พุทธศาสนาถือภาวนาเป็นสำคัญ
วันที่ 20 เมษายน 2546 เวลา 18:45 น.
สถานที่ : กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ (ค่ำ)

พุทธศาสนาถือภาวนาเป็นสำคัญ

 

หลวงตา : วันนี้ไปเยี่ยมหลวงพ่อสังวาลย์เราสงสารท่าน ได้ให้เลือดเรื่อยนะ นี่เพราะอะไรมันถึงขาดเลือดเรื่อยๆ เพราะอะไร ขาดเลือดเรื่อย เพิ่มเลือดเรื่อย

         โยม :  สงสัยว่าจะมีเลือดออก อาจจะมีแผลในกระเพาะหรือบริเวณทางเดินอาหารส่วนใดส่วนหนึ่งค่ะหลวงตา

         หลวงตา : แล้วนานเท่าไรได้เพิ่มเลือด ห่างกันประมาณเท่าไร

         โยม: ระยะห่างประมาณ ๑ เดือน

         หลวงตา : เวลาเพิ่มเลือด เพิ่มครั้งละเท่าไร

         โยม : ๑-๒ ถุงๆ ละประมาณ ๒๕๐-๓๐๐ ซี.ซี.ค่ะ

         หลวงตา : มันก็มากอยู่นะ เลือดกรุ๊ปเดียวกันถึงได้ ถ้าไม่ใช่กรุ๊ปเดียวกันก็ไม่ได้

         โยม : เคยกราบเรียนหลวงตาว่าถ้าจะเอากล้องไปส่องดู เพื่อที่ว่าจะหาสาเหตุของมัน และอาจจะใช้อะไรไปจี้ แต่ว่าคนแก่ ถ้าเกิดส่องกล้องลงไปก็ต้องให้ยาช่วยทำให้หลับ มันอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับผู้เฒ่าค่ะ

         หลวงตา : ได้ยินว่าเพิ่มเลือดเรื่อยๆ อายุท่านเท่าไรแล้วเวลานี้

         โยม : ๘๙ ปีเจ้าค่ะ

         หลวงตา : มันใช่เหรอ ไม่เชื่อ

         โยม : ๘๘ เต็มย่าง ๘๙

         หลวงตา : นี่ก็ยังไม่อยากเชื่อนัก

         โยม : เกิดปีมะโรง

         หลวงตา : นั่นแหละยิ่งชัด มันเตรียมท่ามาโกหก ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางมา เพราะฉะนั้นถึงคล่องตัวปั๊บออกมา  ทางนี้ปัดปุ๊บเลยไม่เชื่อ เอาละไม่ลง

         โยม :ปีมะโรง ๘๖ ย่าง ๘๗

         หลวงตา : เออ ในย่านนั้นแหละ มันมาโกหก ท่านเคยมีครอบครัวหรือเปล่านะ

         โยม : เคยมีครอบครัวแต่ไม่มีลูก

         หลวงตา : เราก็ไม่เคยถาม ๘๖ ในย่านนี้ เกิดเดือนอะไร

         โยม : เดือนสี่ เดือนมีนาเจ้าค่ะ

         หลวงตา : เต็ม ๘๗ ปีนี้ ย่าง ๘๘ เมษานี้แหละ วัดอะไรที่ท่านเคยไปอยู่ ซึ่งเราเคยไปแล้ว

         โยม: วัดป่าน้ำตกเขมโก

         หลวงตา : ห่างเข้าไปลึกหรือยังไง ลืมแล้วนะ ไปแล้วก็ลืม

         โยม : ถ้านับจากวัดทุ่งสามัคคีธรรมไป จะประมาณ ๔๐ กิโลเจ้าค่ะ

         หลวงตา : โอ้ ไกลอยู่ ๔๐ กิโล ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ดูเหมือนอยู่ในป่า เราไปแล้วเราลืมแล้ว ดูว่าไปพักค้างคืนที่นั่นคืนนึงหรือไง  เวลานี้ไปที่ไหนมันก็ลบไปเรื่อยๆความจำ มันไม่ได้เรื่องนะ ไปที่ไหนมันหลงลืมไปพร้อมๆ เลย ลบไปเรื่อยๆ ความจำ มันเป็นของมันเองนะ มาระยะ ๒ ปีนี้เริ่มหนักเข้า ต่อไปนี้จะเทศน์ไม่ได้ เทศน์ไปมันตัดปุ๊บ กำลังพูดนี่ลืมปั๊บหายเงียบเลย ไม่ทราบว่าพูดอะไรมา จำไม่ได้ตั้งใหม่ พอตั้งใหม่อีกมันก็ขาดปุ๊บอีก ต่อไปก็เทศน์ไม่ได้ละ ทุกวันนี้ก็หลงหน้าหลงหลังแล้วนะ เทศน์ไปเป็นเจ้าของรู้  หลงหน้าหลงหลัง แต่ก่อนไม่เป็น พอเริ่มปั๊บเรื่อยตลอดเลย ไม่ได้สนใจเรื่องความจดความจำ ที่ระมัดระวังความจดจำจะหลงนี้ไม่มีแต่ก่อน พอเริ่มแล้วมันก็ต่อเรื่อย มันเกี่ยวโยงกันไปเรื่อยๆ เพราะความจำดี ทุกวันนี้ไม่ได้ คอยตัดๆ อยู่เรื่อย ๆ

         แต่หลวงปู่มั่นนี่ไม่ปรากฏนะ ท่านจะหลงลืมอะไรไม่ปรากฏ ท่านจำได้ดีมาก ความจำท่านดี อายุท่านก็ ๘๐ พอดี นั่นเห็นไหมล่ะท่านบอกไว้ ไม่เลย ๘๐ ยันตลอดเลย เราไม่ลืมที่เราไปเที่ยวทาง อ.วาริชภูมิ พอมาถึงท่านเท่านั้น นี่ท่านมหาไปยังไงอยู่นี่ นี่เริ่มป่วยแล้วนะ เริ่มป่วยมาตั้งแต่วานซืนแล้ว ขึ้น ๑๔ ค่ำ ท่านเริ่มป่วย วันแรมค่ำหนึ่งเรามาถึงท่าน เราไม่ลืมนะ ถ้ามีเหตุการณ์นี้ไม่ลืม ปั๊บเลย นี่เริ่มป่วยแล้วนะ นี่เริ่มแรก ว่างั้นเลย ป่วยคราวนี้จะเอายาเทวดามาใส่ก็ไม่หาย เพียงเริ่มว่าป่วยเมื่อวานซืนนั้น ฟังซิ เมื่อวาน วันนี้ แน่ะ

เราลืมเมื่อไร ท่านบอกว่าเริ่มไม่สบายเมื่อวานซืน พอมาถึงท่านก็ขู่เลย ท่านมหาไปอยู่ยังไงกันว่างั้นนะ แต่ก่อนท่านไม่เคยพูดอย่างนี้ จากนั้นก็ชี้  นี่ที่วิเวกที่ไหนจะอดอยากอะไร ท่านชี้ไปข้างวัด เหล่านี้ที่วิเวกสงัด มันอดอยากที่ไหน พอต่อจากคำนี้ ไปทำอะไรอยู่ เราก็เป็นห่วงท่านเราถึงได้มา ถ้าไม่ห่วงเราไม่มานะ ก็พอดีมาถึงท่าน ท่านมหาไปทำอะไรอยู่ว่างั้นเลย  นี่ก็เริ่มป่วยมาตั้งแต่วานซืนท่านว่า จากนั้นพอพูดแล้วท่านก็ชี้ไปข้างๆ วัด ที่วิเวกอดอยากอะไรที่เหล่านี้ๆ นั่นหมายความว่าท่านไม่อยากให้ไป หรือว่าไม่ให้ไปโดยทางอ้อม เรารู้ แต่ก่อนท่านไม่เคยพูดอย่างนั้น

         เวลาจะไปทีแรกท่านก็ไม่ว่าอะไร  ขากลับมานี่ เพราะมันไปไกลหน่อยไป อ.วาริชภูมิ จากทางเรามันก็ไม่ไกลนัก ประมาณสัก ๔๐-๕๐ กิโล เห็นจะได้ แต่มันทางเดินด้วยเท้า เดินบุกป่าบุกดงไปยังงั้นนะ ทางพอหลวมตัวไป เป็นด่านๆ มานั่นก็หลายคืนอยู่กว่าจะมาถึง มาเรื่อย พักที่ไหนก็พักเรื่อยมาเรื่อย พอท่านเริ่มพูดว่าป่วยเมื่อวานซืน นี่การป่วยคราวนี้ท่านว่างั้น นี้เป็นครั้งสุดท้ายในการป่วย เห็นไหมพูดแล้ว ผิดไปไหนล่ะ จะเอายาเทวดามาใส่ก็ไม่หาย บอกยังงั้นเลย นี่เริ่มตั้งแต่บัดนี้ต่อไปล่ะทานว่า ท่านหยั่งทราบหมดแล้วนี่จะว่าไง แต่โรคนี้ไม่ตายง่ายนะ ท่านย้ำอีก เป็นโรคทรมาน เขาเรียกว่าโรคคนแก่ เราก็จับได้ทุกระยะเลย แล้วก็ ๗-๘ เดือนจริงๆ กว่าท่านจะสิ้นนะ ตั้งแต่เดือนมีนา มาจนกระทั่งถึงเดือนอะไร นับก็เป็นแปดเดือนจริงๆ นะ นานอยู่ถึงท่านสิ้น ๗-๘ เดือน นี่โรคทรมาน เขาเรียกว่าโรคคนแก่ ท่านว่างั้น

ตั้งแต่นั้นมาหยุดเลยนะเทศน์ เลยหยุดเลยไม่เอาเลยเทศน์ ไม่มีการประชุมเทศน์ตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งท่านมรณภาพ ท่านพูดคำไหนนี่แม่นยำๆ บอกว่านี้ไม่เลย ๘๐ นะ ย้ำเรื่อยนะ เวลาเทศน์สอนพระเน้นหนักทางด้านปฏิบัติจิตตภาวนา ใครจะเร่งให้เร่งนะ นี่จวนแล้วนะ บอกเรื่อยๆ ระยะแรกก็บอกเป็นปี ย่นเข้ามาก็บอกว่าจวนแล้วนะ บอกไม่เลย ๘๐ นะ  ย้ำเข้ามา เอา ๘๐ ตัดขาดไว้เลย พอย่างเข้าที่ว่านี่ก็บอกเลยว่านี้ป่วยครั้งสุดท้ายเป็นครั้งนี้แหละ ไม่หาย จะเอายาเทวดามาใส่ก็ไม่หาย ท่านบอกไว้หมด แล้วก็ไม่หายจริงๆ ท่านบอกว่ามันเป็นโทษ มันไม่ตายง่ายนะ โรคทรมานเขาเรียกว่าโรคคนแก่ มันก็เป็นของมันไปอย่างนั้นเรื่อยๆ

ตั้งแต่บัดนั้นต่อไปเราก็ไม่ได้ไปไหนอีกเลย ติดพันอยู่นั้นตลอด คอยกำกับพระเณรดูแลท่าน เวลาท่านไปมาที่ไหนได้อยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็คอยให้พระคอยแนบกันไป เราต้องแอบอยู่ตลอด สั่งเสียตลอดให้พระเณรดูแลท่านทีละกี่องค์ๆ ไม่ให้ท่านทราบนะ เราสั่งเองๆ ทีนี้เวลาเข้าพรรษาท่านเริ่มหนักแล้วนะ จวนเริ่มเข้าพรรษา แต่เราจัดเวรไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนนู้น เข้าไปอยู่ในกุฏิท่านมีอยู่สององค์ นั่งภาวนาเงียบๆ ไม่ให้มีอะไรกระทบกระเทือนท่าน ให้นั่งภาวนาเงียบๆ อยู่ข้างนอกกุฏิ เวลาท่านเข้าห้องแล้วให้อยู่ข้างนอก ข้างล่างมีอยู่สององค์ คืนละ ๔ องค์ เราจัดไว้เรียบร้อย

สำหรับเราไม่มีเวรมียาม แต่เป็นนายยามคอยมาสอดส่องคอยมาดูอยู่เรื่อย สำหรับพระที่จัดเป็นเวรเป็นระยะๆ ไป ไม่เอานานนักละ เราไม่ให้นาน ประมาณสองชั่วโมง สองชั่วโมงกว่า กำหนดไว้เรียบร้อย แล้วก็มาเปลี่ยนท่านเป็นระยะๆ ไป ท่านเป็นอะไร ท่านสบายมากนะ ดูท่านแล้วท่านสบายมาก ท่านไม่ยุ่งกับอะไรกับใครเลย เหมือนไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ท่านสบาย แต่เรานะซีดูแลตลอด เพราะอาการของท่านดูก็รู้นี่ อาการของท่านค่อยหนักเข้าๆ เราก็รู้ แต่สำหรับท่านเองเหมือนไม่มีอะไร อยู่ยังงั้นแหละ เฉย จนกระทั่งเข้าพรรษากลางพรรษา ท่านหนักเข้าๆ พอออกพรรษายิ่งหนักขึ้นๆ เรายิ่งไม่ได้ไปไหน ติดพันตลอดเลยจนกระทั่งนำเอาท่านออกจากหนองผือ นั่นยิ่งไม่มีเวลาเลยเราพันกันอยู่ตลอด แล้วก็พูดให้มันตรงกันเลยว่า เราเองก็ได้วิตก แต่วิตกเป็นปั๊บทันทีนะ ไม่ให้มันยืดยาวกว่านั้นไป

คือเวลานี้ท่านเพียบทางธาตุทางขันธ์ มันวิตกขึ้นมา อ๋อ เวลานี้ท่านเพียบทางธาตุทางขันธ์ ไอ้เราก็เพียบทางด้านจิตใจ คือระยะนั้นเป็นระยะที่มันหมุนจริงๆ เราเพียบทางด้านจิตใจ  จิตไม่มีเวลาเลย เรียกว่าหมุนติ้วตลอดเป็นธรรมจักร ธรรมดาก็เรียกว่าไม่มีเวลาหลับนอนเลย ถ้าไม่บังคับให้หลับมันก็ไม่หลับ เพราะมันไม่สนใจกับการหลับนอน เพลินฟัดกัน เหมือนนักมวยต่อยกันตลอดเวลา ด้วยสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนตัวที่จะหลุดจะพ้นโดยถ่ายเดียว การหลับนอนต้องได้บังคับนะ ที่จะให้มันหลับนอนธรรมดาไม่ได้ มันไม่ยอมนอน แม้แต่กลางวันก็ไม่ยอมนอน ต้องบังคับทั้งนั้นแหละการนอน

บังคับนี่คือ เราจะต้องบริกรรมคำบริกรรม มาบังคับด้วยคำบริกรรมคำเดียวบทเดียวให้อยู่กับนั้น เรียกว่าบริกรรมเพื่อกล่อมจิตให้สงบแล้วก็หลับ ถ้าไม่บริกรรมนี่มันจะพุ่งๆ ด้วยสติปัญญา ฟัดกันตลอดเวลาเลย นั่นหลับไม่ได้ เวลามันเพียบมากเราก็รู้  คือจิตสติปัญญานี้มันทำงาน มันต้องมีความคิดความปรุงทางปัญญา เป็นสังขารออกทางด้านปัญญามันต้องคิดต้องปรุง ต้องฟัดต้องเหวี่ยงกัน ที่เรียกว่ามันทำงาน ทีนี้ก็เหนื่อย เวลาเหนื่อยมันอ่อนไปหมดเลย ร่างกายภายในอ่อนมาก เหนื่อยมาก มันหมุนกันอยู่ภายใน ถ้าอย่างนั้นแล้วก็จะให้พักให้นอน บังคับเอาคำบริกรรมเลย

แต่ก่อนสมาธินี่ก็เรียกว่าแน่นปึ๋งเลย ทีนี้เวลากำลังของปัญญามันรุนแรงแล้วสมาธิเลยไม่มีความหมายนะ มันไม่สนใจเลยเพราะทางปัญญามีน้ำหนักมากกว่าสมาธิ เพราะฉะนั้นมันถึงไม่สนใจสมาธิ ประหนึ่งว่าไม่มีสมาธินะเวลามันออกทางด้านปัญญา หมุนติ้วๆ ทีนี้มันก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามันจะเป็นจะตายจริงๆ จึงพัก บังคับซิ บังคับให้พัก พักแบบไหนมันก็ไม่ได้มันจะหมุนติ้วของมันออกตลอด ต้องพักแบบภาวนาบริกรรม พุทโธ เอาพุทโธ จับ พุทโธ ถี่ยิบ อยู่กับนี้ไม่ให้ออก ให้อยู่กับพุทโธ จากพุทโธมันก็สงบ จากนั้นมันจะหลับก็หลับได้ ให้อยู่กับพุทโธถี่ยิบ แล้วจิตมันก็ลงสงบแน่ว เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ คือจิตปล่อยภาระไม่คิดไม่ปรุง ลงสู่ความสงบแน่วแล้วเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม มีกำลังวังชากระปรี้กระเปร่าแข็งแรงเปล่งปลั่งทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ทีนี้พอได้กำลังแล้ว เราไม่ได้ว่าเราปล่อยอันนั้นนะ พอรามือเบานิดหน่อยมันจะดีดผึงเลย แต่เรื่องเผลอนี้มันพูดไม่ได้นะ มันไม่ได้เผลอ ถ้าว่ารามือค่อยยังชั่ว ถ้าว่าสติอ่อนข้างหนึ่งมันมาทางหนึ่งเสีย มันออกตอนนั้น จึงบังคับเอาไว้ไม่ให้ออก พอสมาธิสมควรได้กำลังแล้ว ปล่อยอันนั้นก็ดีดผึงเลย ออกทางด้านปัญญา อย่างนี้เป็นประจำเลย นี่เรื่องธรรมถ้าลงได้ทำงานแล้ว มีกำลังแล้วเป็นยังงั้น กิเลสนี้ไม่มีฤทธิ์มีเดชอะไรเลย เวลาสติปัญญากำลังวังชาทางด้านธรรมะมีเต็มที่แล้วมันจะหมุนติ้วๆ กิเลสนี้มีแต่หมอบเรื่อยๆ  หมอบหัวซุกหัวซุน ที่จะมาตั้งตัวเกิดกิเลสขึ้นมา สร้างกิเลสขึ้นมานี้ไม่มีทาง มีแต่หมอบลงไปเรื่อย ฆ่าเรื่อยหมอบลงไปเรื่อย ที่จะตั้งตัวขึ้นมาใหม่เกิดใหม่อย่างนี้ไม่มี ลงภาวนาถึงขั้นนี้แล้วไม่มีกิเลสจะเกิดขึ้นได้อีก ไม่มี มีแต่ยังมีเหลือเท่าไรก็มีแต่ลดลงๆ น้อยลง จนได้คุ้ยเขี่ยหา

ประหนึ่งว่าเป็นพระอรหันต์น้อยๆ ทั้งๆ ที่กิเลสยังมีอยู่นะ คือมันหมอบเงียบไปหมดเลย เหอ มันตายหมดแล้วเหรอ สักเดี๋ยวแย็บขึ้นมาขาดสะบั้น แน่ะยังงั้น เลยเอามาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง นี่ละผลของการปฏิบัติธรรม กับผลของการวิ่งตามกิเลส มีผลสดๆ ร้อนๆ เสมอกัน เราวิ่งตามกิเลสความทุกข์ความเดือดร้อนวุ่นวายของเราสดๆ ร้อนๆ อยู่ภายในหัวใจเรา อะไรๆ สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายยิ่งกว่ากิเลสทับหัวใจ เพราะความคิดมากวุ่นมากยุ่งมากบีบบี้สีไฟก็เป็นกองทุกข์ นี่คือเรื่องของกิเลส มันเป็นผลให้เห็นสดๆ ร้อนๆ

ทีนี้เวลาเราดำเนินทางด้านธรรมะ จิตจะว้าวุ่นขุ่นมัวขนาดไหนก็ตาม เวลาฝึกทรมานไม่หยุดไม่ถอย หนักเข้าๆ ธรรมะก็ค่อยมีกำลังขึ้น กำลังของกิเลสที่ว่าหนาแน่นมากๆ นั้นมันก็ค่อยลดตัวลงไปๆ ทางนี้ก็หนาแน่นขึ้นเรื่อย จิตไม่เคยสงบเย็นสงบได้ นั่น สงบได้แน่วแน่ แน่นหนามั่นคงขึ้นเป็นลำดับ จากนั้นก็ออกทางด้านปัญญา พอออกทางด้านปัญญานี้ โถ ไม่ใช่เล่นๆ พูดไม่ถูกนะ สติปัญญานี้เวลามันได้เกิดได้มี มันออกทุกแง่ทุกมุมเป็นเองๆ แต่ก่อนกิเลสปิดมันไว้มันออกไม่ได้ มันจะโง่จะเป็นจะตายเพราะกิเลสบีบไว้ไม่ให้ฉลาดล่ะซิ สติปัญญาใช้ไม่ได้ ใช้ก็ต้องเอาสติปัญญาของกิเลสมาใช้เสีย มันก็เป็นกิเลสไปหมดเสีย เครื่องเสริมกิเลสไปหมด สติปัญญาของธรรมเครื่องเสริมธรรมเพื่อฆ่ากิเลสไม่มี

แต่เวลาสติปัญญาทางด้านธรรมะขึ้นมาแล้วโดยมีสมาธิหนุนหลังแล้ว มันก็ค่อยก้าวออกๆ ค่อยเบิกกว้างออกๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็นมันก็รู้ก็เห็นของมัน รู้เห็นตรงไหนมันไม่ได้ถามใคร มันประจักษ์ทันทีๆ เลย จะไปถามใครที่ไหน นี่เรียกว่าธรรม เราบำเพ็ญอยู่ธรรมะก็ขึ้นสดๆ ร้อนๆ ให้เห็น ถ้าผู้วิ่งตามกิเลสผลของกิเลสก็เกิดขึ้นทับหัวใจ เผาหัวใจสดๆ ร้อนๆ ให้เห็นอยู่ประจักษ์ ผู้บำเพ็ญธรรมจิตใจก็เยือกเย็นไปโดยลำดับ สงบร่มเย็น สว่างไสวเห็นประจักษ์ๆ เพราะอยู่ในหัวใจดวงเดียวกัน กิเลสก็ดีธรรมก็ดีเกิดที่ใจดวงเดียวกัน เป็นแต่การแสดงออกไม่เหมือนกัน การแสดงออกของกิเลสแสดงออกเพื่อฉุดลากสัตว์ให้หมุนตัวลงทางต่ำทราม แต่การแสดงออกของธรรมลากเข็นสัตว์ให้หมุนขึ้นเป็นลำดับ ต่างกัน

ทางไหนทำงาน ทางด้านธรรมะทำงานก็ดึงขึ้น ด้านกิเลสทำงานก็ดึงลง ถ้ากิเลสหนาแน่นเท่าไรมันก็ยิ่งดึงลง หนักรวดเร็ว แต่ธรรมะหนาแน่นขึ้นมาก็ดึงขึ้นได้รวดเร็วเหมือนกัน จนกระทั่งดึงอย่างรวดเร็วๆ ถึงขนาดกิเลสโผล่หัวออกมาไม่ได้เลย ขาดสะบั้น นั่นเวลาธรรมะมีกำลัง มันก็เกิดจากหัวใจดวงเดียวกัน อันหนึ่งท่านให้ชื่อว่ากิเลสคือความมัวหมองมืดตื้อ และผลของมันเป็นความทุกข์ต่อจิตใจของสัตว์ มันทำงานแต่สัตว์ทั้งหลายรับเคราะห์กรรมจากมันได้แก่ความทุกข์ความเดือดร้อน

ทีนี้ธรรมทำงานเรื่องความทุกข์ๆเหมือนกัน ดิ้นไปตามกิเลสก็เป็นทุกข์ แต่เป็นทุกข์ด้วยความหลงตามมัน เพลินไปตามมันเรื่อย เลยลืมทุกข์ไป ส่วนด้านธรรมะเวลาแรกๆ มันก็ต้องได้บีบบังคับกัน ถูไถกันไป ครั้นต่อไปมันก็เพลิน เป็นอย่างนั้นนะ เพลินทางด้านธรรมะ เพลินๆ เรื่อยเลย ผลของธรรมก็ให้เกิดความสงบเย็นใจ สว่างไสว มองดูที่ไหนๆ จิตใจที่สงบแล้วมันก็เย็นไปหมด ถ้าจิตใจร้อนเสียอย่างเดียวมองอะไรเป็นไฟไปหมด นั่นเป็นอย่างนั้น

         นี่ละให้พากันทราบเสียว่า กิเลสเป็นอารมณ์อันหนึ่งที่กดถ่วงจิตใจให้ดีดให้ดิ้น ธรรมเป็นอารมณ์อันหนึ่งที่พยุงใจ ให้ดีให้เด่นให้สงบสุขเย็นใจสว่างไสวขึ้นมา นี่ออกจากใจดวงเดียวกัน เราจะทราบได้ชัดก็คือว่า เวลากิเลสอ่อนเท่าไรๆ ธรรมยิ่งหนาแน่นขึ้นๆ นี้กิเลสแทบไม่มี เวลาละเอียดเข้าไปพอแล้ว กิเลสแทบไม่มี ได้คุ้ยเขี่ยขุดค้นหา มันหมอบ จนกระทั่งมันขาดสะบั้นลงให้เห็นต่อหน้าต่อตาโดยไม่ต้องไปคุ้ยเขี่ยหาละ ขาดให้เห็นต่อหน้าต่อตา ไม่มีอะไรเหลือเลย อย่างท่านตรัสรู้ ท่านบรรลุธรรม นั่นละกิเลสขาดสะบั้นตรงนั้น เป็นอันว่าไม่มีอะไรลี้ลับอยู่เลย ไม่มีเหลือเลย หมดโดยสิ้นเชิงในขณะเดียวกัน พออันนั้นขาดปึ๋งก็หมด

ทีนี้พอกิเลสหมดไป ความยุแหย่ก่อกวนให้ยุ่งเหยิงวุ่นวายมากน้อยตามกำลังของกิเลสนี้ไม่มีเลย หมด โลกเหมือนไม่มี มีแต่ใจดวงเดียวเป็นเจ้าโลก เจ้ายุ่งเหยิงวุ่นวายมีใจดวงเดียว มันก็รู้ ที่มันยุ่งเหยิงวุ่นวายเพราะกิเลสดึงออกไปให้ยุ่ง พอกิเลสนี้ขาดออกไปไม่มีอะไรดึงออกไปให้ยุ่ง สงบเงียบหมด ธรรมแท้สว่างจ้าอยู่ภายในใจ ไม่มีอะไรมากวน เรียกว่าธรรมแท้ กิเลสขาดสะบั้นไปแล้วไม่มีทุกข์ตั้งแต่ขณะนั้นจนกระทั่งท่านนิพพานและตลอดไป ทุกข์ไม่ปรากฏในใจเลยก็เพราะกิเลสสิ้น กิเลสตัวสร้างทุกข์ขึ้นมามันสิ้นซากลงไปหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเรียกว่าท่านสิ้นกิเลส

กิริยาท่าทางจะแสดงอาการใดก็ตามก็สักแต่กิริยา ส่วนมากต่อมากจะออกมาจากธรรม เพราะกิเลสสิ้นไปแล้วก็มีแต่ธรรมในหัวใจดวงเดียวกันนี้ เป็นธรรมทั้งหมด จะแสดงอาการกิริยาผาดโผนโจนทะยานขนาดไหนก็มีแต่พลังของธรรมออกเต็มเหนี่ยวๆ ไม่ได้มีกิเลสออกเพราะสิ้นแล้ว จะคุ้ยเขี่ยขุดค้นหามันที่ไหนก็บอกว่ามันสิ้นแล้วก็รู้อยู่ มันก็มีแต่เรื่องของธรรมล้วนๆ แต่เวลากิเลสมีมากน้อยมันจะขึ้นทันที ๆ แม้ไม่ให้ขึ้นมันก็ขึ้น เพราะมันมี พอมันสิ้นแล้วค้นหาที่ไหนมันก็ไม่มี อย่างพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน ไม่มีเลย กิริยาท่าทางนี้เป็นเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เป็นเครื่องมือ แต่ก่อนเป็นเครื่องมือของกิเลสได้ด้วย เป็นเครื่องมือของธรรมได้ด้วย ทีนี้เวลากิเลสสิ้นซากลงไปแล้วก็เป็นเครื่องมือของธรรมล้วนๆ

         ธรรมนี้แสดงออกมา พลังของธรรมแสดงออกมาหนักเบามากน้อย กิริยาท่าทางจะแสดงออกให้เห็น อย่างดุด่าว่ากล่าวคึกคักขึงขังตึงตังนี้เหมือนกิริยาของกิเลส แต่กิเลสนั้นถ้าลงแสดงอย่างนี้แล้วเป็นฟืนเป็นไฟไปนะ เพราะมันเป็นฟืนเป็นไฟภายในตัว เป็นเถ้าเป็นถ่านไปได้ ถ้าใครมาขวางไม่ได้ขาดสะบั้นไปเลย นั่นพลังของกิเลส แต่พลังของธรรมมันเป็นพลังที่เรียกว่าพลังๆ เฉยๆ คือมันนิ่มไปหมดเลย ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกิเลสที่จะเผาโลกเผาหัวใจเรา มันนิ่มไปหมด ทำยังไงก็ไม่มีที่จะให้เป็นความโกรธความโมโหโทโสหงุดหงิดขึ้นมานี้ไม่มี เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกิเลสทั้งนั้น  แล้วมันก็สิ้นไปหมดแล้วจะเอาอะไรมามี เพราะฉะนั้นกิริยาของท่านใช้นั่นน่ะ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์ขึ้นอยู่กับพลังของธรรม ถ้าพลังของธรรมท่านแสดงออกมาหนักเบามากน้อยนี้ จะแสดงทางด้านกิริยา นิ่มนวลอ่อนหวานก็เป็นธรรมดาเสีย ถ้ามีอะไรที่ธรรมะที่จะสะดุดออกมารุนแรง เป็นพลังอันแรง ทีนี้กิริยาก็เข้มข้นเข้าๆ เป็นอย่างนั้นนะ เอาจนพุ่งๆเลย แต่กิเลสไม่มี เรียกว่าพลังของธรรมล้วนๆ

         สังขารร่างกายนี้จึงเป็นเครื่องมือของธรรมล้วนๆ เครื่องมือของกิเลสๆ สิ้นไปแล้วก็ไม่มี ไม่มีเจ้าของ คือกิเลสเป็นเจ้าของธาตุขันธ์นี้มันยึด แต่ธรรมเป็นเจ้าของไม่ยึด ใช้เฉยๆ ไม่ยึดไม่ถือ พอถึงวาระแล้วก็ทิ้งปั๊วะไปเลย ท่านไม่ยึดไม่ถือไม่ห่วงไม่ใย นี่ละธรรมกับกิเลสมันอยู่ในใจดวงเดียวกันแสดงออกมาต่างกัน เวลาเราชำระลงไปมันถึงรู้ ถ้าไม่ชำระไม่รู้นะ อะไรก็เราทั้งหมดๆ มีแต่เราๆ ไปหมด กิเลสเป็นเราเสีย ก็มีแต่เราแสดงออกเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยอำนาจของกิเลสก็เป็นเราไปหมด เลยไม่เห็นความผิดความถูกของตัวเอง เป็นอย่างนั้นนะ แต่ทางด้านธรรมะนี้ โอ๋ย รู้ทันทีๆ

         นี่เราพูดถึงเรื่องเวลาหลวงปู่มั่นท่านเจ็บหนักๆ เรามันวิตกขึ้นมา โอ้ เวลานี้ท่านกำลังเพียบทางธาตุทางขันธ์ แต่จิตใจท่านผ่านพ้นไปหมดไม่มีอะไรเหลือแล้ว ท่านเพียบทางธาตุทางขันธ์นับวันเวลาที่จะปลงกัน แต่เราเวลานี้กำลังเพียบทางด้านจิตใจ คือฟัดกับกิเลสไม่หยุดไม่ถอยทั้งกลางวันกลางคืน หมุนติ้วๆ บางคืนท่านไม่ได้นอนเราก็ไม่ได้นอน เวลาว่างปั๊บนี้ออกไปเดินจงกรมนะ ไม่ได้ไปนอน เพราะมันนั่งเหน็ดเหนื่อย นั่งนานแสนนานเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ออกไปก็ไปเดินยืดเส้นยืดสาย พอจากนั้นปั๊บก็เข้าเลย อย่างนั้นตลอดมาจนกระทั่งท่านมรณภาพจากไป นี่ตอนนั้นท่านเพียบธาตุขันธ์มาก เราเพียบทางด้านจิตใจมาก หมุนติ้วอยู่ตลอดเลย

         เพราะฉะนั้นเวลาเผาศพท่านเรียบร้อยแล้ว เราอยู่ในงานนั้นเพียง ๔ วันเท่านั้นนะ ฟังซิ คืออันนี้มันอยู่ไม่ได้ จิตใจมันอยู่ไม่ได้ เกลื่อนกล่นวุ่นวายกับประชาชนคนเป็นหมื่นเป็นแสน แน่นวัดๆ จิตอันนี้ขาดความเพียรซึ่งเป็นอัตโนมัติของตัวเอง มันก็ฝืนมันอยู่ในงานนี้ก่อน พอเข้าไปวันสองวันแล้วก็เริ่มงานเข้าไป สำหรับพระเณรทั้งหลายนั้นเต็มหมดในวัดนั้น แต่เรามันเป็นอย่างนั้นซิจะให้ทำไง  อันนี้มันร้อนอยู่เป็นฟืนเป็นไฟ หมุนจี๋ทางความเพียร มันไม่ใช่ร้อนเผาเรานะ มันร้อนหมุนไปทางความเพียร เรายังจำได้อยู่เพียง ๔ วันเท่านั้นนะ เผาศพท่านเรียบร้อยหมดแล้ว ได้ ๔ วันออกเลย นั่นเห็นไหมมันทนไม่ได้ มันหมุนของมันตลอดเวลา ออกเลย

         นี่ถึงขั้นจิตที่ว่าอยู่กับใครไม่ได้ อยู่ไม่ได้จริงๆ สำหรับเราเองนี้อยู่ไม่ได้นะ คิดดูซิในงาน ก็งานที่เราเทิดทูนสุดหัวใจคือ งานหลวงปู่มั่นนี้อยู่ได้เพียง ๔ วัน ก่อนเผาศพ ๓ วัน พอเผาศพเรียบร้อยแล้ว ตื่นเช้ามาเก็บอัฐิอะไรเรียบร้อยแล้ว พอวันหลังออกเลย อย่างนั้นนะ มันหมุนของมันอยู่ตลอดเวลา เราเคารพท่านด้วยหัวใจด้วยธรรม บูชาท่านด้วยหัวใจของเราที่เต็มไปด้วยความเพียร เราไม่ได้มีเสียอะไรนี่ ท่านเป็นพระประเภทนั้น ท่านเป็นไปจากอะไรมันก็รู้ ทีนี้เราตามท่านเราก็ตามด้วยความเพียรของเรา ไม่มีอะไรเสียหาย การเก็บกเฬวรากซากศพใครเก็บก็ได้ใช่ไหมล่ะ อันนี้ก็เก็บหมดแล้วอัฐิของท่าน เสร็จเรียบร้อยแล้วออกเลยไม่อยู่ อะไรจะมามากน้อยเพียงไรไม่สนใจทั้งนั้น ไปเลย เห็นไหมล่ะเวลามันร้อนๆ จริงๆ อยู่ในนั้นภายใน ๔ วัน แหม เหมือนตกนรกทั้งเป็น มันยุ่งเหยิงวุ่นวาย คนนี่แน่นวัดๆ

จิตเรามันหมุนอยู่กับความเพียร มันไม่ได้อยู่กับใคร มันอยู่กับอันนี้ๆ นี่ละพอเผาศพท่านเสร็จเปิดเลยไม่อยู่ ตอนนั้นเป็นตอนที่จิตใจนี้หมุนเป็นธรรมจักร ไม่มีเวลาพักตัวเลย หมุนติ้วๆ จากนั้นก็ขโมยหนีเลยไม่ให้ใครรู้นะ ใครติดตามเราไม่ได้ ตอนนั้นติดตามไม่ได้เลยต้องคนเดียวเท่านั้น คนอื่นคนใดไปกับเราไม่ได้ ต้องไปคนเดียวๆ อยู่คนเดียว ทั้งวันทั้งคืนอยู่คนเดียวตลอด หมุนติ้วๆ นิพพานนี้เหมือนอยู่ชั่วเอื้อม พูดมันตรงๆอย่างนี้นะ เหมือนอยู่ชั่วเอื้อมๆ มหาภัยที่เคยเผาเรามาตั้งกัปตั้งกัลป์มันก็จ้ออยู่ข้างหลัง ทางนี้ก็หมุนจะให้พ้น มันต่างอันต่างมีกำลังจะให้อยู่ได้ยังไง หมุนติ้วๆ

ไปคนเดียว เงียบเลยขโมยนะ ขโมยหนีไปเลยไม่ให้ใครรู้ เรานี่เป็นเหมือนว่าโจรผู้ร้ายคนหนึ่ง คือเวลามันเข้ากับหมู่กับเพื่อนไม่ได้มันเข้าไม่ได้จริงๆ นะ อันนี้มันขวางกันกับอันนี้ ถ้าอยู่คนเดียวทั้งวันทั้งคืน อยู่ไหนอยู่ได้หมด ถ้ามีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น ถึงขั้นมันตะลุมบอนกันคิดดู อย่างนักมวยเขาเข้าวงในกันนี้ แม้แต่กรรมการก็ยังเข้าไปยุ่งไม่ได้ ใช่ไหมล่ะ อันนี้ก็เหมือนกันใครมายุ่งไม่ได้ทั้งนั้น มันเข้าวงในกัน หมุนติ้วๆ นี่ละตอนที่ว่าหมุนติ้วๆ ทั้งฆ่ากิเลส ทั้งสิ่งที่มันรู้มันเห็นรอบตัว  นี่มันรอบของมันมันเห็นของมัน แล้วปิดได้ยังไงว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก หรือเปรตผีไม่มี ก็มันรอบตัวให้เห็นกันอยู่อย่างนี้ ใครมาลบได้

พระพุทธเจ้าทรงแสดงออกจากความที่ทรงรู้ทรงเห็นเรียบร้อยแล้ว แล้วสัตว์ตาบอดมันไม่เห็นมันก็ลบว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีๆ นี้พวกตาบอด ท่านตาดีท่านจะเอาใครมาเป็นพยาน ก็เอาแต่ท่านผู้ดีน่ะซิ พระพุทธเจ้ามาเป็นสักขีพยาน เจอตรงไหนพระพุทธเจ้าเจอแล้ว รู้ตรงไหนพระพุทธเจ้ารู้แล้วเห็นแล้ว หมอบราบๆ ไปตามเลย  หาที่ค้านไม่ได้ นั่น ไม่ว่าบาปว่าบุญมันแย็บมันรู้ทันทีเลย  อ๋อ บาปบุญจริงๆ มันอยู่ตรงนี้ เห็นไหมล่ะ ที่ว่าบาปบุญไม่มีๆ ก็เราไม่ได้ดูหัวใจเรา ดูตั้งแต่ภายนอก ต้นไม้ ภูเขา ต้นไม้มันไม่ใช่บาปไม่ใช่บุญ ภูเขาไม่ใช่บาปไม่ใช่บุญ ตัวบาปตัวบุญจริงๆ ตัวแสดงอยู่ภายในใจนี้ แต่เราไม่เคยดู มันก็ไม่เคยรู้ เวลามันหมุนเข้าในหัวใจจริงๆ แล้วอะไรมันก็รู้หมด มันอยู่ในหัวใจ ออกมาจากอันนี้

         มันเพลินทุกอย่างนะ เพลินแก้กิเลสมันก็เพลินของมัน สิ่งต่างๆ ที่รู้รอบตัวนี้ สิ่งไหนที่ควรรู้ควรเห็นมันปิดไม่อยู่จะว่าไง มันนักรู้ มันจ้าของมันอยู่อย่างนั้น อะไรผ่านมันก็รู้หมด ทีนี้มันก็รู้ๆ ปิดได้ยังไงว่าไม่รู้ว่าไม่มี ทั้งฆ่ากิเลส ทั้งรู้สิ่งภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์ทั้งวงในวงนอก มันเป็นไปด้วยกันกับความรู้อันเดียวนี้ มันเห็นจนได้นั่นแหละ อันนี้พิสดารมากนะ เรื่องที่ว่านี่พิสดารเอามากเกินกว่าที่เราจะมาพรรณนาได้ เราจะมาพรรณนาแต่หยาบๆ อย่างนี้พอได้บ้าง นี่ยังถือว่าหยาบอยู่นะ ที่ละเอียดกว่านี้ยังมี นั่นละความรู้ละเอียดขนาดไหนตามรู้หมด อะไรจะยิ่งกว่าจิตไปไม่มี

         วันหนึ่งๆ มันมีแต่มืดกับแจ้งเท่านั้น ไม่ได้เป็นบุญเป็นบาป ไม่ได้เป็นดีเป็นชั่วอะไรกับสิ่งเหล่านั้น จึงไม่ถือเอาเป็นอารมณ์ยิ่งกว่าตัวนี้ ตัวแสดงดีชั่ว บาปบุญ กิเลสและธรรมแสดงอยู่ที่นี่ๆ มันก็จ่ออยู่ตัวนี้ มันมีอยู่นี่เท่านั้น พอตัวนี้เปิดโล่งหมดแล้วไม่มีอะไร มันรู้หมดแล้วก็ไม่มีอะไร ปล่อยหมด มันไม่มีอะไร ถึงว่าความทุกข์ทั้งมวลมารวมอยู่ที่หัวใจนะ ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศ จะกว้างกี่จักรวาลไม่มีความหมายว่าตัวเป็นทุกข์ ว่ามาทำอะไรให้เป็นทุกข์ จากใจต่างหากสร้างทุกข์ขึ้นมาในตัว เพราะอาศัยสิ่งเหล่านั้นมาเป็นอารมณ์และมาเผาตัวเอง ตำหนิบ้างชมบ้าง ทั่วโลกธาตุกวาดเข้ามาเผาตัวเอง

         ถ้าพูดถึงเรื่องธรรมมันก็เป็นธรรมเข้ามาๆ ด้วยกัน เวลามันรู้หมดแล้วมันก็ปล่อย ความทุกข์ทั้งมวลดับลงที่จิต นั่น แล้วความสุขทั้งมวลปรากฏขึ้นที่จิตดวงเดียวนี้เท่านั้น ไม่มีที่ไหนเป็นที่ปรากฏ มันเห็นชัดๆ อย่างนั้นแล้วจะไปถามใคร ไม่ถาม ถามหาอะไร ไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันนอกจากตัวเองยืนยันตัวเองพอแล้ว เท่านั้น

         นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า ถ้าลงได้ปฏิบัติตามแล้วเป็นสดๆ ร้อนๆ อย่างนี้ตลอดไป ดังที่ท่านแสดงว่า อกาลิโกๆ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก สนฺทิฏฺฐิโก คือผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองในผลงานของตน ตั้งแต่ธรรมะขั้นไหนๆ มันจะรู้ด้วยตนเองทั้งนั้น อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาอันใดที่จะมาทำลายผลงานของเราไม่ให้มีผล เป็นอกาลิโก กิเลสก็เหมือนกันทำเมื่อไรให้เกิดกิเลสเป็นกิเลสทันที ทำให้เป็นธรรมเป็นทันที จึงเรียกว่าอกาลิโกด้วยกัน ทั้งกิเลสและธรรมสดๆ ร้อนๆ ด้วยกันนั่นแหละ แต่กิเลสมันมาปิดมาบังเรื่องธรรมให้จืดให้ชืดให้จางไปหมด ให้สดๆ ร้อนๆ แต่กิเลส จึงพากันบืนตามกิเลส มันจึงไม่มีความเบื่อหน่ายอิ่มพอในกองทุกข์ เผาอยู่ตลอดเพราะไม่เข็ดหลาบ มันก็เอากันเรื่อย เผากันไปเรื่อยอย่างนั้น ถ้าเข็ดหลาบดังพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านเข็ดหลาบจริงๆ ตัดขาดสะบั้นเลย ไม่มีอะไรมายุ่ง มันต่างกันอย่างนี้ เวลาบำเพ็ญเพียรมันเป็นอย่างนั้น

         นี่เราพูดถึงเรื่องไปอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์  เป็นระยะนั้นนะ ระยะที่ไม่มีวันมีคืน เข้าไปอยู่กับท่านก็เหมือนเราถือปากกานี่ ไม่ได้เขียน เวลากำลังเขียนมีแขกคนเข้ามา มือต้องถือปากกามีอะไรก็พูดกับเขา ปากกาก็ถือแต่จะเขียนเวลานั้นไม่ได้ อันนี้เวลางานการเกี่ยวข้องกับท่านมีอยู่ เหมือนหนึ่งว่าถือปากกาอยู่ จิตมันจ้อของมัน แต่จะพิจารณาอะไรให้พิสดารไม่ได้ นี่เรียกว่าเขียนไม่ได้ ปากกา ความรู้มันรู้ของมันอยู่งั้น แต่เขียนไม่ได้ จะพิจารณาอะไรให้ละเอียดไม่ได้ เพราะงานนี้ยังมี พอปล่อยงานปั๊บก็ผึงเลย เหมือนพอแขกออกไปเท่านั้นละ มือกับปากกามันจะเขียนของมันทันทีเลย มันเป็นอย่างนั้น นี่มันหมุนขนาดนั้น ถึงขนาดที่ว่าอยู่กับใครไม่ได้ฟังซิ มันเป็นจริงๆ มันขวางเอาเสียจริงๆ คือว่าอยู่กับใครก็เหมือนกับว่าปิดทางที่เราจะก้าวเดินไม่ให้สะดวกเลย เหมือนกับเหยียบขวากเหยียบหนามไปอย่างนั้นแหละ ถ้ามีแขกคน มีพระมีเณรมาเกี่ยวข้อง เหมือนมีขวากมีหนามขวางกั้นทางอยู่งั้น ถ้ามีแต่คนเดียวแล้วเดินผึงเลย

         นี่ความเพียร ถ้าลงได้เป็นความเพียรแล้วไม่มีอะไร มีแต่จิตกับอารมณ์ฟัดกัน อารมณ์ก็คือกิเลสนั่นแหละ ฟัดกันจนกระทั่งมันเบิกออกหมดไม่มีอะไรเหลือเลย ขาดสะบั้นไปหมด โล่งไปหมด ท่านว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ ดังพระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงแก่พระโมฆราช มานพคนที่ ๑๖ มาณพ ๑๖ คนนะ ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิ ความเห็นว่าตนว่าตัวว่าเราว่าเขาออกเสีย จะพึงข้ามพ้นพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะมองไม่เห็นผู้พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่าอยู่เช่นนี้ แปลออกแล้วเป็นอย่างนั้น ท่านสอนพระโมฆราช

พระโมฆราชก็เป็นผู้มีกิเลสมืดมิดปิดตา เปิดออกให้โลกนี้ว่างหมด เปิดสอนที่จิต เห็นโลกเป็นของว่างเปล่าไปหมด กำจัดออกหมด สิ่งใดที่มามืดมามัวจิตใจเปิดออกหมด มันก็จ้าขึ้นมา พระโมฆราชจ้า ผู้ปฏิบัติทั้งหลายในธรรมสายเดียวกัน ด้วยการแก้กิเลสแบบเดียวกัน ทำไมจะไม่จ้าเหมือนกัน ก็ธรรมสดๆ ร้อนๆ เหมือนกัน ทีนี้เวลามันจ้าขึ้นมาก็เป็นแบบเดียวกัน อ๋อ ท่านว่า สุญฺญโต โลกํ โลกเป็นของสูญเปล่าว่างเปล่า คือจิตนี้มันว่างไปหมดเลย ไม่มีอะไร ต้นไม้ภูเขาไม่เป็นอุปสรรคแก่ความรู้ที่มันว่างนี้ไปได้ มันว่างทะลุไปหมดเลย อะไรจะหนาขนาดไหนไม่มีความหมาย ความว่างอันนี้มันทะลุไปได้หมดเลย 

นี่ละ สุญฺญโต โลกํ โลกว่างๆ อย่างนั้น จิตว่างเสียอย่างเดียวมันก็ว่างไปหมดเลย ท่านว่าพิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าว่างเปล่า กิเลสมันก็หมด อะไรๆ ก็ว่างไปตามๆ ขั้น ว่างเปล่าหมดเลย นั่นละท่านว่าจิตผู้พ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง เป็นจิตที่เลิศเลอสุดยอด เราจะเทียบว่าอะไรเทียบไม่ได้นะ เช่นอย่างว่าพระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง คำว่าสุขอย่างยิ่งก็ยังอยู่ในเขตของสมมุติอยู่ อันเหนือนั่น อย่างที่ท่านหล้าท่านเขียนไว้ที่ภูจ้อก้อนั่น มีคนไปเขียนท่านพูดอย่างนั้นแหละ จึงมีคนเขียนอย่างนั้น ท่านว่า นิพพานไม่ใช่ผู้รู้ ที่รู้นั้นมันเหนือจากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีใครคาดหมายได้เลย นั่นก็หมายความว่าถ้าว่านิพพานก็ให้ว่าตรงนั้น พูดง่ายๆ นะ พอเราอ่านปั๊บถึงใจทันที เอ้อ อย่างนี้ซิ

มันถามกันเมื่อไหร่มันสงสัยกันเมื่อไหร่ นิพพานไม่ใช่ผู้รู้ท่านว่า คือนิพพานเหมือนเป็นโล่อันหนึ่งไม่ให้คนรู้อยู่นิพพาน ธรรมชาติที่แท้จริงอันนั้นน่ะ อยู่เหนือนั้นน่ะไม่มีใครรู้  นั่นละนิพพานไม่ใช่ผู้รู้ คือให้ดูฟากนิพพานไป ที่คนกำลังรุมดูกันเป็นบ้ากันอยู่นี่ ก้อนแห่งนิพพานเข้าใจไหม ให้สอดเข้าไปตรงนั้น ทีนี้เวลาผู้ดูผู้รู้จริงมันก็เห็นฟากอันนั้นไปซี ท่านพูดนี่เรายอมรับ เอ้อ มันต้องอย่างนี้ซี  จึงเรียกว่ารู้แท้ ไปอ่านนะวันนั้นไปงานก็อ่าน คราวก่อนก็อ่านเหมือนกัน ไปเทศน์คราวนี้ก็อ่าน แต่ตอนปลายนั้นเราจำไม่ได้ มันก็รับกันกับอันที่ว่า นิพพานไม่ใช่ผู้รู้ ท่านว่างั้น ที่รู้นั้นคือไปจากนั้น ไปเกาะที่สอง ไม่มีความคาดความหมาย เกินกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะคาดได้เลย นั่นใช่แล้ว ขอให้มันรู้ ใครรู้อยู่ที่ไหนมันก็พูดแบบเดียวกัน จะไปเถียงกันได้ยังไง อย่างงที่เราไปอ่านที่เขาเขียนถึงท่านหล้าพูดเอาไว้ มันก็ยอมรับกันทันทีเลย

พวกเราก็ขอให้พากันสนใจนะ ทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนานี้ท่านทั้งหลายจะได้ฝังสมบัติอันพึงใจเข้าสู่ตัวเอง สมนามว่าถือพระพุทธศาสนานะ ถ้ามีจิตตภาวนาหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่ ความดีทั้งหลายจะค่อยขยายออกไป หลักฐานคือจิตตภาวนาจะเป็นความมั่นคง ถ้าว่าต้นไม้ก็เรียกว่าแก่นอยู่ตรงนั้น หรือรากแก้วได้แก่ภาวนาของชาวพุทธเรา ถ้ามีแต่การทำบุญให้ทานธรรมดานี้มันเป็นบริษัทบริวาร ไม่ได้เข้าถึงรากแก้วที่จะหนุนทาน ศีล อะไรๆให้มีกำลังและแยบคายมากขึ้นๆ อันนี้เป็นเครื่องหนุนนะ ถ้าลงมีอันนี้แล้วทุกอย่าง หน้าที่การงานมันจะแยบคายไปตามๆ กันนะ การประพฤติเนื้อประพฤติตัวนี้จะมีความแยบคาย หากมีอันหนึ่งพูดไม่ถูกก็ตาม เป็นเครื่องสะกิดอยู่ในตัวนั่นแหละ ทำอะไรผิดถูกชั่วดี เกี่ยวกับเรื่องการภาวนาที่เป็นอยู่ภายในจะสะกิดออกมา จะเตือนออกมาๆ นี่ละธรรมอันนี้สำคัญมากนะ ถ้าไม่มีเลยใครอยากทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจ เลยเป็นนิสัยของคนตาบอด ว่างั้นละ ชนดะ คนตาบอดชนดะไปเลย คนตาดีไม่ชน พิจารณาเสียก่อน

จึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้อบรมภาวนา ถึงไม่รู้ไม่เห็นผลแห่งการภาวนา ก็สำคัญมากทีเดียว มีอานิสงส์มากที่สุด แล้วมีวันหนึ่งแน่ละที่มันจะปรากฏขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่งจากการภาวนา เมื่อเราทำอยู่ทุกวี่ทุกวัน ทำอยู่เป็นประจำหากจะมีวันหนึ่ง มันหากไปโดนเอาจนได้นั่นแหละ พอโดนอันนั้นแล้ว ทีนี้นั่นละจะเป็นรากฐานที่ปลูกความเชื่อมั่นของเราให้แน่นหนามั่นคงขึ้น ไม่ถอยง่ายๆ นะ ถ้าลงได้ปรากฏแล้ว ถึงจะไม่เป็นอีกก็ตาม จิตมันเชื่ออันนั้นแล้ว มันจะพยายามทำของมันอยู่เรื่อยๆ จำเอานะ

การภาวนานี่สำคัญมาก วงพุทธศาสนาต้องถือเรื่องการภาวนาเป็นสำคัญ อันนี้มีแต่ผิวเผินข้างนอกๆ หลักใหญ่ไม่ค่อยมาสนใจกัน ศาสนาพุทธเรากับศาสนาทั้งหลายก็ไม่มีอะไรแปลกต่างกันแหละ พอๆ กันไปอย่างนั้น ถ้าลองมีจิตตภาวนาซี การประพฤติตัวของผู้มีภาวนาติดใจแล้วนั่นแหละ จะมีความหนักแน่นมั่นคง ทุกสิ่งทุกอย่างจะแปลกต่างกันไปโดยลำดับกับศาสนาทั้งหลาย  พุทธศาสนานี่จะแปลกต่างที่จิตใจของผู้อบรมจิตนะ เพราะศาสนาพุทธนี่ลงที่ใจ แต่ใครไม่ค่อยเข้าไปหาใจล่ะซี มันถึงไม่เห็นของแปลก

         อย่างที่เอามาพูดนี้ก็พูดเรื่องจากการภาวนาทั้งนั้นนะ ไม่ได้เอาป่าๆ ลมๆ มาพูดนี่ คิดดูซิอย่างที่ว่าเป็นอัตโนมัติ เห็นไหมเวลามันหมุน ถึงขนาดจะหลับจะนอนมันไม่ยอมนอน   มีแต่ต่อยกันตลอดเลย เพลิน  เวลาเอากิเลสให้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว  ที่นี่  วุสิตํ  พฺรหฺมจริยํ เสร็จแล้วงานที่หนักมากที่สุด คืองานฆ่ากิเลสได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว กตํ กรณียํ งานที่ควรทำคืองานการฆ่ากิเลสได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ งานที่ยิ่งกว่านี้ขึ้นไปอีกไม่มี นั่นละท่านถึงขั้นนี้แล้วท่านหมดโดยประการทั้งปวง

นี่ละงานฆ่ากิเลส พอกิเลสหมดสิ้นซากลงไปแล้ว เรียกว่างานของศาสนาเสร็จสิ้นลงไปแล้ว ทำก็เป็นเพียงแต่กิริยาธรรมดา เวลามีธาตุมีขันธ์ครองตัวอยู่ เช่นอย่างพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านเดินจงกรม ท่านไม่ได้เดินฆ่ากิเลส นั่นกิเลสสิ้นซากไปแล้วเดินฆ่าอะไร ท่านเดินเพื่อวิหารธรรมระหว่างขันธ์กับจิตอยู่ด้วยกัน ให้มีความผาสุกร่มเย็น เปลี่ยนอิริยาบถให้สม่ำเสมอ และการพิจารณาธรรมทั้งหลายในเวลาธาตุขันธ์กับจิตยังครองกันอยู่ เรื่องอรรถเรื่องธรรมหนักเบามากน้อยเพียงไรเพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก อะไรๆ มันก็เป็นขึ้นในตัวเสร็จนั่นแหละ อันนี้ไม่จำเป็นต้องพูด หากเป็นเงาเทียมตัวไปในนั้นแหละ

         การทำความเพียรท่านทำอย่างนี้แหละแต่ ท่านไม่ได้ทำเพื่อฆ่ากิเลสนะ ผู้ใดเป็นเข้าไปมันรู้ทันที เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาเป็นวิหารธรรมเครื่องอยู่สะดวกสบายระหว่างขันธ์กับจิตครองกันอยู่ นี่อันหนึ่ง อันหนึ่งเพื่อพิจารณาเรื่องธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวกับสัตว์โลกอะไรต่างๆ อันนี้อันหนึ่งสำคัญมากนะ พากันจดจำเอา อย่าพากันจืดจางว่างเปล่ากับจิตตภาวนานักนะ ไม่ค่อยดี หลักพุทธศาสนาหลักของเราตัวประกันเราจริงๆ เกี่ยวกับพุทธศาสนานี้คือภาวนานะ ให้เน้นหนักมั่นคงเข้าไปเรื่อยๆ นะหลักภาวนานี่

         เวลานี้ชาวพุทธเราไม่ค่อยมีใครสอนกันนะ เรื่องการภาวนา เราก็ผ่านมามากแล้วนี่ ไม่เห็นมีสอนที่ไหนภาวนา นอกจากมีในวงกรรมฐานเป็นแห่งๆ พระท่านภาวนาประชาชนไปอบรมกับท่าน ก็พากันนั่งภาวนา เดินจงกรมบ้าง มีเพียงเล็กน้อยๆ ในที่ต่างๆ มี แต่มีอย่างที่ว่านี่แหละ ที่จะตั้งหน้ากันเป็นเนื้อเป็นหนังและอบรมจริงๆ นี่ไม่มี แม้แต่พระก็ขี้เกียจภาวนา ดีไม่ดีไม่เคยภาวนาด้วยซ้ำไป จะว่าอะไรแต่ประชาชน พระเองไม่เคยภาวนา เรียนก็เรียนหนังสือ  ว่าบวชเป็นพระแล้ว รับศีลกับท่านมาแล้วว่าเป็นพระเต็มภูมิ ไม่สนใจกับภาวนา เลยภูมิใจอยู่นั้นเสีย เลยหยิ่งล่ะซิว่าตัวเป็นพระแล้ว เลยหยิ่ง ภาวนาไม่เคยสนใจ เรียนไปๆ ก็กลายเป็นหนอนแทะกระดาษไป เพราะไม่สนใจปฏิบัติตามที่เรียนมา

ถ้าผู้เรียนด้วยมีการปฏิบัติไปตามด้วย ไม่เรียกหนอนแทะกระดาษนะ ที่ผู้เรียนเพื่อเอาชื่อเอานามเอาชื่อเอาเสียง เอาชั้นเอาภูมิ เอายศถาบรรดาศักดิ์ นี้พวกหนอนแทะกระดาษทั้งนั้น ใครเป็นก็แบบเดียวกัน หนอนแทะกระดาษเหมือนกัน ไม่มีความหมายอะไร เรียนธรรมกลายเป็นโลกไปเลย เรียนธรรมกลายเป็นกิเลสไปเลย เวลาเรียนสอบได้ชั้นใดทิฐิมานะก็ขึ้น สำคัญตนว่าเราเรียนได้ชั้นนั้นชั้นนี้ กิเลสเต็มแล้วนั่น ยิ่งสูงเท่าไรกิเลสยิ่งตัวใหญ่ๆ ใครไปแตะไม่ได้นะ โอ๋ย นี่อย่าไปแตะนะสมเด็จนะ ฟังซิ กิเลสมันขึ้นขั้นสมเด็จแล้วใครไปแตะไม่ได้  นี่เจ้าฟ้าเจ้าคุณพระครูนั้น ขึ้นสมเด็จแล้วนะ ใครไปแตะไม่ได้นะ กิเลสมันสูงขึ้น นี่คือไม่สนใจปฏิบัติ ถ้าสนใจปฏิบัติแล้วเลยสมเด็จไปก็ไม่ลืมตัว เข้าใจไหม เพราะธรรมนี้เหนือสมเด็จ สมเด็จต้องกราบธรรม ธรรมนี้เหนือสมเด็จ ขอให้มีในใจ มีแต่อีตานั้นอีตานี้ อีตา ก.อีตา ข. เช่นอีตาบัวก็พอใจ ขอให้มีธรรมเต็มหัวใจ อีตาบัวพอใจนะ เข้าใจไหม แต่นี้มันไม่มีธรรมน่ะซิจึงโวกโน่นวากนี่ ใครมาก็ตีโน้นตีนี้ เขาจึงว่า หลวงตาบัวดุ เข้าใจไหมล่ะ เอาละวันนี้พูดเท่านั้นพอ

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก