของครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ประสิทธิ์ประสาทให้ด้วยความเมตตา จะมีแต่ความเลวแหลกแหวกแนวเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มวัดวาเต็มศาสนา มันก็ดูไม่ได้นะ เวลานี้เลอะเทอะมากสำหรับพุทธศาสนาเรา เกี่ยวกับพระกับเณรทั้งเขาทั้งเรา ไม่ได้ตำหนิผู้หนึ่งผู้ใดละ มันเลอะเทอะก็บอกว่าเลอะเทอะ เวลานี้เลอะเทอะมากทีเดียว เรื่องบวชไม่อัดไม่อั้น งานหนึ่ง ๆ บวชเป็นร้อย ๆ ๆ บวชขึ้นมาก็โอ้เอ้ ด้วยความนิยมกันเป็นแบบกิเลสแห่หน้าแห่หลังนั้นแหละ ที่จะบวชเพื่อความเป็นศีลเป็นธรรมรู้สึกจะมีน้อยมากนะ มีแต่บวชแบบความนิยมของกิเลส ให้กิเลสล้อมหน้าล้อมหลังไปอย่างนั้น

บวชพิธีนั้นบวชชีบวชพราหมณ์เท่านั้นเท่านี้ แล้วบวชก็เพื่อหาเงินหาทองไปอย่างนั้น ไม่ได้หาอรรถหาธรรมมันผิดกันนะ ทีนี้บวชเข้าไปก็เลอะเทอะ เณรหัวเท่ากำปั้นไปบวชแล้วมันจะรู้จักภาษีภาษาอะไรที่จะไปรักษาศีลธรรมวินัยได้ล่ะ มันก็ไปโอ้เอ้กันอย่างนั้น ศาสนาเจริญอย่างนี้เหรอพิจารณาซิ ครั้งพุทธกาลท่านบวชท่านบวชยังไง นั่น เอามาเทียบกันซิ กษัตริย์มาบวชน้อยเมื่อไร วงศ์กษัตริย์มาบวชแต่ละแห่ง ๆ เป็นกษัตริย์ ๆ ทั้งนั้นออกมาบวช พอบวชเสร็จเข้าป่า ๆ หายเงียบ ๆ ไม่ได้มีความกังวลกับการอยู่การกินการใช้การสอยที่หลับที่นอน ท่านไม่ยุ่งทั้ง ๆ ที่เป็นกษัตริย์ แม้พระพุทธเจ้าของเราก็ทรงเป็นตัวอย่างอันเอกอุมาแล้ว เสด็จออกไปแล้วไปอยู่ยังไงฟังซิน่ะ นั่น ท่านทำอย่างนั้นนะ

บรรดาสาวกทั้งหลายพอได้ยินธรรมจากท่านแล้วถึงใจ ๆ เข้าป่า ๆ ท่านหาอยู่หากินอะไรที่ไหน บิณฑบาตที่ไหน เขาให้ยังไงท่านก็กินอย่างนั้นพอยังชีวิตให้เป็นไป แต่อรรถแต่ธรรมท่านมุ่งอย่างแรงกล้า แล้วสำเร็จมรรคผลนิพพานออกมาจากมหาวิทยาลัยป่า แล้วมาสอนพวกเราจนกลายเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ นี้ ท่านบวชกันยังไงเอากันตรงนี้ซิ ท่านบวชกันยังไงท่านปฏิบัติกันยังไง กับบวชทุกวันนี้มีปฏิบัติกันยังไงหรือไม่ นี่ซิปัญหาที่ว่าปฏิบัติยังไง ถ้ามีปฏิบัติก็แยกกันบ้าง นี้มันไม่ปฏิบัติจะบวชกันยังไง แล้วทำยังไงกัน จะว่าปฏิบัติมันก็ไม่สนิทใจที่จะว่า มันไม่ปฏิบัติ แล้วโลเล ๆ ไปที่ไหนมีแต่พระแต่เณรเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วสุดท้ายก็กวนชาวบ้านชาวเมืองเขา นี้เหรอศาสนากวนบ้านกวนเมืองอย่างนี้เหรอ

พระพุทธเจ้าไม่กวนใคร ไปที่ไหนพอทุกอย่างดีทุกอย่าง การอยู่การกินการหลับการนอนพอ ไม่ยุ่งกับใครทั้งนั้น นี้ประวัติ ก็เรียนมาด้วยกันเห็นอยู่นี่จะว่ายังไง แล้วก็เรื่อยมาอย่างนั้น แล้วทุกวันนี้เป็นยังไงมันต่างกันยังไงบ้าง พระในครั้งพุทธกาลกับกับพระทุกวัน สถานที่อยู่ของพระในครั้งนั้นกับครั้งนี้ต่างกันยังไง การเสาะแสวงหาในคุณงามความดีในสมัยนั้นกับสมัยนี้ต่างกันยังไงบ้าง มันตรงกันข้าม ๆ มีแต่กิเลสทำหน้าที่ทั้งนั้น โอ่อ่าฟู่ฟ่าไปด้วยกิเลสทั้งนั้นจะว่ายังไง มันไม่ได้โอ่อ่าฟู่ฟ่าไปด้วยอรรถด้วยธรรมนี่นะ นี่มันน่าวิตกนะ แล้วก็ยิ่งเสื่อมลง ๆ ศาสนา

มิหนำซ้ำพระเราก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างขวากสร้างหนามสร้างฟืนสร้างไฟเผาทั้งชาติเผาทั้งศาสนาไปพร้อม ๆ กัน ทั้ง ๆ ที่ว่าปฏิญาณตนเป็นลูกศิษย์ตถาคต พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ บวชเป็นพระเสร็จสมบูรณ์แบบแล้วกลับมาทำลายศาสนาของพระพุทธเจ้า ก็เท่ากับไปเหยียบหัวพระพุทธเจ้านั้นเอง ทำไมมันทำได้ลงคอ ถ้ากิเลสมันไม่หนาแน่นเสียจนกระทั่งถึงว่าไม่มีใครไปกุสลาได้ละพวกประเภทตายลงไป พระผ้าเหลืองห่อหัวโล้นมันนี้ตายลงไปไม่มีใครไปกุสลาละ สำหรับหลวงตาบัวอย่ามาบอก ไม่ไปกุสลาให้พวกนี้ ตั้งแต่มันยังมีชีวิตอยู่ยังไม่สนใจกับกุสลา ตายแล้วจะเอากุสลาวิเศษมาจากไหนไปกุสลาให้มัน ให้มันไปสวรรค์นิพพานได้วะ นี่มันเลวขนาดนั้นนะทุกวันนี้ นี่เอาแบบเอาตำรับตำรามาพูดผิดไปไหน เราได้พูดคำไหนแล้วออกได้เลย เพราะคำพูดของเรา เราเรียนมาจากแบบพระ

เราปฏิบัติเป็นพระมาตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งป่านนี้แล้ว เราไม่มีอะไร ชีวิตจิตใจพัวพันกับอรรถกับธรรม ระมัดระวังรักษาตัวด้วยศีลด้วยธรรมตลอดมาจนกระทั่งป่านนี้ แล้วผิดถูกชั่วดีก็อ่านตามตำรับตำราเต็มกำลังความสามารถ ผิดตรงไหนมันจะไม่รู้ได้ยังไง มันก็รู้ กิริยาท่าทางของพระเป็นยังไง การแสดงออกของพระต้องมีคำสัตย์คำจริง มีศีลมีธรรมประจำตนเป็นที่เชื่อถือได้ แล้วการแสดงอย่างสมัยปัจจุบันที่กำลังเอาไฟเผาชาติทั้งศาสนาอยู่ไปพร้อม ๆ กันนี้ มันเอาประเภทไหนมาพูด ประเภทของพระท่านพูดว่ายังไง มาหลอกลวงต้มตุ๋นเขาอย่างนั้นเหรอ ออกแง่ไหนมุมใดมีแต่เรื่องกลมายาหลอกลวงต้มตุ๋นซึ่งไม่ใช่เรื่องของพระเลย เป็นเรื่องของเทวทัตไปหมด มันก็ออกมาแสดงได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนั้นโจมตีคนนั้นโจมตีคนนี้ หาเหตุหาผลหาหลักเกณฑ์ไม่ได้ นี้หรือพระ

เราอยากถามว่าอย่างนั้นนะ พระท่านไม่พูดอย่างนี้นี่นะ พูดตามความสัตย์ความจริง ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก อย่างเราพูดเหล่านี้ เอ้า มาพูดอย่างนี้ผิดไปไหน ก็เอาตำรามากางมาเทียบกันแล้ว มันเข้ากันได้หรือไม่ได้กับพระพุทธเจ้าพาดำเนินมา พระไปที่ไหนมีความสงบร่มเย็น ประชาชนเชื่อถือตายใจได้ ๆ นี้ไปที่ไหนเป็นไฟเผาโลกอย่างนี้เหรอ ตายใจได้อย่างนั้นเหรอ พิจารณาซิ เห็นสด ๆ อยู่ปัจจุบันนี้แหละ ท่านทั้งหลายดูเอานะ มันเป็นยังไง โฆษณาชวนเชื่อให้เขามาเชื่อส้วมถานของตัวเองนี้โฆษณาวันยังค่ำ ดีไม่ดีมันจะไม่กินข้าวด้วย มันเสียเวลาโฆษณา อยากให้เขามายอมรับเชื่อถือ เขาจะยอมรับยังไงเปรตเขาก็รู้ว่าเปรต ตา หู จมูก ลิ้น กาย เขามีประจำตัวของเขาทุกคน โลก แม้แต่เด็กอมมือเขาก็รู้ว่าใครดีใครชั่วได้ตามกำลังของเด็ก

อันนี้คนทั้งประเทศไทยทำไมจะไม่รู้ว่าใครดีใครชั่ว พระประเภทไหนดีประเภทไหนชั่ว เขาก็รู้ได้ละซิ โฆษณาไม่โฆษณามีความหมายอะไร การแสดงตัวของตัวเองนั้นแหละเป็นการทำความเสียหายแก่ตัวเอง โฆษณาเพื่อฆ่าตัวเองนั่นเอง โฆษณาไปเท่าไรไม่มีใครอยากฟัง เพราะไม่มีความจริง มีแต่ความหลอกลวงลวงต้มตุ๋น ทำโลกทั้งชาติบ้านเมืองและศาสนาให้ฉิบหายวายปวงไปโดยถ่ายเดียวเท่านั้น เพราะความเห็นแก่ลาภเห็นแก่ได้เห็นแก่ร่ำแก่รวย เห็นแก่กิเลสตัณหาออกหน้าออกตา เป็นเจ้าอำนาจบาตรหลวงจะครองบ้านครองบ้าน ครองชาติครองศาสนาเหยียบหัวพระพุทธเจ้าลง เราจะเป็นศาสดาองค์เอกแทนพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกันกับพระเทวทัต สุดท้ายพระเทวทัตก็จมลงไปแล้วเป็นยังไง เราจะไปแบบไหน เดินแบบพระเทวทัต จะไปแบบไหน นี่มันน่าคิดอยู่นะเรื่องเหล่านี้

โลกเขาเห็นนี่โฆษณาหาอะไร เขาก็รู้กันอยู่นี่ ความจริงกับความปลอมมันออกมาประกาศอยู่ตลอดเวลาความจริงมันไม่มี มีแต่ความปลอม วันไหนก็ฟังแต่เรื่องจอมปลอม เรื่องโฆษณาหลอกลวงโลกให้เขาเชื่อถือ แล้วก็โจมตีคนนั้นไม่ดีคนนี้ไม่ดี ก็เท่ากับยกยอเจ้าของขึ้น ยกขึ้นอะไรประสาส้วมถาน ยกขึ้นไปไหนมันก็คือส้วมคือถาน เอาไว้บนภูเขามันก็ส้วมถานอยู่บนภูเขา มันดีอะไร ถ้าเป็นทองคำทั้งแท่งเอาไว้ที่ไหนดีหมดนั่นแหละ เป็นอย่างนั้นนะมันต่างกัน ไม่จำเป็นต้องยอก็เป็นโดยหลักธรรมชาติแห่งคุณสมบัติของวัตถุนั้น ๆ แล้ว คนดีก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นจะต้องไปหายกยอกัน มันดีอยู่กับผู้ทำ ไม่มีอะไรมาลบล้างได้ ดีอยู่กับผู้ทำ ชั่วอยู่กับผู้ทำ ใคร ๆ จะมาลบล้างไม่ได้ ก็มีแต่ลมปาก ๆ อยู่นี้ โฆษณากันไปเท่าไรก็โฆษณาไป คนดีมีอยู่นะในเมืองไทยเรา เราอย่าเข้าใจว่ามีแต่คนโง่ ๆ เซ่อ ๆ จะคอยไปฟังเสียงลมปากมาหลอกเขาถ่ายเดียว แล้วเขาจะมายกยอนะ

เขาไม่ได้ยกยอ เขาเอือมระอาด้วยซ้ำไป ไปที่ไหนมีแต่เรื่องโฆษณาชวนเชื่อ ๆ ของปลอม ๆ ใครจะไปเชื่อของปลอมก็เขาหาของจริงนี่นะ เขาจะไปเชื่อของปลอมได้ยังไง ไอ้เรามันตัวจอมปลอม โฆษณาออกไปก็จอมปลอม แล้วให้คนที่เขาหาความจริงมาเชื่อได้ยังไง เขาไม่เชื่อ นอกจากมันฆ่าตัวเองเท่านั้น โฆษณาไปเท่าไรยิ่งฆ่าหนักไป ๆ ดีไม่ดีเขาเขี่ยออกจากเมืองไทยก็ได้นี่นะ เขาอิดหนาระอาใจทนรับไม่ไหวแล้วเขี่ยออกเลย พระประเภทนี้คนประเภทนี้อย่าให้อยู่หนักเมืองไทย เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ มีธรรมเป็นหลักเป็นเกณฑ์ อันนี้ไม่ใช่ธรรม เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ทั้งชาติทั้งศาสนานี้ไม่ควรให้อยู่ในเมืองไทยเรา เขาเขี่ยลงทะเลก็อาจเป็นได้นะ นี้เราก็คาดไปอย่างนั้นแหละ คือทนรำคาญไม่ไหว ไปที่ไหนมีแต่โฆษณา คนหนึ่งไปหาทำความดีแทบเป็นแทบตาย คนหนึ่งตามโจมตีตามโฆษณา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย มีแต่ทำความเสียหายแก่โลก

ไปที่ไหนมีแต่ทำความเสียหาย ส่วนที่เป็นสิริมงคล เช่นอย่างเวลานี้ชาติไทยของเรากำลังช่วยชาติบ้านเมืองเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มกำลังความสามารถ ทองคำก็ได้ถึง ๕ ตันกว่าแล้ว ดอลลาร์ก็เกือบจะได้เกือบ ๗ ล้านแล้ว ถ้าว่าเงินสดนี้ก็แผ่กระจายไปทั่วประเทศไทย สร้างโรงร่ำโรงเรียนสถานสงเคราะห์ ที่ราชการ โรงพยาบาลต่าง ๆ เต็มไปหมด จากเงินสดของพี่น้องทั้งหลายบริจาคนี้กระจายไปหมด นี่ผู้ท่านทำประโยชน์ ท่านทำแทบเป็นแทบตาย พี่น้องทั้งหลายขวนขวายช่วยกันทำประโยชน์นี้ก็เต็มบ้านเต็มเมือง ท่านเหล่านี้ทำประโยชน์เพื่ออุ้มชาติอุ้มศาสนาของเรา ท่านเหล่านี้ท่านทำอย่างนี้

แต่เราไม่ได้ทำอะไร เงินบาทหนึ่งหรือทองคำ เราไม่อยากว่าหนึ่งกิโลแหละ ว่าสองอัฐเข้าใจไหม ก็ไม่เห็นเข้าไปสู่ทองคำผ่านหัวใจประชาชน ผ่านสายตาประชาชน ที่เขากำลังวิ่งเต้นขวนขวายหาสมบัติเข้าสู่คลังหลวงนั้นบ้างเลยนะ ไม่มี ไม่ว่าเงินบาทดอลลาร์ เงินสด ไม่มีอะไรที่พวกนี้จะเอาไปพอให้พี่น้องชาวไทยเราอนุโมทนาสาธุการด้วยว่าพวกนี้เขาก็ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาถึงแข่งพวกเราโจมตีพวกเราว่าหาได้น้อย ให้หาได้มาก ๆ เหมือนเขา เขาหาได้มากขนาดไหนไม่สักสตางค์ เขาหาได้มากถึงขนาดที่ว่าไม่ได้สักสตางค์ ให้ได้ไปแข่งเขาบ้างซิ แข่งความดีของชาติไทยเราบ้าง นี้มันไม่มี สตางค์หนึ่งก็ไม่มี ทองคำอัฐหนึ่งมันก็ไม่มี เงินบาทก็ไม่มี แล้วมีแต่เรื่องโจมตี ๆ ผู้ทำดีซึ่งแทบเป็นแทบตายอยู่เวลานี้

เอามาเทียบซิพี่น้องทั้งหลาย ใครจะเชื่อไหมเชื่อคนประเภทนี้น่ะ เงินสตางค์หนึ่งเอาไปหนุนชาติไทยพอเป็นสิริมงคลให้เขาได้เห็นบ้างว่า โอ้.ทางนี้เขาก็ได้สตางค์หนึ่งนะ อย่างนี้ไม่มีเลย แล้วจะให้เขาเชื่อได้ยังไง มีแต่การโจมตี คนหนึ่งทำความดีแทบตาย คนหนึ่งตามโจมตีแทบตายแบบเดียวกัน ใครฟังมันก็ฟังออก เด็กอมมือก็ฟังได้เข้าใจไหม นี่ซิแล้วจะให้ประชาชนเขาเชื่อได้ยังไง การทำดีไม่มี แต่การทำชั่วนี้จะเอาให้ชาติให้ศาสนาเมืองไทยเราแหลกได้

แล้วในเมืองไทยคนทั้งประเทศนี้ ใครจะให้ชาติให้ศาสนาจมมีไหมล่ะ มีแต่พยายามอุ้มกันอยู่เวลานี้แทบเป็นแทบตายเท่านั้น แล้วเขาจะฟังได้ยังไง กิริยาท่าทางที่เป็นไฟเผาชาติเผาศาสนาให้เห็นอยู่ทั้งวันทั้งคืน ทุกแห่งหนตำบลหมู่บ้าน โฆษณาที่นั่นที่นี่ให้เขาเชื่อ เขาจะเชื่อได้ยังไง มันดูไม่ได้ฟังไม่ได้นอกจากเทวทัต กองทัพเทวทัตเท่านั้น กำลังโจมตีชาติด้วยศาสนาด้วย ให้แหลกเหลวไปตาม ๆ กัน เขาจะพูดได้เพียงเท่านั้น เขาอิดหนาระอาใจ นี้ยังดีนะเมืองไทยเรา นิสัยวาสนาของคนไทยเราเป็นมาดั้งเดิมไม่ค่อยกระโตกกระตากละ เงียบ ๆ ดีชั่วค่อยฟังไป ๆ เงียบ อันนี้เขาก็ฟังเงียบ ๆ ทางภายในใจเขาอกจะแตกแล้วแหละ

เขาเบื่อที่จะฟังคำโฆษณาหลอกลวงต้มตุ๋นเขา แล้วโจมตีคนนั้นคนนี้ให้เขาฟังทุกวัน ๆ เขาไม่อยากฟัง ให้หยุดเสีย ว่าอย่างนี้ละ เราขอบิณฑบาตให้หยุดเสีย คำนี้ไม่เป็นมงคล เอาละพูดเพียงเท่านี้ละ เป็นจุด ๆ นะ ทีนี้เราก็เริ่มทองคำของเรานะ เอาให้จริงให้จังทองคำของเราก็ดี เราพูดมาตั้งแต่ชมเชยพระนะ เรื่อยมา เลยกุดด้วน ไม่ทราบว่าจะพูดไปทางไหนบ้าง เลยกุดด้วนไป

อ่านธรรมะหลวงตา วันต่อวัน ทางอินเตอร์เน็ต www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก