มีสติรักษาตัวแล้วจิตไม่วุ่น
วันที่ 12 มิถุนายน 2545 เวลา 7:30 น. ความยาว 19.21 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

มีสติรักษาตัวแล้วจิตไม่วุ่น

เมื่อวานนี้ดอลลาร์ได้ ๒๐ ดอลล์ ทองคำได้ ๑ บาท ตอนเย็นได้อีก ๔ บาท เป็น ๕ บาท เราอ่านชัดเจนแล้วบัญชีดอลลาร์เราได้ ๓๗,๙๐๐ (ทางกรุงเทพ ๓๙,๐๐๐ ) เออ เป็น ๗ หมื่นกว่าเวลานี้ที่อยู่ในบัญชียังไม่ได้มอบเข้าคลังหลวง ดอลลาร์ยังไงคิดว่าจะไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านนะ เวลานี้ ๖ ล้านกว่าแล้ว กว่าทองคำจะถึงจุด ดอลลาร์คิดว่าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านว่างั้นเลยนะ กว่าทองคำจะไปถึงจุดที่หมายของคนไทยทั้งประเทศคือ ๑๐ ตัน เวลานี้กำลังก้าวเข้าสู่ทองคำ ๑๐ ตัน แล้วดอลลาร์ก็ขยับตามกันไป

เวลานี้เงินสดนั้นเรารู้สึกจะหนักไปทางทองคำมากขึ้นทุกวัน เพราะฉะนั้นเงินสดนี้จึงจะหมุนเข้าทองคำเรื่อย ๆ ทางนี้เราก็ช่วย ๆ บางทีทางนี้ก็หนักมาก แต่ดึงให้เบาให้ไปหนักทางทองคำ เราจะให้ได้ทองคำ ๑๐ ตัน เงินสดเราอยู่ทางกรุงเทพก็ ๓๙ ล้าน ทางนี้อย่างน้อยก็ ๑๐ ล้าน ต้องเป็น ๔๙ หรือ ๕๐ ล้าน คิดว่าจะไม่ต่ำกว่า ๕๐ ล้าน บัญชีทางโน้นมากกว่าทางนี้ นี่ก็ค่อนข้างจะหมุนเข้าทางทองคำ จิตใจมันจดจ่ออยู่กับทองคำ ๑๐ ตันนี้ เพื่อศักดิ์ศรีของพี่น้องชาวไทยเรา ที่จะให้โลกได้ทราบกันทั่วถึง เช่นเดียวกันกับที่เมืองไทยเราจะจมเมื่อสามสี่ปีมาแล้วนี้ คนต่างประเทศนี้ถ้าเป็นเราเป็นผู้รับเคราะห์อย่างนั้นแล้ว เรียกว่าหน้าเสียไปหมดเลย เขาจะดูเราด้วยความเมตตาหรือดูถูกเหยียดหยาม ก็เป็นได้ทั้งสองทางตอนที่มันจะจม

เวลานี้ค่อยฟื้นขึ้นมา ๆ แล้ว จนกระทั่งได้ตั้งเป้าหมายขึ้นเวทีว่าจะให้ได้ทองคำ ๑๐ ตัน แต่ก่อนเราก็ยังไม่เคยออกปากพูดนะ แต่เรื่องคิดนี่คิดเต็มกำลังมาตลอดทุกแง่ทุกมุม เราค่อนข้างแน่ใจมากขึ้นทุกวันที่ทองคำจะให้ได้ ๑๐ ตัน แล้วดอลลาร์ยังไงก็ต้องถึง ๑๐ ล้านไม่สงสัย เวลานี้เราไม่ค่อยได้โอนเงินเข้าไว้ในบัญชีโครงการช่วยชาติ เพราะไม่เพียงพอกับการจะโอน คือช่วยทางโน้นทางนี้ ๆ ก็หวุดหวิด ๆ หมด อย่างนั้นนะ จึงไม่มีโอกาสที่จะแยกไปเข้าสู่คลังหลวงเพื่อถอนออกมาซื้อทองคำล้วน ๆ เพราะมองไปทางไหนมันก็จำเป็นรอบด้านจะให้ว่าไง ตำหนิที่ไหนก็คือเมืองไทยทั้งประเทศ ชมที่ไหนคือเมืองไทยทั้งประเทศ บกพร่องขาดเขินหรือสมบูรณ์ก็คือเมืองไทยทั้งประเทศ เราต้องได้ดูรอบอยู่ตลอดเวลา แต่เวลานี้รู้สึกจะหนักทางทองคำมากขึ้นทุกวัน ๆ เพราะฉะนั้นสมบัติที่ไหลเข้ามานี้จึงต้องจ่อใส่ทองคำ ๆ เงินสดจะหมุนเข้าทองคำ

(ลูกศิษย์จากชลบุรีส่งต้นไม้มาให้ปลูกดังนี้ ต้นตะเคียนทอง ยางพารา พยอม มะยมหอม มะค่า ลำดวน กระดังงาไทย ตีนเป็ด กระถิน กระเบา ตะแบก มะขามป้อม หว้า จิก กฤษณา พะยูง) อันนี้เราอาจจะแยกไปทางวัดใหม่เลยนะ คือวัดใหม่นี้ยังไม่มีเลย วัดใหม่ดูว่ายังไม่มีเลย ทางนี้มากขึ้นทุกวัน เรียกว่าเหลือเฟือแล้วว่างั้นเลย เพราะไม้หลายชนิด แต่ละชนิดหลาย ๆ ต้นนะ นี่ก็ปลูกเต็มไปหมดแล้ว จากนั้นก็จะแยกไปทางวัดใหม่ไปปลูก วัดใหม่นี่เป็นวัดดงเช่นเดียวกับนี้ แต่ถูกถากถางปลูกอ้อยเสียหมด กลายเป็นโล่งไปหมดเลย เราซื้อที่นั้นมาตั้งวัด ต้นไม้เหล่านี้ยังไม่ขึ้นนะ เราจึงต้องเอาต้นไม้ที่ได้มานี้ไปปลูกซ่อมเข้าไป จะขึ้นรวดเร็ว เพราะเป็นป่าอยู่แล้ว อันนั้นก็ตั้ง ๓๐๐ ไร่ ไม่ใช่เล่น ดูเหมือนจะกว้างกว่าวัดเราอีกด้วยซ้ำไป

เราซื้อเบื้องต้นร้อยกว่าไร่ สร้างวัดใหม่ขึ้นเลย เพราะแถวนี้ไม่มีวัด ประกอบกับทางโน้นเขาก็อยากได้วัด พอมีผู้มาเสนอขายที่ สถานที่เป็นที่เหมาะสมกับการสร้างวัด เราเลยซื้อไว้ทันทีเลย จำได้แต่ ๓ ล้าน จากนั้นก็ซื้อเพิ่มเรื่อย ๆ ออกทีแรก ๓ ล้าน เนื้อที่มันร้อยกว่าไร่หรือไง จากนั้นมาเราก็บำรุงหมดนะ วัดใหม่จึงเรียกว่าเราสร้างให้หมดก็ไม่ผิด กำแพงรอบวัดเราให้หมด ศาลาทั้งหลังเราให้หมด ส่วนใหญ่คือกำแพงวัดและศาลาใหญ่ที่วัดนั้นเราให้หมด สระใหญ่อีกลูกหนึ่ง กว้างทั้งหมดนับตั้งแต่ขอบสระข้างนอกเข้ามา เรียกว่า ๔ ไร่ เราทำสระไว้สำหรับนกเป็ดน้ำได้มาอาศัย เวลานี้ก็มีอยู่ประปรายไม่ค่อยขาดแหละ มีเล็ก ๆ น้อย ๆ บางทีก็หลาย ๆ ร้อย เพราะมันกว้าง นี่เราก็ทำให้ส่วนใหญ่ ส่วนต้นไม้อะไรเราไม่ได้สนใจ เพราะคิดว่าเมื่อเป็นวัดแล้ว แต่ก่อนมันเป็นป่ามันจะขึ้นเป็นป่าตามเดิม เราคิดว่าอย่างนั้น ทีนี้เมื่อได้ไม้มาอย่างนี้พอที่จะเข้าไปปลูกได้ ก็จะสั่งให้ไปปลูกเสีย

เรายังอิจฉาท่านณรงค์อยู่ ถ้าพวกเราพร้อมเพรียงกันตีเกราะประชุมโดยด่วน พากันไปฆ่าท่านณรงค์แล้วเอามาต้มยำเลี้ยงกัน จะพอกินกันไหม ท่านณรงค์ศพเดียวเราเต็มศาลานี้ เพราะเหตุใด ก็ศาลาทั้งหลังมีแต่ไม้ดี ๆ ทั้งนั้น ของเราเป็นท่าอะไร ศาลาทั้งหลังมีแต่ไม้ดี ๆ เขาสั่งมาจากทางเวียงจันทน์ พม่า แล้วเราก็ไปคว้าเอาต้นตะเคียน ๒ ต้นจากบ้านนาแค อยู่ทาง อ.น้ำโสม นั่นเขาก็ถวายที่เป็นวัด เราก็เลยให้พระอยู่นั่น เวลานี้อยู่นั่น แล้วเราขอไม้ตะเคียนมา ๒ ต้นมาสร้างศาลาหลังนี้ ตะเคียน ๒ ต้น ต้นใหญ่ ๆ เสียด้วยไม่ใช่เล่น เอามาหมดเลย เลื่อยด้วยเครื่องจักรเครื่องยนต์เรียบวุธ เข้านี้หมด แล้วไม้ประดู่ต้นใหญ่ ๆ เขาถวายข้างวัดมี ก็เอาไปเป็นคานหมดเลย ของดีทั้งนั้น ไม้มาจากเวียงจันทน์ก็ดีทั้งนั้น พวกไม้ตะเคียนล้วน ๆ แล้วบ้านนาแค ตะเคียน ๒ ต้นก็ให้ทั้งหมดเลย

จึงเรียกว่าศาลาหลังนี้ดีเยี่ยมกว่าหลังของเราเป็นไหน ๆ มีแต่ไม้อย่างเนื้อดี ๆ ไม้เนื้อแข็งทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราจึงโมโหไม่ถอย ฆ่าเป็นคู่เคียงกันกับบ้านแวง สงฺกลิฏฺเฐ กับวัดใหม่นี้ ฆ่าต้มยำคงจะพอกินกันมั้ง อันนี้เราสร้างให้หมด วัดใหม่ที่ส่วนใหญ่ ๆ เราให้หมดเลย จากนั้นก็มีแต่ต้นไม้เป็นพุ่มเป็นอะไร เครือเขาเถาวัลย์ปกคลุมมาก ถ้าตัดเครือเขาเถาวัลย์ออกแล้วต้นไม้ก็จะขึ้น เวลานี้มันปกคลุมอยู่ ต่อไปมันก็จะเป็นดงเหมือนกัน ให้เป็นคู่นี้ หากว่ามีคนมามากจะไปพักที่ศาลาวัดใหม่ก็ได้ เพราะจากนี้ไปนั้นไม่ไกลนัก ๗-๘ นาทีก็ถึงแล้ว เวลาว่างเราก็ไปนอนอยู่ที่นั่นกลางวี่กลางวัน

การปลูกต้นไม้ก็ได้ระวังนะ คือเราหวังผลทางสร้างวัดสร้างธรรมในหัวใจของพระเป็นส่วนมากยิ่งกว่าสิ่งปลีกย่อยเหล่านี้ ที่เพียงเป็นเครื่องประดับให้ได้อยู่อาศัยสงบร่มเย็นในการภาวนา ถ้ามีต้นไม้เป็นดอกเป็นผลขึ้นมามาก ๆ แล้วจะกลายเป็นสถานที่กังวลวุ่นวาย กลายเป็นตลาดผลไม้ไปหมดในวัดหนึ่ง ๆ จะเสียตรงนี้ เราคิดเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นจึงแบ่งปลูก ต้นไม้ที่มีดอกมีผลเพียงเล็กน้อย แล้วแยกไปที่อื่นไม่ให้มีมากจะเสียวัด

เพราะวัดเรานี้ไม่มีคำว่าการซื้อการขาย มีมากมีน้อยจะแจกทานไปหมด การแจกทานเราไม่ว่า แต่ความวุ่นวายจะทำให้วัดให้พระให้เณรเสียนี้มันเสียมากนะ เราจึงคิดแง่นี้ จึงไม่ปลูกต้นไม้ที่เป็นดอกเป็นผลมาก เพียงว่ามีไว้อย่างนั้น เพื่อสัตว์เพื่อคนอาศัยบ้างเล็กน้อย ไม่ถึงกับสร้างความวุ่นวายขึ้นมา ถ้ามีมากสร้างจริง ๆ ก็เราไม่มีการซื้อการขาย ใครต้องการก็มาเอา ๆ มันก็ยั้วเยี้ย ๆ ทั้งวันใช่ไหม นั่นเสียตรงนั้น เสียไปหมด ยั้วเยี้ยไม่ยั้วเยี้ยมันจะยั้วเยี้ยเข้าไปทุกแห่งทุกหน ได้คิดไว้หมดเรื่องเหล่านี้

ข้างนอกนี่ละที่จะปลูกต่อไป อันนี้มันก็มีของมันอยู่แล้วไม่มีปัญหาอะไร ต้นไม้เช่น มะไฟ หรือหมากแงวอะไรเหล่านี้ ถ้ามีปุ๋ยอยู่ข้างล่างแล้วผลของมันจะหวาน ที่มันไม่หวานเดี๋ยวนี้ก็คือปุ๋ยไม่มี มันไม่ค่อยมีปุ๋ย เพียงทรงต้นทรงลำ ออกดอกผลก็อย่างนั้นแหละ เนื้อบาง ๆ เมล็ดเท่าหัวช้าง เนื้อเท่าหัวแมลงวันเท่านั้น เพราะอาหารมันไม่มี เวลาเขาเอาปุ๋ยเอาอะไรมานี้ก็บอกให้สาดกระจายทั่วไป ยิ่งเฉพาะต้นไม้ที่เป็นดอกเป็นผลนั้นมีมากเท่าไรยิ่งดี พวกสัตว์ได้อาศัย

สัตว์เขาก็แผนสูงเหมือนเรานั่นแหละ ถ้าต้นไม้ต้นไหนไม่หวานเขาไม่กินนะ ต้นไหนหวานเดินผ่านไปทางใต้ร่มไม้ก็รู้ เปลือกมันกองเต็มแสดงว่านี่หวาน ถ้าเปลือกไม่มีถึงผลไม้จะเต็มต้นมันก็ไม่หวาน พวกนี้ลิ้นมันเหมือนกับลิ้นเรา อยู่ข้าง ๆ ทางจงกรมเรา ต้นมะไฟมีเยอะนะ มันก็กินเป็นบางต้น บางต้นมีแต่เน่าไปเฉย ๆ มันไม่ไปกินคือมันไม่หวานนะ ลูกของมันใหญ่แต่มันไม่หวานมันก็ไม่กิน เดี๋ยวนี้ยังเต็มอยู่ข้าง ๆ มันก็ทิ้งอยู่อย่างงั้นแหละ พวกสัตว์ไม่กิน แต่ต้นหัวจงกรมจนหมดมันกิน

ข้างในนี้สัตว์ก็พิลึกพิลั่น เวลานี้ใครปล่อยกระต่ายออกมานักหนาพิลึกพิลั่น พวกข้างในครัว ปล่อยออกมาเพ่นพ่านเต็มวัดเดี๋ยวนี้ อยู่ในครัวมันหมดที่ขังแล้วเหรอ มันถึงพิลึกพิลั่น ไปที่ไหนมีแต่กระต่ายเต็มไปหมดนะ ที่บริเวณนี้ก็ต้องได้ไล่เรื่อย ออกมานี้หมาไล่กัด จึงต้องระวังไม่ให้มันออกมา ให้มันอยู่ข้างในแล้วก็เพ่นพ่าน ๆ เต็มไปหมดเลย กระรอกก็พอกระรอก กระต่ายก็พอกระต่าย กระรอกก็ขึ้นอยู่ข้างบนกุฏิของเรา มันเอากุฏิเราเป็นบ้านมันกระรอกนะ อ้าว เป็นอย่างงี้จริง ๆ นะ มันไม่สนใจกับเรา ยั้วเยี้ย ๆ ขึ้นลง สูจะไปไหน พูดเท่านั้นแหละ เขาก็เฉย เขามาก็ขึ้นของเขา ลงก็ลง นอนอยู่บนกุฏิเป็นประจำนะ เราก็ไม่สนใจกับเขา เขาก็เลยไม่สนใจกับเรา ต่างคนต่างอยู่

มันมากขนาดนั้นสัตว์เวลานี้ยั้วเยี้ย ๆ กระแตกำลังเยอะ เมื่อวานนี้เข้าไป โอ๊ย เจอกระแตเยอะนะเมื่อวานนี้ เราชื่นใจนะ เราไปหาส่องดู ยั้วเยี้ย ๆ กระแต เยอะ มันคงเป็นฟ้าขาวดาวกระจ่างท่า มันจึงออกมาเที่ยว ยั้วเยี้ย ๆ เต็มไปหมด ถ้าวันไหนฝนตกฟ้าลงกระแตไม่ค่อยเห็นนะ แต่เมื่อวานนี้เต็มไปหมด ทุกแห่งเลยตั้งแต่ก้าวไปนี้ มันเต็มอยู่นี่ ต้นตะเคียนนี่ ออกไปเที่ยวเดินลัดเลาะไป เที่ยวดูไป กระแตมีมากเมื่อวานมันออก เราชุ่มเย็นนะ เราดีใจ เราเห็นสัตว์ สงสารสัตว์ เราดูนี้ดูด้วยความสงสาร ยั้วเยี้ย ๆ กระต่ายไม่ต้องบอก เต็มไปหมดเลยกระต่าย ไปที่ไหนทั้งตัวเล็กตัวใหญ่เต็มไปหมด มันอาศัยกินกับพระ เลยไม่รู้จักกลัวคน เพราะทางนู้นเลี้ยงมันไว้ ปล่อยจากนู้นมามันก็มาทางนี้ มันก็มายั้วเยี้ย มันไม่สนใจกับพระ เพราะทางนู้นเลี้ยงไว้ มันออกมาก็ออกมาที่เดียวกัน ก็ไม่ทราบจะให้มันกลัวหาอะไร มันกลัวตั้งแต่ว่าจะไม่มีอาหารให้มันกินเท่านั้นแหละ ที่มันกลัวนะ

นี่ละเราดูซิ ธรรมอยู่ที่ตรงไหนนั่นละความเย็นอยู่ที่ตรงนั้น แม้แต่ในวัดนี้ สัตว์นี้เย็นไปหมด ไม่รู้จักกลัวพระ ไม่ว่าจะไปที่ไหนแบบเดียวกันหมด กระต่ายยั้วเยี้ย ๆ เต็ม ไปที่ไหนก็แบบเดียวกัน เฉยกับเราไม่สนใจ มันมีทั่วไปเดี๋ยวนี้กระต่าย แต่ก่อนมีเป็นที่ ๆ พระท่านเลี้ยงไว้เอาอาหารให้มันกิน มันจึงอยู่เป็นที่ ๆ เดี๋ยวนี้ทั่วไปหมดแล้วนะ ที่อยู่ที่นั่นก็มี ที่อื่นก็มี เวลานี้เต็มไปหมด พระอยู่ที่ไหนเย็น ยิ่งเวลาท่านไปอยู่ในป่าแล้วเห็นได้ชัดนะ พวกสัตว์ป่า กรรมฐานนี่ละเป็นผู้รู้นิสัยของสัตว์ป่าได้ดี ไปอยู่ที่ไหนพวกสัตว์ป่าจะมา ป่าดงลึกขนาดไหนก็ตาม สัตว์เต็มอยู่นี้จะมานะ พอพระไปอยู่ที่นั่นมันจะค่อยเข้ามาแอบ ๆ เข้ามาใกล้ ๆ แถวพระอยู่นั้นแหละ คือออกไปข้างนอกเขาฆ่ามัน ถ้าเวลามันเข้ามาอยู่ในวัดนี้แล้วในบริเวณพระที่อยู่ เขาก็ไม่กล้าเข้ามา คนเราก็ต้องละอายบาปบ้างละซิ เคารพครูบาอาจารย์ จะมาทำความชั่วช้าลามกให้เห็นต่อหน้าตาดูไม่ได้นะ สลดสังเวช ว่างั้นเถอะ สัตว์มันก็มาอาศัย

ไปอยู่ที่ไหนเหมือนกัน พระกรรมฐานไปอยู่กับสัตว์นี้เข้ากันได้ดี มันรู้เรื่องรู้ราวนะ สัตว์เหล่านี้เคยบวชเป็นพระมานานแล้วนะ เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติมา ชาติเดิมที่เคยบวชเป็นพระคุ้นกันกับผ้าเหลืองเป็นภาพที่สนิทใจของเขา เขาถึงแอบเข้ามา ๆ อยู่อย่างงั้น พระกรรมฐานไปอยู่ที่ไหนจึงสนิทกับสัตว์ได้มากกว่าที่อื่นๆ พระอื่นไม่รู้ว่าสัตว์กับคนกับพระเป็นยังไง แต่พระกรรมฐานรู้ได้ดี อยู่ที่ไหนเต็มแหละสัตว์ คิดดูตั้งแต่วัดหนองผือแต่ก่อน โอ๊ย เต็มนะ ทีนี้เวลาครูบาอาจารย์จากไปแล้วพระเณรก็มีน้อย สัตว์ออกไปก็ถูกเขาฆ่า เวลานี้ไม่มีเหลือแหละ แล้วยิ่งเป็นไร่เป็นสวนไปหมด ที่ป่ารก ๆ แต่ก่อน เดี๋ยวนี้ไม่มีป่าแล้ว หมดเลยนะ

ป่าที่ไปเดินจงกรมอยู่ลึก ๆ แต่ก่อน หมด เป็นสวนเขาหมดแล้ว มันเลยนอกเขตวัดไปก็มี เพราะไปทำที่ไหนอยู่ได้หมดนะ ในป่ามันกว้างขวาง จากวัดป่าหนองผือไปถึงบ้านนาในมีแต่ดงทั้งนั้น พระท่านทำทางจงกรมอยู่ทุกแห่ง ทีนี้สัตว์มันก็หลบซ่อนอยู่ตามพระอยู่ องค์หนึ่งพักอยู่ที่นั่น องค์หนึ่งอยู่ที่นี่ องค์หนึ่งเดินจงกรมภาวนาที่นั่นที่นี่ สัตว์มันก็แทรกเข้ามาอยู่ตามพระ ทีนี้เขาก็ไม่กล้าเข้ามาเพราะพระอยู่ที่นั่น สัตว์มันก็ได้เพ่นพ่าน ๆ เข้ามาในกลางวัดก็มี กลางวัดหนองผือโล่ง ๆ กลางคืนเขาออกมา คือเขาไม่กลัว หมูตัวใหญ่ ๆ สูงเป็นเมตรก็มีหมู มันตัวใหญ่

ความชุ่มเย็นของสัตว์ออกจากธรรม ธรรมอาศัยพระเป็นภาคพื้น พระมีธรรม พระเสาะแสวงหาธรรมแล้วสัตว์ก็มาอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขได้ทั่วถึงกัน นี่เป็นอย่างงั้น เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาหรือธรรมจึงเป็นความจำเป็นในท่ามกลางแห่งโลกที่เดือดร้อนวุ่นวายไปด้วยฟืนด้วยไฟคือกิเลสตัณหาประเภทต่าง ๆ เผาหัวใจสัตว์โลกอยู่ทุกหย่อมหญ้า หาที่ปลงที่วางไม่ได้ ท่านทั้งหลายอย่าเพลินเป็นบ้ากันนักหนานะ ให้ฟังเสียงธรรมบ้าง ธรรมท่านรู้จริง ๆ ท่านไม่ได้มาหลอกลวงโลก พระพุทธเจ้าพระสาวกองค์เชี่ยวชาญเห็นหมดเรื่องราวของสัตว์

จิตวิญญาณอยู่บนฟ้าอากาศเต็มไปหมด เราเห็นได้ที่ไหน เห็นแต่นกมันบินมาบนฟ้าเท่านั้น แต่จิตวิญญาณของสัตว์ที่เต็มยั้วเยี้ย ๆ อยู่ทั้งในน้ำบนบกมีทั่วไปหมด จิตวิญญาณไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค กรรมพาไปไหนไปได้หมด เกิดได้หมดทั้งนั้น เสาะแสวงหาเรื่องบาปเรื่องบุญนี้มันมีอยู่กับใจ บังคับให้ไปเกิดได้หมด เพราะฉะนั้นจึงอย่าพากันกล้าหาญ ไม่มีอะไรจะเป็นอุปสรรคต่อกรรมดีกรรมชั่วได้ กรรมดีกรรมชั่วนี้ไสเข้าไปได้หมดเลย

ที่ท่านว่าไม่มีอานุภาพใดเหนืออานุภาพแห่งกรรมดีกรรมชั่วไปได้ คือครอบโลกธาตุ ใครจะพูดขนาดไหนก็มีแต่กิเลสหลอกมาให้พูด แล้วก็ไปทำลายตัวเองผู้พูดนั้นแหละ อย่างนี้ทั่วไปหมด เพราะกิเลสนี้กล่อมสัตว์โลกกล่อมได้เก่งมากทีเดียว ไม่ได้มีเครื่องเทียบเคียงวัดตวงกันแล้วจะไม่รู้ กลอุบายของกิเลสที่มันแทรกอยู่ในจิต

จิตดวงเดียวนี้มีทั้งธรรมมีทั้งกิเลสมันอยู่ด้วยกัน แต่สัตว์มากต่อมาก มีแต่กิเลสเป็นเจ้าอำนาจอยู่ในหัวใจธรรมไม่ค่อยแทรกออกมาได้ เพราะฉะนั้นกิริยาของกิเลสจึงแสดงออกมาเป็นฟืนเป็นไฟทั่วโลกดินแดน สัตว์โลกมองกันก็จะมองตามรูปร่าง สถานที่อยู่ที่อาศัย สมบัติเงินทองข้าวของ สถานที่อยู่โอ่อ่า ฟู่ฟ่ายศถาบรรดาศักดิ์จดเมฆจดฟ้า เหล่านี้เราอย่าเข้าใจว่ากิเลสมันกลัวนะ นี้คือบ๋อยหรือเหยื่อล่อของกิเลส กิเลสอยู่บนนั้นอีก เอาอันนี้หลอกโลกให้เป็นบ้าอยู่เวลานี้ ว่าใหญ่ว่าโตอะไร ใหญ่แต่ชื่อใหญ่แต่ลม หัวใจกิเลสเหยียบหัวมันอยู่นั้นจะเอาอะไรมาใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะเอาความสุขมาจากไหน เมื่อกิเลสเหยียบหัวใจมันอยู่ ต้องเป็นทุกข์ด้วยกันนั่นแหละ นอกจากธรรม

ผู้มีธรรมนี้ไม่ว่าคนทุกข์คนมีคนจน ถ้าธรรมมีในใจจะมีที่หลบซ่อนนะ สัตว์โลก สิ่งเหล่านั้นเราอาศัยได้ชั่วกาลเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนมากมักจะทำให้ผิดหวัง คือระมัดระวังเข้มงวดกวดขัน เพื่อการอารักขาไม่งั้นหายไปอีกต่อหน้าต่อตา แต่ส่วนคุณงามความดีไม่ได้ระมัดระวังว่าจะหายไปไหน ขอเจ้าของได้ปฏิบัติบำเพ็ญ รักษาตัวเรานี้เป็นอันว่ารักษาธรรมไปด้วยกัน อยู่ที่ไหนผาสุกร่มเย็น นี่ละที่ว่าธรรมถูกกิเลสปิดหมด เวลานี้ยิ่งหนาแน่นขึ้นทุกวัน กิเลสนี้หนาแน่นขึ้นในโลกทุกวัน ๆ ไม่มีวันเบาบาง นับวันจะหนาแน่นขึ้นทุกวัน แล้วธรรมะก็นับวันที่จะยุบยอบลงไป จนกระทั่งมองหาไม่เห็น ผู้ปฏิบัติอรรถธรรมเลยกลายเป็นผู้กระดากอายไปหมด นิสัยวาสนาอาภัพ ไปปฏิบัติธรรมถูกโลกเขาพูดถากพูดถางเยาะเย้ยต่าง ๆ นานา กับผู้ปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนั้นนะ

นี่ละกิเลสเวลามีอำนาจมาก มันแผ่ฤทธิ์แผ่อำนาจ คนมีกิเลสหนา ๆ มีจำนวนมากแผ่อำนาจได้มาก แล้วดูถูกเหยียดหยามคนทำความดีงามทั้งหลายที่จะไปสู่สถานที่ดีคติที่สมหวังนั้น ถูกดูถูกเหยียดหยามแล้วคนเรามันก็ท้อใจอ่อนใจ อิดหนาระอาใจและละอายเขา จะไปวัดไปวาอย่างนี้ก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไป ต่อไปเป็นนะ ฟังให้ดีถ้าว่าหลวงตาหาเรื่องมาโกหกพี่น้องทั้งหลาย มันเริ่มเป็นไปแล้วเวลานี้ ผู้ปฏิบัติดีก็ถูกดูถูกเหยียดหยามแล้วเวลานี้ แต่ผู้ปฏิบัติชั่วโกโรโกโส เป็นนักเลงโต เอาไฟเผาทั้งประเทศ เช่นอย่างประเทศไทยเรานี้ กลายเป็นคนมีหน้ามีตาสง่าราศีไปแล้วเวลานี้นะ

เพราะฉะนั้นโลกถึงได้ร้อน คนดีจึงหาได้ยาก พอหาเข้าไปถูกเขาตีเท่านั้นต้อนเท่านี้ ก็คือกิเลสนั้นแหละตี หรือมีการยุแหย่ทางนั้นมีการถากถางทางนี้ ดูถูกเย้ยหยันแบบต่าง ๆ กัน ผู้ที่ไปเมื่อยังมีแก่ใจที่จะไปทำความดีอยู่ ก็ต้องไปแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไป จะไปแบบออกหน้าออกตาเหมือนกิเลสมันทำตัวมันโอ่อ่า ออกหน้าออกตาโลกทั้งหลายนี้ไม่ได้นะ จะเป็นการหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทั้งนั้นนะ เวลานี้เรายังดีนะ ผู้ปฏิบัติธรรมยังไปวัดไปวา ได้ประพฤติปฏิบัติสถานที่นั่นที่นี่ได้ แม้จะถูกดูถูกเหยียดหยามก็ยังไม่มากนัก เรื่องดูถูกไม่สงสัย กิเลสไม่เคยยอมกับธรรม ไม่เคยอ่อนน้อมต่อธรรม มีแต่สู้กันตลอด ความดีต้องได้รบกับความชั่วในบุคคลคนหนึ่งนะ ทีนี้คนดีกับคนชั่ว คนชั่วมีมากขนาดไหนก็ประหนึ่งว่าได้รบกันอยู่นั้นแหละ เราก็ต้องฝืนไป

เราอยากทำความดีของเรา เขาทำอะไรก็เป็นเรื่องของเขา ชั่วเป็นเรื่องของเขา เมื่อมากระทบใจเราแล้วก็อ่อนใจคนเรา แต่ให้สู้ให้ฝืนนะ ไม่อย่างนั้นไม่ได้ โลกอันนี้หนาขึ้นทุกวัน ๆ ศาสนาล่วงไปสองพันห้าร้อยกว่าปี แหม ชัดเจนมากทีเดียว สองพันห้าร้อยกว่าปี นับวันหนาขึ้นละกิเลส พอศาสนานี้หมดก็คือหัวใจของสัตว์โลกหมดจากศีลจากธรรม ไม่มียางอายเลย สร้างแต่ความหน้าด้าน นั่นละที่นี่ความเป็นฟืนเป็นไฟจะขึ้นตรงนั้นละ ขึ้นเพราะอำนาจของกิเลสไม่ได้ขึ้นเพราะอำนาจของธรรม ถ้ามีธรรมเป็นน้ำดับไฟอยู่บ้างก็ไม่รุนแรงสำหรับไฟนะ ถ้าไม่มีน้ำดับไฟมีแต่เชื้อไฟนี้ โอ๋ย.เผาแหลกหมดเลย ก็มีแต่คนชั่ว ๆ กิริยาแสดงออกเป็นเชื้อไฟทั้งนั้นเผาตัวเองเผาโลก ร้อนไปตาม ๆ กันหมด เวลานี้ยังพอดิบพอดีอยู่

เช่นสมัยปัจจุบันนี้ พระปริยัติก็มี พระกรรมฐานก็มี ผู้ปฏิบัติดีก็มีผู้ปฏิบัติชั่วก็มีในวงของพระ ยังพอคัดพอเลือกได้อยู่ มันไม่เลอะเทอะไปด้วยกัน เป็นส้วมเป็นถานไปด้วยกันเสียทั้งหมด ยังนับว่าดีนะ เวลานี้ยังอยู่ในขั้นดี แล้วคนชั่วคนดีก็ยังสับปนกันอยู่เวลานี้ ไม่มีแต่คนชั่วอย่างเดียวคนดียังมี มันก็มีที่คัดค้านต้านทานอยู่ตามสายตากิริยามารยาทอยู่โดยดีแหละ คนดีเขาทำยังไง ๆ คนชั่วทำยังไง ๆ ก็พอเทียบเคียงกันพอที่จะคัดเลือกได้ ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ ธรรมะพระพุทธเจ้านี้เลิศเลอมาตลอด ไม่มีสองแต่ไหนแต่ไรมา กิเลสมันก็เก่งในทางเป็นข้าศึกกับธรรมตลอดมาเช่นเดียวกันไม่อ่อนข้อนะกิเลส ทางคำว่าอ่อนข้อนี้ไม่มี มีแต่หนักแน่นขึ้นเรื่อย ๆ อยู่ในหัวใจ ดูหัวใจเจ้าของซิ

ถ้าหัวใจเจ้าของมันแข็งทางด้านอรรถธรรมขึ้นเรื่อย ๆ เราดูความอุตส่าห์พยายาม ศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใส แล้วดูความพากความเพียรของเรา ตลอดถึงความสงบร่มเย็นของจิตที่ได้รับจากการบำเพ็ญเพียร มันมีมากขึ้นก็แสดงให้เห็นว่าธรรมเราในหัวใจเรานี้มีมาก นั่น กิเลสก็ค่อยหมอบ ไม่ค่อยดีดดิ้นนัก ถ้าธรรมในหัวใจไม่มีกำลังกิเลสเหยียบเอา ๆ เดินจงกรมก็โซซัดโซเซ เตะขวากเตะหนามไปอย่างนั้นแหละ เป็นอย่างนั้นนะ มันไม่มีสติ เดินโซเซ ๆ ไปอย่างนั้น นี่คือธรรมไม่มีในใจ ไปเดินจงกรมก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าธรรมมีในใจอิริยาบถทั้งสี่มีสติรอบตัว นี่ละความเพียรแท้อยู่ที่สตินะ ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ ไม่ได้อยู่กับความเคลื่อนไหวไปมาเดินจงกรมกลับไปกลับมาเท่านั้น อันนั้นเป็นกิริยาอันหนึ่งที่แฝงกันกับสตินี้ไป

สติต้องมีตลอด ถ้าลงสติมีรักษาตัวแล้ววันนั้นไม่ค่อยวุ่นวายนะจิตใจคนเรา นักปฏิบัติไม่ค่อยวุ่น ถ้าลงสตินี้บีบบังคับจิตใจมาก ๆ แล้ว ใจไม่ออกเพ่นพ่านไปหาความชั่วช้าลามก ซึ่งเป็นฟืนเป็นไฟมาเผาไหม้ตัวเอง ใจก็เย็นวันนั้น ถ้าบังคับสติไม่ได้เลอะเทอะนะ ไม่ดี นี่ในขั้นที่เราจะเอากันอย่างหนัก กิเลสก็หนัก ธรรมะถึงไม่มีมากก็ เอา สู้ มันก็ต้องเจ็บต้องปวด ต้องได้รับความลำบากทรมาน เมื่อสู้ไปไม่หยุดไม่ถอยธรรมก็แก่กล้าสามารถขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะได้รับการบำรุงรักษาเสมอ ธรรมก็มีความแก่กล้า วันนี้จิตเป็นอย่างนี้ ถ้าจะล้นกว่านี้ไม่ได้นะ มันตั้งเป้าไว้แล้วนะที่จะต่อสู้กัน วันนี้ทำความเพียรแพ้ตัวเอง ถ้าแพ้ตัวเองวันนั้นซัดกันใหม่แก้กันใหม่อยู่อย่างนั้น คือความเพียรของเราแพ้ตัวเองก็ได้ แพ้กิเลสอยู่ในหัวใจของเรานั้นแหละ

ถ้าสติไม่มีจิตก็เพ่นพ่าน ทำใจให้มีความสงบมันไม่ยอมสงบให้ นั่นเรียกว่า แพ้ตัวเอง นั่งภาวนากี่ชั่วโมงไม่ได้เรื่องได้ราว คิดเมื่อไรมีแต่เรื่องความวุ่นวายอยู่ในสถานที่นั่งภาวนาซึ่งเป็นสถานที่อบรมธรรมนั้นแหละ มันกลายเป็นที่สั่งสมไฟขึ้นมาแล้วเผาเจ้าของ นี่แพ้ตัวเอง ถ้าแพ้อย่างนั้นแก้ใหม่ อย่างนั้นซิจึงเรียกว่าเป็นนักปฏิบัติ วันนี้จิตเป็นอย่างนี้ เอา ทีนี้ต่อไปนี้จะทำอย่างนี้ นั่น บังคับเข้าไปหนักเข้าไป จนกระทั่งได้รับความภูมิใจ เออ ชนะกิเลสพักนี้แล้ว ถึงพักหน้าแพ้ มันมีแพ้มีชนะเรื่อยไปนั่นแหละ แต่ความชนะมันก็มีด้วยกันไป ต่อไปก็แข็งแกร่งขึ้นมา ๆ

ดังที่เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว เวลาธรรมะได้แข็งแกร่งแล้วกิเลสมาผ่านไม่ได้นะ ฟังซิ เราเคยคาดเคยคิดเมื่อไรว่ากิเลสจะมาผ่านไม่ได้ ถูกธรรมฟาดขาดสะบั้นไปเลย นี่แหละธรรมแก่กล้า สติก็แก่กล้าปัญญาก็รวดเร็ว ทุกอย่างรวดเร็วตามกันหมด กิเลสก็หมอบลง ๆ ฟันกันขาดสะบั้น ๆ ไปเลย นี่เรียกว่าปัญญาธรรม สติธรรมมีกำลัง ความพากเพียรหนุนกันไป เป็นของมีกำลังด้วยกันหมด แล้ววันหนึ่ง ๆ ก็มีแต่ความเบิกกว้างของจิตใจที่จะให้หลุดพ้นจากทุกข์เป็นลำดับลำดาเท่านั้น

อยู่ที่ไหนก็สบายที่นี่ ต้นไม้ชายคาที่ไหนสบายทั้งหมด ไม่ได้ไปคิดแหละเรื่องดินฟ้าอากาศกว้างแคบขนาดไหนมันเป็น สุญฺญโต โลกํ ไปหมด คือมันว่างไปหมดถ้าจิตไม่ยุ่งเสียอย่างเดียว จิตไปยุ่งต่างหากนะ อันนั้นเป็นอย่างนั้นอันนี้เป็นอย่างนี้ อันนั้นไม่ดีอันนี้ดีอะไร มีแต่จิตไปหาเรื่อง จิตไม่ออกไปเสียอย่างเดียว โลกเรียกว่าไม่มีในความรู้สึกเลย นั่นท่านว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฟังซิ สติทุกเมื่อ นั่น พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่า สูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิ ที่ความสำคัญว่าเป็นเราเป็นเขาเป็นตัวของตนออกได้แล้วข้ามพ้นพญามัจจุราช ไปเสีย พญามัจจุราชจะมองไม่เห็นผู้พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าอยู่อย่างนี้ นั่น

นี่ละธรรมเมื่อมีกำลังแล้ว พระโมฆราชก็ก้าวไปแบบนี้เป็น สุญฺญโต โลกํ เหมือนพระพุทธเจ้าประทานโอวาทให้เรียบร้อย อย่าให้มันเป็น ไปที่ไหนมีแต่โลกมืด ๆ หัวใจเจ้าของมืดมันก็มืดละซี อย่างคนตาบอด กลางวันมันก็มืดกลางคืนมันก็มืด คนตาบอด คนตาบอดมันจะไปสว่างอะไรกลางวี่กลางวันเหมือนโลกตาดีเขาเห็นสว่างนะ มันมืดไปตลอดคนตาบอด คนใจดำน้ำขุ่นคนใจบอดนี้ก็แบบเดียวกัน ไม่มีบุญมีบาปติดหัวใจ มีแต่จะทำตามความอยากซึ่งเป็นความชั่วนั้นแหละ เต็มอยู่ในหัวใจ มันก็ทำของมันไป ตายแล้วก็จม ๆ มืดมาชาตินี้แล้วไปชาติหน้าก็มืด ท่านบอกว่า ตโมตมปรายโน เกิดมาในโลกนี้ก็มืดบอดด้วยกิเลสตัณหา แล้วไม่ฟิตเนื้อฟิตตัว ไม่ระมัดระวัง ไม่บำเพ็ญคุณงามความดี แล้วตายไปอีกก็มืดไปอีก

อยู่ในโลกนี้ก็มืด เกิดในโลกนี้ก็มืด อยู่ในโลกนี้ก็มืดด้วยหัวใจมืด ตายไปแล้วหัวใจพามืด แล้วก็ไปตกนรกอเวจี นั่นเห็นไหมล่ะ นี่ ตโมตมปรายโน ตโมโชติปรายโน ถึงจะมืดบอดในเวลาเบื้องต้นที่เราเกิดมายังไม่รู้ศีลรู้ธรรม เมื่อได้รับการอบรมสั่งสอนจากครูอาจารย์แล้ว ย่อมมีความสว่างไสวยิ้มแย้มแจ่มใสในศีลในธรรมมากขึ้น เจริญตัวยิ่งขึ้น ๆ ผู้นี้จิตใจมีความเจริญรุ่งเรืองไปข้างหน้า ตายแล้วก็รุ่งเรืองไปเลย สว่างไปเลย นั่นเรียกว่า ตโมโชติปรายโน คือ มืดมาก็จริงแต่สว่างไป ไปดี อย่างหนึ่งทั้ง ตโมตมปรายโน ก็มี ตั้งแต่วันเกิดมามืดตลอด ตายไปก็มืดตลอด ทีนี้อีกอันหนึ่ง โชติโชติปรายโน เกิดมาก็เกิดมาด้วยอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภาร ไม่ลืมเนื้อลืมตัว สร้างคุณงามความดี เรียกว่าเจริญแล้วตั้งแต่เริ่มแรกเกิด โชติโชติ เจริญรุ่งเรือง ทีนี้สร้างตัวไปอีกจนกระทั่งวันตายก็เจริญไปเรื่อย ๆ เลย เรียกว่า โชติโชติปรายโน รุ่งเรืองทั้งเบื้องต้นและที่สุด

ให้พยายามนะทุกคน ไม่งั้นตายทิ้งเปล่า ๆ จะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เราอย่ามานับดินฟ้าอากาศเฉย ๆ มันไม่มีอะไรละนี่ ว่าเฉย ๆ พัดลมอย่างนั้นอย่างนี้ เขารู้ตัวเขาไหมว่าเขาเป็นพัดลม เขาไม่ได้รู้นะ เราเป็นบ้าต่างหาก พัดลมนี้เย็นเกินไป อันนั้นไม่ดีอันนี้ไม่ดี ตัวจิตมันตัวคึกตัวคะนอง หาดีดหาดิ้นแต่เรื่องแต่ราว เอาให้เห็นได้ชัดซิเวลาชำระมันลงไปแล้ว ตัวไหนไปดิ้นวะ มันไม่มีตัวไหนดิ้นเลย กิเลสพาให้ดิ้นมันขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้ว อะไรจะมาดิ้น นั่นแหละบรมสุข อยู่กับผู้กิเลสขาดสะบั้นไปแล้วไม่มีอะไรดิ้นกวนใจ ท่านผู้นี้แลท่านผู้เลิศเลอ ดังพระพุทธเจ้า-สาวกท่าน ท่านฝึกหัดอบรบจิตใจของท่านให้ดี เราอย่าปล่อยเลยตามเลยนะ ตายทิ้งเปล่า ๆ นะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้

อ่านธรรมะหลวงตา วันต่อวัน ทางอินเตอร์เน็ต www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก