ฟังแล้วนำไปคิดอ่านไตร่ตรอง
วันที่ 23 เมษายน 2546 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

วันที่ ๒๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ [เช้า]

ฟังแล้วนำไปคิดอ่านไตร่ตรอง

 

        สิ่งที่คนอื่นคิดก็ให้เขาคิดไป เจ้าของไม่ต้องคิด ถ้าสิ่งเจ้าของจะคิดก็คิดไปเลย อันนี้พูดทุกวัน ออกทุกวัน ตั้งแต่มาที่นี่ดูเหมือนได้พูดทุกวัน ออกทุกวัน ไม่ทราบมันเกิดประโยชน์อะไรบ้าง มันก็อดคิดไม่ได้นะ เราผู้เทศน์ ผู้พูดเพื่อประโยชน์แก่ฟัง ไม่ทราบจะเอาประโยชน์หรือจะเอาโทษก็ไม่ทราบนะ จิตใจมันผิดอยู่ในหัวใจตลอดเวลา อะไร ๆ ผ่านมามันจะดึงไปทางผิด ดึงไปทางถูก ถ้าจิตใจไม่ได้อบรม เอะอะพอผ่านเข้ามานี้มันจะตีความหมายไปทางผิด แม้ถูกก็ยังตีความหมายไปทางผิดได้ เพราะความผิดมันมีกำลังมาก ฉุดลากไปได้เลย

         นั่นละจึงว่าควรได้รับการอบรม อย่างธรรมที่ท่านสอนไว้เรียบร้อยแล้วนั้น ไม่มีอะไรผิด ถูกต้อง ๆ เราควรตีความคิดความอ่านของเราให้เข้าสู่ธรรม ที่เป็นจุดมุ่งหมาย และเป็นความถูกต้อง จะเอาตามความคิดของเรานี้ใครคิดได้ทั้งนั้น มันคิดสะเปะสะปะ ๆ เช่น ธรรมเอามาปล่อย เหมือนเอาปูมาปล่อย ปล่อยปูใส่กระด้ง แตกกระจัดกระจาย มันไม่ได้รวมตัวนะ ธรรมท่านให้รวม แต่กิเลสมันตีแตกกระจัดกระจายไป ความผิดของกิเลสนี้เร็วมากนะ มองไม่ทันเลยล่ะ ในเจ้าของเองไม่ได้คิดด้วย จึงมีผิดมีพลาดอยู่ตลอดมา

         คนเราถ้าหากมีความคิดความอ่านไตร่ตรอง บวก ลบ คูณ หาร บ้าง ทั้งส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียด ตามกำลังของเราแล้ว จะไม่ค่อยผิดพลาดมากนะ นี้มีแต่ผิดพลาด ๆ ไปอย่างงั้น เพราะมันชินต่อนิสัย ปากเปราะด้วย อยากจะพูดอะไรก็พูด ให้สบายปากเจ้าของ อารมณ์เจ้าของ มันกระทบกระเทือน หรือเอาฟืนเอาไฟไปเผาคนอื่นนั้นไม่ได้คิดนะ ความเสียหายมันออกจากปากน่ะ เรียกว่าปากเป็นเอก ถ้าสอนทางดีก็ปากเป็นเอก ดังพระพุทธเจ้า สอนทางชั่วก็ปากเป็นเอก ดังพระเทวทัต มันเป็นเอกทางเสียได้ ทางดีได้

         ควรพินิจพิจารณาบ้างผู้ฟัง สักแต่ว่าฟังแล้วไม่คิด ไม่อ่าน เอาไปแล้วก็เท่าเดิม อย่างเทศน์ พูดอย่างนี้ก็ฟังว่าออกทั่วโลก แต่ว่าออกไปทั่วโลกมันจะยึดเอาเป็นประโยชน์อะไรหรือไม่ก็ไม่ทราบ เลอะเทอะยังไงมันก็เลอะเทอะไปตาม อันนี้สำคัญมากนะ เท่าที่เทศน์มานี้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย มีแต่เทศน์ถูกต้องดีงามไปเรื่อย ๆ ถ้าผู้นำไป  คิดไปอ่านบ้าง หลังจากการฟังแล้วก็จะเป็นผลเป็นประโยชน์วันละเล็กละน้อย ถ้าไม่คิดไม่อ่านอะไรตามนิสัยดั้งเดิม เอาอะไรมา สอนอะไรมา เทแล้วก็เหมือนเทน้ำใส่หลังหมา เคยเห็นไหมล่ะ เราเทน้ำใส่หลังหมา ถ้าไม่เคยเห็นไปบ้าน ไปตักน้ำเทใส่หลังหมาดูซิน่ะ ร้องแง็กสลัดปุ๊ดเดียวไปเลย

         นี้เอาธรรมลงใส่หัวใจคน หัวใจคนมันเป็นหลังหมา ธรรมเหมือนน้ำ เทลงปั๊บแง็กเดียวไปเลย พวกเราพวกหลังหมา ถูกน้ำไม่ได้หลังหมา หลังหมาคือหัวใจเรา น้ำคือธรรม มันแง็กเดียวเท่านั้นไปเลย ท่านบอกว่าเทน้ำใส่หลังหมา มันไม่เกิดประโยชน์ สอนคนไม่เอาใจใส่ ไม่ฟัง ไม่เกิดประโยชน์นะ ต้องมีความจดจ่อ มีความพินิจพิจารณา นำไปคิดอ่านไตร่ตรองบ้าง จะเป็นประโยชน์ต่อไปภายหลัง ๆ ไปเรื่อย ๆ เรื่องศาสนา อย่างพุทธศาสนาว่าถูกต้องแม่นยำสุดยอดแล้ว ใครจะนำไปพินิจพิจารณาปฏิบัติยังไงก็ควรอย่างยิ่งแล้ว ไม่เป็นที่สงสัยในคำสอนที่ท่านสอนไว้ทุกแง่ทุกมุม ไม่ว่าส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียดสุดยอด ถูกหมดเลย เพราะผู้สุดยอดแสดงไว้ ไม่มีผิด

         ศาสนาพุทธของเราจึงเป็นศาสนาที่คู่ควรกับสัตว์โลกทั่วไปหมดเลย ไม่เป็นข้าศึกต่อผู้ใด ศาสนาเต็มไปด้วยความเมตตา ความเมตตาไปทางไหนนี่อ่อนนิ่มไปหมด ไม่เป็นภัยต่อผู้ใด เรื่องความเมตตาไม่เป็นภัยต่อผู้ใดทั้งนั้นแหละ นิ่มไปหมดเลย แต่เรื่องความกล้าความแข็งของกิเลสนี้เป็นไฟ เป็นไฟเผาตัวเองด้วย เผาคนอื่นด้วย ไม่มีชิ้นดีเลย จึงต้องมีน้ำคือธรรมดับไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีธรรมดับแล้วนี่แหลกหมดนะโลกเรา ใจคู่ควรกับธรรม คู่ควรกับกิเลสมาดั้งเดิม ก็คู่ควรกับธรรมมาดั้งเดิมเหมือนกัน ถ้าเรานำมาใช้ให้เป็นอรรถเป็นธรรม ใจเราก็มีคุณค่าขึ้นเป็นลำดับ

         ถ้าไม่นำมาใช้ทางด้านธรรมะ ปล่อยให้กิเลสเอาไปใช้เสียอย่างเดียว มันก็เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวตลอดเวลา ไม่มีวันว่างเว้นได้เลยแหละ ไฟเผาหัวใจเจ้าของ เพราะความคิดคึกคะนอง คิดไม่หาเหตุหาผล คิดไม่เอาสาระแก่นสาร คิดเรื่อยเปื่อยอย่างงั้น มันก็มีแต่เรื่องเสียหาย ๆ ทำลายตัวเองไปวันละเล็กละน้อย สุดท้ายก็เสียไปได้หมดเลย ตั้งหน้าตั้งตาพินิจพิจารณาบ้างก็ค่อยได้ ดังที่ท่านสอนพูดถึงเรื่อง ลูกอนาถบิณฑิกเศรษฐี อนาถบิณฑิกเศรษฐีท่านเป็นโยมอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ฝ่ายผู้หญิงก็นางวิสาขา ฝ่ายผู้ชายก็อนาถบิณฑิกะ ซึ่งทำความปรารถนาขอเป็นอุปถัมภ์อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าก็มาสำเร็จ นางวิสาขาก็สำเร็จเป็นอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า แล้วอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็สำเร็จ ได้มาเป็นอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

         มีลูกชายคนหนึ่ง พ่อสำเร็จเป็นพระโสดา ลูกชายสำเร็จขั้นไม่เอาไหน พ่อสำเร็จพระโสดา ลูกชายสำเร็จขั้นไม่เอาไหน พ่อหาอุบายสงสารลูก มันไม่เอาไหนนี่ ชวนไปวัด ใช้อะไรเกี่ยวกับเรื่องกับวัดกับวามันสลัดทีเดียว เหมือนเทน้ำใส่หลังหมา มันไม่เอาไหนเลย พ่อก็สงสาร หาอุบายวิธีการหลายอย่างที่จะให้ลูกได้รับประโยชน์จากอรรถจากธรรมที่เลิศเลอ สุดท้ายจ้างลูก ชวนลูกไม่ไป ชวนไปวัดไปวาก็ไม่ไป ชวนไปฟังอรรถฟังธรรมไม่ไปทั้งนั้น พ่อเลยหาอุบายจ้างไป ไปวัดก็จ้างลูกไป ไปฟังธรรม ว่าไปฟังธรรม ฟังไม่ฟังไม่สนใจ พ่อจ้างไปฟังธรรม

         เวลาพระพุทธเจ้าขึ้นเทศน์บนธรรมาสน์ เขาก็นอนอยู่ใต้ธรรมาสน์ นอนอยู่ที่ไหนของเขาสบาย พอเวลากลับไปบ้านแล้วเดินบึ่งเข้าไปหาพ่อ ไปเอารางวัล ได้รางวัลจากพ่อแล้วก็ไป มีเท่านั้นแหละไม่เอาอะไร หลายครั้งหลายหน พระพุทธเจ้าเทศน์มันจะซึมซาบเข้าในใจยังไงไม่รู้นะ ฟังเทศน์วันนั้น ฟังซึ้งเข้าไปในใจ ซึ้งในใจ ๆ แล้วทีนี้เกิดความแปลกประหลาดอัศจรรย์ แล้วคิดถึงบุญถึงคุณพ่อ เลี้ยงมาก็แทบเป็นแทบตาย เลี้ยงมาแล้ว เพื่อความเป็นคนดีอีกทีหนึ่ง คิดย้อนหลังนะ เวลาจิตเข้าถึงธรรม คิดถึงบุญถึงคุณของพ่อ ซาบซึ้งในใจ

         พอลุกออกจากวัดไป ตามธรรมดาออกจากวัดไปนี้เขาจะตรงไปหาพ่อ ไปรับรางวัลว่าวันนี้ได้ไปวัดมา ได้รางวัลเขาก็ไป แต่วันนั้นไปไม่กล้าเข้าไปเจอหน้าพ่อเลย อายพ่อ พอเข้าไปบ้านหลบหนีไปทางอื่นเลย เรียกมาเท่าไรก็ไม่มา “ทำไมจึงไม่มา”  “โอ๊ยวันนี้อายพ่อเหลือกำลัง” ว่างั้นนะ “แล้วทุกวันทำไมไม่อาย” “ก็มันอยากได้เงินมันไม่อาย”  “วันนี้ไม่อยากได้เงิน” มีแต่ธรรมภายในใจเอิบอิ่ม เห็นบุญเห็นคุณพ่อ เอารางวัลให้ไม่เอาเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาจ้างไม่จ้างก็ตามไปเลย นั่นเห็นไหมล่ะ

         เมื่อถูไถไปมา ซักฟอกหลายครั้งหลายหนมันก็ค่อยเป็นผู้เป็นคนไปคนเรา ถ้าจะปล่อยเลยตามเลยมันก็เป็นขอนซุงไปอย่างงั้น กลิ้งไปทุกแห่งทุกหน แต่ไม่เกิดประโยชน์ เมื่อเราซักฟอกจากการอบรมอยู่สม่ำเสมอ มันก็มีวันหนึ่ง ตั้งแต่เราชะล้างอะไรมันยังมีวันสะอาด อันนี้จิตใจที่สกปรก ชะล้างด้วยธรรมซึ่งเป็นของสะอาดมันก็ค่อยสะอาดไป อย่างนายกาละ นั่นก็ทราบว่าสำเร็จเป็นพระโสดา ไม่ใช่เล่น หลายครั้งหลายหนเอาจนผู้เป็นคนได้ และไม่กล้าไปหาพ่อเลย พ่อให้รางวัลทุกวัน ๆ ไม่กล้าไปเจอหน้าพ่อ อายพ่อมาก

         เราไม่ถึงกับได้จ้างมาวัดมาวานะ เรามาด้วยความสมัครใจ หรือบีบบังคับความขี้เกียจเอาไว้ ความขี้เกียจเป็นกิเลส เป็นภัยต่อเรา เราฝืนมันมาด้วยความเป็นธรรมของเรา เราก็ได้ธรรมมาครองใจ เราไม่ได้รับจ้างจากผู้ใดมา เรามาด้วยความพอใจของเราเอง จึงดีกว่าเขาที่ได้จ้างมาอย่างงั้น ให้พยายามทุกคนนะ อุตส่าห์พยายาม ทุกอย่างลำบากนะ การที่จะก้าวเดินเพื่อความดีทั้งหลายนี้ ความชั่วมันปิดมันบังไว้หมด ถ้าสกปรกก็สกปรกหมดทั้งตัว มองหาคนไม่เห็น เห็นแต่ขี้ตมขี้โคลนเต็มตัว

         เมื่อมาชะล้างบ้าง วันนั้นบ้าง วันนี้บ้าง ต่อไปมันก็ค่อยเบาบางไป มลทินความสกปรก ค่อยสะอาดสะอ้านขึ้นมา ค่อยรู้จักดีจักชั่ว รู้จักบาปจักบุญขึ้นมา เมื่อใจมันสะอาดแล้วก็ค่อยรู้ตัวขึ้นมา หลายครั้งหลายหนการปฏิบัติตัวนี้ก็เป็นทางลื่นไปเลย แต่ก่อนกิเลสที่เป็นขวากเป็นหนามไม่กล้ามาขวางหน้าได้ เพราะธรรมมีอำนาจมากกว่าแล้ว เหยียบไปเลย ต้องอาศัยการฝืนเสียก่อน ไม่ฝืนไม่ได้นะ ต้องฝืน ฝืนหลายครั้งหลายหนก็ค่อยดีขึ้นไปเรื่อย ๆ

         ถ้าจะปล่อยตามความชอบใจของเรานี้ยิ่งจมนะ ปล่อยวันนี้ขนาดนี้วันหลังมันยิ่งหนักเข้าไปกว่านี้ ปล่อยไม่ปล่อยมันก็ดันทุรังไปเลย เมื่อมันหนักเข้าไปแล้ว หากว่าได้ถูกการยับยั้งไว้บ้างแล้วมันก็ค่อยอ่อนตัวลง วันนี้ยับยั้งได้ วันนี้รั้งได้ ต่อไปก็ค่อยรั้ง ต่อไปเอาให้อยู่เลย ควรหรือไม่ควร คือควรไปหรือไม่ควรไป ควรทำ ไม่ควรทำ พิจารณาความดี ความชั่ว ความผิด ความถูก ว่าไม่ควรแล้วไม่เอาเลย นั่น ยอมฟังเสียงธรรมแล้ว ไม่เอาตามความชั่ว ถึงจะอยากเท่าไรก็ไม่ทำ นี่เรียกว่าฝืน เพราะเราเป็นผู้รับผิดชอบเรานะ ไม่ใช่มีใครมารับผิดชอบ ครูบาอาจารย์เป็นผู้มาแนะนำสั่งสอน

         ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา หน้าที่การงานที่ดี ที่ชอบทั้งหลายเป็นหน้าที่ของท่านทั้งหลายพึงทำเอง สำหรับเราที่เป็นศาสดาเป็นแต่เพียงผู้แนะนำสั่งสอน บอกแนวทางให้เท่านั้น การทำให้เป็นหน้าที่ของเธอทั้งหลายทำเอง นี่ครูบาอาจารย์หรือธรรมท่านก็สอนให้เราทำเอง ท่านเป็นผู้แนะนำ แนวทางให้ที่ถูก เราก็ดำเนินตามแนวทางที่ท่านสอน นี่เรียกว่าการงานทั้งหลายเป็นเรื่องเราทำเอง ท่านเป็นผู้ชี้บอกแนวทางให้ทำ ให้ดำเนินเท่านั้น

         ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านก็สอน สอนเราให้เราไปดำเนิน ท่านสอนให้เท่านั้น อุบายวิธีการสอนให้แล้ว เราก็ไปดำเนินการเอง งานการเป็นเรื่องของเราทำเอง เป็นอย่างงั้นนะ พอพูดอย่างนี้แล้วเราก็ได้เห็น อย่างบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย ที่ประจักษ์ชัดเจนนี้ก็คือ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เวลาประชุม วันไหนเป็นวันที่ท่านประชุม ดูพระดูเณรนี้กระหยิ่มยิ้มย่อง ยิ้มแย้มแจ่มใสทั่วหน้ากัน เหมือนเด็กหิวนมแม่ วันนี้จะได้กินนมแม่ ลักษณะอย่างงั้น

         พระที่พอใจในอรรถในธรรมของท่าน กระหยิ่มยิ้มย่องทั่วหน้ากัน พอถึงเวลานี้ พระท่านเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว พอถึงเวลาท่านลงมา พระนี้มีมากขนาดไหนเหมือนผ้าพับไว้เลย ประหนึ่งว่าไม่มีคน ไม่มีพระ เงียบหมดเลย นั่งอยู่เหมือนหัวตอ แต่จิตของท่านจะพิจารณาของท่านตลอด รออรรถรอธรรมตลอดเวลาด้วยความเคารพบูชาครูบาอาจารย์ พอถึงกาลเวลาแล้ว พระนั่นเงียบอยู่ตลอดแล้วแหละ คอยจะฟัง เรียกว่าเปิดปากหม้อไว้หมดเลย พระมีจำนวนเท่าไรเปิดปากไว้ ฝนจะตกลงมา น้ำจะไหลลงมาที่นั่น เช่นอย่างรางน้ำ มันไหลลงตามราง ธรรมะท่านเริ่มออกแล้วก็เข้าหูเข้าใจ

         เวลาท่านพูด ฟังแต่ว่าเป็นครูเป็นอาจารย์ ท่านพูดอย่างมีเหตุมีผล เริ่มต้น ขึ้นก็เริ่มเหตุเริ่มผลไปเรื่อย ๆ ธรรมะขั้นนี้ซุ่มเสียงเป็นอย่างนี้ ธรรมะขั้นนั้นซุ่มเสียง กิริยาท่าทางเป็นอย่างนั้น ๆ นี่ละเรื่องธรรมเป็นพลัง เป็นพลังออกมาจากจิต มาหนุนกิริยาซุ่มเสียงต่าง ๆ ให้ค่อยเปลี่ยนแปลงไป ๆ เวลาท่านเริ่มแสดงทีแรกเหมือนรถที่เริ่มออกจากถนน หรือเริ่มออกวิ่ง ค่อยเอื่อย ๆ ๆ ท่านเริ่มเทศน์ก็แบบนั้น ทางนี้ก็จ่อฟัง แล้วก็เป็นจังหวะ ๆ ๆ พอได้จังหวะแล้ว ทีนี้ธรรมจะเริ่มธรรมขั้นสูง ละเอียด แล้วรถนี่จะเริ่มพุ่งตัว ๆ เรื่อย ๆ ๆ

         เรียกว่าธรรมะขั้นสูงแล้ว เสียงอรรถเสียงธรรม กิริยาท่าทางนี้ประหนึ่งว่าเป็นไฟไปด้วยกัน นี่โลกเขาฟังเขาว่าท่านดุ ท่านด่า กิเลสฟังเป็นอย่างงั้น เพราะกิเลสชอบยอ ใครไปตำหนิไม่ได้นะกิเลส ต้องยอมันวันยังค่ำ กิเลสนี่พอใจ แต่ธรรมไม่ต้องการ ต้องการแต่ความจริง ความถูกต้องดีงาม หนักเบาอะไร ๆ เป็นหลักความจริง ๆ ทั้งนั้น จิตท่านจ่อ ธรรมะท่านมีหลายขั้น ตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกที่ว่า รถเริ่มออกเคลื่อนย้ายจะออกสู่ทางหลวง ก็ค่อยเอื่อย ๆ พอได้จังหวะแล้วก็เร่งเครื่องเรื่อย ๆ พอทางดี ๆ ทีนี้ก็พุ่งเลย

        ธรรมะของท่านก็เหมือนกัน เวลาท่านเริ่มแสดงธรรมก็เหมือนรถเริ่มเคลื่อนที่ จากนั้นก็ค่อยขยับขยายออก ๆ ๆ ธรรมะค่อยสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้ฟังธรรมมีขั้นภูมิของจิตใจเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน จะเทศน์แบบเดียวไม่ได้ ต้องเทศน์เป็นเหมือนเครื่องบินเหินฟ้า แต่พื้น ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ ๆ เทศน์ไปนานเท่าไรธรรมะยิ่งสูงขึ้น ๆ ทีนี้ซุ่มเสียงกิริยาท่าทางเผ็ดร้อนขึ้นเรื่อย ๆ นะ ภาษากิเลสเหมือนดุเหมือนด่า เหมือนโกรธ เหมือนเคียดแค้นโมโหโทโส เรื่องของกิเลสมันจะเหมาไปนั่น เพราะกิริยาอย่างนี้เป็นกิริยาของกิเลสทั้งนั้น ถ้าไม่มีธรรมเข้าแทรกจะไม่รู้เลยว่ากิริยาของธรรมเป็นยังไง

         พอมีธรรมเข้าแทรกแล้วกิริยานี้เป็นพลังของกิเลส และพลังของธรรม รู้แล้วนะ ถ้าคนไม่มีธรรมเลย พลังของกิเลสแสดงมายังไง กิริยาท่าทางจะเป็นฟืนเป็นไฟ และเผาไหม้ได้จริงๆ นี่กิริยาของกิเลส แต่กิริยาของธรรมไม่เป็นอย่างงั้น ผลักดันออกมานี้เป็นพลังของธรรมนิ่มไปหมด เหมือนน้ำดับไฟ เทลงจ้าก ๆ ดับ ๆ ๆ ความฟุ้งซ่านวุ่นวายอะไร จิตที่เคยส่ายแส่ พอธรรมะท่านเปรี้ยง ๆ เหมือนว่าตีลงไป ๆ จิตหมอบเข้ามา ๆ กิริยาท่าทางซุ่มเสียงท่าน โอ๊ย เผ็ดร้อนมากนะ ต้องหมายถึงธรรมะขั้นสูง

         ถ้าเป็นธรรมขั้นสูงนี่พุ่ง ๆ เลย ผู้ฟังนี่เพลิน ยิ่งธรรมะเด็ดเท่าไรกับขั้นของจิต รับกันพอดี ๆ แล้วยิ่งเพลินไปเลย นั่นเห็นไหมธรรมกับจิตที่เข้ากันแล้วเป็นอย่างงั้น เรื่องที่ว่าดุว่าด่าท่านไม่สนใจ ดุเท่าไรเด็ดเท่าไรธรรมะยิ่งแม่นยำ ๆ ยิ่งเด็ด ยิ่งเผ็ด ยิ่งร้อน ยิ่งถึงใจ ๆ เพราะฉะนั้นผู้ฟังธรรมจึงละกิเลสได้ เช่นอย่างครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแต่ละครั้งๆ นี้เทวบุตร เทวดา มนุษย์มนาบรรลุมรรค ผล นิพพานได้มากมาย จะไม่มากยังไง ต่างคนต่างตั้งอกตั้งใจฟัง คนไม่มีจำนวนน้อยนะ มีจำนวนมาก ครั้งนี้ไปได้แค่นี้ ขยับขึ้นอีก ครั้งนี้ วันหลัง มากต่อมากก็สำเร็จมากละซิ

         นี่ละเวลาฟังเทศน์หลวงปู่มั่นก็แบบเดียวกัน โอ๊ยไม่ผิดอะไรกับพระพุทธเจ้าเทศน์ พุ่ง ๆ เลย เพราะเทศน์ของท่าน จิตของท่านไม่ได้เหมือนจิตของเรา จิตของเราปิดหุ้มห่อไว้ด้วยขวากด้วยหนาม ด้วยฟืนด้วยไฟ มิดมืดดำกำตา จิตของท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วเปิดออกหมด โล่งไปหมดเลย ไปทางไหนไม่มีขัดมีข้อง พุ่ง ๆ ไม่มีสมมุติใดที่จะมาผ่านได้เลย เพราะเลยสมมุติไปหมดแล้ว เวลาท่านแสดงจึงพุ่ง ๆ เวลาฟังท่านเทศน์ แล้ว พอออกมาแล้ว “เป็นยังไง” ออกมากระซิบกัน พวกพระแหละพอเลิกประชุมแล้ว “เป็นยังไงวันนี้โดนใครบ้าง” โดนใครบ้าง คือกิเลสของใครเป็นยังไง ขัดข้องยังไง เพราะตั้งใจไปฟังเพื่ออรรถเพื่อธรรม ผิดถูกประการใดผู้ฟังจะต้องรู้ ที่ว่าเป็นยังไง ๆ คือมาปรับปรุงตัวเอง

         นี่ละเห็นชัด ๆ หลวงปู่มั่นเทศนาว่าการ แหม ถึงใจจริง ๆ นะ เรายังไม่เคยเห็น เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั่วประเทศไทย เมื่อเราไม่เห็นเราก็บอกไม่เห็น เราเห็นองค์เดียวคือหลวงปู่มั่น การเทศนาว่าการ แหม ไหลเลยเชียวนะ นี่สมชื่อสมนามว่าท่านเปิดออกหมดแล้ว โล่งไปหมด พุ่ง แล้วแต่ใครมีความสามารถจะรับธรรมได้ขั้นใด ๆ นี้ท่านเปิดโล่งออกเลย พุ่ง ๆ ท่านไม่ได้ติดท่าน ไม่ได้ติดท่าน ท่านก็ไม่ติดใคร เป็นธรรมทั้งแท่ง นี่ละถึงได้เป็นผลประโยชน์

         ทีนี้ผู้ฟังก็แบบเดียวกับครั้งพุทธกาล ฟังคราวนี้ สมมุติว่าเราพิจารณานี้ติดอยู่ตรงนี้ๆ  พอท่านเทศน์ไปจวนไปถึงนี้จ่อฟังเอา มาถึงที่เรากำลังพิจารณา เรากำลังติดนี้ท่านจะว่าไง ก็ท่านรู้แล้วท่านผ่านปึ๋งเลยนะ พอไปถึงที่นั่นท่านผ่านปึ๋ง เราขยับไปได้อีกทีหนึ่งก็เอา ได้ทีละก้าวสองก้าวมันก็พ้นไปได้ อย่างคนที่ฟังเทศน์ในครั้งพุทธกาล หนุนกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ นี่ละเรื่องธรรมสด ๆ ร้อน ๆ แก่ผู้ปฏิบัติ แก่ผู้สนใจ เช่นเดียวกับกิเลสสด ๆ ร้อน ๆ เหมือนกันเลย ใครคว้าไปทางกิเลส เป็นกิเลส เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย ห่างวัน ห่างปี ห่างเดือน ไม่มี อยู่กับการกระทำของเรา

         ทีนี้ด้านธรรมะก็เหมือนกัน เวลามุ่งต่ออรรถต่อธรรม สด ๆ ร้อน ๆ เหมือนกัน อย่าให้กิเลสมาลูบจมูก ปิดหูปิดตา การไปวัดไปวารู้สึกว่ามันจืดมันชืด ไปฟังอรรถฟังธรรม แล้วการจะปฏิบัติตัวเพื่อเป็นคนดีกลายเป็นเรื่องจืดชืดไปหมด นี่กิเลสมันเป่าคาถาเดียว ฟูดเท่านั้นจืดไปหมด แล้วติดพันกับมันด้วยนะ คาถามันเป่าให้ธรรมะจืด เป่าให้รสชาติกิเลสเข้มข้นขึ้นไป ดีไม่ดีผู้ที่หลับครอก ๆ อยู่ ตื่นนอนไม่ทัน กิเลสลากเอา ไปกับกิเลส พากันจำเอานะ เอาละวันนี้พูดเท่านี้ ต่อไปนี้จะให้ศีลให้พร

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน

ได้ที่www.Luagnta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก