ปัญญาต้องมีจิตตภาวนาเข้าเบิกทาง
วันที่ 14 มีนาคม 2546 เวลา 9:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ปัญญาต้องมีจิตตภาวนาเข้าเบิกทาง

 

         จากอุดรถึงนครพนม ๒๔๓ กิโลถึงกลางเมือง จำได้แต่โน้นตั้งแต่เราไปมาอยู่โน้น แต่ก่อนถ้าผ่านไปไหนแล้วมันจะจำได้ ๆ จะว่านิสัยชอบสังเกตก็ไม่ผิด ขอให้ผ่านไป พอผ่านไปนี้มันจะจำได้ ๆ ไปหมดเลยนะ ไปที่ไหนจำได้หมด แยกไหน ๆ มันหากเป็นของมันเอง เดี๋ยวนี้กินของเก่า ทั้งหลุดไม้หลุดมือไป ที่เหลือเท่าไรก็กินไปเรื่อย ๆ เป็นอย่างนั้นความจำมันก็เป็นของมันอย่างนี้จะให้ว่าไง

เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๓ บาท ดอลลาร์ได้ ๓๓๑ ดอลล์ ได้ขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ ขยับขึ้นไป ๆ ดอลลาร์ที่ได้แล้วเวลานี้ ๑๓๔,๕๓๒ ดอลล์ นี่ที่จะเข้าคลังหลวงวันที่ ๑๒ นี้น่ะ ส่วนทองคำต้องครบ ๕๐๐ กิโล วันที่ ๑๒ ต้องให้ได้ ๕๐๐ กิโล ดอลลาร์เรายังไม่แน่ใจนัก แต่ที่แน่เอารวมยอดก็คือว่า ถ้าดอลลาร์ไม่พอ ขาดเท่าไร เราจะไปงัดเอาเงิน ๒๑ ล้านออกมาจากธนาคาร ถ้าไม่พอเราจะงัดนี้ออกมาซื้อดอลลาร์ให้ได้ครบจำนวน ๓ แสนดอลล์ เราคิดว่าอย่างนั้น ที่เงินสดเรายังไม่ได้ออกไปซื้อทองคำหมดก็เพราะเห็นว่า ทองคำนี้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าจะพอ เดี๋ยวนี้ขาดอยู่ ๗-๘ กิโล คิดว่าจะพอ ส่วนดอลลาร์คิดว่าจะพยายามให้ได้ ๓ แสน คราวที่แล้วก็ ๓ แสน คราวนี้ก็ควรจะได้ ๓ แสน คราวที่แล้วทองคำก็ ๕๐๐ กิโล คราวนี้ก็ ๕๐๐ กิโลเหมือนกัน มันก็น่าจะได้ดอลลาร์ ๓ แสนเช่นเดียวกัน

ถ้ามอบวันที่ ๑๒ นี้แล้วก็เรียกว่า ทองคำเราได้ ๖ ตันกว่าแล้ว นี่คิดไว้อย่างแน่นอน ค่อนข้างแน่นอนว่างั้นเลย คราวนี้ต้องให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน จุดที่ได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วหน้ากันแล้วว่า งานการช่วยชาติคราวนี้เป็นงานประวัติศาสตร์ของชาติไทยเรา แล้วเราจะได้อะไรมาเป็นเครื่องหมายของประวัติศาสตร์ นี่ที่สำคัญ ยังไงก็ต้องมีเป็นประวัติศาสตร์ เราไม่เขียนคนอื่นเขาก็เขียน เมืองในไม่เขียน คือเมืองไทยไม่เขียน เมืองนอกเขาก็เขียนได้ เขียนแบบขายขี้หน้าเข้าใจไหม  ถ้าดีจริง ๆ เขาอยากเขียนก็ได้เขาไม่อยากเขียนก็ได้ ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดีแล้วเขาจะเขียนปุบปับ เมืองไทยไม่เป็นท่า แน่ะเห็นไหมล่ะ ฟังซิน่ะ

คำว่าเมืองไทยไม่เป็นท่า หมดทั่วประเทศไทย มีแต่เรื่องไทยไม่เป็นท่าทั้งหมด เราฟังได้ไหม พิจารณาซิ คำว่าเมืองไทยไม่เป็นท่า หมดเลยในเมืองไทย อะไรไม่เป็นท่า พ่อไทยไม่เป็นท่า แม่ไทยไม่เป็นท่า ลูกไทยหลานไทยไม่เป็นท่า หมูหมาเป็ดไก่ไทยไม่เป็นท่า อะไร ๆ ไม่เป็นท่าทั้งหมดเลย เราอยากฟังไหมล่ะ พิจารณาซิ นี่ที่ว่าเรารักเราสงวนชาติไทยของเรา เราจึงรักทุกอย่างสงวนทุกอย่าง ทะนุถนอมและบำรุงรักษาทุกอย่างด้วยความเต็มอกเต็มใจ เรื่องสำคัญอยู่จุดนี้นะ

เด็กเกิดมาเป็นคนไทยแล้ว เป็นคนสำคัญแล้ว นั่นฟังซิ เราเป็นพ่อเป็นแม่ของเด็กทั่วประเทศ เราจะหาทองคำมาเพื่อให้จิตใจเด็กอบอุ่น สืบทอดมรดกของพ่อของแม่ต่อไป เพียงทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันของคนทั้งประเทศ คือของคนไทยพ่อแม่เด็กทั้งประเทศนี้ไม่ได้มีเหรอ ต้องคิดแยกหน้าแยกหลังซิ พอทองคำได้ ๑๐ ตันแล้ว เรารู้สึกว่าหายใจโล่ง แล้วดอลลาร์เสริมเข้าไปอีก ก็เรียกว่าเสริมความโล่งการสูบลมหายใจมากขึ้น

นี่ก็ทราบว่าจะจริงจังมากกฐินนี้นะ กฐินวัดป่าบ้านตาดเพื่อช่วยชาติของเรา ซึ่งจะมีขึ้นในออกพรรษา ๔๖ นี้แหละ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายก็ได้พูด ค่อนข้างจะเป็นเสียงเดียวกันแล้ว ว่าจะให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ไม่ให้เลย ๒๕๔๖ ไปได้เลย จุดใหญ่ก็คือวันกฐินเป็นวันใหญ่วันหนึ่ง ทราบว่างั้นนะ จะให้พอใน ๒๕๔๖ นี้ทองคำของเรา แล้วเราก็โล่งใจ ถ้าถึงจุดนั้นแล้วเราก็โล่งใจ เราจะไม่รบกวนพี่น้องทั้งหลายต่อไปอีกเลย ขอให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ดอลลาร์นั้นคิดว่าให้ได้ ๑๐ ล้าน อันนี้ไม่ค่อยเด็ด

แต่จุดที่เด็ดคือทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ต้องได้ว่างั้นเลย ส่วนดอลลาร์นี้ไม่เด็ด คือดอลลาร์ให้ได้ ๑๐ ล้าน ทองคำ ๑๐ ตันต้องได้เด็ดขาดมาเลย ไม่ได้คอขาดเลย เรียกว่าเด็ดขาดอันนี้ ส่วนดอลลาร์ไม่เด็ดขาด ไปหาออดหาอ้อนเอาตามลูกศิษย์ลูกหา แต่จะให้ได้ ๑๐ ล้านเหมือนกัน ออดก็ได้ เด็ดก็ได้ ให้ได้ ๑๐ ล้าน มันเป็นของคู่เคียงกันไป เคียงข้างกันไปจะสวยงามมาก เราคิดอย่างนี้นะ การที่เราได้นำพี่น้องทั้งหลายทุกด้านทุกทาง ด้วยความตะเกียกตะกายทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าหนักว่าเบาเราสู้ทั้งนั้นเรื่อยมานี้ เราได้พิจารณาเต็มกำลังความสามารถแล้ว เมื่อได้พิจารณาตรงไหนแล้วจึงออกจุดนั้น ๆ นี่ก็มาลงจุดนี้แหละ จุดที่ว่าให้ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ต้องให้ได้ คนไทยทั้งประเทศ ๖๒-๖๓ ล้านคน หาทองคำเวลานี้จะได้ ๖ ตันแล้ว ทำไมยังเหลืออยู่เพียง ๔ ตันจะหาไม่ได้มีอย่างเหรอ เราแน่ใจว่าได้ว่างั้นเลย เพื่อการอุ้มชาติของเรามีชื่อมีเสียง

ตั้งแต่เป็ดไก่ แม้ที่สุดไอ้หยองในศาลาเรานี้มันยังมีชื่อมีเสียง ทำไมคนไทยเรา ๖๒ ล้านคนไม่มีชื่อมีเสียง สู้ไอ้หยองไม่ได้ ไอ้หยองก็อยู่เมืองไทย คนไทยเป็นเจ้าของไอ้หยองสู้ไอ้หยองไม่ได้ หาทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันไม่ได้ เสียชื่อเสียง ไม่มีเหลือเลยชื่อเสียงในเมืองไทย ถ้าเหลือก็จะเหลือแต่ไอ้หยองเท่านั้น เราอยากฟังไหม ยกไอ้หยองขึ้น ให้พวกเราอยู่ใต้ก้นไอ้หยองให้มันขี้ราดลงใส่เรา สู้มันไม่ได้ ใครอยากได้อย่างนั้นไหม ไม่อยากได้ต้องฟิตซิ จูงไอ้หยองเดินตามหลัง เป็นไงที่พูดนี้มีเหตุผลไหม ก็มีเหตุผลนี่ เราไม่อยากให้ไอ้หยองขี้รดหัวเรา เราต้องโดดขึ้นเหนือไอ้หยองซี เราเป็นเจ้าของไอ้หยอง ต้องเด็ดกว่าไอ้หยองทุกอย่าง เหนือไอ้หยองทุกอย่างถึงถูกต้อง

ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันนี้ เราจะตัดขาดปุ๊บทันทีในการรบกวนพี่น้องทั้งหลายดังที่แสดงอยู่เวลานี้จะไม่มี แสดงแบบนี้ไม่มี แต่เรื่องมีธรรมดาคือที่มันมีปลีกย่อยอยู่อันหนึ่ง ยังไม่ได้เล่าให้พี่น้องทั้งหลายทราบ เพราะเราหนักทางทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันนี้มากกว่าที่มันเศษออกไปนั้น คือเวลานี้ทองคำเราอยู่ในคลังหลวงมันคี่ มันไม่ได้คู่เต็มสิบ ๆ นะ มันขาดอยู่ เราก็ปล่อยมันไว้เสียก่อน หมุนอันนี้ไปเสียก่อน ว่างั้นนะ พอหมุนนี่ได้แล้วเราก็มีเริ่มพูด แต่พูด-พูดเฉย ๆ ไม่รบกวนพี่น้องทั้งหลาย ไม่ออกรบกวนนะ พูดธรรมดา ท่านผู้ใดจะคิดเห็นความบกพร่องของคนทั้งชาติว่าคี่ ๆ ไปหมดไม่มีคู่แล้ว หาให้คู่ ๆ เข้ามาก็เป็นเรื่องน้ำใจของพี่น้องทั้งหลายจะหาเอง เราเป็นแต่เพียงว่าเปิดทางให้เท่านั้น

สำหรับเราเองที่เป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายนี้ เห็นว่ายังบกพร่องอยู่จุดนี้ แต่เรายังพูดไม่ออก เพราะเราหนักอยู่ในทองน้ำหนัก ๑๐ ตัน เรียกว่าคอขาด-ขาดไปเลย ตรงนี้นะ อันนั้นเป็นปลีกย่อย ทีนี้พอทางนี้ค่อยหนุนขึ้นมาแล้ว มันจึงทำให้คิดอันนี้กว้านเข้ามา ๆ ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย คือที่มันคี่ มันไม่ค่อยสบายใจ จึงได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายเราซึ่งเคยเชื่อถือกันมาแล้ว ได้ทองคำมาน้ำหนักตั้ง ๑๐ ตัน ทำไมจะพูดปลีกๆ ย่อยๆ เพื่อหนุนอันนี้ให้สง่างามขึ้นไปไม่ได้วะ เพราะฉะนั้นหลวงตาจึงได้พูด แต่ไม่รบกวนอันนี้ จะได้มากน้อยพิเศษจาก ๑๐ ตันขึ้นไปเท่าไรเราก็พอใจ ๆ แต่เราไม่รบกวนเหมือนแต่ก่อนเท่านั้นเอง เล่าให้ฟังตามจุดที่ยังบกพร่องอยู่หน่อยหนึ่ง

พูดง่าย ๆ คือทองคำที่อยู่ในคลังหลวงของเราเวลานี้มันคี่ มันไม่ได้คู่ เวลาเราได้เข้าไปปั๊บ เช่น ๙ มันก็ ๙ ของมันอยู่งั้น สมมุติว่าเรามีอยู่ ๙ ตัน ถ้าได้ ๑๐ ตันเข้าไปมันก็เป็น ๑๙ นั้นแหละมันไม่มี ๒๐ มันไม่คู่น่ะซิ ได้เท่าไรมันก็ เก้า ๆ ๆ ขี่หัวคนไทยไปอีก ไปที่ไหนก็มีแต่เก้า ๆ ขี่หัวคนไทยไป เราไม่อยากดูนะเข้าใจไหม ต้องเต็มคู่นั่นละเต็มเม็ดเต็มหน่วย อันนี้เพียงพูดให้พี่น้องทั้งหลายทราบไปอย่างนั้นแหละ ไม่เป็นความเจาะจงบ่งขาดเหมือนจุดนี้ จุด ๑๐ ตัน ๑๐ ตันนี้ต้องเอาคอขาดทั้งประเทศเลยเทียวไม่ใช่ธรรมดา ถ้ามันเต็มนี้แล้วเราจะเต็มที่สุดแหละ หัวใจเราเต็มตื้นเลยเทียว ไม่มีอะไรแหว่งแม้นิดหนึ่ง

เวลานำพี่น้องทั้งหลายคราวนี้ก็เพื่อวัตถุสำหรับชาติไทยของเรา ในความเป็นอยู่ปูวายทั้งหลายก็ค่อยสะดวกสบายขึ้นไป ถึงใหญ่ก็ตาม วัตถุนี้เต็มท้องฟ้ามหาสมุทร แต่สู้จิตใจไม่ได้ ถ้าจิตใจไม่มีอะไรบรรจุ จิตใจว่างเปล่าจากความเป็นสิริมงคลแล้ว มันก็ว่างเปล่าไปหมด หาความเป็นสิริมงคลไม่ได้ เพราะฉะนั้นธรรมะจึงเข้าบรรจุ นี้เป็นจุดใหญ่มากทีเดียว คนหนึ่งเมื่อจิตเป็นธรรมแล้วจะมีหลักมีเกณฑ์ทุกสิ่งทุกอย่างนะ ธรรมเข้าไปสู่จุดไหน จะค่อยมีหลักมีเกณฑ์ มีสติสตัง มีปัญญาคิดอ่านไตร่ตรองความได้ความเสียไปโดยลำดับลำดา ถ้าปล่อยให้กิเลสมันนำทางนี้ มีแต่สุกเอาเผากิน ๆ เรื่อยไป แหลกไปเรื่อยไป ๆ นี้คือกิเลสนำโลกมานาน เพราะฉะนั้นโลกจึงร้อนมากมาย ทั่วประเทศนี้หรือทั่วโลกนี้ ที่ไหนเป็นจุดที่มีความสะดวกสบายหายห่วงภายในจิตใจ เพราะมีธรรมเข้าบรรจุอย่างนี้ไม่ค่อยมี และซ้ำที่สองว่าไม่มี อยากว่าอย่างนั้นนะเรา แต่อันนี้ ไม่มี นี้ตัดไว้ก่อน ไม่ค่อยมีเข้าไปแทรกไว้ก่อน เพื่อให้มี เข้าใจ

เรื่องจิตใจนี่เป็นสำคัญมากทีเดียว   นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าสอนลง   ขึ้นต้นก็ มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา นี่ขึ้นต้นเลย นี่หลักพุทธศาสนาของเราขึ้นหัวใจเป็นรากแก้วทันทีทีเดียว สิ่งทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จไปจากใจทั้งนั้น นั่นฟังซิน่ะ ถ้าใจพาชั่วเหลวไปหมดเลย ถ้าใจพาดี-ดีไปตาม ๆ กันหมด เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนลงที่ใจ ให้พิจารณาดูใจเจ้าของเสมอ อย่าไปดูตั้งแต่นอก ให้ดูตัวของเรา เข้าสู่ใจของเรา จะมีที่ทบทวนบวกลบคูณหารกันไป นี่ละนักภาวนาท่านจึงแยบคาย

จริง ๆ นะผู้ที่มีภาวนาในจิตใจ และจิตมีความสง่างามมากเท่าไร มีความแยบคายเข้าไปโดยลำดับ แต่ความแยบคายของธรรมจะไม่ค่อยแสดงตัว ไม่เหมือนโลก โลกมีเท่านี้มันจะเอาเท่านี้ออกเลย เข้าใจไหมล่ะ คือโลกมันอยากอวด ชอบอวดชอบสรรเสริญเยินยอ ไม่มีอะไรเกินกิเลส แต่เรื่องความพอเหมาะพอดีไม่มีอะไรเกินธรรม ได้ขั้นใดภูมิใดนี้จะพอเหมาะพอดีสงบร่มเย็นไปเรื่อย ๆ ก็มีแต่โล่งสว่างจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างในบรรดาสมมุติขาดออกจากหัวใจหมด หัวใจว่างไปหมดจากบรรดาสมมุติทั้งหลายแล้วนั้นแล ท่านบอกว่า ความพอสุดยอด จึงไม่มีอะไรเกินคำว่าพอ คำว่านี้หมายถึงพอของธรรมสุดยอดได้แก่ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ถ้าเป็นเรื่องของบุคคล ถ้าเป็นเรื่องธรรมก็เรียกว่าธรรมธาตุ นี้ละเลิศเลอ เราจึงได้พยายามน้อมธรรมเหล่านี้ มันเหมือนอากาศ ดิน ฟ้า อากาศ นี้ ใครน้อมเข้ามาสูดลมหายใจมากน้อยก็ได้ตามนั้น ๆ อยู่อย่างนี้ เราเทียบเคียงนะ

นี้ธรรมมีอยู่ทั่วไปแล้วแต่ใครจะน้อมมา แล้วความไม่เป็นธรรมก็มีอยู่ทั่วไป คือเรื่องของกิเลส สับกันอยู่กับธรรมนั้นละ เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ฟัดได้เหวี่ยง ได้แก้ไขดัดแปลงกันทั้งวัน ๆ วันหนึ่ง ๆ ถ้าต้องการจะเป็นคนดีต้องมีการดัดแปลงเจ้าของไปตลอด ตั้งแต่ตื่นนอนอะไรดีไม่ดีต้องได้คิดไปตลอด ๆ นี่ละเรื่องความคัดเลือกนี้ออกจากใจนะ ถ้าใจไม่มีหลักมีเกณฑ์จะคัดเลือกไม่ได้ ถูกกิเลสลากถูไปหมดทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ มีแต่หายใจแขม่ว ๆ เราหาความหวังตั้งแต่ตื่นนอน เวลาได้มามีแต่ความผิดหวังเคียดแค้นในหัวอก จนอกจะแตกบางคนเป็นบ้าก็มี เพราะความคิดมาก กิเลสมันกวน กิเลสเข้ากวนจิตใจขุ่นมัวจนกระทั่งเป็นตมเป็นโคลนไปหมดเลย นั่น กิเลส ถ้าธรรมแล้วเป็นสารส้มแกว่งนี้ค่อยใสลงไป ๆ เพราะฉะนั้น จึงได้สอนบรรดาพี่น้องทั้งหลายถึงเรื่องการนับถือพุทธศาสนา ขอให้มีหลักภาวนาเป็นหลักใจทุกคน ๆ เป็นที่แน่ใจที่สุดดีที่สุด จะได้ส่วนแห่งความดีทั้งหลายเป็นสิริมงคลติดหัวใจเราไป มากน้อยตามกำลังแห่งความสนใจในทางด้านศาสนาและจิตตภาวนาเป็นพื้นฐาน นี่สำคัญมาก

คือจิตดวงนี้เวลามันโง่ ๆ จริง ๆ นะ พระอาทิตย์จะพันดวงก็ตาม ไม่มีอะไรมืดยิ่งกว่าใจที่กิเลสปิด กิเลสปิดเสียเท่านั้นพระอาทิตย์ร้อยดวงไม่มีความหมายเลย พอธรรมสอดเข้าไปปั๊บ พระธรรมนี้จ้ากว่าพระอาทิตย์ร้อยดวง เป็นพันดวงก็สู้ธรรมไม่ได้ นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา ความสว่างไสวนั้นเสมอด้วยปัญญา ความรู้แจ้งเห็นจริงของพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย ขึ้นพระพุทธเจ้า แล้วพูดกลาง ๆ ว่า ความสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปัญญานี้จะขึ้นมาจากจิตตภาวนานะ ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ ปัญญาจะสว่างมาไม่มีทาง อย่าไปคิดเดานะ ว่าอยู่ ๆ ปัญญาจะสว่างไสวขึ้นมา ปัญญาต้องมีจิตตภาวนาเข้าเบิกทาง พอเบิกทางแล้วปัญญาจะค่อยไหวตัวออกมา ๆ เรื่อย ทีนี้สิ่งที่มืดดำทั้งหลายมันจะค่อยจางไป ๆ เพราะจิตตภาวนานี้รวมพลังเข้าไปเป็นกำลังซักฟอก สิ่งที่มัวหมองมืดตื้อทั้งหลายให้กระจายออก ๆ ด้วยจิตตภาวนา

เวลาจิตตภาวนามีหลักใจมากน้อยเพียงไรนี้ จิตใจจะค่อยขยายตัวออกไป สว่างไสว จะเห็นโทษเห็นคุณของตัวเองไปในขณะเดียวกัน เมื่อเราพิจารณาแล้วโทษมันมีอยู่แล้วในจิตใจ ตอนที่เรายังไม่ได้พิจารณาทางด้านจิตตภาวนา พอเราพิจารณาทางด้านจิตตภาวนา แล้วจะเห็นโทษไปในตัวของมัน เมื่อเห็นโทษแล้วมันก็ค่อยปัดออก ๆ สว่างไสวออกไป นี่ละเรื่องจิตตภาวนาสำคัญมากที่สุด จะไม่ได้อย่างพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ก็ตาม ขอให้ได้ไปตามลูกศิษย์ที่มีครูมีอาจารย์สอนเถอะ เราจะมีแบบมีฉบับตามฐานะของเราทั่วหน้ากัน ถ้าไม่มีเรื่องความคิดความอ่านโดยอรรถโดยธรรมแล้ว สติก็สติไปทางกิเลสเสีย ปัญญาไปทางกิเลสทำโลกให้พินาศได้ นั่น เพราะเรื่องของกิเลสก็เอาสติปัญญาไปใช้แต่เป็นทางของกิเลส เช่น มีดเล่มนี้ให้กิเลสเอาไปใช้ มันเอาไปฟันหัวคนเข้าใจไหม ให้ปัญญาไปใช้ฟันฟักแฟงแตงโมมากิน นี่มันต่างกันอย่างนั้นนะ

มันขึ้นอยู่กับเจ้าของ เจ้าของมีธรรม เครื่องไม้เครื่องมือก็เป็นธรรมไป ถ้าเจ้าของเป็นโจรเป็นมาร เครื่องไม้เครื่องมือกลายเป็นเครื่องสังหารไปหมด มันต่างกันอย่างนี้ จึงต้องให้พากันพิจารณา เราเห็นสุดยอดในหัวใจเลย จึงได้เทศน์สอนพี่น้องทั้งหลาย ยิ่งจวนจะตายเท่าไรยิ่งเน้นหนัก ออก ๆ ธรรมะจะไม่ได้ออกทั่ว ทีนี้เวลาจะได้ออกทางนี้มันปิดตันทางนั้น ออกทางนั้นปิดตันทางนั้น จะออกทางนี้ปิดตัน ธรรมะก็ออกไม่ได้สะดวกเหมือนกันนะ ถ้ามีเปิดโล่งคอยรับกัน ๆ นี้ผางเลยทันที เราไม่คุยนะ ขอให้มีเครื่องรับเถอะ ว่างั้นเลย ที่ว่าธรรมะจะอัดอั้นตันใจไม่มี ไม่มีอะไรที่จะโล่งยิ่งกว่าธรรมครอบแดนโลกธาตุไปหมด เมื่อเข้าอยู่หัวใจก็โล่งแบบเดียวกันหมดไม่มีอะไรปิดตัน ก็มีแต่กิเลสนี้มันปิดตัน พูดแล้วมันไม่เกิดประโยชน์พูดไปหาอะไร ความหมายว่าอย่างนั้นนะ พอแย็บออกนี้ ที่จะออกนี้มันมีอะไรขัดขวางอยู่นั้นที่จะไม่เกิดประโยชน์แล้วพูดไปหาอะไร เหมือนอย่างเรากางแหไว้นี้เราจะทอดแห มีแต่ขี้หมูขี้หมาทอดลงไปหาอะไร เข้าใจไหมล่ะ ถ้าตัวใหญ่ ๆ มันผุดดีดผึงขึ้นมานี้ โอ๋ย แหไม่บอกบอก พันกันเลยทั้งคนทั้งแหไปด้วยกันเข้าใจไหม

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า ท่านจึงมีธรรมหลายขั้นหลายภูมิสำหรับต้อนรับบรรดาสัตว์ ผู้มีความสามารถมากน้อยต่างกัน ผู้ที่เป็นพื้น ๆ ก็สอนเป็นพื้น ๆ ไปก่อน ๆ ผู้ควรที่จะเอาผึงทีเดียวเลยก็เอาเลย ๆ เหมือนเรากางแหไป ไปเจอปลาตัวใหญ่ผึงทันทีเลย เป็นอย่างนั้นละธรรม ไม่มีอั้นมีอัดนะ เดี๋ยวนี้เราไม่ได้หาธรรมกันนะ มันหาแต่กิเลสจึงมีตั้งแต่ความทุกข์ร้อน ที่เป็นผลของกิเลสทั้งนั้นทั่วบ้านทั่วเมือง ถ้าต่างคนต่างอุตส่าห์พยายามหาอรรถหาธรรม ตามธรรมที่ท่านสอนไว้เรียบร้อยแล้วนี้ โลกนี้จะพออยู่พอเป็นพอไป มีกว้างมีแคบขนาดไหนก็ตาม จะผาสุกเย็นใจทั่วหน้ากัน ถ้าธรรมเข้าไปประสานจะไม่มีคำว่าร้าวร้าน

แต่เรื่องกิเลสละซิ มันเอาไฟเข้าไปแหย่ ๆ ไปตรงไหนแหย่ ปลูกตึกขึ้นกี่ชั้นมันก็เอาไม้ขีดไฟก้านเดียวแหย่เข้าไปเท่านั้นพังหมดเลย นี่กิเลสเป็นอย่างนั้นนะ ให้พากันสนใจทางด้านภาวนา คนจิตใจมีความสงบยิ่งได้ปรากฏขึ้นในใจชัด ๆ ด้วยแล้ว นั้นแหละยิ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะคิดอ่านไตร่ตรองหน้าที่การงาน ความเคลื่อนไหว ความประพฤติของตัวเองทุกอย่าง มันจะออกจากนี้ ๆ ควรไม่ควร ๆ มันจะบอกไปในตัวเลยนะ นี่แหละจิตที่มีสติธรรม ปัญญาธรรมเข้าคุ้มครองรักษาแล้ว จะเป็นสิริมงคลออกแสดงตลอดไป ถ้ามีแต่กิเลสแล้วไปที่ไหนตีบตันอั้นตู้หาความสุขความสบายไม่ได้ ไปโลกไหนก็ตีบตันแบบเดียวกันหมด กิเลสพาไปมีแต่โลกมืดตื้อทั้งนั้น ถ้าธรรมพาไปมีแต่โลกสว่างไสวเป็นลำดับลำดา ให้พากันฟังซิ ตั้งแต่สวรรค์ พรหมโลก ถึงนิพพาน นี้ธรรมพาไป กิเลสพาไปตั้งแต่ เปรต แต่ผี สัตว์เดรัจฉานทุกประเภทลงถึงนรกอเวจี นี้กิเลสพาไป ไปอย่างนี้ มีอยู่อย่างนี้มาตั้งกัปตั้งกัลป์ใครจะมาลบไม่สูญ

พระพุทธเจ้าองค์เอกทั้งนั้นเป็นผู้มาสอนธรรม สิ่งเหล่านี้ทั้งดีทั้งชั่ว เป็นของมีอยู่มาดั้งเดิม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้สิ่งเหล่านี้ที่มีอยู่ทั้งนั้น ไม่ได้มาอุตริตรัสรู้ในสิ่งไม่มีว่ามีนะ ตรัสรู้ในสิ่งที่มีทั้งนั้น ท่านจึงสอน เราเป็นผู้คอยสดับตรับฟังท่าน ค่อยก้าวเดินตามท่าน ให้พินิจพิจารณาด้วยดีอย่าทำแบบสุกเอาเผากินนะ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้แหละ

 

ชมถ่ายทอดสด ธรรมะหลวงตาวันต่อวัน  ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก