ขอบิณฑบาตให้พี่น้องทั้งหลายได้อบรมจิตใจ
วันที่ 12 เมษายน 2546 เวลา 13:00 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

เนื่องในโอกาสครบรอบ ๕ ปีโครงการช่วยชาติ

และพิธีมอบทองคำเข้าคลังหลวงครั้งที่ ๘

เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

ขอบิณฑบาตให้พี่น้องทั้งหลายได้อบรมจิตใจ

 

        (พล.ร.ท.ตรีรัตน์ ชมะนันท์ กล่าวถวายรายงานแด่องค์หลวงตา “กราบนมัสการพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) ที่เคารพอย่างสูง กราบเรียน ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย ท่านผู้มีเกียรติ เพื่อนร่วมบุญที่เคารพทุกท่าน ผมในนามของผู้แทนโครงการช่วยชาติ โดยหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ขอเรียนให้ท่านที่มาชุมนุม ณ ศาลาสวนแสงธรรมแห่งนี้ รวมทั้งประชาชนชาวไทยทั่วไปได้ทราบทั่วกันว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญอย่างยิ่งของพวกเราชาวไทย ทั้งนี้เพราะเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ณ สถานที่แห่งนี้เป็นวันที่เปิดโครงการช่วยชาติ โดยหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน อย่างเป็นทางการ โดยมีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ทรงเสด็จมาเป็นองค์ประธานในการบริจาคเป็นปฐมฤกษ์

         จากสาเหตุสำคัญที่เกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจของชาติ เมื่อปี ๒๕๔๐ เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เป็นผู้นำโครงการช่วยชาติ โดยมีวัตถุประสงค์หลักอยู่สองประการคือ ต้องการสร้างจิตใจคนไทยทั้งชาติให้เกิดความรักชาติ เสียสละ มีหลักใจ มีคุณธรรม และช่วยกันรักษาบ้านเมือง ส่วนทางด้านวัตถุได้ขอรับบริจาคทองคำ เงินดอลลาร์ เงินสกุลต่างประเทศ และเงินบาท เพื่อนำทองคำ และเงินดอลลาร์สหรัฐ เข้าสู่บัญชีฝ่ายออกบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือคลังหลวง ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ออกหน้าเป็นผู้นำด้วยความเสียสละ เหนื่อยยาก ต้องต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคทั้งปวง รับภาระอันหนักไว้แต่เพียงผู้เดียว

         การกระทำคุณงามความดีของท่านจะมีผู้รู้หรือไม่ก็ตาม จะมีผู้เห็นหรือไม่ก็ตาม แต่ผลที่บังเกิดขึ้นในปัจจุบันก็คือ คุณธรรมทางจิตใจที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน และกองทานมหากุศลที่พวกเราทั้งหลายได้ร่วมกันบริจาคมากบ้างน้อยบ้าง ตามศรัทธาและตามฐานะ บังเกิดเป็นทองคำแท่ง เงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินบาทจำนวนมากมายมหาศาล ทั้งที่เข้าสู่คลังหลวงไปแล้ว รวมทั้งที่กองอยู่ตรงหน้า อันเป็นเครื่องแสดงว่าผู้นำโครงการช่วยชาติ คือหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นที่ยอมรับจากประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า นับตั้งแต่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระประมุขของชาติ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระราชวงศ์ ตลอดจนฯพณฯนายกรัฐมนตรี ผู้นำจากองค์กรต่าง ๆ ประชาชนทั้งในเมืองและชนบท ต่างร่วมกันบริจาคทรัพย์กับหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

         ทุกครั้งที่หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ไปแสดงธรรมและรับผ้าป่าช่วยชาติ ณ สถานที่ใดก็ตาม สถานที่นั้น ๆ จะมีประชาชนชุมนุมเนืองแน่นด้วยความศรัทธา เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มาชุมนุมได้สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้วในภายภาคหน้า จำนวนทองคำแท่งและเงินดอลลาร์สหรัฐที่มอบเข้าคลังหลวงไปแล้ว จำนวน ๗ ครั้ง ประกอบด้วยทองคำแท่ง ๕,๕๖๒.๗๘ กิโลกรัม เงินดอลลาร์สหรัฐ ๖,๕๗๘,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ เกิดดอกผลเพิ่มขึ้นอีก ๕๙๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ สำหรับวันนี้จะเป็นการมอบทรัพย์สินเข้าคลังหลวงอีกครั้งหนึ่ง

         การมอบครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๘ โดยจะมี :

·      ทองคำแท่ง ๔๒ แท่ง รวมน้ำหนัก ๕๒๕ กิโลกรัม

·      เงินดอลลาร์สหรัฐ ๔๐๐,๐๐๐ เหรียญ

·      รวมนับเป็นจำนวนทรัพย์สินทั้งสิ้น ที่ได้มอบเข้าคลังหลวงหลังจากเสร็จพิธีในวันนี้แล้ว จะประกอบด้วย  -  ทองคำแท่ง ๖,๐๘๗.๗๘ กิโลกรัม

                           - เงินดอลลาร์สหรัฐ ๗,๕๖๘,๐๐๐ เหรียญ

·      คิดเป็นเงินบาทไทย ณ ขณะนี้ประมาณ ๓,๐๖๕,๙๘๘,๘๔๐ บาท

         ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ กระผมขอกราบอาราธนานิมนต์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้กรุณาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่ทองคำแท่ง เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะนำเข้าคลังหลวง และขอกราบเรียนเชิญฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย ผู้แทน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี กรุณาเข้ารับมอบทองคำแท่งและเงินดอลลาร์สหรัฐจากหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ต่อไปครับ”)

         (ดร.สุรเกียรติ อ่านถวายรายงานแด่องค์หลวงตา “กราบนมัสการพระธรรม    วิสุทธิมงคล พระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ประธานโครงการช่วยชาติที่เคารพยิ่ง กระผมนายสุรเกียรติ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับบัญชาจากฯพณฯนายกรัฐมนตรี ให้มาเป็นผู้แทนในการรับมอบทองคำ และเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อมอบให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินการนำไปเพิ่มพูนคลังหลวงเป็นสมบัติของชาติไทยสืบไป

         ตามที่พระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้มีเมตตาต่อพี่น้องชาวไทย ด้วยการเป็นผู้นำโครงการช่วยชาติมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ ต้องแบกรับภาระทั้งหลายทั้งปวงไว้แต่ผู้เดียว โดยมิได้มีความหวั่นไหวต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งสิ้น ทั้งที่ธาตุขันธ์ของพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ล่วงเข้าถึง ๙๐ ปีแล้ว พระอาจารย์ได้สู้อุตสาหะเสียสละ ลำบากตรากตรำเดินทางไปแสดงพระธรรมเทศนา และรับบริจาคทรัพย์จากทั่วทุกสารทิศ โดยมิเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หรือย่อท้อแต่ประการใด เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมกันกอบกู้วิกฤตทางเศรษฐกิจของชาติ ร่วมกันสร้างมหาทาน มหากุศล ยกชาติไทยของเราขึ้นมาจากหล่มลึกให้จงได้

         จวบจนถึงบัดนี้ความเพียรอันยิ่งใหญ่ของพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้นำพาประเทศชาติให้พ้นจากภาวะวิกฤตแล้ว การมอบทองคำแท่ง และเงิน ดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่คลังหลวงแต่ละคราว เป็นการสร้างความมั่นคงแก่ทุนสำรองของชาติ และยังเป็นการประกาศให้ชาวโลกรับรู้ว่า เมื่อยามมีภัยเกิดขึ้น ชาติไทยของเรามีพระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ เป็นครู เป็นอาจารย์ของชาวไทย เป็นผู้นำในการสร้างความสามัคคีของชาติ จนได้รับการกล่าวขานยกย่องว่าเป็นบุคคลตัวอย่างของชาติไทย รัฐบาลรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งในความเสียสละของพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน คณะศิษย์ ตลอดจนประชาชนผู้ร่วมบริจาคทุกท่าน และรัฐบาล ขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนที่กรุณามอบทองคำและเงินดอลลาร์สหรัฐในวันนี้ รัฐบาลจะส่งมอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปเพิ่มพูนสินทรัพย์ในคลังหลวง เป็นสมบัติของไทย ตรงตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคต่อไป รัฐบาลขอยืนยันว่าจะดำเนินการให้ประชาชนชาวไทยอยู่ดีมีสุข บริหารราชการแผ่นดินด้วยความเมตตากรุณาต่อพี่น้องประชาชน และเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนสืบไป)

         (หลวงตาเมตตาเริ่มแสดงพระธรรมเทศนา)

         นี่ที่หลวงตาพูดกับบรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายในขณะนี้ พูดด้วยความเป็นกันเอง ประหนึ่งว่าหลวงตาเป็นปู่ เป็นย่า ตา ยาย ของลูกของหลานทั้งหลายทั่วประเทศไทย ได้ทำความอุตส่าห์พยายามช่วยชาติบ้านเมือง เพราะเห็นแก่พี่น้องลูกหลานทั่วประเทศไทยนั้นเอง ที่เกิดความเดือดร้อนระส่ำระสายถึงกับบ้านเมืองจะล่มจมลงไป เพราะเหตุการณ์อันเลวร้ายทั้งหลาย ก็ได้อุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายมา ตั้งแต่เริ่มต้นปี ๒๕๔๑ จนกระทั่งบัดนี้ วันนี้เป็นวันครบรอบ ๕ ปีแห่งการเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายเพื่อกู้ชาติบ้านเมือง ให้พี่น้องทั้งหลายได้อยู่ร่วมกันเป็นสันติสุขร่มเย็นทุกด้านทุกทาง ทั้งด้านวัตถุก็ค่อยมีหนุนขึ้นเป็นลำดับลำดา

         ทางด้านจิตใจก็เข้าใจว่า การประกาศศีลธรรมให้พี่น้องทั้งหลายทราบมาตลอดเวลา ๕ ปีนี้ คงจะซึมซาบเข้าสู่จิตใจของชาวพุทธเราไม่มากก็น้อย นี้เป็นความแน่ใจของหลวงตา ผลที่ได้มาเป็นลำดับก็ดังที่ได้ประกาศแล้วทางด้านวัตถุ ทั้งทองคำ ดอลลาร์ เงินสด ส่วนทางด้านจิตใจก็ประกาศสอนมาเป็นลำดับลำดา ว่าให้เป็นผู้มีความรักชาติ ชาติไทยเป็นของเรา คนอื่นเขาไม่มารักเราต้องรัก ลูกของเราเราต้องรัก หลานของเราเราต้องรัก สามีภรรยาของเราเราต้องรัก แม้ที่สุดสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้านของเราเราก็ต้องรัก ต้องรักษา ทุกสิ่งทุกอย่าง อันนี้สมบัติเงินทองพร้อมทั้งคนทั้งประเทศซึ่งเป็นสมบัติอันใหญ่หลวงของชาติด้วยแล้ว ยิ่งเป็นสมบัติอันล้นค่าที่พี่น้องทั้งหลายจะตั้งจุดแห่งความรักมหาสมบัติเหล่านี้ไว้กับหัวใจทุกท่านๆ ไม่ให้ปล่อยวางจืดจางไปด้วยความเหลวไหลโลเล

         ในการประพฤติตัวก็ขอให้มีขอบเขตเหตุผล มีหลักมีเกณฑ์ การกินอยู่ปูวายก็อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว ซึ่งเป็นการทำลายทรัพย์สมบัติเงินทองมากน้อย และทำลายจิตใจจนกลายเป็นนิสัยเรื้อรังติดลูกติดหลาน กลายเป็นลูกหลานที่สุรุ่ยสุร่ายหาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ แล้วกระจายไปทั่วประเทศไทย ว่าเมืองไทยนี้ไม่มีหลักเกณฑ์ สุรุ่ยสุร่าย การอยู่ การกิน การใช้ การสอย หากฎหาเกณฑ์ไม่ได้ มีแต่การทำลายตน ทั้งที่การกินก็ไปเป็นการอุดหนุนธาตุขันธ์ แต่กินด้วยการทำลายมันเสียอีกทางหนึ่ง ซึ่งใหญ่หลวงยิ่งกว่าท้องของเราที่อิ่มท้องแล้วด้วยการกินไม่รู้จักประมาณ

         การใช้การสอยก็ขอให้พากันรู้จักประมาณ โลกอันนี้ไม่เคยมีอะไรบกบางขาดเขินเลย สมบูรณ์พูนผลไปทุกแห่งทุกหน ไปบ้านใดเมืองใดสมบัติต่าง ๆ มีอยู่ทั่วไป เป็นแต่เราจะปฏิบัติอย่างไรให้เหมาะสมกับสมบัตินั้นๆ เพื่อความดี ความแน่นหนามั่นคงของเรา จากการปฏิบัติด้วยความมีสัดมีส่วนต่อสิ่งทั้งหลายนั้น เรียกว่าเป็นผู้มีหลักมีเกณฑ์ในการใช้สอย อย่าใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย อะไรผ่านมาก็คว้า อะไรผ่านมาก็คว้า ๆ อย่างนี้เป็นนิสัยไม่ดีติดตัวเรา อันนี้ขอพี่น้องทั้งหลายได้สงวนไว้อย่างดีนะ เก็บไว้ลึก ๆ ภายในจิตใจ นำไปปฏิบัติตนเอง การอยู่กินใช้สอย

         การไปมาหาสู่ก็เหมือนกัน ให้มีขอบมีเขต มีหลักมีเกณฑ์ แล้วชาติไทยของเราก็จะเป็นการพยุงชาติของตนด้วยความรู้จักประมาณ มีขอบเขตเป็นเครื่องรักษา และเป็นเครื่องบำรุงสืบไป ลูกเต้าหลานเหลนของเราที่เกิดมาสุดท้ายภายหลัง ไม่มีความรู้วิชาใดนอกจากจะออกจากแบบพิมพ์ คือพ่อกับแม่และเพื่อนฝูงที่อยู่ร่วมกันนี้เท่านั้นที่จะยึดเอาจากท่านเหล่านี้ไปปฏิบัติ เราจึงขอให้วางหลักเกณฑ์อันดีงามไว้สำหรับลูกหลานของเราได้ปฏิบัติ จะเป็นลูกหลานที่มีขื่อมีแป รักนวลสงวนตัว ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เป็นคนหลักลอย ขอฝากธรรมอันนี้ไว้กับพี่น้องทั้งหลาย

         และเรื่องธรรมภายในใจหลวงตาก็เคยได้สอนแล้วเป็นลำดับลำดามา เรื่องจิตใจเป็นเรื่องสำคัญมาก ตามที่ทราบมาเป็นลำดับลำดาว่า ศาสนาใด ๆ ไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณ เราก็พึ่งมาทราบเอาตอนนี้แหละ ตอนบ้านเมืองจะเกิดยุคไฟไหม้โลกนี้เอง ศาสนาต่าง ๆ ออกมาแสดงตนเพื่อความสงบร่มเย็นแห่งชาติ หรือแห่งโลกนั้น เราก็ได้แสดงธรรมะออกไปในหลักพุทธศาสนา และท่านที่เป็นเจ้าของศาสนานั้น ๆ ก็แสดงความชมเชยว่า พระพุทธศาสนาเรามีจิตวิญญาณ มีวิญญาณ นั่น แสดงว่าที่อื่นไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับจิตใจในการสั่งสอนโลก และนำศาสนาออกจากจิตใจไปสั่งสอนโลก อันนี้เราไม่ค่อยทราบได้ดีนัก

         แต่มาทราบที่ว่าพุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่ใช้วิญญาณ คำว่า “ใช้วิญญาณ” ก็หมายถึงจิตใจ ท่านแสดงไว้ในธรรมว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา สิ่งทั้งหลายมีใจเป็นประมาณ มีใจประเสริฐสุด เลวก็เลวที่สุดที่หัวใจ ประเสริฐก็ประเสริฐสุดที่หัวใจ ใจจึงเป็นใหญ่ ใจจึงเป็นประมาณทุกอย่าง นี่เรียกว่าพุทธศาสนาใช้หัวใจเป็นการแสดงออกทุกอย่าง เพราะสัตว์โลกทั้งหลายทำดีทำชั่ว ความเคลื่อนไหวไปมานี้ออกจากหัวใจ เป็นแต่เพียงว่าไม่คำนึงถึงการเคลื่อนไหวของใจนั้นออกไปในทางดีชั่ว ผิด ถูก ประการใดเท่านั้น มีแต่ปล่อยจิตใจผู้รู้ให้วิ่งไปตามความทะเยอทะยาน อันเป็นอารมณ์ของกิเลสฉุดลากตลอดไป จึงหาความรู้เนื้อรู้ตัวไม่ได้

         แล้วศาสนาสอนเข้ามาในจุดนี้ ให้รู้ความเคลื่อนไหวของเรา ที่นับถือพระพุทธศาสนาก็คือความเคลื่อนไหวของใจ ตื่นขึ้นมาวันหนึ่ง ๆ จิตใจจะหมุนติ้วในความคิดความปรุงต่าง ๆ ตลอดถึงการพูดการจา การกระทำหน้าที่การงาน จะออกไปจากใจ ถ้าใจได้รับการอบรมศึกษาพอได้หลักได้เกณฑ์บ้างแล้ว ใจนี้จะเป็นหลักเป็นเกณฑ์อันสำคัญ คอยชี้แนวทางแห่งความเคลื่อนไหวของกาย วาจา และความประพฤติหน้าที่การงานที่แสดงออกโดยลำดับลำดา ความผิดพลาดย่อมมีน้อย เพราะฉะนั้นหลักพระพุทธศาสนาท่านจึงสอนให้โลกปฏิบัติจิตตภาวนา นี่คือพุทธศาสนาของเราสอนลงที่จิต

         การอบรมจิตนั้นแล ท่านเรียกว่าการภาวนา การสังเกตสอดรู้ความเคลื่อนไหวของใจ ในเวลาคิดปรุงแต่งเรื่องอะไร ๆ ให้มีสติปัญญาสอดรู้ตามไปว่าเป็นความคิด ผิด ถูก ชั่ว ดี ประการใดบ้าง ถ้าหากเป็นสิ่งไม่ดีก็ให้คัดออก ปัดออก ระงับอย่าคิดในสิ่งนั้นต่อไป สิ่งใดที่เป็นความคิดดี พูดดี ทำดี ก็เสริมสิ่งนั้นไปเรื่อย ๆ นี่เรียกว่าการสังเกตสอดรู้จิตใจของเรา และจากนั้นเวลาจะให้สงบเพื่ออบรมความรู้ของเราให้เด่นดวง คือใจอันนี้แหละ ตามธรรมดาใจจะไม่มีความเด่นดวง มีตั้งแต่ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ครอบงำหัวใจเด่นที่สุดตลอดเวลาและทั่วโลกดินแดน

         ธรรมชาตินี้เด่นมาก เพราะฉะนั้น สัตว์โลกจึงได้รับความทุกข์ความทรมานทั่วหน้ากัน ไม่ว่าใครจะอยู่แห่งหนตำบลใด ขึ้นชื่อว่ากิเลสได้อยู่บนหัวใจแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มัวหมองมืดตื้อ จึงทำให้สัตว์โลกทำไปสุ่มสี่สุ่มห้า และมีความผิดพลาด เป็นทุกข์ติดตามมาด้วยกันทั่วโลกดินแดน ท่านจึงสอนให้อบรมจิตใจ เวลาอบรมจิตใจให้อยู่สงบก็ให้มี ดังที่ท่านสอนว่าภาวนา อบรมใจ ใจปกติจะคิดจะปรุงตลอด นี่เป็นปกติของใจ เหตุที่จะคิดจะปรุงตลอด ก็คือมีสิ่งผลักดันอยู่ภายในได้แก่กิเลส อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องดีดต้องดิ้น แล้วก็นำใจมาใช้เป็นเครื่องมือดีดดิ้นไปตามอารมณ์ของตน จึงมักมีตั้งแต่ความชั่ว ความเสียหายเรื่อย ๆ ไป

         ทีนี้เมื่อเรามีการอบรมจิตใจ ระงับใจ ไม่ให้คิดในเรื่องที่เคยคิดมาแล้วอย่างจำเจ นำธรรมเข้ามาคิดแทน เรียกว่าทำหน้าที่ของธรรมแทนจิตใจที่คิดนั้น ให้เป็นความคิดของธรรมแทนกันเข้ามา เช่น ท่านสอนให้ภาวนา เอาคำบริกรรมนี้ คำบริกรรมนี้เป็นความคิดเหมือนกัน แต่เป็นความคิดฝ่ายระงับ ฝ่ายน้ำดับไฟ ความคิดของกิเลสนั้นเป็นฝ่ายเสริมไฟ หาเชื้อมาเสริมไฟ ทีนี้ระงับความคิดประเภทนั้น เอาความคิดทางด้านธรรมะเข้าไปแทนที่ เช่นเราบริกรรมพุทโธเป็นต้น ตามแต่จริตนิสัยของผู้ที่ชอบในธรรมบทใด เพราะนิสัยไม่เหมือนกัน

         ผู้ชอบพุทโธก็เอาพุทโธเป็นคำบริกรรม ชอบธัมโม สังโฆ หรืออารมณ์แห่งธรรมใดก็ตาม ก็ให้นำอารมณ์ธรรมนั้น ๆ เข้ามากำกับใจ แล้วทำหน้าที่เป็นคำบริกรรม เช่น พุทโธ ๆ ประจำใจเป็นต้น แล้วมีสติควบคุมอย่าให้ใจนี้เปลี่ยนงานจากพุทโธไปเป็นงานของกิเลสแทรกเข้ามา ให้ทำงานของธรรมคือพุทโธ ๆ นี้ติดต่อกันไปเรื่อย ๆ ด้วยสติกำกับรักษา นี่เรียกว่าจิตได้รับการบำรุงรักษาแล้วเวลานี้ แต่ก่อนมีแต่กิเลสถลุงอยู่ตลอดเวลา พอเราเข้ามาทำคำบริกรรมภาวนานี้ก็เข้าสู่จิต เรียกว่าซ่อมเครื่อง ซ่อมใจของเรา อู่ซ่อมใจก็คือในหัวอกของเรานี้แหละ ซ่อมที่ตรงนี้

         นึกพุทโธ ๆ ขึ้นที่ใจตามจริตนิสัยชอบ ให้มีสติติดแนบอยู่กับนั้น จะนานเท่าไรอย่าไปคำนึงคำนวณ ขอให้มีสติติดแนบกับคำบริกรรม ทำงานโดยหน้าที่ของธรรม แทนหน้าที่ของกิเลส จิตเมื่อได้รับคำบริกรรมหล่อเลี้ยงด้วยความมีสติอยู่ ก็เท่ากับเป็นน้ำดับไฟ ความคิดปรุงแต่งต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของกิเลสนำไฟมาเผาเรานั้นจะระงับลง ๆ ทีนี้งานของธรรมปรากฏขึ้นเป็นความสงบเย็นใจ ๆ จนกลายเป็นความสงบแน่วลงในใจ นี่เรียกว่างานของธรรมเป็นน้ำดับไฟ ใจสงบเย็น เพราะคำบริกรรมติดต่อสืบเนื่องกัน นี่ท่านเรียกว่าอบรมใจ เป็นอย่างนี้

         นี่พุทธศาสนาของเราสอนลงที่จุดนี้แห่งเดียวเป็นสำคัญที่สุด จึงได้นำมาสอนพี่น้องทั้งหลาย ให้ได้อบรมจิตด้วยการภาวนา ทีนี้เมื่อจิตได้เกิดผลขึ้นมามากน้อยจากการภาวนาแล้ว จิตใจของเราจะมีความตื่นเต้น มีความรู้สึกเนื้อสึกตัว และรู้สึกว่าจิตนี้มีคุณค่ามีราคาเป็นลำดับลำดา ตั้งแต่ขณะธรรมคือความสงบใจได้เข้าสวมใจเข้าเท่านั้น ใจจะตื่นเต้น ใจจะมีความยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบาน ประหนึ่งว่าความสุขที่เราเกิดมานั้น เราไม่เคยพบเคยเห็นเลย พึ่งมาพบมาเห็นในขณะที่จิตสงบด้วยการภาวนานี้เท่านั้น นี่ละทำให้จิตมีความตื่นเต้น มีความยิ้มแย้มแจ่มใส

         แม้ที่สุดเวลาจิตถอนออกมาจากความสงบแล้ว ไปประกอบหน้าที่การงาน จิตยังเป็นอารมณ์กับผลที่ได้มาตั้งแต่เวลาภาวนาและผ่านไปแล้วนั้นอยู่สม่ำเสมอ ไม่ค่อยห่างไกลจากผลที่ได้เป็นความดูดดื่มในจิตใจ แล้วจิตก็ปลูกเป็นความเชื่อมั่นขึ้นมาภายในธรรมที่ตนได้รู้ได้เห็นจากการภาวนานั้นไปเรื่อย ๆ ทีนี้เวลาจิตเรามีหลักมีเกณฑ์เป็นความสงบเย็นใจ เป็นพื้นฐานของใจได้บ้างแล้ว เวลาเราจะคิดอ่านไตร่ตรอง หน้าที่การงานอะไรนี้จะมีความสุขุมต่างกันมากนะ เราทำธรรมดา เช่นการให้ทาน ให้ทานมากน้อยก็ให้ทานเป็นธรรมดาของเราที่ถือว่าเป็นชาวพุทธ

         แต่ถ้าได้ลงภาวนาจนปรากฏเป็นผลขึ้นมาแล้ว การให้ทานนี้จะมีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ และมีความดูดดื่มในการให้ทาน ทุกอย่างขึ้นชื่อว่าความดีงามแล้วจะดูดดื่ม การรักษาศีล การประกอบหน้าที่การงานก็มีความคิดความอ่านในเหตุในผล ไม่เร่ร่อนไปเหมือนแต่ก่อนที่กิเลสฉุดลากไป นี่ผิดกันอย่างนี้นะ ผลของงานที่เกิดขึ้นจากการอบรมภาวนาแล้วทำจิตใจของคนให้มีความหนักแน่นมั่นคงเป็นลำดับลำดา ยิ่งจิตใจมีความสง่างาม มีหลักมีเกณฑ์ขึ้นเท่าไร เป็นขั้นสมาธิขั้นปัญญาขึ้นมาแล้ว จะอัศจรรย์ตัวเองโดยไม่ต้องสงสัย ผู้ใดก็ตามขอให้ปรากฏจากการภาวนานี้เถอะ จะอุทานขึ้นในตัวของเรา โดยไม่ต้องไปหาสักขีพยานที่ไหนมายืนยันกัน

         ดังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาเพียงพระองค์เดียว เป็นศาสดาสอนโลกได้ทั้งสามโลก สาวกทั้งหลายตรัสรู้บรรลุธรรมขึ้นมาเพียงแต่ละองค์ ๆ เท่านั้นก็ประกาศตนว่าเป็นความบริสุทธิ์แล้ว และสอนโลกเต็มภูมิของตนเอง โดยไม่ไปขอแบ่งสันปันส่วนจากพระพุทธเจ้าเลย นี่คือความเต็มภูมิของแต่ละนิสัย ๆ นี่เกิดจากใจที่มีหลักมีเกณฑ์ คือการอบรมจิตใจ จึงขอบิณฑบาตให้พี่น้องทั้งหลายได้อบรมจิตใจ ให้มีหลักมีเกณฑ์ ปรากฏผลขึ้นมาเป็นเครื่องสะดุดใจให้ตื่นเต้นบ้างเถอะ เราจะเห็นความแปลกประหลาดในใจของเราเป็นลำดับลำดา ยิ่งกว่าสิ่งใดที่เราดีดเราดิ้นไปกับเขา ว่าอันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี มันมีแต่ความหลอกลวง เงา ๆ ของกิเลส ไม่ใช่เป็นความจริง

         แต่พอจิตได้เข้าเจอความจริงจากการภาวนาของตนแล้ว นี้แหละเป็นสิ่งที่แม่นยำ แน่นอน ๆ ปัดออกหมด อะไรที่เคยหลอกลวงค่อยปัดออกไป ค่อยปัดออกไป จึงขอให้บรรดาชาวพุทธเราได้พิจารณาอบรมทางด้านจิตใจบ้างนะ หลวงตาได้อุตส่าห์พยายามสอนมา ยิ่งจวนจะตายเท่าไรยิ่งเน้นหนักทางด้านภาวนา อยากให้ท่านทั้งหลายได้มีเรือนใจเป็นที่พึ่ง ไอ้เรือนกายสถานที่อาศัยมันไม่อดไม่อยาก ไปที่ไหนเกลื่อนไปด้วยเรือนกาย ที่อาศัยของกาย ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ประดับประดาตกแต่ง แต่ไม่เคยสนใจประดับประดาตกแต่งจิตใจที่มันกำลังสกปรกรกรุงรังให้สะอาด พอเป็นความสงบร่มเย็นบ้างเลย จึงขอให้ย้อนเข้ามาตกแต่งจิตใจ ซักฟอกจิตใจด้วยการภาวนาบ้างนะ

        วันหนึ่งๆ ไม่ควรจะให้เสียเวล่ำเวลาไป มืดแจ้ง ๆ นี้มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ แต่ความเสียตัวของเรา เพราะความลืมตัวนี้ต่างหาก ไม่ได้เสียเพราะมืดกับแจ้งนะ มันเสียกับเราเอง ถ้าเราทำดีมืดหรือแจ้งก็เป็นเรื่องของเขา ความดีเป็นสมบัติของเรา จงพากันตั้งใจภาวนาบ้าง สมชื่อสมนามว่าเราเป็นชาวพุทธ ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีความแน่นหนามั่นคง มีเหตุมีผล มีหลักมีเกณฑ์มากขึ้น จากใจที่ได้รับการอบรมแล้ว อันนี้สำคัญมากทีเดียว

         วันนี้พูดธรรมะให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วถึงกัน ในวาระที่ได้มอบทองคำเข้าคลังหลวง คราวนี้เป็นทองคำน้ำหนัก ๕๒๕ กิโล และดอลลาร์ ๔๐๐,๐๐๐ ดอลล์ เพื่อเข้าสู่คลังหลวงของเรา ตามความมุ่งหมายของพี่น้องทั้งหลายที่รักชาติ ต่างท่านต่างเสียสละมามากน้อยทีละหยดละหยาด เหมือนฝนตกลงจากบนฟ้า ตกไม่หยุดไม่ถอยก็ทำท้องฟ้ามหาสมุทรให้เต็มน้ำได้ฉันใด นี่คลังหลวงของเราก็เต็มตื้นขึ้นมาเป็นลำดับ  จากทีละหยดละหยาด แห่งศรัทธาของพี่น้องทั้งหลายที่มีความรักชาติเป็นกำลังหนุนขึ้นมา

         เวลานี้ทองคำเราก็ได้ตั้ง ๖ ตันกว่าแล้ว ซึ่งแต่ก่อนเราไม่เคยมีเลย ก็มีขึ้นมา และดอลลาร์ก็จะเริ่มเข้า ๘ ล้านแล้ว จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้เห็นผลแห่งความรักชาติ ความเสียสละของตนทั่วหน้ากันว่าเป็นผลมาอย่างนี้ แล้วให้อุตส่าห์พยายามต่อไป ผลจะคืบหน้าขึ้นไปสู่ความแน่นหนามั่นคงโดยลำดับ ทั่วหน้ากันในประเทศไทย

         การแสดงธรรมในเวลานี้ก็พอเป็นสัมโมทนียกถา เครื่องระลึกถึงกันและกันในคราวที่เป็นมหากุศลครั้งนี้ ก็เห็นว่าสมควรแก่กาลเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลาย มีท่านรัฐมนตรีฯ กับผู้ว่าการธนาคารชาติเป็นประธาน ได้มีความสุขความเจริญทั่วหน้ากันเทอญ

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก