ศีลธรรมสำหรับครอบครัว
วันที่ 11 กรกฎาคม. 2519
สถานที่ : กรมทหาร ร.พัน.3 อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ กรมทหาร ร. พัน. ๓ อุดรฯ

เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

ศีลธรรมสำหรับครอบครัว

 

        วันนี้ได้มาเยี่ยมพี่น้องลูกหลานทั้งหลาย หลวงตาบัวรู้สึกว่ายุ่งมาก ตามปกติไม่ค่อยมีเวลาว่างพอจะมาเยี่ยมพี่น้องทั้งหลาย วันนี้มีโอกาสเรียกว่าวาสนาอำนวยเราได้มาพบกัน เนื่องจากวันหนึ่งๆ เวลามีน้อยมาก จึงได้ให้ชื่อว่าหลวงตายุ่ง เวลานี้อยู่ในตำแหน่งหลวงตายุ่ง มี ๓ ชื่อด้วยกัน คือ หลวงตาบัว หลวงตายุ่ง หลวงตาลาก กำลังถูกลากกันอยู่นี่ พอเข้าใจไม่ใช่เหรอ หลวงตายุ่งก็คือหลวงตาบัวนี่แหละมันยุ่งมากทั้งวันทีเดียว มิหนำซ้ำกลางคืนบางคืนยังยุ่งอีก นอกจากนั้นเขาก็ลากเอาไป เรียกว่าหลวงตาลาก ลากไปโน้นลากไปนี้ หลวงตายุ่งกับหลวงตาลากกำลังอยู่ในตำแหน่งเดียวกันและกำลังยุ่งกัน วันนี้จะพูดธรรมะให้ท่านทั้งหลายฟังตามโอกาสที่มี

        คำว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งมาก โลกเราหากไม่มีธรรมะเป็นน้ำดับไฟอยู่บ้างแล้ว โลกจะอยู่กันลำบากมากและจะอยู่ไม่ได้ ธรรมะเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยว ธรรมะเป็นเครื่องบำรุงส่งเสริมจิตใจของประชาชนให้ดีมีความสงบสุข ศาสนาจึงเป็นโรงผลิตความดีงามให้แก่จิตใจของประชาชนได้อย่างดีมาก ไม่มีอันใดจะเสมอเหมือนกับศาสนาเลย คำว่าศาสนาคือศาสนธรรมที่บรรยายออกมาภายนอกนี้ เรียกว่าคำสั่งสอนที่ถูกต้องดีงามของพระพุทธเจ้า ปกครองได้ทั้งประเทศชาติบ้านเมือง และตัวของบุคคลเป็นรายๆ ตลอดตัวของเราเอง กระจายไปถึงครอบครัว

        บ้านใดที่ไม่มีศีลธรรมก็คือไม่มีศาสนา เรือนใดก็ตามครอบครัวใดก็ตาม หรือบุคคลใดก็ตาม ถ้าไม่มีศาสนธรรม คือไม่มีศีลธรรมเป็นเครื่องรักษาปฏิบัติประจำใจ บ้านนั้นเรือนนั้นบุคคลนั้น จะมีแต่ความเดือดร้อนอยู่เสมอ หาความพอดีมีสุขไม่ได้ ส่วนมากมักเกิดความทะเลาะเบาะแว้งกันในระหว่างครอบครัว คือสามีภรรยาบ้าง ในระหว่างสังคมบ้าง เพื่อนบ้านกันบ้าง ตลอดถึงหน้าที่การงานต่างๆ ที่ไม่ลงรอยกันบ้าง ส่วนมากก็เป็นเรื่องปีนเกลียวกับศีลธรรม คือความถูกต้องดีงาม

        เฉพาะอย่างยิ่งระหว่างสามีภรรยาที่ไม่ค่อยจะลงรอยกัน ก็เพราะไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ปีนเกลียวกับความพอดี คือความเหมาะสม ตามหลักธรรมท่านสอนไว้ว่า สนฺตุฏฺฐี นั้นหมายถึงความสันโดษ ยินดีในสมบัติที่มีอยู่ของตน ไม่ให้เลยขอบเขตลุกลามไปหาสมบัติของผู้อื่น ประการที่สองเรียกว่า อปฺปิจฺฉตา ความมักน้อย นี้หมายถึงมีอันเดียวไม่มีสอง ถ้ามีสองก็เท่ากับได้คู่ทะเลาะตบตีแย่งชิงนั่นเอง

        คำว่ามักน้อยคืออย่างไร เราเคยเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นผู้ใหญ่ทางฝ่ายโลกเสียด้วย แสดงออกทางหน้าหนังสือพิมพ์ เห็นแล้วรู้สึกมีความสลดใจ หากว่าไม่เข้าใจศาสนธรรมบทนั้น ก็ไม่ควรนำธรรมบทนั้นออกแสดง ให้ประชาชนได้ยินได้ฟังสิ่งที่ไม่ถูกต้องดีงามตามความมุ่งหมายของธรรมนั้น ผู้อ่านซึ่งไม่เข้าใจธรรมสองบทนี้อาจเกิดความเข้าใจผิดตามไปได้ นี่เป็นเวลานานแล้วแต่จำไม่ลืม เพราะเป็นสิ่งที่ไม่น่าหลงลืมและเป็นความสะดุดใจด้วย แสดงว่า สนฺตุฏฺฐี คือความสันโดษ ยินดีในความมีอยู่ของตนหนึ่ง อปฺปิจฺฉตา ความมักน้อยหนึ่ง ธรรมทั้งสองข้อนี้พระสงฆ์ไม่ควรนำออกแสดงให้ประชาชนทราบ เพราะธรรมสองบทนี้เป็นการกดถ่วงเศรษฐกิจของบ้านเมือง ซึ่งเวลานี้กำลังฟื้นฟูเศรษฐกิจของบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรืองกันอยู่ ธรรมสองข้อนี้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของบ้านเมือง ว่าอย่างนั้น

        ความจริงศาสนธรรมในสองบทนี้ไม่ได้หมายความอย่างนั้น เป็นธรรมสอนโลกทั่วไปทั้งพระแลฆราวาสจะพึงนำไปปฏิบัติแก่เพศของตน ธรรมไม่มีบทใดบาทใดกดถ่วงความเจริญของโลก นอกจากเป็นคุณธรรมค้ำจุนโลกโดยลำดับเท่านั้น พระนำไปปฏิบัติได้ดังนี้ อปฺปิจฺฉตา คือความมักน้อย พระผู้ปฏิบัติเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสของพระพุทธเจ้า อย่าเป็นผู้มักมากด้วยจตุปัจจัยทั้งสี่ คือหนึ่ง จีวร เครื่องนุ่งห่มใช้สอยต่างๆ ที่ได้มาจากประชาชนเขาให้ทาน สอง บิณฑบาตการขบฉัน ไม่ว่าอาหารประเภทใด พระภิกษุเหล่านั้นไปหามาเองโดยลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยประชาชนเลี้ยงดู ตั้งแต่วันอุปสมบทเข้ามาจนกระทั่งถึงวันอวสานของพระ

จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ที่อยู่ที่อาศัยของพระตลอดถึงยาแก้ไข้เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มาจากประชาชนศรัทธา พระที่เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส จึงไม่ควรแสดงตัวเป็นคนมักมากโลภมาก ผิดกับหลักธรรมของพระพุทเจ้า จงเป็นผู้มักน้อยในปัจจัยทั้งหลาย ซึ่งเป็นความถูกต้องดีงามสำหรับพระผู้อาศัยคนอื่นเลี้ยงดู จะไม่เป็นภาระแก่ศรัทธามากไป พระก็ไม่พะรุงพะรังกังวลวุ่นวายกับปัจจัย ซึ่งเป็นเพียงเครื่องอาศัยพอยังอัตภาพให้เป็นไป และบำเพ็ญสมณธรรมด้วยความสะดวก

        เกี่ยวกับประชาชนคือความมักน้อยนี้นั้น หมายถึงมักน้อยในครอบครัวของตนเท่านั้น ผัวหนึ่งให้มีเมียหนึ่ง เมียผู้หนึ่งมีผัวคนเดียว ผัวผู้หนึ่งมีเมียเพียงคนเดียว ไม่ให้มีสองมีสามอันเป็นไฟลุกลามไหม้กันและครอบครัว นี้ชื่อว่าความมักน้อย ไม่มักมากในอารมณ์เครื่องเสริมไฟ ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายหลายอารมณ์มาบวกมารบรากัน

        สามีภรรยาให้มีความจงรักภักดีต่อกัน มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน มีความฝากเป็นฝากตายต่อกันตลอดกาลสถานที่ ไม่มีที่ลับที่แจ้ง เปิดเผยความบริสุทธิ์และความจงรักภักดีต่อกันอยู่ภายในใจอันสะอาด ใครจะไปทำงานในบ้านนอกบ้าน ไปใกล้ไปไกลข้ามวันข้ามคืนที่ไหน ก็ไปด้วยใจสัตย์ซื่อมือสะอาด ไม่มีมลทินมัวหมองติดตัวมาฉาบทากัน ไปเที่ยวทำมาค้าขายใกล้หรือไกล ก็เพื่อจะยังการครองชีพให้เป็นไปด้วยความราบรื่นดีงาม ไม่มีความวิตกวิจารณ์ ไม่มีความเป็นห่วงเป็นใย ไม่มีความเดือดร้อนภายในจิตในใจว่า สามีหรือภรรยาของตนจะไปประพฤติไม่ดีไม่งาม ด้วยการคบชู้สู่หญิงสู่ชายนอกบัญชี ซึ่งเท่ากับผีร้อยตัวมาคว้าเอาหัวตับหัวปอดขั้วหัวใจ ไปขยี้ขยำตำบอนโดยประการต่างๆ ซึ่งทำลายอปฺปิจฺฉตาธรรมให้ฉิบหายป่นปี้ ไปเป็นการนานเป็นคุณ นำผลรายได้มาอุดหนุนครอบครัว ให้มีความจีรังยั่งยืนด้วยความชื่นบานหรรษาต่อกัน

        สามีภรรยาปฏิบัติตัวดังกล่าวนี้อยู่ที่ใดไปที่ใด ย่อมไม่มีความกังวลหม่นหมอง ครองกันด้วยความราบรื่นชื่นใจตลอดไปจนอายุขัย เพราะหลักใหญ่มีใจซื่อสัตย์มั่นคงต่อกัน สิ่งภายนอกแม้จะมีอดบ้างอิ่มบ้างไม่สำคัญ สำคัญที่ความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน ครอบครัวนั้นจะอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติเงินทองก็ตาม จะขาดๆ เขินๆ บ้างก็ตาม ความสุขความอบอุ่นความฝากเป็นฝากตายต่อกัน ย่อมเป็นความแน่นหนามั่นคงในครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการด้วยกัน ระหว่างสามีภรรยาปฏิบัติต่อกันดังกล่าวมา นี่เรียกว่า อปฺปิจฺฉตา มีผัวเดียวเมียเดียว ไม่เกี่ยวเกาะกับใคร แม้หญิงชายจะมีเต็มโลกไม่ยุ่งเกี่ยว นี่แล อปฺปิจฺฉตา ของฆราวาส

        หากว่า อปฺปิจฺฉตา นี้ได้ถูกลบล้างไปเสียไม่มีอยู่ในโลกแล้ว โลกก็ไม่มีเขตมีแดน ก็ไม่มีผิดอะไรกับ... เคยเห็นไหมตอนเดือนเก้าเดือนสิบทางภาคอีสาน แต่ภาคกลางพวกนี้กำเริบหน้าเดือนสิบสอง เสียงมันเห่าหอนอึกทึกครึกโครม ตัวไหนเป็นผัวของตัวไหน ตัวไหนเป็นเมียของตัวไหนไม่มีเลย กัดกัน โอ้ย แหลกเหลวไปหมด หน้าเดือนเก้าเดือนสิบเราเคยเห็นไหมทางภาคอีสานน่ะ เวลาสัตว์พรรค์นี้คึกคะนอง วิ่งสวนกันขวักไขว่ไม่มีวันมีคืน ไม่มีเขตมีแดนว่าเป็นบ้านเขาหรือบ้านเรา วิ่งวุ่นไปหมด ข้าน้ำกินไม่กินไม่สนใจ อยู่บ้านไม่ติด วิ่งวุ่นหากันยิ่งกว่าสุนัขบ้านั่นแล มนุษย์เราถ้าหากปล่อยตัวปล่อยใจให้เป็นแบบนั้นแล้ว ความเลวร้ายและความฉิบหายต่างๆ จะยิ่งกว่านั้นอีก เพราะยังมีปืนผาหน้าไม้เที่ยวยิงเที่ยวฆ่ากันอีก เนื่องจากมีความฉลาดกว่าสัตว์ จะทำลายกันเหลวแหลกไปหมด เรือนจำไม่มีที่ให้อยู่นั่นแล นี่คือโทษแห่งการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามความคึกคะนองของราคะตัณหา จะไม่มีเลยคำว่าพอดี อย่างไรต้องเก่งกว่าสุนัขไม่อาจสงสัย

        สัตว์ดังกล่าวนี้เวลาราคะกำเริบมันไม่มีเขตมีแดน ไปไหนไปได้หมดไม่กลัวเป็นกลัวตาย ไม่กลัวความหิวความกระหายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าบ้านใดเรือนใดมันวิ่งเพ่นพ่านไปได้หมด ไม่เคยมาเกี่ยวข้องกับเจ้าของ อย่างมากก็วิ่งมาบ้านครู่หนึ่ง เจ้าของให้กินข้าวทันก็ทัน ให้กินไม่ทันก็วิ่งไปเลย แล้วเราดูซิสุนัขหน้านั้นเป็นอย่างไรบ้าง หูฉีก ปากฉีก ขาฉีก พุงทะลุก็มีเพราะแรงกัดกัน บางตัวตาย บางตัวเป็นบ้าไปเลยก็มี บางตัวไม่กลับบ้านไปตายข้างหน้า สัตว์พรรค์นี้เวลาคึกคะนองด้วยราคะตัณหาเป็นความเสียหายแก่ตัวมันเองดังที่กล่าวมา

เพียงสัตว์เรามองเห็นก็ไม่น่าดู เพราะผิดปกติของสัตว์มากมาย หน้านั้นไม่ว่าตัวผู้ตัวเมียวิ่งว่อนหากันยุ่งไปหมด ไฟราคะ โทสะมันเป็นไปพร้อมๆ กันมันเผาไปได้หมด นี่คือความไม่มีเขตมีแดนของสัตว์เป็นอย่างนี้ คือความไม่มีเขตมีแดนของกิเลสราคะตัณหา ทำสัตว์ทั้งหลายให้มีความลำบากทรมาน มีความกระวนกระวาย มีความทุกข์มากในระยะโรคราคะตัณหากำเริบ ทุกข์จนถึงตายก็มีในบางตัว ทุพพลภาพเสียอวัยวะวิกลวิการก็มี

        ทีนี้ถ้ามนุษย์เราไม่มี อัปปิจฉตาธรรม เป็นเบรกห้ามล้อไว้เพื่อความปลอดภัย มนุษย์จะไม่มีขอบเขตสมกับภูมิของมนุษย์ที่มีความเฉลียวฉลาดเลย มนุษย์เราจะทำความเดือดร้อนเสียหายให้แก่กันและกันยิ่งกว่าบรรดาสัตว์มากมาย เพราะมนุษย์เรามีความเฉลียวฉลาด ถ้าเฉลียวฉลาดในทางที่ดีก็เป็นความดีประดับตน และเป็นประโยชน์แก่ตนทั้งครอบครัว ตลอดประเทศชาติบ้านเมือง แต่ความฉลาดของมนุษย์นี้ใช้ไปได้ทุกแง่ทุกมุม ส่วนมากถ้าจิตใจใฝ่ต่ำ ความฉลาดนั้นก็จะเป็นเครื่องมือของการกระทำความชั่วได้มาก และมนุษย์จะก่อความเดือดร้อนเสียหายให้กันได้มากมาย เพราะมีความฉลาดมาก

        เพราะฉะนั้น จึงควรมีศีลธรรมเป็นเครื่องดำเนินเป็นเครื่องปกครอง อยู่ด้วยกันจะเป็นความร่มเย็นผาสุก ระหว่างสามีภรรยาก็ให้มีความจงรักภักดีต่อกัน อย่าหาเศษหาเลยเหมือนจำพวกเดือนเก้าเดือนสิบ ซึ่งมิใช่วิสัยของมนุษย์ผู้รู้ผิดรู้ถูกรู้ดีรู้ชั่วจะนำมาใช้ จะมาทำลายศักดิ์ศรีดีงามของมนุษย์ อย่างน้อยก็ลดคุณค่าลงไป มากกว่านั้นก็ทำมนุษย์ให้เหลวแหลกแหวกแนว หาคุณค่าสาระติดตัวไม่ได้ การคล้อยตามอารมณ์เครื่องเสริมไฟด้วยวิธีหาเศษหาเลย เข้าโรงบาร์โรงบ้าโรงน้ำชากาแฟ โรงอาบอบนวดที่ขับกล่อมบำรุงบำเรอ เหล่านี้เป็นการทำลายศีลธรรมอันดีงามของมนุษย์ให้เสื่อมเสียไปโดยลำดับ เพราะเป็นลัทธิของสัตว์ที่หาขอบเขตเหตุผลดีชั่วไม่ได้ นอกจากความเพลิดเพลินและกัดฉีกกัน อันเป็นความล่มจมฉิบหายแก่กันและกันโดยถ่ายเดียว มนุษย์จึงไม่ควรนำมาใช้

        เฉพาะอย่างยิ่งผู้มีครอบครัวแล้วไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะผิดวิสัยของผู้มีขอบเขตเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว ตามหลักสากลของมนุษย์มีศีลธรรมยอมรับกัน การประพฤติตัวเช่นนั้น เป็นการทำลายจิตใจของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างมาก ถึงขั้นอาจกล่าวได้ว่า ไม่มียาขนานใดจะระงับดับความเสียใจเพื่อเข้าสู่ภาวะปกติได้ ฉะนั้น สามีภรรยาที่เห็นคุณค่าของกันและกันจึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง ที่คู่รักกลายเป็นคู่แค้น สามีภรรยาคู่ฝากเป็นฝากตายกันกลายเป็นศัตรูคู่เวรกัน ก็เพราะความประพฤติผิด อัปปิจฉตาธรรม นั่นแล การขาดธรรมข้อนี้จึงเป็นการขาดหลักประกันอันสำคัญในครอบครัว

        ฉะนั้น คำว่าอปฺปิจฺฉตา ความมักน้อยจึงไม่ใช่เป็นธรรมเล็กน้อย แต่เป็นธรรมยึดเหนี่ยวจิตใจของกันและกันให้มีความแน่นหนามั่นคงได้เป็นอย่างดีตลอดไป อัปปิจฉตาธรรม นี้ทำครอบครัวผัวเมียให้มีความจงรักภักดีต่อกัน ให้มีความอบอุ่นต่อกันไม่มีวันจืดจาง ทรัพย์สมบัติได้มามากน้อยย่อมไหลลงจุดเดียว ไม่รั่วไหลแตกซึมเข้าสู่ปากแร้งปากกา การจับจ่าย จะจ่ายไปกี่บาทกี่สตางค์เป็นประโยชน์แก่ครอบครัวทุกบาททุกสตางค์ ไม่รั่วไหลไปด้วยความมักมากโลเลในอารมณ์เป็นเครื่องทำลาย สมบัติได้มาก็เย็น จ่ายไปก็มีเหตุผลและเป็นประโยชน์แก่ครอบครัวผัวเมียลูกเล็กเด็กแดงทุกบาททุกสตางค์ สมกับทรัพย์สมบัติที่มีคุณค่าน่าปลื้มใจแก่เจ้าของ

        ดังนั้น ท่านจึงสอนให้มีการอบรมจิตใจเข้าสู่ธรรม จิตใจเป็นสิ่งสำคัญ หลักใจคือหลักทรัพย์ ถ้าหลักใจไม่มีแล้ว หลักทรัพย์ก็ไม่มี สมบัติรั่วทั้งวันทั้งคืนเพราะใจพาให้รั่วเก็บอะไรไม่อยู่ หม้อน้ำยังดีใช้ประโยชน์ได้เต็มคุณภาพของมัน เพียงร้าวไปบ้างเท่านั้นคุณภาพก็ไม่สมบูรณ์ ยิ่งหม้อน้ำแตกไปด้วยแล้วใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย นี่ก็เหมือนกัน คู่ครองนี้เป็นสิ่งสำคัญมากและเป็นหลักทรัพย์หลักครอบครัวที่อบอุ่น ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า เมื่อต่างฝ่ายมีความประพฤติดีและซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน จึงกรุณานำหลักธรรมเหล่านี้ไปปฏิบัติต่อตัวเองและครอบครัวตลอดหน้าที่การงาน ให้เป็นไปเพื่อความราบรื่นชื่นใจตลอดไป อย่าพากันห่างเหินศีลธรรมเครื่องคุ้มครองรักษาตนให้เป็นคนดีมีความสงบสุขในครอบครัว

        ลำพังของกิเลสราคะตัณหานั้นไม่มีขอบเขตเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ท่านกล่าวไว้แล้วว่า นตฺถิ ตณฺหาสมา นที แม่น้ำเสมอด้วยความอยากความหิวโหยตลอดเวลาไม่มี แม่น้ำมหาสมุทร ทะเล จะกว้างและลึกขนาดไหน ก็ยังมีฝั่งมีฝามีเกาะมีดอน แต่ราคะตัณหาคือความอยากความทะเยอทะยานนี้ ไม่มีขอบมีเขตไม่มีเกาะมีดอน ไม่มีฝั่งมีฝา ไม่มีเครื่องกั้นตัวเองให้อยู่ในความพอดีงามตาเย็นใจ แต่ไหลอยู่ทั้งวันทั้งคืนล้นฝั่งภายในหัวใจตลอดเวลา ถ้าไม่มีศีลธรรมเป็นทำนบกั้นให้อยู่ในความพอดีแล้ว โลกนี้จะเดือดร้อนที่สุดด้วยอำนาจแห่งตัณหาตาเป็นไฟลากจูงไป

ถ้าปล่อยให้เจ้าราคะตัณหานี่ออกเพ่นพ่าน ก็ยิ่งจะร้ายกว่าสัตว์จำพวกเดือนเก้าเสียอีก จะฆ่ากันพินาศฉิบหายด้วยฤทธิ์แห่งราคะตัณหานี่แล นอกนั้นยังแสดงเป็นความโง่ให้สัตว์เขาหัวเราะเข้าอีก เพราะฉะนั้น เพื่อกันไม่ให้สัตว์เขาหัวเราะมนุษย์เราสมกับภูมิแห่งความเป็นมนุษย์ จึงต้องมีศีลธรรมเป็นคู่เคียงเครื่องรักษา ให้มีขอบเขตอันดีงามในการประพฤติปฏิบัติชอบต่อตนเองและครอบครัว

        คำว่า ศีลธรรม คือความดีงาม คือธรรมชาติที่โลกร้องเรียกหาเรื่อยมา คือธรรมชาติที่ให้ความอบอุ่นแก่โลก คือโอชาอันเลิศของใจ คือขอบเขตเหตุผลค้ำประกันความถูกต้อง คือความตายใจของสัตว์โลกทั่วไปไม่มีใครตำหนิ คือธรรมชาติที่พ้นจากการตำหนิติเตียน เรียกว่าศีลธรรม ธรรมฝ่ายเหตุ เช่น เราได้เงินมาห้าบาท เราจะจ่ายไปสักกี่บาท มีเหตุมีผลในการจ่าย ไม่จ่ายด้วยความสุรุ่ยสุร่าย นับตั้งแต่หนึ่งบาทขึ้นไปถึงหมื่นถึงแสนถึงล้าน เจ้าของสมบัติเป็นผู้มีเหตุมีผลในการจับจ่ายนการเก็บรักษาแล้ว ทรัพย์สมบัตินั้นจะเป็นประโยชน์ตามจำนวนและคุณภาพของสมบัตินั้นๆ สมกับทรัพย์สมบัติมีคุณค่าสำหรับสนองความต้องการของเจ้าของให้มีความสุข

แต่ถ้าเจ้าของเป็นคนใจรั่ว หลักใจไม่มี หลักทรัพย์ก็ล้มละลายเหมือนหม้อน้ำรั่ว สมบัติมีเท่าไรฉิบหายป่นปี้ไปหมด การจ่ายไปในทางที่ดีมีประโยชน์ไม่เรียกฉิบหาย นี่หมายถึงการจ่ายไปในทางที่ไม่เกิดประโยชน์ต่างหาก มิหนำยังให้เกิดโทษแก่ผู้จ่ายอีกด้วย ทรัพย์สมบัติจึงกลายเป็นยาพิษ และเครื่องประหัตประหารเจ้าของที่โง่ให้ล่มจมไปอย่างน่าทุเรศ ไม่สามารถยังทรัพย์ให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้ ทั้งนี้เพราะความขาดศีลธรรมค้ำประกันตนและสมบัตินั่นแล จึงทำให้ล้มเหลวไปได้ทั้งตนและสมบัติเงินทองของพึงใจทั้งหลาย

        ความมีศีลธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ครอบครัวหนึ่งๆ ถ้ามีศีลธรรมเป็นเครื่องปกครองรักษา ครอบครัวนั้นจะอบอุ่น พูดกันก็รู้เรื่อง ไม่ดันทุรัง ยอมฟังเหตุฟังผลจากกันและกันเพื่อความราบรื่นดีงามในการครองชีพและความเป็นอยู่ด้านต่างๆ เพียงศีลห้าเท่านั้นก็มีความร่มเย็นแล้วสำหรับฆราวาสที่มีครอบครัวผัวเมียถ้ารักษาได้ เพราะศีลห้าเปรียบเหมือนเสื้อกันหนาว เปรียบเหมือนร่มกันฝน เปรียบเหมือนตู้เซฟสำหรับเก็บทรัพย์คือดวงใจของครอบครัวผัวเมีย ไม่ให้บุบสลายพังทลายเพราะราคะตัณหาความไม่มีฝั่งทำลาย

        ปาณาฯ สัตว์มีชีวิตไม่ว่าเขาว่าเรา คุณค่าแห่งชีวิตมีเสมอกัน สัตว์ตัวหนึ่งคุณค่าแห่งชีวิตมีเสมอกับมนุษย์เรา หากถูกทำลายให้ขาดจากชีวิตไปเสีย สัตว์ก็เป็นสัตว์ไปไม่ได้ มนุษย์ก็เป็นมนุษย์ไปไม่ได้ เรียกว่าขาดความสืบต่อแห่งความเป็นสัตว์เป็นมนุษย์ลงในขณะนั้นด้วยกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ให้ทำลายชีวิตซึ่งกันและกัน อันเป็นการทำลายคุณค่าแห่งการเป็นคนเป็นสัตว์ให้ขาดสะบั้นลงในขณะนั้น คำว่าความล้มความตายเป็นภัยที่กระเทือนใจคนใจสัตว์มากกว่าภัยใดๆ ท่านจึงสอนไม่ให้แตะต้องทำลายชีวิตของกันและกัน

        อทินนาทาน คือ  การฉก ลักขโมยสมบัติของผู้อื่นที่เขาไม่ได้ให้ เรียกว่าการทำลายสมบัติและจิตใจของกันและกัน เป็นบาปมาก จึงเป็นสิ่งไม่ควรทำ คำว่าสมบัติแม้เข็มเล่มเดียวก็เรียกว่าสมบัติ ซึ่งมีคุณค่าทั้งสมบัติและจิตใจ ของใครใครก็รักสงวน เมื่อถูกขโมยเจ้าของต้องเสียใจ เพราะใจเป็นสำคัญกว่าสมบัติ ผิดกับการให้ด้วยเจตนาอยู่มาก ความเสียดายกับความเคียดแค้นบวกกันเข้าสามารถฆ่ากันได้ แม้เพียงเข็มเล่มเดียว เรื่องกรรมสิทธิ์ของแต่ละคนเป็นเรื่องใหญ่โตมาก ท่านจึงห้ามไม่ให้ทำเพราะเป็นการทำลายจิตใจกันซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ การขโมยกับการให้ด้วยเจตนานั้นต่างกันมาก การให้ด้วยเจตนาให้เท่าไรก็ได้ อย่าว่าแต่เข็มเล่มเดียวเลย ให้สมบัติเงินทองเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านหรือเป็นล้านๆ ก็ให้ได้ด้วยความพอใจ ผู้ให้ก็ดีใจยิ้มแย้มแจ่มใส ผู้รับก็รับด้วยความยินดีสุดหัวใจ เป็นมงคลทั้งสองฝ่ายดังที่โลกเคยสงเคราะห์ช่วยเหลือกันมา

        ธรรมะให้ความเสมอภาคทุกหัวใจ ถือว่าหัวใจแต่ละดวงมีคุณค่าแก่สัตว์โลกแต่ละราย ท่านจึงสอนไม่ให้ทำลายจิตใจกัน ด้วยการฆ่าบ้าง ด้วยการขโมยปล้นจี้ต่างๆ บ้าง ด้วยการล่วงประเวณีสามีภรรยาลูกหลานของกันและกันบ้าง เพราะเป็นสมบัติที่เจ้าของยึดครองคือใจซึ่งเป็นเรื่องใหญ่โตมาก การทำสมบัติและจิตใจของกันและกันให้กำเริบไม่ใช่เป็นของดี นั่นเป็นสิ่งที่จะรุนแรงมากยิ่งกว่าสิ่งใด ที่ฆ่ากันตายอยู่ทุกแห่งหนก็เพราะความเคียดแค้นเป็นพลังหนุนให้ทำ ท่านจึงสอนให้รักษาสมบัติและน้ำใจกันด้วยศีลด้วยธรรม คือต่างไม่แสดงอาการที่ผิดศีลธรรมให้เป็นการกระทบกระเทือนจิตใจของกันและกัน เช่น การฆ่าเขา ก็คือการทำความกระเทือนร่างกายจิตใจ ยังส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงผู้อื่นที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้เกิดความเคียดแค้นและผูกอาฆาตบาดหมางซึ่งกันและกัน คนนี้ตายไป คนนั้นยังอยู่ และจองล้างจองผลาญกันไปตั้งกัปตั้งกัลป์หาเวลาสิ้นสุดยุติไม่ได้

        ข้อที่สาม กาเมฯ ลูกใครๆ ก็รัก เมียใครๆ ก็รัก สามีใครๆ ก็รัก ในครอบครัวนั้นไม่มีสิ่งใดรักมากยิ่งกว่าคู่ครองคือสามีภรรยา สามีกับภรรยานี้เป็นคู่พึ่งเป็นพึ่งตายกันราวกับอวัยวะอันเดียวกัน ไม่มีรักใดในครอบครัวจะมากยิ่งกว่าสามีรักภรรยา ภรรยารักสามี ความรักก็มาก ความสงวนก็มาก ความหึงหวงก็มาก ไม่มีสมบัติใดเทียบเท่าเลย ถ้าไปทำความไม่ดี มีนอกมีในไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน เช่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอุตริคิดไม่ชอบ ไปหาเศษหาเลยในที่ต่างๆ แบบสุนัขตัวหิวจัด อีกฝ่ายหนึ่งจะเกิดความเสียใจมากชนิดบอกไม่ถูก เทียบได้แต่เพียงว่า นี่เท่ากับเอามีดมาผ่าหัวอก ล้วงเอาหัวใจออกมากองเรี่ยราดทั้งที่ยังไม่ตาย ฝ่ายที่ถูกทำลายนั้นจะทุกข์มากทรมานมากขนาดไหน นี่ใครๆ ก็ตอบได้เต็มปากไม่กระดากว่ากลัผิด

ทุกท่านที่คู่ครองซึ่งจะเป็นผู้บาปหนา มาโดนฝ่ายหนึ่งเป็นเพชฆาตสังหารทั้งเป็นได้ลงคอแบบนี้ จงคิดดูให้ถึงใจ ท่านยังจะสังหารสามีของท่าน ภรรยาของท่านได้ลงคอละหรือ หากจะเป็นทำนองนี้ แม้ฝ่ายใดจะตายก็ยอมตายเถิดด้วยความอดกลั้นขันติ ฝ่าฝืนกิเลสตัวเพชฆาตสังหารกันทั้งเป็นนี้ ท่านจะเป็นสามีหรือภรรยาตัวอย่างอันมีเกียรติแก่สุภาพชนชาย-หญิงทั้งหลายไม่มีวันลบเลือนตลอดไป ตายแล้วท่านก็จะไปสวรรค์ เสวยวิมานตัวอย่างด้วยความบันเทิงหลายพันหลายหมื่นปีทิพย์ ทั้งเป็นเทพตัวอย่างแห่งเทวดาทั้งหลายไม่มีประมาณ ดีกว่าท่านจะคิดสังหารคู่ครองซึ่งรักท่านอย่างสุดชีวิตจิตใจ แล้วก็ถูกท่านสังหารอย่างเลือดเย็นใจอำมหิตผิดมนุษย์ภูมิทั้งหลาย ไม่อาจมีโลกใดมีความหนาแน่นมั่นคง พอจะทานน้ำหนักบาปกรรมของท่านผู้ลามกกเปรตได้

        ก่อนที่ท่านจะทำความชั่วหรือทำลายกันดังธรรมที่กล่าวมานี้ ขอท่านได้มองหรือคำนึงถึงศาสนธรรมของศาสดาองค์เอก ธรรมดวงเอก ให้เต็มตาเต็มใจก่อนว่าเป็นผู้เช่นไร เป็นธรรมเช่นไร จอมปราชญ์ทั้งหลายถึงได้เคารพเทิดทูนกันนักหนา ส่วนกิเลสทั้งหลามีกามกิเลสเป็นตัวการ มีปราชญ์ท่านใดเคารพนับถือและเทิดทูนว่าเป็นของดีวิเศษ พวกเราจึงได้เคารพรักชอบขอบคุณมันักหนา ถ้าท่านคิดคำนึงเหตุผลหนักเบาบ้างดังกล่าวมา ท่านจะมีทางต่อสู้และหลบหลีกปลีกตัวจากมันได้พอประมาณ อย่างน้อยท่านต้องเป็นสุภาพชนคนหนึ่งในวงของสามัญชนที่ยังมีกิเลสภายในใจ สามีท่านหรือภรรยาท่านก็จะนอนตาหลับขับกล่อมด้วยความอบอุ่นภูมิใจ ไม่กลืนน้ำลายกับน้ำตาด้วยความฝืนกายทรมานใจ ดังที่โลกปัจจุบันกำลังถลำตัเข้ารองรับกันอยู่ทั่วดินแดน ท่านเป็นฆราวาสต้องตาแหลมคมกว่าตาพระ ผู้กำลังหลับหูหลับตาแสดงอยู่เวลานี้ ท่านต้องเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวเหล่านี้

        งานเพื่อความราบรื่นและให้เกียรติกันระหว่างสามีภรรยา คืองานบางอย่างสามีเป็นใหญ่ เป็นผู้จัดผู้ทำ ภรรยาไม่ควรไปก้าวก่าย นอกจากสามีขอความร่วมมือ งานบางอย่างภรรยาเป็นใหญ่ สามีไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย เว้นแต่ภรรยาขอความร่วมมือ ยกให้เป็นใหญ่คนละทางตามความถนัดของเพศที่ควรแก่งานนั้นๆ ต่างให้เกียรติกันด้วยความเกรงอกเกรงใจกัน ไม่ดูถูกเหยียดหยามกันด้วยโคตรแซ่ด่าพ่อล่อแม่กัน วงศ์สกุลของแต่ละฝ่ายขอให้ยกไว้บนที่สูง อย่านำมาเหยียย่ำทำลาย แม้จะมีการขัดแย้งกันบ้างบางกรณีที่เหตุผลยังไม่กลมกลืนกัน ก็ควรพูดในฐานะสามีภรรยากัน อย่านำเอาวงศ์สกุลของแต่ละฝ่ายมาขยี้ขยำ ซึ่งเป็นการดูถูกและทำลายจิตใจกันเจ็บแสบแบบลืมไม่ลง ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ร้าวฉานและแตกแยกกันที่ใคร ๆ ไม่ปรารถนาทั้งสองฝ่าย

หากมีความคิดไม่ดีเกิดขึ้นระหว่างกันและกัน เกี่ยวกับความรู้ความเห็นขัดแย้งกันบ้าง ก็อย่าเกลียดอย่าโกรธกันอย่างง่ายดาย พึงระลึกย้อนหลังก่อนจะได้กันเป็นสามีภรรยานั้น ต่างฝ่ายต่างแทบล้มแทบตายกลัวจะไม่ได้เป็นผัวเป็นเมียกัน นอกจากนั้นยังเกี่ยวโยงไปถึงพ่อถึงแม่ ตลอดวงศาคณาญาติของแต่ละฝ่ายให้ยุ่งไปตามๆ กัน เมื่อได้เป็นสามีภรรยาสมใจหมายแล้ว จึงควรประคับประคองกันให้ถึงฝั่งถึงแดนอวสานของอายุขัย

        การเป็นสามีก็ดี การเป็นภรรยาก็ดี ต่างก็เป็นความสมัครรักชอบมอบชีวิตร่างกายต่อกันจริงๆ หากมีอะไรเกิดขึ้นในลักษณะลิ้นกับฟันที่อยู่ด้วยกัน ย่อมมีการกระทบกันบ้าง เป็นธรรมดาของสามีภรรยาที่ต่างคนต่างรับผิดชอบร่วมกัน ก็พึงถือความมั่นคงต่อกันเป็นใหญ่กว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจมีแทรกและบั่นทอนได้ พึงคิดเสมอว่า ต่างผละจากพ่อจากแม่มาแล้ว เปลี่ยนใจมาถือสามีภรรยาเป็นเหมือนพ่อเหมือนแม่ และเป็นมิตรเป็นสหาย เป็นคู่พึ่งเป็นพึ่งตาย จะทำอะไรพึงคำนึงถึงหัวอกของเจ้าของเสมอ คือสามีนั้นเป็นเจ้าของของภรรยา ภรรยาก็เป็นเจ้าของของสามี ให้พึงคำนึงถึงเจ้าของของกันและกันแล้วทำอย่างไรไม่ลง อะไรก็ตามถ้าปราศจากเจ้าของแล้วมักไม่ปลอดภัย จงระลึกถึงเจ้าของไว้เสมอจะไม่เผลอตัวและหลวมตัว ครอบครัวก็อบอุ่นมั่นคง

        เหล่านี้ชื่อว่าผู้มีธรรม อปฺปิจฺฉตา ความมักน้อย ไปเถอะ จะทำงานในบ้านนอกบ้าน ไปที่ไหนไปเถอะ มีความสะดวกกายสบายใจทั้งนั้น ต่างคนต่างไว้ใจกัน สมบัติได้มามากน้อยมาบำรุงครอบครัวให้มีความสุข เพราะไปด้วยความสุจริต ได้ทรัพย์สมบัติมาด้วยความสุจริต มาเป็นประโยชน์แก่ครอบครัว ครอบครัวมีความร่มเย็นเป็นสุข ถึงจะขาดตกบกพร่องสิ่งใดบ้างในครอบครัวตามกฎอนิจฺจํก็ตาม ไม่สำคัญยิ่งกว่าสามีภรรยาประพฤติตนแหวกแนว อันนี้เป็นสิ่งทำลายมากทีเดียว ถ้าครอบครัวใดมีอย่างนี้เคลือบแฝงอยู่แล้ว ครอบครัวนั้นจะมีเงินเป็นล้านๆ ก็ตามเถอะ จะหาความสุขไม่ได้ ครอบครัวที่มี อปฺปิจฺฉตา คือศีลธรรมข้อมักน้อย รู้จักเมียของตน รู้จักผัวของตน รู้จักคนอื่น รู้จักของเขาของเราไม่กล้ำกราย นั้นแลจะมีความร่มเย็นเป็นสุข อดบ้างอิ่มบ้างก็พอใจ คนเรามีหลักใหญ่อยู่ที่รอบครัวผัวเมียเป็นสำคัญ

        ลูกเต้าหลานเหลนเกิดขึ้นมาเป็นลูกของเราก็ไม่มีปมด้อย พ่อแม่ก็ไม่ทะเลาะกันในเรื่องแบบน้ำล้นฝั่งนี้ การทะเลาะกันเพราะความขาดเขินบกพร่อง และทะเลาะกันอย่างอื่นไม่ค่อยเป็นไรถือเป็นธรรมดา แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องหนักมาก ใครๆ ก็ละอายกันไปหมด จงเข้มงวดกวดขันตลอดไปอย่าเผลอตัวจะหลวมตัว การทะเลาะกันอย่างอื่นก็ควรระวัง เวลาพ่อแม่ทะเลาะกันลูกเต้ามองหน้ากันไม่ได้ จะไปเที่ยวกับหมู่กับเพื่อน ไปโรงร่ำโรงเรียนก็มองดูหน้าเพื่อนฝูงไม่ได้ เมื่อพ่อแม่ทะเลาะกันด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งเพราะอายเพื่อนฝูง วันนี้ได้มาเยี่ยมพี่น้องทั้งหลาย และได้อธิบายธรรมะเป็นข้อๆ ให้ฟัง นี่เป็นข้อที่สาม

        ข้อที่สี่ มุสาฯ ทำไมท่านจึงสอนไม่ให้โกหกกัน เราพิจารณาดูซิ โกหกมันดีเหรอมองเห็นหน้ากันก็โกหกแล้ว เอาความโกหกทักทายกัน คนทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งประเทศขอบเขตของมนุษย์ มีแต่ความโกหกออกต้อนรับกัน ไปที่ไหนเกลื่อนกลาดอยู่ด้วยความโกหกพกลม หาความสัตย์ความจริงต่อกันไม่ได้ มนุษย์เราอยู่ด้วยกันได้อย่างไร อยู่ไม่ได้ ไม่มีความสัตย์ความจริงเป็นที่ยอมรับเป็นที่เชื่อถือกันแล้วอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพื่อให้มนุษย์อยู่ด้วยกันได้เชื่อถือกันได้ นับตั้งแต่เพื่อนฝูง สามีภรรยา ลูกเต้าเหล่ากอ ออกไปจนกระทั่งสังคมทั่วประเทศ ให้มีความสัตย์ความจริงเป็นที่ยึดที่ถือเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ บ้านเมืองก็มีหลักมีเกณฑ์มีขื่อมีแป นี่ในข้อมุสา

อันนี้พูดเพียงย่อๆ ให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจเอาไว้ว่า อำนาจแห่งความสัตย์ความจริงนี้มีคุณค่ามหาศาล โลกอยู่ด้วยกันได้สนิทเพราะความสัตย์ความจริง ไม่ใช่เพราะความโกหกพาอยู่ และความโกหกพกลมนั้นก่อความเสียหายให้แก่โลกได้มากมายทีเดียว ผู้หวังสารคุณต่อกันจึงปฏิบัติต่อกันด้วยความสัตย์ความจริงอย่างเดียว ความโกหกพกลมเป็นเหมือนผีตัวหลอกลวงกินบ้านกินเมือง สังคมผู้ดีจึงสาปแช่งกีดกันไม่ให้เข้ามาแทรกซึม นอกจากจำพวกทำนาอยู่ในขั้วตับขั้วปอดคน จึงต่างเลี้ยงตัวโกหกต้มตุ๋นไว้เพื่อประทังชีวิต ดังนั้นความโกหกจึงเป็นวิชาหากินของคนชั่วเท่านั้น ไม่เป็นสารคุณใดๆ สำหรับคนดีทั่วๆ ไป ท่านจึงห้ามไม่ให้พูดดมดเท็จเพราะเป็นเพชฌฆาตสังหารคนให้ล่มจมโดยถ่ายเดียว

        ข้อที่ห้า สุราฯ สุราคืออะไร สุราก็คือเครื่องดองของเมา และทำผู้ดื่มให้ลดคุณภาพแห่งความสมบูรณ์มาเป็นคบกพร่อง คนไม่เต็มตาเต็งตาชั่ง คนขาดบาทขาดสลึง ดื่มมากเท่าไรยิ่งขาดบาทลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนบอคนบ้าได้อย่างสดๆ ร้อๆ เราเกิดมาพ่อแม่ไม่เคยเอาน้ำเมาคือสุราเมรัยมาให้เราดื่มเรากินมาเลี้ยงดูเรา มีแต่ของดิบของดี ข้าต้มขนม อาหารหวานคาวมีแต่ของดีๆ ถ้าน้ำก็เป็นน้ำนมแม่ ดูดเลือดดูดเนื้อแม่ซึ่งมีแต่ของดีๆ บริสุทธิ์ทั้งสิ้น เราเติบโตขึ้นมาด้วยน้ำนมของแม่ ด้วยข้าต้มขนม เป็นของดิบของดีมีราคามากมาย พ่อแม่นำมาเลี้ยงดูจนเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา เมื่อเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาจากของดิบของดีมีค่ามากแล้ว กลับมาเอาน้ำสุรายาเมาเข้ามาเบื่อตัวเองให้มึนเมา นี่เป็นสิ่งที่เพิ่มคุณค่ามนุษย์ให้มีศักดิ์ศรีดีเด่นที่ตรงไหน ยังมองไม่เห็น

เราลองคิดดูซิ สมมุติว่าเรานั่งอยู่ด้วยกันนี่ มีกี่คนด้วยกันนี่ ล้วนแต่คนเมาสุรา นับตั้งแต่หลวงตาบัวลงไปเมาด้วยกันหมด นอนร่ายบ้าเกลื่อนอยู่ตามถนนหนทาง ไปที่ไหนมีแต่คนเมาสุรา ขี้แตกเยี่ยวราดอยู่ตามถนนหนทาง ไม่มียางอายตามมรรยาทของมนุษย์เลย ดูได้ไหมพิจารณาซิ ถ้าหากว่าสุรามันดีจริงดังที่ชอบเสกสรรกัน คนมีสมบัติผู้ดีจะชมไหมว่า พวกขี้เมานอนเกลื่อนกลาดขี้ราดเต็มตัวเต็มถนนหนทางอยู่เขาดีนะ ขี้ไม่ต้องหาที่ทะลักออกเต็มผ้าก็ยังได้ คนธรรมดาทำไม่ได้ นี่เขาดีนะ อย่างนี้มีไหม ไปที่ไหนมีแต่คนเมาสุราเต็มถนนหนทาง แล้วดูได้ไหม มีแต่คนบ้าเต็มถนนดูได้ยังไง จะมีคนดีที่ไหนพอใจมาดูคนบ้า เพราะมันเป็นคนบ้าด้วยกันหมดแผ่นดิน มนุษย์เราก็หมดราคา มีแต่คนบ้าเต็มบ้านเต็มเมือง สุรามันดียังงั้นเหรอ มันดีแต่ทำคนให้เป็นบ้าเท่านั้น สุราเองไม่ได้ดี คนบ้าก็จะเอาความดีมาจากไหน โลกนี้ใครจะอยากมาอยู่ล่ะ เมื่อมีแต่บ้าสุราจับจองนอนเกลื่อนอยู่หมดแล้ว

        นี่ละพระพุทธเจ้าจึงห้าม ห้ามไว้อย่างนี้ เพราะไม่อยากให้คนเป็นบ้ากันทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งแผ่นดิน เสียจริตนิสัยที่ดีงามของมนุษย์ เสียหน้าที่การงาน เพราะคนเมาสุราก็เหมือนคนตาย จะทำงานอะไรได้นอกจากคุยโม้เท่านั้น ตัดทอนกำลังปัญญา คนที่เมาสุรานี่เป็นสาเหตุให้ทำได้ทุกอย่าง หิริโอตตัปปะ ความละอายต่อบาปต่อกรรม ต่อบุคคล ต่อที่สูงที่ต่ำไม่มี ไปที่ไหนพูดอะไรได้หมดไม่มียางอายเพราะหมดยางอาย พูดวันยังค่ำไม่มีจบก็คือคนเมาสุรา พูดไม่มีจบ วกวนไปมาอยู่นั่นแลจนผู้ฟังเบื่อจะตาย เดี๋ยวก็ลาละครับ เดี๋ยวคุยอีกไม่จบสิ้น เดี๋ยวลาละครับ ได้เวลาแล้วลาละครับ เดี๋ยวคุยอีกอยู่อย่างนั้นวันยังค่ำ ลาละครับวันยังค่ำแต่ไม่ไปก็คือคนเมาสุรา พูดไม่มีสถานี ไม่มีจุด ไม่มีหมายไม่มีสาระ ไม่สนใจว่าดีหรือชั่ว ถูกหรือผิด พล่ามได้ตลอด   ไม่สนใจกับเวล่ำเวลาเป็นยังไง นี่ก็คือความเมาสุรา หาสติสตังไม่ได้ คนโง่ที่สุดก็คือคนเมาสุรา แต่คนที่อวดฉลาดที่สุดก็คือคนเมาสุรานั่นเอง คนเมาก็คือคนบ้านั่นแหละ

        น้ำนี้เขาเรียกน้ำบ้า ใครอยากเป็นคนดีจงพากันเว้น สุราไม่ใช่ของดี เราเป็นคนดีจะเอาของชั่วของมึนเมามาเสกให้เป็นคนดีขึ้นมาได้อย่างไร นี่อธิบายเพียงย่อๆ ให้ท่านทั้งหลายฟัง คือ ตั้งแต่ ปาณาฯ มาถึง สุราฯ นี้เรียกว่า ศีลธรรม เป็นธรรมประจำมนุษย์เราผู้มีคุณสมบัติ ผู้มีภูมิอันสูงที่เรียกว่ามนุษย์ฉลาด คือฉลาดรักษาศีลรักษาธรรม ไม่ได้ฉลาดด้วยสุรายาเมามาเสกสรร ไม่ได้ฉลาดด้วยการจองกรรมจองเวร ไม่ได้ฉลาดเที่ยวระรานคนอื่นให้ได้รับความกระทบกระเทือนเสียหาย นั้นเขาเรียกพาลชน ไม่ได้เรียกว่าเป็นคนฉลาด วันนี้ได้อธิบายเรื่องศีลห้าให้ท่านทั้งหลายฟัง

        และวันนี้มาแสดงใน ร. พัน. ๓ ซึ่งเป็นค่ายของทหารเรา คำว่า ทหาร นี้หมายความกว้างขวางมาก หลักของประเทศชาติบ้านเมืองจะตั้งอยู่ได้เพราะทหาร ทหารเป็นคนของชาติ ชาติไว้ใจให้ทหารเป็นผู้รักษาทุกสิ่งทุกอย่าง บำรุงบำเรอทหารด้วยความพออกพอใจ ฝากเป็นฝากตายไว้กับทหาร เพราะฉะนั้นเราเป็นคนของชาติ เราเป็นทหารของชาติ เป็นผู้รักษาสมบัติของชาติ จงคำนึงถึงศักดิ์ศรีของตนด้วยดี จะทำอะไรลงไปพึงคำนึงถึงศักดิ์ศรีของชาติเสมอ เพราะชาติมีชีวิตจิตใจอยู่กับทหาร ทหารพาเป็นก็เป็น ทหารพาตายก็ตาย ชาติบ้านเมืองถ้าไม่มีทหารรักษาแล้วก็อยู่ไม่ได้ หากทหารเป็นผู้เหลวแหลกแหวกแนวไปเสีย ชาติบ้านเมืองก็ล่มจม ไม่มีอะไรที่จะล่มจมฉิบหายยิ่งกว่าบ้านเมือง ที่ไส้ของตัวเป็นหนอน นี่เป็นหลักสำคัญ ให้ต่างคนต่างมีความสุจริตต่อหน้าที่ หน้าที่ของทหารทำอย่างไร มีกฎมีเกณฑ์มีวินัยเป็นเครื่องดำเนิน ให้พึงประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของชาติ อย่าได้ฝ่าฝืนทำลายซึ่งเท่ากับทำลายชาติไปพร้อมๆ กัน

        การปกครองกันให้คำนึงถึงหลักและกฎเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับนำมาปกครองกัน อย่าเอาอารมณ์มาปกครองกัน อย่าเอาอำนาจวาสนาศักดานุภาพว่าเราเป็นผู้ใหญ่มีอำนาจมาก อยากทำอะไรก็ทำได้มาปกครองกันโดยหาหลักเกณฑ์ หาระเบียบกฎข้อบังคับไม่ได้ นั้นเป็นความผิด ปกครองกันด้วยฐานะพ่อแม่กับลูก โดยมีกฎเกณฑ์มีระเบียบมีข้อบังคับเป็นเครื่องปกครอง ต่างคนต่างก็ให้อภัยซึ่งกันและกัน นายทหารก็เท่ากับพ่อแม่ของทหาร ทหารก็เท่ากับลูกๆ เท่ากับน้องๆ ลูกหลานของเราผู้ปกครองต่างคนต่างปกครองในฐานะพ่อแม่กับลูก จะมีความร่มเย็นเป็นสุข

        สิ่งใดที่เป็นอำนาจหน้าที่ของตน พึงทำตามหน้าที่ อย่าหลบๆ หลีกๆ อย่ามีซ่อนๆ ลับๆ อย่ามีที่แจ้งที่ลับ ให้ทำตามหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองจริงๆ เพราะทหารทั้งมวลก็คือลูกของชาติอันเป็นรากฐานของแผ่นดิน สิ่งใดที่เป็นสมบัติของชาติ เราปกครองเรารักษาอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของเรา เช่น ร.พัน.๓ นี้มีอะไรบ้างที่เราใช้เป็นเครื่องมือของการรักษาชาติ เช่น ปืนผาหน้าไม้ กระสุนดินดำหรืออะไร ทัพสัมภารที่มีอยู่ในนี้เป็นสมบัติของกลาง เราอย่านำออกไปใช้ในกิจส่วนตัว และนำออกจำหน่ายขายกิน นั่นเป็นการขายชาติ เป็นการฆ่าชาติ เป็นการทำลายชาติ เพราะความเห็นแก่ตัว ชาติย่อมล่มจมได้เพราะความเห็นแก่ตัวเป็นผู้ทำลาย จึงกรุณาพากันระมัดระวัง และช่วยกันรักษาสมบัติของชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงและปลอดภัย

        ความเห็นแก่ตัวนั้นไปไม่รอด ถ้าชาติไปไม่ตลอดเราต้องจมไปด้วยชาติ เราจะเห็นแก่ตัวว่าเอาตัวรอดเป็นยอดดี การคิดเอาตัวรอดแบบนั้นแลเป็นยอดที่เลวที่สุดเป็นยอดที่จมหาทางฟื้นฟูไม่ได้ เพราะคนๆ หนึ่งอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกันหลายคนเช่นประเทศไทยเรานี้ ทั้งประเทศมีความเกี่ยวโยงกันอยู่เหมือนตาแหตาข่าย ตาหนึ่งขาดก็เกี่ยวเนื่องไปถึงตาแหตาข่ายทั้งหลาย ปลาก็ลอดออกไปที่นั่นได้ ถ้าดีเสียทุกตาแหตาข่ายแล้วนำไปทอดปลา ปลาก็ติด นี่ถ้าบ้านเมืองเราต่างรักษากันไม่ให้มีช่องโหว่ที่ไหลเข้าไหลออกแห่งภัย บ้านเมืองย่อมปลอดภัย ปราศจากภัยต่างๆ จะเข้าแทรกสิงได้ ฉะนั้นจึงให้ต่างคนต่างมีความจงรักภักดีต่อชาติ ต่างคนต่างมีความสามัคคีต่อชาติ ต่างคนต่างมีความซื่อสัตย์สุจริตต่อชาติ ต่อหน้าที่การงานของตน ชื่อว่าทุกคนต่างรักษาตาแหตาข่ายไว้ได้ด้วยดี

        อันใดที่เป็นสมบัติของกลางอย่านำออกไปขาย เช่น นำไปขายกระสุนดินดำ หรือปืนหรือเครื่องทัพสัมภารต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน ให้รักษาเป็นส่วนกลางไว้อย่างเข้มงวดกวดขัน เหมือนกับรักษาชีวิตคือชาติของตนไว้ ให้ถือเป็นข้อปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขันตลอดไป นั้นแลชื่อว่าเป็นผู้รักษาชาติ เป็นผู้รักษาศาสนาไปในตัวด้วย เป็นผู้รักษาส่วนรวมไว้ คำว่าเอาตัวรอดเป็นยอดดีนั้นเป็นไปไม่ได้ ขออย่านำมาใช้จะเป็นการทำลายตนไปในตัวนั่นแล ถ้าชาติได้ล่มจมไปเสีย เราจะเอาตัวรอดด้วยวิธีใด นอกจากเราต้องจมไปกับชาติเท่านั้น ชาติจมเราต้องจม ชาติอยู่ได้เราก็อยู่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราต้องรักษาเพื่อความอยู่รอดของคนทั้งชาติ ไม่ใช่รักษาเพื่อความอยู่รอดเฉพาะเรา นั้นเป็นความคิดผิดของบุคคลผู้เห็นแก่ตัวมาก คิดเพื่อความร่ำรวย แต่หารู้ไม่ว่าความคิดนั้นคือเพชฌฆาตสังหารตนและชาติให้ล่มจม

        ท่านจึงสอนว่า สามัคคี ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นความเกี่ยวโยงกันไปหมด คนในชาติรักคนในชาติ ไม่มีใครที่จะรักยิ่งกว่าคนไทยรักคนไทย ไม่มีใครที่จะรับผิดชอบยิ่งกว่าคนในชาติจะรับผิดชอบคนในชาติของตน และไม่มีใครจะรับผิดชอบยิ่งกว่าเราจะรับผิดชอบในขอบเขตของเรา ดังนั้นจงพากันตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบของตน เพื่อความปลอดภัยไร้ทุกข์ และเพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งชาติ และเพื่อความจีรังถาวรชั่วกัลปาวสาน และให้มีศีลธรรมเป็นเครื่องรักษาจิตใจเสมออย่าได้ประมาท

กลางค่ำกลางคืนเวลาจะหลับจะนอนก็ควรเจริญภาวนาบ้าง กราบพระ อิติปิโส ควา หรือ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธฯ สามจบแล้วนอนภาวนา พุทโธ ๆ ๆ ให้หลับกับพุทโธบ้าง จะดีกว่าหลับกับความเพลิดเพลิน ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมด้วยอารมณ์ค้างต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งก่อกวนจิตใจให้เกิดความเดือดร้อนโดยหาที่สิ้นสุดยุติไม่ได้ เวลาหลับก็ไม่สนิทเพราะความนึกคิดกวนใจ ผิดกับผู้ที่หลับด้วยบทธรรมคำภาวนาอยู่มาก

        ศีลธรรมเป็นสิ่งจำเป็นมาก ศาสนธรรมเป็นเครื่องส่งเสริมจิตใจของประชาชนชาวพุทธให้มีพลังภายใน พูดมาถึงตอนนี้ก็ทำให้ระลึกสิ่งเป็นมารที่คอยทำลายศาสนธรรมและชาวพุทธขึ้นมาได้ มารศาสนา มารของโลกเสรี เขาว่าพระสงฆ์เป็นผู้ตัดทอนกำลังงานและสมบัติของประเทศชาติบ้านเมือง พระสงฆ์ไม่ได้ทำงานอะไรให้แก่ส่วนรวม นอกจากอาศัยเขากินเพื่อความสิ้นเปลืองไปเปล่าๆ ความจริงนั้นพระสงฆ์ก็ดี    ศาสนธรรมก็ดี เป็นสถาบันผลิตกำลังใจ ผลิตศีลธรรมอันดีงามออกสู่ประชาชน ให้เข้าใจในเนื้อแท้ทั้งของจริงและของปลอมซึ่งมีสับปนกันอยู่ทั่วไป ศาสนธรรมแลพระสงฆ์คือโรงงานผลิตศีลธรรมและวิชาความรู้อันถูกต้องดีงาม เข้าสู่จิตใจของประชาชนทั้งชาติให้มีกำลังใจกำลังศรัทธา เชื่อต่อหน้าที่การงานและผลงานอันดีอันงาม เพื่อความเป็นอยู่ของตนแลประเทศชาติบ้านเมือง ได้มีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นปึกแผ่นมั่นคง

        ศาสนธรรมแลพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติเป็นธรรมตามทางศาสดา ย่อเป็นเหมือนโรงผลิตและผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าออกสู่สาธารณประโยชน์ให้ใช้กันทั่วดินแดน กระแสไฟฟ้ามิใช่ผู้ทำงาน แต่เป็นกำลังและความสว่างของไฟฟ้าเพื่องานทั้งหลายที่เกี่ยวกับไฟฟ้าต่างหาก ดังที่เขาใช้กำลังไฟฟ้าตามโรงงานและสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลผลิตมาจากกำลังไฟฟ้าแทบทั้งนั้น ศาสนธรรมแพระสงฆ์ก็เช่นกัน เป็นสถาบันแห่งการอบรมศีลธรรมเพื่อกำลังใจ และความรู้ความฉลาดจากศาสนธรรมแลพระสงฆ์ เพื่อนำไปปฏิบัติต่อตัวเองและหน้าที่การงานให้ได้ผลดีไม่ผิดพลาด  เพราะอาศัยแนวทางจากศาสนธรรมแลพระสงฆ์ชี้แนะ

        เช่นศาสนาสอนว่า อุฏฺฐานสมฺปทา ให้มีความขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงานที่ชอบ อย่าเป็นคนขี้เกียจขี้คร้านไม่เอาการเอางาน ศาสนาสอนคนให้เป็นคนดีมีการงานสะอาด และขยันหมั่นเพียรในงานที่ชอบทุกแขนง เพื่อความเป็นอยู่ราบรื่นดีงาม ไม่อดอยากขาดแคลน ศาสนาและพระสงฆ์ท่านช่วยส่งเสริมศีลธรรมเพื่อกำลังใจความรู้ การงานและฐานะให้มีความแน่นหนามั่นคงไม่โยกๆ คลอนๆ

        อารกฺขสมฺปทา เมื่อได้ทรัพย์สมบัติมา ที่ควรจะจับจ่ายใช้สอยมากน้อยเพียงไร ให้มีเหตุผลเป็นเครื่องจับจ่ายใช้สอยและเก็บรักษาไว้ อย่าเก็บไว้ด้วยการตระหนี่ถี่เหนียวโดยหาเหตุผลไม่ได้ ตายแล้วจะมาเป็นเปรตเป็นผีเฝ้าสมบัติอยู่นั้น เพราะความห่วงความหึงหวงสมบัติ ไม่อาจไปผุดไปเกิดสุคติโลกสวรรค์อะไรได้ ทั้งนี้ก็เพราะกิเลสตัวตระหนี่ถี่เหนียวนั่นแลมันทำลายเจ้าของ ธรรมท่านก็สอนไว้ กันเอาไว้ไม่ให้คนเป็นเปรตเป็นผีเพราะสมบัติเจ้าของทำพิษ การจับจ่ายใช้สอยมากน้อยให้มีเหตุผลเป็นเครื่องจับจ่าย อย่าจับจ่ายด้วยความสุรุ่ยสุร่าย จะเสียทรัพย์และเสียคน มีศีลมีธรรมเป็นเครื่องรักษาสมบัตินั้น สมบัติย่อมเป็นผลเป็นประโยชน์แก่ผู้รักษา เก็บไว้ก็เพื่อเป็นประโยชน์ เวลาจ่ายไปก็เป็นประโยชน์

        นี่แลศาสนาและพระสงฆ์ท่านสอนโลกให้รู้จักวิธีปฏิบัติตัวและทรัพย์สิน จัดว่าเป็นการกดถ่วงโลก สิ้นเปลืองสมบัติของโลก เป็นดังคำที่กล่าวหานั้นหรือไม่ กรุณาพิจารณาดูเอา ถ้าเราเชื่อพุทธเชื่อธรรมเชื่อสงฆ์ ไม่เชื่อมารตัวทำลายศาสนา ทำลายจิตใจประชาชน ธรรมและการสอนก็ถูกตามหลักเกณฑ์อยู่แล้ว หาคำสอนใดเสมอคำสอนของพระพุทธศาสนาได้เล่า  ท่านมิได้สอนคนให้ฉิบหายล่มจม นอกจากสอนเพื่อความเจริญรุ่งเรืองโดยถ่ายเดียวเท่านั้น แม้การให้ทานเพื่อศาสนาและแก่พระสงฆ์ ผู้ให้ทานก็ได้บุญได้กุศล ไม่มีอะไรพาให้ล่มจมฉิบหายเพราะการให้ทานการบำรุงศาส


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก