การภาวนาเป็นการซักฟอกจิตใจ
วันที่ 7 มีนาคม 2546 เวลา 8:45 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

การภาวนาเป็นการซักฟอกจิตใจ

 

         เราขยับเข้าไปเรื่อย ๆ เวลานี้เงินเราที่ถอนออกจากทางนี้ไปนู้น จะซื้อทองคำ สมทบกับบรรดาพี่น้องทั้งหลายจะบริจาคเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งถึงวันมอบนะ ก็คงจะได้ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นจึงหักไว้เมื่อวานนี้ ๒๑ ล้าน ยังไม่ซื้อ เพราะเห็นว่าจากนี้ไปถึงวันนู้นก็ยังอีกเป็นเดือน ว่าอย่างงั้นเถอะน่ะ ทองก็มาอยู่เรื่อย ๆ รอจังหวะ ๆ ไป ยังไม่ได้เอาเงินนั้นซื้อทอง พักไว้ก่อน คราวนี้ก็ ๕๐๐ กิโล พอได้ ๕๐๐ กิโลนี้แล้วก็เป็น ๖ ตันกว่า จากนั้นก็เหลืออีก ๔ ตัน ไม่นานนักจะเต็ม ทองเต็มคลังหลวงของเราก็กระเทือนไปทั่วโลก ตั้งแต่คลังหลวงแห้งผากว่าไงมันจะจมให้คนทราบกันทั้งประเทศ ด้วยความสลดสังเวชเมืองไทยเรา นี่ก็ค่อยพยายามต่างคนต่างฟื้นขึ้นมาด้วยหัวใจของมดของปลวกนั้นแหละ ฟาดขึ้นเป็นรวงเป็นรังได้ใช่ไหมล่ะ

นี่ก็เหมือนกันขึ้นเรื่อย ๆ อย่างนี้ อำนาจความพร้อมเพรียงสามัคคีเกิดจากความรักชาติความเสียสละของเรา เราจึงรักจึงสงวน มันบกพร่องตรงไหนก็รีบหนุน ๆ ทันทีเลย ค่อยหนุนเข้ามา ๆ ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันเป็นของเล่นเมื่อไร เพียงแต่แท่งเดียวดูนี้สง่างามมาก คือแท่งหนึ่งมัน ๑๒ กิโลครึ่ง มาวางนี้น่าดู ฟาดเข้าไปสี่ร้อยห้าร้อยแท่ง สี่ร้อยห้าร้อยกิโล ฟาดเข้าไปถึง ๖,๐๐๐ กิโล หรือ ๖ ตันกว่า จึงเป็นที่ภาคภูมิใจของเราผู้เป็นเจ้าของ และที่อื่นที่เขาไม่มีเจตนามุ่งร้ายหมายโทษอะไรกับเรา เขาก็พลอยอนุโมทนาด้วย ได้ยินว่าทางจีนหรืออะไรที่เขาซื้อพันธบัตร (เกาหลีใต้ครับ เขาช่วยชาติโดยให้ประชาชนมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาล พอรัฐบาลมีเงินก็ถ่ายคืน ไม่ได้ให้ฟรี แต่หลวงตาหนุนคลังหลวงแบบไม่ได้คิดอะไร ให้ฟรี ๆ เลย) มันต่างกัน พวกเรามีมากมีน้อยยกให้ฟรีเลยตลอดมา ๆ เวลานี้ก็ตั้งห้าตันกว่าแล้ว พอถึงวันที่ ๑๒ เมษา ก็จะ ๖ ตันกว่า นี่ให้ด้วยน้ำใจเราฟรี ๆ เลย ไม่มีอะไรเป็นสิ่งตอบแทน มีมากมีน้อยทุ่มลง ๆ เพื่อชาติไทยของเรา

ไม่ใช่เราเพียงจะช่วยชาติไทยของเรา ที่ดูกันส่วนมากมักจะดูกันแบบผิวเผิน ว่าได้ทองคำเข้าคลังหลวง หรือวัตถุนั้นวัตถุนี้เข้าคลังหลวง เราก็พอใจอยู่กับคลังหลวง ส่วนบุญส่วนกุศลเข้ามานี้เราไม่รู้นะ ก็เหมือนกับเราให้ทานทั่ว ๆ ไป การมอบให้คลังหลวงเหมือนกับเราให้ทานทั่ว ๆ ไปนั้นเอง นี่ยิ่งเป็นจุดใหญ่ จุดหัวใจของคนอย่างน้อยคนทั้งประเทศ อยู่ในนั้นหมด เราไปหนุนนี้หัวใจต่างดีดขึ้นมา ๆ หายใจโล่งขึ้นมา ทีนี้บุญกุศล พอวัตถุเข้านั่นปั๊บ บุญกุศลมหากุศลเข้าแล้ว ๆ  เราก็เคยเทศน์อยู่แล้วอันนี้นะ คือวัตถุเข้าคลังหลวง ส่วนมหากุศลเข้าหัวใจเรา เราก็เคยเทศน์มาอยู่เสมอในเวลาไปเทศน์สถานที่ต่าง ๆ วันนี้ก็ได้พูดขึ้นมาให้ทราบทั่วถึงกัน

การนำวัตถุเข้าสู่คลังหลวง ไม่ใช่คลังหลวงจะเป็นเจ้าสมบัติเงินทองเจ้าบุญเจ้าคุณแต่คนเดียว ผู้เป็นเจ้าของของคลังหลวงนั้นแลเป็นผู้ทรงไว้ทุกด้าน วัตถุก็คือเจ้าของ แล้วบุญหรือมหากุศลก็คือเจ้าของ ก็ได้แก่ท่านผู้บริจาคทั้งหลายเป็นเจ้าของได้ นั่นเป็นมหากุศล ให้ส่วนรวมเสียด้วยนะไม่ใช่ธรรมดา ให้ส่วนรวมอันยิ่งใหญ่ในวงของคนทั้งประเทศ ซึ่งหายใจอยู่ในจุดนี้หมดด้วยกัน เราให้ทานในจุดนี้เพื่อฟื้นลมหายใจของคนทั้งประเทศกลับคืนมา จะไม่มีอานิสงส์มากได้ยังไงก็เห็นกันอยู่ชัด ๆ ดอลลาร์ของเราก็เริ่มเหมือนกันนั่นแหละ ก็ค่อยหนุนกันไป ๆ แต่ความที่แน่ใจแล้วว่า ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ได้น้ำหนัก ๑๐ ตันฉันใด ดอลลาร์ก็ได้จำนวน ๑๐ ล้านฉันนั้นเหมือนกัน เคียงกันไปเลยเป็นคู่สวยงามมากนะ

ทองคำแต่เช้ายันค่ำเมื่อวานนี้เป็น ๑ กิโลกับ ๑๔ บาท ดอลลาร์ได้ ๒๒๗ ดอลล์ นี่เรียกว่าเราไม่ได้เป็นมหาเศรษฐี แต่ได้ทำใจกว้างขวางแก่ชาวโลกทั่ว ๆ ไป เราก็สามารถทำจิตใจให้กว้างขวางต่อพี่น้องชาวไทยเราทั้งชาติ โดยนำสมบัติเข้าสู่คลังหลวงของเรา เห็นอย่างประจักษ์ โลกเห็นทั่วกันนะ ก็จะเห็นมาเป็นลำดับ เช่นอย่างประกาศอย่างนี้ก็ได้ยิน ข้างล่างก็ได้ยิน ได้ยินมาตลอด ได้เท่าไร ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ พี่น้องทั้งหลายก็ได้ทราบเรื่อย ๆ ได้มาเท่าไร ๆ อนึ่งก็จะพิจารณาย้อนหลัง ตัวข้างหลังเราจะเปิดหัวใจเราให้พี่น้องทั้งหลายฟัง มันจ้าอยู่นี้ด้วยความบริสุทธิ์ บริสุทธิ์ในสมบัติทั้งหลายที่พี่น้องนำมานี้ เราชี้ได้ว่า แม้แต่หนึ่งบาทเราไม่เคยแตะ ฟังซิน่ะ ขนาดนั้นละอำนาจความเมตตาครอบอยู่มันจะไปแตะได้ยังไง อะไรก็ลงความบริสุทธิ์หมดละซี เพราะอำนาจเมตตาจ้อง ๆ ตลอดเวลา ผิดพลาดไปไม่ได้ เป็นอย่างนั้นนะ

เราช่วยโลกคราวนี้เรียกว่า เราช่วยเต็มกำลังความสามารถของเรา ดังได้เรียนพี่น้องทั้งหลายทราบด้วยความสัตย์ความจริงของเรา เวลาเราฆ่ากิเลสถึงขั้นจะสลบไสลก็มีอยู่ในป่าในเขา อย่าว่าแต่สลบไสลเลย เอาตายก็ตาย มันไม่ได้กลัวเลย เราไม่เคยสลบ แต่ว่าถึงขั้นตายเราตายได้ด้วยความพลีชีพทันทีเลย ไม่มีเสียดาย เพื่อธรรมเท่านั้น ธรรมเหนือหัวใจเรา เหนือชีวิตของเรา เอาตายตายไปเลย เราก็ได้ทำมาแล้ว ได้เรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบ คำพูดเหล่านี้ออกจากความสัตย์ความจริงที่เราทำ เราก็เคยพูดให้ฟังไม่ใช่หรือ ไปบางแห่งเขาแตกบ้านมาดูเรา หลั่งไหลมาดู มาอะไร อ๋อ ผู้ใหญ่บ้านตีเกราะประชุมกัน ว่างั้นนะ ประชุมแล้วมีอะไร

พวกเราทั้งหลายเคยเห็นไหม ตั้งแต่ตั้งบ้านมานี้เราไม่เคยเห็นพระที่เป็นอย่างนี้เลย ตั้งแต่มาอยู่กับเรานี้ ไม่ทราบว่าฉันจังหันหรือไม่ฉันจังหัน นาน ๆ ด้อม ๆ มาทีหนึ่งหายเงียบ ๆ อยู่อย่างนี้เป็นประจำ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เราไม่เคยเห็น นี่ก็อดหลายวันแล้วไม่ทราบตั้งแต่เมื่อไร นี่ท่านไม่ตายแล้วเหรอ พวกเรากินวันละสามมื้อสี่มื้อยังทะเลาะกันได้ นี่ท่านกี่วันท่านถึงฉัน ท่านยังอยู่ได้ เป็นยังไงพิจารณา เราเคยเห็นไหม ถามลูกบ้าน ลูกบ้านก็บอกไม่เคยเห็น เอ้าไม่เคยเห็น ไปดู วันพรุ่งนี้ไปดู ว่างั้นเรื่องราว เขาก็มาจริง ๆ นะ แต่ไปนี้เขามีข้อแม้อันหนึ่ง ไปให้ระวังหน่อยนะ พระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดา ไม่ใช่พระธรรมดาคืออะไร เขาอยากจะพูดชั้นฟ้านู่นน่ะ ว่าท่านเป็นมหา ไประวังนะเดี๋ยวท่านจะตีหน้าผากเอานะ ให้ระวัง พระองค์นี้เป็นมหา เขาก็หลั่งไหลมา เราก็ถาม เขาก็เล่าเรื่องให้ฟังอย่างนี้

เราก็บอก การอดข้าวเราไม่ได้อดเพื่อฆ่าเราให้ตาย เราจะอดฆ่ากิเลส โดยอาศัยการอดข้าวเป็นเครื่องสนับสนุนฆ่ากิเลส เราไม่ได้อดเพื่อจะฆ่าเรา แล้วเขาบอกถ้าท่านไม่ตายท่านไม่โมโหโทโสเหรอ เขาถาม เวลามาก็ถามถึงเรื่องตายเขาก็เห็นอยู่นั้นแล้ว ท่านไม่โมโหโทโสเหรอ แล้วเป็นยังไงโมโหโทโสไหม เอ๊ ก็เห็นท่านยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่นี่ ก็เราไม่ได้อดเพื่อจะโมโหโทโสหน้าบึ้งนี่วะ พูดง่าย ๆ พอจากนั้น “มีเท่านั้นหรือ” “มีเท่านั้น” ไล่แตกฮือเลย กลับ นั่นละบางครั้ง จะเรียกว่าเจ้าของไม่รู้ตัวจะเป็นจะตายก็อาจพูดได้ เขาถึงได้มาดู ถึงอย่างนั้นก็มีท่านทั้งหลายได้ยินไหม นี่มาโกหกท่านทั้งหลายเหรอ ถึงขั้นเขาแตกบ้านมาดูก็มี ไปที่อื่นมันก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน การทำของเรานะ แต่เขาไม่ประชุมเราก็บอกไม่ประชุม เขาไม่แตกบ้านมาดูก็บอกไม่แตก แต่ที่นั่นมีเราก็บอกว่ามี

นี่แหละการทำความพากเพียรของเรา เราเด็ดจริง ๆ บอกตรง ๆ แล้วนิสัยนี้รู้สึกจะผิดแปลกจากนิสัยทั้งหลายอยู่มากเหมือนกัน ถ้าว่าอะไรลงไปแล้วขาดสะบั้นเลย ๆ พิจารณาทุกอย่าง ถ้ายังไม่ลงตัว ยังรออยู่ปากคอก หรือล้อมอยู่นี่ดูเหตุผล จนกระทั่งลงผึงเท่านั้นเจ้าของก็ถอนไม่ขึ้น ถ้าลงได้ลงแล้วนะ ถ้าเหตุผลไม่เหนือนี้จะถอนไม่ได้เลย คนอื่นก็ถอนไม่ได้อย่าว่าแต่เจ้าของ ถ้าเหตุผลเหนือนี้แล้วเจ้าของถอนได้คนอื่นถอนได้ แก้ไขใหม่ได้เลย ถ้ายังเหนืออยู่แล้วอย่ามาถอนนะ ตายก็ตายกับนี้เลย เป็นอย่างงั้นนะ เราได้อุตส่าห์พยายามประกอบความพากเพียร

ที่ลำบากมากก็คือปฏิปทาของเรามันเป็นปฏิปทาของคนาภัพวาสนา ถ้าปฏิบัติไปอย่างครูบาอาจารย์ทั้งหลายนี้ จิตใจรู้สึกว่ามันไม่ได้ภูมิใจนะ ธาตุขันธ์อิ่มหมีพีหมาแต่จิตใจมันไม่ได้สง่างามซิ ทีนี้พออดอาหารมาก ๆ ร่างกายจนจะก้าวขาไม่ออก ไม่ว่ายืน ว่าเดิน ว่านั่ง ว่านอน ความเมื่อยความเพลีย ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็มีในธาตุในขันธ์ แต่มันไม่ใหญ่ยิ่งกว่าใจกับธรรม นั่นล่ะที่มันทับกันได้นะ เข้าใจไหม จนจะเป็นจะตายมันยังบืนไปได้ เพราะอำนาจของกำลังใจที่มุ่งต่ออรรถธรรมอย่างยิ่ง นี่มันเหนืออันนี้มันก็เหยียบอันนี้ไปได้ นี่เราทำมาเป็นประจำนะ เมื่อออกจากครูบาอาจารย์ไปแล้วจะเป็นอย่างนี้ ๆ ถ้าอยู่กับครูบาอาจารย์ ก็เพื่อนฝูงพระเณรมีมาก ประกอบกับว่าเราต้องเป็นผู้ดูแลอยู่อย่างลึกลับ ฉากหลัง ๆ พ่อแม่ครูจารย์ท่านอยู่สบาย

พระเณรทั้งหลายมานี้ไม่ได้ขันตีนิมนต์ท่านมา มาเอง ๆ จะมาให้ท่านหนักรำคาญใจทำไมเมื่อยังพอดัดแปลงแก้ไขได้อยู่ ทีนี้เราก็อยู่ฉากหลังต้องคอยแนะคอยเตือนอยู่ตลอด ตานี้สอดส่องตลอด นี่พูดตามความสัตย์ความจริงว่า พระเณรกลัวเรามากตลอดนะ อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์ พ่อแม่ครูจารย์เป็นองค์ที่หนึ่งที่กลัวมาก แต่ท่านก็ไม่ว่าอะไร ๆ แต่ผู้ที่รองท่านลงมานี่ละมันสำคัญ เดี๋ยวจี้ตรงนั้นเดี๋ยวจี้ตรงนี้อยู่อย่างนั้น ตาต้องดี ทุกสิ่งทุกอย่างให้รอบคอบขอบชิด เพื่อความสวยงามน่าดูน่าชม เวลาพ่อแม่ครูบาอาจารย์สัมผัสสัมพันธ์มาทางตาทางหู ก็ให้เป็นที่ชื่นชม เราก็พยายามเต็มกำลังอย่างนี้แล้ว

เราฉันทุกวันนะ อยู่หนองผือนี่ ไม่เคยเว้นแหละ ฉันทุกวันแต่ไม่ให้อิ่ม เอาขนาด ๖๐% เป็นประจำ ๆ พอภาวนาได้สะดวกสบาย ถ้าจะเอาให้หนักกว่านั้นเพื่อจะทุ่มความเพียรนี้งานของเราก็มาก เราถึงแบ่งเพื่อทางโน้นแบ่งเพื่อทางนี้ ฉันจังหันเพียงประมาณ ๖๐% อยู่อย่างนั้นเป็นเสมอไปเลยนะ ไม่ให้มีอิ่มให้อยู่อย่างนั้น พอภาวนาสะดวกสบาย ๆ เพราะมันจะทุ่มลงเต็มเหนี่ยวไม่ได้มันเกี่ยวกับงานการ ที่ว่าอดนั้นมันพุ่งเลยนะนั่น ทุ่มเลย ๆ ไม่มีข้อยกเว้นอะไร

นี่ละที่เราอยู่กับครูบาอาจารย์ เราก็ฉันอย่างนั้น ฉันอยู่ประจำ แต่พอออกไปแล้ว มันเป็นอีกอย่างหนึ่งมันหากเป็นของมันเองนะ พอก้าวออกจากวัดปั๊บนี้เหมือนเดินจงกรมไปเลย ไม่มีคำว่าเวล่ำเวลา ไปจากนี้ไปโน้นไปนี้เสียเวล่ำเวลาไม่มี เดินจงกรมตลอดไปถึงที่ ดึกดื่น บางทีค่ำมืดเมื่อไรก็ไปถึงบ้านเขาจนได้นั่นแหละ มันมีทางพอไปได้นี่ บางแห่งมืด บุกไปมันไม่ถึงบ้านเขาก็ไป อย่างนี้เดินจงกรมไปตลอด สติพิจารณาตลอด เรียกว่าทำความเพียรเหมือนกัน นี่เราไปคนเดียวไม่เป็นน้ำไหลบ่านะมันพุ่ง ๆ เลย ทีนี้เราจะว่าความเพียรเรามีน้อยมีอะไรอย่างนี้ไม่มี เรียกว่าเป็นความเพียรไปตลอดอย่างนั้นเลย

นี่ละที่มันหนัก ๆ คือเพราะอดอาหาร การอดอาหารนี้ลำบากทางส่วนร่างกายมากนะ แต่ทีนี้มันจะไปหนุนกันทางด้านจิตใจ พออดอาหารไปหลายวันเท่าไร จิตใจยิ่งดีดขึ้น ๆ ๆ มันเป็นอย่างนั้นนะ จนเจ้าของจะก้าวขาไม่ออก จิตใจมันยิ่งเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า นี่ละมันทะเลาะกันตรงนี้แหละ ร่างกายก็ถกเถียงมันจะตายแล้วนี้จะอดไปอะไรนักหนา ทางนี้ก็ ทางหนึ่งก็เป็นผู้พิพากษา ก็เราเองเป็นผู้พิพากษาเอง จะทำยังไง ทางจิตก็ถ้าหากว่าไม่อดอาหารการภาวนามันก็ไม่ดีว่างั้น ถ้าอดอาหารทางธาตุทางขันธ์ก็จะตายจะทำยังไง อ๋อ ตัดสินให้ว่าอดบ้างอิ่มบ้างละดี แน่ะ ไปอย่างนั้นเสีย เป็นอย่างนั้นตลอดมา เพราะจิตนี้มันมุ่งอย่างสุดขีดเลย ไม่มีลดหย่อนผ่อนผัน ร่างกายสังขารมันจะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงขนาดไหนก็ตาม แต่จิตมันไม่ได้อ่อนน่ะซิ มันสำคัญ เราถึงได้กล้าพูดว่า กำลังใจสำคัญนะ

คนเราอะไรก็ตามถ้าเป็นกำลังใจไม่ว่าดีว่าชั่ว ขาดสะบั้นไปด้วยกัน ถ้าลงกำลังใจเต็มที่นี้ทางชั่วก็ขาดสะบั้น กำลังใจเต็มที่ทางดีก็กิเลสหรือความชั่วขาดสะบั้นเหมือนกัน เราได้ทำได้เป็นข้อทดสอบมาแล้วจากตัวของเราผู้ดำเนินงานเอง นี่ก็เต็มเม็ดเต็มหน่วยเรื่อยมา ๆ ความพากความเพียรก็ไม่หยุดไม่ถอย การทรมานทางร่างกายมันก็เป็นคู่เคียงกันไป ถ้าให้ร่างกายกินอิ่มนอนอิ่มสบาย ๆ จิตใจก็รู้สึกว่ามันอ่อน ๆ เดี๋ยวมันจะหมอบ นั่น จึงต้องฟิตกันขึ้นเรื่อย ๆ ละซิ ทางด้านจิตใจก็ได้ถูกการบำรุงรักษาหนุนตลอดก็ต้องขึ้นเรื่อย ๆ ๆ เห็นประจักษ์ ๆ อยู่ในจิต

เรื่องความทุกข์ในทางความเพียรนี้มันเป็นขั้นเป็นตอน ความทุกข์ในการถูไถที่ยังไม่ได้หลักได้เกณฑ์นี้ทุกข์มากแบบหนึ่งเหมือนกันนะ เพราะกิเลสมีกำลังมาก ความเพียรเราโผล่หน้าไม่ได้ มันตีเอาหัวพับไปเลย ๆ ที่เราเรียกว่าหงายหมา ๆ คือไม่เป็นท่า สู้มันไม่ได้เลย นี่เวลากิเลสมันมีกำลังมาก ก็เราคนเดียวเราดูเราอยู่ ฟัดกันอยู่ตลอด ทีนี้เมื่อไม่หยุดไม่ถอย กิเลสก็ค่อยอ่อนลง ธรรมก็ค่อยปรากฏขึ้นมา ๆ ครั้นธรรมปรากฏขึ้นมามันก็เหยียบกิเลสลงไป กิเลสค่อยอ่อนลง ๆ สุดท้ายจิตใจที่ดิ้นที่ดีดด้วยอำนาจของกิเลสก็ค่อยสงบตัวลง ๆ นั่น เห็นชัด ๆ

ทีนี้มันก็มีแก่ใจดีดขึ้นเรื่อย ดิ้นขึ้นเรื่อยเอาเรื่อย ๆ จนมีความสงบแน่วเลย ที่เรียกว่าสมาธิ สมาธิเต็มภูมิ สมาธิธรรมดามี สมาธิเต็มภูมิมี ให้มันเห็นประจักษ์ สามแดนโลกธาตุมาค้านไม่มีสนใจฟังเลย อยู่ประจักษ์กับตัวเองพอ นั่นละ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาเป็น สนฺทิฏฺฐิโก เท่านั้นพอแล้วไม่ต้องหาใครมาเป็นพยาน นี่เราพูดเพียงขั้นสมาธิ ขั้นใดมันก็รู้ประจักษ์ๆ จนถึงขั้นสมาธิเต็มภูมิเรียกว่าน้ำเต็มแก้ว จะให้เขยิบขึ้นไปกว่านั้นไม่ได้ มีเท่านั้นเต็มภูมิ สมาธิก็ยังเต็มภูมิ

ทีนี้พอก้าวทางด้านปัญญา สมาธิเมื่อมีความสงบแล้วเรียกว่าจิตใจนี้อิ่มตัว ใจที่ไม่มีสมาธิไม่มีความสงบนี้ใจหิวโหยโรยแรง ดีดดิ้นอยู่ตลอด อยากเห็นอยากรู้ อยากได้ยินได้ฟัง อยากทุกอย่างรอบตัว นี้คือกิเลสตัวสมุทัยหนุนให้อยาก ทีนี้จิตเมื่อมันหิวโหยต่ออารมณ์อยู่ จะบังคับให้มันพิจารณาทางด้านปัญญาได้ยังไง มันก็ไปตามอารมณ์ไปหมดละซิ

ทีนี้เวลาเราบังคับจิตเข้าจนกระทั่งมีความสงบร่มเย็น จิตอิ่มอารมณ์ไม่อยากไม่ยุ่ง ทีนี้ เอ้า พาจิตที่มีความสงบมากน้อยตามขั้นของสมาธินี้แหละ ออกพิจารณาทางด้านปัญญา มันก็ตั้งหน้าตั้งตาทำ พิจารณาด้านปัญญาให้เป็นลำดับลำดา นี่ละที่ท่านแสดงไว้ ใครจะเกินศาสดาองค์เอกวะ พอจิตอิ่มอารมณ์พิจารณาทางด้านปัญญา มันก็ไม่เถลไหลไปหาอารมณ์ที่กำลังหิวโหยแต่ก่อนนะ เพราะมันอิ่มอารมณ์แล้ว หมุนไปทางปัญญาขั้นไหนมันก็ไปตามปัญญา ๆ ทีนี้ออกทางด้านปัญญานี้มันไม่ได้เหมือนสมาธินะ ความสุข ความละเอียดลออ ความแยบคายนี้ โอ๋ย.เป็นคนละโลกนะ

เวลามันไม่มีปัญญามันก็ติดสมาธิ ประหนึ่งว่านี่แหละคือ นิพพาน เป็นแล้วนะ เราเป็นแล้ว จิตมันแน่วอยู่นั้นก็เลยชี้ลงอันนี้แหละ คือ นิพพานอยู่ตรงนี้แหละ ๆ ย้ำลงไป แล้วเวลาถูกพ่อแม่ครูจารย์ขนาบนี้ออกจากสมาธิ ออกมาทางด้านปัญญา ทีนี้สมาธิเลยกลายเป็นหมูนอนเขียงเสียแล้ว อันนั้นมันละเอียดลออ มันแยบคาย กระจายออก ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้ ๆ สิ่งไม่เคยเห็น ๆ นี่ละเรื่องการภาวนาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยในวงพุทธศาสนาเรานะ ทาน ศีล เป็นอันหนึ่ง

เรื่องภาวนาเป็นรากแก้วอันสำคัญมากที่จะรื้อฟื้นจิตใจขึ้นมาให้เห็นในสิ่งต่าง ๆ และเพิ่มพูนความดีงามที่เราเคยทำมาแต่ก่อน เช่น การให้ทานหนักแน่นขึ้นโดยลำดับ การรักษาศีลหนักแน่นขึ้น ๆ ไปโดยลำดับ เพราะการภาวนาเป็นหลักใจอันส่องทะลุอยู่ตลอดเวลา คอยเตือน ๆ หนุนตลอด ความดีทั้งหลายมันก็หนุนขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอำนาจแห่งการภาวนา

นี่เราพูดถึงเรื่องภาวนา ทีนี้มาวกถึงเรื่อง ขั้นปัญญาอย่างที่ว่า เข้าถึงขั้นปัญญาไม่ได้เหมือนอะไรนะ มันเป็นกับผู้เป็นนั้นแหละมันถึงชัดเจน แล้วไม่ต้องไปสนใจถามใครมาเป็นพยานนะ สนฺทิฏฺฐิโก ๆ รู้เองเห็นเองจากการปฏิบัติของตัวเอง ทางด้านปัญญาขั้นใด ๆ ภูมิใดมันจะรู้ของมันเรื่อย สิ่งไม่เคยรู้เคยเห็น เกิดมานี้ไม่เคยรู้เคยเห็นมันเห็นมันรู้จะให้ว่ายังไง แล้วยอมรับ ๆ เสียด้วยซิ นี่ทางด้านปัญญาออกจากภาวนานะ ภาวนาก็เป็นสมถะ สมาธิธรรม สมถธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม จากนั้นก็ขึ้น วิมุตติธรรม ได้ละที่นี่ พิจารณากระจายออกไป ออกจากภาวนาทั้งนั้นนะ ที่พูดเหล่านี้

หลักของพุทธศาสนาจึงอยู่ที่ภาวนา ไม่อยู่ที่อื่นที่ใดเลย ตรงนั้นเป็นจุดสำคัญ หนุนออกมาทุกด้านทุกทาง ถ้าทางด้านจิตตภาวนามีหลักมีเกณฑ์แล้วไม่ว่าทางทาน ทางศีล ความดีทุกด้านทุกทางมันจะหนุนไปด้วยความจงใจ ๆ ไม่ได้ทำธรรมดานะ ธรรมดาเป็นขนบเป็นประเพณีก็มี เช่นเราเป็นชาวพุทธเคยทำบุญให้ทาน รักษาศีล ก็ไปธรรมดา แต่จิตไม่ได้หนักแน่นเหมือนผู้ที่มีภาวนามีหลักใจภายในภาวนา เข้าใจไหม ผู้นี้หนักแน่นทุกอย่าง หนักแน่นไปโดยลำดับลำดา มันหากเป็นเครื่องหนุนกันหมด กิริยาที่ทำอะไรเป็นไปด้วยความจงใจ ๆ หนุนแน่นไปเรื่อย ๆ นี่ภาวนา

ท่านทั้งหลายทราบเสียว่าการภาวนาเป็นยังไง นี้ถอดออกมาจากหัวใจมาพูดนะ มาโกหกท่านทั้งหลายเมื่อไร เวลามันออกทางด้านภาวนากระจ่างอย่างที่ว่า ฟาดจนทะลุพุ่งเลยแล้ว อันนี้มองที่ไหนจะไปมองที่ไหนมันจ้ารอบตัวอยู่แล้วนี่ จะไปหันหน้าหันหลัง มองนั้นมองนี้ยังไงไม่จำเป็น จิตไม่มีหน้ามีหลัง สว่างจ้าครอบโลกธาตุเท่านั้นพอ นั่นละใครรู้ใครเห็นไม่เคยถามกันแหละ บรรดาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ท่านผู้รู้ทั้งหลายจะรู้จำเพาะตน คือผู้ไม่ปฏิบัติไม่รู้ ปฏิบัติแต่ไม่ถึงขั้นที่รู้นี้ก็ไม่รู้ เมื่อถึงขั้นรู้แล้วปิดไม่อยู่ รู้ด้วยกัน เพราะธรรมนี้เป็นธรรมเปิดเผย อกาลิโก เปิดอยู่ตลอดเวลา จากการกระทำของพวกเรา พากันทำเถอะน่ะ ถ้าทำแล้วเป็น

ศาสนาพระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ อยู่ตลอดเวลานะ อย่าว่าครึว่าล้าสมัย ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสปิด ๆ ๆ กลบไว้ลบล้างไว้ กิเลสจะได้ออกเหยียบธรรมเหยียบหัวใจเราใช่ไหม มันปกปิดหมด อันใดที่ว่าเป็นความจริง พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์สอนไว้ กิเลสมันก็เป็นความจริงของมันในการโกหก มาตั้งแต่โคตรแซ่ของมันเช่นเดียวกับธรรม มันก็มาเหยียบย่ำทำลาย ปิดมาตลอดให้จำเอานะ

กิเลสจะปิดธรรมไปตลอดนะ ธรรมจะแสดงความจริงไปตลอด เปิดเผยตามความมีอยู่ของตัวไปตลอด ๆ กิเลสมันเป็นตัวจอมปลอม มันจะปิด มีก็บอกไม่มี เห็นบอกไม่เห็น ดีบอกว่าชั่ว ชั่วบอกว่าดี นี่เรื่องของกิเลส ให้จำเอาไว้ทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นข้าศึกศัตรูกันก็ถูก หรือว่าอย่างหนึ่งเป็นประเภทสกปรก กิเลสเป็นประเภทสกปรก ธรรมเป็นประเภทที่ชะล้าง ๆ ให้สะอาด นั่น จำเอานะ นี่การปฏิบัติธรรม สด ๆ ร้อน ๆ ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน อกาลิโก ๆ คอยรับเหตุ การกระทำของเราอยู่ตลอด ขอให้ทำไปมากน้อย อกาลิโก จะปรากฏ อกาลิโก มีตลอด ผลมากน้อยจะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้การปฏิบัติตัวเอง

ชาวพุทธเราไม่ค่อยมีภาวนากัน แม้ตั้งแต่พระเราไม่ว่าพระองค์ไหน ๆ ส่วนมากไม่ค่อยได้สนใจภาวนา ดีไม่ดีเบื้องต้นเราก็เคยได้ทราบมาจากครูบาอาจารย์ที่ท่านออกปฏิบัติกรรมฐาน คือ พ่อแม่ครูจารย์มั่น หลวงปู่ฝั้นท่านเคยเล่าให้ฟัง เป็นความที่เขาไม่เคยรู้เคยเห็น ทำให้สงสัยสนเท่ห์ เป็นเสนียดจัญไรของพระทั้งหลายทั่วๆ ไปเพราะเขาไม่เคยทำ ท่านอาจารย์มั่นก็เคยเล่า ท่านอาจารย์ฝั้นก็เคยเล่าเรื่องอย่างนี้

นี่คือคนไม่เคยภาวนา ไม่เคยอยู่ในป่าในเขา เห็นพระป่าพระเขาเป็นของแปลกไปได้ เห็นผู้ภาวนาเป็นของแปลกไปได้ มันก็ค่อย ๆ ชินกันมาทุกวันๆ นี้ละ เพราะกรรมฐานมีมากสอนคนให้รู้ตามหลักความเป็นจริง ยอมรับ ๆ มากแล้วมันจะถกเถียงกันไปได้ยังไงใช่ไหม มันก็ต้องยอมรับกัน ทำไม่ได้ก็ต้องยอมรับ ยอมรับผู้ทำได้ นี่ละเรื่องราวมัน ภาวนามันไม่ค่อยมี ทีนี้ค่อยกระจายออกไป ๆ ก็ไม่พ้นจากสมัยปัจจุบันนี้คือ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเรา อาจารย์เสาร์เรา กระจายออกไป ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ของท่านแตกกระจายไปทุกภาค ๆ

นี่ละทีนี้เรื่องอัฐิกลายเป็นพระธาตุเราจะเห็นได้ชัด โถ เวลาถามจริง ๆ แล้วมีอยู่แทบทุกแห่งทุกหนนะ พระกรรมฐานเรา ตายแล้วอัฐิกลายเป็นพระธาตุ ๆ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายเป็นพระธาตุ ๆ ค่อยซอกแซกซิกแซ็ก รู้เงียบ ๆ มีเงียบ ๆ ท่านไม่ได้แสดงออกมามีเยอะนะ

นี่ละการภาวนา การภาวนาเป็นการซักฟอกจิตใจ เมื่อจิตใจบริสุทธิ์เต็มที่แล้วก็ฟอกธาตุฟอกขันธ์ ให้บริสุทธิ์ตามส่วนของธาตุขันธ์ซึ่งเป็นส่วนหยาบ จนกลายเป็นพระธาตุได้ มีอยู่เยอะนะเวลานี้ ไม่ใช่น้อย ๆ เราทราบมาเรื่อย ๆ ส่วนมากจะเป็นพระนะ อยู่ในป่าในเขาท่านภาวนา ท่านเป็นอย่างนั้น ๆ ขึ้นมา แล้วรวมยอดก็คือว่า เวลาท่านตายแล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ๆ มีเยอะนะเวลานี้

นี่ละถ้ามีผู้ปฏิบัติอยู่ ธรรมะก็แสดงให้เห็นผลอยู่ เหมือนที่เราวิ่งตามกิเลส ผลของกิเลสก็ให้เห็นอยู่ เห็นทั่วหน้ากันไหม หรือว่ามีแต่ดีเรื่อย ๆ ถ้ากิเลสแล้ว เหอ ถ้าว่ากิเลสแล้วดีเรื่อย ๆ อยู่นั้นเหรอ จนจะเป็นจะตาย หนังถลอกปอกเปิกก็ยังว่าดี ๆ อยู่เรื่อย เพราะฉะนั้น ถึงว่าให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตนนะ เรื่องพุทธศาสนานี้คือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน อกาลิโก สด ๆ ร้อน ๆ คอยเป็นผลตลอดจากเหตุของผู้ปฏิบัติตลอดเวลา ขอให้ทำไปทุกอย่าง ไม่ว่าประเภทไหนมีผลด้วยกันหมด เหตุปั๊บลงไปผลต้องมา ๆ มาหยาบมาละเอียดต่างกันเท่านั้นแหละ มาด้วยกัน เรียกว่าเหตุเป็นแม่บทของผล พอทำเหตุขึ้นไปผลก็ปรากฏขึ้นมา ๆ เรื่อย ๆ อย่างนั้นละ ให้พากันตั้งใจปฏิบัตินะ

นี่เราก็ได้เคยพูดให้ฟังเรื่องการภาวนา ถือเป็นของสำคัญมากในวงพุทธศาสนา ครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก บริษัททั้งหลายฆราวาสญาติโยมก็หนาแน่นด้วยการภาวนา ครั้นต่อมาหัวหน้าก็ค่อยร่อยหรอไป ๆ ลูกน้องก็ล้มเหลวไป แล้วสุดท้ายก็เลยจะไม่มี ไม่มีการภาวนาไม่มีเรื่องนับถือศาสนา ทีนี้ก็มีแต่กิเลสพอกหัว ๆ ไปที่ไหนจึงมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย อำนาจของกิเลสจะแสดงแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย ความกังวี่กังวล ความดีดความดิ้นตลอด ทั้งเขาทั้งเราทั่วแดนโลกธาตุ

โลกจะหาความสงบไม่ได้ เพราะกิเลสมีอยู่หัวใจของสัตว์ทุกตัวสัตว์ไป ยิ่งมาแสดงในตัวบุคคลและแสดงในบุคคลผู้ใหญ่โตที่สำคัญตนว่าใหญ่ ๆ ว่ามีความรู้ความฉลาดหรือประเทศใหญ่เข้าไปแล้วยิ่งพองตัวขึ้นมาใหญ่ นั่นละมันจะมาแผลงฤทธิ์พ่นยาพิษออกมาเผาซึ่งกันและกันให้โลกฉิบหายได้ เพราะอำนาจของกิเลสที่สำคัญตนว่า ความรู้นี้เหนือโลกว่างั้นเถอะน่ะ แต่มันไม่เหนือกรรมละซิ ไม่เหนือธรรมละซิ ทำไปอะไรมันก็เป็นไฟเผาเจ้าของ วันนี้ก็พอสมควรแล้วเทศน์ เอาละพอ

 

ชมถ่ายทอดสด ธรรมะหลวงตาวันต่อวัน  ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก