ชาวพุทธควรจะมีจิตตภาวนาฝังอยู่ในใจ
วันที่ 11 มีนาคม 2546 เวลา 8:55 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ชาวพุทธควรจะมีจิตตภาวนาฝังอยู่ในใจ

 

         การช่วยชาติคราวนี้ก็เป็นประโยชน์แก่ชาติไทยของเราและที่อื่น ๆ เช่นธรรมะนี้ออกกว้างขวางมากนะ อย่างเทศน์อยู่เวลานี้พูดอยู่เวลานี้ก็ออกทั่วโลกแล้ว ก็ดี เครื่องไม้เครื่องมือที่กิเลสเอาไปใช้ โลกเอาไปใช้มาเป็นประจำ ส่วนมากใช้สังหารเจ้าของนะ เจ้าของนั่นกิเลสมันเสกเป่าหัวพุดเดียวอีกว่า ได้เครื่องเป็นที่พอใจมา เครื่องเทวทัต โทรทัศน์ วิดีโอ มีแต่เครื่องเพลิดเครื่องเพลินให้มนุษย์เป็นบ้ากันทั้งโลกนั่นแหละ แต่มนุษย์ก็พอใจกับไอ้บ้าแบบนี้ มิหนำซ้ำพระเรายังเต็มไปตามวัดตามวาพวกเทวทัต วิดีโอ มันไหลเข้าในวัดในวา ซึ่งไม่เคยมีในพุทธศาสนาของเราเลย มันก็ยังเอาเข้ามาได้ เห็นไหมกิเลสมันแหลมคมขนาดไหน

พระที่บวชมาในพุทธศาสนา ตามหลักธรรมวินัยของพระแล้ว ตัดขาดไปหมดเลย นั่น ทั้ง ๆ ที่มีอยู่ก็ให้อยู่คนละฝั่ง ท่านไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้อง นั้นฝั่งโลก นี้ฝั่งธรรม เพื่อให้เป็นวรรคเป็นตอน ใครต้องการร้อนก็ไปทางนั้น ใครต้องการเย็นก็มาทางนี้ ใครต้องการบรมสุขเข้าจุดศูนย์กลางคือใจ ฝั่งนั้นได้แก่กิเลส ฝั่งนี้ได้แก่ธรรม จุดศูนย์กลางของกิเลสและธรรมนั้นคือใจ รวมเข้าถึงใจแล้วนั่นละที่นี่สุดยอดเลย ตัดกิเลสออกหมด ธรรมกับใจนี้กลายเป็นอันเดียวกันล้วน ๆ แล้วก็พุ่งเลย นี่ละท่านว่า อมตธรรม อมตจิต อยู่ที่นี่ไม่ได้อยู่ที่อื่น

ท่านว่าจิตไม่ตายก็คืออันนี้ มันมีสองอย่าง อันหนึ่งหนุนไว้ อันหนึ่งเข้ามาทำลาย ได้แก่กิเลสที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งตีเข้ามาทำลาย ทางนี้ตีต้อนกลับไปด้วยธรรมที่มีอยู่ในใจอันเดียวกัน ใครมีความขยันหมั่นเพียร พยายามป้องกันรักษาตัวเองเอาไว้ ไม่ให้กิเลสท่วมท้นเข้ามา ใจจะไม่ได้ล่มจมไป มีธรรมเป็นเครื่องค้ำชูอุดหนุนเอาไว้ ต้านทานเอาไว้ก็มีความผาสุกเย็นใจ

โลกเรานี้เป็นหลักธรรมชาติ ฟังแต่ว่าโลกวัฏวน คือเป็นโลกของคนมีกิเลส สัตว์มีกิเลส ท่านจึงเรียกว่าวัฏวน คือวนไปวนมา ทั้งสูงทั้งต่ำ สุขทุกข์เจือปนกันไป ส่วนมากจะมีแต่เรื่องความทุกข์ ความสุขนั้นก็พอล่อไปบ้าง ถ้ามีแต่ความทุกข์อย่างเดียว โลกก็จะเบื่อกิเลส ต้องมีสิ่งล่อลวงเข้าไปให้เพลิดให้เพลิน โลกเมื่อเพลิดเมื่อเพลินแล้ว ทุกข์ก็ทนเอา เป็นอย่างนั้นละ เช่น เขานั่งดูเทวทัต เข้าใจไหมเทวทัต ทางภาษาของโลกเราเรียกว่าโทรทัศน์ แต่ภาษาของธรรมเรียกว่าเทวทัต ต้องแยกให้ทราบ มันเป็นเครื่องสังหาร สำหรับในสายตาของธรรมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องทำลายสังหาร ท่านจึงเรียกว่าเทวทัต มันทำลายมันสังหาร

วันนี้ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงท่านก็อุตส่าห์เสด็จมา ท่านบำเพ็ญอยู่ในพระราชวัง พระราชวังนั้นมีอรรถมีธรรม มีบุญมีกุศล ดีไม่ดีเทวบุตรเทวดามาอารักขาท่าน ใครมีศีลมีธรรมแล้วเทวดา ตามที่ท่านพูดไว้ในธรรมว่า เทวดานี้อยู่ห่างจากมนุษย์ตั้งโยชน์หนึ่ง กลิ่นมนุษย์นี้ฉุน ไม่หอมหวนชวนชม เทวดาจึงรังเกียจ ไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เพราะมนุษย์นี้กลิ่นฉุนไปด้วยอำนาจแห่งความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ความอิจฉาพยาบาทอาฆาตจองเวรซึ่งกันและกัน นี้เรียกว่าเต็มอยู่กับมนุษย์ จึงเป็นเรื่องสกปรก มนุษย์ทั้งคน ๆ เป็นภาชนะสำหรับความสกปรกของกิเลสที่มันทุ่มลงมา ๆ ตลอดเวลา หาความสุขความสบายไม่ได้

ทีนี้มันก็เหม็นคลุ้งไปถึงพวกเทวบุตรเทวดา ไม่อยากเข้ามาใกล้ชิดติดพันกับมนุษย์อย่างนี้เลย ตามที่ธรรมท่านแสดงไว้อย่างนั้นจริง ๆ ว่ามนุษย์กับเทวดาอยู่ห่างกัน ทีนี้ก็มีข้ออีกอันหนึ่ง นี่หมายถึงมนุษย์ที่มีแต่ความสกปรกอย่างเดียว เทวดาก็รังเกียจ มนุษย์ผู้มีสมบัติผู้ดีก็รังเกียจ แต่ผู้ที่มีศีลมีธรรมภายในตัวเทวดาเข้าใกล้ชิดติดพัน นั่นเห็นไหมล่ะ นี่ละกลิ่นแห่งศีลแห่งธรรมนี้ลบล้างความสกปรกที่มีอยู่ในตัวของบุคคลคนนั้นออกได้ เปลี่ยนแปลงได้เป็นลำดับลำดา เพราะฉะนั้นพระที่ท่านอยู่ในป่าในเขา ไปอยู่ที่ไหนไม่มีใคร มนุษย์มนาไม่ค่อยไปเกี่ยวข้อง ท่านอยู่ในป่าในเขา แต่พวกเทวดาใกล้ชิดติดพันตลอด

ยกตัวอย่างเช่น พระจิตตคุตต์ ท่านอยู่ในภูเขาอยู่ในถ้ำนั้นมาตั้ง ๖๐ ปี พระจิตตคุตต์ แปลว่าผู้บำรุงรักษาจิต เวลาแปลออกแล้วนะ ท่านอยู่กับเทวดา ท่านอยู่องค์เดียวนะในประวัติ มีเทวบุตรเทวดาเต็มอยู่นั้น จะไปไหนมาไหนเขาไม่ยอมให้ไปง่าย ๆ เขารักเขาเทิดทูนท่าน ใกล้ชิดติดพันกับท่าน ใครจะมาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ไม่เห็นตนเห็นตัว อยู่ๆ  ล้มผล็อยไปก็มี โดนนั้นโดนนี้ไปต่าง ๆ ก็มี เทวดาบันดาลทำให้เป็นไป ในตำราท่านแสดงไว้อย่างนั้น อยู่ ๆ ก็มีอันเป็นไป ถ้ามาระเกะระกะนะ แต่ถ้ามาเพื่อศีลเพื่อธรรม เทวดาก็ชมเชย ยินดีต้อนรับขับสู้ให้ความสะดวกสบาย

ถ้าใครมาแบบระเกะระกะ มาแบบโจรแบบมาร แบบเทวทัตแล้ว เทวดาเหล่านั้นจะแสดงอาการต่าง ๆ ให้เห็นให้เป็นไปจนได้นั้นแหละ นี่พูดถึงเรื่องเทวดากับมนุษย์ นี่ท่านอยู่ในพระราชวัง ท่านเจริญศีลธรรมเป็นประจำ ท่านไม่เคยลดละ บำเพ็ญศีลธรรม เทวดาก็อารักขา มีความชมเชยสรรเสริญท่าน เทวดารักษาท่าน ธรรมรักษาภายในจิตใจ และรอบด้านอีกด้วย เทวดาก็เสริมเข้ามา นี่ผู้มีธรรมในใจเป็นอย่างนั้น การพูดทั้งนี้เราไม่ได้ยกให้แต่ทูลกระหม่อมว่า จะเป็นผู้เทวดารักแต่พระองค์เดียวนะ พวกเราถ้าอยากให้เทวดารักก็อย่าขี้เกียจขี้คร้าน การทำบุญให้ทาน การภาวนา

เฉพาะอย่างยิ่งการภาวนา เวลาภาวนาหนักเข้าๆ จริตนิสัยของเราไม่เหมือนกัน เป็นมาต่างๆ  กัน ทีนี้ผู้มีนิสัยวาสนาเกี่ยวข้องกับเทวบุตรเทวดา นั่งภาวนาอยู่ก็เห็นเทวดามาเฝ้า กลางวันเทวดาก็เฝ้า กลางคืนก็เฝ้า ตาในท่านเห็นอยู่ตลอดเวลา เวลาท่านอดอาหาร ท่านไม่บิณฑบาต ซูบผอม เทวดาเข้ามาจะเอาอาหารทิพย์มาให้ท่านฉัน อาหารทิพย์ก็ฉันไม่ได้ ท่านบอกฉันไม่ได้ผิดพระวินัย พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้ฉันอาหารในเวลาวิกาล เขาก็จัดอาหารทิพย์มาทาสกลกายของพระ ไม่ให้พระได้เกิดความระคายเคือง ให้เกิดความขัดข้องอะไร ประหนึ่งว่าไม่มีอะไรมาเฉียดร่างกายเลย แต่ความจริงแล้วเทวดาเอาอาหารทิพย์มาชโลมทาร่างกายให้ท่าน นี่เห็นไหมล่ะ พระสมัยปัจจุบันนี้นะ เราอย่าว่าสมัยไหน

เทวดามีมาตลอด ธรรมมีมาตลอด ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งควรแก่สภาวธรรมทั้งหลาย ก็มีมาเป็นประจำเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงมีการสัมผัสสัมพันธ์กันได้ระหว่างผู้ดีกับผู้ดี เช่น พระผู้มีความชำนิชำนาญในทางด้านจิตตภาวนาเกี่ยวกับเรื่องเทวบุตรเทวดา ท่านจะได้เห็นเทวบุตรเทวดามาห้อมล้อมอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ที่ท่านบำเพ็ญอยู่ อย่างทุกวันนี้เหมือนกัน เพราะธรรมนั้นก็เป็นอกาลิโก สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ทั่ว ๆ ไปตลอดมา เป็นอกาลิโกเช่นเดียวกัน แม้แต่มีการเปลี่ยนแปลงด้วยอายุอานามของสัตว์ แต่เปลี่ยนไปอันนี้มา อันนี้เปลี่ยนไป อันนี้มา แสดงความมีอยู่แห่งสัตว์ประเภทต่าง ๆ ได้ตลอดมาเช่นเดียวกัน

นี่ละอำนาจแห่งธรรม ใครมีธรรมอยู่ที่ไหน อย่าว่าแต่มนุษย์ชมเชยสรรเสริญนี้เลย เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม ก็ชมเชยสรรเสริญ กราบไหว้บูชา ถ้าพูดถึงอย่างนี้เราอดคิดถึงหลวงปู่มั่นไม่ได้นะ หลวงปู่มั่นนี่เชี่ยวชาญมากทีเดียวเรื่องเทวบุตรเทดา อินทร์ พรหม มาทุกชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น พรหมโลก ๑๖ ชั้น มาเกี่ยวข้องกับท่านทั้งนั้น เวลาท่านเล่าให้ฟังได้หันหน้าเข้าฝา น้ำตาร่วงไม่อยากให้ท่านเห็น เวลาท่านเล่าท่านเล่าเฉยนะ เหมือนเราพูดเรื่องต่างๆ ธรรมดาๆ เวลาพวกเทวดาอินทร์พรหม เข้ามากราบเยี่ยมท่าน ฟังอรรถฟังธรรม ถามปัญหาในแง่ต่าง ๆ เต็มท้องฟ้า เต็มหมด ฟังซิน่ะ นี่ละพวกกายทิพย์มากราบไหว้บูชา ถามปัญหา แล้วท่านก็เทศนาว่าการให้ฟัง มาเป็นประจำ

อยู่ในป่าในเขาลึกเท่าไร ห่างจากมนุษย์เท่าไรยิ่งมีตั้งแต่พวกเทพทั้งหลาย เทพประเภทต่าง ๆ รุกขเทพ อากาสเทพ แล้วก็เทพพวกชั้นบน สวรรค์ พรหมโลก มา ฟังซิ ท่านเล่าให้ฟัง โอ๊ย ไม่ได้ว่างนะ แต่การเทศน์สอนพวกนี้เทศน์สอนด้วยความละเอียดลออ คนทั้งหลายจึงไม่ทราบว่ามีงาน เทศน์สอนมนุษย์มนานี้ต้องลำบากลำบน การนั่งเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า การพูดเทศนาว่าการ เราเทศน์เพื่ออรรถเพื่อธรรมเขาก็เอาฟืนเอาไฟเผาเข้ามา เขาก็เข้าใจว่าเขาเผาเข้ามาหาเรา เขาต้านทานธรรมเรา แต่ในขณะเดียวกันความต้านทานธรรมของเราก็กลับไปเป็นพิษเป็นภัยแก่เขาเอง นี่เรื่องมนุษย์ท่านพูดว่าอย่างนี้

เทศน์สอนมนุษย์จิตใจไม่ได้เหมือนกัน มนุษย์คนหนึ่งชมเชยสรรเสริญ มนุษย์คนหนึ่งติฉินนินทา คัดค้านต้านทาน ส่วนเทวดานั้นเต็มท้องฟ้า ไม่มีเทวดารายใดที่เข้ามาคัดค้านต้านทานธรรมนี้เลย ต่างกันที่ตรงนี้ ท่านว่างั้น เทศน์เทวบุตรเทวดาใจมีภาษาเดียว พอกระจายออกนี้มันทั่วถึงหมด ๆ ท่านว่างั้น นี่ละสัตว์ที่เป็นนามธรรม สัตว์พวกกายทิพย์ วิสัยของจิตใจที่เรียกว่าเป็นตาทิพย์ ก็มองเห็นกันได้สะดวกสบาย นิสัยของส่วนหยาบ เช่นอย่างเรานี้มองเห็นด้วยตาเนื้อ เห็นกันได้สะดวกสบายไม่มีใครคัดค้านกันว่าใครไม่เห็น ใครว่ามนุษย์ไม่มี อย่างนี้เห็นทั่วหน้ากัน ยอมรับทั่วหน้ากัน ว่ามนุษย์มีมามากน้อยเพียงไร

เช่น อย่างมาที่นี่วันนี้มีเท่าไรเห็นกันหมด นี่คือตาเนื้อ เห็นสิ่งที่หยาบด้วยกัน จึงหาที่คัดค้านกันไม่ได้ ท่านผู้มีตาทิพย์ท่านก็เห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตาทิพย์ของท่าน ในสิ่งที่เป็นกายทิพย์ เป็นของทิพย์เช่นเดียวกัน ของเรานี้มันก็มีอยู่หลายประเภท เช่น ตาเป็นวิสัยที่จะดู ท่านเรียกว่าอินทรีย์ ๆ แปลว่าความเป็นใหญ่ ตาก็เป็นใหญ่ทางดู ไม่มีใครมาทำหน้าที่แทนตาได้ หูเป็นใหญ่ในทางฟังเป็นต้น ไม่มีใครมาทำแทนได้ สิ่งแต่ละอย่าง ๆ เป็นใหญ่ในตัวเองๆ ท่านจึงเรียกว่าอินทรีย์ห้า ความเป็นใหญ่แต่ละทางๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่าอินทรีย์ ใจนี้เป็นที่รวมของอินทรีย์ทั้งหลาย

ผู้ที่มีจิตใจวาสนาหนักไปทางไหน ท่านก็รู้ก็เห็นของท่านในทางนั้น ๆ อย่างที่ว่าพวกกายทิพย์ พวกเทพทั้งหลายนี่ นี่เราพูดถึงเรื่องเทวดารังเกียจมนุษย์ ไม่ค่อยอยากเข้ามาใกล้ชิดติดพัน เพราะมนุษย์นี้เหม็นคลุ้งไปหมดด้วยความไม่มีศีลมีธรรม มีแต่ความสกปรกรกรุงรังเต็มตัว เทวดาจึงไม่อยากเข้ามาใกล้ชิดติดพัน แต่มนุษย์ที่มีศีลมีธรรมเทวดารักชอบกราบไหว้บูชามาตลอด ตามที่ท่านแสดงไว้ในธรรมว่าอย่างงั้น เราก็ทำให้จิตใจของเรามีความหอมหวนชวนชมในตัวเองบ้างซิ ันหนึ่ง ๆ มีแต่ตำหนิติเตียนเอง อันนั้นก็ไม่ดี อันนี้ก็ไม่ดี อะไรก็ไม่ดีๆ แต่ตนเป็นผู้สั่งสมความไม่ดีขึ้นตลอดเวลานี้ไม่คิด ไม่ตำหนิตรงนี้ มันก็ต้องสั่งสมความไม่ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ ให้ตำหนิเรื่อย ๆ ไปอย่างงั้นแหละ

ให้พากันพินิจพิจารณา ดูตัวเอง ดูเขาไม่ดีเป็นยังไง ดูเราไม่ดีเป็นยังไง ให้ดูเขาด้วยดูเราด้วย ดูเขาไม่ดีค่อยยังชั่ว ไม่ค่อยมาสัมผัสสัมพันธ์กับตัวเราเอง ถ้าเราไม่ดีนี้มันพัวพันตลอดเวลา เลยคำว่าความสัมผัสไป มันพัวพันตลอดเวลา เป็นทุกข์เป็นร้อนตลอดเวลา จึงให้พยายามแก้ไขตนเอง เขาไม่ดียังไงเอามาเทียบตัวเอง เราอย่าเป็นคนเช่นนั้น ให้พยายามแก้ไขดัดแปลงตนเองให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ คนเรา จิตใจเป็นของแก้ไขดัดแปลงได้ เมื่อจิตใจเป็นสิ่งที่แก้ไขดัดแปลงได้ กาย วาจา ก็เป็นบริษัทบริวารของใจ ใจย่อมดัดแปลงกาย วาจา ให้การพูดการจา กิริยาท่าทาง การทำต่าง ๆ พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงจากความผิดไปหาความถูกต้องดีงามได้ ผลก็ย้อนเข้ามาสู่ตัวเราเองคือใจ ซึ่งเป็นผู้บงการ

ให้พากันระมัดระวังตนบ้างนะ เราเกิดมาพบพระพุทธศาสนานี้เรียกว่าเลิศเลอสุดยอดแล้วนะ พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สืบทอดมาตั้งกัปตั้งกัลป์ เป็นแบบเป็นฉบับโดยหลักธรรมชาติของธรรมเอง ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาแต่ละพระองค์ ก็ตรัสรู้ธรรมที่เป็นหลักธรรมชาติ ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เลิศเลอสุดยอดนี้แล ถ่ายทอดมาเรื่อย ๆ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าองค์ข้างหน้าก็จะมาตรัสรู้ธรรมชาติอันเดียวกันนี้ คือธรรมเลิศเลออย่างเดียวกัน สอนโลกไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ นี่เราเกิดมาในช่องที่พอเหมาะพอสม ในท่ามกลางแห่งพุทธศาสนา คือพระพุทธเจ้าของเรา

แม้พระสรีระของท่านจะล่วงลับดับไปเหมือนโลกอนิจจังทั่วไปก็ตาม แต่คำว่าพระพุทธเจ้าองค์แท้จริงนั้นคือธรรมธาตุ ธรรมที่บริสุทธิ์ครอบโลกธาตุอยู่ตลอดมา ท่านนิพพานไปแล้ว พระธรรมก็ดี พระวินัยก็ดี นั้นแลเป็นศาสดาของพวกเราทั้งหลาย แทนพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพานไปแล้ว จึงขอให้พากันปฏิบัติตน ดัดแปลงแก้ไขตนเองไปตามธรรมตามวินัยที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วนั้น ก็เท่ากับเราตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกเวล่ำเวลา ทุกอิริยาบถไปเลย ถ้าห่างเหินหรือขัดขืนดื้อดึงต่อธรรมต่อวินัย ฝ่าฝืนธรรมวินัยแล้วก็เรียกว่าเป็นการทำลายพระพุทธเจ้าที่เป็นศาสดาของเราเอง ให้เสียหายไปซึ่งเป็นการเสียหายแก่ตัวเราเองนั้นแล ไม่ได้เสียหายแก่ผู้ใด

ดังพระพุทธเจ้าแสดงไว้ว่า “ดูก่อนอานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย แทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว” คือธรรมวินัยนี้แลเป็นองค์แทนของศาสดา เพราะฉะนั้นจึงให้เคารพธรรม เคารพวินัย วินัยคือกฎข้อบังคับ เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ เหล่านี้เรียกวินัย ตีขนาบไว้สองฟากทาง ไม่ให้ข้ามพระวินัยนี้ไปเป็นการออกนอกลู่นอกทาง ถ้าห่างเหินต่ออรรถต่อธรรมแล้วใกล้ชิดติดพันต่อความล่มจม ท่านก็มีพระวินัยกั้นไว้สองฟากทาง เปิดทางเดินคือธรรมไว้ในท่ามกลาง ให้ดำเนินด้วยการสำรวมระวังตน จิตใจของเราให้ระมัดระวังเสมอ นี่เรียกว่าเป็นการดำเนินตามธรรม

จิตตภาวนาเป็นธรรมที่เลิศเลออยู่กับจุดนี้นะ พระพุทธศาสนาของเรา และของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์มาเลิศเลออยู่ที่จิตตภาวนา รากแก้ว หรือแก่นของศาสนา ได้แก่ จิตตภาวนา อย่าพากันปล่อยกันวางนะ การให้ทาน รักษาศีล การทำคุณงามความดีทั้งหลายเหล่านั้นเป็นกิ่งก้านสาขาของจิตตภาวนา จิตตภาวนาเป็นต้นลำอันใหญ่หลวง เมื่อจิตตภาวนาเป็นต้นลำอันใหญ่หลวงนี้ดีอยู่แล้ว แน่นหนามั่นคงอยู่แล้ว กิ่งก้านสาขาดอกใบก็สดสวยงดงามไปตาม ๆ กันหมด เช่น คนผู้มีจิตตภาวนา มีจิตใจเป็นอรรถเป็นธรรม ได้รับอรรถธรรมจากการภาวนาของตน จิตใจมีความยิ้มแย้มแจ่มใส มีหลักมีเกณฑ์ภายในตัวเองนี้แล้ว กิริยาอาการใด ๆ ก็ตามที่ออกจากใจนี้ จะเป็นกิริยาอาการที่มีสติสตัง มีหลักมีเกณฑ์ ทำอะไรทำด้วยความตั้งอกตั้งใจ ผิด ถูก ดี ชั่ว จะทราบได้ในเวลาเดียวกัน จากใจที่มีหลักเกณฑ์อยู่แล้วนี้เตือน ๆ อยู่ตลอดเวลา

นี่ละผู้มีจิตตภาวนาจึงไม่ค่อยผิดพลาด ทำอะไรย่อมเป็นไปด้วยความสม่ำเสมอ ผิดกับผู้ที่ไม่ได้มองดูหัวใจเลย มองดูตั้งแต่ทางความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ซึ่งเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตลอดเวลานี้ มองตลอดเวลา แล้วฟืนไฟ คือสิ่งเหล่านี้มันก็เผาตลอดเวลา จึงหาความสุขไม่ได้นะ ความสุขความทุกข์หาอยู่กับคนนั้นแหละ ถ้าหาทางผิดก็ไปทางเป็นพิษเป็นภัย หาทางถูกก็เป็นไปเพื่อความร่มเย็นเป็นสุข หาที่ใจ ถือหลักธรรมหลักวินัยของพระพุทธเจ้าเป็นกฎเกณฑ์เอาไว้ พระวินัยคือข้อบังคับ ถ้าพระพุทธเจ้าสอนห้ามอันใด เราก็ไม่เห็นว่าสุดวิสัยอะไรพอที่จะทำไม่ได้

โลกมนุษย์มีมาแต่กาลไหน ๆ สืบทอดพุทธศาสนามา เขาทำไมเขาทำกันได้ หลั่งไหลไปสู่ความดิบความดี จนกระทั่งถึงมรรค ผล นิพพาน จากความดีของตนที่ทำได้ด้วยกันทั้งนั้น เหตุใดเราจึงทำไม่ได้ เราเป็นมนุษย์เหมือนกันกับเขา เราต้องนำมาสั่งสอนเรา ดัดแปลงแก้ไขเราให้ได้ ไม่มากให้น้อยให้ได้ ทีนี้เราก็ต้องไปได้ตามกำลังแห่งความสามารถของเราจนได้นั้นแหละ นี่คือการดัดแปลงตนเอง เรื่องจิตตภาวนานี้สำคัญมากทีเดียว มันไม่มีคำว่าจืดว่าจางเรื่องจิตตภาวนา

ธรรมกับใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากการภาวนาของเรานี้ เป็นอันเดียวกันแล้ว ไม่มีคำว่าอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน คำว่ามืด แจ้ง สว่าง กาลนั้น เวลานี้ ไม่มีเข้ามาเกี่ยวข้อง จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันนี้ได้เลย นี่คือธรรมแท้ สมบัติแท้ เข้ามาอยู่ที่นี่ ไม่ระเวียงระวัง ผิดกันกับสมบัติภายนอก ที่อยู่กันด้วยความเสี่ยงทาย วันนี้ดี วันนั้นชั่ว วันนั้นได้มา วันนี้เสียไป อยู่อย่างนี้ตลอดของโลกนี้ทั้งเขาทั้งเราเหมือนกัน หาความแน่นอนไม่ได้ บางทีเจ้าของนอนหลับ ๆ อยู่ เขาเอาไฟมาเผาบ้าน แตกบ้านไปก็มี นี่เห็นไหมล่ะ สมบัติภายนอกมันไม่แน่ ถ้าสมบัติภายในนี้ไม่มีอะไรเคลื่อนคลาดแหละ ไม่ว่าหลับและตื่น เป็นอัตสมบัติ คือเป็นสมบัติอันตายตัวของตนโดยเฉพาะ ไม่มีใครมาแยกมาแยะ มาฉกมาลัก มาปล้นสะดม มาจุดมาเผาได้เลย นี่เรียกว่าสมบัติภายใน

ให้พากันทำกันบ้างนะภาวนา เลิศอยู่ที่นี่นะ ไม่ได้อยู่ที่ไหน อันนี้เป็นรากเหง้าแห่งความดีทั้งหลาย ผู้มีภาวนาเป็นหลักใจทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นกฎเป็นเกณฑ์ เป็นที่อาศัยได้ เป็นที่มั่นใจตายใจได้นะ ไม่เหมือนคนที่ไม่ได้เคยสนใจกับศีลกับธรรม และไม่เคยสนใจกับภาวนา ผิดกันอยู่มากคนประเภทนี้นะ ประเภทนี้อยู่ไปกินไป นอนไป วันหนึ่งๆ ก็อาศัยลมหายใจ ถ้าลมหายใจหมดแล้ว หมดที่พึ่งทันทีเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย สมบัติพัสถานสิ่งของเงินทองมีล้นฟ้า มันก็ล้นฟ้าแต่สิ่งเหล่านั้น แต่หัวใจเราไม่มีที่พึ่ง พอลมหายใจขาดเท่านั้นขาดไปหมดเลย เพราะเราอาศัยลมหายใจ เราไม่ได้อาศัยคุณงามความดีคืออรรถคือธรรมภายในใจที่เราได้บำเพ็ญมาบ้าง

เพราะฉะนั้นจึงขอให้บำเพ็ญธรรมภายในจิตใจ ลมหายใจจะสิ้นไปก็สิ้นเถอะ คนบาปคนบุญมันมีลมหายใจเหมือนกัน แต่ลมหายใจของคนบาป ทั้งที่มีลมหายใจ ทั้งที่มันจะตายเมื่อไร มันก็ล้มเหลว ๆ ตลอด แต่คนที่มีลมหายใจด้วยคุณงามความดีสืบต่อกันไปตลอดนี้ ถึงจะตายก็ไม่ตาย อำนาจแห่งบุญแห่งกุศลอยู่กับใจ ใจเป็นของไม่ตาย ลมหายใจจะตายไปก็ตาม ใจไม่ตาย นี่ละไปได้ ความดีงามทั้งหลายอยู่กับเราทุกคน เราพูดเน้นหนักตั้งแต่เรื่องภาวนา คือเป็นรากฐานแห่งความดีงามทั้งหลายอยู่จุดนี้ทั้งนั้น รากเหง้าเค้ามูลอยู่ที่นี่ ให้พยายามอบรมจิตใจตนบ้างนะ

จิตใจเวลาได้แสดงขึ้นมาแล้วนี้แปลกประหลาดอัศจรรย์ ไม่มีอะไรเหมือนในโลกอันนี้ ถ้าลงได้ถึงขั้นแสดงโดยลำดับลำดา เจ้าของก็ตื่นเต้นนะ เพราะไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ไม่เคยเป็น แต่มาเป็นขึ้นในขณะภาวนา เกิดความตื่นเต้น ปีติยินดี พูดไม่ถูก เป็นอยู่ในใจ นี่เวลาใจได้รับผลจากการภาวนามากน้อยเป็นอย่างนี้ ยิ่งเราได้มีการอบรมไปโดยลำดับลำดา สิ่งที่แปลกประหลาดอัศจรรย์จะปรากฏขึ้นจากการภาวนาของเรา แตกแขนงไปเรื่อย กระจายไปเรื่อย ไม่มีที่สิ้นสุด ความรู้ความฉลาดนี้จะกระจายออกเรื่อย เพราะกิเลสค่อยจางลงไป ๆ สิ่งที่ปิดบังหุ้มห่อ หนาบางก็คือกิเลสนั้นแหละปิดบังหุ้มห่อจิตใจ

เมื่อสิ่งเหล่านี้ได้กระจายลงไปจากการชำระซักฟอก โดยทางการภาวนาของเราแล้ว จิตใจจะสว่างขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้รู้ ไม่เคยเห็นเห็นขึ้นมา แปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาเรื่อย ยิ่งเป็นเครื่องดูดดื่มทั้งภายนอกภายใน สิ่งภายนอกก็เห็นเป็นที่น่ารื่นเริงบันเทิง ในผู้ที่ประกอบคุณงามความดี เช่น ท่านไปชมพวกเทวบุตรเทวดา เอาเพียงขั้นเทวบุตรเทวดา เพียงชั้นสวรรค์ จิตนั้นแหละไปชม จิตที่ภาวนากระจ่างแจ้งแล้วเห็นไปหมด แล้วใครที่ว่าสวรรค์ไม่มี ๆ มันพวกตาบอดทั้งนั้นที่ว่าไม่มี พวกตาดีมีเท่าไรท่านไม่เคยปฏิเสธกันเลย

พระพุทธเจ้าตรัสรู้มานี้กี่พระองค์ เราอย่าว่าเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ล้าน ๆ เลย มากกว่านั้นเป็นไหน ๆ ไม่มีองค์ไหนปฏิเสธ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์บัญญัติหรือสอนเรื่องเปรตเรื่องผี เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม นรก สวรรค์ นิพพาน ด้วยกันทั้งนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้มี ถ้าว่าท้าทายก็ท้าทายมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ใครไม่ตาบอดให้ดูเอา ว่างั้นเลย ตาดีเห็นด้วยกันแล้วค้านกันได้ยังไง ท่านผู้ตาดีท่านเห็นอยู่กระจ่างแจ้งอยู่อย่างนั้น ไอ้พวกตาบอดมันก็มีแต่คัดค้าน ชนนั้นชนนี้ไปอย่างนั้น เหมือนอย่างคนตาบอด เดินไปชนต้นไม้ปึงปังเข้าหงายลงไปเลย เพราะไม่เห็นนี่ ต้นไม้มันไม่ลำเอียงมันก็เป็นต้นไม้ มันก็มีอยู่ตามธรรมชาติของมัน แต่คนตาบอดอวดดี เดินไปก็ไปชนต้นไม้ ตูมเข้าไปนี้หงายหมาลงไปเลยเทียว ทำไมถึงว่าหงายหมา ก็หงายไม่เป็นท่าละซิ หงายด้วยความตาบอดมันไม่เป็นท่า

มันยังอวดดีอยู่นะ หงายหมาลงไปแล้ว ลุกขึ้นมา โถ ต้นไม้ต้นนี้สมหวังกูแล้วนะวันนี้ กูพยายามโดนมันมาตั้งแต่เมื่อวานนี้พึ่งมาเจอกันวันนี้ นี่ฟังซิน่ะ นี่คนตาบอดมันอวดดิบอวดดีขนาดนั้น ชนต้นไม้ ต้นไม้เปลือกมันก็ไม่ถลอก แต่หน้าผากแตกเลือดเยิ้ม มันยังอวดดีอยู่ว่า เออ สมหวังแล้ววันนี้ ต้นไม้ต้นนี้กูพยายามโดนมึงมาตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว หงายลงไปก็เป็นหงายหมา หงายไม่เป็นท่า หงายด้วยความตาบอด แล้วเลือดสาดบนหน้าผาก ยังอวดดิบอวดดีว่าสมหวังแล้ววันนี้ได้โดนต้นไม้ต้นนี้ นั่นฟังซิ พวกเรา แล้วมองไปทางต้นไม้มันก็ไม่มอง เพราะคนตาบอด เหอ สมหวังแล้วมองไปทางด้าน ๕ ทวีป นู่น ต้นไม้ต้นที่มันไปโดนมันไม่มองไปหาต้นไม้เพราะตามันไม่เห็น ไปโดนต้นไม้หงาย

นี่ละคนอวดดิบอวดดีมันเสียท่าเสียที ได้รับความทุกข์ความลำบากความทรมานเพราะความอวดดีของตน กิเลสชอบอวดดีเสมอ ชอบยกชอบยอปอปั้น ไม่ดีขนาดไหนก็ตาม ขอให้มีใครไปยอเถอะน่ะ กิเลสนี้คึกคักขึ้นทันทีทีเดียว นอนอยู่ก็ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาแล้วพอได้ยินเสียงเขายกยอสรรเสริญ รีบไปปลุกเพื่อนฝูงปลุกพ่อปลุกแม่ปลุกโคตรปลุกวงศ์ ปลุกแซ่มาหมดมาฟังคำสรรเสริญ มาต้อนรับคำสรรเสริญของเขา เพราะเหตุว่ากิเลสชอบสรรเสริญ ไม่ชอบความจริง เขาสรรเสริญยังไง จริงไม่จริงไม่สนใจขอให้ได้รับคำสรรเสริญก็พอแล้ว ๆ อยู่อย่างนั้น แต่ธรรมท่านไม่เอา ความจริงอยู่ตรงไหนธรรมจะอยู่ตรงนั้น ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก เรียกว่าภาษาธรรม ไม่มีเย่อหยิ่งจองหองคือธรรม

ตัวเย่อหยิ่งจองหองคือกิเลส มันเต็มอยู่ในหัวใจของสัตว์โลก ตาบอดต้นไม้ทั้งต้นไม่เห็น อันนี้นรกอเวจีมันโดนมาแล้วกี่ครั้งกี่หน คน ๆ หนึ่ง สัตว์ตัวหนึ่งเกิดตาย ๆ ทับถมกันอยู่อย่างนี้ตลอดมา ทำความชั่วช้าลามกก็ลงไปนั้น ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ตรัสรู้ขึ้นมาแล้วสอนว่า บาปมี บุญมี นรกมีสวรรค์มีเท่าไรมันก็ไม่ยอมฟัง มันฟังแต่ความทะเยอทะยาน ความดีดความดิ้นของกิเลสที่ชักลากกันไปนั้นอย่างเดียว ทีนี้มันก็ไปจมตามนั้น ใครมาประกาศสักเท่าไรก็ไม่ได้เรื่อง

พระพุทธเจ้าประกาศธรรมสอนโลกมากี่พระองค์แล้ว เป็นยังไง ถ้าเชื่อท่าน สัตว์โลกนี้จะค่อยเบาบางจากความทุกข์ทั้งหลายแล้วพ้นจากทุกข์ไปจำนวนมาก ผู้ที่อยู่ในวัฏจักรนี้ก็จะมีความสุขความสำราญบานใจ เพราะอรรถเพราะธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ และชะล้างจิตใจให้สะอาดสะอ้าน บำรุงจิตใจให้มีความสุขความเจริญบ้าง แต่นี้ไปที่ไหนมันมีตั้งแต่กองทุกข์เต็มไปหมด บ้านใดเมืองใดใครจะไปหาความสุข ไปไหนก็ไม่เจอในสามแดนโลกธาตุนี้ เพราะกิเลสพาหาจะเอาความสุข ความสำราญบานใจ ความสมหวังมาจากไหน ก็มีแต่ความผิดหวัง ๆ ได้มาเสียไป ๆ อยู่อย่างนี้ อยู่ด้วยความเสี่ยงไปด้วยความเสี่ยง คือเรื่องของกิเลสหลอกสัตว์โลก หาความแน่นอนไม่ได้

ถ้าเป็นธรรมแล้วอยู่ไหนเย็นไปเลย มีมากมีน้อยเย็นตลอด ๆ ยิ่งมีเต็มหัวใจแล้วหมดทุกสิ่งทุกอย่าง อดีตไม่มี อนาคตไม่มี ปัจจุบันไม่มี เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งนั้น เช่น ปัจจุบันก็จะกลายเป็นอดีตไปได้ มันก็เป็นสมมุติ จิตที่ปล่อยวางเสียโดยประการทั้งปวงเป็นใจที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ แล้วจึงไม่มีสมมุติใด ๆ เข้าไปเจือปนเลย นั่นละท่านว่านิพพานเที่ยง เที่ยงนี้มาจากไหน จิตดั้งเดิมแท้ก็เที่ยง คือ ไม่ตาย ไปตกนรกหมกไหม้ตั้งกี่กัปกี่กัลป์ก็ตามก็ไม่ยอมตาย ทุกข์ยอมรับว่าทุกข์ ทุกข์ขนาดไหนยอมรับว่าทุกข์แต่ไม่ยอมฉิบหายคือใจดวงนี้ เมื่อพ้นเขตแห่งนรกอเวจี มาเป็นลำดับลำดา เพราะโลกเหล่านี้เป็นโลกอนิจจัง ก็ค่อยเปลี่ยนมาจนกระทั่งหมดกรรม สิ้นกรรมไปได้

มาบำเพ็ญคุณงามความดี พ้นจากทุกข์นี้ไปถึงนิพพานก็คือใจดวงไม่ตายนี้แหละ ไปจมอยู่ในนรกแสนทรมานก็คือใจดวงนี้ ไปเสวยบรมสุขอยู่แดนนิพพานก็คือใจดวงนี้ นี่คือใจดวงนี้ดวงไม่ตาย ให้พากันอบรมไว้ ให้ทำคุณงามความดี สร้างเป็นที่เกาะที่ยึดของใจแล้วเราไปไหนจะสว่างไสวภายใจสบายใจโล่งใจไปโดยลำดับลำดา พากันภาวนาบ้าง นี้เราเห็นความอัศจรรย์ของการภาวนาไม่มีคำว่าจืดจางเลย เพราะความเลิศเลอจริง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมหมดมาอยู่ที่ใจดวงเดียวนี้ เลิศก็สุดยอดอยู่ที่นี่ เวลาเลวก็เลวสุดยอดที่นี่ถ้าปฏิบัติไม่ถูก ถ้าปฏิบัติให้ถูกบำรุงให้ดีขึ้นโดยลำดับแล้ว ดีสุดยอดก็ดีอยู่ที่ตรงนี้

หลักของการสร้างความดีทั้งหลายในแดนพุทธศาสนา สำหรับเราเป็นชาวพุทธควรจะมีจิตตภาวนาฝังอยู่ในใจของเราทุกคน ๆ ทำไปเถอะ ถึงจิตจะไม่สงบรวมลงได้เห็นเหตุอัศจรรย์ตามความต้องการในเวลานั้น ๆ ก็ตาม หากมีวันหนึ่งจนได้นั้นแหละ เพราะการบำรุงส่งเสริมอยู่เสมอทำไมจะไม่เจอ ของดีมีอยู่ บุญมีอยู่ ธรรมมีอยู่ หากเจอจนได้ ผสมตัวเข้าไปเล็ก ๆ น้อย ๆ มากเข้า ๆ มันก็เป็นกอบเป็นกำเป็นกองขึ้นมา จากคนที่สั่งสมอยู่ตลอดเวลานั้นแหละ ให้พากันจดจำเอานะ

วันนี้เราทั้งหลายพี่น้องทั้งชาวไทย เป็นยังไง เป็นมหามงคลไหมล่ะ ทูลกระหม่อมท่านยังอุตส่าห์มาเยี่ยม ท่านประทับอยู่ที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นใจของคนทั้งชาติท่านยังอุตส่าห์เสด็จมานี่ มาเพื่ออรรถเพื่อธรรม จิตตภาวนาเป็นของสำคัญ ท่านมาด้วยอรรถด้วยธรรม ท่านไม่ได้มาด้วยคำว่ายศถาบรรดาศักดิ์ ท่านพอแล้วทุกอย่าง ทุกอย่างท่านพอหมดแล้วทางโลกทางสงสาร ท่านอุตส่าห์พยายามหาอรรถหาธรรม ให้พอภายในพระทัยท่าน เพื่อจะมีความสุขความเจริญไปโดยลำดับลำดา เราควรตามเสด็จท่านด้วยการรักใคร่ใฝ่ธรรม อุตส่าห์พยายามคุณงามความดีนะ การแสดงธรรมวันนี้ก็เห็นสมควรแก่กาล เวล่ำเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาท่านทั้งหลาย โดยมีทูลกระหม่อมลูกที่เป็นประธานในวันนี้ ขอให้เป็นมหามงคลทั่วหน้ากันเทอญ

(เจ้าฟ้าหญิง ราว ๆ สัปดาห์หน้าลูกจะขึ้นมาอีกเจ้าค่ะ ) อ๋อ สัปดาห์หน้าถึงจะมา แล้วการภาวนาล่ะ สัปดาห์หน้าถึงจะภาวนาหนหนึ่งเหรอ (เจ้าฟ้าหญิง ไม่ใช่เจ้าค่ะ ) เหรอ สัปดาห์หน้าถึงจะภาวนาหนหนึ่ง (เจ้าฟ้าหญิง ภาวนาทุกคืนเจ้าค่ะ ) เออ ต้องอย่างนั้นซิ จะไปคอยหาสัปดาห์นั้นสัปดาห์นี้อะไร ต่อไปนี้จะให้พร ๆ

 

ชมถ่ายทอดสด ธรรมะหลวงตาวันต่อวัน  ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก