เสือมาชมบารมี
วันที่ 22 เมษายน 2546 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

วันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ [เช้า]

เสือมาชมบารมี

       หลวงตา : อุบัติเหตุสงกรานต์ปีนี้เขาได้ประกาศออกมาแล้วยังว่า สงกรานต์ปีนี้คนตายสักเท่าไหร่

         โยม : ได้ยินว่า ๕๐๐ กว่า

         หลวงตา : ปีที่แล้วนี้ก็ ๕๐๐ ไม่ใช่หรือ

         โยม : เขาบอกว่าปีนี้มากกว่าปีที่แล้ว ๓๐ กว่าคนที่เสียชีวิต

         หลวงตา : ถ้าประมาทจะเป็นเช่นนั้น มันขึ้นอยู่กับความประมาท

         เวลามันได้เล่นแล้วไม่ได้มองหน้ามองหลังนะ เราไปเห็นเองถึงได้เอามาประมวล อ๋อ คนตายปีนั้นเท่านั้นปีนี้เท่านี้เพราะเหตุนี้เอง คือมันไม่ได้มองดูรถดูราเลย ไอ้สาดน้ำสาดท่าตามถนนนี่แน่นไปเลย ไม่สนใจรถรานะ นี่เป็นทางหลวงรถเขาก็มาถูกต้อง แต่พวกเล่นน้ำนี่มันไม่มีหูมีตา วิดด้วยความเพลิดความเพลิน เราได้ไปจอดรถคือรถเราก็ไปไม่ได้เหมือนกัน จึงได้ดูเหตุการณ์ที่ว่าเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ มันไม่เกิดยังไง มันเห็นอยู่อย่างนี้ว่างั้นเลย พอรถมีคันใดคันหนึ่งมานี่โผเผเข้ามา คนหนึ่งเผลอคนนี้หยุดปั๊บเขาก็ชนปึ๋งแล้วนี่ ทั้งๆ ที่ตั้งท่าระวังนะ แล้วมีคันใดคันหนึ่งมาอย่างนี้ ทางนี้หลบพวกนี้เล่นน้ำกันอยู่ รถก็ชนปึ๋งเลย

         อย่างทางใหญ่ๆ นี่ เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ของเรา ตามทาง ดูไปตลอดทางมีตั้งแต่เรื่องความประมาททั้งนั้นเลยเทียว โห เป็นอย่างนี้เอง ไปตามหัวเมืองก็เป็น ประชาชนจำนวนมากน้อยประมาทไปแบบเดียวกันหมดนั่นแหละ ดูไปตลอด โห การตายของคนในวันเช่นนี้มันตายมากตายน้อยเพราะเหตุนี้เองๆ มันบอกชัดๆ แล้ว มันไม่ได้มองดูอะไรนะ ความเพลิดความเพลินทำให้ประมาท ตาบอดหูหนวกไปหมด เอาตั้งแต่ตามใจชอบใจเพลินไป

         รถเรามาจากโพธาราม มานี่เข้าไม่ได้นะคือมันปิดหมดเลยถนน คนแน่นอยู่ตามถนนเลย เรามาเราเข้าไม่ได้ เรากลับรถฟาดกลับคืนเลย ไปเข้าช่องไหนไม่รู้ ออกไปช่องโน้นคือมาแถวนั้นไม่ได้เลย ไอ้นี่มันมืดอย่างนั้นเสียจริงๆ แล้วมันก็ไม่เกิดละอันตรายถ้ามันมืดอย่างนั้นแล้วใครจะเข้าไปใช่ไหม ที่มันแฉลบออกไปๆ นั่นซีมันเป็นน่ะ ถ้ามันเป็นสนามคนจริงๆ คนขับรถคนไหนมันจะเป็นคนตาบอดไปชนคนที่เต็มถนน มันไม่ชน แต่มันจะแฉลบออกไปจนได้นั่นแหละไอ้พวกประมาทนี่ ไปชนจนได้นั่นแหละ

คือเราไปที่ไหนเราดูจริงๆ ไม่ใช่ดูธรรมดา อย่างที่เขาเพลินกันอยู่นั่นเต็มถนนหนทาง เราพูดจริงๆ เราไปเราไม่ได้เพลิน เราไปดูเหตุการณ์พินิจพิจารณา ทบทวนบวกลบคูณหารถึงเรื่องความประมาทของคน ที่เขาประกาศออกมาว่าปีนั้นตายเท่านั้นปีนี้ตายเท่านั้น และเอามาพิจารณา อ๋อ มันมีได้อย่างนี้เอง เพราะถ้าลงมันได้เล่นมันไม่ได้สนใจกับอะไรนะ หูมีตามีมันจะไม่ดูความปลอดภัย มันจะดูตั้งแต่เรื่องของมัน อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง เขาก็เพลินของเขา รถที่ชนก็ไม่ใช่ตั้งใจจะชน มันหากจะเป็นของมันอย่างนั้นแหละ มันฉุกละหุกวุ่นวาย หลีกคันนี้ชนคันนี้ แล้วคันนั้นมาเอ้าหลบคันนั้นชนเข้าไป แน่ะเอาแล้ว เป็นอย่างนั้น ที่จะให้ไปชนกันอย่างจังๆ ด้วยความประมาทมันไม่เป็น มันเป็นอย่างนี้แหละ

         ตายเท่าไร ๕๐๐ เหรอ (๕๐๐ กว่าครับ ฟังในวิทยุเขาบอกว่า คนตายมากกว่าปีที่แล้ว ๓๐ กว่าคน) นั่นไม่ใช่เล่นนะ คือส่วนมากระยะสงกรานต์เรามักจะมาอยู่กรุงเทพฯ เดือนเมษา เรามักจะมาเสมอ ยิ่งเกี่ยวกับเรื่องทองคำนี่ด้วยแล้วก็พอดีกัน

เรื่องเสือนี่เราถามหมอสมศักดิ์ที่อยู่นั้น ดูว่าไม่อดอยากนะ มีฝรั่งมีอะไรไปช่วยเหลือกันเยอะที่วัดหลวงตาบัวน่ะ ถามหมอสมศักดิ์ที่มานี้ว่า อาหารฝรั่งดูแลดี ถ้าฝรั่งดูแลแล้วก็ดี พวกนี้รักสัตว์มากอยู่ฝรั่ง คราวนี้เราไม่ได้ไปดู หากว่าไปดูก็คงไม่เอาอะไรไป ถ้าเราไปดูสัตว์นี้เราก็ไม่เอาอะไรไป ไปดูเฉยๆ หากว่าบกพร่องอะไรๆ มาจริงจะพิจารณาใหม่ ดูว่าฝรั่งดูแลดี

หากว่าเราไปเยี่ยมเสือ เราก็ไม่เอาอะไรไป เพราะได้ทราบว่าพวกฝรั่งช่วยเหลืออยู่ ช่วยอาหารเสือ ก็เบามือไปเยอะ ถ้าฝรั่งช่วย แล้วก็มีคนไทยด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงได้ปล่อยมือบ้าง คราวที่แล้วก็ไม่ได้เอาอาหารไปให้เสือ เพราะได้ทราบข่าวอย่างงี้ ได้ถามหมอสมศักดิ์เมื่อสองสามวันนี้ ว่าฝรั่งดูแล ไม่อดอยากอะไร หากว่าเราไปเยี่ยมเราก็ไม่เอาอะไรไป ไปเยี่ยมถามเรื่องความสุขทุกข์ของเสือเรียบร้อยแล้วเราก็มา หากว่าบกพร่องอะไร ๆ มาเราค่อยจัดส่งไปทีหลังก็ได้ ถ้าไม่บกพร่องก็ไม่จัด ไปดูเฉยๆ เราก็ไม่เคยมีไปที่ไหนจะไปเปล่า ๆ มามือเปล่า ๆ เราพูดจริง ๆ เราไม่เคยมี มีแต่เต็มรถ ๆ ไม่ว่าไปที่ไหนเหมือนกันหมด เต็มรถทั้งนั้น ๆ

         ไปหาเสือนี่เอามือเปล่า ๆ ไปนี้มันยังไง มันชักอะไรอยู่ในจิต แต่มันก็มีแง่หนึ่งที่คอยแก้กัน นี่ไปดู ว่างั้นนะ ถ้าหากว่ามีสมบูรณ์พูนผลแล้วก็ไปดูเฉย ๆ แล้วกลับมา หากว่ามีความบกพร่องอะไร มาแล้วค่อยพิจารณาใหม่ เพราะฉะนั้น ที่ว่าง ๆ ในหัวใจมันไม่เคยทำ คำว่าว่าง ๆ ก็เลยมีสิ่งเหล่านี้มาปิดกันไว้นะ เราอาจไปดูก็ได้ เรารักสัตว์ รักเสือ ตั้ง ๙ ตัว ๑๐ ตัว เลี้ยงไว้เป็นสัตว์เลี้ยงของคนไปเลย เดี๋ยวนี้ยิ่งจะโตขึ้นเรื่อย ๆ นะ เสือโคร่งมันยิ่งโตขึ้นเรื่อย ๆ มาคราวที่แล้วเราไม่ได้ไปนะ เหตุที่ไม่ได้ไปก็ทราบจากหมอสมศักดิ์ว่า อาหารการกินของเสือมีฝรั่งดูแล มาคราวนี้ถามอีก ก็พูดอย่างเดิมแหละ

         เพราะฉะนั้นหากว่าเรามีโอกาส เราก็จะไปเยี่ยมเฉย ๆ ไปดู หากว่ามีอะไรบกพร่อง กลับมาแล้วเราค่อยพิจารณาทีหลัง ให้รถไปส่งให้ก็ได้ รถเราเป็นพื้นฐานอยู่ตลอดเวลา รถของท่านเสธ. ท่านเสธ.ท่านเป็นพื้นฐานรับรองทั่วประเทศเลย อะไร ๆ เรื่องขนส่งขนลังท่านจัดการหมดเลย นี่เรียกว่าเป็นพื้นฐาน แม้ที่สุดเสือก็ยังได้รับการส่งจากท่านวะ จะว่าอะไรแต่คนทั่วแผ่นดินไทยจะจำเป็น เสือท่านก็ส่งนะ ท่านเสธ.ซัดเต็มรถ ๆ ไปเลย เราสงสารจริงๆ นะ อย่างที่พระวัดเรานี่ไปอยู่ที่เขาใหญ่ มันคงจะตั้งหน้ามาดู หรือมาเคารพ คิดว่าค่อนข้างแน่ใจ ท่านปักกลดอยู่ที่นี่ มันมาอยู่ไม่ห่างไกลนัก ท่านกางกลดอยู่นี้นะ มันหมอบอยู่นั้น มาอยู่เป็นประจำ ๕ คืน มาหมอบอยู่นั้น ๕ คืน

         คืนสุดท้ายนี่ท่านมองไป ตาเสือนี่มันเหมือนไฟนะ มันเหมือนไฟฉายเรา พอท่านมองไปนี้ ท่านเห็นตามันต่ำ ๆ แสงตามันเหมือนไฟฉาย กลางคืนนะ ท่านไม่ได้เปิดไฟ ท่านมองไปเห็นตาเสือ  ทีแรกท่านก็ไม่รู้ว่าตาเสือ แต่มันผิดสังเกตที่ว่าถ้าเป็นตาสัตว์อื่น ๆ ตามันจะสูงกว่านี้ ท่านว่างั้นนะ ท่านคิดเสียก่อนนะ นี่ตาต่ำ ๆ เหมือนว่ามันหมอบดู ท่านก็เลยคว้าไฟฉาย คว้าไฟฉายฉายปั๊บ โดดผึงเลยเชียวนะ ทีนี้พวกเก้งพวกกวางอยู่ตามแถวนั้นโอ๊ยป่าเลิกไปด้วยกันเลย พอเสือตัวนี้โดดออก ฟังเสียงโก้กเก้ก ๆ วิ่งเลย ไป

         ตั้งแต่บัดนั้นไม่มาอีก ท่านเห็นถึง ๕ คืน ท่านก็อยู่ในมุ้ง เขาก็หมอบ เขาไม่ไปเที่ยวหากินที่ไหน เขาตั้งหมอบอยู่งั้น จนจวนสว่างเขาค่อยไป มันน่าคิดอยู่มาก มาอยู่ติด ๆ กันถึง ๕ คืน ท่านโตเรานั้นแหละ น้องของท่านบัณฑิต เวลาเราไม่อยู่นี่ท่านมักจะไป เช่น ท่านไพโรจน์ ท่านไปเขาใหญ่บ้าง ภูหลวงบ้าง ก็ได้พวกนี้แหละมาเป็นเพื่อน ท่านได้อาหารไปท่านก็เอาไปแจก พวกเก้ง พวกอะไรมันก็มากิน ก็มันสัตว์เลี้ยงมันจะไปกลัวอะไร เสือมันก็มาอยู่แถวนั้น เพราะเสืออาหารไม่อด มันกินสัตว์ แต่เขาก็ไม่จุ้นจ้าน เขามาหมอบอยู่นั้นตั้ง ๕ คืน ท่านว่า ตั้งแต่ฉายไฟใส่แล้วเขาโดดผึง ตั้งแต่วันนั้นไม่มาอีก

         คือจิตอะไรก็ตาม ไม่มีอะไรเหนือจิตที่มีธรรมในใจไปได้ ถ้าพูดถึงแบบโลกก็ชนะกันตรงที่จิตดวงหนึ่งมีธรรม ดวงหนึ่งไม่มีธรรม ดวงไม่มีธรรมอับเฉา ดวงมีธรรมสง่าจ้า มีอำนาจครอบ ต่างกัน อย่างที่ว่าเสือนี่เหมือนกัน ท่านบำเพ็ญธรรม ภาษาของเราเรียกว่า มาชมบารมีก็ได้ มาถึง ๕ คืน มาหมอบอยู่งั้นตั้ง ๕ คืน  ถ้าเขาจะทำเขาก็ทำ เขาไม่ทำเขามาหมอบอยู่ที่เก่านั้นละ ท่านมองไปเห็น ท่านก็ไม่ค่อยสนใจจนกระทั่งคืนสุดท้าย แสงมันแพรวพราว มันเหมือนแสงไฟฉาย มองมา มองดูทำไมมันต่ำ ๆ นะ ท่านว่า ถ้าเป็นสัตว์อื่นตาจะสูงกว่านี้ แต่นี้มันต่ำ ๆ ติด ๆ อยู่กับพื้น คือมันหมอบดู พอท่านจับไฟฉาย ฉายไป โอ๊ยผึง สักเดี๋ยวไปเลย เก้งตามนั้น ร้องโก้กเก้ก ๆ ป่าเลิกไปตาม ๆ กันเลย แล้วเสือตัวนั้นก็ไม่มา

         นี่ละที่ได้เห็นชัดเจนก็คือ จิตเวลามันอับเฉาเพราะถูกกิเลสบีบบี้ เราเดินจงกรม มันหลอกเรานะ เหมือนเสือมาหมอบอยู่สองฟากทางจงกรม มีแต่เสือโคร่งใหญ่ทั้งนั้น นี่สัญญาหลอกเรา ได้เห็นประจักษ์ในตัวเองนี่นะ ในขณะนี้เป็นอย่างนี้ อับเฉามากกลัวเสือ จิตใจอับเฉามาก หมอบมากทีเดียว ไปที่ไหนกลัวแต่เสือ ทีนี้ธรรมแทรกขึ้นมา ก็นี่เรามาภาวนา เรามาหาความกลัว ความขยาดเหลวไหลยังไง มันเข้ากันได้เหรอกับมาหาธรรม มันสอนขึ้นในเจ้าของ

         จากนั้นแล้ว มันพลิกใหม่ขึ้นมา พอพลิกใหม่ขึ้นมามันก็เป็นธรรมแล้ว เอา เสือตัวไหนตัวใหญ่ที่สุดที่สัญญามันหลอกเราว่า มันหมอบอยู่สองฟากทาง เป็นแถวอยู่ มีแต่เสือโคร่งใหญ่ มันหลอก มันไม่มี กำหนดจิต เอาตัวใดที่ใหญ่ที่สุดจะเดินเข้าไปหาตัวนั้น ให้ตัวนั้นกินก่อน ว่างั้นเลย มันก็บอกในนี้แหละ บอกโกหก ตัวนี้ใหญ่ที่สุดบุกเข้าไปเลย พอเข้าไปไม่มีอะไรหนึ่งละนะ นั่น จับไว้แล้ว ตัวไหนอีก ตัวนั้นอีก ไปอีก ตัวไหนมีแต่เหลวไหลๆ  สุดท้ายเหลวไหลหมด คราวนี้จิตใจก็รู้เรื่องความหลอกลวงของตัวเอง เกิดกล้าหาญชาญชัยขึ้นมา ทีนี้เลยไม่ได้กลัว เดินบุกไปเลย ที่ไหนบุก ๆ เข้าป่าเลยทีนี้ อะไรจะมากินเราให้มากิน

         ทีนี้จิตกล้าหาญเต็มที่แล้วนะ จนกระทั่งกำหนดดูในจิตนี้ ในสามแดนโลกธาตุนี้จิตดวงนี้ได้กลัวอะไรบ้าง ไม่มีเลย ขณะแรกมันหมอบขนาดนั้นแหละ มันกลัวเสือ พอธรรมพลิกขึ้นครองหัวใจเท่านั้น กลับกล้าหาญชาญชัยขึ้นมา จนกระทั่งกำหนดทั่วโลกธาตุ อันใดที่น่ากลัวมีอยู่ในใจไม่มีเลย นั่นเห็นไหมล่ะ กล้าหาญชาญชัย ความกล้าหาญหรือว่าความนิ่มมันเป็นอันเดียวกันนะ เราจะพูดอะไรก็พูดได้ ว่ากล้าหาญก็กล้าหาญ ถ้าว่านิ่มก็นิ่มหมดเลยจิตนี้นะ เดินบุกป่าไป เมื่อมันกล้าหาญทุกสิ่งทุกอย่าง กำหนดดูอะไรไม่มีกลัวเลยก็เดินกลับมา กลับมาอย่างสง่าผ่าเผย เดินจงกรม เอาตัวไหนเก่ง อะไรเป็นข้าศึกกับใจเราเราจะตามบุกกันเลย ๆ ไม่มี นั่นเห็นไหม

         ขณะแรกอับเฉา หมอบ ไม่มีค่าเลย กิเลสครอบหัวมันด้วยความกลัว ขณะหลังมีธรรมครอบหัวใจลงไป มีแต่ความกล้าหาญชาญชัย ถ้าว่ากล้าก็กล้าเต็มที่แล้ว ไม่กลัวอะไรเลย  ถ้าว่านิ่มก็นิ่มเข้าได้หมด เช่นอย่างเราเดินอยู่นี่เสือมา มันจะเดินเข้าไปหาเลยนะ ไม่มีสะทกสะท้าน เพราะจิตไม่กลัวเสียอย่างเดียวมันจะกลัวอะไร ที่ว่าเสือมาหมอบนี้มันก็คงเรื่องจิตนี้มีธรรม จิตเสือไม่มีธรรม แต่เขาก็มีแง่หนึ่งของเขาตามประสาสัตว์ เขามาแอบดูพระไม่คิดจะทำลายอะไรเลย ก็เป็นธรรมของสัตว์ อำนาจของจิตไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ ถ้าว่าแข็งก็แข็งแกร่งสุดเลย คือพูดได้ทั้งนั้น คือมันไม่มีอะไรเหมือนจิตอันนี้นะ ถ้าว่าอ่อนนิ่มนิ่มไปหมด สัตว์ทุกประเภทจะทำลายไม่ได้เลย นั่นฟังซิ จะตัวเล็ก ตัวไหน ถ้าลงได้รู้ว่าเป็นสัตว์แล้วทำไม่ลงเลย นี่ที่ว่ามันอ่อนมันนิ่มถึงกันหมดเลย ขอให้ได้อบรม

         จิตนี่ถ้าลงได้มีธรรมเข้าในใจแล้วไม่เป็นพิษ ทั้งแก่ตัวเอง และโลกทั่ว ๆ ไป นี่ละศาสดาองค์เอก ก็เพราะนิ่มไปหมดเลย ไม่มีอะไรเป็นภัยต่อสัตว์โลก เพราะฉะนั้น สัตว์โลกทั้งสัตว์ดีสัตว์ชั่วหมอบราบทั้งนั้น ไม่มีอะไรกล้าแข็ง เพราะใจเป็นธรรม อย่างใจพระพุทธเจ้า ใจพระอรหันต์ นั้นมีต่างกัน  คือใจของคนธรรมดากิเลสมีแทรกอยู่ ไม่มากก็น้อย เป็นแต่เพียงว่าธรรมมีอำนาจมากกว่า ประหนึ่งว่ากิเลสไม่มี มีแทรกอยู่งั้น ลักษณะว่ากล้าว่ากลัวอาจจะมีแทรกอยู่ตามกิเลสที่มี พอกิเลสนี้หมดไปโดยสิ้นเชิงแล้วกล้าก็ไม่มี กลัวก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลย

         ขึ้นชื่อว่าแดนสมมุติ ได้แก่ความกล้ากับความกลัวเป็นแดนสมมุติ อันนั้นเหนือหมด ไม่มีคำว่ากล้าว่ากลัว หรือว่าแพ้ชนะไม่มี เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นประจำสมมุติ ถ้ามันรู้ในจิตนี้ ไม่มีอะไรจะอาจหาญยิ่งกว่าจิตที่ประจักษ์ตัวเองแล้ว เราจึงได้พูดเสมอว่า อยากให้พี่น้องทั้งหลายเราให้ได้อบรมจิตใจวันละเล็กละน้อยทุกวัน ๆ ไปนะ จิตใจจะมีอาหารคือธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ไม่มากก็น้อย ถึงไม่รู้อะไรภาวนาไปเหมือนหัวตอก็ตาม แต่ความตั้งใจภาวนา ความสำรวมระวังใจของเราด้วยสตินั่นเป็นธรรมๆ นั่นละสั่งสมความดีขึ้น ถึงจะไม่รู้อะไร เห็นอะไรก็ตาม ความดีอันนี้จะเป็นพื้นฐานตลอดไป เมื่อหนักเข้า ๆ เจอจนได้สิ่งที่เราต้องการ ผิดคาดผิดหมายขึ้นมาจนได้ นี่อำนาจของใจกับธรรม ถ้าได้เข้าถึงกันแล้วจะแปลกประหลาดมาก

         ตามธรรมดาเราทุกคน ๆ ไม่ว่าท่านว่าเราไม่ตำหนิติชมผู้ใด มามองดูหัวใจ อะไรๆ มองไปทางไหนอันนั้นก็ดี อันนี้ก็ดี ดีไปหมดโลก แต่เวลามองดูหัวใจเจ้าของมันยุบยอบทันทีเลย คือมันไม่มีที่พึ่ง อะไร ๆ นั้นเป็นนั้น นี้เป็นนี้ ไปดีกับสิ่งภายนอกเสีย พอย้อนมาดูเจ้าของไม่มีชิ้นดีเลย ว้าเหว่ นั่นเห็นไหมล่ะ ตรงที่จะเอาจริงเอาจังกลับมาว้าเหว่ เพราะฉะนั้นจึงว่ามันมีแต่ที่พึ่งภายนอกนะ ที่พึ่งภายในคือใจกับธรรม กับบุญกับกุศลไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์กับตัวเอง เพราะไม่ได้สนใจจะสร้าง

         นี่หมายถึงผู้ไม่สนใจในธรรมนะ มันก็ไม่มีที่พึ่ง อยู่กับลมหายใจไปอย่างงั้นวันหนึ่ง ๆ เขาเพลินก็เพลินไปกับเขาชั่วระยะ กลับมาแล้วก็มาเศร้าโศกๆ ไม่มีอะไรเป็นของตัว เพราะจิตไม่มีที่พึ่งอันแท้จริง ได้แก่ธรรมหรือบุญกุศลในหัวใจเรา เนื่องจากเราไม่ได้สร้างเอาไว้ ใครจะปรารถนาอะไรก็ปรารถนา หาความสมหวังไม่มี ถ้าผู้ทำความดีทั้งหลายอยู่ ปรารถนาไม่ปรารถนามันก็อยู่กับเราๆ ยิ่งมีความแน่นหนามั่นคงทางด้านจิตใจมากขึ้น พูดถึงเรื่องความเป็นความตายมันสะทกสะท้านที่ไหน มันยิ่งกล้าหาญที่จะฟิตอันนี้เข้าให้ทันกัน ๆ ยิ่งทันกันด้วยแล้วหมดคำว่ากล้าว่ากลัวในเรื่องความตายไม่มี นี่เรียกว่าหมดแล้วความกล้าต่อความตายก็ไม่มี ความกลัวต่อความตายก็ไม่มี หาที่พึ่งที่ไหนก็ไม่มี ก็มันมีอยู่แล้วในหัวใจเต็มสัดเต็มส่วน แล้วไปไขว่คว้าหาอะไร นี่มันแน่

         นี่ละการบำเพ็ญธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า สร้างความแม่นยำให้ ดังพระพุทธเจ้าทุกพระองค์หลอกโลกเมื่อไร มาสอนโลกด้วยความแม่นยำ ๆ ทั้งนั้น ถ้าใครปฏิบัติตามนี้เล็ดลอดไปได้ ๆ ตลอดเลย จำนวนน้อยถึงจำนวนมาก จนกระทั่งไปได้โดยสิ้นเชิง พ้นทุกข์ไปเลยก็เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ สอนไม่ได้ผิดกันเลย เพราะรู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน สอนเป็นแบบเป็นฉบับ จึงเรียกว่าศาสนาคู่โลกคู่สงสาร คือพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ เป็นแบบเดียวกันเลย

         นอกจากนั้นก็สะเปะสะปะ จะว่าไม่มีก็ได้ศาสนา เพราะมันสะเปะสะปะ คนผู้เป็นเจ้าของศาสนาครองศาสนา มีกิเลส สอนก็สอนแบบมีกิเลส มันก็เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ สอนกัน ผิดบ้าง ถูกบ้าง เป็นธรรมดา แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้มีคำว่าผิด จึงให้พระนามว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วๆ ตั้งแต่ธรรมพื้นๆ  จนกระทั่งถึงวิมุตติพระนิพพาน ไม่มีผิด เป็นที่ตายใจแล้วนะ พวกเราได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา  เอาบีบบังคับลงไป ใจดวงใดขณะใดที่มันไม่ยินดีในอรรถในธรรม ในคุณงามความดี บีบมันลงไป ตัวนี้ตัวเป็นภัยต่อเรา ให้จำให้ดีนะ

         ตัวไหนมันขัด ๆ ข้อง ๆ กีด ๆ ขวาง ๆ ในการสร้างความดีของเรา ทั้งๆ  ที่โอกาสอันดีงาม และวัตถุ หรือความสามารถเรายังมีอยู่ที่จะสร้างความดี แต่กิเลสเข้ามากีดมาขวางไม่ให้สร้างนี้อย่าฟังเสียงมันนะ เอาให้ได้เลย ตัวนี้ตัวเป็นมารของเรา จะทำลายเราคือตัวนี้ ความดีไม่มีที่จะทำลายเรา มีแต่ส่งเสริมเราตลอดไป ๆ นี่เป็นโอกาสอันเหมาะสมแล้ว หลวงตามาสอนพี่น้องนี้เรียกว่าสอนไม่สะทกสะท้านเลย แน่หัวใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่มาสอนเหล่านี้ไม่ผิด ว่างั้นเลย มันแน่ขนาดนั้น แน่อยู่ในหัวใจ เราภูมิใจ

         เอาให้ได้นะ ที่พึ่งมีอยู่สองอย่าง ก็เคยสอนแล้ว ที่พึ่งภายนอกอย่างหนึ่ง เพื่อสกลกายได้เป็นอยู่หลับนอนกับมัน ชั่วกาลเวลาที่มีลมหายใจอยู่ เราก็ให้เข้าใจเสียว่านี้เป็นที่พึ่งระยะนี้ ระยะที่มีลมหายใจ ถ้าเรามีสติปัญญาอีกเราก็ยึดเอาสมบัติที่เป็นส่วนภายนอก เป็นที่พึ่งภายนอกเข้ามาหมุนไปทางบุญทางกุศล เช่น แยกไปทำบุญให้ทาน เหล่านั้นก็กลายมาเป็นสมบัติภายใน แล้วก็มาเป็นที่พึ่งภายในได้ ส่วนที่พึ่งภายในเราทำอย่างที่เรามาบำเพ็ญ นี่คือที่พึ่งภายใน และนอกจากนั้นยังเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้กิจการงานหน้าที่ต่าง ๆ ภายนอก ให้เป็นเนื้อเป็นหนัง เป็นหลักเป็นเกณฑ์ไปอีก จากเราที่ได้อบรมธรรมด้วยดีแล้ว  มันมีหลายด้านนะ

         ไม่ใช่กลับไปบ้านแล้วโกโรโกโส ผู้ที่มีศีลมีธรรมมาวัดไปบ้านก็มีสติสตัง มีความระลึกรู้ผิด ถูก ชั่ว ดี ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ปล่อยตัวเตลิดเปิดเปิงเลย อยู่ไหนมันก็ไม่เป็นท่าละคนอย่างงั้น เข้ามาอยู่ในวัดมันก็มานอนขวางวัด ออกไปถนนมันไปขวางถนน ออกไปที่ไหนก็ไปขวาง คนขวางโลกขวางได้หมด ถ้าคนล่องในตัวเองแล้วล่องได้หมด ให้พากันจำเอา เรานี้เรียกว่าหมดทุกอย่าง ในตัวของเราเองเราก็หมดที่จะส่งเสริมอบรมอะไรให้เพิ่มเติมขึ้นไปอีกเราไม่มี เราบอกเราพอทุกอย่างแล้ว เราสอนพี่น้องทั้งหลายสอนถอดออกมาจากความจริงที่เราไม่ได้สงสัยเลยนี้ เรียกว่าแน่ใจทุกอย่าง สอนนี้ไม่ผิด

         เพราะฉะนั้นเราถึงสอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไปทุกวันนี้สอนมักจะเผ็ดร้อนขึ้นเรื่อย ๆ นะ แทนที่การสอนจะอ่อนลง ๆ กลับไม่อ่อนลง เพราะมองดูคน สอนไปทุกวันผลเป็นยังไง นี่มันทบทวนกันอยู่ สอนไป ๆ ผลเป็นยังไง ทีนี้มันก็เน้นหนักเข้าๆ ละซิ เพื่อให้รู้เนื้อรู้ตัว ไม่งั้นจะตายทิ้งเปล่า ๆ นะ จะไม่เกิดประโยชน์อะไร ทั้งๆ  ที่อยู่ในท่ามกลางแห่งพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่เลิศเลอ แล้วเรานี้เลวร้ายมันเข้ากันได้เหรอ ให้พากันบังคับตัวเองนะบรรดาพี่น้องทั้งหลาย อย่าเห็นแก่อยู่ แก่กิน แก่เพลิดแก่เพลิน ตามนิสัยของกิเลสที่เคยลากเราลงพอแล้วนะ ให้เห็นแก่อรรถแก่ธรรมตามทางศาสดาที่สอนโลกมานมนาน แล้วก็ให้ยึดเอา

         ถ้าอันใดไม่ดีฝืนกันเลย รบกันก็รบเลย อันนี้จะพาเราไปทำไม่ดี ทางดีของเราฉุดลากไว้ไม่ให้ไป บังคับเอาไว้ เสียก็เสียเรา ได้ก็ได้เราไม่ได้ใคร ถ้าแพ้ก็เราแพ้เรานั่นแหละ เสียเรา ถ้าเราชนะก็เรียกว่าชนะความชั่วของเรา ให้พากันจำเอานะ เรานี้จวนเข้าแล้วนะ บอกตรง ๆ นะ นี่ดิ้นดีดตามที่ได้อุตส่าห์พยายามช่วยพี่น้องทั้งหลายเท่านั้น พอสิ้นความอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง สมมักสมหมายแล้ว เราจะปล่อยตัวเมื่อไรเราก็ปล่อยได้แล้วนะ เราไม่มีอะไรห่วงใยในโลกนี้ ห่วงแต่บรรดาพี่น้องทั้งหลายเท่านั้น จึงได้ตะเกียกตะกายอย่างนี้ตลอดมา

         จึงขอให้พากันตั้งอกตั้งใจสร้างคุณงามความดีเพื่อชาติบ้านเมือง เพราะเป็นชาติของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของชาติไทยเราทั้งนั้น เราเป็นเจ้าของรับผิดชอบด้วยกัน ขอให้ต่างคนต่างรับผิดชอบในหน้าที่การงาน การจับการจ่ายการใช้สอยได้มาให้เก็บไว้ด้วยดีๆ การจับจ่ายไปไหนให้มีเหตุมีผล อย่าสุรุ่ยสุร่ายอันเป็นนิสัยของกิเลส เผาคนทั้งเป็น หามาทั้งวันไม่มีเงินพอใช้ ติดหนี้ติดสินเขาพะรุงพะรังเป็นเพราะอะไร มันก็เป็นเพราะเราเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย ปากเปิดออกนี้กว้าง ปากเข้ามานิดหน่อย ได้มาน้อยติดหนี้เขามาก มันก็ไม่พอจ่ายพอใช้ ความทุกข์มันก็มาหาเรานี้ พากันเอาไปปฏิบัตินะ เอาละทีนี้พอ จะให้พร

         วันนี้ทองคำได้ ๑๓ บาท ๓๑ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๗๖๒ ดอลล์ นับว่าได้มากอยู่ มีขยับ มีติดเครื่องบ้าง พักเครื่องบ้างเป็นธรรมดา ยังไงก็ตามตั้งแต่บัดนี้ต่อไปถึงวันที่ ๑๒ สิงหานี้เราจะเริ่มเร่งเครื่องเรื่อย จะไม่อ่อน จะเริ่มเร่งเครื่องไปเรื่อย ๆ ถึงนั้นแล้วก็รู้กันละ นี้เป็นวาระที่หนักพอสมควร กับวาระสุดท้ายเต็มเหนี่ยวเลย คราวนี้ขยับเข้าไปหาวาระสุดท้ายที่จะเต็มเหนี่ยว ต้องเอาหนักบ้าง เพื่อแบ่งเบาวันข้างหน้า ถ้าข้างนี้ไม่หนัก ข้างหน้าจะหนักมาก จำให้ดี

        ผู้กำกับ : ลูกศิษย์ทางอเมริกาส่งจดหมายมา เกี่ยวกับเขาจะตั้งมูลนิธิวัดป่าบ้านตาด เพื่อให้คนไทยในอเมริกา พวกลาว เวียดนามด้วย ซึ่งเขากะว่ามีประมาณอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคน ได้มีช่องทางบริจาคเงินช่วยเหลืออนุเคราะห์ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตน ก็กราบเรียนหลวงตาขอความเมตตาให้ตั้งเป็นมูลนิธิวัดป่าบ้านตาดได้ แล้วก็กราบเรียนมาเขาจะตั้งนะครับ  มีวัตถุประสงค์ด้านสังคมสงเคราะห์  ช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ขาดแคลนด้านตึกโรงพยาบาล อุปกรณ์การรักษาพยาบาล เตียงคนไข้ เครื่องช่วยหายใจ รถพยาบาล เป็นต้น ช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติ ในด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ช่วยเหลือสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ในด้านเงินเดือน อาหารและยาที่จำเป็น งานเพื่อสาธารณประโยชน์ด้านอื่นๆ ด้านการศึกษาก็จะสร้างตึกเรียน อุปกรณ์การเรียนการศึกษา ตลอดจนด้านการศาสนา ในการนี้เขาบอกว่าเขาจะดำเนินการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิวัดป่าบ้านตาด ที่รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกาในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๖

         หลวงตา : ก็ผ่านมาแล้วนี่

         ผู้กำกับ :   ครับ แล้วเขาก็จดทะเบียนนายจ้างอะไรๆ เรียบร้อย เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ทีนี้การดำเนินการเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีต่างๆ เขาก็ดำเนินการเรียบร้อยหมด การทำงานเขากราบเรียนหลวงตามาว่า เขาจะดำเนินงานตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปหรือว่าจะเป็นวันไหน แล้วแต่หลวงตาพิจารณาให้ด้วยครับ

         หลวงตา : เอ้า วันไหนตั้งอะไร

         ผู้กำกับ :   เขาตั้งแล้วทีนี้การดำเนินงาน

         หลวงตา :  ตั้งแล้วก็ตั้ง เพื่อดำเนินก็ดำเนินไปซิ

         ผู้กำกับ :  เขากราบเรียนมา

         หลวงตา :  นั่นแล้ว จะให้เราเขียนอีก ดูว่าเราได้เซ็นไปแล้วนะนี่ เซ็นรับไปแล้วว่าเป็นมูลนิธิวัดป่าบ้านตาด เราได้เซ็นให้เรียบร้อยแล้ว อันนี้จึงเป็นปลีกย่อยทีหลัง ดูไม่มีอะไรจะเซ็นอีกละมั้ง

         ผู้กำกับ :   ไม่มีการเซ็น

            หลวงตา :  ไหนลองว่ามา

         โยม: คุณอิชยาได้จดทะเบียนเรียบร้อยแล้วค่ะ ตอนนี้ยื่นขอยกเว้นภาษี ทีนี้ระยะเวลาระหว่างการที่เขาจะอนุมัติให้ยกเว้นภาษี จะกินเวลาประมาณ ๔-๖ เดือน ทีนี้คุณอิชยาก็ขอให้หลวงตาโปรดพิจารณาและโปรดเมตตาด้วยว่า จะให้ประกาศเริ่มต้นดำเนินงานเมื่อไหร่

หลวงตา : ถ้าทางนี้พร้อมแล้วก็ประกาศได้เลย เราไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องเหล่านี้นะ นี่มาอ่านให้ฟังทุกแง่ทุกมุมเป็นที่ลงใจเกี่ยวกับเรื่องการเซ็นของเรา เราเป็นที่ลงใจแล้วเราก็เซ็นให้ รู้สึกว่าเซ็นผ่านไปแล้ว แต่เรื่องอื่นๆ ที่เราไม่ค่อยเข้าใจ เวลานี้ก็ไม่ทราบว่ามีอะไรบ้าง แต่ที่จะให้เซ็น ปรากฏว่าดูเหมือนไม่มี

โยม :  ไม่มีการเซ็นแล้ว แต่จะขอเมตตาจากหลวงตาว่าจะให้ประกาศเริ่มต้นเมื่อไหร่

หลวงตา : เอ้า เริ่มได้เลยนะ เริ่มได้เลย เพราะเรามันยกครูมานานแล้ว มันคันหมัดคันอะไร เข้าใจไหม เอาเลยนะ เอาละ เริ่มได้เลยนะ พิจารณาปรึกษาหารือกันแล้วเริ่มเลย ก็เท่านั้นละนะ

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก