ฝึกทั้งข้างนอกข้างใน
วันที่ 13 มีนาคม 2546 เวลา 9:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ฝึกทั้งข้างนอกข้างใน

 

ก่อนจังหัน

         การทำข้อวัตรปฏิบัติของพระเณรเรา ตอนเช้าตอนเย็น ตอนเย็นตอนสำคัญมาก ให้แบ่งสัดแบ่งส่วนกันไปตามสถานที่ต่าง ๆ ให้เหมาะสมอย่าให้บกพร่อง ที่มาก-มากเกินไป ที่น้อย-น้อยเกินไป การปัดกวาดสำคัญมากนะ ให้ดูให้ละเอียดถี่ถ้วน ดูสิ่งเหล่านั้นถี่ถ้วนก็คือดูหัวใจเจ้าของให้ถี่ถ้วนนั้นแหละ ถ้าดูแบบลวก ๆ ข้างนอก ข้างในมันลวก ๆ ไปแล้ว ดูอะไร ๆ เอาใจเป็นหลักนะ ทำข้อวัตรปฏิบัติเพื่อประดับใจ ส่งเสริมใจในคุณธรรมทั้งหลาย ถ้าบกพร่องภายในใจ สิ่งภายนอกจะบกพร่องให้เห็น เพราะฉะนั้นจึงพากันดูให้ดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หยาบ ๆ สอนแล้วไม่ต้องซ้ำ ๆ ซาก ๆ  มองดูด้วยตาก็เห็นแล้ว สิ่งที่ละเอียดยิ่งกว่านั้นมี เราจึงฝึกข้างนอกข้างในให้เข้าถึงตัวกิเลส ที่มันฝังจมอยู่ภายในจิตใจ ทุกอย่างให้ถือเป็นความจำเป็น

ดูหัวใจตลอดเวลาสำหรับผู้ปฏิบัติ ดูหัวใจ แยกออกไปตรงไหน ใจจะสอดส่องออกไป มีสติมีปัญญารอบคอบในกิจการของตน นั่นละนักภาวนา ต้องดูจิตใจเป็นอันดับหนึ่ง กิริยาอาการภายนอกนั้นออกไปจากใจที่ว่ารอบคอบหรือไม่รอบคอบ นี่เป็นสำคัญตรงนี้นะ ให้ดูทุกคน ๆ พระเณรนี้มามากทุกวัน มีมากเป็นประจำ ๆ ผมก็ดูแลไม่ค่อยทั่วถึง ไม่ว่าด้านไหนต่อด้านไหนดูแลไม่ค่อยทั่วถึง ให้ดูตัวเองให้ทั่วถึงก็แล้วกันแต่ละองค์ ๆ ให้ดูของตัวด้วยสติด้วยปัญญารอบคอบอยู่ภายใน ข้างนอกจะสวยงามไปตาม ๆ กันหมด

อะไรที่เลอะ ๆ เทอะ ๆ ภายนอกมันออกไปจากใจนี้แหละ ให้พาเลอะ ๆ เทอะ ๆ ถ้าใจมีหลักมีเกณฑ์มีสติปัญญา มีความละเอียดลออรอบคอบต่อตนเองอยู่เสมอ กิริยาภายนอกจะสวยงามเป็นลำดับลำดาไป ไม่ว่าส่วนหยาบ ส่วนละเอียด ไม่ว่าหนักว่าเบา จะเป็นความน่าดูน่าชมไปตาม ๆ กันนะ ถ้าเสียใจเสียอย่างเดียว ใจไม่มีความรอบคอบ ใจไม่มีสติไม่มีปัญญาเสียอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งอื่นก็เลอะ ๆ เทอะ ๆ ไปหมด หลักของพุทธศาสนาอยู่ที่ใจ ขอให้ท่านทั้งหลายจับตรงที่ใจให้ดี ใจนี้เป็นบ่อแห่งการแห่งงานทั้งหลายฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะออกจากใจ

นี่เรามาอบรมเพื่อความดีงามในธรรมทั้งหลาย จึงต้องดูใจเพื่อความรอบคอบและดีงามในตัวของเราเองทุกองค์ ๆ นะ ดูอะไรดูให้ดี ทำข้อวัตรปฏิบัติให้รอบคอบ อย่างพระที่เข้าไปทำกิจวัตรอะไร เอาขวดน้ำไปวางในร้านผมนั้นน่ะ พระองค์นี้จวนจะได้ขับไล่ออกจากวัด นี่ผมฐานอนุโลม ห้ามไม่ให้พระนี้เอาขวดไปตั้งไว้ที่ร้านเล็ก ๆ ของผม ผมไม่ได้ดูขวดนะ ผมดูหัวใจพระ ใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับผม ผมจะดูกิริยาความเคลื่อนไหว การวางการโยกการย้ายที่ไหน ดีไม่ดีมันส่อมาจากใจ ๆ นั่นนะ ผมไม่ได้เอาสิ่งเหล่านี้เป็นสำคัญยิ่งกว่าเอาหัวใจพระหัวใจเณร เพราะผมรับพระเณรไว้ในการอบรมศึกษาทุกอย่าง บกพร่องข้างนอกแสดงว่าบกพร่องข้างใน

ใครไปเกี่ยวข้องในที่นั่น ดูจะเห็นทุกราย ๆ ไปรอบคอบหรือไม่รอบคอบ ละเอียดหรือไม่ละเอียด หัวใจนั่นละเป็นการแสดงออกแห่งความเรียบร้อยหรือเลอะ ๆ เทอะ ๆ อยู่ที่ตรงนั้นนะ พากันจำให้ดีมาปฏิบัติ เวลานี้พระเรานี้ได้ถูกความสลดสังเวชจากชาวพุทธด้วยกัน เราก็ไม่มีที่ตำหนิเขา ตามีหูมี ประชาชนก็มีหูมีตา แต่พระเณรเป็นหูหนวกตาบอดหน้าด้านนี้มันดูไม่ได้นะ อะไรจะละเอียดยิ่งกว่าธรรม ใครเป็นผู้ครองธรรมเวลานี้ คือพระคือเณรของเรา หลักธรรมหลักวินัยอยู่ที่พระที่เณร เพราะฉะนั้นความละเอียดลออจึงควรจะอยู่กับพระกับเณร อย่าให้แสลงแทงตาเพื่อนฝูงและประชาชนทั่ว ๆ ไป เสียเกียรติพระพุทธเจ้า ที่มอบพระธรรมอันเลิศเลอให้พระเจ้าพระสงฆ์ เอามาขยี้ขยำเป็นมูตรเป็นคูถทั่วโลกดินแดนเวลานี้

ไปที่ไหนว่าวัด ๆ วัดมันมีแต่ส้วมแต่ถาน ด้วยความประพฤติโกโรโกโสเหลวแหลกแหวกแนวของพระของเณรเรา เอาชื่อว่าวัด ๆ เฉย ๆ ผู้ที่เข้าไปครองวัดคืออะไร มันมีแต่พวกส้วมพวกถานเข้าไปครอง เลอะไปหมดนะ การพูดทั้งนี้ไม่ได้ตำหนิติเตียนผู้หนึ่งผู้ใด พูดในสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลายที่รู้อยู่เห็นอยู่ด้วยกัน ให้นำเข้ามาปฏิบัติดัดแปลงกายวาจาใจความประพฤติของตนให้ดี นั่นก็เป็นหินลับปัญญา เห็นความดีความชั่วก็เป็นหินลับปัญญาที่จะมาพร่ำสอนตนเอง ให้ท่านทั้งหลายจดจำเอาไว้นะ

ไม่มีอะไรที่จะละเอียดยิ่งกว่าศาสนาของพระพุทธเจ้า เลิศเลอสุดยอดแล้วหาที่ค้านไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเวลาเข้ามาร่มโพธิ์ร่มไทรของอรรถของธรรม จึงพยายามแก้ไขดัดแปลงชะล้างตนเอง ให้เป็นของสดสวยงดงามน่าดูน่าชมแก่ตนเอง แล้วก็จะเป็นที่น่าดูน่าชมแก่เพื่อนฝูงตลอดสังคมทั่ว ๆ ไป เพราะอำนาจแห่งการระมัดระวังรักษาตามอรรถตามธรรมที่เป็นของละเอียดลออและเลิศเลอสุดยอดอยู่แล้ว ต่อไปนี้จะให้พร

หลังจังหัน

เมื่อวานนี้ก็ไปวัดภูวัว ทางเรียบเลยนะตั้งแต่บ้านยางเลียน คือต้นยางมันเกิดเป็นแถวไป เป็นแถวนี่เรียกว่าเลียนกันไป ภาษาภาคอีสานเขาว่ามันเรียงรายกันไป เรียกว่าต้นยางเลียน มันเลียนมันเป็นแถวเลย จากนั้นไปดูจะได้ประมาณสัก ๑๐ กิโลหรือ ๑๑ กิโล เราดูเราก็ลืมเสีย นั่นละที่ทางเรียบไปเลย พอเข้าถึงปั๊บนี่ก็พุ่งเลยไม่เสียเวล่ำเวลา แต่ก่อนมันไปเสียเวลาอยู่ในย่านนี้แหละที่เสียมากที่สุด เสียเวลามากที่สุดในย่านนี้ พอลาดยางเรียบร้อยแล้ว พอไปถึงนั่นปั๊บก็พุ่งเลย นี่ก็ท่านรัฐมนตรีเรานั่นแหละมาผ่านนั้นแล้วเลยกลายเป็นทางลาดยางขึ้นมา ตั้งแต่นั้นมาก็สะดวกตลอดเลย ลาดยางลาดดีเสียด้วย ไม่ใช่ธรรมดา ลาดดีเรียบหมดเลย ไม่เสียเวลา

ออกจากนั้นมามาถึงทางใหญ่ที่โขงหลงเพียง ๓๐ นาทีหรือไง ดูไม่ถึง ๓๐ นาทีนะ มันเร็ว ทางดีมันก็เร็ว เมื่อวานนี้ก็ไปถึงเที่ยง ๓๕ นาที ออกจากที่นี่มัน ๑๐ โมงกว่า กว่าจะเสร็จธุระอะไรต่ออะไร ออก ๑๐ โมงกว่า เป็นแต่ว่าเราไม่แวะที่ไหน จัดของมาเรียบร้อยตั้งแต่อยู่อุดร เต็มรถมาเลย ไปพุ่งทีเดียว ถามพระดูเหมือน ๒๗-๒๘ อยู่ในย่านนี้ ท่านอุทัยท่านคงกะเอา ๓๐ เป็นจุดศูนย์กลาง จึงมีสูงบ้างต่ำบ้างอยู่ในย่านนี้ ท่านคงตั้งเอา ๓๐ องค์เป็นจุดศูนย์กลาง คือเราได้เคยตกลงกับท่านแล้ว ว่าถ้าพระตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มุ่งหน้ามุ่งตามาเพื่ออรรถเพื่อธรรมจริง ๆ แล้ว เอ้ามาเท่าไรให้มาไม่กำหนด มาเท่าไรให้มา ผมจะรับเลี้ยงว่างี้เลย หากว่าผมรับเลี้ยงไม่ได้แล้วผมจะบอก ว่างี้

เราก็บอกเด็ดทั้งสองด้วย ผู้ตั้งใจปฏิบัติดี เอ้า มาเท่าไรมา ถ้าพระโกโรโกโสให้ไล่ลงภูเขาทั้งหมด มันเสียศักดิ์ศรีภูเขาลูกนี้ เราว่างั้นนะ เอาเด็ดทั้งสอง ทีนี้เมื่อเวลาเราเห็นพระอยู่ที่นั่น เราก็ค่อนข้างแน่ใจ เพราะเราสั่งไว้แล้วว่า ให้พระดีมาอยู่ที่นี่นะ พระโกโรโกโสให้ไล่หนีให้หมด ก็คงจะมีแหละพระดี หรือว่าดีแต่ชื่อติดป้ายอยู่ก็ไม่รู้นะ ท่านอุทัยท่านไม่อยู่ ดูว่าถูกนิมนต์ไปจังหวัดตาก ดูว่างั้นน้า วงราชการมั้ง เราลืมแล้วแหละ ไปไม่อยู่นานนะเมื่อวานนี้ พอบ่ายโมงเป๋งออกเลย เที่ยง ๓๕ นาทีถึงที่นั่น พอบ่ายโมงเป๋งออกเลย ไปอยู่เพียง ๒๕ นาที ให้เขาขนของ เราก็เดินดูนั้นดูนี้ไปรอบ ๆ ครัวอะไร ๆ ไม่มีเวลาไปเที่ยวไกล ไปดูรอบ ๆ บริเวณ มาก็มานั่งสอนพระไม่กี่ประโยคแหละ ด้านจิตตภาวนา พระพอเห็นเราไปท่านก็รีบมาเลย เราสอนพระเล็กน้อยแล้วก็ออกเดินทางมาเลย

เรารักเราสงวนพระ เพราะฉะนั้นจึงว่าสถานที่ใดปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เราส่งเสริม เราเข้าถึงเสมอ ๆ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนนะ นี้เราจะไปแทบทุกแห่งวัดกรรมฐานที่ตั้งใจปฏิบัติ ไปเราก็คิดว่าเป็นมงคลเราถึงไป ไปก็ไปซอกแซกซิกแซ็ก เห็นว่าไม่เหมาะสมตรงไหนก็เตือน ๆ แนะนำแล้วก็ผ่าน ไปแต่ละครั้ง ๆ นี้มันมักจะได้แต่ละวัดเท่านั้น มันไกล คราวนี้ไปวัดนั้น คราวนั้นไปวัดนั้น เมื่อสองสามวันผ่านมานี้ก็ไปบ้านนายูง วัดนาคำน้อย ที่เขากำลังซ่อมกำแพง กำแพงน้ำไหลมานี้พัง พังจนแหลกเลย กะงบกันเรียบร้อยแล้ว ๑๒ ล้าน ตกลงเรียบร้อยแล้วไม่เคลื่อนคลาดแหละว่า ๑๒ ล้านที่ซ่อม เสียหายขนาดนั้น จึงต้องได้ทำแปลนใหม่เลยทีเดียว สร้างอย่างดี เป็นเงิน ๑๒ ล้าน นี่เขาเริ่มลงมือแล้ว

อันนี้แต่ก่อนก็เราทำให้ กำแพงเพื่อกั้นสมบัติของวัดไม่ให้เป็นอันตราย สัตว์ป่าอยู่ในนั้นเยอะ เราสงวนสัตว์ป่ามากที่สุด นกเป็ดถ้าเป็นหน้าแล้งไม่ใช่หน้าหนาว หน้าร้อนนี้ก็มีเป็นร้อย ๆ ถ้าเป็นหน้าหนาว โหย เป็นพัน สระใหญ่ ๓ สระ นี่เราก็ไปขุดลอกให้หมดเหมือนกันนะ เพราะเห็นสัตว์พวกนี้มันเต็มในสระ มันไม่หนี อยู่นั้นเลยนะ พวกที่ว่าเป็นร้อย ๆ นี้อยู่ประจำไม่หนีไปไหน มีลูกมีเต้าเต็มอยู่นั้น ไอ้พวกที่มาจากเมืองหนาว ไซบีเรียหรืออะไร ก็มาในหน้าหนาว พอหมดหน้าหนาวเขาก็กลับ พวกนี้อยู่เป็นประจำ มันเต็มไปหมด

ไปเห็นแล้ว โอ้ น่าสงสาร นี่เขาก็อยู่ดีอยู่ สระกว้าง ๆ ถ้ามีหลายสระให้เขาอยู่ก็จะดี เราก็เลยให้เขามาขุดลอกให้ ๓ สระเลย ตั้งล้านกว่านะขุดลอกเฉย ๆ เพียงเท่านั้นก็ตั้งล้านกว่า ก็เรียบมา ทีนี้โล่งไปหมด นกเป็ดน้ำก็ค่อยขยายออกมาแล้วเดี๋ยวนี้ เริ่มขยายออกมา ถามทางวัดว่าค่อยเริ่มขยายออก แต่ก่อนเขาอยู่ที่นั่น นั่นก็สระกว้างเหมือนกัน มีรก ๆ บ้างเขาชอบอยู่ รก ๆ ริมสระ เขาชอบอยู่ตามรก ๆ ทีนี้ทางนี้เราก็ทำใหม่ ต่อไปมันจะมีหญ้ามีอะไรเกิดขึ้น อันนี้เรียกว่าเหมาะสมสำหรับนกเป็ดน้ำ สัตว์น้ำเต็มไปหมดนะ

วัดนี้รู้สึกจะสมบูรณ์แทบทุกอย่างนะ พวกปลาก็เต็มหมด น้ำไหลผ่าน ครั้นเวลาหน้าฝนออกจากนี้กระจายออกไป ก่อนจะหมดหน้าฝนเขาหลั่งไหลเข้ามาอยู่เต็มอยู่ในนั้น ปลามากด้วย หมูก็ โหย ไม่ทราบว่ากี่ร้อยตัว นี้เอาไปปล่อยสองสามหนแล้วนะ เอาไปปล่อยที่ทุ่งกะมัง คราวที่แล้วนี้เอาไปปล่อยห้าหกเจ็ดตัวหรือไง ดูเหมือนร้อยกว่าแล้วแหละเอาไปปล่อยทุ่งกะมัง ถ้ามีมากกว่านั้นมันก็ไม่ไหวหมูก็ดี หมูใหญ่เสียด้วย คือถ้ามาอยู่ที่นั่นแล้วไม่มีใครทำลายมัน มันก็แพร่หลายออกไป พวกลิงเหล่านี้ก็ต้องเอาไปปล่อยเรื่อย ลิงมาก ดักให้อะไรมันกินแล้วก็ไปปล่อยเรื่อย

เพราะลิงกับพระมันคุ้นกัน สัตว์กับพระก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราถึงเอาไปปล่อยได้ซิ เราล่อมันเข้ากรง หมูก็ล่อเข้ากรง พอเข้าเต็มที่แล้วก็เอาไปปล่อย ลิงก็เหมือนกัน ดักไว้ตามกรง ๆ พอมาก ๆ แล้วก็เอาไปปล่อย ไม่ได้เอาไปปล่อยแต่ปลา นกเป็ดน้ำก็ไม่ปล่อย เขาอยู่ตามประสาของเขา ส่วนลิงกับหมูนี้เอาไปปล่อยเรื่อยแหละ มันมาก วัดนี้เนื้อที่พันสามร้อยกว่าไร่ เป็นดงด้วย เพราะฉะนั้นหมู่ป่าจึงชุม เก้งก็มีประมาณสัก ๗-๘ ตัว หมูป่านี้มาก ลิงมาก ปลามากอยู่นั้น อยู่นั้น

นี่ละเราจึงไปทำกำแพงให้หมดไป ๒๐ ล้านกว่าละมั้ง ตั้งแต่นั้นมาก็ปลอดภัยตลอด อย่างนั้นนะ แต่ก่อนไม่ได้ เผลอไม่ได้ละ พวกขโมย เราต้องได้ทำกำแพงเอาไว้เรียบร้อย เดี๋ยวนี้ข้างในก็สะดวกสบาย ไม่มีใครจุ้นจ้านได้เลย สัตว์ก็เยอะ นี่ละทำ ที่ไหนที่น่าช่วยได้เราก็ช่วย อย่างวัดนาคำน้อยนี้ช่วยกำแพงกับสระใหญ่ ๓ สระ ให้หมด นอกนั้นก็ช่วยบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ

ช่วยทุกแห่งสำหรับวัดนี้มีแต่ช่วยนะ ช่วยทุกแบบเลย เพราะเราไม่เคยมีเงินเป็นของตัว ตั้งแต่สร้างวัดมาไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเงินการทอง มีมากมีน้อยช่วยโลกมาตั้งแต่เริ่มสร้างวัด จนกระทั่งมาช่วยชาติบ้านเมืองนี้หนาแน่นขึ้น ขยายออกอีก ช่วยไปทั่วดินแดนนั้นแหละ สำหรับวัดนี้ไม่มีอะไร มีเท่าไรเป็นออกหมด เราไม่ให้เก็บตลอดมานะ แล้วจะตลอดไปถ้าชีวิตของเรายังอยู่นี้ ที่ไหนขัดข้องขาดเขินส่งไปช่วยไป ๆ เรามีพอสมควรแล้วเอาไว้หาอะไร ผู้อด ๆ ผู้ลำบาก ๆ ต้องคิดถึงความลำบาก ให้สม่ำเสมอกันซิ มนุษย์สัตว์เราอยู่ร่วมกัน จะเห็นแต่ใจเราคนเดียวไม่ได้ ต้องดูใจหมู่ใจเพื่อนใจสัตว์ ใจอะไรสม่ำเสมอประสานกัน โลกเรานี้อยู่กันได้นะ ถ้ามีธรรม

เรื่องธรรมกับกิเลสนี้ผิดกันมาก กิเลสเป็นฝ่ายฟืนฝ่ายไฟ มีมากมีน้อยกระจายไปตรงไหนจะเป็นฟืนเป็นไฟทำความเดือดร้อนให้ที่นั้น ๆ ไปเรื่อยๆ นี่คือกิเลส ธรรมเป็นน้ำดับไฟ ธรรมไปที่ไหนเย็นไป ๆ ท่านจึงมีเป็นคู่เคียงกัน ธรรมกับโลก คือกิเลสกับธรรม กิเลสเป็นความเศร้าหมอง ความสกปรก ธรรมเป็นเหมือนน้ำที่สะอาดชะล้างให้สะอาดสะอ้านไป พออยู่กันได้เพราะมีน้ำชะล้าง หรือมีน้ำดับไฟ ไฟก็คือกิเลส ร้อนคือกิเลสนั้นแหละพาให้ร้อน น้ำคือธรรม พาให้ชุ่มให้เย็น มนุษย์และสัตว์เราจะอยู่ด้วยกันได้ด้วยความสมัครสมานร่มเย็นเป็นสุขนั้นต้องมีธรรม

เราดูซิในวัดนี้ สัตว์ทั้งหลายอยู่เต็มวัดนี้ยั้วเยี้ย ๆ เขาไม่ได้กลัวคนนะ อยู่ในนี้ไม่กลัวเลย ไม่ว่าสัตว์ประเภทไหนไม่กลัว คือความตายใจนั้นเอง ไม่มีใครทำไมใคร ตัวไหนอยู่ด้วยกันได้ เต็มยั้วเยี้ย ๆ ในวัด ไม่ว่าไก่ ไม่ว่ากระจ้อนกระแตสัตว์ประเภทต่าง ๆ นกเต็มไปหมด อยู่ด้วยกันได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีใครเบียดเบียนใคร อย่างไก่นี้เหมือนกัน ขันอึกทึกอยู่ในย่านกลางคน คนอยู่นี้มันก็มาขันอยู่ตามนี้ เรามีวิตกอยู่อันหนึ่ง ไก่มันมาขันยั้วเยี้ย ๆ แต่ไก่เหล่านี้ก็น่าชม เขาก็ให้อภัยมนุษย์เซ่ออยู่นะ เป็นธรรมดาถ้าเป็นหลวงตาบัวเป็นไก่แล้วจะโดดขึ้นบนหัวขี้รดหัวมัน อันนี้ไก่เหล่านี้เขาไม่โดดขึ้นขี้รดนะ เขาขันอยู่ตามซอกแซก ๆ โอ้ ไก่พวกนี้ดีเขาให้อภัยคนเซ่อเหมือนกัน มันขันอยู่ทุกแห่ง มันมาอยู่ตามนี้ ๆ ตอนเช้านะ นี่เป็นยังไงเพราะตายใจ ความตายใจ สัตว์กับคนอยู่ร่วมกันได้ตลอดเลย

นี่ละธรรม ธรรมอยู่ที่ไหนเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าอยู่กับผู้กับคนมากน้อยจะเป็นความชุ่มเย็นตลอด ท่านเรียกว่าธรรม ธรรมนี้สมานได้หมด ไม่มีคำว่าชาติชั้นวรรณะ มีแต่ว่า สพฺเพ สพฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ให้เห็นใจซึ่งกันและกัน เป็นสัตว์ก็ดีเป็นบุคคลก็ดี สัตว์ประเภทใดก็ดีมีหัวใจด้วยกัน รักสุขเกลียดทุกข์ กลัวตายเหมือนกันหมด เมื่อธรรมแทรกเข้าไปนั้น รักสุขก็ให้รักษาความสุข เกลียดทุกข์อย่าก่อสร้างความทุกข์ให้เดือดร้อนแก่กัน กลัวตายอย่าเบียดเบียนทำลายกัน

เมื่อต่างคนต่างเห็นตัวเองว่ากลัวตายเหมือนกันกับโลก โลกกับเราเหมือนกันแล้ว ต่างคนต่างระมัดระวังรักษา อย่ามีการเบียดเบียนการทำลายกัน ทีนี้สัตว์โลกก็เข้าใกล้ชิดติดพันต่อกันได้สนิทสนม ไม่มีคำว่าชาติชั้นวรรณะ ไปอยู่ที่ไหนถ้าเป็นคนดีแล้วเข้ากันได้เลย ถ้าเป็นคนชั่วอยู่ที่ไหนก็ต้องเขี่ยออก ไม่เขี่ยไม่ได้เป็นภัยต่อส่วนรวม ถ้าเป็นธรรมแล้วอยู่ไหนอยู่ได้หมด อยู่ด้วยกันได้หมด

เพราะฉะนั้น ธรรมไปที่ไหนจึงประสานได้หมดเลย ธรรมไม่เคยเป็นข้าศึกต่อผู้ใดตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไปที่ไหนประสานทั้งนั้นแหละ ธรรมนี้เป็นเครื่องประสาน แต่กิเลสเป็นเครื่องทำลาย เผาไหม้ให้ทำลายไป เพราะฉะนั้นจึงต้องให้มีธรรมด้วยกัน ถ้าอยากอยู่ด้วยกันเป็นผาสุกร่มเย็น และมีความตายใจต่อกันได้แล้ว ขอให้มีธรรมแทรกอยู่ในทุกคน ๆ ถ้ามีธรรมแทรกแล้วต่างคนต่างมีความดีสมานกันได้ไม่ต้องบอก ไม่ต้องถามถึงเรื่องชาติชั้นวรรณะ

คนเราไม่ได้ดีกับชาติชั้นวรรณะ แต่ดีอยู่กับการกระทำตัวให้ดี นี่ธรรมท่านสอนอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านประทานพระโอวาทแก่บรรดาพระสงฆ์ ไม่มีชาติชั้นวรรณะ ใครมาที่ไหน ๆ สอนลง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่น ขึ้นทันที พวกเธอทั้งหลายเป็นลูกศิษย์ตถาคต เป็นเหมือนอวัยวะเดียวกัน ให้ต่างหน้าต่างตาต่างคนต่างปฏิบัติตัวตามหน้าที่ของเราที่เป็นสมณะ สมณะคือความสงบ กาย วาจา ใจ จากความชั่วทั้งหลาย อันใดที่จะมาแปดเปื้อนความสงบร่มเย็นของธรรมที่มีอยู่กับพระแล้ว ให้รีบปัดออก ๆ คือกำจัดออก ท่านสอนอย่างนี้

พระพุทธเจ้าจึงเป็นความเสมอภาค พระพุทธเจ้าก็คือธรรม ธรรมคือความเสมอภาค อยู่ที่ไหนเย็นไปหมด ให้ต่างคนต่างดูหัวใจของตัวเอง อย่าไปดูแต่คนอื่นมองแต่คนอื่น คิดร้ายต่อคนอื่น ส่วนมากมักจะคิดร้าย เขาดีมาต้องมีแง่คิดร้าย เขาจะมีบกพร่องตรงไหนบ้าง เป็นอย่างนั้นจิตใจมนุษย์เราที่มีกิเลส ว่าคนนั้นดี ดีแล้วไม่อยากจะดู อยากจะหาดูที่ช่องว่าง ช่องใส่โทษโกรธเคืองให้เขานั้นแหละ ตัวของตัวเองมันก็เป็นคนชั่ว ไปดูคนดีก็คือคนชั่วดูคนดี ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าใจมีธรรมแล้วดูคนดีเสริมตัวให้ดีขึ้น ดูคนชั่วมาพิจารณาแก้ไขดัดแปลงตน อย่าให้เป็นอย่างนั้น ๆ นี่เอามาแก้ไข ดูคนชั่วก็เหมือนหินลับปัญญา ดูคนดีก็เหมือนหินลับปัญญา ถ้าเป็นคนมีธรรม หินลับปัญญาคือให้เกิดความเฉลียวฉลาดยึดเอาสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดีให้นำมาสอนตนอย่าทำตนอย่างนั้น จะเสียไปอีกคนหนึ่งสองคน ใครทำแบบนั้นแล้วจะเสียมากไป ๆ ไม่มีสิ้นสุด ถ้าทำดีตามแบบที่ดีแล้วก็ดีไปไม่มีสิ้นสุด

ดีบวกกับดี ดีเลิศ ชั่วบวกกับชั่ว ชั่วที่เลวสุดยอด อยู่กับชั่วบวกกับชั่ว คนชั่วต่อคนชั่วเขาดุมาเราว่าไป นี่ละชั่วต่อชั่ว คือเอาน้ำสกปรกสาดใส่สถานที่สกปรกด้วยกันมันก็เพิ่มความสกปรกมากขึ้น ที่ถูกต้องเอาน้ำที่สะอาดสาดลงสถานที่สกปรก สถานที่นั่นก็จะค่อยกลายเป็นสถานที่สะอาดขึ้นมาได้ นี่เราไปเห็นคนชั่ว เราอย่าชั่วกับเขา เขาพูดชั่วให้เราพูดดี เป็นน้ำที่สะอาดดับความชั่วของคน กิริยาชั่วของคน เอาความดีเข้าไปดับนี้ไม่มีอะไรกำเริบนะ ถ้าเอาความชั่วดับความชั่วกำเริบทั้งนั้นแหละ

ท่านสอนไว้ว่า อสาธุ สาธุนา ชิเน ให้ชนะความไม่ดีของเขาด้วยความดีของเรา อย่าเอาความไม่ดีรบรากันกับความไม่ดี จะกลายเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ขึ้นมาทันทีทันใด อกฺโกเธน ชิเน โกธํ ให้ชนะความโกรธ ความเคียดแค้นของเขา ด้วยกิริยามารยาทอันดีงามโดยการบังคับบัญชาจิตใจเรา อย่าให้กำเริบเสิบสานไปในทางโกรธเคืองเขา นั่น ให้พยายามระมัดระวังตัวของเรานี้ ของดีอยู่กับเรา ออกที่ไหนก็ดี ของชั่วแสดงออกมาจากคนอื่นให้เราเห็นเราก็ไม่ชอบ แล้วเรายิ่งจะเอาความชั่วของเราไปแสดงต่อเขาแล้ว ก็เหมือนกันกับเอาน้ำที่สกปรกไปชะล้างสิ่งที่สกปรก มันก็ยิ่งเพิ่มความสกปรกมากขึ้น หาความสะอาดสะอ้านไม่มี เพื่อความสะอาดจึงต้องเอาของดีชะล้างของชั่ว เอาน้ำสะอาดชะล้างของสกปรก

เอาความไม่โกรธความดีชะล้างความโกรธ ความเคียดแค้นจะค่อยสงบตัวไป เขาโกรธมาเราโกรธไปนี้ เป็นฟืนเป็นไฟได้ง่ายดายมากทีเดียว เขาโกรธมาเราก็ไม่โกรธ กิริยาอันดีงามอะไรที่เขาแสดง ถึงเขาโกรธมาเขาก็ต้องการความดีเหมือนเรา เมื่อเขาไม่มีที่จะยึด เราแสดงความดีออกไปเขาก็เป็นคติอันหนึ่ง แม้จิตใจจะลุกเป็นฟืนเป็นไฟก็สงบลงได้ด้วยความดีของผู้แสดงตัวเป็นผู้มีธรรม อันร่มเย็นภายในใจ นี่เป็นของสำคัญมาก ไม่มีอะไรจะทำโลกให้ดี มีแต่ธรรมเท่านั้น อย่างอื่นมีแต่ฟืนแต่ไฟที่มันเผาไหม้โลกอยู่ตลอดเวลานี้ก็คือโลกนี้หลงกลอุบายของกิเลสประเภทต่าง ๆ ถือของชั่วเป็นของดีไปเสียทั้งนั้น กิเลสไม่ใช่ของดีมันเป็นของชั่ว แต่มันแสดงออกมานี้เราชอบมันทันที ไม่ได้ว่าเราชอบความชั่วก็ตาม แต่ความชั่วนั้นเป็นกลอุบายอันเหนือเราแล้ว เราก็ยอมรับมัน

เพราะฉะนั้น คนถึงหลงกลอุบายของกิเลสให้กลายเป็นคนชั่วช้าลามกไปมากต่อมาก ไม่ได้เป็นไปตามอรรถธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างตรงไปตรงมา เพราะกิเลสนี้มีเล่ห์เหลี่ยมหลายสันพันคมมากทีเดียว เป็นอย่างหนึ่งมันจะพูดอย่างหนึ่ง แสดงมาอย่างหนึ่ง ดีมันบอกว่าชั่ว ชั่วบอกว่าดี มีบอกว่าจน จนบอกว่ามี เป็นอย่างนั้นเรื่องของกิเลส สกุลของกิเลสมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ เป็นสกุลที่หลอกลวงต้มตุ๋นโลกทั้งนั้น ไม่มีกิเลสตัวใดจะแหวกแนวมาแสดงความจริงเป็นคู่กับธรรมได้ไม่มี มีตั้งแต่เป็นความหลอกลวงต้มตุ๋นมาอย่างนี้ตลอด นี้เป็นฝ่ายของกิเลส แต่ฝ่ายของธรรมไม่มีทางที่จะให้เป็นเล่ห์เหลี่ยมหลายสันพันคม มีอย่างตรงไปตรงมา อย่างนี้เรียกว่าธรรม ธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเป็นของคงเส้นคงวาหนาแน่น และเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกดินแดน เพราะไม่มีการหลอกลวงต้มตุ๋นใคร พูดยังไงเป็นยังไงแสดงยังไง เป็นอย่างนั้นขึ้นมาตามความสัตย์ความจริง นี้เรียกว่าฝั่งแห่งธรรม คือความสัตย์ความจริง

ฝั่งของกิเลส คือความเหลวแหลกแหวกแนว ความหลอกลวงต้มตุ๋นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากใจดวงเดียวกัน คำว่าฝั่ง คือใจนี้เป็นเหมือนแม่น้ำลำคลอง กิเลสที่ติดอยู่ฝั่งหนึ่งของใจนั้นเรียกว่าฝั่ง ธรรมก็อยู่ในหัวใจอันเดียวนี้เรียกว่าฝั่ง เรียกว่าธรรม เราเอนไปทางไหนก็เป็นสิ่งนั้นขึ้นมา เพราะทั้งสองอย่างนี้อยู่กับใจ เกิดกับใจของเราคนเดียวกัน เมื่อเราค้นคิดหาทางดี ทางดีก็แสดงออกมาในตัวของเรา และแสดงไปเรื่อย ๆ เมื่อเราค้นคิดส่งเสริมกันเรื่อย ๆ

ทางชั่วก็เช่นเดียวกัน ถ้าหมุนไปทางชั่วแล้วมันก็เป็นความชั่วไปเรื่อย ถ้าเสริมมันไปคล้อยตามมันไปเรื่อยมันก็เป็นความชั่วไปเรื่อย สุดท้ายคนทั้งคนเป็นความชั่วทั้งหมดในตัวของคน ทีนี้กระจายออกไปใคร ๆ ก็มีแต่คนชั่ว ๆ โลกนี้ก็อยู่ไม่ได้ ถ้าว่ากิเลสเป็นของดีจริง ๆ แล้วปฏิบัติตามกิเลส โลกนี้ก็เป็นโลกฟืนโลกไฟเผาไหม้กัน หาที่อยู่ไม่ได้เลย นี่ดีอย่างนี้ดีฟืนดีไฟเผาไหม้โลก คือกิเลสหลอกลวงสัตว์โลกนั้นแหละ

ส่วนดีธรรมนี้ดีเป็นดี เป็นความสัตย์ความจริง ว่าผิดบอกว่าผิดให้แก้ ถ้าถูกบอกว่าถูกให้ส่งเสริมบำรุงรักษาให้ดี แล้วต่างคนก็จะมีความดีงามขึ้นออกมาต้อนรับกัน มีความสุขความสบายจิตใจแล้วระบายต่อกันมา ก็ชุ่มเย็น หูได้ยินก็ชุ่มไปถึงใจ ตามองเห็นก็ยิ้มแย้มแจ่มใส่ต่อกัน มีความชุ่มเย็น

นี่แหละธรรม ไม่มีอะไรที่จะทำโลกให้ร่มเย็นได้ในสามแดนโลกธาตุนี้ มีธรรมอย่างเดียว และไม่มีอะไรที่จะร้อนเหมือนกิเลส มีกิเลสอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำโลกให้ร้อนอยู่ตลอดเวลามา ทั้ง ๒ อย่างนี้จึงต้องได้คัดได้เลือก ต้องปัดต้องเป่ากันอยู่เสมอ เพราะมีธรรมเป็นเครื่องปัดเป่าได้แก่ธรรม ถ้ามีแต่กิเลสล้วน ๆ แล้วโลกนี้อยู่ไม่ได้นะ เป็นไฟไปหมดทั้งสัตว์ทั้งบุคคล หาที่เป็นตัวของตัวพอจะซุกหัวนอนบ้างไม่ได้เลย กิเลสจะเผา ทั้งหลับมันก็เผาได้กิเลส อย่าว่าแต่เป็น ๆ มันเผาได้เลย ทั้งหลับมันก็เผาได้ เรายกตัวอย่างเช่น เรานอนเพลินหลับเฝ้าสมบัติอยู่นี้ครอก ๆ เขามาขโมยเอาไปกินเสียหมดเลย นี่เขาเอาตอนหลับเข้าใจไหม

กิเลสมันหลอกคนมันก็หลอกตอนที่เราเผลอ นั่น เรียกว่าเราหลับ คนหลอกกันมาขโมยกันก็เอาตอนหลับ ถ้าตอนตื่นนอนตั้งท่าเขาไม่ทำ ต้องได้ระมัดระวังเสมอ ขอให้พากันนำธรรมะไปปฏิบัติ โลกนี้มากน้อยจะอยู่ด้วยธรรมเท่านั้น ไม่ได้มีปริมาณว่าโลกมากจะมีความสุข ต้องธรรมมีมากมีความสุข ถ้าโลกมีตั้งแต่กิเลสมีตั้งแต่ความชั่วช้าลามก มีมากเท่าไรเท่ากับฟืนกับไฟเผาไหม้กันไปตลอด ให้พากันระมัดระวังอันนี้

แล้วการภาวนานี้ก็เคยสอน ดูเหมือนจะแทบทุกวัน ๆ ทำจิตให้สงบ พยายามอบรมจิตให้สงบ เมื่อจิตเข้าสู่ความสงบได้บ้างแล้ว กระแสแห่งความสงบนี้มันจะออกเป็นความแยบคายของตัวเอง สติมีขึ้นแล้วมันจะรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ด้วยความจงใจ ๆ ปัญญาพินิจพิจารณา คนเราเมื่อมีปัญญาพินิจพิจารณาแล้วย่อมไม่ผิดพลาดไปเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะมีส่วนได้ส่วนเสียบ้าง ถ้าใช้ความพินิจพิจารณาไปเรื่อย ๆ ส่วนได้มีมากกว่าส่วนเสีย ถ้าไม่ใช้ความพิจารณามีแต่แบบสุกเอาเผากิน ๆ จนเป็นความเคยชินกับนิสัยของกิเลสฝังใจแล้วอย่างนั้นไม่มีชิ้นดี ให้พากันจดจำเอานะ ให้ตั้งใจปฏิบัติ

พระท่านอยู่ในวัดในวาสอนกันด้วยเรื่องตะกี้นี้ ก่อนฉันจังหันก็ได้สอนแล้วเรื่องสติสตัง สอนให้แม่นยำในจิต สติปัญญา รอบอยู่กับตัว กิริยาการแสดงออกจะค่อยรอบคอบ ถึงเสียก็ไม่มาก ถ้าสติปัญญาไม่พออย่างนี้ก็มีส่วนเสียบ้าง แต่ยังดีที่มีสติปัญญาใช้อยู่ ผิดกับคนที่ไม่มีสติปัญญาเป็นไหน ๆ อันนั้นมีแต่ส่วนเสีย สุกเอาเผากิน ๆ ตามนิสัยสะเพร่ามักง่ายของกิเลสโดยถ่ายเดียว ทำคนให้เสียไปมาก ให้ใช้ความพินิจพิจารณากัน

เราเป็นลูกชาวพุทธ ศาสดาองค์เอกเป็นจอมปราชญ์ ฉลาดแหลมคมไม่มีใครเกินศาสดา เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตควรที่จะนำเยี่ยงอย่างอันดีงาม หรือเลิศเลอของท่านมาปฏิบัติต่อตนเอง แม้ไม่ได้แบบศาสดาองค์เอกก็ตาม ก็ขอให้ได้แบบลูกศิษย์ที่มีครูแนะนำสั่งสอน เราก็ยังดีนะ ให้พากันจดจำเอา เอาเท่านั้นละวันนี้พูดเท่านั้นละ

 

ชมถ่ายทอดสด ธรรมะหลวงตาวันต่อวัน  ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก