พญานาคมีหรือไม่มี
วันที่ 22 เมษายน 2546 เวลา 18:50 น.
สถานที่ : กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

วันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ [ค่ำ]

{หลวงตาเมตตาตอบคำถามปัญหาธรรมจากเว็บไซด์หลวงตา}

“พญานาคมีหรือไม่มี”

 

        (ลูกศิษย์อ่านคำถามปัญหาธรรมที่ส่งเข้ามาทางเว็บไซด์หลวงตา เพื่อกราบเรียนถามหลวงตา) ข้อแรก กระผมขอกราบนมัสการเรียนถามหลวงตาว่า การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั้น ท่านเหล่านั้นจะได้รับส่วนบุญที่เราทำบุญให้จริงหรือ และสิ่งของที่เราทำบุญให้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นของที่เราเคยกินเคยใช้ แต่เป็นของที่เราสร้างขึ้นแล้วมีประโยชน์ต่อสังคม เช่น สร้างที่พักเป็นต้น อยากทราบว่าท่านจะได้รับส่วนบุญกุศลที่เราสร้าง และอุทิศให้ท่านหรือไม่ กราบขอบพระคุณหลวงตา

         หลวงตา        :       ถ้ามันไปตกนรกหมกไหม้เสียมันก็ไม่ได้รับ ที่ท่านแสดงไว้มี ไปตกนรกหมกไหม้เสียมันก็ไม่ได้รับ แล้วอันหนึ่งท่านแยกไปอีก แสดงไว้ในตำรา มันขัดในนี้ก็มี เป็นอยู่นะ ตามตำราว่าไว้งั้นนะ แต่ก็มาขัดตรงนี้ก็มี ไม่ใช่ไม่มีนะ แต่ที่ว่าขัดนี้จะว่าเราเป็นทิฐิมานะ ตำหนิติเตียนอันนั้น หรือคัดค้านสิ่งนั้นมันก็ไม่ใช่ มันมีของมันอยู่งั้น อันนี้มีความจริงอันหนึ่งในนี้ว่างั้นเถอะ ที่ควรจะขัดมันก็ขัดกัน ที่ไหนที่ไม่ขัดมันก็โล่งไปด้วยกัน มี ดังที่เขาอุทิศถวาย อยู่ในฐานะที่จะได้รับ พวกปรทัตตูปชีวีเปรต เปรตพวกนี้คอยรับเครื่องไทยทานจากบรรดาญาติมิตรทั้งหลาย อุทิศให้ นี่ได้รับร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเปรตก็มีถึง ๑๓ จำพวก นอกนั้นไม่ได้รับ ได้รับจำพวกนี้

         ท่านแสดงไว้ ผู้ไปสวรรค์ ไปอะไรเสีย อันนี้ในตำราเขาว่าไม่ได้รับ ว่างั้นนะ แต่มันมีขัดอยู่ในนี้ บุญกุศลบนสวรรค์พรหมโลกนั้นสูงกว่าบุญกุศลที่อุทิศ นี่มันขัด บุญกุศลด้วยกัน คนนั้นคนบุญ คนนี้คนบุญ อุทิศปั๊บถึงกันปุ๊บ เป็นอย่างงั้นนะ ท่านแสดงไว้ในตำรามี ส่วนผู้ที่ล่วงลับไปนั้นเคยใช้อะไรจำเจอยู่ตลอด แต่เวลาเราไปทำบุญให้ทานไม่ได้เอาสิ่งอย่างนั้นไปให้จะได้รับไหม คำว่าบุญก็คือแก้วสารพัดนึก อุทิศไปให้ อันไหนที่เป็นส่วนกุศลที่เหมาะสมกับผู้นั้นจะได้รับแล้ว จะเข้าถึง เหมาะสมกันทันที ไม่ขัดไม่แย้งกัน อย่างที่เราเคยสร้าง เคยทำ อยู่ในบ้านในเรือน สร้างนั้นสร้างนี้ ทำนั้นทำนี้ แต่เวลาตายแล้วไปสวรรค์ เลยกลายเป็นบ้านหลังหนึ่งขึ้นมา มาขัดกับอันนี้ บ้านหลังนั้นกับเจ้าของมันก็เลยขัดกัน เป็นคู่ความกัน ไม่เคยมีในบุญกุศล บุญกุศลท่านบอกเป็นแก้วสารพัดนึก พอเหมาะพอดีกับผู้ควรจะได้รับตลอด ๆ เมื่อควรได้รับแล้วถึงเลย ๆ เป็นความเหมาะสมกับผู้นั้นทันที ไม่ได้ไปขัดไปแย้งกัน ไม่ขัด ผ่านไปแล้วหรือข้อนี้ เออว่าไปอีกมีอะไร

         (นักวิทยาศาสตร์ชื่อไอสไตน์ เขาเขียนว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ หลวงตาว่าจริงหรือเปล่าครับ) พระพุทธเจ้าจริง ไอสไตน์สแตว่ามาตั้งแต่โคตรพ่อโคตรแม่ไอสไตน์มันก็สู้พระพุทธเจ้าไม่ได้ จะมาอวดอะไรภาษาไอสไตน์ กิเลสเต็มหัวใจมัน พระพุทธเจ้ากิเลสไม่มีในหัวใจ พุทธศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กับวิทยาศาสตร์มันผิดกันคนละโลก วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ของคนมีกิเลส มันจะไอไหนก็ตาม ยกหมดทั้งโคตรทั้งแซ่มาไอก็ตาม มาจามด้วยก็ตาม เข้าใจไหม นี่ก็คือไอจามของโคตรแซ่นี่แหละ มันไม่ได้เหมือนพระพุทธเจ้า ที่ว่าไม่ขัดกันคือเป็นหลักธรรมชาติ มันเข้าได้ในเป็นแง่ ๆ ที่เข้าได้ คือหลักพุทธศาสนานี้เป็นหลักธรรมชาติ ตรัสรู้ในหลักธรรมชาติ สิ่งใดมีจริงยังไง ๆ อย่างนี้รู้เห็นตามเป็นจริง สิ่งใดที่ควรแก้ได้ ไม่แก้ได้ ก็แก้ได้ตามหลักความเป็นจริง ๆ ท่านไม่ฝืน ไม่ขัดธรรมพระพุทธเจ้า ที่ว่านี้เราก็เคยได้ยิน แต่ไม่ตั้งเป็นปัญหามาถามเรา เราก็ไม่ตอบ เราเคยได้ยินไอสไตน์ นี่เรียกว่าเข้าในหลักธรรมชาติ แง่ไหนที่เข้าได้เราก็ยอมรับในหลักพุทธศาสนาของเรา มีอะไรอีก ตอบเสร็จแล้วผ่านไปแล้วไอสไตน์ ก็ยกมาหมดทั้งโคตรมันแล้วจะไม่หมดยังไง หรือมันมีหลายโคตรอีก มาเอามาอีก เราจะยกโคตรเราใส่ว่ะ เอาว่ามา

         (เขาว่าพญานาคมีจริงหรือไม่) โคตรพ่อโคตรแม่มันไม่เคยเห็น มันมาถามหาอะไร พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ปฏิเสธพญานาคยังไง ก็มีแต่พวกตาบอดเท่านั้นมาหลับตาถาม ทีนี้ เวลาตอบลืมตาตอบมันก็เข้ากันไม่ได้ซิ พระพุทธเจ้าลืมตา มาถามสุ่มสี่สุ่มห้า อย่างคนตาบอดเขาก็บอกเขาตาบอด คนตาดีทั้งโลกเขาก็ไม่ปฏิเสธ แต่เขาตาบอดเขาก็บอกเขาตาบอด  ก็ยอมให้เขาตามส่วน เราไม่ว่าอะไรแหละ พอพูดถึงเรื่องพญานาค หลวงพ่อผางสำคัญอยู่นะ กับพวกงูพวกพญานาค นี่ละอำนาจวาสนาของคน มีฤทธาศักดานุภาพ ปัจจุบันนี่หลวงพ่อผางขอนแก่น นั่นน่ะท่านบวชทีหลังเรา ตอนท่านไปเราก็อยู่ที่นั่นวัดนามน ที่ท่านศึกษาปรารภกับหลวงปู่มั่น ท่านก็เทศน์อย่างเด็ดทีเดียว นั่นล่ะท่านได้ธรรมะนั่นล่ะมา ใส่เปรี้ยง ๆ ลง ท่านคงเล็งดูแล้ว เหมาะแล้ว ธรรมะจึงไม่มีอ่อนข้อเลย เด็ดตลอดจนจบ ใส่เปรี้ยงๆ  เหมือนคนโกรธแค้นกันมาได้ห้ากัปห้ากัลป์ พอมาก็ปรี่ใส่กันเลยว่างั้นเถอะน่ะ นั่นล่ะผู้ท่านได้อันนั้นมา มาพิจารณาก็ได้คติตั้งแต่นั้นมา เอาจนทะลุไป นี่ล่ะองค์นี้หลวงพ่อผาง แล้วก็เล่าถึงเรื่องของเรา

         ท่านบอกว่าท่านเคยพบกับเราอยู่ที่นั่น นามน เล่าให้พระทั้งหลายฟัง เพราะตอนนี้เราก็มาขั้นครูขั้นอาจารย์แล้ว หลวงพ่อผางก็เป็นครูเป็นอาจารย์ไปแล้ว เลยเล่าเรื่องถึงกันเฉย ๆ ทีนี้เวลาท่านออกมาแล้วนี้ งู จระเข้ เหล่านี้ เหมือนกับท่านเป็นครูเลยเชียว พวกนี้หมอบกลัวหมด จระเข้ตัวหนึ่งมันอยู่ในสระที่วัดนั้น เราเคยไปแล้ววัดนี้ เวลาเขาไปปลูกกุฏิกลางน้ำ เวลาเผลอ ๆ คนกำลังทำกุฏิมันมางับเอาขาละซิ ร้องเอิ้กอ้ากขึ้นเลย พอร้องขึ้นหลวงพ่อผางก็มา พอมันได้ยินเสียงหลวงพ่อผางมันจำได้เลยนะ พอหลวงพ่อผางมานี่ไม่ทราบหนีไปไหนกลัว ถ้าได้ยินเสียงหลวงพ่อผาง หมอบเลย กลัว

         แล้วทีนี้ไปพักภาวนาอยู่ทางน้ำหนาว นี่ล่ะที่สำคัญนะ มีหลวงพ่อองค์หนึ่งอยู่ทางด้านนู้น เดินจงกรมอยู่กลางวันนะไม่ใช่กลางคืน หลวงพ่อผางเดินจงกรมอยู่ทางนี้ องค์นั้นเดินอยู่ทางนั้น งูใหญ่ ใหญ่เท่ากับต้นมะพร้าว มานี้มายกคอขึ้นอ้าปากใส่หลวงตาองค์นี้ ตัวมันใหญ่กว่านี้ ฟังเสียงร้องว้อ ๆ ขึ้น ตอนนั้นก็เดินจงกรมอยู่ "เป็นอะไรว่ะ"  "งูใหญ่ไม่ทราบมาจากไหน กำลังจะงับผม อ้าปากใส่ผมอยู่นี่" ท่านก็มาแล้ว ก็เห็นจริง ๆ กลางวันนะ หายก็หายในขณะนั้นเลยต่อหน้าต่อตา เป็นยังไงพญานาคมีหรือไม่มีฟังซิ ผู้เห็นท่านเห็นอยู่อย่างงั้น ผู้หลับตามันก็หลับอยู่งั้น พอมาก็เห็น โอ๊ย มันยกคอขึ้น ตัวเท่าต้นมะพร้าว ตัวยาว หลวงตานี้ก็เดินจงกรม ตัวแข็ง มันอ้าปาก มันไม่เข้ามาใกล้แหละ ห่างประมาณสักวาเศษ ๆ มันอ้าปากอยู่อย่างงี้ ตัวใหญ่

         ทีนี้หลวงพ่อผางมา “ไหนมันอยู่ไหน” พอว่าท่านเดินเข้ามาเลยนะ หลวงพ่อผางไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน มันก็อ้าปาก ทางนี้ก็เดินเข้าไป เอามึงจะกินกูเหรอ เอาเลย มึงชอบตรงไหนเอาเลย  เดินบุกเข้าไปหาเลยเชียว มันกำลังอ้าปากอยู่ พรึบเดียวหายเงียบเลย ไม่ทราบหายไปไหน ตัวใหญ่ ๆ หายเดี๋ยวนั้นเลย ไปเงียบ บอกว่าพญานาคมันมาแกล้งเฉย ๆ ภาวนาเมตตามันไม่ดี นั่นเห็นไหมล่ะ ภาวนามันไม่คอยแผ่เมตตา พญานาคก็มาแกล้งเอาบ้าง นี่หลวงพ่อผาง ตัวใหญ่จริง ๆ ท่านบุกเข้าไปเลยนะ ที่มันอยู่นั้น ท่านเดินไปหาเลย ท่านไม่มีสะทกสะท้าน เอาเลยกินเรา เดินเข้าไปหาตรงนั้น หายวูบไปเลย เงียบเลย ไม่มี หายหมดทั้งตัว มันไปไหนไม่รู้ เวลาออกมาพูดว่ามาแกล้งหลวงพ่อ หลวงพ่อใจดำไม่มีเมตตาจิต มันมาแกล้งเอา

         อันนี้ก็เข้ากันได้ ก็เรียนหนังสือเหมือนกันไม่ใช่หรือ ที่พวกพาไปภาวนาไม่แผ่เมตตา พวกเทวดาทั้งหลายเกิดความเดือดร้อน มาแสดงอาการทั้งหลายให้เห็น เป็นกะโหลกหัวผีบ้างอะไรบ้าง และทำพระให้ทั้งจามทั้งไอ เป็นไข้เป็นหนาว วิ่งไปหาพระพุทธเจ้า พระองค์รับสั่ง เวลาไปไม่สบาย “ไม่สบายซิพวกเธอใจดำ พวกเทพทั้งหลายเขาอยู่ที่นั่น เขาได้รับความลำบากลำบน เขาก็แกล้งเอาบ้าง ไม่มีเมตตาจิต ไป ไปเจริญเมตตาจิต ไปอยู่ที่นั่น” ไล่กลับมาที่เก่า ไปคราวนี้เจริญเมตตาจิตชุ่มเย็นหมดเลย อำนาจเมตตาธรรมไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นธรรมชนะโลก สุดยอดอยู่กับเมตตาธรรม ให้พากันจำไว้นะ

         เมตตาธรรมคือความอ่อนนิ่ม ถ้าพวกเราพูดออกมา และมาเป็นสมมุติอย่างนี้  เรียกว่าความอ่อนนิ่มทุกตัวสัตว์ไม่เป็นภัยต่อผู้ใดเลย เพราะฉะนั้นจึงเข้าได้หมดเมตตาธรรม จะเป็นโหดร้ายมา ทารุณขนาดไหนก็ตาม อำนาจเมตตาธรรมนี้นิ่มไปหมด ลบล้างได้หมดเลย พระเหล่านั้นเลยเจริญสมณธรรมได้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน เยอะนะ อยู่ในนั้น พวกเทพ พวกเทวดา รุกขเทวดาอยู่บนต้นไม้เขาเคารพเขาก็ลงมาอยู่ข้างล่าง ลำบากลำบน เพราะพวกนี้เคยอยู่ต้นไม้ใช่ไหมล่ะ พระก็เป็นพระใจดำน้ำขุ่น อยู่นานไปเห็นท่าจะไม่ได้การณ์เขาก็เลยกลั่นแกล้งเอาบ้าง พระเหล่านี้เป็นหวัด เป็นไอ เป็นอะไรเป็นไข้บ้าง บางทีเป็นกะโหลกหัวผีมาอยู่ทางจงกรมบ้าง อะไรบ้าง เขาแกล้งทำต่าง ๆ พอไปหาพระพุทธเจ้า พระองค์รับสั่งไล่กลับมาที่เก่าเลย ให้เจริญเมตตาอย่างนั้น ๆ เหตุการณ์ทั้งหลายจะเปลี่ยนไปหมด มาก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

         พูดถึงเรื่องหลวงพ่อผางที่ว่างูใหญ่นั่นก็เห็นประจักษ์อย่างนั้นแล้ว พรึบหายเงียบ ไม่ทราบไปไหน ทั้ง ๆ ที่ท่านเดินบุกเข้าไปหาเลยนะ ไม่มีสะทกสะท้าน เอาเลย ต้องการอันไหนเอาเลย เดินเข้าไปหามันพรึบเดียวหมดเลย ไปไหนไม่รู้ จึงได้มาสอนหลวงพ่อ ที่ถ้ำนั้นอีกเหมือนกันนั่นแหละพระไปอยู่ก็เป็นพระขลัง ๆ ไปอยู่แทนที่จะเจริญเมตตาภาวนาชำระจิตใจตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า กลับไปทำแต่ของขลัง ทำนั้นทำนี้มีแต่ของขลัง ๆ แบบโลกแบบกิเลสตัณหาไปหมด พวกเทวดาทั้งหลายเขาก็รำคาญ แทนที่จะเป็นศีลเป็นธรรมให้ได้รับความร่มเย็นยิบ ๆ แย็บ ๆ ก็ไม่มี ดีไม่ดีมีพระสองสามองค์ไปก็ไปทะเลาะกัน สร้างความรำคาญให้เขาอีก เขาก็มาดลบันดาลให้พระเหล่านี้หนีจากนั้นเลย

         พระองค์ไหนมาถ้าไม่เป็นศีลเป็นธรรม พวกรุกขเทพเหล่านั้นเขาหาอุบายขับไล่ อยู่ไม่ได้ จนร่ำลือสถานที่นั่น นี่ก็ทางน้ำหนาวเหมือนกัน นี่ก็หลวงพ่อผางไปอยู่ พอมันนานมาจนร่ำลือว่าที่นี่มันแข็งอะไรต่ออะไร ทางภาษาภาคอีสานเขาเรียกมันเข็ดมันขวาง ทางนี้เรียกว่ามันแข็งมันแรง เวลาท่านไปอยู่ที่นั่นเขาก็บอกเลยอยู่ที่นี่อยู่ไม่ได้นะ เป็นอย่างงั้นอย่างงี้ เป็นก็เป็นเถอะ ท่านไม่สนใจแหละ จะพักที่นี่ เวลาพักแล้วท่านไม่ใช่พระขลังแบบนั้นซิ ท่านเป็นอรรถเป็นธรรม ไปอยู่นั้นพวกเทพทั้งหลายเข้ามาหา เขามาเล่าเรื่องถึงพระองค์นั้นให้ฟัง เล่าเรื่องพระที่มาอยู่ที่นี่ให้ฟัง เป็นอย่างงั้นเป็นอย่างนี้ เขาเล่าให้ฟัง

         ตกลงเรียกว่าเทวดาเล่าให้ฟังเสียเอง ประชาชนสู้เทวดาเล่าให้ฟังไม่ได้ ประชาชนว่ามานี่ทะเลาะกันเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้าง แตกกันไป องค์ไหนมาก็มาทะเลาะกัน มาหาแต่ของขลัง ๆ ทำตระกุดบ้าง ทำอะไรทุกอย่างอะไรที่มันขลัง ๆ แล้วก็แตกกันไป มามีหลายพวกแล้วนะพระ อยู่ที่นี่ไม่ได้ เขาว่างั้นประชาชน แต่เวลาเทวดามาพูด เทวดานี่ละทำเอา มาแล้วมาทำตั้งแต่ของอย่างนั้น ของสกปรก เทวดาเขายังรู้ของสกปรก พระทำไมไม่รู้ เขากลั่นแกล้งเอาบ้าง เลยแตกหนี ทีนี้เวลาท่านมาอยู่ที่นั่น ขอนิมนต์ไม่ยอมให้ท่านหนีไปไหน อยู่ที่นั่น ที่นี่มีความชุ่มเย็นไปหมดทุกแห่งทุกหน ท่านก็อยู่นาน อยู่สถานที่นั่น และต่อไปก็ดูเหมือนเป็นวัดขึ้น เราก็ลืม ๆ ตอนนั้น หากทราบตั้งแต่ไปอยู่ทีแรกอยู่ไม่ได้ แต่ท่านไปอยู่ได้จนกระทั่งพวกเทพทั้งหลายเขาอาราธนานิมนต์ท่าน ไม่อยากให้ท่านหนี เขามีความชุ่มเย็นเป็นสุข ทุกสิ่งทุกอย่างราบรื่นดีงามไปหมด ท่านมาพักอยู่ที่นี่ร่มเย็นมาก ว่างั้น ไม่อยากให้ท่านไปไหน ท่านก็รู้สึกว่าพักอยู่นานอยู่นะ ก็เห็นใจเทวดาเหมือนกัน เรื่องพญานาค ฟังรึยัง ตอบกันเดี๋ยวนี้

         (มีอีกข้อครับผม พระบางรูปเขียนประวัติตัวเอง และบอกว่าบรรลุธรรม และมีผู้หลงเชื่อมากมาย มีบางคนไม่เชื่อก็ถอยห่างออกมา แต่ผู้ที่หลงเชื่อ ถามว่าอย่างนี้เรียกว่าเป็นกรรมของสัตว์ได้ไหมครับ) สัตว์ตัวไหนเราก็อยากถาม ถ้าสัตว์ตัวไปเชื่อกับเขาก็เป็นสัตว์ตัวนี้แหละ ถ้าสิ่งเลวร้ายนี้มันเชื่อง่าย ลูกศิษย์หลวงตาบัวนี้มีแต่พวกเชื่อทั้งนั้น ๆ เราจึงไม่อยากตำหนิคนอื่น ถ้ามาตำหนิมาตำหนิลูกศิษย์เราเสียเอง เขามาว่าก็มาว่าลูกศิษย์เราเอง เราเขกกบาลมันก็ได้ จะไปว่าคนอื่นไม่ได้นะ ไม่ใช่ลูกศิษย์เรา ลูกศิษย์เรามันหูเบาเชื่อง่าย ใครพูดยังไงมันก็เชื่อ ๆ ส่วนที่มีเหตุผลต้นปลายที่จะเป็นหลักเป็นเกณฑ์ให้ยึดให้ถือมันไม่ค่อยเชื่อ กิเลสมันปัด ๆ อยู่ภายใน ถ้าอย่างงั้นมันเชื่อ แต่ก็อย่างว่า ถ้าเรื่องของจริงกับของปลอม ของปลอมมันไม่นาน มันเป็นของมันไปเอง ถ้าของจริงแล้วคงเส้นคงวาหนาแน่นตลอดไป ก็เท่านั้นมีอะไรอีก

         (ผู้ถามกับเพื่อนไปเจองูคาบกบเอาไว้แต่ยังไม่ตาย กบก็ร้องหาคนช่วย เพื่อน เอาไม้ไปเขี่ยให้งูเกาะ เพื่อนอีกคนบอกว่าไม่ถูก เพราะว่าเขาหากินโดยสุจริตตามวิสัย สัตว์ของเขา กราบนมัสการถามหลวงตาว่า โปรดเมตตาช่วยชี้แนะความถูกต้องด้วย เพราะเรื่องนี้ก็พบเห็นกันอยู่ทั่ว ๆ ไป) อ๋อ อันนี้ไม่ต้องพูดงูกับกบล่ะ อย่างไอ้หมีเราอยู่ในศาลานั้นมันขู่คำรามใครไม้เรียวหวดเอาเลย ถ้าผิดแล้วเราตีไอ้หมีเรา มันขู่คำรามเขา ไม่ถึงกับงูกับเขียดได้กัดกันอย่างงั้น เพียงขู่คำรามไม้เรียวเราลงแล้วไอ้หมีเปิดเลย ตอบแล้วใช่ไหม เท่านั้นแหละไม่ตอบมาก ตอบอะไรมากมาย

         หมดปัญหาแล้วไม่ใช่เหรอ หายสงสัยแล้วไม่ใช่เหรอที่พูด หรือใครมาด้วยกัน จับมากัดกันให้หมดอยู่ในนี้นะ ถ้าว่าการอยู่ด้วยกันนี้ไม่ดี สู้กัดกันไม่ได้ ปิดประตูแล้วให้กัดกัน ให้หลวงตาบัวเป็นผู้ชำระหมากัดกันนี้ หลวงตาจะชำระแบบไหนท่านทั้งหลายคอยฟังก็แล้วกัน เอาล่ะพอ เข้ากันได้ไหมที่ว่า (ได้ครับ ) เอาล่ะเข้ากันได้ก็ผ่านไปเลย หมดแล้วเหรอปัญหา (หมดแล้วครับ) อ๋อ หมดแล้ว

         ตรงสำคัญตรงโคตรน่ะนะ จะได้ออกทั่วโลก อย่ามาถามนะ แบบเรา มันไม่มีนะสูงต่ำอะไร มันตรงเป๋งเลยนะ อะไรเป็นน้ำหนักจะเอาเข้ามาทันที ที่ว่าโคตรว่าแซ่เราไม่ได้มีเจตนาเรื่องหยาบช้าลามกนะไม่มี อย่างนั้นไม่มี ในธรรมไม่มี ท่านเอาน้ำหนักต่างหาก คือคนธรรมดาคนหนึ่งสองคนไม่มีน้ำหนัก โคตรแซ่มีน้ำหนักมาก รักสงวนมาก เทิดทูนมาก ใช่ไหม เอาตัวนั้นมา ยกมาตีทางนี้ หมายความว่าอย่างงั้นต่างหาก

         เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องของคนตาบอดสุดวิสัยนะ คนตาดีอยู่มีวิสัยธรรมดา เหมือนเราคนตาดีด้วยกันไปไหนอยู่ในวิสัยธรรมดา แต่คนตาบอดสุดวิสัยไปหมดนะ ส่วนที่เห็นมันไม่เห็นเสีย คนหูหนวกควรได้ยินมันไม่ได้ยินเสีย สุดวิสัยของมัน แต่คนตาดีอยู่ในวิสัย ควรเห็นเห็นทันที ควรได้ยินได้ยินทันที เป็นธรรมดา มันก็ขัดกันอยู่เพียงเท่านี้เอง จะเอาคนตาดีมาแข่งคนตาบอด เอาคนหูหนวกมาแข่งคนหูดีไม่ได้ ต้องปล่อยไว้ตามสภาพของใครของเรา อย่างที่สิ่งเหล่านี้มีแต่คนตาดี โลกวิทูทั้งนั้นแสดงไว้ทั้งหมด ไม่มีองค์ไหนคัดค้านองค์ใดเลย         

         แม้แต่สาวกที่ไปเจอเข้ามาอย่างนี้ก็เหมือนกัน พอมาเล่าทูลถวายพระพุทธเจ้า เอ้อ อันนี้เราเห็นแล้วตั้งแต่นู้น ๆ ถ้าไม่มีอะไรท่านก็เหมือนไม่รู้ไม่ชี้ เห็นด้วยกันมันก็ค้านกันไม่ได้ คนหนึ่งตาบอด คนหนึ่งตาดี มันค้านกันวันยังค่ำ พวกเราพูดอะไรมันก็ค้านกันอยู่ในนั้น เพราะมันไม่เห็น และมันเอาความไม่เห็นเป็นใหญ่เป็นโต เป็นอำนาจบาตรหลวง มันไม่ยอมรับความจริง ท่านผู้รู้ผู้เห็นท่านรู้ตามความจริง เห็นตามความจริง ท่านไม่ได้ฝืนอะไร พวกนี้พวกฝืน มันต่างกันนะ

         พวกสัตว์ยิ่งตาบอด ยิ่งหนายิ่งแน่นขึ้นทุกวัน ๆ สิ่งทั้งหลายนี้จะถูกความตาบอดหนาแน่นนี่กดลงเหยียบลง ๆ หมด เรียกว่าแร่ธาตุที่มีคุณค่ามหาศาลจะถูกเหยียบย่ำทำลายลงด้วยฝ่าเท้าของคนกิเลสหนาปัญญาหยาบ เหยียบลงเรื่อย ๆ อย่างทุกวันนี้ไม่เห็นเหรอ เทศน์บางทียังออกจนดูแล้วดูสลดสังเวช ว่างี้เลยก็ว่า เราเทศน์บนธรรมาสน์ ก็เอาความจริงออกเทศน์ ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามผู้ใด รู้เห็นตามความจริง พูดออกมาตามความจริง ถึงกับขั้นเกิดความสลดสังเวช ก็มันไม่มีกิริยาอาการของอรรถของธรรมแทรกเลย มีแต่เรื่องกิเลสเต็มเนื้อเต็มตัว แสดงออกที่ไหน ๆ มันมีแต่อย่างงั้น ศาสนามันอยู่ที่ไหนน่ะ มันไม่มองเห็นเลย มันมีแต่ลมปาก

         เมื่อถามถือศาสนาอะไร ถือศาสนาพุทธ ก็มีเพียงลมปาก หัวใจไม่ได้เป็นพุทธ มันเป็นส้วมเป็นถานอยู่ตลอดเวลา ศาสนาไม่ใช่ส้วมถานมันก็เข้ากันไม่ได้ มันสลดสังเวชนะ ยิ่งหนาขึ้นทุกวันนะ แล้วผู้ที่จะรื้อฟื้นมีใครบ้างมารื้อฟื้น สำคัญตรงนี้นะ มีแต่ต่างคนต่างเหยียบไปด้วยกัน เหยียบอรรถเหยียบธรรมไปด้วยกัน ฝ่าฝืนหลักธรรมหลักวินัย หลักศาสนา ทั้งพระทั้งฆราวาสต่างคนต่างหนาด้วยกัน ความหนานั่นละมันลากเข็นลงไปให้เหยียบให้ย่ำทำลายของดิบของดีทั้งหลาย จนกระทั่งไม่มีอะไรเหลือติดตัว พระเรานี้สร้างความชั่วช้าลามกหนาแน่นมากกว่าฆราวาสเรามีน้อยเมื่อไร เอาเพียงผ้าเหลืองมาครอบเฉย ๆ

         นี่เอาความจริงมาพูด กิเลสมันไม่ได้บวชนี่นะ บวชแต่คนเฉย ๆ บวช อุปัชฌาย์อาจารย์ก็บวชแต่กิเลสมันอยู่เบื้องหลัง มันไม่ได้บวช บวชไปแล้วกิเลสมันไม่อายบาป อยากทำอะไรมันก็ทำ บีบหัวใจพระที่บวชแล้วให้ทำตามความชอบใจของมัน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีหิริโอตตัปปะ และสร้างบาปสร้างกรรมหนามากยิ่งกว่าโยมพระเรา นี้เอาหลักความจริงมา ผู้ดีเราไม่ว่า ผู้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักของพระจริง ๆ แล้วนั้นเราชมเชย เทิดทูนตลอด ไอ้ที่เลวนี้ไม่มีใครเอามาพูด มันมีอยู่จะไม่เอามาพูดได้ยังไง ของมีอยู่ด้วยกันก็ต้องเอามาพูดซิ เลวร้ายขนาดนั้นนะ

         บวชเข้ามาแล้วแทนที่จะมีหิริโอตตัปปะ ละอาย กลัวต่อบาปต่อกรรม สำรวมระวังในอรรถธรรมในวินัย มันไม่ได้เป็น ดีไม่ดีเอาเพศของตัวเองนี้เป็นเจ้าอำนาจบาตรหลวง ไปไหนเลยกลายเป็นความเย่อหยิ่งจองหองว่าเราเป็นพระ ๆ ใครจะไปทำอะไรๆ  อย่างนี้ใครเขาก็ไม่กล้าแตะ เขากลัวบาป ประชาชนเขายังกลัวบาป ตัวเองหัวโล้น ๆ ผ้าเหลือง ๆ ไม่กลัวบาป มันก็สนุกทำชั่วไปได้ล่ะซิ เพราะฉะนั้น จึงไม่นิยม ในนรกไม่มีว่าพระ ว่าฆราวาส ว่าสัตว์ตัวใดทำกรรมเอาไว้ ตกนรกได้แบบเดียวกันหมด ไม่มีคำว่าพระว่าโยม ทำชั่วลงไปแบบเดียวกันหมด เป็นอย่างนั้น

         ทำดีก็เหมือนกัน ไม่มีฆราวาส ไม่มีพระ ไปดีด้วยกันหมด ถ้าทำชั่วแล้วเลวด้วยกันหมด ไม่มีอะไรที่จะแม่นยำยิ่งกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า พิจารณาไปตรงไหนค้านไม่ได้เลยนี่ซิ พิจารณาด้วยภาคปฏิบัติล่ะซิ เพียงเราคาดเราหมายไปเฉย ๆ อันนั้นมันก็เป็นอีกแง่หนึ่งโลกหนึ่ง แต่ภาคปฏิบัตินี่ซิจับความจริงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรู้เห็นความจริงขึ้นมา รู้ยังไง เห็นยังไง เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงรู้แล้วเห็นแล้ว ๆ ทั้งนั้น ๆ ไม่ว่ารู้กิเลส ละกิเลส ไม่ว่ารู้สิ่งภายนอกทางดีและชั่วต่าง ๆ มันรู้จริงๆ  เห็นจริงๆ ถ้าสิ่งที่ควรละก็ละได้จริง ๆ เช่นกิเลสในหัวใจ ผู้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นอรหันต์ นี่ที่ละกิเลสได้พระพุทธเจ้า กิเลสมีพระพุทธเจ้าก็บอกว่ามี ละกิเลสก็ละตัวที่มันมีอยู่นั้นแหละ จนกระทั่งกิเลสไม่มี เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาก็เป็นตามทางของศาสดาที่สอนไว้ ผิดที่ตรงไหน ไม่ผิด

         ออกไปนอกไปในอะไรเหมือนกันหมด คำสอนอันนี้ เอกนามกึ íไม่มีสอง ทรงหยั่งทราบตลอดทั่วถึง แม่นยำไปหมด จึงไม่มีศาสนาใด ๆ ที่จะมาแข่งได้ว่างั้นเลย พุทธศาสนาแม่นยำมากที่สุด ไม่มีคลาดเคลื่อนจากหลักความจริงเลย ตรงเป๋ง ๆ สอนลงที่หัวใจเสียด้วย หัวใจเป็นตัวดีดตัวดิ้น แล้วฝังจมอยู่นั้น ทั้งกิเลสทั้งธรรม อยู่ในหัวใจดวงเดียวกัน พระพุทธเจ้าก็บอกว่าฝังอยู่ที่นี่ ให้แก้ตัวนี้ แก้กิเลสที่มันอยู่ภายในใจ มันแสดงฤทธิ์เดชของมันไปตามอารมณ์ของกิเลส ธรรมเกิดอยู่ภายในใจแสดงฤทธิ์แสดงเดชไปตามเรื่องของอรรถของธรรม

         ถ้าเป็นเรื่องของอรรถของธรรมก็พาคนให้ดิบให้ดี เจตนาการพูดการจา การทำดีไป ๆ นี้คือธรรม ไปตามสายของธรรม ถ้าไปตามสายกิเลส ไม่ว่าจะคิด จะพูด จะทำ ไปตามสายของกิเลสต่ำลง ๆ ชั่วช้าลามกทั้งนั้น แก้ตรงนี้ เช่นอย่างแก้กิเลสหมดแล้วความชั่วก็ไม่มี ท่านจะไปทำความชั่วหาอะไร มันไม่มีความอยากทำความชั่ว ในหัวใจของท่านก็ไม่มีความชั่วพอจะเป็นต้นเหตุให้อยากทำชั่วเพิ่มเติมเข้าอีกท่านไม่มี อย่างใจพระอรหันต์เอาอะไรไปให้ท่านมัวหมองท่านไม่มี เป็นอฐานะแล้ว ตายท่านก็ตายด้วยความไม่มีอะไร

         เขาจะดุด่าว่ากล่าวนินทา อะไรแบบไหนก็ตาม หรือโจมตีท่าน ว่าไงก็เป็นเรื่องปากของเขา ท่านไม่ไปสนใจกับกรรมชั่วที่เขาสร้างขึ้นมา ท่านดีอยู่แล้วท่านไม่มีอะไร ใครสร้างขึ้นมาก็เป็นเรื่องกรรมของผู้นั้น สร้างดีสร้างชั่วเกิดขึ้นจากกิริยาของจิตที่แสดงออกมาตั้งแต่เริ่มคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี เจ้าของเองเป็นผู้สร้าง แล้วใครจะเป็นผู้รับกรรม ก็เจ้าของเป็นผู้สร้าง เจ้าของเป็นผู้รับกรรม เรียกว่า กมฺมสฺสโกมฺหิ กรรมเป็นของเราเองผู้สร้าง พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านไม่มีอะไรกับใคร  ถึงใครจะมาว่าอะไรมันก็เป็นเรื่องของเขาทั้งหมด  ไม่ใช่เรื่องของท่าน ท่านไม่มีอะไร ท่านไม่ก่อขึ้น ท่านไม่มีก็ไม่มี

         นี่จึงได้พูดอยู่เสมอย้ำแล้วย้ำเล่า เรื่องพุทธศาสนานี้เอกเลยนะ ไม่มีแล้วในโลก สามโลกนี้ไม่มีเสมือนพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ อันนี้เป็นแบบเดียวกันเป๋งเลย เดินตามแถวกันมาเลย แล้วยังเล็งญาณอีกด้วย พระพุทธเจ้าองค์นี้ เล็งญาณเอาไว้ ๆ ต่อจากนั้นจะเป็นอย่างนั้น ๆ ก็เป็นไปตามนั้น องค์นี้มาตรัสรู้ก็เล็งญาณเอาไว้ ๆ ญาณของท่านเป็นญาณหยั่งทราบ เอกนามกึí คือหนึ่งไม่มีสอง แน่ แม่นยำโดยถ่ายเดียว เป็นอย่างนี้ด้วยกัน พระพุทธเจ้าองค์ไหนตรัสรู้ก็มีพระญาณหยั่งทราบเหมือนกัน ๆ ไปหมด อย่างที่ว่าพระอริยเมตไตรย ในภัทรกัปนี้ก็มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ห้าองค์ กกุสันโธ โกนาคมน์ กัสสโป โคตโม อริยเมตเตยโย ท่านก็รับสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว

         พระอริยเมตไตรยนี้เป็นพระเจ้าแผ่นดินครองราชสมบัติอยู่สี่หมื่นปี ระยะนั้นอายุของสัตว์โลกมีอยู่ถึงแปดหมื่นปีนะ ท่านครองราชย์สมบัติอยู่สี่หมื่นปีเสด็จออกทรงผนวช เพียง ๗ วันตรัสรู้ธรรมขึ้นมาในต้นไม้ เขาเรียกต้นอะไร เราลืม บำเพ็ญง่าย ตรัสรู้เร็ว แล้วครองศาสนาอยู่เป็นเวลาสี่หมื่นปี พอนิพพานแล้วศาสนาไปพร้อมกันหมดเลย ท่านก็บอกไม่ยากเหมือนเรา เราลำบากลำบน อายุของเราก็เพียง ๘๐ ท่านก็พูดไว้แล้ว ๘๐ พอถึงกาลเวลาก็ ๘๐ เห็นไหมล่ะ เสด็จไปเลย ถึงวันนั้นแล้วเสด็จ เดือน ๓ เพ็ญ เป็นวันปลงพระชนมายุ ลั่นพระวาจาว่า จากนี้ต่อไปอีก ๓ เดือน เราจะตายความหมายว่างั้น คือไปถึงเดือน ๖ เพ็ญ

         พอเดือน ๖ เพ็ญ เสด็จไปเลยเห็นไหมล่ะ สะทกสะท้านอะไร เสด็จไปตามพระญาณหยั่งทราบว่าจะต้องปรินิพพานในวันเดือน ๖ เพ็ญ พอไปถึงสวนมัลลกษัตริย์ เมื่อเขาทูลถามว่ามายังไง จะมาตายที่นี่ในคืนวันนี้ นั่นเห็นไหมล่ะ เขาก็จัดที่จัดฐานรับรองท่าน ท่านบอกว่าท่านจะมาตายที่นี่ในคืนวันนี้ สั่งไว้ขนาดนั้น ผิดไหมล่ะ พอถึงนั้นแล้วในคืนวันนั้นก็มีพราหมณ์สุภัททะ พราหมณ์คนนี้ก็เป็นพวกชาติอริยกะเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า แต่เป็นรุ่นแก่เหมือนว่าเป็นปู่เป็นย่า พระพุทธเจ้านี่เป็นลูกเป็นหลาน ถึงจะเป็นชาติอริยกะเหมือนกันก็อ่อนในชาติ เป็นลูกเป็นหลานเสีย ก็ถือทิฐิมานะไม่อยากฟังเสียง ไม่ยอมเชื่อ มาถามลูกถามหลานมันเสียเกียรติ ความหมายว่างั้นแหละ ไม่ถามตลอดมา พระองค์ก็ทรงทราบ

         จนกระทั่งถึงวันแล้วก็เล็งญาณดู พราหมณ์แก่คนนี้คนหนึ่งละจะได้บรรลุธรรม พอเสด็จมาถึงที่นั่นแล้ว พราหมณ์คนนี้ก็ลงใจ เอ้อ นี่เป็นวันสุดท้ายของพระสมณโคดม พระพุทธเจ้าเราที่จะมาปรินิพพานวันนี้ ท่านรับสั่งอะไรไม่เคยผิดเคยพลาด วันนี้ท่านก็รับสั่งท่านจะมานิพพานในคืนวันนี้ เราแต่ก่อนก็ถือทิฐิมานะ ว่าเราแก่กว่าแม้เป็นชาติอริยกะ ก็เราเป็นขั้นปู่ ย่า ตา ยาย จะไปถามเด็กไม่เหมาะสม ทีนี้ท่านก็จะปรินิพพานแล้ว ถ้าเราไม่ถามเวลานี้จะถามเวลาไหน ปลงใจลงได้เลย เอาไปถาม คราวนี้เป็นคราวสุดท้าย พอไปถูกพระอานนท์ห้ามไม่ให้เข้าเฝ้า ว่าเวลานี้พระองค์ทรงเพียบมากแล้ว พระองค์รับสั่งทันที ทราบว่าแกมา “ให้มา เรามาที่นี่เพื่อพราหมณ์คนนี้แหละ”

         พอมาก็มาถามถึงเรื่องศาสนาต่าง ๆ เพราะโลกมันมีหลายศาสนามาดั้งเดิมนะ ศาสนาไหนก็ว่าแต่ศาสนาของตัวดี ก็เลยไม่ทราบจะยึดเอาศาสนาไหนเป็นหลักเป็นเกณฑ์ มาทูลถาม เอ้อ เวลาของเรามีน้อยอย่าถามเรามากไปเลย ศาสนาใด ๆ ท่านไม่บรรยาย ศาสนาใดที่มีมรรคแปด มีอริยสัจ ศาสนานั้นแลจะทรงมรรคทรงผล สมณะที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่ จะมีในศาสนานั้น สมณที่หนึ่งได้แก่พระโสดา ที่สองพระสกิทาคา ที่สามได้แก่พระอนาคา ที่สี่ได้แก่พระอรหัตบุคคล อยู่ในศาสนานี้ที่มีมรรคแปด อริยสัจสี่ ทรงสั่งสอนย่อ ๆ แล้วรับสั่งให้พระอานนท์ไปบวชให้เสีย บวชแล้วให้บำเพ็ญได้เป็นพระอรหันต์ปัจฉิมสาวก พร้อมกับการตายของเรา ให้พระอานนท์บวชให้

         พอบวชให้แล้วก็รับสั่ง “อย่ามากังวลกับเรื่องความเป็นความตายของเรา ให้พิจารณาเรื่องความเป็นความตายของตัวเอง ซึ่งเป็นอริยสัจ พิจารณาเรื่องความเป็นความตายของตัวเอง อริยสัจอยู่นั่น มรรคแปดอยู่ที่นั่น” สอนลงไปที่นั่น “ให้ไปบำเพ็ญ ไม่ให้มากังวลกับเรา จะเป็นจะตายเมื่อไรไม่ต้องกังวล ให้บำเพ็ญสมณธรรม” ก็บำเพ็ญในคืนวันนั้น บรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมาเป็นอรหันต์ แล้วเป็นกาลเวลาเดียวกันกับพระพุทธเจ้าปรินิพพาน นั้นก็เลยเป็นปัจฉิมสาวกองค์สุดท้าย

         เห็นไหมล่ะรับสั่งจะมาตายวันนี้ก็เลยตายอย่างงั้นจริงๆ เป็นอย่างงั้นผิดพลาดที่ไหนลงได้รับสั่งแล้ว ไม่มีผิดพลาด พระญาณหยั่งทราบ นี่พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว เรานี้เรียกว่าตัดคอรองเลย เราไม่มีแม้เม็ดหินเม็ดทรายที่จะค้านพระโอวาทของพระพุทธเจ้าได้แม้นิดหนึ่งไม่มีเลย ปฏิบัติไปตรงไหน รู้ตรงไหนมันยอมรับ ๆ เมื่อยอมรับแล้วก็เป็นพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้ว มันก็เป็นซ้ำเข้าอีกเป็นสอง ๆ เจ้าของรู้ เจ้าของยอมรับ แล้วยังพระพุทธเจ้าเป็นสักขีพยานอีก ทรงสอนไว้เรียบร้อยแล้ว ที่รู้ที่เห็นนี้ ไม่ใช่พึ่งมารู้มาเห็น พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้ว ๆ แล้วมันจะค้านได้ที่ไหนล่ะ

         ความจริงในหัวใจมันก็ไม่ค้านตัวเอง พระพุทธเจ้าก็ทรงรู้แล้วเห็นแล้ว สอนไว้เรียบร้อยแล้ว มันก็จะไปค้านที่ไหนอีก นั่นยิ่งเป็นศาสดาเอกอีกด้วย ท่านว่าอะไรไม่มีผิดมีพลาดเป็นอย่างงั้น สอนอย่างแม่นยำ เป็นแถวเป็นแนวเลย นี่เรียกว่าขีดเส้นตายเลยนะกับพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า หัวใจเรานี้ขีดเส้นตายไปเลย ไม่มีอะไรมาแยกไปได้เลย แยกหัวใจเราจากพุทธศาสนานี้ ไม่มีอะไรจะมาแยกไปไหนได้เลย เรียกว่าแน่วเลย มอบหมดทุกอย่าง เรียกว่ายอมรับหมด ตัดคอรองได้เลย ตายยอมตายไปเลย ไม่มีอะไรเสียดาย มันแน่ขนาดนั้นนะ

         ทีนี้เวลารู้ทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็แน่อยู่ในหัวใจ แน่ไปทางไหนมันก็เป็นสักขีพยานกัน เป็นความจริงเหมือนกัน ๆ ก็ไม่ทราบจะไปสงสัยอะไร มันแน่อยู่ในนี้แล้วไปตรงไหนก็แน่อย่างเดียวกัน ไม่ว่าข้างนอกข้างในแน่แบบเดียวกัน แล้วจะไปค้านกันได้ที่ตรงไหน มันก็ยอมรับซิ นี่เรามีวาสนานะได้มาพบพุทธศาสนา ศาสนามีเต็มโลกเต็มสงสาร มีมากต่อมาก

         วันนี้ก็เอาอันนี้เป็นเทศน์ไปเลย มันก็ลงแล้วออกทางอินเตอร์เน็ตแล้วนะ ขอให้พากันสืบทอดให้ได้นะ พุทธศาสนาของเราเอกทีเดียว สืบทอดให้ได้จากภาคปฏิบัติของเรา อยู่เป็นฆราวาสเหย้าเรือนก็ให้ปฏิบัติศีลธรรมตามเพศของตน ผู้บวชเป็นพระก็ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามจารีตของพระ อย่าให้คลาดเคลื่อนในหลักธรรมหลักวินัย เราจะอบอุ่นตลอดไป ไปที่ไหนมีศาสดาติดตัว ๆ ติดใจ ติดมรรยาท ก็ธรรมวินัยนั้นแหละเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย “พระธรรมและพระวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราตายไปแล้ว” ก็เมื่อเรามีความสำรวมอยู่ในธรรมและวินัย ระมัดระวังนี้ก็เท่ากับเราตามเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ไม่ห่างเหินพระองค์เลย ตลอดมรรค ผล นิพพาน ติดกันไปด้วย

         ถ้าห่างจากนี้จับชายจีวรก็ไม่เกิดประโยชน์ เกาะชายจีวรไปจีวรขาดเฉย ๆ เราก็ตกตูมลงนรกตามเดิม จีวรขาด จีวรไม่ยอมตกนรกด้วย จีวรขาดแล้วตกแต่เรา ถ้าฝ่าฝืนธรรมวินัยก็คือฝ่าฝืนองค์ศาสดา เหยียบย่ำทำลายศาสดานั้นเอง คือธรรมวินัยนั้นแลเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย ท่านบอกไว้ชัดเจนมากแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว เพราะฉะนั้นจึงให้เทิดหลักธรรมหลักวินัยนี้ไว้ สอนไว้ถูกต้องแล้ว นี่เป็นองค์แทนศาสดา พระอานนท์ก็ไปทูลอาราธนาให้ทรงพระชนม์อยู่ตั้งหลายปีหลายเดือน “อานนท์จะมาหวังอะไรกับเราอีก อะไรๆ เราก็สอนหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว นี่ก็ยังเหลือแต่ร่างกระดูก จะมาหวังอะไรกับเราอีก”

         ทีแรกก็ขู่เสียก่อน ครั้นต่อมาจึงมาปลอบโยนบ้าง “เออ อานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราตายไปแล้ว” และรับสั่งอีก “อานนท์ เมื่อมีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยที่เราประกาศสอนไว้ ซึ่งเป็นองค์ศาสดาของเราด้วยแล้วนี้อยู่ พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์” ก็อยู่กับข้อปฏิบัติ เข็มทิศทางเดินนี่ชี้มรรค ผล นิพพาน ปฏิบัติตามนี้จะไปไหน ก็ต้องไปมรรค ผล นิพพาน เพราะศาสดาสอนเพื่อมรรค ผล นิพพาน พระองค์จะปรินิพพานไปแล้ว คำสอนนี้ชี้แนวบอกอยู่อย่างนี้ เป็นศาสดาแทนพระองค์ ชี้บอก ก้าวเดินตามนี้ก็ถึง

         วันนี้เอาเท่านั้น วันนี้เป็นตอบปัญหาบ้าง พูดธรรมะปลีกย่อยเท่านั้นพอ

          

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก