ธรรมมีหรือไม่มี
วันที่ 23 เมษายน 2546 เวลา 18:50 น.
สถานที่ : กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ สวนแสงธรรม พุทธมณฑลสาย ๓ กรุงเทพมหานคร

เมื่อค่ำวันที่ ๒๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

ธรรมมีหรือไม่มี

         ไปวันนี้ไม่ต้องเทศน์อะไรละ ไปสะดวกสบาย สะดวกสบายตายอะไรคนจะไปสลบอยู่นู่น เวลาพูดนี่เข้มข้นทั้งสองแห่งด้วย พอขึ้นไปปั๊บๆ ก็เอาเลย หมุนจี๋ๆๆ ไปเรื่อยๆ ก็นับว่านั้นแรงพอแล้ว พักที่สองยิ่งไปกว่านั้นอีก พูดไม่ใช่เล่น พูดทั้งสองแห่งก็รู้สึกว่าเข้มข้นนะ เข้มข้นทั้งสองแห่ง แห่งแรกยังสู้แห่งสุดท้ายไม่ได้ สุดท้ายรู้สึกเข้มข้นเข้าไปอีก นึกว่าเทศน์วันที่หนึ่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันที่สองก็กลับเลยรอไม่ได้ วันที่สามพักวันหนึ่ง พอวันที่สี่ก็ออกเดินทางไปร้อยเอ็ด นู่นไม่ใช่เล่นนะ ไปวัดท่านศรี วัดป่ากุง ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากทั้งฝ่ายพระฝ่ายฆราวาส ท่านประกาศให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่านทราบ ทั้งพระทั้งฆราวาสมารวมกันทำบุญวันเกิด แล้วเกี่ยวกับเรื่องผ้าป่า ท่านถือเอาวันเกิดท่านเป็นต้นเหตุ แล้วก็มีการทอดผ้าป่าวันเกิด

วัดนั้นก็มีสัตว์เยอะ พวกกวาง พวกสัตว์ทุกประเภทมีอยู่ทั่วไปในวัดนั้นก็ดี พวกกวางก็มีหลายตัว หมู นกยูงนี้มาก มีสัตว์หลายประเภทอยู่นั้น มีกำแพง ป่าไม่ค่อยมี มันโล่ง ต้นไม้ก็ไม่ค่อยใบสดเขียวอะไรนัก ป่าจึงไม่ค่อยทึบ ก็ไม่เหมาะเท่าไรนักกับสัตว์จำนวนมาก ให้มีป่าโล่งบ้างทึบบ้างเหมาะ อย่างวัดป่าบ้านตาด เหมาะกับพวกกระรอก กระแต ตลอดพวกไก่ป่า เขาอยู่ได้หมดเขาชอบอย่างนั้น อย่างนกยูงมันก็ชอบโล่งๆ เขาอยู่ทางทิศใต้ ศาลาที่เราอยู่นี้นานๆ จะมาทีนึง ที่เขาอยู่เป็นประจำอยู่ทางทิศใต้นะ ทิศใต้ทางนี้มีนกยูงตั้ง ๑๐ กว่าตัวเวลานี้  มันเชื่องเสียด้วยนะ ไม่สนใจกับคนเลย

เขามาทางเรานี้ เขาจะมาเป็นฝูงๆ เขาอยู่ทางนู้นจะเป็นฝูงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ  เวลาเขามาทางกุฏิเรา เขาจะมาเป็นฝูงเลย ๗ ตัว มาหากินเฉยนะ เราเดินจงกรมนี้เขาก็มาของเขา เขาเฉย ตัวไหนจะผ่านไปตรงไหนเขาก็ผ่านของเขาไป เราก็ดู โธ่ สูทำไมอาจหาญนักล่ะ พูดกับเขา เขาเฉยนะ ไปเรื่อย ไม่สนใจกับเราเลย  เหมือนไม่เห็นเรา คือความเชื่องของเขา ไม่ว่ามาที่ไหน ถ้าเขาจะไปที่ไหนเขาจะใช้แบบเดียวกันหมด  คนจะมากน้อยเพียงไร เขาจะไม่สนใจ เขาจะไปของเขาเรื่อย เชื่องมาก ไก่ยังไม่เชื่องเท่าเขา

แต่ก่อนนกยูงมากจริงๆ คือสมัยที่ป่ายังเป็นปกติ แต่ยังดีที่สมัยเราเที่ยวกรรมฐานเรียกว่าป่าร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่บกไม่บาง บ้านคนไม่ค่อยมี ไปทั้งวันนี้ไม่เจอบ้านก็มี ฟังซิ เป็นดงล้วนๆ ป่าล้วนๆ ไปเลย ทางนี้พอหลวมตัว มันเป็นทางเป็นด่านไป สัตว์เลยไม่รู้จักกลัวคน คือไม่มีใครไปรบกวนเขา แต่ก่อนคนไม่มากหนึ่ง แล้วบ้านผู้บ้านคนไม่มี มีแต่ป่าเป็นทำเลของสัตว์ทั้งหมด นับแต่ช้างลงมา พวกช้าง พวกกระทิง วัวแดง พวกกวาง พวกหมู สัตว์ประเภทต่างๆ เต็มอยู่ในนั้นหมดเลย เรียกว่าเป็นป่าของเขา เพราะแต่ก่อนถนนหนทางไม่มี คนก็ไม่มี การซื้อขายก็ไม่มี สัตว์อยู่เต็มป่าเต็มรก

เขาหากินเลียบๆ บ้านเขาก็พอ เพราะเขาไม่มีการซื้อการขายอะไร หามากินใส่ปากใส่ท้องวันหนึ่งๆ พอ สัตว์จึงเต็มป่าเต็มรก จากนั้นแล้วทีนี้ค่อยเปลี่ยนแปลง รถเริ่มมี แต่ก่อนไม่มีรถนะ อย่าไปถามถึงเลยเรื่องรถ อย่าว่าจะถามถึงเลย คิดก็ไม่คิดถึงมัน ก็มันไม่มีรถจะให้คิดอะไร ไปที่ไหนก็บุกป่าไปเรื่อย สมัยที่เราอยู่ยังดีนะเรียกว่าเป็นสมัยสุดท้ายก็ได้ หลังจากนั้นมาแล้วเราก็มาสร้างวัดป่าบ้านตาด เป็นป่าเป็นดงรกชัฏ สัก ๑๐ ปีถึงจะได้เห็นคนผ่านเข้าผ่านออกแถวๆ นั้น นี่เป็นทำเลแล้วจะเริ่มแล้วนะ  ต่อไปก็เอาละเริ่มละป่า

เรามาสร้างวัดแล้วเรียกว่า การเที่ยวกรรมฐานของเราอย่างแต่ก่อน จะว่าหยุดไปก็ได้ เพราะพระเณรเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็อยู่เป็นที่เป็นฐาน ไปก็เป็นบางกาล ไม่ไปเสียจริงๆ เหมือนแต่ก่อน ตั้งแต่นั้นมาละที่นี่ป่าก็หมดๆ ในวัดป่าบ้านตาดนั้นมีทุกประเภทสัตว์ ไปสร้างวัดทีแรก เพราะดงนี้ตลอดถึงภูเขาเป็นดงใหญ่ต่อกันหมดเลย มีครบหมด พวกช้าง พวกเสือ กระทิง วัวแดง หมูป่า มีทุกประเภทของสัตว์ เหมือนกันกับทางดงศรีชมภู ดงภูสิงห์ ภูวัว ภูลังกา อันนี้มันต่อกันทางนครพนม เขตนครพนม เขตหนองคาย เขตสกลนคร เข้ามาแล้วเขตอุดรก็ชนกับอะไรที่บ้านดุง เป็นดงใหญ่ทั้งนั้นนะ แถวนี้ไม่มีบ้านผู้บ้านคน ไปทั้งวันก็ไม่เจอบ้าน ไปอย่างสะดวกสบาย บ้านคนไม่ค่อยมี แล้วแต่ก่อนไข้ป่าชุมด้วย เข้าไปนี้อยู่ไม่ได้ ผู้ตายก็ตาย ผู้ไม่ตายก็วิ่งกลับบ้าน  ครั้นต่อมานี้ยามันก็มีมาก คนไม่ตายมันก็หาที่ เลยหมดเลย

สมัยก่อนที่เราอยู่นั้นได้เห็นได้ชมป่าเต็มหูเต็มตา นกยูงนี้อยู่ข้างบน กลางวี่กลางวันไม่ค่อยพบมันนะ ส่วนมากถ้าพบก็มีแต่มันเห็นเรา แล้วมันวิ่งไปก่อนแล้ว  เราไม่เคยเห็นมันก่อนละมีแต่มันเห็นเราก่อน มันตาดีนกยูง มันวิ่งผ่านหน้าไป เอ้า นกยูง ที่เห็นไม่มากนักนะ ไม่เหมือนกลางคืน เวลากลางคืนมันเหมือนกับไก่ขันยามนั่นแหละ พอตัวหนึ่งขันขึ้นตัวหนึ่งก็ขันๆ เต็มไปหมดเลย อันนี้เราอยู่ภูเขาอยู่ในถ้ำ มันร้องอยู่ข้างบน เขาเรียกว่านกยูงขันยาม ตัวนั้นก็ร้องตัวนี้ก็ร้อง ภูเขาแถวนั้นมีแต่นกยูงร้องทั่วไปหมดเลย

นกยูงมากจริงๆ แต่กลางวี่กลางวันไม่เจอมัน เจอก็เจอตัวสองตัว แต่กลางคืนเสียงมันร้องลั่นไปหมดเลย อยู่ที่ไหนก็มีพวกสัตว์ป่าเต็มไปหมด การภาวนาก็สะดวกสบาย ไม่เจอละเรื่องคน เจออะไรก็เราไม่ได้บิณฑบาต เขาก็ไม่มา เราไปเราก็ไปหาที่อย่างนั้นด้วย ที่ไหนคนชุมๆ เราไม่ได้ตำหนิติเตียนเขานะ คือว่ามันภาวนาไม่ดี ถ้าไปที่ไหนเราไปพักนอกบ้านนี่เขาออกมาหา โอ๊ย บ้านนี้ไม่เป็นท่า คือคนจะมากวน เข้าใจไหม พูดตรงๆ อย่างนี้แหละ ภาษาธรรม  ถ้าคนมาเกี่ยวข้องการภาวนามันก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นเราจึงต้องไปหาเอาตามใจชอบของเรา ตามใจชอบก็ไปหาแต่คนอยู่ในป่า

ในภูเขาเรามองไปเห็นนี้ อย่าว่าไม่มีบ้านคนนะ มี สามหลังคาเรือนสี่หลังคาเรือนอยู่ห่างๆ กันมีจนได้  นั่นละเราไปอาศัยเขาอย่างนั้น ทีนี้เวลาเราไม่บิณฑบาตเขาก็ไม่ได้ออกมา เห็นแต่เราคนเดียวคนนี่ไม่เห็น กี่วันก็ไม่เห็น เป็นอย่างนั้นนะ เขาก็ไม่ใช่ผู้สนใจกับอรรถกับธรรม เขาเป็นคนป่า หากินไปตามเรื่องของเขา เราชอบสถานที่เช่นนั้นเราก็ไปอยู่ของเราสะดวกสบาย กลางวี่กลางวันที่จะได้พบผู้พบคน ไม่พบ ทั้งวันก็ไม่พบ ตลอดเลย เพราะบ้านก็เป็นบ้านเล็กๆ เขาก็ไปหาอยู่หากินของเขา บ้านกับเราก็อยู่ห่างกัน บ้านเล็กๆ น้อยๆ สี่หลังห้าหลังพออาศัยเขาเท่านั้น

นั่นเห็นไหมการฝึกทรมานตนเอง จะไปเห็นแก่ความร่ำความรวยตายเลย  การภาวนาไม่ถึงไหน เพราะฉะนั้นจึงว่าเดินผ่านไปนี้ พอถึงเวลาพัก มันค่ำแล้วพักข้างบ้านเขานี้ถ้าเขาออกมาหา คือธรรมดาถ้าเขาไม่เกี่ยวข้องกับเราก็ไม่ค่อยออกมา อันนี้เขาออกมาหาเลย แสดงว่าเขาจะมีความสนใจ แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ บ้านเช่นนั้นไม่อยู่ ก็บอกว่าจะไปนู้นไปนี้ไปเสีย ไม่อยู่ ไปอยู่ที่ไหนมันก็สงัดหมด ไม่มีคำว่ากลางวันกลางคืน สงัดตลอด เกี่ยวกับผู้กับคนนี้ไม่ได้เจอใคร เพราะอยู่ในป่าในเขาล้วนๆ ไปเลย

ไม่ฉันกี่วันนั้นละไม่เจอคนเลย มีแต่เราคนเดียวอยู่อย่างนั้น ไอ้เราเองก็ไม่เคยสนใจจะพูดจะคุยกับใคร ต่างคนต่างไม่สนใจกัน เขาก็ไม่สนใจกับเรา เราก็ไม่สนใจกับเขา มีแต่น้ำเอาน้ำมาไว้เท่านั้นพอ ข้าวอดได้แต่น้ำไม่อด ไม่เคยอดน้ำ เวลาเราไม่ฉันข้าวแล้วฉันน้ำก็ไม่ได้มาก ถ้าฉันข้าวนี้มีเพิ่มน้ำ แล้วอยู่อย่างนั้นตลอด สำหรับเราเองอยู่อย่างนั้นไปตลอด จึงว่าทุกข์ทรมานก็ทรมาน แต่จิตใจมันไม่เคยสนใจกับว่าความทุกข์ความทรมาน คือมันมุ่งใส่ธรรมอยู่ตลอดเวลา สงัดเท่าไรยิ่งดี ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายเท่าไรยิ่งดีๆ อยู่อย่างนั้นนะ ที่จะไปคิดอยากพบผู้คนจะใช้นั้นนี้ ใช้เขาอะไร เราไม่มีอะไรจะใช้ ไม่มีอะไรจะใช้เขา  เขามาทำแคร่ให้เล็กๆ เท่านั้นพอ พอเสร็จแล้วก็เลิกกันเลย เราก็อยู่อย่างนั้นสบาย

เขาทำแคร่ให้ทำทางจงกรมเท่านั้นพอ เราก็เดินจงกรม ทีนี้กลางวี่กลางวันเราอยากจะไปเที่ยวบนหลังเขา ไปนอนสบายๆ นั่งภาวนาอยู่บนหลังเขาที่มีร่มไม้ชุ่มเย็นอย่างนั้นเราก็ไป จะไปไหนก็ไม่เจอคนแหละเพราะไม่มีคน อยู่อย่างนั้นตลอด สติสตังนี้จ่อตลอด นั่นละการรักษาใจ ไม่ใช่เพ่นๆ พ่านๆ คิดทั้งวันทั้งคืนไม่เคยสนใจกับสติสตังเลย โลกเป็นอย่างนั้นนะ โลกจึงเรียกว่าไม่มีธรรม มีแต่กิเลสเต็มหัวใจ คิดออกแง่ใดมุมใดมีแต่กิเลสฉุดไปลากไป โดยเจ้าตัวไม่รู้ เหมือนซุงทั้งท่อนลากไปไหนก็ไป นี่เป็นนิสัยของโลก เขาไม่มีศาสนา แม้แต่มีศาสนาอยู่ก็ยังไม่ค่อยสนใจและไม่สนใจ นั่นเป็นขั้นๆ อยู่ไปกินไปวันหนึ่งๆ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ เมื่อเทียบธรรมะภายในจิตใจซึ่งมีหลักเกณฑ์ภายในใจแล้วดูไปที่ไหนมันจะดูไม่ได้จะว่าอะไร

หลักใจเป็นหลักที่เลิศเลอมากตายใจได้ตลอด อยู่ที่ไหนจะเป็นจะตายอย่างนี้  หรือเสือจะมากัด กัดก็กัดซิ อันนี้ของเรามาทำลายของเราไม่ได้  จะตายก็มีแต่ร่างกาย เอาไปกินก็ไปกินซิ เขาไม่กินเราถึงวันมันก็จะตาย แน่ะมันพลิกไปอย่างนั้นเสีย แล้วก็ภาวนาเรื่อย จิตใจเมื่อได้รับการบำรุงรักษาด้วยสติ  สตินี้สำคัญมากทีเดียว ไปที่ไหนสติจะต้องติดแนบๆ ตลอดเวลา ยิ่งไม่มีใครมาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว  ยิ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมตลอดเลยในการรักษาสติ  สติรักษาใจ ใจไม่มีภัย กิเลสจะฉุดจะลากคิดไปโน้นไปนี้สติควบคุมตลอด

คือจิตมันคิดออกโน้นออกนี้ได้แล้วนั่นละมันไปหาพิษหาภัยมา เราดูหัวใจเราก็รู้มันคิดมากวันไหนหนักไปทางไหนๆ นั่นละพิษภัยมันหนักมากไปทางนั้นๆ เวลากลับมาก็ โหย สะพายอารมณ์มาเต็มหัวใจ ตอนนอนก็มาคิดมาปรุงบางรายนอนไม่หลับ เป็นอย่างนั้นทั่วโลก เพราะไม่มีที่ยึดที่เกาะ เราจะไปตำหนิเขาไม่ได้นะ เพราะเขาไม่รู้ศาสนาเป็นยังไงธรรมเป็นยังไง เขาก็อยู่ตามประสาของเขา แต่ให้ชื่อกันว่าเป็นมนุษย์เท่านั้นเอง  ความเป็นก็เป็นมนุษย์แต่ชื่อ แต่ความรู้สึกแห่งความเคลื่อนไหวของมนุษย์กับสัตว์ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลกกัน ถ้าไม่มีดีและชั่ว บาปบุญเสียอย่างเดียว มันก็ไม่ผิดอะไรกับสัตว์

ทีนี้เวลาคิดถึงเรื่องความเป็นความตายกลัวกันตัวสั่น ไม่อยากตายกัน ต้องคิดหาเรื่องราวอื่นๆ มากลบไว้ๆ ให้ใจเพลินไปกับอารมณ์เหล่านั้น  ถ้าคิดเรื่องตาย มันกลัวตายมันเกิดความทุกข์ ไปคิดเรื่องอื่นเอามากลบเสียดีกว่า นั่นเป็นอย่างนั้น นี่คือจิตไม่มีหลักเลย เป็นประเภทของสัตว์ล้วนๆ ในชื่อว่ามนุษย์เราทั่วโลกดินแดน อย่าไปตำหนิใคร นี้เราพูดให้ฟังเป็นภาษาธรรมที่ได้ปฏิบัติพิจารณามาตั้งแต่เริ่มแรกที่จิตไม่มีที่เกาะที่ยึด  ตั้งแต่เป็นเด็กมาเป็นฆราวาสย้อนหลังพิจารณาไปเรื่อยๆ คิดถึงความตายกลัว กลัวมากนะ ทั้งๆ ที่มีศาสนาอยู่นะ วัดวาอาวาสก็มี พระท่านมาบิณฑบาตก็เห็น แต่จิตใจมันแว็บไปหาพระสักครู่เดียว  จากนั้นมันไปโลกไหนทวีปไหนก็ไม่รู้ทั้งวัน  จิตไม่มีธรรมเป็นอย่างนั้น

จนกระทั่งถึงวาระที่จะบวช มันถึงได้ง่าย เราจึงได้ไม่ลืม  เราได้บวชนี้เพราะน้ำตาของพ่อร่วงลงให้เห็นต่อหน้าต่อตา  พ่อก็ไม่เคยชม  พ่อกับแม่ไม่เคยชมลูกตัวเอง ใครจะดียังไงไม่ชมมีแต่กดไว้ตลอด นี่ประเพณีโบราณถ้าใครไปยกยอปอปั้นลูกจะดีอย่างนั้นอย่างนี้  เขาไม่อยากมองดูหน้า เป็นอย่างนั้น หมั่นไส้ ต้องมีกดเอาไว้ๆ ถ่อมไว้เสมอ อันนี้ประเพณีของเราที่มีธรรมในใจ ไม่อยากออกเนื้อออกตัวโอ้อวดอย่างงั้นอย่างนี้ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสที่ชอบยกยอมาก เข้าใจไหม ทุกวันนี้มันมีแต่ยกยอ ไปตามถนนหนทางเขียนไว้ที่ตรงไหนมีแต่ยกยอทั้งนั้น บ้านก็ เอ้า ถ้าบ้านไหนราคายังถูกกว่านี้อีกจะคืนเงินให้ อวด มีแต่อวดทั้งนั้น โอ๊ยพวกบ้า  มันสนุกอ่านดูเรื่องของกิเลสกับธรรมเทียบกัน  ธรรมเป็นเสือซ่อนเล็บ ไม่ให้เห็นเล็บนะเสือ  ไปไหนไม่ค่อยเห็นเล็บเสือ แต่กิเลสนี้เหมือนหมา ไปที่ไหนได้ยินเสียงเล็บมัน ผับๆๆ เป็นอย่างนั้น 

นี่เราพูดถึงเรื่องกิเลสเหมือนเล็บเสืออยากอวดก้ามไปเรื่อยๆ ให้เขายอเราอีก แต่เรื่องธรรมไม่ยอ เก็บตลอด แม้แต่มีเงินก็เก็บกันตลอด ไม่มีใครรู้นะว่าใครมีเงิน สงวนกันมาก แต่มันก็รู้กันลับๆ ลึกๆ นั่นแหละ  การจับการจ่ายแต่ก่อนก็ไม่เหมือนทุกวันนี้ ทุกวันนี้มันอยากจ่ายตั้งแต่ยังไม่ได้มา เป็นอย่างนั้นนะ แต่ก่อนไม่จ่ายง่ายๆ เงินทองข้าวของหามาเท่าไรเก็บหอมรอมริบไว้เรียบร้อยๆ เป็นอย่างนั้น

จิตใจมันดิ้นไปตามโลกตามสงสาร แต่บทเวลาจะได้บวชก็กำลังกินข้าวกันเป็นวง ลูกหลายคน เงียบๆ นะ พ่อพูดขึ้นอย่างลอยๆ เลย เพราะเคยบอก เคยขอให้เราบวชหลายหนแล้ว พ่อขอก็ขอแล้วนะ ขอให้เราบวชหลายหนแต่เราไม่เคยตอบ คือถ้าไม่ตอบแล้วก็แน่ใจไม่ได้เลย ถ้าตอบแล้วแน่เลย อะไรก็ตามถ้าลงได้ลั่นคำไหนแล้วเป็นอย่างนั้น นี้เป็นมาแต่ฆราวาส อันนี้ขอให้บวชเท่าไรเราก็ไม่เคยตอบ เราเฉย จนวาระสุดท้าย ได้เห็นน้ำตาพ่อร่วงลง โอ้ ไม่ลืมนะ ทุกคำที่พ่อพูดออกมา  เอ้อ ลูกกูก็มีหลายคน ลูกหญิงลูกชายมีหลายคน แต่เหล่านั้นกูไม่ได้สนใจกับมันแหละ ไอ้บัวนี่ ขึ้นละที่นี่ คือยกขึ้นเพื่อจะทุ่ม เราก็รู้

ไอ้บัวนี่แหละว่างั้น ไอ้นี่ถ้าลงมันได้ว่าอะไรทำอะไรแล้ว การงานทั้งหลายนี้กูสู้มันไม่ได้ มันเก่งกว่ากู ยกขึ้นเพื่อจะทุ่มนะ ทุกอย่างมันเก่งกว่ากูไอ้นี่ แต่...ขึ้นแล้ว เวลากูขอให้มันบวชนี้ หูมันตันหมดเลย มันไม่มีหูมีอะไร ถ้าไอ้นี้มันบวชให้กูไม่ได้แล้ว กูตายลงไปแล้วนี้จมนรกไม่มีใครลากกูขึ้นจากนรกนะ ถ้าไอ้นี้ลากกูขึ้นไม่ได้ พอว่างั้นน้ำตาร่วง โถ สะเทือนแรงนะ มองไปเห็นน้ำตาพ่อร่วง พอน้ำตาพ่อร่วงแม่มองมาเห็นพ่อ น้ำตาร่วงแม่ก็ร่วง ลุกปุ๊บปั๊บออกเลยนะ กินข้าวยังไม่อิ่มแหละ นั่นละที่นี่ได้ข้อคิดแล้ว คิดทั้งวันเลย

สามวัน ตัดสินใจมัดเจ้าของเข้าโดยลำดับลำดา ประมวลถึงเรื่องหน้าที่การงานทุกสิ่งทุกอย่าง โลกเขาทำได้ เราทำได้ อะไรๆ เขาทำได้ แต่การบวชนี้เขาบวชกันทั่วโลกดินแดนทั่วประเทศไทย บวชได้ๆ เราทำไมบวชไม่ได้ เป็นเพราะอะไร ตรงนี้ละนะ อย่างอื่นเขาทำได้เราทำได้ ไม่เห็นแปลกประหลาด แต่นี้เขาบวชได้เราทำไมถึงบวชไม่ได้ การบวชก็ไม่ได้ไปติดคุกติดตะราง บวชก็มีคนนับถือลือหน้า บวชเพื่อเสาะแสวงหาบุญหากุศล ไม่ใช่เป็นความเสียหายอะไร ไม่ใช่ติดคุกติดตะราง ทำไมจึงบวชไม่ได้  พระที่ท่านบวช ท่านบวชไปแล้วท่านสึกออกมาก็สึกได้ บวชได้สึกได้  แล้วบางองค์เป็นสมภารวัดจนกระทั่งตายกับผ้าเหลืองท่านยังทนอยู่ได้

การบวชของเรานี้ก็ไม่เห็นพ่อแม่บังคับบัญชากฎเกณฑ์เวล่ำเวลา ให้บวชให้สึกเวลาใด แล้วทำไมถึงบวชไม่ได้ มัดเข้าๆ แล้วก็มาย้อนถึงกาลนี้เห็นคุณนะ พ่อแม่เลี้ยงเรามาถึงขนาดนี้ ขอเพียงเท่านี้ไม่ได้ โลกเขาก็บวชให้พ่อให้แม่เขาทั่วๆ ไปลูกของเขาทั้งหลาย แต่เรานี้ทำไมจึงขอไม่ได้ พ่อขอมาหลายหนแล้วนะ มัดเข้าๆ คือจะเอาจริงๆ มีแต่มัดท่าเดียวไม่ให้ดิ้นได้เลย สามวัน ตกลงใจ เอาละยังไงต้องบวช แน่ใจแล้วก็มาหาแม่ ธรรมดาลูกมักสนิทกับแม่มากกว่าสนิทกับพ่อนะ เราก็สนิทกับแม่มากกว่า จนเป็นหนุ่มแล้วก็สนิทกับแม่ตลอด แต่มันยังมีท่าเราไม่ลืมนะ มีท่าขู่แม่แปลกอยู่นะ

พอตกลงใจเรียบร้อยแล้วที่นี่จะบวชละ มาหาแม่ เอ้อ ที่ว่าการบวชนั้นทีนี้จะบวชให้ละ แต่บวชแล้วอยากสึกเมื่อไรก็สึกได้ ใครมาห้ามว่าบวชเท่านั้นปีเท่านี้เดือนไม่บวช นี่ขู่แม่นะ แม่ฉลาดกว่าลูกซิที่นี่ แม่ก็สาธุเลย ไม่ลืมนะ เอ้อ สาธุ ลูกไปบวช อุปัชฌาย์บวชอยู่ในโบสถ์ อุปัชฌาย์ท่านบวชแล้วอุปัชฌาย์ยังไม่กลับ พระอันดับทั้งหลายกับคนไปบวชลูกมีจำนวนมากน้อยยังไม่กลับ ลูกจะมาสึกต่อหน้าต่อตาคนมากๆ แม่ก็ไม่ว่า แม่อยากเห็นผ้าเหลืองในเวลาลูกบวชแม่ก็พอใจแล้ว มันบ้าตัวไหนจะไปสึกได้เข้าใจไหม จะไปสึกต่อหน้าคนมากๆ  แม่รู้ ฉลาดกว่าเรา ตกลงติดปัญหาแม่จึงต้องบวช นั่นละเรื่องราวมัน

แต่เวลาบวชนี้ง่ายมากนะ มีแปลกอยู่อันหนึ่ง อะไรไม่มีขัดข้องเลยเชียว ไม่มีขัดข้อง พ่อนี้แหมไหลเป็นน้ำมันเลย น้ำมันหล่อลื่น พอได้ยินว่ามันจะบวชให้แล้ว โอ๋ย พ่อนี่พอใจ เพราะเชื่อคำของเรา ถ้าลงได้ลั่นคำไหน นี้เราถึงต้องได้พิจารณาว่า เรื่องความสัตย์ความจริงนี้ เราไปอ่านอรรถธรรมทั้งหลายมาแล้ว ย้อนไปข้างหลังๆ เจ้าของ ถึงมารู้ อ๋อ เรานี้มีความสัตย์ความจริงมาแต่เป็นฆราวาส อะไรก็ตามถ้าลงได้ลั่นคำยังไงแล้วต้องเป็นอย่างนั้น เป็นนิสัยอย่างนั้นมาดั้งเดิม ทีนี้เวลาอ่านธรรมะนี้ท่านมีความสัตย์ความจริงยังไงๆ มาเทียบ เรายอมรับ อ๋อ นี่มีมาดั้งเดิม ดังนั้นถึงได้บวช เรื่องราวมัน

บวชก็ง่าย ง่ายมาตลอดนะแปลกอยู่ ตั้งแต่บวชมาจนกระทั่งป่านนี้ ไม่เคยได้ไปขัดไปข้องทะเลาะเบาะแว้งกับพระองค์ใด ที่ไหนๆ เกิดเรื่องเกิดราวอะไรไม่เคยมี ราบรื่นเรื่อยมา เที่ยวก็ทั่วประเทศไทย สำนักไหนๆ เข้านอกออกในได้ทั้งนั้น ก็แสดงว่าราบรื่นหรือไม่มีการขัดการข้องทะเลาะเบาะแว้งกับที่ไหนๆ  ท่านเหมือนเรา เราเหมือนท่าน สนิทกันไปธรรมดา ต่างคนต่างมีศีลเสมอกัน อยู่กันเป็นผาสุกเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จึงเรียกว่าราบรื่นเรื่อยมา เราก็ไม่เคยปรากฏ พอมาบวชแล้วทีนี้ก็เอาละ นั่นละคำสัตย์คำจริงนี้ก็ดีอันหนึ่ง

เรื่องศีลเรื่องธรรมนี้เอาจริงเอาจังมากทีเดียว ระมัดระวังรักษาเรื่อยๆ จึงได้มาโดนเอาที่เพื่อนมันมาพูดเล่น เพื่อนก็เกิดปีเดียวกัน แต่มันบวชก่อนเรา มันบวชแต่เป็นเณรไอ้นั่น เพื่อนกันนั่นแหละมันบวชเป็นเณร พอเรามาบวชแล้วมันเป็นพระก่อนเรา เลยพรรษาแก่กว่าเรา ครั้นบวชแล้วก็ได้โอกาสมีเพื่อนฝูงไปด้วยกัน ๒-๓ องค์ ขึ้นไปกุฏิ  พระองค์นี้แหละ มีลักษณะตลกนะ เขามีตลก อดหัวเราะไม่ได้เวลามันตลก มันไม่ค่อยหัวเราะนะเวลามันตลก มีลักษณะขึงขังตึงตังจริงจังด้วยนะทั้งๆ ที่มันตลก

พอขึ้นไปเราก็ไปนั่ง เห็นคนนั้นสูบคนนี้สูบบุหรี่ เราก็เอาบุหรี่มาสูบ บุหรี่อยู่นั้นมาสูบ นี่มันขบขันนะ พระไปด้วยกันก็สูบบุหรี่ คนนั้นก็สูบคนนี้ก็สูบ ไอ้เราก็สูบ  เออ ไอ้พระใหม่นี่ พูดอย่างขึงขังตึงตังนะ ไม่เป็นลักษณะตลก ความจริงพูดตลก พูดหยอกเล่นนั่นเอง แต่ไม่มีกิริยา เออ ไอ้พระบวชใหม่นี่น่ะ  มันรู้ภาษีภาษาอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ เห็นสูบบุหรี่ควันโขมงไปหมดเลย ไม่ทราบมันได้พินทุอธิษฐานหรือเปล่านะสูบบุหรี่นี่น่ะ พูดแล้วเฉย เอ้า เราก็จริงจังเรานึกว่าเราผิดละซี เราก็ไม่ได้อธิษฐานหรือพินทุจริงๆ ก็สูบเลย ใครๆ ก็สูบเหมือนกันเพราะมันไม่มีในพระวินัยเรื่องอันนั้น มันปั้นขึ้นมาตลกเฉยๆ บักห่านี่เราอยากว่าอย่างนั้น

ทีนี้เราก็ถาม เอ้า สูบบุหรี่อย่างนี้ก็ต้องพินทุอธิษฐานหรือ  อู๋ย ขนาดนี้ยังไม่รู้อีกหรือ ยิ่งจี้เข้ามาอีก โถ มันเป็นอาบัติมากี่วันแล้วนี่น่ะ เราก็ยิ่งร้อนเลยละที่นี่ ร้อนจริงๆ นะเรา เพราะนึกว่าเป็นจริงเป็นจัง มันไม่ได้จริง มันพูดตลก แล้วคำพินทุอธิษฐานว่าไงล่ะ นี่ขนาดนี้มันยังไม่ได้เลย มันหาบอาบัติมาสักกี่วันมาแล้ว มีขู่ด้วย เราก็ยิ่งร้อนละที่นี่ บทเวลาพูด มันยากอะไร บทเวลาพูดนี้เขาพูดภาษาอีสานนะ พูดหยอกเล่นกัน คำพินทุอธิษฐานว่าไงล่ะ มันจะยากอะไร มันขี้เกียจมันไม่สนใจเรียนเฉยๆ นี่ว่างั้น บทเวลาจะขึ้น  อิมัง ควันถมดัง อธิษฐามิ  อิมังก็คือว่า ควันถมดัง ควันถมจมูกนี่ เข้าใจไหม อธิษฐามิ ควันบุหรี่ มันถมจมูกขึ้นไป เข้าใจไหม  เท่านี้ก็ไม่ได้ โอ๊ย เราอยากเอาค้อนฟาด มันโมโห บทเวลาออกมามันพูดเล่นมันไม่ได้จริงจัง  มันตายแล้วเดี๋ยวนี้ มันพูดตลกดี

แล้วก็บวชสะดวกเรื่อยมาจนกระทั่งป่านนี้ ก็นับว่าดีอยู่ ไม่มีอะไรขัดข้องเรื่อยมาเลย เวลาบวชทางด้านธรรมะไม่ขัดข้อง ลื่นไปเลย จึงได้ออกมาปฏิบัติ ทีนี้พอเราปฏิบัติดังที่เคยพูดแล้ว พอหยุดการเรียนเราก็เข้าป่าเลย ที่ได้เห็นป่าทุกแห่งทุกหน เพราะเราเสาะแสวงหาแต่ป่าแต่เขา ที่ไหนถ้ำไหนๆ สะดวกสบาย มีเพื่อนฝูงมาเล่าให้ฟังที่ไหนบ้าง เสาะหาเรื่อยไป ปฏิบัติบำเพ็ญตลอดเลย เวลาอ่านอรรถอ่านธรรมตำรับตำราท่านพูดถึงเรื่องมรรคผลนิพพาน ใจซึ้งๆ นะ พออ่านไปเรายังไม่รู้เรื่องรู้ราว เรียนไปก็ดูไปๆ ทีแรกอยากไปสวรรค์ ต่อไปอยากไปพรหมโลก ครั้นอ่านไปๆ อู๋ย อันนี้ยังจะกลับมาเกิดอีก ไปนิพพานดีกว่า จิตมันซึ้งเข้าไปๆ

เวลาเรียนแล้วก็มีข้อข้องใจอยู่อันหนึ่งที่ว่า หากว่าเราหยุดการเรียนออกปฏิบัติล้วนๆ เพื่อมรรคผลนิพพานจริงๆ แล้ว  เผื่อว่ามรรคผลนิพพานไม่มีมันจะไม่เสียกำลังวังชาไปเปล่าๆ เหรอ เราก็เล็งหาผู้ที่จะเป็นหลักเป็นเกณฑ์ จึงได้ถึงหลวงปู่มั่น พอไปถึงท่าน ท่านใส่เปรี้ยงๆ ถึงใจเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาเรื่องความพากความเพียรจึงไม่เคยย่อหย่อนเลย เราคิดย้อนหลังดู เราประกอบความเพียรมานี้เราลดหย่อนอ่อนข้อตรงไหนๆ เป็นที่น่าตำหนิติเตียนตนเองเรื่องขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอตรงไหนปรากฏ ไม่มีเลย  เพราะอำนาจแห่งความมุ่งมั่นในธรรมอันสูงสุดนั้น มันแข็งแกร่งเลยละ  อันนี้แหละดึงให้ความอ่อนแอนี้อ่อนไม่ได้เลย เร่งเรื่อยๆ

เวลาปฏิบัติไปอรรถธรรมก็เป็นไปตามเหตุละซี  เหตุเด็ดเดี่ยวขนาดไหน ผลก็ปรากฏขึ้นมาเป็นที่พอใจๆ เรื่อยๆ ขยับเรื่อยละ อยู่แต่ในป่าในเขาๆ ไปแต่คนเดียวๆ สำคัญตรงที่เราไปคนเดียว พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นถามไปกับใคร ไม่สมควรให้ไปท่านไม่ให้ไปนะ แม้แต่ ๒ องค์ท่านยังว่า ไม่สมควรไม่ให้ไปก็มี  แต่กับเราท่านไม่เคย ไม่เคยมีการคัดค้าน มีแต่ เอ้อ ขึ้นทันทีเลย เราไม่ลืมนะ เอ้า ท่านมหาไปองค์เดียวนะ ใครไปยุ่งท่านไม่ได้นะ แล้วชี้ไปตามข้างๆ ก็อยู่กุฏิท่าน ให้ไปองค์เดียวนะ ใครอย่าไปยุ่งกับท่านนะ  อย่างนี้ทุกครั้ง

หลวงปู่มั่นไม่เคยที่จะขัดข้องในการไปองค์เดียวของเราเลย ไม่มี  มีแต่เอาเลยนะ ไปอย่างนั้น บางทีท่านก็พูดหยอกเล่นบ้าง ทั้งๆ ที่ท่านก็เห็น เราลงมาหาท่านแต่ละครั้งนี่ มันมีแต่หนังห่อกระดูกลงมา ทั้งๆ ที่หนุ่มๆ นะ เพราะการฝึกทรมานมาก ท่านก็เห็นอยู่แล้วหนังห่อกระดูกลงมา ทีนี้เวลาท่านจะพูด ท่านก็พูดเล่นบ้างมีนะ เอานะ ท่านมหาให้ไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ครั้นเสร็จแล้วว่า เอาดีๆ นะ ท่านพูดเล่น เอ้า เอาดีๆ นะ  ดีหรือไม่ดีก็รอดตายมาทุกครั้งท่านก็รู้อยู่  ว่าเอาดีๆ นะท่านว่า เราก็ไม่ลืมนะ ท่านพูดหยอกเล่นเฉยๆ  ท่านรู้ว่าเอาจริงเอาจังทุกอย่าง

นี่ละการปฏิบัติ และมีครูอาจารย์เป็นหลักที่แน่วแน่ต่อจิตใจของเรา ตายใจเลย หลวงปู่มั่นเทศน์ไม่มีเคลื่อนคลาด เป็นกำลังใจเต็มเหนี่ยวๆ เพราะฉะนั้นความพากเพียรมันจึงไม่อ่อน ความเชื่อในมรรคในผลเต็มภูมิเลย ท่านถอดออกมาจากนี้ๆ  มาก็ใส่เปรี้ยงๆ หือ ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ นั่น ขึ้น ต้นไม้ภูเขาไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส ดินฟ้าอากาศไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไล่ไปทั่วแดนโลกธาตุ ไม่มีอะไรเป็นกิเลสตัณหา เป็นมรรคผลนิพพาน กิเลสมีอยู่ที่ใจนี้เท่านั้น มรรคผลนิพพานมีอยู่ที่ใจนี้เท่านั้น ไม่นอกเหนือจากใจเลย นอกนั้นไม่มี ไม่มีอะไรความหมาย  กิเลสอยู่ที่ใจธรรมะอยู่ที่ใจ เอ้า เร่งลงตรงนี้ให้ดี

ท่านสอนทางด้านจิตตภาวนาคือความสงบ  ท่านสอนเรื่องความสงบเพราะเราก็ยังไม่สงบ จิตใจของเราไปหาท่านตอนนั้นกำลังเจริญแล้วเสื่อมๆ ท่านสอนเต็มเหนี่ยวเลย แล้วตอนท้ายท่านก็มาอนุโลมหรืออะไรลักษณะนั้น คือท่านให้เร่งทางด้านจิตตภาวนา ท่านอย่ากังวล เวลาพูดนะ ท่านมหาก็นับว่าเรียนมาพอสมควรถึงขั้นเป็นมหา แต่อย่าว่าผมประมาทธรรมพระพุทธเจ้านะ เวลานี้ตำราที่ท่านเรียนมา ปริยัติที่ท่านเรียนมานั้นยังไม่เกิดประโยชน์ ขอให้ท่านยกบูชาไว้เสียก่อน ให้ท่านเร่งทางด้านจิตใจด้วยจิตตภาวนาล้วนๆ

อย่าไปกังวลกับวิชาที่ท่านเรียนมามากน้อย มันจะมาคละมาเคล้า มาเตะมาถีบมายันกัน จะไม่เกิดผลประโยชน์ในการภาวนาเท่าที่ควร ให้ปล่อยเสียก่อน เรียนมามากน้อยเราก็เรียนมาแล้วอย่าไปกังวล ให้หมุนจิตลงสู่ความสงบ เราไม่ลืมนะ ยังไงจะสงบได้เท่าไรยิ่งเป็นการดี เอาตรงนี้นะ อย่าไปคิดเรื่องเรียนมามากน้อย เราเรียนมาแล้วมันจะไปไหน ท่านว่าอย่างนั้น เวลานี้ต้องการความสงบของใจ  แต่เวลาจิตที่จะวิ่งออกสู่ปริยัติ อันนี้เอาไว้ไม่อยู่ ตอนนี้ต้องเอาให้อยู่ในความสงบเสียก่อน เมื่อถึงขั้นมันออกรับกันแล้ว ปริยัติกับปฏิบัตินี้จะเอาไว้ไม่อยู่จะวิ่งประสานกัน เราไม่ลืมเลยนะ

เราก็เอาอย่างนั้นจริงๆ เพราะเราเป็นคนตับเดียว ท่านว่ายังไงมันก็ลงอย่างนั้น ไม่ยุ่งเลย กับปริยัติมากน้อยไม่ไปสนใจ นี่ภาคปฏิบัติ ทีนี้เวลามันรู้ขึ้นมาทางนี้ พอก้าวออกทางด้านปัญญา โอ๊ย เป็นอย่างว่าจริงๆ ออกทางด้านปัญญานี้วิ่งถึงปริยัติประสานกันๆ เอาไว้ไม่อยู่  จะอยู่ยังไงมันพุ่งๆ ของมันอยู่อย่างนั้น นั่น  ท่านพูดอะไรถูกหมดเลย นั่นละเร่งใหญ่ตลอดเวลาเลย 

ที่ทุกข์มากจริงๆ ก็เป็นเวลา ๙ ปีละเรา ทุกข์มากจริงๆ ยอมรับว่าทุกข์ ทุกข์มาก แล้วไปแต่องค์เดียวๆ ท่านก็เสริมเสียด้วย เราก็เป็นนิสัยอย่างนี้ด้วย  ถ้าไป ๒ องค์ก็เป็นน้ำไหลบ่า  มันหากเกรงอกเกรงใจกันอยู่โดยหลักธรรมชาตินั้นแหละ ถ้าไป ๒ องค์ สมมุติว่าเราอดอาหารแล้วท่านก็จะอดตาม แน่ะ มันก็ต้องเกรงใจ เอ๊ นี้ท่านอดนี้อดเพราะเราอดนะ ถ้าท่านไม่อดก็จะดูยังไง ท่านก็ต้องอดตาม แน่ะ มันคิดแล้วนะ ถ้าไปคนเดียวเราจะฉันก็ได้ไม่ฉันก็ได้ ป่าช้าอยู่กับเราคนเดียว ไม่มีน้ำไหลบ่าห่วงองค์นั้นองค์นี้ นี่ละที่เราชอบอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นเวลาไปถึงว่าจากนี้ไปบ้านนั้นๆ เดินจากนี้ไปนู้น ที่จะว่าขาดความพากเพียรไม่มี เดินจงกรมไปตลอด นั่น ไปคนเดียวเป็นอย่างนั้น ไปถึงแล้วก็เป็นถึงแล้ว ที่ว่าขาดความเพียรเพราะวันนี้เดินทางทั้งวันแล้วไม่ได้ทำความเพียร ไม่มี ไปอยู่ที่ไหนมันก็เป็นความเพียรตลอด ของบุคคลผู้เดียวซึ่งมีความรู้สึกตัวอยู่ตลอดด้วยสติ นั่น นี่ละจิตใจเมื่อได้พยายามรักษาอยู่ตลอดก็ปลอดภัยๆ มีความสงบเย็นเข้ามาเรื่อยๆ สติปัญญาเสริมกันเข้า ล้อมเข้าๆ หนาแน่นขึ้นๆ  มันก็แสดงความสว่างไสว นอกจากสงบแล้วเป็นความสว่างไสวขึ้นมา

แต่ก่อนเราไม่เคยเห็นความสว่างไสว ความแปลกประหลาดจะอยู่ที่ตรงไหน มันอยู่ที่ตรงกลางอกนี้นะ ไอ้เรื่องเรียนนั่นอยู่บนสมอง เวลาเราเรียนมากๆ จำมากๆ นี่สมองทื่อหมดนะ จนกระทั่งได้หยุดเสียก่อน เราจะพยายามจำเท่าไร มันไม่ยอมจำ สมองทื่อหมด แสดงว่าเวลาเรียนนี่มันทำงานบนสมอง แต่เวลาภาวนานี้ไม่มี สงบมากน้อยอยู่ที่ตรงนี้ๆ จนกระทั่งมีความสว่างไสวแพรวพราวขนาดไหนอยู่ตรงนี้ๆ ไม่ขึ้นเลย นี่มันจึงชัดเจน

ทีนี้จิตเมื่อได้รับการบำรุงรักษาตลอด มันก็มีความสง่างามขึ้นมา มันก็รู้ความแปลกประหลาด เอ้อ มันอยู่ที่ใจ แน่ะ โลกกว้างแสนกว้างไม่มีที่ไหนเป็นจุดที่เด่น มีใจนี้เท่านั้น มาเด่นอยู่ที่ตรงนี้ๆ อะไรๆ เขาก็มีของเขา เขาไม่เห็นมีความหมายอะไร ตัวให้ความหมายก็คือใจไปหมายนั้นหมายนี้ ทีนี้ใจไม่หมายสิ่งใดก็มาตั้งเป็นตัวของตัวเด่นชัดอยู่ที่ตรงนี้ๆ เท่านั้นละ นั่นเป็นอย่างนั้นนะ จากนั้นก็ขึ้นเรื่อยๆ มันสว่างไสวขนาดไหนก็เคยพูดให้ฟังแล้ว  ถึงขั้นมันสว่างมันสว่างจริงๆ นี่นะ  ร่างกายของเรานี้ เรามองนี้มันเห็นเป็นรางๆ นะ  แต่ใจแท้นั้นพุ่งออกมานี้มันทะลุไปหมดเลย ว่างไปหมดเลย เพราะฉะนั้นถึงได้อัศจรรย์ตัวเองซิ โอ้โห จิตเรานี้ทำไมถึงอัศจรรย์ขนาดนี้เชียวนา

พูดถึงเรื่องความสว่างไสว สว่างไสวเหลือประมาณ ว่างไปหมดๆ ร่างกายมีอยู่มันก็ทะลุ มันเหมือนกับแก้วครอบตะเกียงเจ้าพายุนั่นละ คือหลอดไฟหรือไส้ตะเกียงเจ้าพายุนั่นเป็นความสว่าง แล้วมันทะลุแก้วครอบออกมาได้หมดเลย ทีนี้จิตเวลามันสว่างมันทะลุออกมาได้หมด  มองไปที่ไหนมันมีเป็นรางๆ อำนาจแห่งความรู้ความสว่างไสวนี้มันมีกำลังมากมันทะลุไปหมดเลย ถึงขนาดที่ว่า โอ้โหจิตเรานี้ทำไมถึงได้สว่างไสวเอานักหนา ถึงอัศจรรย์เอานักหนา อัศจรรย์ตัวเอง มันก็เป็นอยู่ตรงนี้ไม่ได้เป็นอยู่ข้างบน มันเห็นชัดๆ อย่างนี้ อยู่ที่ไหนมันก็รื่นเริงบันเทิงอยู่กับอันเดียวนี้เท่านั้น ไม่ได้อยู่กับอะไรโลกธาตุนี้ อยู่กับอันนี้

ความทุกข์เวลามันทุกข์มันก็มาทุกข์อยู่ที่ใจ บีบหัวใจเรา  เวลาทุกข์เหล่านั้นจางไป ความสุขที่เกิดขึ้นจากธรรมที่เรารักษาได้มากน้อย มันก็กระจ่างขึ้นที่นี่ เด่นขึ้นที่นี่ ความสุขก็เด่นขึ้นที่ใจเช่นเดียวกับความทุกข์เด่นขึ้นที่ใจของผู้ที่ยังไม่มีการอบรม เป็นอย่างนั้นนะ เด่นขึ้นๆ จนกระทั่งอัศจรรย์ตัวเอง  จากนั้นแล้วมันก็ยิ่งละเอียดเข้าไปๆ ทางนี้ก็หมุนตามเข้าไปเรื่อยๆ อะไรก็หมดๆ ถ้าว่าว่าง มันว่างเสียหมดเลย โลกธาตุนี้ ทั้งๆ ที่ยังมีกิเลสอยู่นะมันยังว่างไปหมดเลย แต่ตัวในยังไม่ว่าง นั่น คือจิตนี้ยังยึดตัวเองอยู่ มันไม่ว่างตรงนี้ แต่ไม่รู้ว่ามันไม่ว่าง เหมือนคนที่เข้าไปในห้อง  ห้องนี้ว่างนะห้องนี้โล่งนะ พอเดินเข้าไปแล้วยืน ห้องนี้โล่งหมดจริงๆ แต่ลืมตัวเองที่ไปยืนขวางห้องอยู่ในกลางห้องนั้น

มันไม่ว่างคือผู้นี้ไปยืนขวางห้อง ถ้าอยากให้ห้องว่าง ออกมาซิเข้าใจไหมล่ะ พอออกมาห้องก็ว่างเต็มที่ อันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างว่างหมด แต่จิตนี้ยังไม่ว่างตัวเอง ยังยึดตัวเองอยู่  อะไรจะว่างก็ตาม แต่ตัวนี้มันไม่ว่างตัวเอง มันก็ไม่รู้   พอมันย้อนเข้ามา มาซัดตัวนี้เสียว่างไป ขาดสะบั้นไปด้วยกัน แล้วทีนี้ข้างนอกข้างในว่าง เหมือนห้องนี้ไม่มีใครอยู่ ว่างหมด นั่นเห็นไหมล่ะ มันเห็นชัดๆ อย่างนั้นแล้วจะสงสัยอะไร ทีนี้เรียกว่าว่างหมดเลย ไม่มีที่จะสงสัยสนเท่ห์ตรงไหนว่ายังมีลี้ลับตรงไหน มันว่างไปหมดเลยโลกธาตุ

นี่ละอำนาจแห่งการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบอย่างนี้ตลอดมา สดๆ ร้อนๆ อย่างนี้ตลอดมาและจะตลอดไป ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติ ธรรมจะเป็นธรรมตลอดไป  เหมือนกับกิเลสที่มีผู้สนใจทั่วโลกดินแดน มันก็เป็นกิเลสตลอดไป แสดงผลให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายตลอดมาและจะตลอดไปอีกเช่นเดียวกัน ทีนี้เมื่อมันไม่มีทั้งสองวัดกันเพราะเราไม่ได้เรียน มันก็ไม่ทราบว่าใครจะสอนใครได้ นี้ก็สอนพอให้เข้าใจกันแล้ว กิเลสกับธรรมเกิดอยู่ที่ใจนะ ให้รู้อย่างนี้ กิเลสเกิดที่ใจ ธรรมเกิดที่ใจอยู่ที่ใจด้วยกัน  กิเลสแสดงเรื่องของกิเลสไป หนักแน่นไปทางกิเลส กิเลสไปฝ่ายต่ำทราม ความคิดความเห็นมันก็ดันออกไปทางฝ่ายต่ำทรามๆ คิดอยากได้นั้นอยากได้ คิดโกรธ คิดเคียด คิดแค้น ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหาเป็นเรื่องของกิเลส มันก็หมุนของมันไปเรื่องกิเลส แล้วก็ต่ำลงๆ นั่น นี่เรื่องของกิเลส 

ทีนี้เรื่องของธรรม เราคิดถึงฝ่ายบุญฝ่ายกุศล จากนั้นคิดถึงการบำเพ็ญตัวเอง แล้วก็ยิ่งเด่นขึ้นๆ นี้เป็นฝ่ายธรรม ผลก็ปรากฏขึ้นเป็นความสงบร่มเย็น นี่ธรรมเมื่อเราเสาะแสวงหาธรรม ธรรมจะเกิด เป็นผลให้เราได้รับเป็นความภาคภูมิใจเป็นลำดับลำดา กิเลสมันก็สดๆ ร้อนๆ ถ้าหมุนไปตามมัน มันก็เป็นอย่างนั้นตลอดไป ให้จำเอานะ ใจนี้เป็นภาชนะรับได้ทั้งกิเลสและธรรม เวลานี้ธรรมยังไม่มีก็มีแต่กิเลส มันถึงบีบบี้สีไฟ ใครอยู่ที่ไหนไม่พ้นที่กิเลสจะเหยียบย่ำทำลายตลอดไป เพราะฉะนั้นท่านถึงให้ชำระ

แล้วศาสนาใดที่จะมาสอนว่ากิเลสอยู่ในหัวใจ ให้ชำระซักฟอกออกไม่มี มีพุทธศาสนาของเราเท่านั้น ถึงว่ายอมเลยเรา พอฟาดอันนี้กระจายออกจากใจหมดแล้ว ไม่มีอะไรเข้ามาบีบบี้สีไฟ หมด นี่ก็เพราะโอวาทคำสอนพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วด้วยสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว พระองค์ดำเนินมาชอบแล้วเป็นศาสดาเอกมาสอนโลก ก็เป็นธรรมอันเอก ผู้ปฏิบัติตามก็ตักตวงเอามรรคผลนิพพานขึ้นมาตลอดไปเลย พากันจำเอา มีเท่านี้ละ เราจะไปหาศาสนาไหน อย่าไปให้เสียเวล่ำเวลา แม่นยำ เราเอาตัวของเราออกยันเลยนะ  เรื่องความมืดบอดมาแต่ก่อนก็เคยเล่าให้ฟัง มันก็เหมือนโลกทั่วๆ ไป  เวลาชำระเข้าไปเรื่อยๆ มันก็ค่อยเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยจิตดวงนี้

คือสิ่งหุ้มห่อปกปิดกำบัง ถูกชำระแล้วมันก็ค่อยเปลี่ยนตัวไปค่อยจางไปๆ ความสง่าผ่าเผยของอรรถของธรรมที่เราบำเพ็ญอยู่ ก็ค่อยสอดแทรกแสงสว่างขึ้นมา อันเหล่านี้ก็ค่อยจางไปๆ ฟาดเสียจนกระทั่งโล่งหมดโลกธาตุ อย่างที่ท่านพูด.สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ สดๆ ร้อนๆ นะ ท่านสอนพระโมฆราช ใครก็มีกิเลสเหมือนพระโมฆ ราช กิเลสเป็นเครื่องปิดบังทำให้โลกมืดบอด ก็คือหัวใจนั้นแหละมืดบอด ท่านจึงสอน ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิ ความเป็นก้อนเป็นกอบเป็นกำ ว่าเราว่าของเรานั้นออก แล้วจะพึงข้ามพ้นพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะตามไม่ทันผู้พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่าอย่างนี้ นี่แปลออก 

นี่ท่านสอนพระโมฆราชที่ถูกกิเลสปิดไม่ให้โลกว่าง ให้โลกมืดมิดปิดตา เปิดกิเลสออกแล้ว พระโมฆราชก็ว่างเลย พุ่งเลย เอ้า กิเลสก็แบบเดียวกัน เราก็เท่ากับพระโมฆราชด้วยกันทั้งนั้น สอนออกมาที่นี่ ทำอย่างนี้แล้วเป็นแบบเดียวกัน จะผิดกันไปไหน จ้าไปหมดเลย ท่านว่า สุญฺญโต โลกํ โลกว่าง ต้นไม้ ภูเขา ไม่ปฏิเสธ ว่าว่างแล้วเขาจะไม่มี หัวใจเราว่างต่างหากสิ่งที่มีนั้นเขาไม่รู้ความหมายของเขาว่ามีหรือไม่มี  แต่ผู้นี้เป็นผู้ไปให้ความหมายดีชั่วต่างๆ ตำหนิติเตียนเขา พอผู้นี้ได้รู้แล้ว ทุกๆ อย่างรอบคอบขอบชิดไปหมดแล้วก็ว่างจริงๆ เสียด้วย เห็นอยู่ ธรรมชาตินี้มันว่างไปหมดจะให้ว่าไง สิ่งไหนก็มีๆ ซี  มันไม่ได้มาปิดความว่างในหัวใจได้ ว่างตลอดเวลาทั้งๆ ที่ต้นไม้ภูเขามีอยู่อย่างนั้นแหละ  จิตดวงนี้ก็ว่างตลอดเวลา นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า

เราก็ยิ่งจวนตายเข้ามาๆ สอนถึงเด็ดเผ็ดร้อนเข้าไปเรื่อยๆ ไม่งั้นจะตายกองกันอยู่นี่น่ะ นี้ละความห่วงใย โลกที่มันจะตายกองกันอยู่นี่  การดุการด่าการลากการเข็น จะหนักขนาดไหนถึงถลอกปอกเปิกแต่เจ็บนิดเดียว  ไม่ได้เจ็บมากเหมือนไปจมอยู่ในนรกนะ จมในนรกกี่กัปกี่กัลป์ทุกข์มากไหม  ลากกันขึ้นมานี้เพียงถลอกปอกเปิก โอ๊ย ท่านดุนะ ว่าช่างหัวมัน ลากมันขึ้นจากหล่มลึก มันเจ็บบ้างก็ช่างหัวมันซีใช่ไหม มันไม่เหมือนตกนรกนี่นะ แน่ะ เราเอาอย่างนั้น เข้าใจ พากันจำเอานะ

โอ๊ย มันทุเรศจริงๆ เราก็ไม่เคยเป็นจิตดวงนี้ นี่ละเห็นไหมเวลาธรรมพระพุทธเจ้าเปิดเข้าไปๆ มันมืดอยู่เหมือนกันหมด  ประหนึ่งว่าจะไม่มีทางเข้าทางออกตลอดไปเลย แต่เมื่อมีธรรมแทรกเข้าไปมันก็เปิดออกๆ เปิดออกจนกระทั่งมันโล่งไปหมดเลย นี่ละอำนาจของธรรม พากันจำเอานะ ธรรมมีหรือไม่มี พิจารณาซิ ศาสดาองค์เอกเป็นผู้มาสอนโดยแท้ แล้วธรรมยังจะไม่มีหรือถ้ามันไม่บอดเสียจนเกินไปมนุษย์เรานี้น่ะ เอาละพอ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก