กิเลสกับธรรมแสดงผลไม่ลำเอียง
วันที่ 12 กันยายน 2533 เวลา 19:00 น. ความยาว 92.05 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๓

กิเลสกับธรรมแสดงผลไม่ลำเอียง

 

ความห่วงใยกับหมู่เพื่อนนั้นรู้สึกว่ามีมากกว่าแต่ก่อน ที่เรายังทำการอบรมสั่งสอนหมู่เพื่อนได้อยู่ ทุกวันนี้ธาตุขันธ์ไม่เอาไหนเข้าเป็นลำดับ ความคิดก็อยู่กับตัวๆ ไม่อยากคิดออกไปที่ไหนๆ เพราะรู้สึกว่ามันเหนื่อยเพลียไม่อยากคิด มองดูหมู่เพื่อนทั้งพระทั้งเณรทั้งอยู่เก่าทั้งมาใหม่ รู้สึกเลวลงในสายตาของเรา ที่ไม่ค่อยได้เข้มงวดกวดขันกับหมู่กับเพื่อนเหมือนแต่ก่อน ตัวเองนั้นไม่ทราบว่าเจริญขึ้นหรือเลวลง มันหากเป็นอยู่ด้วยความเคยชินของจิตนั้นแล ผลักดันกิริยาให้แสดงออกมาในท่าอย่างนั้น ทำให้อดคิดไม่ได้เมื่อสัมผัสจากกิริยาอาการที่แสดงออก ทั้งๆ ที่เจ้าตัวก็ไม่มีเจตนาจะแสดงออกมาอย่างนั้น พูดอย่างนั้น แสดงกิริยาอย่างนั้นออกมา แต่คำว่าธรรมก็ดี คำว่ากิเลสก็ดี เป็นความไม่ลำเอียงโดยหลักธรรมชาติ ต้องมีผลดีชั่วไปตามกิริยาที่แสดงออก จึงอดคิดไม่ได้

เณรก็มาอยู่หลายองค์ด้วย ดูแล้วทำให้อ่อนใจนะพวกเณรนะ มันเป็นยังไง อยู่แบบหลับหูหลับตาอยู่ หลับหูหลับตาไป พระก็เหมือนกัน แม้ที่สุดกิ่งไม้ที่ตกมาขวางทางอยู่ในวัดในบริเวณที่ผ่านไปผ่านมานั้น ซึ่งเป็นทางของพระเณรเดินผ่านไปมาเป็นประจำ  กิ่งไม้นั้นก็ยังอยู่อย่างนั้น  ไม่ขวางตาสะดุดใจบ้างเลย  ต้องเป็นเวลาปัดกวาดโน้นถึงจะปัดกวาด ถึงจะเก็บออกทิ้ง เวลาปกติแล้วทำเหมือนไม่ใช่เรื่องของเรา  นี่ซิอันหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุให้หนักใจไปหลายๆ ด้านเกี่ยวกับเรื่องไม่เอาไหนในตัวพระเณรนี่

เพราะเราเดินไปไหนเราเดินไปจริงๆ ดูจริงๆ พิจารณาจริงๆ ไม่ใช่เดินไปเฉยๆแบบหลับหูหลับตาดังที่ทำๆ กันอยู่  สิ่งใดที่พาดพิงกับพระกับเณรก็อดคิดไม่ได้ ดังที่ว่านี้  สิ่งใดที่พระที่เณรน่าจะเห็นน่าจะรู้ แต่ก็ยังมีขวางตาอยู่ได้ ประหนึ่งไม่รู้ไม่เห็น ก็คือความไม่สนใจคิดนั่นเอง  จิตไม่แย็บออกมา สติความจดจ่อไม่ปรากฏ มัวแต่หลับไม่ยอมตื่นมันก็ไม่รับทราบเรื่องอะไร  ก็เลยเป็นแบบหลับหูหลับตาไป หลับหูหลับตาอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ใช้หัวคิดปัญญา เหล่านี้มันแสดงให้อิดหนาระอาใจต่อการแนะนำสั่งสอนไม่น้อย การสอนนั้นสอนเพื่อความรู้ความฉลาด แต่กิริยาที่มองเห็นนั้นมันกลับตรงกันข้าม เป็นความโง่ความเง่า ความเซ่อๆ ซ่าๆ กลายเป็นความไม่เอาไหนไปทั้งนั้น จะไม่ให้อดคิดอดพูดได้อย่างไร

ในระยะนี้ผมไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับหมู่กับเพื่อนด้วย อยู่ตามลำพังเจ้าของก็พอสำหรับธาตุขันธ์ เรื่องราวจึงเป็นอย่างนั้น ทั้งๆ ที่หมู่เพื่อนก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น หากเป็นเพราะความนอนใจนั่นแหละไม่ใช่อะไร ความนอนใจก็เป็นเรื่องของกิเลส ที่นี่เราก็ไม่ทราบว่ากิเลสมันคืออะไร มันไม่ได้คือผู้นอนใจ มันคือทวีปยุโรปโน่น กิเลสมันไปอยู่ทวีปยุโรปโน่น มันไม่ได้อยู่กับคนที่แสดงอากัปกิริยาอยู่ในเวลานั้นๆ เลย มันเป็นอย่างนั้นจะทำยังไงผู้ปฏิบัติเราพอให้รู้สึกตัวบ้าง

ภาคปฏิบัติก็นับวันจะเหลวแหลกไปทุกวันๆ อันนี้ก็อดคิดไม่ได้ การแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อนผมก็พูดตรงๆ ให้ฟังไม่อ้อมค้อม สอนตามแบบตามฉบับที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาจริงๆ เพราะการศึกษาเล่าเรียนเราก็มีหลักอันใหญ่โตตั้งขวางหน้าไว้แล้ว คือเรียนเสร็จเรียบร้อยตามสัจจะที่ตั้งไว้แล้วนี้ จะออกปฏิบัติถ่ายเดียวเท่านั้น ในเวลาที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่จึงต้องตั้งหน้าตั้งตาศึกษาหาสาระสำคัญๆ จากธรรมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นพระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ ค้นคว้าเต็มสติกำลังความสามารถที่จะได้นำออกมาปฏิบัติต่อตนเอง และแนะนำสั่งสอนเพื่อนฝูงในวาระต่อไป แต่หลักใหญ่นั้นมุ่งเพื่อตัวเอง อยากรู้อยากเห็นอยากเข้าใจในอรรถในธรรมแง่ต่างๆ เพื่อมาเป็นคติสอนตัวเราเอง เพราะอย่างไรเราจะต้องออกปฏิบัติดังที่เคยตั้งสัจจะและพูดแล้วนั้น คือปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ให้ถึงความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียวเท่านั้น ไม่มีข้อแม้อันอาจเป็นทางให้เถลไถลได้

เพราะฉะนั้น การศึกษาเล่าเรียนจึงเพื่อเป็นคติอันดี เป็นแนวทางที่ถูกต้องดีงาม แล้วยึดไว้ปฏิบัติอย่างถึงใจเช่นเดียวกันหมด เวลาผ่านมาๆ ก็เลยกลายเป็นอาจารย์สอนหมู่สอนเพื่อน ก็ได้นำปฏิปทาและตำรับตำราที่เคยได้ศึกษาเล่าเรียนมามาแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อน การแนะนำสั่งสอนนั้น เราเรียนมาอย่างไร รู้เห็นอย่างไร ปฏิบัติมาอย่างไรก็แน่ใจว่าไม่ผิด จึงได้นำมาแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ว่าจะเป็นแง่ใดสอนแบบไม่มีอ้อมค้อม สอนแบบตรงไปตรงมา

เฉพาะที่สำคัญก็คือจิตตภาวนา ด้านภาวนาของพระเราคือพระธุดงคกรรมฐานเรา นี่เราเน้นหนักมากทีเดียวในจุดนี้ เพราะจุดนี้เป็นจุดสำคัญของพระโดยแท้ ดังครั้งพุทธกาลท่านอบรมสั่งสอนภิกษุบริษัทมา นี่เราก็ได้เห็นในตำรา ท่านสอนก็ยกหลักปัจจัย ๔ นี้แลเป็นเครื่องพร่ำสอน แต่ปัจจัยในทางธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ปัจจัยเพื่อกิเลสก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง คือปัจจัยเพื่อธรรมกับปัจจัยเพื่อกิเลสนั้นผิดกัน พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องปัจจัย ๔ นั้นเพื่อธรรมล้วนๆ แต่พวกเรามันย้อนลูกศรกลับมาเพื่อกิเลสล้วนๆ ไปเสีย นี่ซิที่น่าทุเรศมาก

ท่านสอนที่อยู่ก็ดังที่มีในตำราและเคยพูดแล้ว นั่นแลแบบของศาสดาพาดำเนินมาแล้ว และประทานพระโอวาทแก่สาวกมาแล้วว่าที่เช่นไร ขึ้นแต่เรื่องภาวนาทั้งนั้น พระพุทธเจ้าสอนภิกษุบริษัท อ่านแล้วอ่านเล่า ดูแล้วดูเล่า เพราะจะนำมาปฏิบัตินี่ ไม่พินิจพิจารณาตามได้อย่างไร ก็เรียนเพื่อเข้าอกเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เรียนเพื่อชื่อเพื่อเสียงเพื่ออำนาจวาสนาไปในทางโลก แต่เรียนเพื่อเข้าอกเข้าใจในธรรมทั้งหลาย แล้วจะได้นำมาเป็นเครื่องแก้กิเลส จึงต้องเรียนด้วยความพินิจพิจารณาไตร่ตรองจริงๆ

ในธรรมะบทใดบาทใดที่สำคัญก็ลอกออกมาจดออกมา ใส่สมุดพกไว้ เรื่องนั้นอยู่เล่มนั้นๆ อยู่หน้านั้นๆ เรื่องราวเป็นอย่างนั้นๆ นี่ได้ลอกออกมาอย่างย่อๆ พอจับได้นั้นปั๊บก็กระเทือนถึงเล่มที่เราต้องการ ค้นดูเล่มไหนก็ได้ ที่เขียนไว้ย่อๆ นั้นก็บอกไว้ด้วยว่าเรื่องอะไรเป็นอะไรย่อๆ  ถ้าต้องการพิสดารก็ให้ดูเล่มนั้นหน้าที่เท่านั้น เขียนลอกออกมาด้วยความสนใจ

พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอนสาวกมีแต่ภาคปฏิบัติทั้งนั้น เป็นเรื่องการชำระกิเลสทั้งมวล ไม่มีเรื่องที่จะเป็นข้อกังวลวุ่นวายไปตามโลกตามสงสาร สถานที่อยู่บำเพ็ญก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องกังวลวุ่นวาย พอจะทำให้เสียทางด้านจิตตภาวนาฆ่ากิเลส ฟังซิ รุกฺขมูลเสนาสนํ นี่ขึ้นต้นเป็นอันดับหนึ่งหรือว่าชั้นเอกเลย พระพุทธเจ้าทรงดำเนินมาแล้วก็เท่ากับว่า นี่ตถาคตได้ดำเนินมาแล้ว ขึ้นนี้เลย จากนั้นก็บรรยายขยายออกไป ในอนุศาสน์เราก็เห็นด้วยกันทุกคน

มีที่ไหนที่เป็นที่กังวลวุ่นวาย ดังที่ท่านประทานไว้แล้วในอนุศาสน์ แม้จะนอกจาก รุกฺขมูลเสนาสนํ นี้ไปก็ตาม ก็บอกให้ไปอยู่ตามถ้ำ เงื้อมผา ป่าช้า ป่ารกชัฏไปอย่างนั้น นี้ที่อยู่ของพระ ไม่มีสิ่งใดเข้าไปเกี่ยวข้องรบกวนอันจะทำให้เสียในทางภาคปฏิบัติ เช่นความอึกทึกครึกโครม หรือผู้คนสัญจรไปมาในสถานที่เช่นนั้น ท่านให้หลีกให้เว้นโดยลำดับลำดา ฟังซิจอมปราชญ์ ท่านให้หลีกให้เว้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวเพราะเป็นภัยในด้านธรรมะจริงๆ แล้วกับพวกเราปฏิบัติทุกวันนี้เป็นอย่างไรพิจารณาดูซิ

บิณฑบาตก็ให้ระมัดระวังสำรวม ไปด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ไปด้วยธรรมด้วยวินัย มีการสำรวม จิตตภาวนาย่อมเป็นไปด้วยกันตั้งแต่ขณะก้าวออกจากวัด สถานที่อยู่จะในป่าในเขาก็ตาม จนถึงหมู่บ้าน กลับออกมาด้วยจิตตภาวนาเป็นข้อวัตรประจำอยู่ภายในจิตใจอย่างลึกๆ ด้วยความสำรวมระวังใจและมรรยาท ให้เป็นที่งามตางามหูเวลาพูดเกี่ยวกับเรื่องจำเป็น

เรื่องผ้าบังสุกุลก็ทราบจะหรูหราอะไร นั่นละผู้จะฆ่ากิเลสไม่ใช่ผู้หรูหราแบบกิเลส แบบกิเลสมันหรูหรา แต่แบบธรรมแล้วตรงกันข้ามไม่หรูหรา หยูกยาก็เกี่ยวข้องรักษาแต่ไม่ให้ลืมเนื้อลืมตัว จิตใจวุ่นไปตามหยูกตามยาโดยถ่ายเดียวจนลืมธรรมในใจ โดยไม่คำนึงถึงธรรมมีอริยสัจธรรมเป็นต้น พอให้ได้สติสตังและปัญญาเกิดขึ้นในเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย นี่ละปัจจัย ๔ นี้พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนภิกษุบริษัทในครั้งนั้น ทรงเน้นหนักเอามากทีเดียว

เวลามาเฝ้าพระองค์ก็รับสั่งถามถึงเรื่องจิตตภาวนา ไปอยู่ที่นั่นเป็นอย่างไร ไปอยู่ที่นี่เป็นอย่างไร ทรงรับสั่งถามด้วยพระเมตตา เมื่อเป็นโอกาสพระก็เล่าถวายจากผลแห่งการดำเนินหรือการปฏิบัติของตนตามแง่ปัญหาธรรมต่างๆ พระองค์ก็ประทานพระโอวาทแก้ปัญหาที่ขัดข้องจนเปิดโล่งไปโดยลำดับ นี่คือคำสนทนาระหว่างภิกษุด้วยกันก็ดี ระหว่างภิกษุบริษัทกับพระพุทธเจ้าก็ดี ท่านสนทนากันอย่างนี้ โดยยกสัลเลขธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งการสนทนาของผู้เห็นภัยในวัฏสงสารเพื่อเป็นคติแก่กันและกัน แล้วนำไปปฏิบัติบำเพ็ญเพียรโดยไม่มีความย่อท้ออ่อนแอเลย

อัปปิจฉตา นี่เป็นธรรมเครื่องสนทนาของพระในครั้งพุทธกาล ท่านถือเป็นพื้นฐานอันสำคัญในการสนทนาและการปฏิบัติ เรียกว่า สัลเลขธรรม สัลเลขกถา ธรรมเครื่องกล่าวเพื่อการชำระการซักฟอกหรือชะล้างกิเลส มี ๑๐ ข้อด้วยกัน ขึ้นต้นก็ อัปปิจฉตา ไม่เป็นกังวลกับอะไร เป็นผู้มักน้อยที่สุด ไม่สนใจกับโลกามิสใดๆ แม้สิ่งของปัจจัยมีมากก็เอาแต่น้อยที่เห็นว่าจำเป็นเท่านั้น เหมือนกับนกที่มีแต่ปีกกับหาง ไปกินผลไม้หรือลงบึงลงหนองใด เวลาจะขึ้นจากบึงจากหนอง จะบินจากต้นไม้ต้นใดที่ไปเกาะไปกิน ไม่มีความเยื่อใยกับบึงหนองเหล่านั้นและต้นไม้นั้นๆ บินไปเฉพาะปีกกับหาง ด้วยความไม่เยื่อใยเสียดายผลไม้และบึงหนองนั้นๆ เลย

ภิกษุทั้งหลายพึงปฏิบัติบำเพ็ญตนให้เป็นเหมือนนกนั้น ไปอยู่ที่ไหนอย่าติด คนเคารพนับถืออย่าหลงอย่าลืมตัว อย่าติดลาภสักการะ อย่าติดเวลาเขาเชื่อเขาเคารพเลื่อมใส สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนกับผลไม้ที่อยู่บนต้น หรืออาหารชนิดต่างๆ ที่อยู่ตามบึงทั้งหลายที่นกไปเที่ยวหากิน ไปที่ไหนอย่าติด ให้มีความปรารถนาน้อยประจำตน ผู้จะน้อมสิ่งเหล่านี้เข้าสู่อารมณ์แห่งธรรมที่ละเอียด ก็อย่ายุ่งเหยิงวุ่นวายกับสิ่งใด อย่าคิดอะไรให้เสียเวลานอกจากธรรม อย่าเป็นอารมณ์กับผู้หนึ่งผู้ใดอาหารปัจจัยใดๆ จงอยู่โดยลำพังของบุคคลผู้เดียว มีสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรเป็นธรรมพึ่งเป็นพึ่งตาย

อยู่ด้วยนักภาวนา ไม่คิดส่ายแส่วุ่นวายไปกับสิ่งภายนอก ซึ่งจะเป็นการสั่งสมกิเลสขึ้นภายในใจ แต่คิดเฉพาะอารมณ์แห่งธรรมล้วนๆ ซึ่งจะเป็นเครื่องแก้กิเลสมลทินภายในใจให้ค่อยหมดไปโดยลำดับ นี่อัปปิจฉตาคือความมักน้อย ไม่ยุ่งกับอะไร ถัดลงมาก็ สันตุฏฐี คือความสันโดษในสิ่งที่เกิดที่มีเพียงเท่านั้น ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ไม่ขอไม่กวนใคร นี่เป็นธรรมที่ลดหย่อนลงมากว่าอัปปิจฉตา ถึงจะมากกว่านั้นก็ตามแต่ก็ไม่รบกวนใคร ยินดีเท่าที่มีเท่านั้น ไม่เสาะไม่แสวงหา บริโภคใช้สอยตามที่มีที่เกิดกับตน

จากนั้นก็ วิเวกตา ที่ใดเป็นที่สงัดงบเงียบที่จะประกอบความพากเพียร ด้วยความสะดวกสบายหายห่วงหายกังวล ก็เที่ยวเสาะแสวงหาอยู่ในสถานที่เช่นนั้น คือเป็นผู้ชอบวิเวกสงัดอยู่ตลอดเวลา

อสังสัคคณิกา ไม่คลุกคลีกับผู้ใด ไม่ว่าเพื่อนฝูงเดียวกันและประชาชน อันหาเหตุหาผลไม่ได้ มีความหนักแน่นอยู่กับความเพียรตลอดเวลา เรื่องความเพียรนี้เป็นพื้น ไม่ว่าจะเป็นท่าใดต้องเป็นท่าความเพียรเป็นพื้น มีความหมายมั่นปั้นมืออยู่กับความเพียรเพื่อชำระกิเลสโดยถ่ายเดียว ไม่ให้ขาดทุนสูญดอกในอิริยาบถใดๆ ธรรมเหล่านี้ฟังให้ดี

วิริยารัมภา มีความเพียรเป็นพื้นฐานของจิตใจอยู่โดยสม่ำเสมอไม่ว่าจะอิริยาบถใด ความเพียรจะหมายถึงอะไร ที่เป็นคู่เคียงหรือเป็นผู้บังคับบัญชาความเพียรให้ก้าวเดิน เพื่อเป็นผลขึ้นมาหรือเป็นผลขึ้นมาโดยลำดับ ถ้าไม่ใช่สติถ้าไม่ใช่ปัญญาซึ่งเป็นธรรมจำเป็นอย่างยิ่งนี้

สติจึงเป็นพื้นฐานอันสำคัญมากสำหรับผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ไม่มีอะไรที่ยิ่งไปกว่าสติ ในขั้นเริ่มแรกนี้สติเป็นสำคัญมากทีเดียว ต่อไปเรื่องสตินี้ไม่ต้องพูดว่าจะไม่สำคัญ แต่เรื่องตั้งรากตั้งฐานทีแรกนี้สติต้องออกหน้าออกตาทีเดียว ต่อไปสติทำงานด้วยความรู้จักหน้าที่ของตน จนกลายเป็นสติอัตโนมัติไปแล้วนั้นเป็นอีกประเภทหนึ่ง ปัญญาก็ต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองเสมอ เพราะเราอยู่กับโลก มีความสัมผัสสัมพันธ์กันกับโลก ระหว่างโลกกับเรานี้มีเครื่องรับกันอยู่ตลอดเวลา ตา หู จมูก ลิ้น กายของเราไม่เพื่อรับโลกจะไปรับอะไร นี่ก็ต้องได้ใช้ปัญญา ควรสัมผัสไม่ควรสัมผัส ควรดูควรฟังหรือไม่ควรดูควรฟัง ต้องได้ใช้สติปัญญาเสมอ เฉพาะอย่างยิ่งความหลบหลีกปลีกตัวตลอดเวลาจากภัยทั้งหลายเหล่านี้แล เป็นความชอบธรรมของผู้ปฏิบัติ ท่านจึงสอนให้ไปอยู่ในที่วิเวกสงัด

ศีลก็เหมือนกัน ศีลก็อยู่กับสติ ผู้รักธรรมย่อมรักศีล ผู้มุ่งในธรรมมากน้อยเพียงไร ศีลนี้ก็ต้องเป็นคู่ลมหายใจไปเลยขาดไม่ได้ ด่างพร้อยไม่ได้ นี่เป็นอีกข้อหนึ่งๆ

สมาธิ ทำให้เกิดให้มีให้สงบ สมาธิเป็นเครื่องหักห้ามกระแสของจิตที่คิดไปในที่ต่างๆ หาประมาณไม่ได้ ก่อแต่ไฟเผาตัว ถ้าไม่มีสมาธิแล้วจะหาความสงบไม่ได้พระเรา จึงต้องได้ประกอบความพากเพียรเพื่อจิตให้สงบจนได้ จิตจะสงบด้วยวิธีการใด จะตั้งแต่สติเฉยๆ ไม่มีเครื่องช่วยก็ตั้งไม่ได้ ไม่ใช่คุยมันเคยมาแล้ว ตั้งสติล้มผล็อยๆ จนน้ำตาร่วง นี่เคยพูดให้หมู่เพื่อนฟังไม่รู้กี่ครั้งกี่หน จึงต้องได้ใช้อุบายหลายด้านหลายทางมาฝึกทรมานใจ ทำวิธีไหนก็ไม่ได้เรื่อง เดินจงกรมนานๆ ก็ยังไม่ได้เรื่อง อดนอนก็ไม่ได้เรื่อง อดไปๆ เลยทื่อไปหมด สมองหรือร่างกายของเราทุกส่วนกลายเป็นเรื่องทื่อไปหมด สติปัญญาก็ไม่มี นี่ไม่ได้ผลก็รู้ สุดท้ายจึงมาลงที่อดอาหาร เห็นชัด นี่แลเครื่องช่วย

ไม่ใช่เราฆ่ากิเลสด้วยการอดอาหาร อันนี้เป็นเครื่องหนุน เครื่องช่วยสติปัญญาของเราให้เด่นขึ้นมาโดยลำดับ ไม่มีเครื่องหนุนมันไปไม่ได้ เพราะกำลังของธาตุขันธ์อันเป็นเครื่องเสริมกิเลสมีมาก มันตีล้มไปหมดเลย สติปัญญาไม่มีความหมาย พอตั้งพับล้มไปพร้อมๆ เลย เมื่อมีเครื่องช่วยก็ตั้งได้ๆ ก็รู้ขึ้นมาเลยว่า อ๋อ คำว่าสติเป็นอย่างนี้ คือสติอยู่กับตัวๆ ไม่ตกไปอย่างรวดเร็วดังแต่ก่อน นานไปก็ติดต่อสืบเนื่องกันไปโดยลำดับๆ ก็เพราะอดอาหารนี่แล รู้แล้วที่นี่ จับเงื่อนนั้นไว้ไม่ปล่อยวาง

เพราะฉะนั้น ความอดอยากขาดแคลนประการใด ความทุกข์ความยากลำบากมีขนาดไหนก็ทราบและต้องทำ ใจนั้นไม่อยากทำไม่อยากทุกข์ แต่จำเป็นต้องได้ทำได้ทุกข์เพราะทางผ่านไปตรงนั้น ที่จะให้เกิดประโยชน์แก่ตนก็ต้องได้ทำ ปัญญาพิจารณาอะไรก็พอเป็นช่องเป็นทาง

สมาธินี้ก็เหมือนกัน ต้องได้อาศัยวิธีเหล่านี้เป็นเครื่องช่วย เพราะฉะนั้นจึงได้เตือนหมู่เพื่อนเสมอ เดินไปไหนไม่มีสติสตังเหมือนหลับหูหลับตาไปจะหมายถึงอะไร ถ้าไม่หมายถึงสตินี้เป็นสำคัญน่ะ ใครก็ลืมตาด้วยกันทุกคน ไม่ได้มีคนหลับตาพระหลับตาในวัดนี้ เดินไปตามถนนหนทางไปในที่ต่างๆ ลืมตาไปทั้งนั้น ทำไมจึงพูดว่าหลับตาไป นั่นก็คือสติไม่มีอยู่กับตัวถึงได้เป็นอย่างนั้น เซ่อๆ ซ่าๆ มองดูแล้วเหมือนบ้า เห็นอยู่นี่จะว่ายังไง ไม่ใช่หาเรื่องใส่หมู่เพื่อน ก็เป็นครูเป็นอาจารย์สอนหมู่สอนเพื่อนเพื่อความดิบความดี แล้วมาหาเรื่องใส่กันหาอะไร ก็เมื่อเป็นอย่างนั้นจะให้ว่ายังไง ฉะนั้น การภาวนาจึงไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร

เราเป็นครูเป็นอาจารย์สอนเพื่อดิบเพื่อดีกว่านี้ ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงมาขวางหน้าขวางตา ทิ่มลูกตาอยู่ไม่เว้นแต่ละเวลาขณะที่สัมผัสแต่ละรายๆ เวลาพูดกิริยาท่าทางอะไรๆ มันแสดงออกมาก่อน เป็นเรื่องของกิเลสออกมาทิ่มตาจนได้ๆ เจ้าของไม่รู้ยังสบายๆ อยู่เลย ไม่ทราบว่าสบายแบบไหน ดังที่พูดเมื่อเช้านี้ก็ไม่ทราบได้ สบายแบบที่เขาจูงไปกัดหญ้าไปกินไปเรื่อย ไม่ทราบเลยว่าเขาจะจูงไปสู่ที่ฆ่า เหมือนควายตัวหนึ่ง นี่กิเลสมันจูงพระเณรวัดป่าบ้านตาดไปทำลายไปสังหารไปฆ่าไปขึ้นเขียง ก็เป็นอย่างจูงพวกเราทั้งหลายที่ไม่มีสติอยู่เวลานี้เอง

นี่พูดถึงขั้นสมาธิก็ต้องมีอุบายมีสติช่วย อะไรก็ตามถ้ามีสติอยู่กับตัวแล้ว จิตมันจะคึกคะนองเหมือนม้าตัวผาดโผนก็เถอะ จะพ้นสติไปไม่ได้ เมื่อสติจับติดแล้วต้องอยู่ อันนี้สติตั้งพับตกหายไปๆ เอาอะไรมาสงบ สติตั้งไม่ได้ตั้งไม่ติดจิตจะหาความสงบได้ที่ไหน มันก็แสดงฤทธิ์ได้อย่างผาดอย่างโผนเต็มกำลังของมันนั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงต้องได้อาศัยสติปัญญา หาอุบายวิธีการบังคับให้จิตลงสู่ความสงบให้ได้

จิตทำไมจะสงบไม่ได้ ตั้งแต่เราภาวนามานี้กี่วันกี่เดือนแล้ว ทำไมมันสงบไม่ได้จิตนี้น่ะ หาอุบายฝึกทรมานให้ได้ เพราะใจเป็นสิ่งที่ทำให้สงบได้นี่ แต่นี้อุบายไม่ถูกอุบายไม่มีหรือไม่สนใจในอุบายก็ทราบไม่ได้มันจึงไม่สงบ ถ้าจิตสงบแล้วก็มีที่พักที่อยู่ที่อาศัยมีที่ปลงวางทุกข์ลงได้บ้าง ถ้าเดินทางก็มีร่มไม้ชายคาพอพักผ่อน มีน้ำมีท่าพอดื่มพออาบพอสบายหายเหนื่อย ถ้าจิตมีสมาธิความสงบบ้าง ก็มีความสบายพอพักผ่อนอารมณ์ได้ นี่ก็เป็นข้อหนึ่งของสมาธิ ไม่จำเป็นต้องอธิบายไปหลายขั้นของสมาธิ จากนั้นก็ปัญญา ถ้ามีสมาธิแล้วเราจะคิดอ่านทางด้านปัญญาก็พอคิดพออ่าน เพราะต้นทุนมีแล้ว จิตใจอิ่มต่ออารมณ์ของโลก จิตสงบอยู่จำเพาะตัว มีความสงบสบายอยู่ในขั้นนี้ และเพลินในความสงบ ไม่อยากทำการทำงานด้วยปัญญาที่จะให้เกิดผลประโยชน์ละเอียดยิ่งกว่านี้ขึ้นไปเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องมีครูมีอาจารย์แนะนำสั่งสอนให้ออกทางด้านปัญญา ให้พาทำงานทางด้านปัญญาเพื่อธรรมขั้นสูงกว่านี้ไปโดยลำดับ

การทำงานทางด้านปัญญาก็เหมือนกับงานทางโลกเขานั่นเอง ต้องได้ใช้กิริยาของจิต ใช้กำลังวังชาจากสมาธิจิต ใช้กำลังวังชาคิดค้นทางด้านปัญญา จึงเรียกว่าทำงาน แต่ก็รู้สึกเป็นความลำบากต่อความสงบ ไม่อยากทำงานด้านปัญญา จิตมักวิ่งเข้ามาสู่สมาธิเสีย จึงต้องได้บังคับ จิตขั้นสมาธินี้ให้ไปที่อื่นไม่ไป นอกจากคอยจะวิ่งเข้าสู่ความสงบอย่างเดียวไม่ต้องทำงานเท่านั้น ท่านจึงสอนว่า สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาที่สมาธิเป็นเครื่องหนุนหรือบำรุงแล้วย่อมเดินได้คล่องตัว นี่แปลทางภาคปฏิบัติ ให้เห็นในหัวใจของผู้ปฏิบัติเอง แปลแบบเป็นหนอนแทะกระดาษอยู่เฉยๆ ไม่สนใจแก้กิเลส เอาอะไรมาเป็นประโยชน์ นี่แปลเพื่อแก้กิเลสจะผิดไปไหน

เมื่อสมาธิเป็นเครื่องหนุนแล้ว ปัญญาย่อมเดินคล่องตัว เดินสะดวกสบาย พิจารณาอะไรก็ได้เป็นชิ้นเป็นอัน ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตเมื่อมีปัญญาซักฟอกแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นั่นละปัญญาเป็นผู้ซักผู้ฟอก เป็นผู้ถอดผู้ถอนกิเลสให้สิ้นไปจากใจไม่มีอะไรเหลือเพราะปัญญานี้ทั้งนั้น แล้วก็หลุดพ้นจากกิเลสโดยชอบ คือไม่ผิด ไม่ได้หลุดพ้นจากกิเลสโดยผิดๆ พลาดๆ ไป แต่พ้นโดยชอบ สมฺมเทว นั่น อาสเวหิ วิมุจฺจติ ย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายโดยชอบ นี่ปัญญาท่านแสดงไว้ในสัลเลขธรรม

จากนั้นก็ถึงขั้นวิมุตติ เมื่อมีปัญญาแก่กล้าสามารถแล้วกับวิมุตติจะสืบเนื่องไปโดยลำดับ จนกระทั่งถึงวิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ นั่น ๑๐ ข้อแล้ว ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้ว ยังมีญาณรู้อีกว่าหลุดพ้นแล้ว ท่านเรียกว่าญาณทัสสนะ ความรู้แจ้งเห็นชัดในความหลุดพ้นของตนซึ่งเกิดขึ้นในขณะเดียวกันนั้นแล ไม่ใช่หลังจากนี้แล้วจึงจะไปหาวิมุตติญาณทัสสนะมาคนละเวลา พอเกิดขึ้นพับก็รู้ทันทีๆ หลุดพ้นแล้วก็รู้ในขณะนั้น แต่เป็นคนละอย่าง เราจะพูดเป็นอย่างเดียวกันไม่ได้ท่านจึงสอนไว้อย่างนั้น ใครจะละเอียดยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าล่ะ ท่านจึงแยก เช่นอย่างมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ พูดถึงอรหัตผลก็ถึงนิพพานแล้ว จะพูดนิพพานไว้ทำไม มันหากมีกิริยาอันหนึ่งอยู่ในนั้นที่ท่านจำต้องพูด เพราะท่านละเอียดลออสุดยอดของจอมปราชญ์ พวกเรามันหลับตาฟัง หลับตาประพฤติปฏิบัติจะไปรู้เรื่องรู้ราวอะไร นอกจากหลับตาคัดค้านเสียอีก

นี่ละธรรมเป็นภาคพื้นของผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ท่านไม่นำเรื่องบ้านเรื่องเมืองเรื่องได้เรื่องเสีย เรื่องซื้อเรื่องขาย เรื่องเงินเรื่องทองอะไรเข้ามายุ่งกับวงปฏิบัติเลย มีแต่เรื่องธรรมล้วนๆ พอเจอกันเป็นยังไง ไปอยู่ที่นั่นเป็นยังไง สบายไหมสะดวกไหม หมายถึงภาวนาแล้วนั่น ภาวนาเป็นยังไง ได้เหตุได้ผลอะไรบ้าง แม้แต่พระท่านสนทนากันท่านก็สนทนาอย่างนั้น พระพุทธเจ้ารับสั่งก็เป็นอย่างนั้น ไปอยู่ที่นั่นเป็นยังไง อยู่ที่นี่เป็นยังไง แล้วไป-ไปอยู่ที่นั่น เอ้าไป-ไปอยู่ที่นี่ มีแต่ไล่เข้าป่าเข้าเขาเข้าที่สงบงบเงียบ เพื่อจะฆ่ากิเลสโดยถ่ายเดียวเท่านั้น นี้แลพระพุทธเจ้าท่านสอนภิกษุบริษัทท่านสอนอย่างนี้

ผมก็พยายามดึงออกมาให้หมู่ให้เพื่อนได้ยินได้ฟังได้พินิจพิจารณา ไม่ใช่เอาออกมาแบบด้นๆ เดาๆ เอามาจริงๆ เจ้าของก็ได้เรียนจริงๆ เสาะแสวงจริงๆ หาสาระจากธรรมทั้งหลายเหล่านั้นจริงๆ แล้วก็มาปฏิบัติจริงๆ แบบเอาเป็นเอาตายกันจริงๆ จึงพูดกับหมู่กับเพื่อนด้วยความไม่สะทกสะท้าน ใครจะว่าบ้าก็ว่าไป ได้เรียนมาอย่างนี้เห็นมาอย่างนี้ ได้ปฏิบัติตามอย่างนั้นๆ ผลจะได้มากน้อยเพียงไรเป็นเรื่องกรรมของแต่ละคน ดังที่ได้มาแสดงให้ฟังนี้พิจารณาซิ นี่แลทางของท่านดำเนิน

ศาสนาเจริญจะเจริญด้วยธรรมเหล่านี้กับพระเรา ถ้าไม่มีธรรมเหล่านี้แล้วหาความเจริญไม่ได้พระเรา มีแต่ผ้าเหลืองเต็มไปหมด ในวัดก็ตามตามร้านตลาดก็ตาม ไม่เป็นของแปลกประหลาดอันใดเลย ถ้าข้อวัตรปฏิบัติหรือธรรมเหล่านี้ไม่มีอยู่กับกิริยามารยาทและหัวใจของพระแล้ว ยังไงศาสนาก็ฉิบหายวายปวงไปได้ทั้งๆ ที่ภูมิใจอยู่นั้นว่าเราเป็นพระธุดงคกรรมฐาน เวลานี้เป็นยังไงพวกเรา ธรรมที่พูดมาเหล่านี้มีอยู่ในกายกับใจของเราบ้างไหม ธรรมเหล่านี้ได้สัมผัสสัมพันธ์หัวใจของพวกเราบ้างไหม

อย่าไปยุ่งกับคนอื่น อย่าไปพูดถึงเรื่องคนอื่นคนใด เรามาปฏิบัติเพื่อธรรม กิเลสอยู่กับเรา ธรรมอยู่กับเรา แก้อยู่ที่หัวใจเรา ไม่ต้องไปยุ่งกับใครแหละ ผ้าเหลืองๆ ก็ผ้าพวกเรานี่ เกลื่อนอยู่ในวัดในวานี้จะไปเกลื่อนที่ไหน เกลื่อนอยู่กับพระกับเณรเรา ถ้าพระเณรเราเหลวไหลก็จะเหลวไหลอยู่ที่นี่แล ศาสนาก็เสื่อมอยู่ที่เรา ทั้งที่เจ้าของภูมิใจว่าเราเป็นพระกรรมฐานนั่นแล ศาสนาจะเสื่อมที่ไหน ถ้าเราไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติก็เสื่อมอยู่ที่นี่ แบกกองทุกข์อยู่ที่ตัวเรานี่เอง

นี่ได้พยายามสอนหมู่สอนเพื่อนมาโดยลำดับลำดา พยายามดึงออกมาถอดออกมา ตรงไหนที่จะเป็นคติแก่หมู่แก่เพื่อนพยายามดึงออกมา แล้วก็ยิ่งมาถึงระยะนี้ด้วยแล้ว ทำให้เป็นความห่วงใยหรือเป็นกังวลกับหมู่กับเพื่อนมากเข้า เพราะเจ้าของทำหน้าที่ไม่ได้เหมือนแต่ก่อน อยู่ลำพังเท่านั้นก็พอแล้วเวลานี้ ตามปกติแล้วต้องอยู่อย่างนั้น ทรงธาตุทรงขันธ์อยู่พอดิบพอดีไม่ยุ่งอะไรกับใครเลย

บิณฑบาตมาแล้วถ้าให้เป็นตามอัธยาศัยนะ บิณฑบาต ๒-๓ รายเท่านั้นมาจัดปุ๊บปั๊บๆ ฉันเสร็จแล้วหนีเงียบ จะเข้าป่าเข้าที่ไหนก็เข้าไปแหละ นี่ในฐานะที่อยู่กับหมู่เพื่อนก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้น แต่มันเป็นไปไม่ได้ ตามอัธยาศัยจริงๆ ก็หลีกหนีไปนานแล้วนะ ไม่อยู่ ที่ไหนเป็นป่าเป็นเขา ที่ไหนมีบ้านมีเรือนไม่กี่หลังคาเรือน พออาศัยเขาเท่านั้นพอแล้วๆ เหมาะแล้วกับตัวเอง กับความเป็นอยู่ของธาตุขันธ์ พอถึงเวลาที่จะจากกันระหว่างจิตกับขันธ์นี้ก็ไปเลยอย่างสบาย

อันนี้ก็หัวใจโลก หัวใจโลกหัวใจเราก็เอามาเทียบมาเคียงกัน จึงได้ทนถูไถไปมาอยู่อย่างนี้ หนักมากน้อยเพียงไรก็ทน นอกจากจะทนไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องบอกว่าทนไม่ไหว ก็ต้องพักผ่อน ถ้าพอถูไถได้ก็ต้องถูไถอย่างที่ว่ามานี้ เพราะเทียบหัวใจท่านหัวใจเราหัวใจโลกหัวใจเรามันเหมือนกัน ใครก็ต้องเสาะแสวงหาที่เกาะที่พึ่งพิงเป็นธรรมดาไม่ว่าท่านว่าเรา แม้เราเองก็เคยพูดแล้ว ที่เสาะแสวงหาครูบาอาจารย์นี้ไม่รู้กี่ครูกี่อาจารย์ ถ้าไม่แนบสนิทในใจมันก็ไม่ลงใจคนเรา ไม่ว่าท่านว่าเรานี่ จึงได้ถูไถไปอย่างนั้นเอง

เพราะฉะนั้น ขอให้หมู่เพื่อนได้ประพฤติตนปฏิบัติตนเต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่าสงสัยอะไรในโลกนี้ว่าจะมีวิเศษวิโสไปกว่าแดนสมมุตินี้ ฟังแต่ว่าแดนสมมุติ แดนวัฏจักรกองทุกข์อยู่ที่นี่ทั้งหมด ไม่เคยได้ยินว่ากองทุกข์มีอยู่ในพระนิพพาน ผู้สิ้นจากแดนสมมุติคือถึงวิมุตติแล้ว นี้เป็นแดนสมมุติทั้งนั้นสงสัยไปหาอะไร การได้เห็นได้ยินได้ฟังได้สัมผัสสัมพันธ์มา เฉพาะในชาตินี้ตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งบัดนี้ มีอะไรเป็นของแปลกประหลาดในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา กับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสทั้งหลายที่มาสัมผัสสัมพันธ์อยู่เวลานี้ มีอะไรเป็นของแปลกประหลาดบ้าง

ก็ของเก่านั่นแหละ ความปรุงแต่งก็คือสังขารอันเก่า สัญญาอันเก่า ปรุงนั้นหมายนี้ ตั้งขั้นมาปรุงขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ หลอกเจ้าของสดๆ ร้อนๆ แล้วก็เป็นบ้าไปกับสัญญา สังขาร ก็คือขันธ์ ๕ นี้แหละ เมื่อมีเชื้อของมันอยู่ภายใน มันไม่มีแต่ขันธ์ ๕ ละซิ ขันธ์ ๕ เลยเป็นเครื่องใช้ของกิเลสตัวสำคัญๆ เพราะฉะนั้น หมุนไปไหนจึงหลงจึงเป็นกิเลสไปเรื่อยๆ เมื่อตัวสำคัญมันพังลงไปแล้วมีแต่ขันธ์ล้วนๆ ก็เคยพูดแล้วว่าก็เหมือนอย่างหางจิ้งเหลนขาด มันดิ้นอยู่เฉยๆ ไม่มีความหมาย เราเคยเห็นไหมหางจิ้งเหลนขาด เวลามันไปกระทบกระเทือนอะไรนี้หางมันขาด ตัวของมันวิ่งหนีไปแล้ว แต่หางมันกระดุกกระดิกๆ ของมันอยู่ในที่นั้น แล้วมีความหมายอะไรกับหางที่กระดุกกระดิกๆ อยู่นั้น ไม่มีเลย

นี่ก็เหมือนกันเรื่องขันธ์ก็เป็นอย่างนั้น เมื่อตัวใหญ่คือตัวสำคัญได้แก่กิเลสพังไปหมดแล้ว ก็มีแต่ขันธ์นั่นทำงานของมันดุ๊กดิ๊กๆ ไม่เห็นมีความหมายอะไรเลย แต่เวลามีตัวนั้นขึ้นมาซี ตัวนั้นเป็นผู้หนุนออกมานี้ โอ้โฮ แหลกเลยนะ ว่าอะไรเป็นอันนั้นจริงๆ จริงไม่จริงก็ตาม มันหากเสกขึ้นมา เสกขึ้นมาอันนั้นดีอย่างนั้น อันนี้ดีอย่างนี้ อันนั้นสวยอันนี้งาม เหมือนจะเลยฟ้าเลยสวรรค์เลยพรหมโลกไปโน้น ความดีความเด่นของสิ่งทั้งหลายที่มันเสกสรรปั้นยอขึ้นมา หลอกพวกตาฝ้าตาฟางตาบอดทั้งหลายนี้ มันเป็นอย่างนั้นนะ

พอธรรมชาตินั้นพังลงไปแล้วอะไรมาเสก ก็คิดก็ปรุงไปตามธรรมชาติธรรมดาของธาตุของขันธ์ยิบแย็บๆ ไปเท่านั้น หมดไปๆ ปรุงขึ้นเท่าไรก็ดับ ก็เหมือนกับหางจิ้งเหลนขาดนั่นแหละดูเอา ใครยังไม่เคยเห็นเรอะหางจิ้งเหลนขาดเป็นยังไงดุกดิกๆ ไม่มีความหมายในหางมันน่ะ อันนี้ขันธ์ก็ไม่มีความหมายในตัวเอง เมื่อไม่มีใครเข้ามาเป็นเจ้าของเสียอย่างเดียวเท่านั้น คำว่าเจ้าของในสถานที่นี่ คือเจ้าของที่เป็นฝ่ายสมุทัยนะ ได้แก่กิเลส ขันธ์นี้เป็นเครื่องมืออย่างดีทีเดียว

ทีนี้พอตัวสมุทัยได้แก่กิเลสพังไปแล้วไม่มีเจ้าของ ธรรมเป็นเจ้าของท่านไม่ยึด ท่านไม่ถือนี่ ท่านไม่ได้ถือว่าเป็นเจ้าของอยู่ด้วยซ้ำไป หากใช้ขันธ์นี้เวลาอยู่ด้วยกัน อย่างพระพุทธเจ้าพระสาวกอรหัตอรหันต์ท่านสิ้นกิเลสหมดแล้ว ไม่มีอะไรยึดว่าเป็นเราเป็นของเราแล้ว ท่านก็ใช้ขันธ์นั้นแหละทำประโยชน์ให้แก่โลก พระพุทธเจ้าประกาศสอนธรรมมาตั้ง ๔๕ ปี ก็เอาขันธ์นั้นแหละใช้ พระสาวกทั้งหลายเหมือนกัน แนะนำสั่งสอนไม่เอาขันธ์แนะนำ ไม่เอาขันธ์ใช้จะเอาอะไรใช้

นี่ท่านก็ใช้ขันธ์นั้นแหละ แต่ท่านไม่ยึดไม่ถือ ไม่เหมือนกิเลสที่เป็นเจ้าของ ทั้งยึดทั้งถือทั้งหลอกทั้งลวงต้มตุ๋นทุกแง่ทุกมุม ไม่มีคำว่าจืดจางในการต้มตุ๋นก็ดี ผู้เชื่อก็ไม่มีความจืดจาง หลงเป็นบ้าไปตลอดเลย นี่ถึงบอกว่าวัฏวน คือวนอยู่ตลอดอย่างนี้ ของเก่านั่นแหละ แต่ไม่ได้สะดุดใจบ้างเลยว่านี้เป็นของเก่านะนี่ เช่นคำดุคำด่าว่ากล่าว คำสรรเสริญนินทาเหล่านี้ เอส ธมฺโม สนนฺตโน ธรรมท่านก็บอกไว้แล้วว่า เหล่านี้เป็นของเก่า เป็นธรรมที่เคยมีมาแล้วแต่ดั้งเดิมนะ อย่าหลง แต่เราก็ยังหลงจนได้จะว่าไง นี่โง่ไหมพวกเรา

นี่พูดถึงเรื่องธาตุเรื่องขันธ์มันเกิดขึ้นจากนี้แหละ มันปรุงขึ้นมาแต่งขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ เหมือนเกิดมาเพิ่งมาเจอเอาเดี๋ยวนี้ๆ จึงตื่นจึงเต้นวุ่นไปหมด ตื่นทางรัก ก็รักจนเป็นบ้าลืมเนื้อลืมตัว ตื่นทางชังก็ชังจนลืมเนื้อลืมตัว มีแต่เรื่องจมๆ ไปด้วยกันหมดแต่มันก็ไม่รู้ อันนี้มันเคยเกิดมาตั้งแต่เมื่อไร เรื่องรักเรื่องชังเรื่องความปรุงความแต่งความหลอกหลอน หรือต้มตุ๋นเหล่านี้ มันก็ออกมาจากขันธ์ ขันธ์ก็ออกมาจาก อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เป็นตัวสำคัญ ที่ไหนไม่เป็น นั่นคือเจ้าของใหญ่โตที่สุดคือตัวนั้น เมื่ออันนั้นพังลงไปหมดแล้วจะมีอะไร ขันธ์ก็เพียงเท่านั้น ยิบแย็บๆ

พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านท่านอยู่เท่านั้นท่านพอแล้ว เพราะท่านถึงความพอ ธรรมมีความพอ แม้แต่สมาธิยังพอได้ เมื่อเต็มภูมิแล้วจะทำให้ยิ่งกว่านั้นไม่ยิ่ง อยู่แค่นั้น  ปัญญาก็เหมือนกัน เมื่อถึงขั้นวิมุตติหลุดพ้นไม่มีอะไรเหลือแล้ว ปัญญาก็พอ หามาใช้อะไรอีก จิตก็พอ หาอะไรอีก นั่นธรรมมีเมืองพอ กิเลสแล้วไม่มีคำว่าพอ จะกี่กัปกี่กัลป์ก็ตาม

เพราะฉะนั้น คำว่าตายจึงอย่าเข้าใจว่ามันจะพอนะ ตายนี้ได้อิ่มจากตัวของเราแล้ว ต่อไปนี้จะไม่ตายอีก เพราะเคยเกิดเคยตายเคยทุกข์เคยยากลำบากมาหลายภพหลายชาติแล้ว ต่อนี้ไปจะอิ่มจะพอจะเต็ม ถ้าเป็นโอ่งก็เต็มโอ่ง ถ้าเป็นถังก็เต็มถังแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเพิ่มอีกแล้ว ความทุกข์ก็พอแล้ว ความเกิดแก่เจ็บตายก็พอแล้ว ไม่มีอะไรจะเพิ่มเติมอีกอย่างนี้ไม่มี เพราะกิเลสมันไม่พอ นั่นฟังซิ เมื่อกิเลสไม่พอ อะไรพาให้เกิดให้ตาย ถ้าไม่ใช่กิเลส เมื่อเป็นเช่นนั้นสิ่งเหล่าจะพอได้ยังไง มันก็ต้องหมุนของมันอยู่อย่างนั้น จึงเรียกว่าวัฏฏะๆ หมุนอยู่ตลอด เราไม่แก้ให้ถึงเมืองพอมันก็ไม่พอ ยังไงๆ ก็ไม่พอ

เรื่องของกิเลสหมุนโลกหมุนหัวใจสัตว์นี้ไม่มีคำว่าพอ จึงต้องเอาธรรมเข้าไปแก้ ถ้าไม่ใช่ธรรมแล้วไม่พอ เกิดเท่าไรก็ไม่พอ ตายเท่าไรก็ไม่พอ ทุกข์เท่าไรก็ไม่พอ ที่เคยผ่านมาแล้วฉันใด ที่จะเป็นไปข้างหน้าก็ฉันนั้น ข้างหลังไม่พอฉันใด ข้างหน้าก็ไม่พอฉันนั้น แม้แต่ปัจจุบันนี้มันยังไม่เห็นพอในตัวของมัน มันหิวมันโหยอยู่ตลอดเวลา ดูปัจจุบันนี้ก็รู้ นักภาวนาต้องรู้ นี่มันสำคัญที่ตรงนี้ เอาให้เห็นซี โห อยากให้หมู่เพื่อนเห็นอยากให้หมู่เพื่อนรู้นี้เต็มหัวใจนะผม ถึงได้อุตส่าห์พยายามแนะนำสั่งสอนหมดภูมิเชียว ไม่มีอะไรเหลือเลย

ความทุกข์ความทรมานทั้งหลายก็ไม่มีอะไรเกินหัวใจ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ ทุกข์ก็ยอมรับว่าทุกข์ แต่ใจทุกข์นี้แหมทุกข์จริงๆ มันจะเอาให้เป็นบ้าเป็นบอไปได้ ถึงเวลามันทุกข์มาก อะไรมันถึงให้ทุกข์มากอย่างนั้น ก็กิเลสนั่นเองพาให้ทุกข์ กิเลสนั่นเองบีบหัวมัน ฟาดให้กิเลสแหลกหมดไม่มีอะไรเหลือภายในใจแล้ว อะไรที่นี่จะเข้ามาเกี่ยวข้องยั่วยวน อะไรจะเข้ามาบีบบังคับหัวใจ ไม่มีเลย ฟังซิว่าไม่มีเลย แล้วทุกข์จะมาจากไหน เพราะทุกข์เป็นผลของกิเลสผลิตขึ้น เมื่อกิเลสสิ้นไปแล้วทุกข์จะมาจากแดนไหนอีก ไม่มา ไม่มี

ในหัวใจของพระอรหันต์ท่านจะเอาอะไรมาเป็นทุกข์ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ยอมรับกัน เพราะธาตุขันธ์นี่เป็นสมมุติ โลกมีฉันใดธาตุขันธ์ของท่านก็มีฉันนั้น โลกเป็นฉันใดท่านก็เป็นฉันนั้น เป็นแต่เพียงว่าซึมซาบหรือไม่ซึมซาบ เข้าถึงใจท่านหรือไม่เท่านั้นเอง พวกหนึ่งเข้าถึงใจ ธาตุขันธ์สมมุติทั้งหลายกับทุกข์ทั้งหลายนี้เข้าถึงหัวใจๆ เป็นอันเดียวกัน ทุกข์มากทุกข์น้อยเพียงไรก็กระเทือนหัวใจมากน้อยเพียงนั้น แต่พระอรหันต์ท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทุกข์มากทุกข์น้อยก็รู้ว่ามันเป็นอยู่ภายในธาตุในขันธ์เท่านั้น จะทำยังไงให้เข้าไปซึมซาบภายในจิตใจท่านนั้นเป็นไปไม่ได้ จึงเรียกว่าอฐานะ อย่างนั้นซีระหว่างวิมุตติกับสมมุติขาดจากกัน ก็ให้มันเห็นอย่างนั้นซี ถ้าต่อกันได้อยู่จะเรียกว่าวิมุตติได้ยังไง แล้วใครจะสนใจมาต่อ ก็เป็นอฐานะแล้ว

ทำให้มันเห็นอย่างนั้นดูซี จิตที่พ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเป็นยังไง กับจิตที่ถูกบีบบังคับอยู่ตลอดเวลาเป็นยังไง ความเพียรของเรานี้ก็เพื่อจะสลัดปัดสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ที่บีบบังคับหัวใจนี้ออกโดยลำดับลำดาและเบาลงไปๆ สมาธิช่วยทางหนึ่งขนออกทางหนึ่ง ปัญญาช่วยอีกทางหนึ่งขนออกทางหนึ่ง ขนออกไปๆ จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือ สังหารไปหมดก็ถูก จากนั้นแล้วเป็นอะไร ก็เป็นวิมุตติ

เมื่อเป็นวิมุตติแล้วก็หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง แล้วมีอะไรเป็นปัญหา ความเพียรที่ทุ่มมาแทบเป็นแทบตายนั้นก็มายุติกันตรงนั้น พอถึงนั้นแล้วก็หมด เรื่องทุกข์ทรมานเพราะการประกอบความพากเพียรทั้งหลายหมด ลงกิเลสได้หมดเสียอย่างเดียวทุกสิ่งทุกอย่างหมดไปตามๆ กัน ความทุกข์นี่มาจากไหน ก็บอกได้ว่ามาจากกิเลสนั่นเอง จะมาจากธรรมที่ไหนได้ ธรรมท่านไม่ทำใครให้เป็นทุกข์ กิเลสมีมากมีน้อยต้องได้เป็นความทุกข์ความทรมานในการต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกัน เมื่อกิเลสเบาลงไปๆ จนกระทั่งหมดจะเอาอะไรมาเป็นทุกข์ ความเพียรเพื่ออะไรก็หมด ให้ได้เห็นประจักษ์ในหัวใจเจ้าของซิ

ธรรมะพระพุทธเจ้านี้สดๆ ร้อนๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนะ แต่สำคัญที่กิเลสมันทุบมันต่อยหัวใจเรานั่นซี มันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนเป็นเรื่องของกิเลสนะ ไม่ได้เปลี่ยนเป็นเรื่องของธรรม มันเปลี่ยนไปร้อยสันพันคม มีแต่เปลี่ยนเพื่อกิเลสๆ ทั้งหมดนี่ซิเราไม่ทันมัน สุดท้ายธรรมก็ห่างเหินไปๆ จนกระทั่งธรรมไม่มี มรรคผลนิพพานไม่มีไปแล้วโน่นน่ะเห็นไหม กิเลสมันตีออกๆ ห่างออกๆ ไล่ลงไปกลางมหาสมุทรมหาสมมุติมหานิยมวัฏจักรนั่นซี มันไม่ได้ไล่ขึ้นฝั่ง นี่สำคัญมันน่าทุเรศจริงๆนะ

ทั้งๆ ที่ธรรมก็เรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วๆ ชอบก็คือฆ่ากิเลสได้นั่นเองจะเป็นอะไรไป พระพุทธเจ้าเคยฆ่าฉันใด สาวกท่านเคยฆ่าฉันใดด้วยธรรมเหล่านี้ ผู้ปฏิบัติก็ฆ่าได้ด้วยธรรมเหล่านี้เหมือนกัน ไม่มีอะไรผิดแปลกจากกันเลย นี่เราพูดถึงหลักธรรมชาติสดๆ ร้อนๆ อยู่อย่างนี้ แต่กิเลสมันพลิกมันเปลี่ยนไปร้อยสันพันคมนั่นซี เราไม่ทันกลอุบายของมัน โอ้โห พูดแล้วน่าทุเรศนะ

เอาละพอ วันนี้พูดเพียงเท่านี้ เหนื่อย


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก