พวกเราเหมือนคนตาบอด
วันที่ 10 เมษายน 2546 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

วันที่ ๑๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

“พวกเราเหมือนคนตาบอด”

[ก่อนจังหัน]

สอนให้ภาวนากันบ้าง ใครมีภาวนาเป็นมากน้อยจิตใจจะตื่นเต้นขึ้นมา จะเป็นจิตเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ ประหนึ่งว่าจิตดวงใหม่นะการภาวนา นี้ไม่ค่อยได้ภาวนากัน และไม่มีใครสอนใครด้วยนะ ไม่สอน นี่จึงเริ่มมาสอน ก็พอดีกับตอนออกช่วยชาติก็ได้เป็นโอกาสอันดีงามที่ได้สอนเรื่องภาวนาบ้าง ให้ได้เห็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ของพุทธศาสนาที่ว่าธรรมเลิศ เลิศยังไง มีแต่เลิศในความจำ ในตำรับตำรา ความจำเฉย ๆ มันเลิศอะไร พระพุทธเจ้าไม่ได้มาสอนโลกด้วยความจำนะ สอนด้วยความรู้จริงๆ ด้วยการภาวนา เมื่อภาวนาแล้วจิตมันจะแปลกประหลาดอัศจรรย์

จากนั้นแล้วทุกอย่างมันจะตื่นเต้นภายในจิตใจ ทำการทำงานภายนอกภายในจะเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเหตุเป็นผล เป็นหลักเป็นเกณฑ์ไปทั้งนั้น ภายในใจมีหลักยึดแล้ว แต่นี้มันไม่มีหลักใจ โลเล ๆ มองดูแล้วมันจะมองไม่ได้นะ ดีไม่ดีเขาจะหาว่าหลวงตาบัวเป็นบ้ากันทั้งโลก ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นบ้าเขาไม่ได้ว่า ไอ้พวกบ้าเราอยากว่างั้นอีกสักทีหนึ่ง มันโมโห มันไม่มีใครทำเลย มีแต่คนตาบอดเต็มบ้านเต็มเมือง ยกยอคนตาบอดดีกว่าคนตาดี ฟังซิน่ะ เอาคนตาบอดทั้งโลกมายืนงุ่มง่ามต้วมเตี้ยม ชนนั้นชนนี้ ตกเหวตกบ่อ อวดกันอยู่อย่างงั้นนะ คนตาดีมองดูจนดูไม่ได้

ถ้าคนตาดีจะบอกนี้มาโจมตีคนตาดี ปล่อยให้คนตาบอดมันงุ่มง่ามตกเป็นแถว เกลื่อนอยู่ในโลกอันนี้ ดีแล้วเหรอพิจารณาสิ พวกเราเหมือนคนตาบอดนั่นแล้ว คนตาดีก็คือศาสดาองค์เอก โลกวิทูนั่นล่ะคนตาดี มองไปไหนเห็นหมดเลย เรามันมีแต่คนตาบอด ไปที่ไหนก็มีแต่งุ่มง่ามต้วมเตี้ยม มาเจอกันแล้วยังไม่เห็นกัน เข้าใจไหมล่ะ เอาหัวชนกัน เหอะ จับดูสบายดีเหรอ ว่ะ ไปถามดูเหรอ ไปถามหัวตออีก มันไม่ถามคน มันตาบอด ยังถามว่าสบายดีเหรอ ว่ะ

ไอ้พวกตาบอด พูดอย่างงี้นะเรา ใครจะว่าอะไรก็ตาม มันไม่ได้สนใจกับเรื่องตาบอดนี่น่ะ ตาดีมันจ้าอยู่นี่จะให้ว่าไง ใครจะว่าอะไรก็ไม่สนใจ เหยียบไปเลย พวกมูตรพวกคูถ พวกส้วมพวกถาน พวกตาบอดคือพวกมูตรพวกคูถ พวกส้วมพวกถานนี่นะ พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนตาบอด จ้าอยู่ตลอด จ้านี้มาเพราะเหตุไร ก็เพราะการภาวนา นั่นหลักใหญ่อยู่ตรงนั้นนะ พอเรารู้และเข้าใจแล้วมันเป็นสักขีพยานขึ้นมาในตัวเลย ไม่ต้องไปหาใครนะ มันรู้อย่างจริงอย่างจังแน่นหนามั่นคงขึ้นมาภายในตัวของผู้รู้นั่นแหละ ถ้าไม่รู้ทำยังไงมันก็ไม่รู้

นี่ก็กำลังเร่งสอนเรื่องภาวนา อยู่ในวัดก็เหมือนกัน พวกที่ไปอาศัยอยู่ในวัดก็จะสอนเฉพาะเจาะจงมันก็ไม่มีเวลา สอนกลาง ๆ ไปอย่างงั้นแหละ เน้นหนักทางด้านภาวนา ให้ได้รู้เรื่องรู้ราวกันบ้าง พุทธศาสนาจะได้เป็นของแปลกประหลาดขึ้นบ้างในหัวใจของผู้ภาวนา เพราะการภาวนาต้องสัมผัสธรรม สัมผัสไปเรื่อย ๆ คนตาบอดดูคนตาบอดมันน่าดูอะไร คนตาดีดูคนตาบอดมันน่าดูอะไร มีสักกี่รายมันได้ปลงธรรมสังเวชทั้งนั้นแหละ คนตาดีดูคนตาบอด เดินไปมีแต่เดินไปเพื่ออันตรายๆ เคลื่อนไหวไปไหนมีแต่เพื่ออันตราย คนตาบอดเคลื่อนไหวมีแต่เพื่ออันตรายทั้งนั้น คนตาดีนี้มีแต่ความรู้แจ้งแทงทะลุ รู้เหตุรู้ผล รู้อันตราย ปัดออก ๆ พวกเรานี้กวาดเข้ามา อะไรที่เป็นไฟแล้วกวาดเข้ามา การภาวนาไม่มีเลยชาวพุทธเรา

เรื่องภาวนานี้ตรงนี้สำคัญมากสำหรับผู้เป็นแล้วนะ ผู้เป็นแล้วสำคัญมาก ต้องมีครูมีอาจารย์คอยแนะให้ถูกต้อง แล้วรื่นเริงไปเรื่อยๆ นะ จิตใจมีคุณค่ามีราคา มีจุดหมายปลายทาง มีหลักมีเกณฑ์ มีเหตุมีผลติดตัวไปเรื่อยนะ ผู้ภาวนาที่จิตใจได้รับผลขึ้นมาแล้วจะเป็นคนอย่างงั้นแหละ ผิดกับผู้ไม่ได้ภาวนา ซึ่งอยู่แบบลอย ๆ อะไรลอยทั้งนั้นน่ะ ไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นที่ยึดที่เกาะ ก็ดังที่พูดตะกี้แล้วเหมือนคนตาบอด พูดอย่างนี้ถนัดดี เหมือนคนตาบอด

ทีนี้ให้พร เวลานี้ทองคำยังขาดอยู่ ๔ กิโลครึ่ง ที่จะให้เต็มจำนวน ๒๕ กิโล คือเศษจาก ๕๐๐ แล้ว เราจะให้ได้ ๒ แท่ง แท่งละ ๑๒ กิโลครึ่ง เวลานี้แท่งที่สองขาดอยู่ ๔ กิโลครึ่ง เราจะเอาแท่งนี้เข้ามารวมกัน ให้เป็นได้ทองคำ ๕๒๕ กิโล เวลานี้ได้ ๕๒๑ กิโล ขาดอยู่ ๔ กิโลครึ่ง นี่ก็จวนแล้ว คิดว่าจะได้ เพราะงั้นจึงได้พาลูกศิษย์ลูกหาขยับให้ได้ ดอลลาร์เมื่อวานนี้มาถึงทีแรก ขาดอยู่ ๒๐,๐๐๐ ดอลล์ จะครบจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ ทองคำขาดอยู่ ๔ กิโลครึ่ง จะครบ ๕๒๕ อันนี้เราก็จะเอา มีแต่จะเอา ๆ ท่าเดียว ทั้งสองให้ได้ด้วยกัน จะขยับขึ้นเรื่อยล่ะ ต่อไปนี้จะให้พร

[หลังจังหัน]

(โยม : จิตรวมตัวเป็นหนึ่งแล้วเป็นหลักแล้วสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ) แล้วภาวนาเวลานั้นร่างกายมันสูงขึ้น ๆ ใช่ไหม (โยม : มันรวมตัวเป็นหนึ่งหมดเลย แล้วมันจะมีหลักอยู่หลักเดียวค่ะ แน่นหนา แต่หลักนี้มันจะสูงขึ้นเรื่อย เวลามันสูงขึ้นมันเหมือนจะดึงตัวเจ้าของไปด้วย) เออ เข้าใจทันทีก็ผ่านมาหมดแล้วที่พูดเหล่านี้ เรามาโกหกโลกเมื่อไร พระพุทธเจ้าไม่ได้โกหกโลก ถอดออกมาจากหัวใจนี่น่ะ ๆ เห็นไหมตาบอดหรือ อยากว่างั้น อันนี้พอพูดแล้วเข้าใจทันที เพราะงั้นจึงอยากเทศน์สอนคนน่ะซิ งุ่มง่ามต้วมเตี้ยมๆ อยู่

นี่เวลามันรวมลงมันจะสูงขนาดไหน ความรู้เป็นหลักไว้นะ มันจะสูงขึ้นขนาดไหนอย่าปล่อยความรู้นะ ถ้าปล่อยความรู้ส่งตามนี่มันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้นี้ปล่อยไปไหน มันจะลงไปเรื่อย ขยายออกมันก็ออกเรื่อย ๆ ทีนี้เราต้องการให้ความรู้เป็นหลักเกณฑ์มันจะขึ้นขนาดไหนไม่ต้องสนใจ ให้จับความรู้นี้ไว้ สักเดี๋ยวนี่ก็ลงมา เข้าใจ (โยม : เข้าใจค่ะ เวลาภาวนามันจะขึ้น เวลามันจะขึ้นมันจะแบบจื้ด ๆ ) นั้นแหละรู้ ตัวนี้ออกจากอันนี้ล่ะไป อันนั้นมันก็จะลงมาสู่ความปกติและแน่นหนามั่นคง เข้าใจเหรอ อันนั้นเอาแน่มันไม่ได้ ทั้งสูงทั้งต่ำ บางทีคนคนเดียวเท่าภูเขา อำนาจของจิตแผ่ไปนี้ร่างกายของเราร่างเดียวนี้เท่ากับภูเขาทั้งลูกใหญ่ ทีนี้เวลาเรากำหนดและมันก็เข้ามา เพราะเป็นกระแสของจิต ไม่ใช่จิตแท้ ไม่ใช่ภูเขาแท้

เท่านั้นแหละไป เราอยากให้ได้ยินได้ฟัง ให้ได้เห็นบ้างเรื่องภาวนาของพระพุทธเจ้า เหยียบย่ำไปมา เอาแต่กิเลสเหยียบหัวพระพุทธเจ้าตลอดเวลานี้มันทุเรศจริง ๆ นะ ความโลภกลายเป็นทองคำทั้งแท่ง ความโกรธ ราคะตัณหา กลายเป็นทองคำทั้งแท่ง เหยียบหัวพระพุทธเจ้าที่เป็นองค์น้ำดับไฟ เอาธรรมมาดับสิ่งเหล่านี้ เหล่านี้เป็นไฟ ความโลภก็เป็นไฟ ความโกรธเป็นไฟ ราคะตัณหาเป็นไฟ ธรรมะเป็นน้ำดับไฟ มันไม่ได้มองดูธรรมนะ ดิ้นตามกิเลส พิลึกจริงๆ นะ ให้ได้ภาวนาบ้างสิ

พอเห็นอันนี้แล้วมันจะรู้ทันที ๆ เหมือนเราไปเจองูเห่า งูจงอาง สามเหลี่ยมนั่นแหละ ตัวนี้ตัวสามเหลี่ยมกล่อมสัตว์โลกไม่รู้ตัวเลยนะ พอธรรมจับเข้าปั๊บรู้ทันที ว่านี่สามเหลี่ยม นี้จงอาง นี่งูเห่า มันรู้ ๆ ปัดออก ๆ ถอยเรื่อย ผู้ท่านว่าท่านเห็นทุกข์ ท่านถอยอย่างงั้น เวลาไม่เห็นทุกข์ก็เห็นจงอางเป็นสายสร้อยสังวาลล่ะซิ คล้องคอมานี่ ตัวใหญ่เท่าไรยิ่งคล้องใหญ่ โอ้ยนี่ได้ทองคำสวยนะเหลืองอร่าม มันไม่รู้ว่าสามเหลี่ยม มันไม่รู้ว่าจงอางเครื่องผูกมัดคอมัน มันไม่รู้ พอจิตรู้ปัดปุ๊บ โธ่ สามเหลี่ยมเท่านั้นพอ นั่นล่ะท่านเห็นภัย ท่านไม่ได้ว่าเห็นเฉย ๆ นี่นะ ท่านประจักษ์

อยากให้ได้ภาวนากันบ้าง ศาสนาของพระพุทธเจ้าเลิศเลออยู่ที่ใจ สอนลงที่ใจ รากเหง้าของศาสนา แก่นของศาสนา ความเลิศเลอของศาสนาอยู่ที่ใจ ให้กำหนดลงด้วยภาวนา ดูหัวใจตัวเองบ้าง อย่าปล่อยให้แต่ส้วมแต่ถานคือกิเลสมาเหยียบย่ำทำลาย ธรรมะโผล่ไม่ได้ ไปที่ไหนจึงมีแต่ความเดือดร้อน จะไม่เดือดร้อนยังไงก็มูตรก็คูถ ไม่ใช่ทองคำทั้งแท่ง อยากให้พากันทำบ้างนะ สอนมาโดยลำดับสี่ห้าปีนี้เต็มแล้วนะ สอนอยากให้รู้ให้เห็น ทางภาวนานี้สอนเน้นหนักเรื่อย ๆ ไปล่ะ แต่ก่อนก็ไม่มากนะ ต่อมาก็เริ่มเรื่อย เวลานี้สอนทางด้านภาวนาหนักเข้า ถ้าใครเป็นด้านจิตใจภาวนาจะสนใจเป็นพิเศษทันทีเลย

เราก็พยายามตะเกียกตะกายเพื่อพี่น้องทั้งหลายนั้นแหละ หลวงตาบัวดิ้นอยู่เวลานี้ไม่ได้ดิ้นเพื่อตัวเองนะ เราดิ้นเพื่อพี่น้องลูกหลานชาวไทยเราจะได้มีหลักมีเกณฑ์ มีที่เกาะที่ยึดเป็นที่อบอุ่นตายใจต่อไป ดังที่ปู่ ย่า ตา ยายให้ความอบอุ่นแก่พวกเรา ยึดเกาะท่านมาเป็นความอบอุ่นตลอดมา ก็มาระยะที่ผ่าน ๆ มานี้เดือดร้อนวุ่นวายระส่ำระสายจนถึงกับเมืองไทยทั้งเมืองที่ถ่อพายกันมานานแสนนาน จากปู่ ย่า ตา ยายจะจมให้เห็นต่อหน้าต่อตา เพราะงั้นเราถึงได้ดีดอันนี้ขึ้นมา เวลานี้พอลืมตาอ้าปากได้แล้ว ขยับใส่จุดที่เราต้องการ พอให้เป็นความอบอุ่นของลูกหลานไทยเราต่อไป

เราพยายามจะให้ได้ตามที่กำหนด ให้พิจารณากันให้ทั่วถึง ได้สาระคุณของชาติไทยเรา เวลานี้อยู่กับการเสาะแสวงหาสมบัติเข้าสู่คลังหลวง ซึ่งเป็นหัวใจของชาติให้ได้ตามความต้องการเป็นจุด ๆ ไป ฟัง ๆ ดอลลาร์ได้ ๖,๗๕๕ ดอลล์ ทองคำได้ ๖๘ บาท ๘๒ สตางค์ จะให้พร

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาวันต่อวัน

ได้ที่ www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก