เสาะแสวงหาคุณงามความดี
วันที่ 6 มิถุนายน 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เสาะแสวงหาคุณงามความดี

แมลงวันมากระยะนี้ เขาบอกมันมาตามแกลบตามปุ๋ยอะไร เต็มอยู่ข้างนอกเลยมาเต็มอยู่ข้างใน ธรรมดาที่นี่ไม่ค่อยมีแมลงวัน (ลูกศิษย์ : หนูเล็กฝากมา ๑ บาทค่ะ) เออ ๑ บาท เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๖ บาท ๘๑ สตางค์ ดอลลาร์ ๑๖๑ ดอลล์ ทองคำกับดอลลาร์มันเคียงข้างกันไปตลอด ดังนั้นจึงคาดไว้ว่าเมื่อทองคำถึง ๑๐ ตันนี้ ดอลลาร์จะเป็นล้าน ๆ ขึ้นไป เราคาดเอาไว้ว่า ดอลลาร์จะไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้าน พอทองคำถึง ๑๐ ตัน ดอลลาร์นี่จะถึง ๑๐ ล้าน แน่ใจนะ เพราะเดี๋ยวนี้เกือบ ๗ ล้านแล้ว กว่าทองคำจะถึงจุดที่หมายไว้ ดอลลาร์ต้องไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้าน ดอลลาร์ได้ถึง ๑๐ ล้านไปแล้วการพิมพ์ธนบัตรออกใช้ในเมืองไทยเราเพิ่มขึ้น ๆ

ดีไปหลายด้านดอลลาร์นะ พิมพ์ธนบัตรเพิ่มนี่อันสำคัญ เรามีดอลลาร์มากเท่าไรพิมพ์ธนบัตรเพิ่มได้ ๆ แต่ทองคำเราไม่แน่ ถามแล้วลืมแล้ว จำได้แต่ดอลลาร์ เมื่อมีมากเท่าไรก็พิมพ์ธนบัตรเพิ่มได้เรื่อย ๆ ส่วนทองคำนี้ (ลูกศิษย์ : เป็นหลักประกันเขาเชื่อ) เออ การซื้อการขาย นี่ละอันหนึ่งคือทองคำของเราเป็นหลักประกันการซื้อขายต่างประเทศ เพราะฉะนั้นเราจึงมีทองคำไว้ประจำประเทศนั้น ๆ ซึ่งเป็นประเทศใหญ่เกี่ยวข้องกับการซื้อการขายของเรา อย่างสหรัฐ อังกฤษ อย่างนี้เป็นต้นนะ ทองคำเราต้องเป็นประกัน ๆ เอาไว้ เมืองใหญ่เมืองเล็ก

เราได้คิดเต็มกำลังแล้วถึงได้ประกาศออกมาว่า ทองคำเราจากการช่วยชาติคราวนี้ไม่ควรจะให้ต่ำกว่า ๑๐ ตัน มันจะหนุนกันเข้าได้จังหวะพอดี เราคิดเต็มกำลังแล้วนะ คิดแล้วคิดเล่า ทีแรกก็บอกแต่ว่าอย่างน้อยให้ได้ ๔ พันกิโล ก็ได้ผ่านมาแล้ว ๔,๐๐๐ ทีนี้คิดอยู่ไม่หยุด มันจะไปลงจุดนั้นแหละ คิดอะไรรวมแง่นั้นแง่นี้เข้ามา ก็มาลงจุดนี้จุด ๑๐ ตัน จุดนี้เป็นจุดที่เหมาะสม บรรดาสมบัติที่จะรวมตัวมาเป็นกำลังหรือเป็นหัวใจของชาติไทยจะอยู่ในจุดนี้เหมาะสมในระยะนี้ เราเป็นเมืองทุกข์เย็นเข็ญใจ เราได้ ๑๐ ตันนี้พอใจ เราคิดไว้อย่างนั้น เพราะฉะนั้นคราวนี้จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้คิดให้ถึงใจนะ

หลวงตาก่อนที่จะนำมาประกาศพี่น้องทั้งหลายได้คิดอย่างถึงใจแล้วนะ เต็มเหนี่ยว แล้วก็อาศัยลมหายใจจากบรรดาพี่น้องทั้งหลายทั่วหน้ากันมารวมเป็นลมหายใจ ๑๐ ตัน ทองคำ ๑๐ ตัน เราจะพอใจมากทีเดียว แล้วดอลลาร์ก็ตามกันไป ดอลลาร์คิดว่าไม่นานจะถึง ๑๐ ล้าน ตอนนี้ก็ได้ถึง ๖,๘๖๗,๐๐๐ ดอลล์แล้ว เมื่อวานนี้ก็ถามคุณชาย ทางนู้นดูเหมือนได้ ๓๙,๐๐๐ ดอลล์ (ลูกศิษย์ : ตอนแรก ๓๐,๐๐๐ เมื่อ ๓๐ นี้ให้ไปอีก ๙,๐๐๐) ทางนี้ก็ดูเหมือนจะไล่เลี่ยกัน คิดว่าไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ เพราะเราเป็นคนแยกเอง แยกบัญชีนู้นบัญชีนี้ เรียกว่าเวลานี้ก็ไม่ต่ำกว่า ๖๐,๐๐๐ ดอลล์ คิดว่าไม่ต่ำแหละ ค่อนข้างแน่ใจ เขาบอกแล้วลืมแล้วนะ พอเข้ามาปั๊บเขาก็บอก เราก็ดูบัญชี เข้ากันปั๊บ ลืมปุ๊บ เงินสดทางกรุงเทพฯ ๓๙ ล้าน ทางนู้นมากกว่าทางนี้นะ อันนี้ประมาณ ๑๐ กว่าล้าน

เรียกว่าไม่ต่ำกว่า ๕๐ ล้าน (ลูกศิษย์ : ได้ครับผม) อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๕๐ ล้านสำหรับเงินสดเราที่อยู่ในบัญชีโครงการช่วยชาติเวลานี้ ในเวลานี้บรรดาพี่น้องทั้งหลายก็กำลังค่อยโอนเข้ามา ๆ เพราะเราก็ได้พูดย้ำอีกว่า เวลานี้ต่อไปเงินสดเพื่อทองคำนี้จะมีน้ำหนักมากขึ้น ๆ เพราะเราจดจ่ออยู่ที่ทองคำ ๑๐ ตัน เพราะฉะนั้นใครบริจาคอะไร อย่างที่อาจารย์นิดมาพูดให้ฟัง วัตถุสิ่งของอะไรจะไม่ซื้อไม่เอาอันนั้นมาจะเปลี่ยนมาเป็นทองคำได้ไหม ได้ทันทีเลยเราเพราะมีผู้มาออก เจ้าของศรัทธาทั้งหลายออกเอง เราไม่ได้บ่ง ไม่ได้ระบุ ไม่ได้ประกาศออกมา เพราะเป็นตามอัธยาศัยของผู้บริจาค จึงไม่อยากขัด แต่เมื่อศรัทธามาเสนอเองแล้วเราก็เห็นด้วยทันที เงินเก็บหอมรอมริบได้มากน้อยรวมซื้อทองคำเข้าคลังหลวง

ส่วนปัจจัยอย่างอื่นมันก็พอเป็นพอไปแล้ว แต่ทองคำรู้สึกว่าขาดอยู่มาก เราจึงหนุนเพื่อทองคำ คิดในใจแล้วว่ายังไงต้องได้ ๑๐ ตันคราวนี้ เมืองไทยเราจะสง่างาม ใครไม่ประกาศมันจะออกนี้ พอทองคำ ๑๐ ตันแล้วจะออกจากนี้ ข้างบนอัดไว้ จากนั้นก็กระจายทั่วโลก ออกทางวิทยุ ทางอินเตอร์เน็ตออกทั่วโลก ทราบเอง ขอให้ได้ทองคำ ๑๐ ตันเถอะน่า ไม่ต้องบอกหลวงตาจะประกาศเองเลยเทียว เพราะเดี๋ยวนี้อยากประกาศอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้ ต้องรอจังหวะไว้

ที่เขาเขียนรายการไว้ที่หลวงตาช่วยที่ไหน ๆ เราอ่านดูตอนเย็นเมื่อวาน แผ่นนั้นน่ะ (หมายถึงบอร์ดที่ติดหน้าศาลาวัดป่าบ้านตาด) ที่ช่วยสงเคราะห์ที่นั่นที่นี่ ใครก็ไปเห็นใช่ไหมล่ะ อันนี้เขาเขียนเฉพาะที่เขาจำได้ ส่วนหลวงตาผู้ทำเองหลวงตารู้หมด คือมากมายที่ไม่ได้มาเขียนในนี้นะ เช่นอย่างคนทุกข์คนจนนี้ หมายถึงพวกที่เจ็บไข้ได้ป่วย เรียกว่าไม่มีทางอาศัยได้เลย เป็นอนาถา เจ้าของก็จะตาย นี่เรารับ ๆ ๆ ให้เป็นคนไข้ของเรา ที่ไหนใกล้ไกลเขาส่งมาถึงเรา ส่งมาถึงเรา เราก็รับปุ๊บ ๆ อย่างนั้นมาก นี่เรียกว่าคนจนประการหนึ่ง ประการย่อย ๆ ออกไปอีกนั้นก็คือว่า เป็นคนจนจริง ๆ แต่เป็นคนดี ถูกพวกคดพวกโกงพวกปลิ้นปล้อนหลอกลวง ต้มเอาเสียแหลก กว่ามารู้สึกตัวหมดตัวแล้ว อย่างนี้มี ถ้าอย่างนี้เราช่วย ให้ตามสืบหาเหตุหาผลชัดเจน เราไม่ใช่ช่วยง่าย ๆ นะ เข้าถึงตัวเลย เป็นยังไง ๆ พอได้ความมาแล้วเรารับปุ๊บเลย มันจะจมจริง ๆ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นคนดี ถูกพวกเปรตพวกผีมันคดมันโกงเอาล่ะซี

โอ๋ อย่างนี้ก็หลายรายเหมือนกัน แต่อย่างนี้เราจะไม่พูดตามที่เราเคยประกาศแล้ว ช่วยคนทุกข์คนจนนี้ทั่วประเทศไทย ของเล่นเมื่อไร แต่อันใดที่เป็นเรื่องเฉพาะเราจะไม่พูดระบุชื่อว่าคนนั้นคนนี้ไม่มี ช่วยเงียบ ๆ เงียบไปเลยนะเรา อันใดที่ควรจะเปิดก็เปิดออกมา เช่น เขาออกทางหนังสือพิมพ์แล้วติดตามไปดูทางหนังสือพิมพ์ เพราะเขาบอกบ้านเลขที่ นี่ก็โทรไปถาม บางทีเราเดินทางไปดูเองก็มี ไปเงียบ ๆ อย่างนี้ที่เราปฏิบัติต่อโลก ไปดูถนัดชัดเจนเรียบร้อยแล้วเป็นที่เข้าใจแล้ว ทีนี้ตกลงกันเลย อย่างนี้มีมาก อย่างนี้เราไม่พูดเลย ถ้าหนังสือพิมพ์เขาออกเราอาจออกบ้าง เราไปดูตามหนังสือพิมพ์เขาประกาศ ถ้าเรารู้ตามเรื่องของเขาโทรมา โทรมาหาเราเข้ามาถึงเรา เราก็ให้สืบถามอีก อย่างนี้เงียบ ๆ ไปเลย ถ้าช่วยก็ช่วยไปเลย มากต่อมาก เมืองไทยเราทุกภาคที่เราช่วยแบบนี้นะ แบบนี้ไม่พูด

บอกได้แต่ภาคเท่านั้น บุคคลๆ เราบอกไม่ได้เพราะเราพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ความได้ความเสียของการบอก การบอกเหมือนกับว่าเอาไฟไปเผาบ้านเขาอีก สกุลของเขาก็มีศักดิ์ศรีดีงาม เราให้ให้เพื่อเป็นความสุขเย็นใจเย็นกายทุกอย่างของเขา เป็นความสะดวก แล้วเราไปให้แบบโฆษณาป้าง ๆ เอาไฟไปเผาเขา ถ้าเป็นอย่างหลวงตาบัว อย่ามาให้เสียดีกว่ามาประกาศกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่พูด เอาคอไปตัดให้ตัดเลย เราสงวนศักดิ์ศรีของคนแต่ละคน ๆ แบบเงียบ ๆ นะที่เราทำ ถ้าลงว่าเงียบเงียบจริง ไม่ได้บอกใครว่าให้ที่ไหนคนใดคนไหน ถ้าว่าส่วนใหญ่จะระบุก็เช่นภาค มันทุกภาค จะไปว่าบ้านไหนเราไม่บอกเพราะเราสงวนรักษาศักดิ์ศรีดีงามของเขา ให้แล้วให้เขาเป็นสุขใจไปเลย เงียบไปเลย เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อเอาชื่อเอาเสียงเอาอะไร ๆ เราไม่มีอย่างนั้น มีแต่ความเมตตาล้วน ๆ

นี่เราอ่านอยู่นี้ ที่เขาจำได้เขาก็เอามาลง เขาคงจะไปหาเก็บเอาที่ไหนบ้าง อาจจะทราบจากพระจากอะไรที่เราพูดอยู่ภายในวัด แล้วเขาก็ไปเขียนออกอย่างนั้น ส่วนที่เขาไม่ทราบ เช่นอย่างเราไม่ระบุคน ไม่ทราบ จึงไม่มีมาออกเลย ที่เราไม่ระบุมากต่อมากก็ไม่ได้มาออก นี่เห็นไหมหลวงตาทำประโยชน์ให้โลก ไม่ได้ประกาศเจ้าของเพื่อโอ้เพื่ออวดนะ เอาเรื่องความเมตตาเรื่องของธรรมแสดงออกจากน้ำใจให้พี่น้องทั้งหลายได้เห็น เมตตาไปที่ไหนเย็นไปหมด ช่วยไปทุกแห่งทุกหน เราช่วยตลอดมา ก็บอกแล้วว่าเราไม่เก็บ เงินเราไม่เคยมีก็บอกแล้ว ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมาเราไม่มีเงินมาตลอดเพราะเราไม่ต้องการเงิน มีแต่มุ่งมั่นกับอรรถกับธรรม สั่งสอนพระเณรมีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรม เรื่องปัจจัยนี้ไม่มีเลย เรียกว่าไม่มีเลยเรื่องเงินเรื่องทองสำหรับวัดนี้นะ

เราสอนแต่เรื่องหลักธรรมหลักวินัย การประพฤติปฏิบัติตัว เข้มงวดกวดขันทางอรรถธรรมล้วน ๆ เรื่องปัจจัยมีมาเท่าไรจ่ายเลย ๆ เราไปเห็นเขาออกชื่อออกนาม ส่วนผิดจำนวนตัวเลขบ้างเหล่านั้นเราก็ไม่ถือสา แต่จุดใหญ่คือจุดนี้ ๆ เขาก็บอกไว้จำนวนเท่านั้นเท่านี้ ผิดบ้างถูกบ้างเราก็ไม่ว่า เพราะความจริงมันเข้าแล้ว ใครจะไปนับได้ทุกบาททุกสตางค์ มันเกินเช่น ๑๐ เป็น ๒๐ ก็มี พันเป็นสองพันไปก็มี แต่ที่ลดไม่ค่อยมี ไม่เห็น เราอ่านดูไม่เห็น ที่เราให้น้อยแต่เขาประกาศมากนี้ไม่มี มีแต่เขาประกาศน้อยกว่าเราให้ เราพอใจแล้ว เขาไม่ประกาศเราก็พอใจแล้ว ก็เราไปอ่านเฉย ๆ ผิดถูกเป็นอะไร เป็นความจริงที่เราทำแล้วอย่างที่เขาประกาศนี้เท่านั้นก็เข้าใจกันแล้ว

พี่น้องทั้งหลายคิดดูซิ เงินหลวงตาจะมีมาจากไหนก็ดูเอาซิ ที่ว่าปากเกร็ดพวกเด็กพิการทางสมองนั้น ทีแรกก็มี โอ๊ย มันเท่าไร ลืมแล้วเขาเขียนไว้นั้น พ.ศ.เท่าไรก็ดูเอาเราลืม เขาประกาศความจนตรอกจนมุม เราได้โอกาสเข้าไปสถานที่ของเด็กพิการทางสมอง โอ๋ย ให้เยอะนะ พวกเตียงพวกที่หลับที่นอน อะไร ๆ ให้หมด อันนี้เป็นให้เบื้องต้น อะไรขัดข้องให้ๆ ๆ ๆ จากนั้นแล้วถามถึงพี่เลี้ยงเด็ก พี่เลี้ยงเด็กมี ๕ คนในระยะเราไปนะ แต่ว่าเด็ก ๘๐ คน เรามาคิด โหย เด็ก ๘๐ คนกับพี่เลี้ยง ๕ คน ไม่มีความหมาย เราเพิ่มให้อีก ๑๒ คน ตั้งแต่บัดนั้นเพิ่มให้ ๑๒ คนเป็น ๑๗ ตั้งแต่บัดนั้นต่อมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เงินเดือนพี่เลี้ยงของเด็กเราจ่ายให้หมด ทางราชการขึ้นเท่าไรเราขึ้นด้วย ตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ ๑๒ คน เราก็ช่วยได้เท่านั้น ทุกวันนี้เด็กก็มากพี่เลี้ยงของเด็กก็มากขึ้นเพราะคนมากขึ้นทุกวัน แต่เงินเราไม่มากขึ้นล่ะซี ช่วยได้เท่านั้น นี่ประจำมาเลย

เรื่องช่วยโลกเรียกว่าเราช่วยแบบหมดตัวเลย หมดตัวตลอดวันตาย เราจะไม่มีอะไรเก็บไว้เลย เพราะเราไม่มีอะไร เราปล่อยทุกอย่างแล้ว อันนี้เป็นเครื่องสงเคราะห์โลกสงเคราะห์กันไป เรื่องของเราแท้เราไม่มีอะไร นี่เราพูดถึงเรื่องธรรม คนทำชั่วได้เขาก็พูดเรื่องชั่วได้ คนทำดีทำไมพูดเรื่องดีไม่ได้ แต่พูดถึงเรื่องดีเรื่องอรรถเรื่องธรรมแล้วกิเลสรุมตีนะ หาว่าโอ้ว่าอวดว่าอะไร นี่เห็นไหมกิเลส ตัวมันทำความเดือดร้อนแก่โลกทั่วดินแดน มันไม่ได้ระบุพูดว่ากิเลสตัวมหาภัย มันไม่ได้บอก มีแต่คนเป็นบ้ากับมันทั้งนั้น ธรรมเป็นเครื่องแก้กันเพียงเล็กน้อย กิเลสจะมาตีเลย มันไม่เห็นให้รู้

การปฏิบัติธรรมได้คุณงามความดีมากน้อยเพียงไร ก็พูดกันธรรมดาเราในทางความดีเป็นสิริมงคล กิเลสไม่ยอมให้พูด ดีไม่ดีได้ชั้นนั้นชั้นนี้ภูมินั้นภูมินี้ กิเลสยิ่งตีใหญ่เลย เห็นไหมมันหยาบไหมกิเลส มันไม่ให้ของดิบของดีโผล่ขึ้นมาได้เลย ให้มีแต่ส้วมแต่ถานเต็มบ้านเต็มเมือง เต็มหัวใจคนเต็มหัวใจสัตว์ ไปที่ไหนมีแต่กองทุกข์เต็มบ้านเต็มเมือง ธรรมจับปุ๊บเห็นหมดจะว่าไง แล้วกิเลสมันไม่ยอมรับทั้ง ๆ ที่ธรรมเห็นหมด กองทุกข์อยู่ทั่วโลกดินแดน ว่างั้นเลย ความสุขที่จะเกิดขึ้นจากกิเลสมีแต่เหยื่อล่อ ๆ เป็นความหวังอย่างนั้นหวังอย่างนี้ แล้วก็ผิดหวังทั้งนั้นเป็นความทุกข์ กิเลสไม่บอกนะอย่างนี้ แต่ธรรมนี้เห็นหมด เหตุคือเครื่องล่อลวง กิเลสมันล่อลวง ขนความทุกข์ให้สัตว์ก็คือกิเลส ทีนี้สัตว์ทั้งหลายไม่เห็น ธรรมเห็นนี่

นี่แหละพระพุทธเจ้านำธรรมมาสอนโลก ท่านจึงสอนได้อย่างจะแจ้ง ผู้ที่มีธรรมมากน้อยก็พ้นทุกข์ไปโดยลำดับลำดา ผู้มีกิเลสมากน้อยจมลงเป็นลำดับ นั่นเห็นไหมล่ะ ต่างกันอย่างนี้ ผู้มีธรรมมากน้อยท่านไม่มีทุกข์นะ ยิ่งท่านผู้ปฏิบัติธรรม เพื่ออรรถเพื่อธรรมจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น พระกรรมฐานท่านอยู่ในป่าในเขา จะว่าท่านเป็นทุกข์เหรอ นั้นละผู้ครองความสุขผู้ครองอรรถครองธรรม อยู่เงียบ ๆ อย่างนั้น เต็มหัวใจท่าน ท่านไม่ค่อยได้เป็นทุกข์ เป็นทุกข์ก็ทุกข์เพราะความเพียรฟัดกับกิเลส ท่านไม่เป็นทุกข์เพราะกิเลสมาย่ำยีท่าน ท่านเป็นทุกข์เพราะท่านย่ำยีกับกิเลสต่างหาก มันต่างกันนะ เวลาผลเกิดขึ้นมาท่านเย็นใจสบายใจ

นี่ก็ได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังไม่รู้กี่ครั้งกี่หน พูดมันไม่ถึงใจ คือธรรมชาตินี้มันจ้าอยู่งั้นตลอดเวลา ไม่มีคำว่าอดีตอนาคต ความเที่ยงไม่เที่ยง ความทรุดโทรมเปลี่ยนแปลง ไม่มีในใจดวงเที่ยงแล้ว นิพพานเที่ยงคือหัวใจบริสุทธิ์ เป็นธรรมทั้งแท่งแล้ว นั่นเรียกว่านิพพานเที่ยง ครองอยู่กับหัวใจใดหัวใจนั้นจะเที่ยงตลอด กี่กัปกี่กัลป์ก็ไม่มีกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไปแทรก จิตดวงนี้เวลามันทุกข์แสนสาหัสเพราะกิเลสบีบบี้สีไฟก็เห็น เจ้าของรู้ชัด ๆ ชีวิตความเป็นฆราวาสของเรา ๒๐ ปีกับ ๙ เดือนที่เราออกบวชนะ เราบวชเดือนพฤษภาฯ เราเกิดเดือนสิงหาฯ พฤษภาฯ มิถุนาฯ กรกฎาฯ สิงหาฯ อีก ๓ เดือนนี้ก็เต็ม ๒๑ ปี นี่เราบวชอายุ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือน ตั้งแต่รู้เดียงสาภาวะมา ความทุกข์มีมาโดยลำดับลำดา ทุกข์ทุกแบบไม่กำหนดกฎเกณฑ์ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ถึงขั้นจะออกมาบวช ทุกข์ตามขั้นตามภูมิของวัย ของความคิดความอ่าน หน้าที่การงานอารมณ์ต่าง ๆ เปลี่ยนกันไปทุกข์กันไปเรื่อย ๆ

พอจากนั้นปั๊บเข้ามาบวชพลิกจิตใจหมด ทีนี้จิตใจที่เราเคยเป็นโลกเป็นสงสารมานั้น ทีนี้จะให้เข้าเป็นศีลเป็นธรรม เข้มงวดกวดขันตั้งแต่วันบวชมา นี่ก็เป็นทุกข์อันหนึ่ง แต่ทุกข์เพราะสู้กับอารมณ์เก่าที่มันเคยเป็นมา มันสร้างกองทุกข์ให้เรา ปัดไม่ให้มายุ่ง ทีนี้จะเอาศีลเอาธรรมเข้ามาบำรุงรักษาจิตใจ จึงรักษาธรรมรักษาวินัยตลอดเรื่อยมาตั้งแต่วันบวช วันนั้นเป็นวันเข้มงวดกวดขันตัวเองเรื่อยมา ไม่ได้เกี่ยวโลกสงสาร พลิกจิตมาเข้าสู่อรรถสู่ธรรม ถึงกิเลสมีแย็บเข้าไปก็ตีกันเข้ามา ไม่ยอมปล่อยให้มันไป ปฏิบัติมาอย่างนั้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งออกจากเรียน การเรียนนี่ก็วุ่นอยู่กับการเรียน เป็นทุกข์การเรียน ไม่ได้ทุกข์เพราะอย่างอื่น การสร้างบาปสร้างกรรมเราไม่มี มีแต่ทุกข์เพราะการเรียน เป็นทุกข์อันหนึ่งก็รู้ แต่ทุกข์อันนี้ทุกข์เพื่อความสุข เราเรียนนี้เราจะปฏิบัติศีลธรรมให้ยิ่งกว่านี้

พอเรียนจบแล้วออกปฏิบัติฟัดกับกิเลส นี่กองทุกข์ใหญ่อันหนึ่ง กองทุกข์อันนี้คือสู้กับกิเลส กิเลสมันคลื่นหนาแน่นมาก ความเพียรเรานี่ล้มลุกคลุกคลาน ๆ ไปบางแห่งน้ำตาร่วงบนภูเขา นี่ก็มาเล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง คือสู้กิเลสไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ตั้งหน้าจะไปฟัดกับมันบนภูเขา เอาอย่างเด็ดอย่างเดี่ยว ครั้นขึ้นไปแล้วหงายหมาลงมา หงายหมาลงมาก็ไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น เราไม่ลืมนะ นี่ทุกข์อันนี้ทุกข์จริง แต่ทุกข์ต่อสู้กับกิเลสซึ่งจะสร้างกองทุกข์ให้หนาแน่นมากกว่านี้ให้มันขาดสะบั้นลงไปเป็นลำดับ อันนี้ยอมรับว่าทุกข์ แต่ว่าทุกข์มันมีความหวังอันหนึ่งจะเอาชนะมันให้ได้ ถึงทุกข์เพราะมันก็จะเอาชนะมันให้ได้ เร่งตลอด ๆ จนกระทั่งจิตได้หลักได้เกณฑ์ขึ้นมา มีความสว่างไสวสะดวกสบาย ไปไหนมาไหนสบายเพียงขั้นสมาธิ

บำเพ็ญได้ขั้นสมาธิคือจิตแน่นหนามั่นคง ไม่ยุ่งกับเรื่องภายนอก ประหนึ่งว่าเป็นหินเลย จิตแน่นสบาย อันนี้เราก็ไม่เคยปฏิบัติ ธรรมประเภทนี้ไม่เคยรักษาเพราะไม่เคยรู้เคยเห็น ก็นึกว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเสื่อมโทรมอะไรไป เราก็มีนอนใจบ้าง นอนใจนั่นคือนอนใจด้วยความไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จักวิธีรักษา แล้วจิตนี้ก็มาเสื่อม อันนี้จึงสร้างกองทุกข์ให้มากที่สุด พอสมาธิเสื่อมจิตเป็นไฟขึ้นมา เป็นเวลาปีหนึ่งกับห้าเดือน นี่ที่จิตเราเจริญแล้วเสื่อม เจริญขึ้นแน่นหนามั่นคงขึ้นมาไม่กี่วันแล้วเสื่อมลง เสื่อมทีไรแล้วเอาไฟมาเผาหัวอก ๆ นี่ทุกข์แสนสาหัสก็เคยได้เล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง หัวใจดวงนี้นะ ไม่รู้จักวิธีรักษาจิตที่มันเจริญขึ้นมาแล้ว ให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป มันก็เสื่อมได้ซิเพราะความนอนใจ

เสื่อมลงไปถึงปีกับ ๕ เดือน เสื่อมตั้งแต่เดือนพฤศจิกาปีนี้ พฤศจิกาปีหน้าผ่านไปจนกระทั่งถึงเดือนเมษาฯ ปีหน้าเป็นปี ๕ เดือน นี่ที่หนักมากทุกข์มากที่สุด ในชีวิตของพระเราทุกข์มากเพราะจิตเสื่อม การทุกข์มากเพราะการต่อสู้กับกิเลสเพื่อความเจริญก็ทุกข์ไปแบบหนึ่ง ที่จิตเสื่อมนี้ไม่รู้จักวิธีแก้ไขที่จะให้เจริญขึ้นนี้เป็นทุกข์มากนะ จากนั้นเอากันก็จึงได้หลักขึ้นมาด้วยคำว่าพุทโธ ดังที่พูดนี้ บริกรรมพุทโธคำเดียว ไม่ให้คิดเรื่องอะไรทั้งหมด ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับมีแต่คำว่าพุทโธกับใจติดกันแนบกันอยู่ตลอด ไม่ยอมให้คิดอะไรทั้งนั้น ต่อไปมันก็เจริญได้ พอเจริญขึ้น ๆ แล้วปล่อยหมด อะไรจะเสื่อมอะไรจะเจริญ เอา ปล่อย เราเคยเสื่อมพอแล้ว หวังให้มันเจริญมันก็ไม่เจริญ สร้างกองทุกข์ให้เรามากมาย คราวนี้ปัดออกหมด ให้เหลือแต่พุทโธคำเดียว เป็นกับตายกับคำว่าพุทโธจะไม่ให้เสื่อมจากกัน ตื่นนอนปั๊บจับปุ๊บ จะทำการทำงานอะไรพุทโธจะติดแนบตลอดเวลา

จนกระทั่งจิตแน่นหนามั่นคงขึ้น ถึงขั้นที่ควรจะเสื่อม เอ้า เสื่อมไป เราไม่เสียดายกับมันละ มันสร้างกองทุกข์ให้เรามาก แต่พุทโธจะไม่ปล่อย จะเสื่อมหรือเจริญจะอยู่กับพุทโธ ครั้นอยู่กับพุทโธ ต่อไปมันก็ละเอียด ๆ แล้วแน่นหนามั่นคงขึ้น ถึงขั้นที่มันเต็มที่ของมันในขั้นสมาธิที่เคยเสื่อมนั้น มันไม่เสื่อม อ้าว เข้าท่าแล้วนะทีนี้ แต่มันจะเสื่อมก็ปล่อย เพราะเราได้หึงหวงมันพอแล้วไม่เกิดประโยชน์ ปล่อยเลย เอ้า จะเสื่อมก็เสื่อมไป แต่มันก็ไม่เสื่อม นี่ละการบำเพ็ญตน เป็นความทุกข์ทรมานในชีวิตของพระเรา จากนั้นพอจิตถึงขั้นที่ควรจะเสื่อมไม่เสื่อม ยิ่งแน่นหนามั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นก็เข้าเวทีใหญ่ละ นั่งตลอดรุ่ง ๆ ทีนี้เอาใหญ่เลยนะทีนี้ ฟาดจนก้นแตก ก้นแตกเลอะ เอ้า.เป็นก็เป็นตายก็ตาย ไม่ได้สนใจกับก้นยิ่งกว่ากิเลสแตก จะเอาให้กิเลสแตกก้นแตกไม่มีปัญหา ฟัดกัน

จากนั้นมาเรื่องจิตนี้เป็นหินไปเลย ความแน่นหนามั่นคง แต่มันไม่ออกทางด้านปัญญา เพราะมันนอนใจในความสงบ อยู่ทั้งวันสบายทั้งวัน ไม่ได้คิดกับเรื่องอะไร โลกสงสารมันไม่ไปสนใจ อยู่กับความสงบเย็นใจนี้พอ จากนั้นแล้วไม่ต้องพูดมากให้เสียเวลามากนะ ก้าวออกด้านปัญญาที่พ่อแม่ครูจารย์ฉุดลากออก ให้ออกทางด้านปัญญา ฟัดทางด้านปัญญา ตอนนี้ซีตอนไม่เคยคาดเคยคิดไม่เคยรู้เคยเห็น แต่มันเป็นขึ้นรู้ขึ้นภายในใจ ๆ จากฐานของปัญญา สมาธิเป็นแต่เพียงสงบ ถึงสว่างไสว ก็สว่างไสวในวงสมาธิไม่แยบคาย มันก็รู้ชัดเจ้าของเป็นเองวะ พอออกทางด้านปัญญาแล้วทีนี้ ปัญญาไม่ได้เหมือนสมาธินะ สว่างไสวแพรวพราว ความรู้ละเอียดแหลมคมเรื่อยซึมซาบเรื่อย อะไรที่ไม่เคยรู้รู้ ไม่เคยเห็นมันเห็นขึ้นมารู้ขึ้นมา เห็นขึ้นมาอะไรจัง ๆ ๆ

เหมือนกับที่เราไม่เคยเห็น เห็นอย่างนี้มันก็จะสงสัยอะไร แน่ะ อันนั้นไม่เคยรู้มันก็รู้ขึ้นมาประจักษ์ใจ ๆ ก้าวขึ้นทางด้านปัญญาพร้อมเรื่องกิเลสที่ไม่เคยเห็นตัวลึกลับ ๆ ของกิเลส มันก็เห็นมันก็รู้มันก็รื้อถอนขึ้นมาได้ จากนั้นก็สว่างจ้าออก ๆ กว้างออก ปัญญาแยบคายเท่าไรยิ่งขยายออกไป โดยที่เราไม่เคยคาดเคยคิดว่าจะรู้จะเห็น แต่มันก็เห็นอย่างจัง ๆ ตลอดไป จากนั้นมาก็ก้าวขึ้นเรื่อย สติปัญญาละเอียดเท่าไร เรื่องกิเลสละเอียดเท่าไรมันตามติดกันได้ ๆ เลย ความรู้ความเห็นต่าง ๆ นานา มันก็รู้ไป ๆ ๆ จนกระทั่งจิตถึงขั้นที่ว่าอยู่ไม่ได้แล้ว นั่นมันก็รู้นะ ทีนี้จะอยู่ในโลกกองทุกข์นี้อีกไม่ได้แล้ว เพราะอำนาจแห่งธรรมนี้ส่องให้เห็นพิษภัยของมัน ถ้าเราจะเทียบเป็นวัตถุก็คือว่า ส่องไปตรงนี้ก็จงอาง ส่องไปตรงนี้ก็สามเหลี่ยม ส่องไปตรงนี้ก็งูเห่า เข้าใจไหม มันมีแต่ตัวจะตายของมันทั้งนั้น ใครจะไปคุ้นกับมันได้

นี้ละกองทุกข์เราแยกมาเพียงเอกเทศ สามตัว งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม เท่านั้นก็พอ นี่จิตมันได้เห็นอย่างนี้แล้ว ทีนี้ทางหลุดพ้นเปิดไว้มันก็พุ่ง ๆ ๆ จนกระทั่งเป็นสติปัญญาอัตโนมัติมันยิ่งหมุนของมันใหญ่เลย ที่จะอยู่ไม่มี ที่จะให้อยู่ในโลกนี้อยู่ไม่ได้แล้ว ๆ ประจักษ์ ๆ ๆ หมุนเลย ลืมหลับลืมนอนกลางคืนกลางวัน ไม่ทราบว่าหลับเวลาไหนนอนเวลาไหน มันไม่ยอม คือความเพียรเหมือนนักมวยขึ้นต่อยกันบนเวที เข้าวงในกัน ไม่มีใครว่าจะเป็นจะตายละ ลงนักมวยได้เข้าวงในกันแล้ว อันนี้กิเลสกับธรรมเข้าวงในกันบนเวทีคือหัวใจมันก็หมุนแบบเดียวกัน ๆ จนกระทั่งมันจะตายจริง ๆ เข้ามาพักสมาธิ สักพักหนึ่งพักได้มันก็รู้ผล แต่ความสุขในสมาธิความเย็นใจในสมาธิเหมือนว่าถอดเสี้ยนถอดหนาม คุณค่าอันนี้น้ำหนักอันนี้ยังสู้ปัญญาไม่ได้

เพราะฉะนั้นปัญญามันถึงจะออกอยู่ตลอดเวลา ถึงสมาธิจะมีความสงบเย็นเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามเวลานั้นก็ตามนะ แต่น้ำหนักของทางปัญญามันหนักกว่านี้พอปล่อยนี้ปั๊บพุ่งเลย ขึ้นทางปัญญาที่จะฆ่ากิเลส ออกเรื่อยตลอด ๆ นี่การบำเพ็ญธรรมเป็นอย่างนี้ประจักษ์อยู่หัวใจพูดได้หมด คำว่าสติปัญญานี้หมายถึงสติเป็นอัตโนมัติไม่ต้องตั้ง ปัญญาเป็นอัตโนมัติไม่ต้องบังคับ หมุนตัวไป เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ แก้กิเลสเป็นอัตโนมัติไปเลย ไม่ต้องบังคับให้แก้นะ มันเป็นอัตโนมัติที่จะหมุนตัวของมันไปกับกิเลส เหมือนกับไฟได้เชื้อ เชื้ออยู่ที่ไหนไฟจะตามไป กิเลสอยู่ที่ไหนนั้นคือเชื้อไฟ ไฟคือธรรม ตปธรรมเผาไปเรื่อย ๆ เป็นอัตโนมัติ กินอยู่หลับนอนอะไรนี้ไม่มีเวลาปล่อยวาง การรบกับกิเลสไม่มี นี่เรียกว่าการฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติเหมือนกิเลสที่มันมีกำลังมากอยู่นั้น

พวกเรานี้มีแต่กิเลสเป็นอัตโนมัติ คิดออกแง่ไหนมุมใด ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต สัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งใดจะเป็นกิเลสออกมาทุกระยะ ๆ นี้คือกิเลสทำงานตามอัตโนมัติของมันทั่วหัวใจโลก ทีนี้เวลาธรรม เราได้บำรุงแล้วทีนี้ธรรมกลับมาเป็นอัตโนมัติ แก้กิเลสโดยอัตโนมัติแล้วก็เป็นแบบเดียวกัน กิเลสอยู่ที่ไหนมันจะหมุนเข้าไปเหมือนว่าเชื้อไฟอยู่ที่ไหนไฟจะหมุนเข้าไปเลย เผาเข้าไป ๆ กิเลสอยู่ที่ไหนเผาเข้าไปเป็นอัตโนมัติ แต่ก่อนกิเลสเป็นอัตโนมัติมันเผาเรา อยู่ที่ไหนเผาตลอด ให้พากันจำเอานะอันนี้ ท่านทั้งหลายเคยได้ยินไหมว่ากิเลสเผาหัวใจสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติ ไม่มีใครพูดนะ เราอยากจะพูดอย่างนี้ แล้วเวลาธรรมมีอำนาจเต็มที่แล้ว ธรรมเผากิเลสก็เป็นอัตโนมัติเหมือนกันนี้ใครมาพูดวะ

นี้ถอดออกจากหัวใจมาพูด ถึงเวลากิเลสมีกำลังมาก โถ อยู่ที่ไหนอยู่ไม่ได้สะดวกสบาย เข้าทางจงกรมก็เป็นไฟเข้าไป ออกมานอกเป็นไฟเข้าไป ระงับได้ชั่วขณะหนึ่งเวลานอนหลับครอก ๆ ขึ้นมากิเลสคั้นคอแล้วเข้าใจไหม เราไม่อยากจะว่าบีบคอ บอกว่ากิเลสคั้นคอ แล้วคั้นเข้าไปนี้แล้ว เป็นอย่างนั้นนะ เวลามันมีอำนาจมาก ทีนี้พอทางนี้ได้จังหวะแล้วนี้เปิดออก ๆ ๆ ถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว ทีนี้เชื่อมโยงเข้าไปถึงมหาสติมหาปัญญา สติปัญญาอัตโนมัตินี้ยังเป็นวรรคเป็นตอนเหมือนเขายำลาบ ปั๊บ ๆ ๆ รวดเร็วขนาดไหนก็มีลักษณะยำลาบ แต่พอก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญาคือเชื่อมโยงจากสติปัญญาอัตโนมัตินี้ เข้าหามหาสติมหาปัญญานี้แล้ว ซึมไปเลย ไม่มีคำว่ายำ ซึมไปเลย กิเลสจะละเอียดขนาดไหนมันซึมเข้าหากันได้เป็นอัตโนมัติ

นี่เห็นไหมล่ะ ทีนี้มีแต่ทางที่จะพ้นทุกข์ถ่ายเดียว ๆ นิพพานเหมือนอยู่ชั่วเอื้อม ๆ นี้ละมันทำให้เพลิน ไอ้เรื่องหลับเรื่องนอนมันไม่ได้นึกถึง มีแต่เรื่องความเพียรหมุนติ้ว ๆ ๆ นี่ฟังเสียนะปัจจุบันของธรรม พระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ อย่างนี้ละ ถ้าใครปฏิบัติ นอกจากนอนเฝ้าคัมภีร์อยู่เฉย ๆ เป็นหนอนแทะกระดาษอยู่เท่านั้นมันไม่เกิดประโยชน์แหละ เรียนจำมาเฉย ๆ แต่ชื่อแต่นาม ตัวจริงไม่เคยเห็น กิเลสมันเป็นตัวอะไร ได้แต่ชื่อกิเลส กิเลสตัวเป็นพิษเป็นภัยต่อหัวใจสัตว์โลกมันเป็นยังไงไม่รู้น่ะซิ ทีนี้เวลาก้าวเข้าทางด้านธรรมปฏิบัตินี้แล้วมันเห็นนี่จะว่าไง ไม่มีใครบอกมันก็รู้อยู่จัง ๆ พอเข้าถึงมหาสติมหาปัญญาเชื่อมโยงกันแล้วทีนี้มันซึมไปเลย กิเลสละเอียดขนาดนั้น ถึงกิเลสมันเป็นเรื่องซึมไปเลย

ทีนี้สติปัญญาเป็นมหาสติมหาปัญญามันซึมตามกันไปเลย จนกระทั่งเอาเต็มที่แล้วมันจะละเอียดขนาดไหน มันพ้นไฟไปไม่ได้ละไอ้เชื้อไฟนี่น่ะ มันเป็นขอนซุงทั้งท่อน มันก็ไหม้แบบไฟไหม้ขอนซุง มันละเอียดลงไป มันก็เท่ากับไฟไหม้ขอนลดลงมา ๆ จนกระทั่งเป็นขี้ฝุ่นขี้ฝอยใบไม้ใบหญ้า มันก็เผาไปได้หมดไฟนะ ละเอียดขนาดไหนไฟตามเผาได้หมด คือเชื้อไฟอย่างที่เราเห็นพวกไฟเชื้อไฟ เช่น เป็นฟืนเป็นขี้ผงขี้ฝอยเข้าใจไหม นี้ละใบไม้ใบหญ้าแห้งเป็นเชื้อไฟไฟเผาได้หมด ทีนี้กิเลสเทียบกับตั้งแต่ซุงทั้งท่อน ที่กิเลสหนา ๆ มันก็เผากันมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงขั้นละเอียดสุด ๆ เรียกว่ากิเลสซึมซาบ ทีนี้มหาสติมหาปัญญาก็เป็นเรื่องของไฟ มันก็ตามเผากันอีก จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือเลย ขาดสะบั้นไปหมด ทีนี้ตั้งแต่บัดนั้นต่อมาแล้วคำว่ากองทุกข์แม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มีเลย ทีนี้มันทำไมไม่มีอะไรทำมัน ก็กิเลสเป็นผู้สร้างกองทุกข์ เมื่อกิเลสสิ้นซากไปแล้วความทุกข์จะมาจากไหน ความทุกข์เป็นผลของกิเลสต่างหาก นั่น มันก็รู้กันชัด ๆ ประจักษ์ใจนี่นะจะทำยังไง

เมื่อมันขาดสะบั้นลงไปหมดแล้วมันก็รู้ชัด ๆ นั้นละตั้งแต่บัดนั้นมาเรื่องความทุกข์ที่จะมีในใจของผู้สิ้นกิเลสแล้วไม่มีเลย จนกระทั่งนิพพานแล้วเที่ยงไปเลย นั่นฟังซิ มันมีมากมีน้อยกิเลสมันสร้างกองทุกข์ให้ทั้งนั้นละ จนเป็นเสี้ยนเป็นหนาม เหมือนผงเข้าตาเรามันก็ทุกข์สำหรับผงเข้าตา อันนี้กิเลสมียังไงถึงขนาดผงเข้าตาเล็ก ๆ มันก็เผาอยู่ในตานั้นแหละ กิเลสมันเผาในหัวใจแบบเดียวกัน พอมันสิ้นซากไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรเป็นกิเลสแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นทุกข์ นั่น

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านถึงไม่มี นี่ละท่านทั้งหลายฟังซิ เราปฏิบัติตัวของเรามาตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี ๙ เดือน เริ่มเข้าศีลเข้าธรรมตั้งแต่วันบวช ปฏิบัติตัวเองมาตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งถึงระยะสุดท้ายที่มาพูดให้ฟัง สถานที่ เวล่ำเวลาก็พูดให้ฟังหมดแล้ว มายุติกันที่ตรงนั้น เชื้อไฟหมดที่ตรงนั้น เชื้อไฟที่ละเอียดสุดยอดคือ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นั่น สุดยอดของมันไปสิ้นซากลงในนั้น เมื่อสิ้นซากไปแล้วตัวไหนที่จะเป็นทุกข์อีก ที่กิเลสจะมาสร้างให้เป็นกองทุกข์ไม่มีเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาเราถึงได้บอกซิ แล้วสิ่งที่รู้ที่เห็นนี้พูดไม่ได้นะ เป็นหูหนวกตาบอดไปอย่างนั้นได้ เพราะพูดไปสถานที่นี่เขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจพูดหาอะไร บอกเขาให้เขารู้ เขาไม่รู้พูดหาอะไร บอกทำไม นั่น ก็เขาหูหนวก เราหูหนวกไป เขาตาบอดตาบอดไป อันไหนที่มียิบแย็บ ๆ พอที่จะยื่นไม้เท้าให้เขาจับเขาเกาะก็ยื่นให้เสีย ที่มันไม่สนใจอะไรเลยพวกตาบอดอวดดีก็ปล่อยมันลงเหวลงบ่อไปเสีย เข้าใจไหม

ไม้เท้ามีเท่าไรก็ไม่ให้เข้าใจเหรอ มันสู้เหวบ่อมันไม่ได้ ให้มันลงหมดทั้งโคตรมันเข้าใจไหม ลงเหวลงบ่อช่างมันซิ สอนมันเท่าไรมันก็ไม่ยอมเอาแล้วจะทำยังไง นี่ละธรรมที่เลิศเลิศอย่างนี้เอง ให้มันเข้าหัวใจนี้ไม่ต้องถามหาพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหละ กระจายถึงกันหมดทันที ผางขึ้นมาเท่านั้น จึงได้กล้าพูดละซิ เหอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ๆ อย่างนี้ละหรือ ๆ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้ถึงใจ เราหาพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่เมื่อไร ๆ เวลามาเจอ เป็นอย่างนี้ละเหรอ นั่น เห็นไหม แล้วธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ มันเป็นอันเดียวกันแล้วนั่น เป็นน้ำมหาสมุทรอันเดียวกันแล้ว จ่อตรงไหนเป็นมหาสมุทรหมด อันนี้ความรู้อะไรมันก็เป็นความรู้ของผู้สิ้นกิเลส ความรู้ความสว่างไสว ความรู้ที่พ้นโลกพ้นสงสาร ความรู้ที่เลิศเลอเหมือนกันหมด แล้วจะให้ไปเทียบเคียงอะไร ระหว่างพระพุทธเจ้ากับสาวก ผู้สิ้นกิเลสด้วยกันแล้วท่านไม่เทียบกัน

มันเป็นเหมือนแม่น้ำมหาสมุทร มันเป็นแบบเดียวกันหมด นี่ละอำนาจแห่งการปฏิบัติธรรม ขอให้ท่านทั้งหลายพากันตะเกียกตะกายนะ ธรรมพระพุทธเจ้านี้คงเส้นคงว่าหนาแน่นตลอดมา มีแต่กิเลสละโจมตี ๆ ธรรมหมดเขตหมดสมัย บาปไม่มี บุญไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี อะไรก็ไม่มีหมด แต่หัวใจเราที่เต็มไปด้วยกิเลสเผาหัวอยู่นี้มีหรือไม่มีดูซินี่ ตัวนี้ละตัวมันหลอกเก่ง ๆ ตัวบาป บุญ นรกสวรรค์ไม่มี แต่กิเลสที่มันเผาหัวอกเราอยู่นี้มันมีหรือไม่มีดูกันบ้างซิ ถ้าจะพากันเดินจงกรมนั่งสมาธิเพื่อชำระสิ่งเหล่านี้ออก ความขี้เกียจขี้คร้านมันมาแล้วนะ มาทับหัวแล้ว นี้นะมันลำบาก ต้องฝืนนะ เราเป็นผู้รับผิดชอบเรา จะดีจะชั่วเราเท่านั้นรับผิดชอบ คนอื่นรับเราไม่ได้นะ เราต้องรับผิดชอบต้องบึกต้องบึนตัวเอง ผ่านได้ไม่สงสัย ธรรมพระพุทธเจ้าสอนเพื่อให้ผ่านพ้นทุกข์ไปได้ทั้งนั้น

พระพุทธเจ้าองค์ใดสอน สอนเพื่อให้พ้นทุกข์ ไม่ได้สอนให้จมอยู่ในกองทุกข์ แล้วทำไมถึงเชื่อกิเลส แล้วกิเลสมันหมดโคตรหมดแซ่ปู่ย่าตายายมาตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใดมันหลอกโลกทั้งนั้น ให้จมอยู่ในกองทุกข์ ธรรมไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสรู้ขึ้นมา ถอนขึ้นจากกองทุกข์ทั้งนั้น เอ้า ฟังให้ดีนะทั้งสองอย่างนี้ ไม่งั้นจะตายจมกันนะ นี้ละที่เราพูดถึงเรื่องการเสาะแสวงหาคุณงามความดี วันนี้เราก็ได้ยกตัวอย่างมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เอาตัวเจ้าของยันเลยเทียว เรื่องกองทุกข์ตั้งแต่เป็นเด็กเป็นเล็กมาเป็นทุกข์แบบหนึ่ง ๆ เปลี่ยนใหม่ขึ้นมาเป็นความรู้สึกความรู้ความเห็นต่าง ๆ เปลี่ยนไปวัยก็เปลี่ยนไป หน้าที่การงานเปลี่ยนไปเป็นทุกข์เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนได้ก้าวเข้ามาบวชทางด้านธรรมะ เปลี่ยนทางด้านธรรมะนี้เปลี่ยนเพื่อความดีเรื่อย ๆ มา จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย

ตั้งแต่นั้นมาเราพูดจริง ๆ เราไม่เคยมีว่าจะทำความเพียรแก้กิเลสตัวใด แน่ะ ก็มันไม่มีจะแก้หาอะไร จ้าอยู่เห็นอยู่ประจักษ์อยู่ในหัวใจเจ้าของ แล้วจะไปหลงบ้าไปหาอะไร นั่นละพระพุทธเจ้าท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก มันประจักษ์แล้วจะถามพุทธเจ้าหาอะไร พากันตั้งอกตั้งใจนะ โอ๊ย.มันจะตายทิ้งเปล่า ๆ นะพวกเรา จะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร เกิดมาชาติหนึ่ง ๆ ตายกองกัน ๆ ชาติก่อนกับชาตินี้มันก็ตายกองกันเหมือนกัน แล้วจะตายกองกันไปข้างหน้าอีกกี่กัปกี่กัลป์มันก็แบบเดียวกัน วิเศษวิโสอะไร แบกกองทุกข์ไปด้วยกันนี้ สลัดกองทุกข์ออกเสียด้วยคุณงามความดีของเรามันไม่ดีแล้วเหรอ ถามเจ้าของบ้างซิ เอาละพอ เหนื่อย ไม่ทราบว่าอะไรต่ออะไรไปใหญ่เลย วันนี้ไปแบบหนึ่งนะ กับวันนี้ไปแบบหนึ่ง วันหนึ่งไปแบบหนึ่ง ๆ แล้วมีอะไรอีก ทีนี้จะให้พรแล้วนะ

หลวงตา เออ.ท่านเจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์เป็นยังไง ท่านสบายดีเหรอ วัดศรีเมืองน่ะ จะแก่มากแล้ว ดูเหมือนจะ ๙๖-๙๗ ละมั้ง เหอ เดินไม่ได้แล้วนะเดี๋ยวนี้ อายุท่านแก่กว่าเราดูเหมือน ๖-๗ ปี เดี๋ยวนี้ไปไหนไม่ได้แล้วนะ ดูเหมือนอายุจะ ๙๕-๙๖ ละมั้ง ถูกกันดีนะกับเรา ท่านเจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์ โอ๊ย.สนิทกันมากกับเรา เห็นกันเมื่อไรนี้พันกันเลย เรายังไม่ลืมไปเผาศพ ท่านเริ่มพูดมาตั้งแต่โน้นแหละ ไปเผาศพท่านอาจารย์ภูมี วัดโนนนิเวศน์ ท่านมาอยู่ก่อนแล้ว ตอนเช้าเราไป ดูท่านจะมาค้างคืนที่นั่น ตอนเช้าเราก็ไปจังหันที่นั่น ตอนบ่ายก็เผาศพ

พอเห็นเราไป ก็คนคุ้นกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร พอเห็นเราไป เอ้อ. พระสีวลีมาแล้ว ๆ ขึ้นเลย สีวลีวะแลอะไร เราก็ว่าอย่างนั้น ก็นี่แหละพระสีวลี เราเลยไม่ลืมนะ ว่าพระสีวลีมาแล้ว สนิทกันมากกับเจ้าท่านเจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์ ท่านผิดใครไม่เป็น นิสัยท่านดีเข้าได้หมด ไม่มีคำว่าถือเนื้อถือตัว เข้าได้หมดแหละ คิดดูแต่ได้เห็นหน้าเราไป เอ้อ พระสิวลีมาแล้ว ๆ ขึ้นเลย ท่านถือเมื่อไร ก็ท่านเป็นขนาดเจ้าฟ้าเจ้าคุณ เราเพียงหลวงตาบัว ยังอุตส่าห์เอื้อมมือมารับเรา พระสีวลีมาแล้ว ๆ เราไม่ลืม เอาละนะ

เมื่อคืนนี้ก็ฝนตกนะ เราเลยลงไปเดินจงกรมโน้นไม่ได้ เลยเดินอยู่บนกุฏิเมื่อคืนนี้ ไปละทีนี้

อ่านธรรมะหลวงตา วันต่อวัน ทางอินเตอร์เน็ต www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก