ศาสนาพุทธมีจิตวิญญาณ
วันที่ 13 เมษายน 2546 เวลา 16:00 น.
สถานที่ : กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม กรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

ศาสนาพุทธมีจิตวิญญาณ

         ศาสนาต่างๆ เรามาทราบชัดเจนตอนที่เราจะว่าคัดค้านก็ได้ ไม่คัดค้านก็ได้ เพราะเราพูดตามธรรม พระพุทธเจ้าสอนโลกให้มีความสงบร่มเย็น อภัยทุกชีวิตของสัตว์ ไม่ให้แตะต้องกันเลย นี่คือพุทธศาสนา แม้แต่สัตว์อยู่ในครรภ์ก็ไม่ให้แตะ ให้สิทธิ์เสมอภาคกันไปหมดทุกดินแดนแห่งสัตว์มีอยู่ ทีนี้เวลาปรากฏว่าจะมีการเผาบ้านเผาเมือง เผาโลกเผาสงสารขึ้นด้วยสงครามนี่มันสะดุดใจเรา ที่เราปฏิบัติธรรมมา แม้แต่สัตว์ตัวหนึ่งเท่าอะไรก็ตาม เราไม่เคยจับได้เลยว่าเรามีเจตนาฆ่าสัตว์ตั้งแต่บวชมา รักสงวนสัตว์ไม่เคยแตะ

อันนี้ตั้งหน้าตั้งตาจะฆ่ากันทั้งโลกให้เห็นต่อหน้าต่อตา ที่เรารักษาความสงบและให้อภัยสัตว์มาเป็นเวลานาน ถ้าพูดถึงเรื่องการบวชก็ ๗๐ ปีนี้แล้ว เราไม่เคยแตะ เราให้อภัยในสัตว์ทั้งหลายตลอดมา แล้วอยู่ๆ ก็จะมีการเผากันทั่วโลกดินแดนโดยถืออำนาจบาตรหลวง ความมักใหญ่ใฝ่สูง ทรงอำนาจป่าๆ เถื่อนๆ เข้ามาเอาเป็นไฟเผาโลกที่มีความสงบร่มเย็นด้วยอรรถด้วยธรรม มีจำนวนมากมายใช่ไหมล่ะ ให้พินาศฉิบหายไปตามๆ กันนี้มันสะดุดใจ

เพราะฉะนั้นเราถึงได้พูดออกมาว่า การรบราฆ่าฟันเป็นของดีอะไร เอามาเทียบกันซี ในหลักพุทธศาสนาจะมีเครื่องยืนยันตลอด โลกผาสุกร่มเย็นกันตลอดมานี้เพราะอะไร ไม่เบียดเบียนทำลายกัน มันก็เป็นความสงบสุข อย่างเรานั่งอยู่เพียงคนเดียวสองคนมาเกิดเรื่องฆ่ากันในท่ามกลางนี้เป็นยังไงเรื่องราว จะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงไร นี่คือไฟเผาโลก ข้าศึกศัตรูเกิดขึ้นแล้วในชุมชนที่มีความสงบร่มเย็น แล้วมันก็กลายเป็นความเป็นฟืนเป็นไฟไปตามๆ กัน นี่ละมาเทียบซิ นี่เราเคยทำความสงบ และศาสนาทั้งหลายเราก็แน่ใจว่าสอนโลกให้เป็นความสงบร่มเย็น

สำหรับพุทธศาสนานี้ไม่ต้องพูดแล้ว ร้อยทั้งร้อยเลย สอนโลกให้มีความอภัยซึ่งกันและกัน ให้สิทธิชีวิตของสัตว์ทั่วดินแดน ไม่ว่าตัวเล็กตัวใหญ่ ให้สิทธิเสมอกันหมดในพุทธศาสนาของเรา แล้วอยู่ๆ ก็ได้ยินว่าอย่างนี้ละ เอาอำนาจบาตรหลวงขึ้นมา กำลังรบราฆ่าฟันเริ่มขึ้นมาเวลานี้ และกระเทือนทั่วโลกแล้วเวลานี้ ใครก็ไม่เห็นดีด้วย เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเสนียดจัญไร เป็นเรื่องมหาภัยต่อโลกโดยตรง ไม่ใช่เรื่องเป็นอรรถเป็นธรรม พอที่จะชมเชยสรรเสริญหรือเออออไปด้วย ไม่มี มีแต่ถ้าพูดถึงว่าสาปแช่งก็สาปแช่ง ว่าหักห้ามก็หักห้ามเต็มเหนี่ยวเท่านั้นเอง

มันก็กระเทือนใจซิ พอกระเทือนใจแล้วเราก็พูดละซีที่นี่ อ้าว โลกทั้งโลกมีศาสนาทั่วโลกดินแดน สอนกันยังไงจึงต้องมาก่อความฉิบหายวายปวงให้เป็นเถ้าเป็นถ่าน ในบุคคลทั้งโลกซึ่งมีศาสนาประจำกันทุกคนอย่างนี้ได้ลงคอล่ะ นั่นมันขึ้นแล้วนะ มันเป็นยังไงศาสนาไหนสอนว่ายังไง สำหรับพุทธศาสนานี้สอนให้อภัยทั่วโลกดินแดน แม้แต่สัตว์อยู่ในครรภ์ก็ไม่ให้แตะ พุทธศาสนาสอนอย่างนี้มาดั้งเดิม ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ไม่เคยแตะต้องชีวิตซึ่งกันและกัน เบียดเบียนทำลายไม่เคยมี

แล้วศาสนาทั้งหลายสอนเพื่อความสงบร่มเย็นมิใช่หรือ เอาศาสนามากางซิเราได้พูด ศาสนาไหนสอนให้เกิดข้าศึกสงคราม เอาไฟเผากันมีศาสนาไหนที่แหวกแนวของความร่มเย็นแห่งโลก ที่บรรดามีศาสนาทั้งหลายด้วยกัน เอามาว่าซี มันก็ออกละซิ ตั้งแต่สัตว์เขาก็รักชีวิตของเขา แม้มดแมงนี่ไปแตะเขาได้หรือ เขารักชีวิตของเขา จะมาว่าอะไรชีวิตมนุษย์จะไม่รักตัวเอง ทำไมถึงจะไปโง่กว่าสัตว์ โหดร้ายทารุณยิ่งกว่าสัตว์ เกินมนุษย์ไปแล้วนี่ มันเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์ไป มันก็ออกละซิที่นี่ แล้วศาสนาท่านสอนเพื่อความสงบร่มเย็นหรือสอนยังไง เอาศาสนาทั้งหลายมากางดูซิน่ะ ศาสนาอะไรสอนให้รบราฆ่าฟันเผากันอย่างนี้มีไหมในบรรดาศาสนาทั้งหลาย เอามากางกันกับพุทธศาสนา จะเข้าอยู่ท่ามกลางว่าไม่มี อย่างนี้ไม่มี

ทีนี้พอเราพูดอย่างนี้จบลงเรียบร้อย นี้สรุปมาเลยนะ ว่าการรบราฆ่าฟันกันอย่างนี้เข้ากันไม่ได้กับมนุษย์ที่ว่ามีศาสนาประจำโลก มาทำอย่างนี้มันเป็นเรื่องศาสนาที่ไหน  เป็นเรื่องทำลายกัน  เรื่องโจรเรื่องมารเรื่องมหาภัยต่อโลก ทีนี้พอได้ยินจากนี้แล้ว เขาก็ออกละบรรดาศาสนาทั้งหลาย เขาไม่เห็นด้วยกับหลวงตามหาบัว นั่น แล้วทีนี้เขาก็แย็บออกมา เออ ศาสนาพุทธนี้มีจิตวิญญาณ ศาสนานอกนั้นไม่แสดง เป็นวัตถุล้วนๆ นี่ละเป็นเหตุให้เราจับเอาได้ เขายกให้ศาสนาพุทธของเรา ที่เราออกประกาศลั่นโลกนี่ ว่าเป็นศาสนาที่มีจิตวิญญาณ สอนโลกด้วยจิตใจ นอกนั้นก็แสดงว่าเป็นวัตถุด้วยกัน มันจึงกลายเป็นสุ่มสี่สุ่มห้ากันไปได้ เวลานี้เขาก็พูดอย่างนี้ละ

ทีนี้เราก็สรุปลงมาเลยว่า ศาสนาเหล่านั้นก็แสดงว่า ไม่มีจิตวิญญาณเข้าไปควบคุมศาสนาของตน จึงไม่รู้จักดีจักชั่ว จักบุญจักบาปจากหัวใจที่สร้างไว้ ส่วนมากสร้างแต่ความชั่วเต็มหัวใจด้วยกันทุกคน จึงไม่รู้จักวิธีแก้ไขดัดแปลงหรืองดเว้นมัน ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรม อารมณ์ของใจเกิดขึ้นยังไง ก็ทำตามอารมณ์ อารมณ์ของใจนี้เป็นอารมณ์ของกิเลส ไม่ใช่อารมณ์ของธรรม แต่ทีนี้มันไม่ได้ดูใจนะ มันจะไปรู้อารมณ์อะไรๆ คิดอะไรอยากอะไรก็ดิ้นไปตามความคิดความอยากไป ไปทางโน่นๆ ไม่พอใจฆ่าฟันรันแทงได้ เอาให้โลกฉิบหายก็ได้ เพราะเห็นแต่ด้านวัตถุภายนอก ไม่ได้ดูจิตใจที่มันเป็นฟืนเป็นไฟก่อเรื่องขึ้นมาในขั้นเริ่มแรกน่ะซิ

แต่พุทธศาสนานี้ก่อขึ้นที่นี่เลย ท่านจึงพูดว่า จะโกรธใครก็ตามให้ดูเจ้าของเสียก่อน เราโกรธเขา เราพอใจโกรธเขา เขาโกรธเราพอใจไหม เอามาเทียบกันทันที ถ้าเราไม่พอใจให้เขาโกรธ เราอย่าไปโกรธเขา นั่นมันก็อันเดียวกันหัวใจทุกคน แน่ะ ก็เป็นอย่างงั้น นี่เรียกว่าหัวใจ พุทธศาสนาขึ้น มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา สิ่งทั้งปวงมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ จะดีหรือชั่วขึ้นไปจากใจเท่านั้น ให้ระงับดับสิ่งที่เป็นภัยซึ่งเกิดขึ้นจากใจนี้โดยทั่วกัน ในแดนพุทธศาสนาสอนลงจุดนี้ทั้งนั้น นอกนั้นก็ไม่ได้ยิน จิตวิญญาณไม่มี เพราะฉะนั้นมันถึงเหลวแหลกแหวกแนว

ด้วยเหตุนี้เองการถือศาสนาจึงเอาแน่ไม่ได้ อันนี้เราเคยพูดมาก่อนแล้ว เรื่องศาสนาต่างๆ คือศาสนาของพระพุทธเจ้านี้เป็นศาสนาลงในจุดหัวใจ ชำระจิตใจให้ผ่องใสและบริสุทธิ์เต็มที่แล้วอ่อนนิ่มไปทั่วโลกดินแดน ให้อภัยสัตว์ได้หมดเลย ศาสนาพระพุทธเจ้าออกมาจากจิตใจ ที่ซักฟอกจิตใจให้สะอาดเต็มที่แล้ว เป็นศาสนาที่นิ่มนวลเข้ากับสัตว์ได้ทุกตัวสัตว์เลย ไม่มีแข็งกระด้างต่อสัตว์ตัวใดทั้งนั้น พุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ แต่ศาสนาอื่นเขาไม่มี เมื่อไม่มีก็เอาตามความคิดเห็นของหัวใจที่เราไม่ได้ดูหัวใจนั่นแหละ แต่กิเลสมันผลักดันขึ้นมา อยากทำอย่างนั้นอยากทำอย่างนี้ คิดอะไรก็สอนออกมาตามความอยากความคิดของกิเลส โดยไม่คำนึงว่ากิเลสออกมาจากไหน เพราะไม่ได้ดูหัวใจ ทีนี้อยากทำอะไรก็ทำ

ศาสนาต่างๆ เราพูดแล้ว สำหรับศาสนาพุทธนี้จะสอนคนให้ทำชั่วไม่มี บอกไม่มีเลย สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วเพื่อความดีงามของสัตว์โลกที่ปฏิบัติตามธรรม ไม่มีคำว่าสอนสัตว์โลกให้ล่มจมเสียหายแม้รายเดียวไม่เคยมี ถ้าใครปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเสียหายล่มจมอย่างนี้ไม่เคยมี มีแต่ดีขึ้นไป ปฏิบัติคนเดียวก็ดีคนเดียว สองคน สามคน มากเท่าไรก็ดีขึ้นไป ที่จะให้แหวกแนวลงไปสู่ความล่มจมเพราะคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ ไม่มี เราก็พูดอย่างนี้สอนมาอย่างนี้ ทีนี้ศาสนาอื่นๆ เขาไม่มี

เพราะศาสนาพุทธของเรานี่เป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลส รู้เหตุรู้ผลต้นปลายอย่างละเอียดถี่ถ้วน โลกวิทูรู้แจ้งเห็นจริงหมดจากพระทัย กระจายไปทั่วโลกดินแดน เป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ เห็นอะไรเห็นชัดเจนอย่างแจ่มแจ้ง ว่าดีๆ ว่าชั่วๆ ตามที่ทรงรู้ทรงเห็นแล้วนั้น แต่ศาสนาทั้งหลายนี้ เจ้าของศาสนาเป็นคนมีกิเลส คนมีกิเลสก็เหมือนกับเรานี่ จะเสกสรรปั้นยอไปเป็นศาสดาสักกี่องค์เป็นเจ้าของศาสนานั้น มันก็คือคลังกิเลสเท่านั้นๆ เวลาสอนคนกิเลสอยู่ที่ไหนมันก็ต้องออกตามเรื่องของมัน การสอนคนจึงมีความผิดพลาด สอนเขาว่าดีๆ ว่าถูก แต่มันเป็นความผิด ทำคนให้เป็นบาปเป็นกรรม ตกนรกได้มากมายจากศาสนาของคนมีกิเลส ไม่สงสัย

ส่วนพุทธศาสนาถ้าลงได้ทำตามแล้วไม่มี บอกเด็ดขาดเลยไม่มี แม้รายเดียวก็ไม่เคยเห็นในตำรับตำราว่า พระพุทธเจ้าสอนโลกด้วยความแจ่มแจ้งชัดเจนแล้วโลกไปทำตามพระพุทธเจ้า กลับเป็นพิษเป็นภัยขึ้นมาแก่ตนถึงกับตกนรกหมกไหม้ อันนี้ไม่เคยมี ส่วนศาสนาอื่นๆ ก็ดังที่เคยพูด เพราะเป็นคนมีกิเลสเป็นเจ้าของศาสนา เห็นเขามายอมรับนับถือก็สอนเขาไป ทีนี้เมื่อเขานับถือเขาเชื่อแล้ว เอ้าให้ทำอะไร เขาก็ทำอันนั้น ทีนี้สอนนี้สอนผิดไป เขาก็ทำผิดไปเพราะความเชื่อของเขา นี้สร้างบาปสร้างกรรมได้ไม่สงสัย ทำคนให้ตกนรกหมกไหม้ได้ เพราะเจ้าของศาสนาเป็นคนมีกิเลส สอนผิดพลาดไป ด้วยความเชื่อถือเขาก็ทำตาม แล้วสร้างบาปสร้างกรรมขึ้นมาได้ เรานี้ไม่สงสัยแหละ เข้าใจหรือเปล่าล่ะ

เพราะฉะนั้นศาสนาใดๆ ก็ตาม เราจึงไม่ได้ไว้ใจ ไม่แน่ใจ ส่วนศาสนาพุทธนี้เราตัดคอรองเลยเชียว นี้จึงได้มาประกาศป้างๆ ให้พี่น้องทั้งหลายทราบทีเดียว ว่าเราไม่เห็นองค์ศาสดาก็ตาม แต่มันจ้าอยู่ในหัวใจนี่ จะไปถามหาศาสดาองค์ไหน ศาสดาคืออะไร ถ้าว่าธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ มันก็เหมือนโลกธาตุทั่วไป มีการแปรปรวนล้มหายตายจากกันเป็นธรรมดา ส่วนศาสดาองค์แท้จริงคือธรรมธาตุที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้ว นั้นแลคือองค์ศาสดาแท้ รวมตัวลงมาว่าเป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน เทียบกับมหาสมุทรมหาทะเลหลวงนั่นแหละ

มหาสมุทรมหาทะเลหลวงมาจากน้ำสายต่างๆ ฝนตกบนท้องฟ้าลงมามหาสมุทร มาจากสายต่างๆ ไหลลงมามหาสมุทร พอไหลเข้าสู่มหาสมุทรแล้วกลายเป็นน้ำมหาสมุทรเหมือนกันหมด จะเรียกว่าแม่น้ำสายนั้นสายนี้ไม่ได้ เป็นแม่น้ำมหาสมุทรเหมือนกัน ตกมาบนท้องฟ้าลงมาถึงน้ำมหาสมุทรแล้วก็เป็นน้ำมหาสมุทรด้วยกัน นี่ฉันใดก็เหมือนกัน บรรดาผู้บรรลุมรรคผลนิพพาน เมื่อฝนตกมาจากท้องฟ้าหรือมาจากคลองต่างๆ นี่คือผู้บำเพ็ญคุณงามความดีมา มาจากสายต่างๆ กันเรื่อยมา ผู้นี้บำเพ็ญ ผู้นั้นบำเพ็ญ มันก็เป็นแม่น้ำหลายสาย เมื่อบารมีแก่กล้าสามารถแล้วก็เข้าถึงมหาวิมุตติมหานิพพาน

เมื่อใครยังไม่เข้าก็ไหลเข้ามาๆ ทุกทิศทุกทางด้วยการสร้างบารมีที่ถูกต้อง เมื่อได้เข้าถึงวิมุตติคือหลุดพ้นปึ๋งเข้ามาเท่านั้น เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานเหมือนกันหมด เช่นเดียวกับแม่น้ำที่มาจากสายต่างๆ ลงมหาสมุทรแล้วเป็นมหาสมุทรเช่นเดียวกันหมด จะเรียกมหาสมุทรที่ไหนไม่ได้เลย จะเรียกว่าแม่น้ำนี้มาจากสายนั้นสายนี้เหมือนแต่ก่อนไม่ได้ เมื่อเข้าถึงมหาสมุทรแล้วเรียกได้คำเดียวว่าน้ำมหาสมุทร อันนี้จิตใจของท่านผู้บริสุทธิ์ เมื่อเข้าถึงนั้นแล้วเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ เรียกว่าอยู่ในท่ามกลางแห่งมหาวิมุตติมหานิพพานแล้วจะไปทูลถามพระพุทธเจ้าหาอะไร มันก็กระจ่างอยู่ในหัวใจนี้แล้ว ทูลถามพระพุทธเจ้าหาอะไร

รูปร่างกลางตัว อันนี้เรือนร่างของพระพุทธเจ้าต่างหาก แต่พุทธะแท้คือธรรมธาตุที่บริสุทธิ์ นั่นละคือมหาวิมุตติมหานิพพาน บรรดาผู้ตรัสรู้ธรรมเข้าตรงนั้นแล้วเป็นมหาวิมุตติเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นผู้ที่สำเร็จมรรคผลนิพพานเต็มหัวใจแล้ว ท่านจึงไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า ถามหาอะไร ก็อยู่ในท่ามกลางมหาวิมุตติมหานิพพานด้วยกันแล้ว ถามกันหาอะไร เป็นอย่างนั้นละ นี้กล้าพูดทุกอย่าง สอนโลกให้โลกได้พินิจพิจารณากัน เวลาเราตายจะไม่มีใครพูดอย่างนี้นะ ถึงขนาดนั้น

การพูดอย่างนี้เราไม่มีคำว่าโอ้อวด มันเหนือไปหมดแล้วจะเอามาพูดอะไร ประสากองส้วมกองถาน ตำหนิติเตียน โจมตีข้างนั้นข้างนี้ มันเป็นเรื่องกองส้วมกองถานเหยียบหัวมันไปเลย ธรรมเหนือนั้นขนาดไหน ถ้าจะมาคำนึงคำนวณถึงส้วมถึงถาน ธรรมก็เหมือนส้วมเหมือนถาน ไม่เหนือกัน แล้วอะไรจะดียิ่งกว่ากันไม่มีทาง แน่ะ เมื่อธรรมเป็นธรรม ส้วมถานเป็นส้วมถาน สมมุติเป็นสมมุติ วิมุตติเป็นวิมุตติแล้วก็เหยียบกันไปได้ สอนไปได้ เพราะเหนืออยู่แล้ว วิมุตตินี้เหนือตลอด ท่านจึงเรียกว่าโลกุตรธรรม ธรรมเหนือโลก โลกก็คือโลกสมมุตินี่เองจะเป็นอะไรที่ไหนไป

เราจึงกล้าพูดทุกอย่าง เวลาเราตายนี้จะไม่มีใครพูดนะ บอกขนาดนั้นละ มันจ้าอยู่ในหัวใจนี้ตลอดเวลา จะให้พูดว่ายังไง นิพพานเที่ยงคืออันนี้ละ ธรรมชาติที่มันจ้าแล้วตั้งแต่ขณะที่ผางขึ้นมา เราเคยพูดแล้ว พ.. เท่าไหร่ เอามาหลอกท่านทั้งหลายหรือ ปฏิบัติแทบเป็นแทบตาย บางครั้งถึงขนาดที่จะสลบจะตายไปก็มี เพราะฟัดกับกิเลสไม่มีคำว่าถอย จนได้ชัยชนะขึ้นมา สมเหตุสมผลที่สละเลือดเนื้อลงไป ชีวิตจิตใจไม่เสียดายเพื่อธรรมทั้งนั้น แล้วก็ได้ธรรมขึ้นมา สมเจตนา จึงได้มาประกาศธรรมสอนโลก

เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าเวลาสลบไสลใครรู้ได้ พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี แล้วบำเพ็ญความเป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้ายขนาดสลบถึง ๓ หน ใครไปเห็นพระพุทธเจ้า เวลามาตรัสรู้ธรรมแล้ว กระจายธรรมสอนโลกมาจนกระทั่งถึงบัดนี้เป็นยังไง นั่นเห็นไหม อันนี้เวลามันเป็นขึ้นมา ก็จะไปหาถามใคร ความจริงของจริง ถามใคร มันก็รู้อยู่กับเจ้าของไปถามใคร แน่ะ เหมือนเราอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร จะไปถามมหาสมุทรทำไม เมื่ออยู่ในท่ามกลางมันอยู่ นี้ท่ามกลางมหาวิมุตติมหานิพพาน ซึ่งเป็นธรรมธาตุอันเดียวกันแล้ว มันก็จ้าอย่างเดียวกันแล้ว ถามหาพระพุทธเจ้าอะไร

พูดอย่างนี้ละ ใครจะว่าประมาทหรือไม่ประมาทเราไม่เคยสนใจกับเรื่องของกิเลส มาเห่าว้อกๆ แว้กๆ เอาความจริงมาพูดเสียคำเดียวเท่านั้น เราจึงสอนไป ไปสถานที่ บุคคล กาลเวลา ที่สมควรจะแสดงหนักเบามากน้อยเพียงไรเราก็สอน ควรจะลงขนาดไหนก็ลงขนาดนั้น ควรจะหนักก็หนัก ควรจะทุ่มลงเลยก็ทุ่มลงทีเดียวเลย ตามแต่เหตุการณ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับใจที่จะควรออกต้อนรับกัน ถ้าไม่ควรที่จะรับได้ ดึงออกก็ไม่ออก ธรรมนี่ ถึงจะสอนยังไง ถามยังไงมามันก็ไม่ออก มันไม่สมควรแก่กันก็ไม่ออก ถ้าถึงเวลาถึงกาลที่ควรจะออกแล้ว เอาไว้ไม่อยู่ตูมเลยทันที นั่นละธรรมพระพุทธเจ้า ความเหมาะสมอยู่กับใจดวงเดียว ไม่อยู่กับดินฟ้าอากาศที่ไหน อยู่กับหัวใจของผู้นั้นที่จะสงเคราะห์โลกได้ขนาดไหน

พระพุทธเจ้าสอนโลกไม่ได้สอนด้วยดินฟ้าอากาศ สอนด้วยธรรมที่บริสุทธิ์อยู่ในภายในใจต่างหากนี่นะ นี่ละถึงได้ห่วงใยกับโลกสงสาร เวลานี้จวนจะตายแล้วก็บอกแล้วนี่นะ เราไม่เคยห่วงใยกับสิ่งใดในโลกอันนี้ เราห่วงใยแต่มนุษย์ชาวพุทธเรา ไปที่ไหนจึงตะเกียกตะกาย อย่างไปทางโน่นไปทางนี้ จนเขาจะว่าหลวงตาบัวนี้เป็นผู้กวนบ้านกวนเมือง ก็ยอมรับ เพราะเหตุไรมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะไปแล้ว ไหนล่ะทองคำ ไหนล่ะดอลลาร์ แน่ะเห็นไหมล่ะ เหมือนไปกวนบ้านกวนเมือง นี้กวนด้วยความเมตตาต่างหาก เราไม่เคยแตะแม้แต่บาทหนึ่ง สมบัติทั้งหลายที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคมา เราพอทุกอย่างแล้วฟังเอาซิ เราทำด้วยความเมตตาล้วนๆ ได้มากน้อยเพียงไรเก็บหอมรอมริบๆ มาดังพี่น้องทั้งหลายเห็น

ถ้าว่างานสิ่งก่อสร้างจากเงินของพี่น้องทั้งหลายบริจาคนี้ มันเต็มประเทศไทยเวลานี้มีอยู่ทุกแห่ง ตั้งแต่เราบริจาค เราไม่เคยเก็บเงินตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยยุ่งนะ มีแต่ทำประโยชน์ให้โลก อย่างทองคำเหมือนกัน ได้มาเท่าไรนี้ใครที่ทำผิดพลาดให้เห็น แล้วคอขาดเลยนู่นกับเรา ใครที่มาเกี่ยวข้องกับเรา ต้องเป็นผู้เสียสละชีวิตต่อคำสัตย์คำจริงของพระพุทธเจ้าแล้วถึงจะเข้ากันได้กับเรา ที่จะมามีลี้มีลับกับเราไม่ได้นะ เราไม่มีคนใกล้คนไกล คนที่เชื่อถือได้นั้นแหละเป็นคนที่ฝากเป็นฝากตายกัน เรามอบภาระทุกสิ่งทุกอย่างให้ ถ้าคนไม่ไว้ใจกันมันจะเกิดมาจากท้องเดียวกัน เราก็ไม่เล่นด้วย

เพราะกิเลสกับธรรมเกิดขึ้นมาจากท้องเดียวกันมันก็ไม่เหมือนกัน กิเลสเป็นกิเลส ธรรมเป็นธรรม อยู่ในจิตอันเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน กิเลสเป็นกิเลสอยู่ในจิต ธรรมเป็นธรรมอยู่ในจิต นั่น นี่เกิดมาจากท้องเดียวกันก็ตาม ผู้ชั่วมันเป็นชั่ว ผู้ดีเป็นดี เชื่อถือกันได้ยังไง นี่เราปฏิบัติอย่างนั้นนะทุกวันนี้กับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย เราอุตส่าห์พยายามเต็มเม็ดเต็มหน่วย การเทศนาว่าการนี้ตั้งแต่ออกสนามมานี้ก็ถึง ๕ ปีกว่าแล้ว เทศน์กี่กัณฑ์เอาไปนับดูซิท่านทั้งหลาย

ถ้าจะนับแบบโลกๆ ใครจะเทศน์ได้อย่างนี้ไม่ใช่คุย การที่จะไปเทศน์แต่ละแห่งๆ ดูหนังสือแทบล้มแทบตาย ไปพูดที่นั่นที่นี่ ครั้นไปพูดมาแล้ว หนังสือยังไม่ดู เขามาเชิญมาชวนไปเทศน์ที่นั่นที่นี่ เอ้า หนังสือไม่ได้ดู เทศน์ไม่ได้ แน่ะ เป็นอย่างงั้น เรื่องของโลกทั้งหลายเป็นอย่างงั้น แต่หัวใจดวงนี้ไม่เป็น ว่าตรงๆ อย่างนี้ ถ้าควรจะออกมันจะผางทันทีเลย ไม่ควรออกดึงเท่าไรก็ไม่ออก เพราะฉะนั้นจึงว่าไม่มีของเก่าของใหม่การเทศนาว่าการ ถึงเวลาแล้วออกเลย ผึงๆ จบแล้วหายเงียบไปเลย ไม่ได้เป็นอารมณ์กับคำที่ดุด่าว่ากล่าวเฆี่ยนตีหรือนิ่มนวลอ่อนหวานอะไรเลย เพราะเป็นธรรมเหมือนกันหมด หนักก็เป็นธรรม เบาก็เป็นธรรม เป็นประโยชน์แก่โลกทั้งนั้น ออกตามระยะๆ ที่ธรรมจะเป็นประโยชน์แก่โลกขนาดไหน

เวลาเทศน์จบลงแล้วหายเงียบเลย ไม่ได้เคยเป็นอารมณ์กับที่ว่าวันนี้พูดไพเราะเพราะพริ้ง พูดนิ่มนวลอ่อนหวาน วันนี้พูดดุเดือด พูดกระโชกกระชาก กระแทกแดกดันนี้เสียใจต่อการเทศน์ของตัวเอง ไม่เคยมี ถ้ามีเทศน์ไม่ได้ ถ้าลงเกรงใจเขาเกรงใจเราอยู่แล้วเทศน์ไม่ได้นะ เกรงใจเขาก็คือกิเลส เกรงใจเราก็คือกิเลส นั่น เมื่อไม่มีกิเลสตัวไหนที่จะมาเกรงใจแล้ว เหตุผลกลไกของธรรมจะออกแง่ไหน ออกได้สบายๆ พูดออกแล้วจบหายเงียบไปเลย เหมือนไม่ได้พูด จะเด็ดจะเดี่ยวจะดุจะด่า จะนิ่มนวลอ่อนหวานขนาดไหนเป็นแบบเดียวกันหมด ไม่มีคำว่าเป็นอารมณ์ ไม่ติดเขาไม่ติดเรา เข้าใจไหม

นี่ละเราเทศน์สอนโลกเวลานี้ เราเทศน์อย่างเปิดเผยทีเดียว ใครจะฟังก็ฟัง เหมือนอย่างคนทั้งโลกมีแต่หลวงตาบัวคนเดียวหรือที่หยาบโลนที่สุด ไปหาโกหกโลก นอกจากนั้นโลกเขาเป็นคนมีสมบัติผู้ดีอย่างนั้นเหรอ เอาไปเทียบซิพี่น้องทั้งหลาย เราตะเกียกตะกายมาเพื่อพี่น้องทั้งหลายนี้ เราไม่ได้คำนึงถึงความเป็นความตาย ซึ่งประกอบความเพียรอยู่ในป่าในเขา จนถึงขั้นบางครั้งจะสลบไสลก็มี ฟัดกับกิเลส จนกระทั่งได้ผลเป็นที่พอใจออกมาประกาศธรรมสอนโลกมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ มันเป็นเครื่องหลอกลวงโลกไปหมดแล้วเหรอ ไม่มีของจริงอะไร มีแต่ส้วมแต่ถานคือกิเลสเต็มหัวใจนั่นหรือ เป็นของที่สัตว์โลกทั้งหลายกราบไหว้บูชาวิ่งตามมันเป็นบ้าอยู่ทุกวันนี้ มีอย่างนั้นละเหรอ เราอยากถามว่างั้นหรือถามแล้วก็ไม่รู้นะ มันคันฟันว่าไง

อะไรจะเลิศยิ่งกว่าธรรมพระพุทธเจ้า ประกาศทันทีตอนที่เรายังไม่ตาย จ้าอยู่ในนี้ว่างั้นเลย ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า ธรรมที่ท่านสอนประสิทธิ์ประสาทให้เต็มที่แล้ว เราปฏิบัติเต็มที่ของเราก็ได้เต็มภูมิของเราแล้ว ไปทูลถามพระพุทธเจ้าหาอะไร ธรรมนี้เป็นธรรมของจริง มาปฏิบัติตามความจริงแล้วมันจะปลอมไปไหน นั่น ท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินี้แลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเอง ไม่ต้องไปถามใคร แน่ะ ท่านก็บอกไว้แล้ว

เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วยังจะไปทูลถามพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์รู้แล้วยัง ถามหาอะไร เป็นบ้าเหรออยากว่างั้น แล้วเวลาไปเทศน์สอนประชาชน นี่ข้าพระองค์ไปเทศน์สอนประชาชนหมดกำลังแล้ว มาขอวิชาความรู้จากพระพุทธเจ้าใหม่ไปสอนโลกอีกทีหนึ่ง ก็ไม่เคยมีในบรรดาสาวกทั้งหลาย ตรัสรู้ผึงแล้วเต็มภูมิของสาวกองค์นั้นๆ ควรจะสอนโลกได้ขนาดไหนๆ เต็มภูมิของตัวเองๆ จึงไม่ไปทูลขอธรรมจากพระพุทธเจ้ามาเพิ่มเติมอีกว่าเจ้าของบกพร่อง เข้าใจไหมล่ะ

พูดไปพูดมาก็หนักขึ้นเรื่อยๆ เป็นสภาแมวขึ้นมาแล้ว เต็มไปหมดแล้วนี่ เอ้า มันคันฟันจริงๆ นะ มองดูนี้งุ่มง่ามต้วมเตี้ยมๆ มีแต่กิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง ธรรมะไม่มียิบๆ แย็บๆ พอจะเห็นบ้างเลยมันเป็นยังไงชาวพุทธเราอยากถามว่างั้นนะ นี่ละที่ว่าอยู่ในวัดกับพระกับเณรก็เหมือนขอนซุง เซ่อๆ ซ่าๆ โง่เง่าเต่าตุ่น โห ฆ่ากิเลสฆ่าแบบนี้ละเหรอ นั่น พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายท่านฆ่ากิเลส ฆ่าแบบงุ่มง่ามต้วมเตี้ยมเหมือนซุงทั้งท่อนนี้เหรอ นี่ละมันอดคิดไม่ได้ แล้วก็หลับหูหลับตาไปเฉย เหมือนไม่รู้ไม่ชี้ หูหนวกตาบอดเลย ถ้ามันนานๆ ถ้าพูดภาษาโลกเขาเรียกว่ามันโมโหก็ว้ากเสียทีนึงเท่านั้น จากนั้นก็ปล่อยไปตามเรื่องตามราวไปเท่านั้น

โยม หลวงตาเจ้าขา พระทิเบต เป็นผู้แทนพระองค์จากท่านดาไลลามะ ท่านมาร่วมสร้างวัดกับเถรวาท พระที่สร้างคือหลวงพ่อเมตตาพุทธคยาเจ้าค่ะ อยู่ที่เมืองไทย ก็เลยถือโอกาสมากราบหลวงตา

หลวงตา ว่าไง พูดให้ชัดเจน

โยม มาจากธรรมศาลาค่ะ ท่านเป็นพระทิเบต มาจากอินเดีย เป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงของท่านดาไลลามะ ได้มาร่วมสร้างพระกับเถรวาทในเมืองไทย วันนี้ท่านเลยขอถือโอกาสมากราบหลวงตา เพราะว่าโยมเคยขึ้นไปที่ธรรมศาลา ท่านดาไลลามะท่านได้เรียนถามถึงหลวงตาเจ้าค่ะ โยมก็เลยถือโอกาสพาพระทิเบตมากราบหลวงตาเพื่อจะได้สนทนากับหลวงตา แล้วก็จะได้ขึ้นไปเรียนให้ท่านดาไลลามะทราบถึงหลวงตาค่ะ เพราะว่าท่านดาไลลามะถามถึงหลวงตาว่า ได้ทำกิจกรรมช่วยชาติอย่างไร และก็มีความงดงามอย่างไร โยมอธิบายไม่เก่งค่ะ แต่ก็ได้อธิบายว่าหลวงตาได้รับบริจาคจากชาวไทย เพื่อนำทองไปเก็บไว้ที่แบงก์ชาติเพื่อช่วยประเทศไทย ให้ไม่ตกเป็นหนี้ของต่างชาติเจ้าค่ะ วันนี้พระทิเบตบอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสได้มากราบหลวงตา ซึ่งเป็นพระที่ปฏิบัติด้วยความเมตตาอันสูงแก่ประเทศไทย ดีใจมากที่ได้มากราบ มีโอกาสได้มาเข้าเฝ้าแล้วก็ได้มาสนทนากับหลวงตาเจ้าค่ะ

พระทิเบตเล่าว่าในทิเบตนี่ท่านดาไลลามะ ถือว่าพระองค์ท่านเป็นผู้ที่สืบพระพุทธศาสนาทางฝ่ายมหายาน และปัจจุบันนี้ทิเบตตกเป็นของเมืองจีน จึงทำให้ท่านต้องเสด็จมาอยู่ที่อินเดีย ใช้ฐานที่อินเดียเพื่อเผยแพร่พุทธศาสนา ด้วยบารมีขององค์หลวงตาผู้มีความเมตตาอันสูง จึงขอพรจากท่าน ให้ท่านดาไลลามะ ท่านมีอายุยืน แล้วก็มีโอกาสที่จะได้เผยแพร่พุทธศาสนาต่อไปเป็นหลักของทิเบตค่ะ

หลวงตา เอาละเข้าใจๆ เอาละยุติลงละ ทางทิเบตถือพุทธศาสนามีเกี่ยวข้องกับการอบรมใจภาวนาบ้างหรือเปล่าล่ะ

โยม มีเจ้าค่ะ

หลวงตา ต้องให้มีที่จิตให้สงบ

โยม เมื่อวานนี้มีการปุจฉาวิสัชชนาธรรมะกับท่านอาจารย์อุทัย ธัมมวโรเจ้าค่ะ ซึ่งท่านอาจารย์อุทัย ธัมมวโร ฟังคำอธิบายจากพระทิเบต ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงของท่านดาไลลามะ หลักทั้งหมดก็ได้มาเหมือนกับเถรวาท ของธรรมยุตินั่นแหละค่ะ ก็มีการปฏิบัติธรรม

หลวงตา ปฏิบัติจิตนั่นละ กำหนดจิตให้มันสงบ นั่นละศาสนาอยู่ที่จุดนั้น ถ้าจิตไม่สงบแล้ว ไม่ได้เรื่อง มีกี่ศาสนาก็ไม่ได้ความ แม้พุทธศาสนาก็ตามถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับจิตแล้ว ผิดกับหลักของพระพุทธเจ้า อันนี้ละเป็นศาสนาที่เลิศ เลิศอยู่ตรงนี้ ภาวนาอบรมตรงนี้แล้วจะเห็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมา ผลสุดท้ายไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้า ฟังซิน่ะ ทั้งๆ ที่ทูลถามมาตลอด ศึกษาอบรมมาจากพระพุทธเจ้าตลอดๆ ที่เรียกว่า สาวโก แปลว่าผู้ได้ยินได้ฟังจากการอบรมพระพุทธเจ้ามาตลอด พอถึงขั้นของตัวเองที่เต็มที่แล้ว ไม่ทูลถาม แน่ะ เหมือนกับรับประทานอิ่มแล้ว จะป้อนเท่าไรมันก็พอ เอาเท่านั้น เอาละทีนี้จะให้พร

ดีละ ขอบคุณมากที่อุตส่าห์มาเยี่ยมนี้ ขอบคุณมากนะ ให้ภาวนาเก่งๆ รักษาจิตให้สงบลงด้วยลมหายใจ กำหนดลมหายใจ อานาปานสติ กำหนดลมเข้าลมออก มีสติอยู่ตรงนี้ จิตจะแสดงความแปลกประหลาดขึ้นที่นี่ ในโลกอันนี้ไม่มีอะไรแปลกยิ่งกว่าจิต เลวที่สุดก็คือจิตที่ไม่ได้รับการอบรม ไม่สนใจในธรรมเครื่องบำบัดรักษา แล้วเลิศที่สุดก็คือจิต ที่ได้รับการอบรมบำรุงรักษาตัวเองตลอดเวลา เช่นพระพุทธเจ้าและสาวก เลิศจากการอบรมภาวนา เข้าใจเหรอ นี่ละหลักพุทธศาสนา เราไม่ต้องไปหาอะไรมามากมายละ เอาตัวนี้ละตัวเหตุ ตัวนี้ตัวดีดตัวดิ้น หาลูบนั้นคลำนี้ งมๆ เงาๆ ไปอย่างนั้น เอา ฟาดตัวจริงมันอยู่นี้ มันดิ้นอยู่ตรงไหน ซัดลงตรงนี้แล้ว พอซัดลงตรงนี้แล้วเงาทั้งหลายมันจะล้มระนาวไปหมด เห็นตัวจริงขึ้นมา เข้าใจ เอาละที่นี่จะให้พร

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก