มีภาคปฏิบัติแทรกด้วยถึงจะมีคุณค่า
วันที่ 6 เมษายน 2546 เวลา 8:35 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

มีภาคปฏิบัติแทรกด้วยถึงจะมีคุณค่า

 

ในเมืองไทยเรานี้เป็นตู้แห่งพุทธศาสนาภาคความจำทั้งนั้น เราเห็นไหมเหลวแหลกอยู่นั่น นั่นละไม่มีภาคความจริงคือภาคปฏิบัติ เพื่อหาความจริงจากหลักธรรมโดยแท้ มันก็ได้แต่ของจอมปลอมออกมา เพราะฉะนั้นจึงต้องมีภาคปฏิบัติแทรกด้วย มันถึงจะมีคุณค่าเรื่องศาสนา อยู่ในวัดก็มากแล้ว มีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่าก็ดูเอา ถ้ามีแต่ภาคปริยัติล้วน ๆ ถ้ามีภาคปฏิบัติทางวัดก็มีคุณค่า ฆราวาสก็มีคุณค่า ถ้ามีแต่เรื่องความจดความจำเฉย ๆ แม้เรียนวิชาทางโลกก็มีแต่ความจำเฉย ๆ ความสนใจในภาคปฏิบัติที่จะให้ตัวเป็นคนดีและตรงแน่วกับภาคปฏิบัติเพื่อนำมาทำประโยชน์นั้นไม่ค่อยมี สำคัญตรงนี้นะ

ภาคปฏิบัติเป็นภาคที่สำคัญมากทุกอย่าง หนีจากภาคปฏิบัติไม่ได้เลย แม้แต่เราทำแกงเรามีภาคปฏิบัติใช่ไหมล่ะ เรียนวิชาทำแกงมาแต่ไม่ทำแกงก็ไม่สำเร็จเป็นแกงขึ้นมา ทำแกงแล้วไม่กินก็ท้องแห้ง เข้าใจไหม มันเป็นภาคปฏิบัติเป็นระยะ ๆ ไป เราเทียบอย่างนี้ เราได้เห็นคุณค่าของภาคปฏิบัติ จนตีกระจายออกไปทางโลก โลกเอาไปจากความจริง ความจริงคือศาสนา คือธรรม ถ้ามีแต่ภาคความจำเฉย ๆ มันเหลวไหลไปได้ เสริมให้มีทิฐิมานะไปทางชั่วอีกด้วย คนที่เรียนสูง ๆ จึงมักทำลายมาก ทำลายบ้านเมืองได้มากยิ่งกว่าตาสีตาสา นี่คือความรู้ที่เรียนมาสูง ไม่สนใจในธรรมเอามาติดแนบกับตนเพื่ออะไร ๆ บ้าง มีแต่ความรู้สูงๆ สูงมากเท่าไรทิฐิมานะก็สูงขึ้น ๆ สุดท้ายเป็นมหาโจร เป็นอย่างนั้นนะ มหาภัย

ถ้าไม่มีภาคปฏิบัตินี้เรารู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นด้วยเป็นอย่างน้อย มากกว่านั้นไม่เห็นด้วย เด็ดด้วยนะตรงนี้ คือเราได้เห็นคุณค่าของภาคปฏิบัติมาเป็นลำดับลำดาอยู่แล้ว ถ้าไม่มีภาคปฏิบัติไม่เป็นท่า ในธรรมท่านก็บอกไว้อย่างตายตัวเลยนะ พุทธศาสนาโดยแท้นั้นสมบูรณ์แบบ คือมีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ๓ ข้อนี้รวมแล้วเป็นศาสนา ถ้าไม่รวมนี้ศาสนาไม่เต็มบาทเต็มเต็ง ผู้ไปเรียนศึกษาศาสนาได้มาก็เอาความจำมาเป็นมรรคเป็นผล เป็นความดิบความดีไปเสีย โดยไม่สนใจภาคปฏิบัติซึ่งเป็นความดิบความดีโดยแท้มาปฏิบัติเลย ปฏิเวธคือผลแห่งความสงบสุขและความยินดีในตัวเอง ภาคภูมิใจในตัวเองก็ไม่มี ถ้าขาดภาคปฏิบัติเสียอย่างเดียวขาดไปหมด

ก็เคยได้พูดแล้วว่า อย่างเราทำแปลนบ้านนี่ ทำเท่าไรก็ทำ ถ้าไม่หยิบยกออกมาชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็ตามนะมาปลูกบ้านปลูกเรือน ให้สำเร็จตามรูปร่างของแปลนนั้นแล้ว มันก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ทำแปลนไว้เต็มห้องก็เต็มห้องแปลน แต่ไม่ปรากฏเป็นตึกรามบ้านช่องขึ้นมา นั่นเป็นอย่างนั้น เพราะไม่มีภาคปฏิบัติ ผลคือความสำเร็จเป็นลำดับลำดาก็ไม่มี นี่ภาคปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ นี้เป็นศาสนาโดยตรงเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เวลานี้มันมีแต่ปริยัตินะ เอาปริยัติมาเป็นมรรคเป็นผล ปฏิบัติไม่ต้องพูด ว่าข้าเรียนได้ชั้นนั้นชั้นนี้ไป ซึ่งมีแต่ลมปากไม่เกิดประโยชน์อะไร เจ้าของเองก็แก้กิเลสตัวเดียวไม่ได้ ถ้าเป็นภาคปฏิบัติ เรียนไปตรงไหนจับไปตรงนั้น พิจารณาไปตรงนั้นเรื่อย แก้ไขไปตรงนั้น เป็นภาคปฏิบัติด้วยกันไป ผลก็ชุ่มเย็นตัวเองไปเรื่อย ๆ

ศาสนามีถึง ๓ นะ มีอันเดียวเวลานี้ เราอยากจะพูดว่าอันเดียว มันมีแต่เรียนเฉย ๆ เรียนจำได้หมายรู้มาแล้วก็เอานั้นมาเป็นมรรคเป็นผล กลายเป็นเรื่องเย่อหยิ่งจองหองไปเสีย ถ้าเป็นภาคปฏิบัติ จับเอาความจริง ๆ มาปฏิบัติแล้วเป็นคนดีความดีขึ้นมาเรื่อยๆ นี่แนะให้เรื่องภาคปฏิบัติ ไม่ว่าทางโลกทางธรรมต้องเป็นคู่เคียงกันไป ถ้าอยากเห็นผลของการเรียนมามากน้อย ให้เห็นขึ้นจากภาคปฏิบัติไปด้วยกัน ถ้ามีแต่การเรียนไม่เกิดประโยชน์

(โรงพยาบาลอุดรธานี ได้นำเงินมาสมทบทอดผ้าป่าเป็นเงินจำนวน ๑๑,๗๐๐ บาท และทองหนึ่งสลึง) เอาละพอใจ เอ๊ ของตกมาแล้วมังโรงพยาบาล (ได้รับแล้วเจ้าค่ะ) มันเครื่องช่วยหายใจสำหรับเด็กหรือไง เพราะมันมากต่อมากกระจายทั่วทุกแห่ง ไม่ทราบทางไหนตกมา จ่ายไปทางไหน ๆ บ้าง คอยดูแต่บิล เรียกว่าบิลจ่ายเงิน คือของที่ตกมาให้หมอดู หมอรับรองคุณภาพเรียบร้อยแล้วค่อยส่งบิลมา เราสู้หมอไม่ได้ เรื่องเครื่องไม้เครื่องมืออะไรต้องขึ้นอยู่กับหมอ หมอรับรองแล้วค่อยจ่ายบิลมา ส่งบิลมาแล้วเราก็จ่ายเท่านั้นโดยไม่ต้องไปดูเครื่องมือ คือเราดูสู้หมอไม่ได้ ก็ตกลงกันอย่างนั้นทุกโรงพยาบาลไป แต่ก่อนเข้าไปดู ครั้นต่อมานี้มันลำบากทั้งสองฝ่าย ไม่ค่อยเกิดผลประโยชน์เท่าที่ควรเลยยกให้หมอพิจารณาเรื่องคุณภาพของเครื่องมือแพทย์แต่ละอย่าง ๆ แน่นอนแล้วส่งบิลมาเราก็จ่ายเงิน อย่างนี้สะดวกดีตลอดมา

เอาละเข้าใจแล้วนะ ขอบคุณมาก ๆ นะ ช่วยชาติ เราอยู่ในโรงพยาบาลเราก็ช่วยคนไข้ ก็ช่วยชาติ อันนี้ก็ออกมาช่วยชาติประเภทหนึ่ง หลายด้านหลายทางการช่วยชาติ

เรื่องพระพุทธศาสนาของเรานี้ถ้าเป็นหลักธรรมชาติแล้วเด่น ไม่มีอะไรเสมอเลยในสามแดนโลกธาตุ พูดถอดออกมาจากหัวใจเลย เพราะฉะนั้นเราจึงได้กล้าพูดละซิ ทั้งอยากเห็นอยากกราบอยากไหว้พระพุทธเจ้า องค์ท่านพระพุทธเจ้าเป็นยังไงมันวาดเอาไว้ องค์นั้นเป็นอย่างนั้น ๆ มันวาดภาพเอาไว้ ๆ ท่านก็สอนไว้แล้วว่า โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ นาม ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต ท่านก็บอกไว้แล้วนะ แต่มันไม่ได้ค่อยไปสนใจ มันอยากดูแต่องค์ศาสดาเป็นรูปร่างยังไง ๆ อยากดูนั้น เวลาปฏิบัติไป ๆ มันก็ค่อยชัดขึ้น ๆ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา เห็นธรรมเงื่อนไหนส่อเข้าไปถึงความเชื่อในศาสดา เห็นธรรมเงื่อนไหนส่อความเชื่อเข้าไปถึงศาสดาหนักเข้า ๆ กระจ่างเข้าเท่าไรยิ่งใกล้ชิดติดพันเข้าไป ๆ เอ้า ฟาดเต็มภูมิเลยไม่ต้องไปหาศาสดาที่ไหน นั่นเห็นไหมล่ะ

นี่มาพูดอวดท่านทั้งหลายเหรอ ไม่ได้อวด พูดจริง ๆ อย่างกล้าหาญชาญชัยเลยโลกเลยสงสารเสียด้วย ความกล้าหาญนี้ไม่ได้กล้าหาญแบบกิเลสพากล้าหาญกัน นี่ไม่มี กล้าก็ไม่มีกลัวก็ไม่มี มีแต่ธรรมของจริงล้วน ๆ ภายในหัวใจ พูดออกมาแบบไม่สะทกสะท้าน ไม่มีอะไรสะทกสะท้านในสามแดนโลกธาตุ เราพูดจริง ๆ ในหัวใจเราเราไม่มี การที่จะยกให้ตามสมมุตินิยมสูงต่ำนั้น ใช้ตามกิริยามารยาท คำพูดสูงต่ำนี้เป็นมารยาทธรรมดานี้พูดเหมือนกันกับโลก แต่หลักความจริงจริงๆ แล้วจะไม่มีอย่างนี้เข้าไป

เมื่ออยู่กับโลกก็ต้องปฏิบัติตามโลกในแง่ที่ควรปฏิบัติได้มากน้อยเพียงไร ก็โอนอ่อนกันไปธรรมดาโลกกับธรรมอยู่ด้วยกัน ยิ่งขยับเข้าไปในธรรมสูงขึ้นๆ ทีนี้เรื่องโลกค่อยปัดออกๆ มีแต่เรื่องธรรมหนักเข้าๆ เมื่อธรรมละเอียดเข้าไปเท่าไรมีแต่ธรรมล้วน ๆ พุ่งเลย นั่น นี่จะออกแล้ว เข้าใจเหรอ เป็นอย่างนั้นละ เรื่องพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าเรานี้จึงเรียกว่า กระเทือนโลกธาตุทุก ๆ พระองค์ของพระพุทธเจ้า เพราะได้เอานี้วัดกันทีเดียว มันหาทางสงสัยไม่ได้เลย ศาสดามีกี่พระองค์ไม่มีที่สงสัยเลย มันจ้าอยู่ในนี้เป็นอันเดียวกันหมดเลย

เหมือนแม่น้ำมหาสมุทร เราอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร สงสัยมหาสมุทรไปที่ไหน คือหยดน้ำของเราที่สำเร็จเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานด้วยกันแล้ว กับมหาวิมุตติมหานิพพานทั้งหลาย ซึ่งเทียบกับแม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวง ธรรมชาตินี้ก็ผึงเข้าไปเป็นอันเดียวกันแล้วถามหาแม่น้ำมหาสมุทรที่ไหน ไปที่ไหนก็รอบด้าน แม่น้ำมหาสมุทรนั้นฉันใดอันนี้ฉันนั้น แน่ะ อันนี้ฉันใดอันนั้นฉันนั้น รอบเขตโลกธาตุแม่น้ำมหาสมุทรฉันใดธรรมชาตินี้ก็ฉันนั้น แล้วจะไปทูลถามหาพระพุทธเจ้าที่ไหน เหมือนดังว่าจะไปถามหาสมุทรทะเลหลวงที่ไหน ก็อยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรแล้วใช่ไหมล่ะ แล้วถามหามหาสมุทรที่ไหน มหาวิมุตติมหานิพพานเป็นอันเดียวกันหมด เรียกว่า มหาวิมุตติมหานิพพานเหมือนกันหมด จ้าเข้าไปเท่านั้นทูลถามพระพุทธเจ้าหาอะไร เท่านั้นพอ

นั่นละที่ว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นอย่างนั้นเอง ไม่ต้องไปทูลถาม แล้วสด ๆ ร้อนด้วยนะธรรมของพระพุทธเจ้าตลอดมา เป็นแต่เพียงว่ากิเลสมันเหยียบมันย่ำทำลายให้จืดให้จางไปตามกาล สถานที่ เวล่ำเวลาไปเรื่อย ๆ มันเอาไปเหยียบทุกอย่างนะ กาล สถานที่ เวล่ำเวลา เข้าไปเหยียบ กาลนั้นสถานที่นั้นไม่ควร กาลนี้ไม่ควร เวลานั้นไม่ควรเวลานี้ไม่ควร เวลาพระพุทธเจ้าโน้นควรตรัสรู้ ก็เห่าที่ท่านได้ไปแล้ว ไอ้เราไม่ได้สนใจปฏิบัติ แน่ะ ครั้นมาสมัยนี้ไม่เป็นท่านะ ปฏิบัติยังไงก็ไม่ได้มรรคได้ผล ก็หัวมันไม่ได้ปฏิบัติใช่ไหม มันจะเอามรรคเอาผลมาจากไหน ผู้ท่านปฏิบัติท่านปฏิบัติอยู่รู้อยู่ ธรรมะเคยห่างเหินจากการกระทำเมื่อไร การทำดีเป็นธรรมส่วนดี การทำชั่วเป็นบาป นั่น มีติดกันอยู่ตลอดเวลากับตัวของเราผู้เคลื่อนไหวในการทำดีทำชั่วนี้แล เราจะไปหากาล สถานที่ที่ไหนมาบีบบังคับการกระทำของเรา ว่าไม่ให้ผลทั้งฝ่ายดีและชั่ว ไม่มี นี่แหละพระพุทธเจ้าสอนลงจุดนี้เราค้านได้ยังไง แล้วธรรมก็เป็นอย่างนี้ขึ้นมา ไม่ได้เป็นที่อื่นนะ

ฉะนั้น ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้รู้เนื้อรู้ตัวนะ พุทธศาสนานี้เลิศสุดยอดแล้ว เราเทียบแล้วเรื่องศาสนาทั้งหลายกับพุทธศาสนาก็เคยเทียบแล้ว การพูดอย่างนี้มันเป็นการดูถูกเหยียดหยามกัน แต่หลักธรรมไม่มี พูดตามความจริงเป็นยังไงว่าอย่างนั้น ก็พูดตามอย่างนั้น จึงไม่มีคำว่ากระทบกระเทือน พูดตามความจริง เรื่องศาสนาพุทธเรานี้เรียกว่าเลิศแล้ว หาที่ต้องติไม่ได้ เอานี้ออกกางเลยซิ เจออะไรเห็นอะไรเรื่องของศาสดาเห็น มันเหมือนกันไปหมดแล้ว แล้วจะไปถามหาอะไร นั่น มันหายสงสัยไปพร้อม ๆ แล้ว จะไปสงสัยที่ไหนอีกไม่มี ไม่มีทางสงสัย

จึงว่าพวกเราที่เป็นชาวพุทธ ก็ควรที่จะมีวี่แววของชาวพุทธติดเนื้อติดตัวของชาวพุทธเราบ้างนะ เวลานี้มีแต่กิเลสเต็มบ้านเต็มเมืองแต่ก็มาอวดอ้างว่าเป็นชาวพุทธ นี่ละมันน่าอายไหมล่ะพวกเรา การปฏิบัติตัวของชาวพุทธในฝ่ายฆราวาสเป็นยังไง ก็มีแปลกต่างกันกับคนไม่ถือพุทธศาสนาเลยอยู่บ้างเป็นธรรมดา อันนี้พระเณรที่บวชมาในพุทธศาสนา เป็นฆราวาสก็ถือศาสนาพุทธ เวลามาบวชก็ถือศาสนาพุทธอีกขั้นหนึ่งเข้าไป แล้วการปฏิบัติของพระเจ้าพระสงฆ์ที่บวชตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งเป็นขั้นหนึ่งแล้วของพุทธศาสนา ปฏิบัติตัวยังไง นั่น มันเป็นขั้น ๆ เข้ามาอย่างนี้ ถ้าไม่ปฏิบัติมันไม่มีผลประโยชน์อะไร ดีไม่ดีไปสร้างบาปสร้างกรรมใส่ตัวเอง ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น

พากันตั้งอกตั้งใจบ้างนะ พยายามละนะ เราอย่าไปสนใจกับใคร เพราะส่วนมากมีตั้งแต่พวกมืดดำกำตา หูหนวกตาบอดมาคุยมาโม้กันโกหกกัน ตาบอดต่อตาบอดคุยกันโม้กันโกหกกัน คนตาดีฟังมันฟังไม่ได้นะ ศาสดาองค์เอกฟังไม่ได้ ธรรมฟังไม่ได้ ผู้ทรงธรรมฟังไม่ได้กับพวกที่คลังกิเลสมันโม้มันคุยกัน กิเลสไม่ได้ต่ำนะ มันต่ำเอาก้นมันขึ้นกิเลสมันไม่ยอม เคยเห็นไหมน้ำเต้า ที่เขากรองเนื้อมันออกแล้วยังเหลือแต่เปลือก ที่มันลอยไปตามน้ำ โยนลงไปในน้ำมันก็ลอยไป มันไม่ลงนะไอ้น้ำเต้าน่ะ กดหัวมันลงก้นมันขึ้น กดก้นมันลงหัวมันขึ้น ให้มันจมไม่จมแหละน้ำเต้า ไปกดหัวมันปั๊บก้นมันก็ขึ้น กดก้นมันปั๊บหัวมันขึ้น มันไม่ยอมลงเข้าใจไหม

นี่ละกิเลสมันเหมือนน้ำเต้ามันไม่ลง กดเท่าไรมันก็ไม่ลง เพราะฉะนั้นจึงชำระยากซิ ชำระกิเลสเหมือนกับกดหัวน้ำเต้านั่นแหละ เข้าใจไหม พวกเรานี้พวกน้ำเต้าไม่ยอมลง กดทางนี้มันขึ้นทางนี้ ๆ พระพุทธเจ้าตีทางนี้มันโผล่ทางนั้นขึ้นมา ตีทางนั้นมันโผล่ทางนี้ขึ้นมา ฟาดทั้งกลางตัวมันก็เลยอยู่อย่างนี้มันไม่ยอมลง มันเหนือน้ำกดทางนี้ลงมันก็ไม่ยอมลง อยู่อย่างนี้ละไม่ยอมลง พอปล่อยมันก็ไหลไปเลยมันเป็นอย่างนั้นนะ พากันจำวันนี้พูดเท่านั้นละ

สรุปทองคำ ดอลลาร์และเงินสดของวันที่ ๕ เมษายน เมื่อวานนี้เป็นวันงานที่หน้าวัด ทองคำได้ ๑๑ กิโล ๑๔ บาท ๕๔ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๐๘,๙๘๗ ดอลล์ เงินสดได้ ๑,๕๗๘,๖๑๖ บาท

 

ชมการถ่ายทอดสด ธรรมะหลวงตาวันต่อวัน  ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก