ภาวนาคือยาแก้กิเลส
วันที่ 26 เมษายน 2546 เวลา 19:00 น.
สถานที่ : วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ (ค่ำ)

ภาวนาคือยาแก้กิเลส

         มันเหนื่อยมันไม่อยากพูดอะไรนะ มาก็มาดูหน้ากันเอาก็แล้วกัน ต่างคนต่างมีหน้าต่างคนต่างมีตา ก็ต่างคนต่างดูกันเอา พูดมันก็หมดแล้วจะให้ว่าไง วันนี้ไปเทศน์ที่นั่นก็ตั้งชั่วโมงเต็มๆ ไม่ใช่เล่น เทศน์เหนื่อยนะ เทศน์นี้เหนื่อย แต่ก่อนยังหนุ่มยังน้อยนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง เวลายังหนุ่มน้อยมันไม่มีอะไร ปั๊บนี่พุ่งๆ เลย คือธาตุขันธ์เราไม่บกพร่องอะไร ยังหนุ่มยังน้อยมันไม่ได้เป็นกังวลกับเรื่องการเทศน์นี่นะ คือธาตุขันธ์มันพร้อมทุกอย่างๆ เลย ทีนี้เวลาเป็นโรคหัวใจนี่มันต้องได้ระวัง..จากนั้นมาก็เลยลด ไม่เอาละ ทีนี้เทศน์เลยเป็นคนละคนไปเลย

ทุกวันนี้มันอย่างว่าละ เราเป็นคนเทศน์เอง เทศน์มันสะเปะสะปะ ทีนี้ยิ่งเพิ่มความหลงหน้าหลงหลังเข้าไปอีกเดี๋ยวนี้ เทศน์วกวนก็มี หลงหน้าหลงหลัง แต่ก่อนเทศน์ธาตุขันธ์ไม่ได้เป็นกังวล มันคล่องตัวของมันไปเลย อย่างหนึ่งก็เป็นตามนิสัย เราถ้าลงเริ่มขึ้นแล้วปั๊บ แล้วก็ต่อเรื่อยตลอด ที่จะหยุดจะพักอยู่ธรรมดาๆ แล้วค่อยเทศน์ ไม่มี พอเริ่มขึ้นแล้วก็เรื่อยๆ มักจะเร่งไปข้างหน้าเรื่อย ให้อ่อนข้างหน้าไม่อ่อน สุ้มเสียงทุกอย่างมันจะเร่ง ยิ่งเป็นธรรมะขั้นสูงด้วยแล้ว มันก็ยิ่งเร่งของมัน

เราฟังตั้งแต่สมัยนู้น ธาตุขันธ์ยังดี มันก็มีเทป เทปเข้ามาวัดใหม่ๆ เราเป็นคนเทศน์ พระท่านอัดเทปเอาไว้ พอเทศน์จบนั้นแล้ว ว่างๆ เอ้าลองเปิดให้เราฟังดูซิ มีแต่เราเทศน์ ทีนี้เราจะฟังเทศน์เราลองดูเป็นยังไง เทศน์สอนพระด้วยนะ เทศน์สอนพระเป็นธรรมะขั้นสูง เรียกว่าแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วตลอดเลย ให้พระเปิดให้ฟัง โอ้โห มันพิลึกนะ จนเจ้าของเองก็ได้ออกอุทาน โอ้โห มันเทศน์อะไรนักหนา เหมือนปืนกลเลย ไหลไปเลย ลมหายใจ หายใจไม่ทันบางที มันดังฟิ้วเลย คือกำลังเทศน์เนื้อธรรมยังไม่จบ ยังไม่หมด ลมหายใจหมดก่อน รีบสูบลมหายใจให้ทันกับเนื้อธรรมที่กำลังเร่ง ลมหายใจดังฟิ้วๆ โธ่ พิลึก

นั่นละตอนธาตุขันธ์ยังดี มันก็ไม่เห็นเมื่อยเห็นเพลียอะไร เวลามันเทศน์ของมัน  ก็เหมือนนักมวยต่อยกันบนเวที ไม่ทราบใครเมื่อยไม่เมื่อย ไม่สนใจ ทีนี้เวลาเทศน์มันก็เป็นปัจจุบันของมันเรื่อย โอ้โห มันขนาดนี้เชียวเหรอ เจ้าของละว่าเจ้าของเอง มันยังไงกัน มันเหมือนปืนกล เสียงติดกันจนฟังจะไม่ทันเวลามันเร่งของมัน

พอมาโรคหัวใจเกิดขึ้นปี ๒๕๐๖ นั่นละ ตั้งแต่นั้นมาล้มไปเลยเชียว หยุดไม่เอาเลย รับแขกรับคนก็ไม่ได้ หลบหนี อยู่ในวัดไม่ได้มีแขก ต้องขโมยหนีเอา จะไปไหนไม่บอกใคร รถมาปั๊บแล้วขึ้นรถปั๊บ หนีไปเลย กี่วันก็ตามหนีไปเลย เงียบ บางทีก็โดดมาหลบซ่อนอยู่ทางเมืองชล เกือบสองอาทิตย์ก็มี มาอยู่วัดไม่ได้นะ แขกคนมามาก มาทางนี้ก็ต้องขู่เอาไว้ เราบอกเรามาหลบแขกหลบคนนะ โรคหัวใจ มาจังหันมาได้เราก็บอกอย่างนั้น เพราะอยู่ที่นั่นก็เต็ม คนไปจังหันเต็มหมดเลย พอฉันเสร็จแล้วไล่เลิกหนีหมดเลย

ว่าอะไรมันจริงนี่เรา ถ้าว่าไปเลิก ไล่เอาจริงๆ จึงไม่มีใครกวน อยู่อย่างงั้นละหลบ อยู่ในวัดนี้ โอ๊ย พวกหนึ่งไม่มา เอ้า พวกหนึ่งมา มาอยู่อย่างนั้นตลอด ทีนี้มันก็จำต้องได้รับ พูดมันจะตาย พูดไม่ได้ ตั้งแต่ ๒๕๐๖ ไปถึง ๒๕๑๒-๑๓ พอมีฟื้นขึ้นบ้างเล็กน้อย ตั้งแต่ ๒๕๐๖ ถึง ๒๕๑๒ นี้ไม่ได้เลย รับแขกก็ไม่ได้ เทศน์ก็ไม่ได้ นี่ละ ๒๕๑๓-๑๔ ไปค่อยมีบ้าง ได้บ้างเล็กน้อย ตั้งแต่ ๒๕๒๐ ที่เทศน์สอนคุณเพา ได้หนังสือสองเล่ม คือศาสนาอยู่ที่ไหนและธรรมะชุดเตรียมพร้อม หนาๆ  นี่เทศน์สอนคุณเพาพงา อย่างนั้นละเรา

เขาอยู่กรุงเทพฯ เขาเขียนจดหมายไปหาเรา ว่าจะขอมาพักภาวนาที่วัดป่าบ้านตาด หมอเขาบอกว่าหมดหวังแล้ว อย่างนานไม่เลย ๖ เดือน ตายเขาว่างั้น เลยเขียนจดหมายไปหาเรา เราอ่านจดหมายแล้ว เราก็ตอบมา ถ้าจะไปธรรมดาๆ นี้ ไอ้เรื่องที่รับกันมันก็จะเป็นธรรมดาไป คุณค่าแห่งการไปไม่ค่อยมี เราตอบ ถ้าไปเป็นแบบนักรบแล้ว ไปได้เราว่า พอจดหมายถึงเขาตอนเย็น เขาเตรียมของเดี๋ยวนั้นเลย ได้รับจดหมายเราแล้ว เตรียมเดี๋ยวนั้นขึ้นรถเลย ตอนเช้าถึงวัด อ้าว ได้รับจดหมายหรือยัง ก็จดหมายเพิ่งส่งไปนี่น่ะ ได้รับหรือยัง รับแล้ว รับจดหมายแล้วก็มานี้แหละว่างั้น

พอรับจดหมายแล้วเตรียมของวันนั้นเลย ขึ้นรถมาเลย เพราะฉะนั้นจึงมาถึงแต่เช้านี้ นี่เข้าแล้วกับประโยคที่สอง ประโยคที่หนึ่งอย่างที่เราว่าไป มันก็ไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไร ไปหรือไม่ไปก็พอๆ กัน เรียกว่าพูดแบบจืดๆ มาละ ถ้าไปด้วยความเห็นภัยจริงๆ ไปได้ แน่ะ เราก็ว่า เขาก็รับ เขาก็มาแบบประโยคที่สอง พอรับจดหมายเขามาเลย ถึงตั้งแต่ตอนเช้า พอเขาไปถึงแล้ว เราก็เดินเข้าไปในครัวนู้นเลย เอ้ากุฏิสองหลังนี้ให้เลือกเอา หลังหนึ่งกุฏิที่คุณอุไรอยู่ หลังหนึ่งคุณหญิงมิสกมานอยู่ สองหลังนี้ให้เลือกเอา เพราะตอนนั้นกุฏิมันก็ว่างอยู่ เอ้าจะเลือกหลังไหนให้เลือกเอา เขาก็เอาหลังคุณหญิงมิสกมานอยู่ นั่นเขาไปประโยคที่สอง

เมื่อเขาไปแล้ว ตอนเย็นเราก็เข้าไปเทศน์เลย เทศน์ทุกวัน เว้นแต่วันไหนที่เราประชุมพระ เราก็บอกวันพรุ่งนี้จะไม่ได้เข้ามา ถ้าวันไหนไม่บอกก็เข้าไป พอตกอย่างทุกวันนี้ก็ประมาณสักหกโมงครึ่ง เข้าไปแล้วละ อย่างทุกวันนี้หกโมงครึ่งยังไม่มืดใช่ไหมล่ะ ท่านปัญญาละตามเข้าไปด้วย ไปอัดเทป เราเป็นคนเทศน์ เทศน์ทุกวันเลย เว้นแต่วันประชุมหรือวันเราไม่อยู่มีธุระเราก็สั่งไว้ วันเช่นนั้นไม่ไป นอกนั้นไปทุกวัน นั่นเห็นไหมล่ะ เขาไปเพื่ออะไร ประโยคที่สองเอาจริงจัง ทางนี้ก็ซัดจริงจังเลย เทศน์มันร้อยกว่ากัณฑ์ละมั้ง ได้หนังสือสองเล่ม เล่มมันหนาขนาดนี้ ถอดเทปมาพิมพ์ นั่นแหละเริ่มเทศน์ได้แต่นั้น ไม่มากก็ได้ ต่อนั้นมาก็ค่อยได้ไปเรื่อยๆ เทศน์ทุกวันๆ เลย

นี่ละที่โยมแม่ได้ฟังติดกันไปเลย โยมมารดาของเรา เวลาไปเทศน์ตอนนั้นก็โยมมารดามาฟังด้วยทุกวันๆ แล้วได้ผลมากด้วยนะ เวลาเราไปเทศน์ คือจิตบอกว่ารวมได้ทุกวัน ไม่มีพลาด ไม่ว่าเทศน์กัณฑ์ไหนว่างั้น พอเริ่มเทศน์จิตเริ่มจ่อลง สงบแน่วๆ ทุกกัณฑ์เลย โหย ดีกว่าเราภาวนาโดยลำพังอย่างมากทีเดียว คือเวลาฟังเทศน์นี่ไม่ต้องบังคับ พอท่านเริ่มเทศน์ จิตก็เริ่มจ่อสติจ่อเลย ธรรมะเหมือนว่ากล่อมลงๆ จิตก็แน่วๆ ทุกวัน ไม่ต้องบังคับว่างั้น

จึงได้บอก โยมแม่ละบอกกับเราเองว่า นี่ถ้าไม่มีแขกมีคนก็ตาม หากอาจารย์ว่างวันไหน ขอนิมนต์มาเทศน์ให้แม่ฟังด้วย ได้ฟังเทศน์อาจารย์ไม่ได้บังคับจิต แล้วได้กำลังทุกวันๆ ว่าอย่างนั้น ถ้าภาวนาโดยลำพังเจ้าของนี้ นั่งจนหลังจะหักมันก็ไม่ยอมลง จิต ว่างั้นนะ แต่เวลาฟังเทศน์นี้ไม่มีพลาดเลย ได้ทุกกัณฑ์ เราก็เห็นใจเหมือนกัน แต่งานเราก็มาก เพราะฉะนั้นวันไหนถ้าอาจารย์ว่าง ไม่มีแขกมาก็ตาม ขอนิมนต์มาเทศน์ให้แม่ฟังด้วยว่างั้น คือตามธรรมดาถ้ามีแขกมานี้ บางทีมีทั้งผู้หญิงมีทั้งผู้ชาย แต่ก่อนแขกไม่ติดกันอย่างทุกวันนี้ พอเวลาแขกมาก็ยกผลประโยชน์ให้ฝ่ายผู้หญิงเสีย ฝ่ายผู้ชายก็ไปกับเรา เข้าไปในครัว ฝ่ายผู้หญิงก็รออยู่ทางโน้น ถ้ามีแต่ผู้หญิง เราก็ไปกับท่านปัญญาเท่านั้นแหละไปด้วยกัน ถ้ามีผู้ชายด้วยก็ให้เขาติดตามไปด้วย

โยมแม่ได้ฟังเทศน์ติดกันตลอดนั่นละ ได้กำลังมากจริงๆ บอกๆ เลยนะ รู้สึกว่าได้กำลังมากทางด้านจิตใจ ใจแน่นหนามั่นคงขึ้นมาก นั่นละเรื่องราวมัน โยมแม่จึงค่อยได้หลักได้เกณฑ์ ภาวนาดีนะโยมแม่ แล้วก็มีอันหนึ่งที่ว่า เทศน์นี้ไม่ใช่เทศน์อาจารย์ แม่ไม่อยากฟัง ว่างั้นเลยนะ เดี๋ยวนี้แม่มันหูสูงแล้ว แล้วแม่กับลูกจะว่าไง ทางนี้ก็สอดเข้าปั๊บเลย ว่าเดี๋ยวนี้แม่หูสูงแล้วนะ ระวังนะหูสูงเดี๋ยวมันเป็นหูหมานะ โยมแม่ก็แว้ดขึ้นเลย มันจะเป็นหูหมายังไง หูคนแท้ๆ อ๋อ มันก็เป็นตรงที่สูงๆ นั่นแหละ หูสูง ใครเทศน์ไม่อยากฟัง ถ้าไม่ใช่อาจารย์แล้วไม่อยากฟัง แล้วก็ซ้ำเข้าอีก อาจารย์เทศน์ไม่ได้เหมือนใครเทศน์ว่างั้น เทศน์เหมือนกับตีเข้าไปๆ จิตหมอบเข้าไปเรื่อยๆ ว่างั้น เพราะงั้นแม่จึงไม่อยากฟัง แล้วได้ประโยชน์จริงๆ

เวลาเข้าไปหาโยมแม่ก็ไปยืนอยู่หน้ากุฏิ เพราะส่วนมากมีลูกมีเต้าอยู่ด้วยอยู่ข้างใน ไปยืนอยู่หน้ากุฏิ เป็นยังไงล่ะอาการอย่างนั้นแหละ คือป่วยหนักเข้าๆ ยิ่งจวนตัวเข้ามานี้ เราเข้าไป ไปถาม เป็นยังไงเรื่องจิตใจน่ะ ตอบผึงออกมาเลย โอ๊ย จิตใจแม่ดีอยู่ แม่ไม่วิตกวิจารณ์ นั่น อย่างนั้นแล้วจิตถ้ามันได้หลัก ฟังซิ จิตใจแม่สว่างไสวอยู่ตลอดเวลา ไม่วิตกวิจารณ์กับเรื่องความเป็นความตาย นั่นเห็นไหมล่ะ แม่ไม่ได้กังวลถึงธาตุขันธ์จะเป็นอยู่ขนาดนี้ ถึงขนาดที่จะลุกไม่ขึ้น แม่ก็ไม่ได้กังวล นั่น

นี่ไปถามใครที่ไหน พูดออกมาเองจากภาคปฏิบัติของตัว จิตใจแม่ดีว่างั้นเลย ไม่หวั่นไม่ไหว นั่น เราก็ไปยืนอยู่หน้ากุฏิเท่านั้น ถามสองสามประโยคแล้วก็ออกมา ที่นี่เวลาจะถึงวันแล้ว พอตื่นเช้ามาก็บอกลูกเลย นี่แม่จะไม่พ้นวันนี้นะ ดูอาการอ่อนมากแล้ว พอประมาณเขาไปบอก ๘ โมง ๔๕ นาที ตอนเช้า เรากำลังฉันจังหันอยู่ ไปบอก ๘ โมง ๔๕ นาที ว่าโยมแม่เสียแล้วว่างั้น เอ้อ เอาเสียก็เสียไปละ ผู้ยังไม่เสียก็จะฉันจังหัน เราก็ว่าอย่างนั้น เราก็พูดอย่างสบาย ก็มันเรียนมาจบหมดแล้วจะไปตื่นมันอะไร ผู้ตายก็ตายไป ผู้ยังไม่ตายก็จะฉันจังหันเราก็ว่า ฉันเสร็จแล้วถึงจะเข้าไปนะ บอกสั่งเขาแล้ว

พอเสร็จธุระอะไรเรียบร้อยแล้ว เราเข้าไป สั่งจัดนั้นจัดนี้ เพราะได้บอกโยมแม่ไว้แล้วว่าเรื่องเป็นเรื่องตาย โยมแม่อย่ามากังวล เรื่องศพเรื่องเมรุ เรื่องการเผาการอะไร บอกว่าที่เผาของโยมแม่อยู่ที่หน้าศาลา เราบอกไว้เลยนะ จะไม่ไปเผาป่าช้าอะไรที่ไหนละ จะเผาที่หน้าศาลา อาตมาเองจะเป็นเจ้าภาพ เป็นผู้ดูแลศพของโยมแม่ทุกกระเบียด จึงไม่ต้องมาเป็นกังวล สั่งเรียบร้อย เวลาโยมแม่ตายก็เอาไปเผาที่นั่น ที่หน้าศาลา หน้าบันไดศาลา ก็อย่างนั้นแล้ว

คือจิตแต่ก่อนก็ไม่เคยพูด ทีนี้เวลาได้อบรมจิตดีแล้ว มันพูดได้สบายๆ แม่ไม่ได้เป็นกังวลนะกับเรื่องความตาย จิตแม่สว่างไสวดี บอกอย่างนั้นเลย เราเข้าใจทันที พูดคำไหนออกมามันก็เข้าใจ ก็เราเป็นคนสอนเองนี่วะ แย็บออกมาตรงไหนมันก็เข้าใจ โยมแม่นับว่าดีอยู่ การภาวนาดี นิสัยฉลาดอยู่นะ โยมแม่ฉลาด แต่โยมพ่อนี่ โอ๊ย โง่เหมือนหมาตาย อ้าวเป็นอย่างนั้นจริงๆ โยมแม่ฉลาด ดูน้ำหนักต่างกันมาก โยมพ่อกับโยมแม่ ความโง่ความฉลาด โยมแม่ฉลาด โยมพ่อน่ะมันเหมือนหมาตาย โง่ นี่ละการอบรมจิตใจ

เราจึงได้พูดแล้วพูดเล่า ยิ่งจวนจะตายเท่าไร ยิ่งเป็นห่วงบรรดาพี่น้องชาวพุทธเรา สาระสำคัญไม่อยู่ที่ไหนนะ มาอยู่ที่จิตทั้งนั้น ความรู้นี่มันแตกซ่านออกไป มันหมุนตามกิเลสตัณหา หาราค่ำราคาไม่ได้นะ มันวิ่งตามกิเลสฉุดไปลากไป อยากได้นั้นอยากเห็นนี้ อยากรู้นั้น คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ หมุนอยู่ภายใน เราก็หลงตามมัน ไม่เป็นตัวของตัว จิตเป็นนักรู้ๆ ก็รู้ตามกิเลส วิ่งตามกิเลสเสีย ไม่ใช่เป็นความรู้ ที่เป็นสาระสำคัญ ทีนี้เวลาอบรมเข้าๆ ความรู้ที่มันซ่าน มันวิ่งไปตามกิเลส และหาราค่ำราคาไม่ได้นั้น มันค่อยหดตัวเข้ามาๆ มารวมเป็นความรู้อยู่ภายในใจ นั่น ที่นี่เริ่มแล้วนะ เริ่มจะเห็นสาระ

เริ่มเห็นทีแรกก็คือจิตสงบจิตรวม ถ้าจิตรวมเห็นในวันนั้นละ จิตไม่เคยรวมมันก็ไม่เคยเห็นความแปลก เห็นแต่อันนั้นดีอันนี้ดี ดีอยู่แต่ภายนอก เจ้าของซึ่งเป็นนักรู้วิ่งตามเขา นี่จิตที่ไม่ได้รับการอบรมเป็นอย่างนั้น ทีนี้เวลาอบรมแล้ว พอมันสงบผ่องใสขึ้นมา มันก็เห็นจุดที่จับได้ละที่นี่ เห็นความแปลกประหลาด รู้สึกตื่นเต้นภายในตัวเอง เอ๊ ความสุขนี้เราหามาตั้งแต่วันเกิด ไม่เห็นเจอที่ไหน บทเวลาเจอมาเจอที่จิต นั่น มันถามใครเมื่อไร รู้ โอ๊ มันมีอยู่ที่จิตนะความสุข ความแปลกประหลาดอัศจรรย์มีอยู่ที่จิต นั่น ไปถามใครที่ไหน ก็มันรู้ขึ้นมาที่จิต

พอจิตสงบลงไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง อันเป็นเครื่องกังวลของกิเลสก่อกวนมันสงบตัวลง จิตสบาย จากนั้นก็มีสว่างไสวออกมา สงบสบาย สว่างไสวขึ้นภายในใจ นี่ละจุดเด่นของคนเราอยู่ที่ใจนะ ไม่ได้อยู่ที่ภายนอกดังที่กิเลสมันลากไปให้อันนั้นดีอันนี้ดีทั่วโลกดินแดน แต่ไม่เห็นมีอะไรดี ถูกหลอกเฉยๆ ทีนี้เวลาเป็นทุกข์ แต่ก่อนมันก็เป็นทุกข์ มันเป็นทุกข์ทั้งใจหมดทั้งตัวด้วยนะ ใจที่ไม่ได้รับการอบรม เป็นทุกข์เพราะกิเลส มันพาให้คิดให้ยุ่งมากๆ เป็นทุกข์มาก

ทีนี้เวลาเราได้อบรมจิตของเราสงบแล้ว มันก็เห็นโทษของความทุกข์ เพราะมันเห็นคุณค่าของความสงบซึ่งเป็นธรรมแก้กัน จิตของเราสงบเป็นความสุขอย่างนี้ๆ นั่น จิตของเราเป็นทุกข์ เพราะความยุ่งเหยิงวุ่นวาย เนื่องจากจิตมันออกไปอย่างนั้นๆ นั่นมันก็ค่อยรู้เข้ามา ค่อยปรับปรุงเจ้าของ วันไหนจิตไม่สบายมันก็รู้ เอ้อวันนี้ไม่สบาย ได้ตำหนิแล้ว ตำหนิจิตดวงที่เคยสบาย มันพลิกไปทางไม่สบาย คือพลิกไปตามกิเลส มันก็หาความสบายไม่ได้ เวลาพลิกมาหาธรรม เอาธรรมแก้เข้าไป เป็นความสงบเย็นขึ้นมาด้วยบทภาวนา จิตค่อยสงบเข้ามาๆ ความรู้นี้เด่นขึ้นๆ อะไรๆ ก็เลยมาสำคัญอยู่กับความรู้ที่เด่นๆ ร่างกายเหล่านี้ก็ไม่สำคัญ สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญ มาสำคัญอยู่ที่ความรู้ที่เด่นๆ นั่น

มันจะเริ่มเห็นความสำคัญภายในตัวของเราแล้วที่จิตสงบ พอมันจับได้แล้วที่นี่มันก็ไม่ปล่อยละ เวลาจิตไม่สบายมันยุ่งแล้ว วันนี้ไม่สบาย ไปเห็นโทษมัน แต่เอาเข้ามาไม่ได้ ก็ยอมรับเสียก่อน หากเห็นโทษมันอยู่ ขยับไปขยับมาสักเดี๋ยวก็แก้เข้ามา แก้ได้แล้วสงบเข้ามาได้ นี่ละวิธีฝึกฝนอบรมจิตให้ท่านทั้งหลายดูเอา หลวงตาบัวตายจะไม่มีใครสอนอย่างนี้นะ พูดให้จังๆ เลย เพราะเราพูดอย่างไม่สะทกสะท้าน มันประจักษ์อยู่ที่หัวใจ การสอนพี่น้องทั้งหลาย ไม่ได้สอนแบบลูบๆ คลำๆ จากนู้นจากนี้นะ ถอดออกมาจากหัวใจ รู้อยู่ตลอดเวลาอกาลิโก ไม่มีว่าเผลอไปที่ไหน

จิตถ้าเป็นตัวของตัวเต็มสัดเต็มส่วนแล้ว ว่าเผลอที่ไหนไม่เผลอที่ไหน มันไม่เข้ามายุ่งได้เลย เผลอก็ดีไม่เผลอก็ดี เป็นเรื่องของสมมุติ อันนั้นเลยอยู่แล้วนั่น อันนั้นละที่ละเอียดสุด ทีนี้เวลาเราพยายามภาวนา ไม่ใช่อย่างอื่นที่จะระงับจิต ให้สงบจากความฟุ้งซ่านทั้งหลาย ด้วยวิธีบังคับอย่างอื่นใดไม่ได้ทั้งนั้น ต้องเป็นธรรมเป็นยาแก้กัน กิเลสเป็นฝ่ายอธรรมหรือเป็นข้าศึก ธรรมนี้เป็นคุณเป็นยาแก้กิเลสก็คือแก้ทุกข์ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ภาวนา

การภาวนานี้คือยาแก้กิเลส เวลามันยุ่งมาก เราจดจ่อทางคำภาวนาของเราให้มาก เช่นพุทโธ ใครชอบคำไหนก็ตาม ตามแต่จริตนิสัยชอบ พุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรือธรรมบทอื่นใดก็ตาม ขอให้ถูกกับจริต ให้นำมาบริกรรม ให้จิตเกาะอยู่กับคำบริกรรมนั้น ให้รู้อยู่กับนั้น เช่นพุทโธๆ ก็ให้รู้อยู่กับพุทโธ สติควบคุมอยู่นี้ มันอยากคิดไปไหน บังคับไว้ไม่ให้คิด คำว่าอยากคิดคือกิเลสละมันลากออกไป ให้อยากๆ นี่ละกำลังของกิเลส มันอยากให้คิดนั้นคิดนี้

มันอยากเราก็ไม่ออกไป เราบังคับไว้ไม่ยอมให้มันออก นี่เรียกว่าบังคับกัน ในเบื้องต้นเป็นอย่างนั้น บังคับไม่หยุด เอ้าทางนั้นอยากมาก ทางนี้ตั้งใจบังคับมากเข้า สักเดี๋ยวสู้ทางธรรมไม่ได้ แล้วค่อยสงบเข้ามา สงบเข้ามาแล้วแน่วนิ่งนะ สงบแน่ว ความคิดความปรุงที่เป็นเรื่องของกิเลสสงบตัวไปด้วยอำนาจของการภาวนา นี้แหละที่เรียกว่าน้ำดับไฟ คือจิตฟุ้งซ่านรำคาญ ผสมกับกองทุกข์ไปในขณะเดียวกัน เราภาวนาบีบบังคับ พอจิตสงบมันก็เป็นน้ำดับไฟ ใจสบาย โล่ง พากันจำทุกคน

นี่แหละแก่นของศาสนาพุทธ พุทธศาสนาของเราอย่างแท้จริงคืออันนี้เอง นี่ละแก่นศาสนา รากแก้วของศาสนาคือการภาวนา ทีนี้เวลามันได้เท่านั้นละ จิตนี่มันจะผูกพันของมันอยู่ภายใน เป็นอารมณ์พออกพอใจอยู่ภายในตัวเองนั่นละ อย่างที่เราเรียนหนังสือหรือทำงานอะไรอยู่ก็ตาม จิตมันจะอยู่ในนี้ ผลที่เคยได้เคยสงบ ถึงมันจะไม่สงบมันก็เป็นอารมณ์กับความสงบ ที่เคยมีและผ่านไปแล้วนั้นอยู่นั่นแล ทีนี้จิตก็ค่อยตีตะล่อมเข้ามาและค่อยสงบ นี่ละที่สาระสำคัญเห็นได้ชัด ในร่างกายของเราทั้งหมดไม่มีอะไรเป็นสาระ มีจิตดวงรู้นี้เท่านั้นเป็นสาระ ยิ่งรู้เด่นเท่าไร ยิ่งเป็นสาระ ยิ่งแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นเป็นลำดับลำดา

ทีนี้มันก็จ้าขึ้นละซิ เมื่ออบรมบำรุงรักษาตลอด ไม่ให้กิเลสมาทำลาย เมื่อเจ้าของรักษาตลอดเวลาจิตก็ค่อยแคล้วคลาดปลอดภัยไป ความสงบเย็นใจก็มีหนาขึ้นๆ สว่างไสว นี่ละมันสว่างตรงนี้นะ ไม่ได้สว่างที่มันสมอง แต่ก่อนใครๆ ก็พูดว่า อะไรอยู่ที่มันสมองๆ เราก็เชื่อตามเขาเหมือนกัน เพราะเรายังไม่เคยได้อันนี้ เรียนหนังสือนี้บางทีจนกระทั่งสมองมึนงงหมดเลย คือบังคับให้มันจำ แต่มันไม่จำ คือสมองมันมึนงง มันทื่อพอแล้ว มันจำไม่ได้ ตกลงต้องหยุดเสียก่อน มันจำไม่ได้แล้ว บังคับให้จำก็ไม่ได้เรื่อง หยุดเสียก่อน พักผ่อนนอนหลับ เดี๋ยวตื่นขึ้นมาแล้วเรียนใหม่ มันทำงานอยู่ที่สมองนะ สมองจึงทื่อ

ทีนี้เวลาเรามาภาวนา มันไม่ได้ขึ้นนะ พอจิตเริ่มสงบ มันจะเริ่มสงบที่ทรวงอกของเรานี่แหละ ตรงกลางอกนี่ ไม่ต้องถามใครมันรู้เอง ค่อยสงบเข้าตรงนี้ แล้วค่อยผ่องใสสง่างามขึ้นมา งามที่ท่ามกลางอกๆ แล้วที่นี่เลยไม่มี แล้วมันจะผ่องใสขนาดไหนก็ตาม มันจะจ้าๆ ขึ้นโดยลำดับที่หัวอกเรา ไม่ได้ขึ้นนะ สุดท้ายจนกระทั่งจิตนี้มันสว่างกระจายไปหมด ร่างกายของเรานี้ประหนึ่งว่าไม่มีเลย อำนาจแห่งความสว่างไสวของใจนี้มันแทงทะลุไปหมด เหมือนกับแก้วครอบตะเกียงเจ้าพายุ ไส้ตะเกียงนั้นคือความสว่างของจิต มันทะลุออกไปร่างกายส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นเหมือนกับแก้วครอบ มันทะลุออกไปได้หมดเลย นั่น

แล้วไปถามใคร ก็มันเห็นอยู่ในตัวเอง มันสว่างออกไปๆ ถึงขั้นสว่างเป็นอย่างนั้น แต่เราไปคาดไม่ได้ ให้มันเป็นเอง ใครไปคาดอย่างนั้นไม่ได้ผล ไม่เกิดประโยชน์ เสียเวลาเปล่าๆ ต้องวงปัจจุบัน เช่นอย่างพุทโธ ให้อยู่กับพุทโธ มันจะแสดงผลอะไรขึ้นมา จะแสดงขึ้นมาในปัจจุบันนั่นแหละ มันแปลกมันต่างอะไรก็ให้รับทราบในขณะที่มันแสดงในวงปัจจุบัน อย่าไปคาด อยากให้มันเป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ เสีย ผิด

วันนี้สอนภาวนาให้ฟัง สอนให้ชัดเจนให้ละเอียดลออ เวลาได้รับการอบรมไปเรื่อยๆ จิตนี้เมื่อบำรุงรักษาอยู่ ก็ไม่มีอะไรเข้ามาแตะต้องทำลาย มันก็ยิ่งแสดงตัวเรื่อยๆ เหมือนต้นไม้เราปลูกไว้ที่ไหน เรารักษาลำต้น หล่อเลี้ยงด้วยปุ๋ยด้วยน้ำอยู่ตลอดเวลา มันก็สดเขียวงดงามขึ้นมา อันนี้จิตใจของเราไม่มีตัวแมงคือกิเลสมากัดมาไชมัน มันก็สง่างามขึ้นมา ต่อจากนั้นมันก็รู้เอง โอ๊ ร่างกายทั้งร่างนี้ เมื่อถึงขั้นจิตเด่นแล้ว ร่างกายทั้งร่างนี้ก็ไม่เห็นมีความหมายอะไร นั่น มันมีความหมายอยู่กับตัวรู้ที่อยู่ตรงกลางนี้ต่างหาก นั่น นี่ละจิตสงบ จิตเป็นสมาธิ จิตแน่นหนามั่นคงอยู่ตรงนี้ ร่างกายก็เลยไม่ไปเกี่ยวกัน ตัวนี้เด่นอยู่ตลอด นั่นเป็นขั้นๆ นะ

ทีนี้ออกจากนั้นมันก็สว่างจ้าไปหมดเลย มันก็สว่างออกจากอันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเปลี่ยนของมันไปความรู้นี้ คือที่เราไม่รู้ไม่เห็นนั่นก็คือกิเลสมันปกคลุมหุ้มห่อเอาไว้ มันมองไม่เห็นอะไร ธรรมะการภาวนาของเรา คือการชะล้างสิ่งสกปรก หรือสิ่งมืดดำทั้งหลายออกวันละเล็กละน้อย มันก็จะค่อยกระจายออก อันนี้จะค่อยส่องแสงออกเรื่อยๆ นั่นเป็นอย่างนั้น ต่อไปเมื่อมันออกมากเต็มที่ของมัน มันเป็นขั้นเป็นระยะๆ นะ เวลามันสว่างมาก สว่างจริงๆ จนเจ้าของก็อัศจรรย์ตัวเอง

มองไปไหนมันไม่เห็น ต้นไม้ภูเขาทั้งลูกนี้ มองเห็นเป็นรางๆ นั่นฟังซิ ภูเขาลูกใหญ่ไหมล่ะ มองเห็นเป็นรางๆ นอกนั้นจิตทะลุไปเลยๆ มองลงไปดินทะลุไปเลย นั่นอำนาจของจิต มีน้ำมีบกที่ไหน ทะลุไปได้หมดเลย ทีนี้มันก็มาสว่างอยู่นี้ตลอดเวลา ไปที่ไหนก็จ้าๆ อยู่นี้ นั่นแหละการอบรมจิตใจด้วยจิตตภาวนา แสดงผลให้เห็นเป็นของอัศจรรย์ภายในจิตของเราเอง ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยปรากฏ เห็นแต่อันนี้ดีๆ ไปหมด เพราะกิเลสหลอก ให้ดีแต่ภายนอก ภายในสกปรกเท่าไร ไม่สนใจแก้ไขดัดแปลงหรือซักฟอกกัน ไปแก้ไขดัดแปลงตั้งแต่ภายนอก

ภายในมันสกปรก อะไรจะดีขนาดไหน มันก็ไม่ดีอยู่นั้นละ ถ้าใจไม่ดีเสียอย่างเดียว พอเราขัดเกลาจิตใจของเราให้ดีขึ้นๆ อันนั้นก็เพียงอาศัยไป แน่ะ มันก็รู้ของมัน ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าอันนี้ จะพยายามอันนี้ให้เลิศเลอขึ้นไปโดยลำดับ สิ่งเหล่านั้นเพียงอาศัยๆ แน่ะ มันไม่ได้ไปหนักแน่นกับภายนอก ยิ่งกว่าหนักแน่นภายในใจ มันก็สว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ นี่ละที่นี่เราเห็นได้ชัดเลยว่า ในร่างกายของเรานี้มีอะไรเป็นสาระ อะไรเหล่านี้ไม่มี สาระไม่มี มันรู้อยู่หัวใจ ผู้ที่เป็นสาระก็คือตัวรู้ๆ ที่เด่นๆ หรือว่าผ่องใสหรือสว่างไสวอยู่นั่นแล ตัวเป็นสาระ

เวลาตายแล้วจะไปไหน มันก็ไม่หนีจากนี้นะที่นี่ ตัวนี้ตัวเคลื่อนไหวไปที่ไหน ร่างกายเขาไม่ได้ไปไหนนะ แข้งขาอวัยวะต่างๆ มันก็มีมาตั้งแต่วันเกิด ไม่เห็นมันเคลื่อนย้ายไปไหน แต่จิตนี้มันเคลื่อนย้ายของมันไปเรื่อย ทีนี้พออบรมแล้วมันจะเคลื่อนไปไหน มีเจ้าของติดตามรู้ตาม สติปัญญา นั่นมันเอนเอียงไปที่ไหน มันก็รู้ๆ ตัวสำคัญคือตัวรู้ๆ แหละที่นี่ ตัวนี้เลยอยู่ในความควบคุมบำรุงรักษาตลอด มันก็ยิ่งสว่างไสวขึ้นไปเรื่อยๆ ให้พี่น้องทั้งหลายจำเอา

ถือพุทธศาสนาอย่าปล่อยภาวนานะ ถ้าอยากเห็นความเลิศเลอภายในใจ ศาสนาเลิศที่หัวใจนะ นี่ได้เรียนมาเหมือนกัน เรียนก็เรียนมาได้แต่ความจำ ว่ากิเลสก็ได้แต่ชื่อของกิเลส บาปบุญนรกสวรรค์ ได้แต่ชื่อแต่นาม แต่ไม่เคยเห็นบาปเห็นบุญนรกสวรรค์เลย เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติ จำได้แต่ชื่อแต่นาม เวลาออกปฏิบัติน่ะซิมันถึงได้รู้ เอาปริยัติที่เราเรียนออกมากาง ท่านสอนว่ายังไงๆ ดำเนินตามนั้นๆ มันก็ค่อยรู้ค่อยเห็นขึ้นมา รู้เห็นขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้โดยถูกต้องแล้ว มันก็จ้าขึ้นเรื่อยๆ

อะไรที่พระพุทธเจ้าว่าตรงไหน เมื่อภูมิของเรา ความสามารถของเราที่ควรจะรู้ได้เห็นได้ขนาดไหน มันจะเป็นขึ้นในใจ ยอมรับพระพุทธเจ้าทันทีๆ เลย พระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้นๆ ที่นี่ความเป็นของเราเป็นอย่างนี้ค้านกันไหม ไม่มีอะไรจะค้าน เรายอมรับเราแล้วเราจะค้านพระพุทธเจ้าได้ยังไง นั่น มันก็ยอมรับกันเรื่อย กิเลสหนาบางขนาดไหน แต่ก่อนมันหนาขนาดไหนมันก็รู้ ทีนี้เวลามันบางเข้าไปๆ มันก็รู้จากการชำระจิตใจของตัวเอง มันรู้ไปทุกระยะ กิเลสเบาบางไปก็รู้ จิตใจสงบตัวมากน้อยเพียงไรก็รู้ สง่างามไปเท่าไรรู้ๆ เป็นลำดับ ทีนี้ก็ชำระไปเรื่อยๆ

ทีนี้สิ่งภายนอกเลยหมดค่าหมดราคาไปเรื่อยๆ แต่ก่อนตัวมีราค่ำราคาอยู่กับภายนอกทั้งหมด ใจนี้หาราค่ำราคาไม่ได้ มีแต่วิ่งกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะทางนี้ยังไม่ได้หลัก พอทางนี้เริ่มได้หลักขึ้นมา เริ่มปล่อยสิ่งที่เข้าใจแต่ก่อนว่ามีราค่ำราคา กลับเป็นของไม่มีราคายิ่งกว่าใจที่สงบเย็น นั่นมันก็สนใจจุดนี้เข้าไปเรื่อยเลย ไปที่ไหนมันก็จ้าๆ เข้าละซิที่นี่ ถึงยังไม่สิ้นกิเลส กิเลสก็ละเอียดลงไปโดยลำดับ ธรรมหนาแน่นขึ้นที่ใจตลอดไป เพราะการบำรุงรักษาอยู่สม่ำเสมอ

นั่นละการภาวนา ดังที่เคยได้พูดให้ฟัง ไปอัศจรรย์ตัวเอง นั่นเห็นไหมล่ะ มองดูที่ไหนมันอดไม่ได้ ก็มันเป็นอยู่ในหัวใจนี่ มันสว่างไสวสง่างามก็หาที่ต้องติไม่ได้ จนถึงขั้นอัศจรรย์ เอ้อ มันสว่างไสวอะไรนักหนาจิต แหมจิตเราทำไมถึงอัศจรรย์นักหนา ว่าให้ตัวเองนะนั่น มันทะลุไปหมดเลย นั่นมันเป็นอยู่กับตัวเองจะไปถามใคร ใครเชื่อไม่เชื่อก็ช่างเขาซิ เขาไม่ได้รู้ได้เห็น เขาไม่ได้เป็น เราเป็นผู้เป็นเสียเอง เราจะไปเชื่อคนไม่รู้ไม่เห็นไม่เป็นได้ยังไง ก็เราเป็นผู้เป็นเสียเอง เราก็เชื่อเราละซิ ว่าจิตนี้สว่างไสว

นี่อันหนึ่งที่ว่าธรรมเตือน จิตสว่างไสวอยู่ในภูมินี้ ว่าสว่างไสวว่าอัศจรรย์ตัวเอง นี่เริ่มหลง เจ้าของยังไม่รู้ ธรรมจึงเตือนขึ้นมา เตือนให้ได้สติ เราไม่ลืมนะ อยู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาเป็นคำๆ เลยเหมือนคนบอก บอกมาจากภายในใจเป็นคำๆ ขึ้นมา ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ จุดต่อมคืออะไร ก็จุดที่สว่างไสวนั้นคือจุด ต่อมกับจุดนั้นเป็นไวพจน์ใช้แทนกันได้ คือผู้รู้ที่เป็นจุดอยู่นั่น นั่นละยังเป็นภัยอยู่ อันนี้เรามันก็งง ยังจับไม่ได้ ทั้งๆ ที่ธรรมท่านเตือน

ที่อัศจรรย์ตัวเองเบาลง ไม่อัศจรรย์มากเหมือนแต่ก่อน จนกระทั่งมันผ่านของมันไป ที่ว่าจุดว่าต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน ขาดสะบั้นลงไปหมด ความสว่างประเภทที่ติดหรืออัศจรรย์ตัวเองนี้ขาดสะบั้นลงไปเลย แล้วอัศจรรย์ที่ไม่คาดไม่หมาย เป็นความอัศจรรย์โดยแท้เป็นหลักธรรมชาติก็จ้าขึ้นมา ที่นี่มองดูความอัศจรรย์ของตัวเอง ที่เคยอัศจรรย์มาแต่ก่อนนั้น กลายเป็นกองขี้ควายไปเลย เป็นยังไงต่างกันไหม ความสว่างไสวความอัศจรรย์ที่เกินคาดเกินหมาย ปรากฏขึ้นทีหลังนี้ เอามาเทียบกับความสว่างไสวกับความอัศจรรย์ ที่จนออกอุทานว่าอัศจรรย์นั้นต่างกันยังไง มันเป็นกองขี้ควาย โอ้โห หลงขนาดนี้เชียวนะ นั่นเห็นไหมล่ะ

นั่นละความเลิศของจิต เลิศเป็นลำดับลำดา เมื่อยังติดตรงไหนก็ยังเกาะเสียก่อน เกาะเพื่อจะปล่อยๆ เมื่อเวลามันเต็มที่แล้วปล่อยหมดเลย ไม่มีอะไรเลิศในโลกอันนี้ นั่น สามแดนโลกธาตุมองไปว่าอะไรเลิศเลอไม่มี ก็เห็นแต่ธรรมชาติที่เลิศเลออยู่แล้วภายในใจ ก็จะไปถามหาใคร ถามกับผู้ใด ก็มันรู้อยู่นั้น นั่นที่นี่ไม่หา เป็นยังไงอยากไปนิพพานไหม ไม่อยาก ทั้งๆ ที่เราหิวกระหายกินเต็มอิ่ม พออิ่มแล้วก็จะไปหาความอิ่มที่ไหน ก็มันอยู่กับตัวใช่ไหมล่ะ อันนี้หานิพพานก็หาอยู่ พอมันเต็มปึ๋งขึ้นมาเท่านั้น ก็เหมือนเรารับประทานอิ่มแล้ว จะไปหาความอิ่มความหิวที่ไหน มันอยู่ในตัวของเรา พอรับประทานอิ่มแล้วมันก็รู้เอง ใครอิ่มก็รู้เหมือนกัน อันนี้จิตใจที่พอตัว ดีดผึงขึ้นมาก็พออย่างเดียวกัน

นี่คือผลแห่งการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาของเรา ที่เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว  ไม่มีที่ไหนที่จะมาเทียบเคียง เราเอาตัวนี้วัดเลยทันที ไม่สงสัย ตายแทนพระพุทธเจ้าได้เลย พระโอวาทที่สอนไว้จุดใด ที่จะมาขัดแย้งกับใจของเราไม่มีเลย มีแต่หมอบราบๆ รู้ตรงไหนเป็นที่แน่ใจตัวเองแล้ว ย้อนไปหาธรรมพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ พระองค์ก็สอนไว้ก่อนแล้วๆ เรามารู้ทีหลังแล้วก็ยอมรับ แล้วจะไปค้านพระพุทธเจ้าได้ที่ไหน นั่นละที่ว่าธรรมของจริง สนฺทิฏฺฐิโก รู้ประจักษ์ในตัวเอง จะไปถามใครที่ไหน

การอบรมจิตใจ ใจนี้ไม่ตายแน่ชัดเลย มันติดตามร่องรอยของใจไปเรื่อยๆ ละเอียดขนาดไหนมันก็ตามกันไป จนกระทั่งเชื้อของมันที่จะพาให้เกิดให้ตายขาดสะบั้นลงไปแล้ว ทีนี้ไม่ตายโดยแท้ละที่นี่ ชัดเจนแล้ว ดีดผึงลงไป นั่นละอมตมหานิพพานคือผู้บริสุทธิ์เต็มที่นี่แหละ ตายที่ไหน ไม่เคยตาย จิตดวงนี้ไม่เคยตาย

ให้พากันอบรมบ้างนะบรรดาพี่น้องทั้งหลาย จะได้เห็นหลักเกณฑ์ที่อัศจรรย์ของพุทธศาสนาเรา ภายในใจของเราเอง ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติจิตตภาวนา ภายนอกเราก็ทำ แต่หลักใหญ่อยู่ที่นี่ อย่าปล่อยอย่าวาง หลักนี้เป็นหลักใหญ่มาก ถ้าจิตได้มีหลักมีเกณฑ์ในการภาวนาแล้ว หน้าที่การงานการประพฤติตัวอย่างอื่นมันจะแน่นหนามั่นคงไปตามๆ กัน ไม่เหลาะแหละ คือจิตที่เป็นหลักมันเตือน มันเตือนอยู่ในหลักธรรมชาติ มันจะเอนไปทางไหนๆ เหมือนหนึ่งว่าอันนี้คอยเตือนๆ มันก็พยายามปรับตัวไปตามอันนี้ พยายามปรับตัวๆ ไปเรื่อย แล้วสุดท้ายหิริโอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรม ไม่มีใครเกินใจดวงนี้ แล้วเตือนตัวเองก็คือใจดวงนี้ นั่นละการภาวนา

การทำบุญให้ทานเหล่านี้ น้ำหนักก็ต่างกัน การทำบุญให้ทาน มันหากเป็นอยู่ในจิตนะ ได้วัตถุใดไปทาน มันหากพินิจพิจารณาพิถีพิถัน มีน้ำหนักอยู่ภายในหัวใจ แล้วก็ออกมาเป็นน้ำหนักในวัตถุทานของเราที่ออกไปทาน มันออกมาจากใจ น้ำหนักออกมาจากใจ การประพฤติตัวอะไรๆ อย่างนี้เหมือนกัน มันไม่ได้โลเลโลกเลกนะ มันหากมีธรรมชาติหนึ่งอยู่ในใจนี้คอยเตือนๆ เรื่อย ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเรื่อย นี่ละคนเราที่ดีไปไม่จำเป็นจะต้องหาใครมาเตือน ธรรมชาติคือนักรู้ของตัวเองคอยเตือนตลอด มันก็รู้ไปเอง

นี่ละธรรมเลิศเลอ ไม่มีใครสอนถึงนิพพาน ไม่มีใครสอนถึงความบริสุทธิ์ของใจ เหมือนพุทธศาสนาของเรา นอกนั้นศาสนาอื่นๆ เขาไม่ทราบว่าเขามีใจหรือเปล่า หรือสอนแต่วัตถุนั้นวัตถุนี้ไปภายนอก เหมือนเขาพูดกันธรรมดาโลกๆ ศาสนาเหล่านั้นเราไม่ค่อยได้ไปสนใจนัก ไม่เหมือนพุทธศาสนา พุทธศาสนานี้สอนลงที่ใจเลยเชียว ไม่นอกเหนือจากใจ ลงใจตูมแรกเลย มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา สิ่งทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ ความเคลื่อนไหวไปมาอะไร ออกจากใจทั้งนั้น ดีชั่วออกจากใจ แน่ะ ท่านสอนลงที่นี่ ให้ดูใจ ดูตัวเคลื่อนไหวนี้ มันเคลื่อนไหวไปทางไหน ถ้ามีธรรมเข้าดูแล้ว มันก็รู้ผิดถูกชั่วดีของตัวเอง มันก็มีการผ่อนผันสั้นยาวกันได้ ถ้าไม่ได้ภาวนา ไม่ได้สนใจกับใจ มันดิ้นไปไหน มันก็ดิ้นไปอย่างงั้นแหละ ไม่ได้เรื่องได้ราว พากันจำเอานะ

อะไรจะอัศจรรย์ยิ่งกว่าใจ ที่ได้รับการอบรมเป็นลำดับลำดาไป อยู่ที่ไหนมันสบายหมด มันหมดห่วงหมดใย หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรเกินใจที่ปล่อยวางโดยสิ้นเชิงแล้ว โลกามิสทั่วแดนโลกธาตุปล่อยออกโดยสิ้นเชิง เหลือแต่ความบริสุทธิ์วิมุตติพระนิพพานเต็มหัวใจล้วนๆ เป็นธรรมชาติที่เที่ยงด้วย ท่านว่านิพพานเที่ยงคือใจดวงนี้ หมดสมมุติแล้วเที่ยงเท่านั้นเอง ที่มันยังไม่เที่ยงก็คือสมมุติยังมีอยู่ กิเลสก็เป็นสมมุติ สุขทุกข์มากน้อยก็เป็นสมมุติ มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงของมัน ถ้ากิเลสสิ้นซากลงไปปั๊บ สมมุติก็สิ้นไปพร้อมกัน ความทุกข์ไม่มีเลย

เพราะฉะนั้นพระอรหันต์พระพุทธเจ้า ท่านจึงไม่มีทุกข์ในใจ จะบังคับให้มีก็ไม่มี มีแต่ตามธาตุตามขันธ์ธรรมดา เจ็บไข้ได้ป่วย ปวดหัวตัวร้อนหิวกระหาย คิดอยากนั้นอยากนี้เป็นธรรมดาของขันธ์ ความรู้อันนี้อยู่ในขันธ์ ความรู้ที่จิตใช้อยู่ประจำนี้ เป็นความรู้ที่ทำหน้าที่กับขันธ์ ความรู้ที่เป็นนิพพานล้วนๆ ไม่ใช่อันนี้ นี่ละที่ท่านหล้าท่านว่านิพพานไม่ใช่ผู้รู้ นี่ละมันถึงกันปึ๋งเลย ความรู้อันนี้มันเกี่ยวข้องกันกับธาตุกับขันธ์ มันเป็นผู้ควบคุมขันธ์ ความรู้อันนี้ แต่เรื่องพระนิพพานเอามาพูดไม่ได้ หากอยู่ในนั้นแหละ เจ้าของน่ะรู้ แต่จะเอามาพูดพูดไม่ถูก

ดังที่ท่านหล้าว่านิพพานไม่ใช่ผู้รู้ สะเทือนปึ๋งเลย เอ้อ มันต้องอย่างนี้ซิ นั่น ค้านกันได้เมื่อไหร่ มันต้องอย่างนี้ซิ ไม่มีใครมาพูดอย่างนี้ให้ฟัง แน่ะ คือนิพพานไม่ใช่ผู้รู้ โลกทั้งหลายจะถือเอาความรู้เหล่านี้ว่าเป็นนิพพาน พอบริสุทธิ์แล้วก็จะเอาอันนี้แหละบริสุทธิ์ มันไม่ใช่ นั่น ความรู้อันนี้เป็นความรู้ควบคุมขันธ์ต่างหาก พากันเข้าใจนะทุกคน ให้ได้เห็นศาสนา เวลานี้เรียวแหลมลงเต็มที่แล้วนะ ศาสนาค่อยเสื่อมลงๆ มีแต่กิเลสสร้างส้วมสร้างถานขึ้นทับศาสนา ศาสนาเป็นทองคำทั้งแท่ง กิเลสขึ้นเหยียบไปหมดแล้ว หูย พูดแล้วทุเรศนะ ก็มันไม่รู้นี่นะ กิเลสมันหลอกอะไร ดีหมด สำคัญนะ ดีหมดเลย มันไม่ให้รู้ว่าเป็นโทษง่ายๆ นะกิเลส เพราะฉะนั้นมันถึงกล่อมโลกได้ซี เอาแค่นี้เสียก่อนวันนี้ พอแค่นี้เสียก่อน

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก