ตายแล้วสูญไม่มีในพุทธศาสนา
วันที่ 29 เมษายน 2546 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ [เช้า]

ตายแล้วสูญไม่มีในพุทธศาสนา

 

        รวมทองคำแล้วได้ตอนเช้านี้ รวมแล้วได้ ๕๒ กิโล ๔ บาท ๗๕ สตางค์ วันไหน ๆ มีแต่นับเงินนับทองเพื่อคลังหลวงแห่งชาติไทยของเรา นับอยู่ตลอด (ถวายสร้างเจดีย์ที่วัดอโศฯ เจ้าค่ะ) โอ๋ย เอาไปแยกไปเลยนะ แยกไปเลยนะเป็นเจดีย์ คือเราไม่ได้เหมือนใครนะ อะไรถ้าลงตรงไหนแล้วต้องไปทางนั้นก่อน ยกตัวอย่างเช่น ไปช่วยวัด อโศการามวันนั้น ประกาศพี่น้องทั้งหลายทราบทั่วกัน ที่เราเคยช่วยชาติมาเป็นเวลา ๕ ปีกว่า สำหรับวันนี้ให้งดทั้งหมด ให้ทุ่มเข้าสู่เจดีย์อันเป็นหัวใจของชาติไทยเราทั้งหมดเลย วันนั้นมีเท่าไรทุ่มเข้าหมด ๆ คือไม่ให้แยกให้ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ไม่ให้ก้าวก่ายกัน ทุ่มลงหมด

         ทีนี้ในระยะที่เราอยู่นั้นก็ทุ่มตลอด พอออกมานี้เรียกว่าปล่อย ทีนี้เวลามาสับปนกันไม่เหมาะ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เห็นด้วย และไม่ปฏิบัติตามด้วย เป็นอย่างงั้น ไม่ให้ก้าวก่ายทำอะไร เราไม่ประกาศเกี่ยวกับเรื่องเจดีย์เวลานี้ไม่ประกาศ เพราะเราไม่ต้องการความสับสนวุ่นวาย ทองนี้จะประกาศที่ไหนก็ตาม ทองหนึ่ง ดอลลาร์หนึ่ง แม้อยู่ในท่ามกลางวัดอโศการามทองคำกับดอลลาร์ต้องเข้าชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ เรื่องทองคำ กับดอลลาร์จะไปที่ไหน ๆ ก็ตาม ไม่เป็นอะไรกับใครเลย จะเข้าสู่คลังหลวงโดยถ่ายเดียว เท่านั้น อยู่วัดอโศการามแยกออกหมดเลย ต่างคนต่างทราบทั่วหน้ากัน

         สำหรับทางวัดอโศการามเวลานี้เราไม่ประกาศ เพราะเราประกาศเกี่ยวข้องกับชาติเราโดยตรงอยู่เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ทีนี้เวลาแยกออกไปทางนั้นก็ให้ไปทางนั้น ทีนี้เวลานี้กลับแยกมาทางชาติแล้ว เราก็ต้องหมุนไปทางชาติตามเดิม จึงไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง หากว่าท่านผู้ใดจะบริจาคก็ให้คิดกันเอง ทำกันเอง จัดการกันเองก็แล้วกัน อย่าให้เราเป็นผู้ประกาศเลยไม่เอา จะสับปน ยุ่ง ทั้ง ๆ ที่เราก็ห่วงวัดอโศการาม ห่วงมากทีเดียวตอนไปดูเจดีย์มาแล้ว เพราะเป็นเจดีย์ของครูบาอาจารย์ที่เราเคารพนับถืออย่างสุดหัวใจด้วย ตั้งแต่หลวงปู่มั่นมา ท่านพ่อลี พระธาตุจะอยู่ในนั้นหมดในเจดีย์นะ เราเคารพสุดยอด แต่เวลานี้ยังพูดอะไรไม่ออก จึงพักไว้เสียก่อน แล้วเราค่อยพิจารณา

         เรากะไว้แล้วว่าได้โอกาส นิมนต์ท่านทองมาสนทนากันเรื่องเจดีย์ เราควรพิจารณาช่วยเหลือยังไง ๆ เราจะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษภายในของเราเอง แต่เวลานี้เรายังไม่ประกาศอะไร ทั้ง ๆ ที่เราถือเป็นภาระอย่างหนักหน่วงเหมือนกัน หากยังไม่พูด เพราะทางชาติกำลังหมุนหนักอยู่ เราต้องพักไว้ก่อน ยังไงต้องแยกนู้นแยกนี้ อย่างอยู่วัดป่าแยกทางนู้นทางนี้ไม่หยุดนะ ทางไหนต่อทางไหน วัดป่าบ้านตาดเป็นศูนย์กลางแห่งการแยกสมบัติออกช่วยเหลือ

         ทางวัดโพธิสมภรณ์ อุดร เราก็แยกไปช่วยสร้างตึกที่เรียนติดหนี้เขา ๑๗ ล้าน นี่เราก็แบ่งช่วย เราพึ่งช่วยไป ๕ ล้าน ๕ แสน นี่ก็คอยรอจังหวะที่ทางนู้นจำเป็นก็วิ่งมาหาเรา ขาดเหลือเท่าไรเราช่วย ทางวัดอโศฯ นี้ก็แบบเดียวกัน เราพิจารณาทั้งสองน้ำหนักเท่ากัน แต่เวลานี้เรายังไม่พูด เพราะน้ำหนักแห่งชาติของเรามากกว่า เกินกว่าที่นำอันนี้มาคละเคล้ากัน กรุณาพี่น้องทั้งหลายทราบตามนี้ก่อนนะ เราจะทำเป็นพัก ๆ ไป เพื่อประโยชน์แก่ชาติแก่ศาสนาของชาติไทยเรา เราเต็มหัวใจด้วยการช่วยเหลือ ไม่มีอะไรบกพร่อง ทั้งเจดีย์ทั้งชาติของเรา แต่ควรจะพักระยะไหน แล้วค่อยพิจารณา ๆ ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้

         หลวงตารู้สึกว่าหนักอยู่มาก แต่หนักด้วยความเมตตาสงสารต่อชาติบ้านเมืองของเรา หนักเท่าไรหลวงตาพอใจนะ ไม่งั้นสลัดไปนานแล้ว นี่หนักเท่าไรก็พอใจหนัก พอใจแบก พอใจหาม อย่างที่ว่าแยกแยะตะกี้นี้ อย่างเจดีย์เราก็พอใจ เราจะต้องพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ ๆ ดังที่พูดแล้ว ดีไม่ดีระยะนี้ถ้าพอมีโอกาส ยังจะให้ท่านทองมาปรึกษาหารือกันอะไรต่ออะไร ควรจะพิจารณายังไง เราจะไปพิจารณาเป็นพิเศษ เจดีย์นี้เท่าไรล้าน ไม่ใช่ของเล่น เราจะต้องพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะอะไร ๆ ก็เป็นสมบัติของชาติไทยเรา ซึ่งเราจะต้องเทิดทูน

         เฉพาะเจดีย์เป็นสำคัญมาก เป็นหัวใจของชาวพุทธเรา แล้วมีครูบาอาจารย์ตั้งแต่พระบรมธาตุลงมา จะอยู่ที่นั่น ประทับอยู่ที่นั่น พระสาวกทั้งหลายด้วย แล้วครูบาอาจารย์สมัยปัจจุบันซึ่งเป็นเพชรน้ำหนึ่ง เช่นหลวงปู่มั่นเป็นต้นด้วยอยู่ที่นั่น เวลาเราก่อเจดีย์ขึ้นไป เพื่อท่านประดิษฐานอยู่ที่นั่น พี่น้องชาวไทยเราซึ่งเป็นชาวพุทธก็จะได้กราบไหว้บูชา เป็นขวัญตาขวัญใจระลึกไว้ไม่ลืมตลอดไป นี่เป็นทรัพย์ภายในที่เลิศเลอสุดยอด ทรัพย์ภายนอกดังที่เรารู้เราเห็นกันนั่นแหละ ได้มาหายไป ได้มาเสียไป เป็นธรรมดาจนชินกับมัน ว่ามันได้มาเสียไป

         เรื่องความทุกข์ก็ชินกับมัน เลยไม่เห็นโทษเห็นความทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ มันต่างอันต่างได้ชินไปตาม ๆ กัน นี่ภายนอกก็เป็นอย่างงั้น ส่วนภายในใจของเราอย่าให้บกพร่องนะ ภายในใจสำคัญมาก

         เมื่อเช้านี้ดอลลาร์ได้ ๙๗,๓๒๓ ดอลล์ เดี๋ยวนี้เอามาเพิ่มอีก ๑,๙๐๖ ดอลล์ รวมทั้งหมดได้ดอลลาร์ ๙๙,๒๒๙ ดอลล์ นี่จวนจะถึงแสนแล้ว ยังขาดอยู่อีก ๗๗๑ ดอลล์ จะครบจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ดอลล์ เราพยายามอยู่ตั้งแต่ทองคำ เวลานี้ทองคำได้ ๕๒ กิโล ๔ บาท ๗๕ สตางค์ ในระยะเดียวกันนี้ คือทองคำเราเวลานี้ได้ ๕๒ กิโล ๔ บาท ๗๕ สตางค์ สำหรับดอลลาร์ได้ ๙๙,๒๒๙ ดอลล์ นี่เราก็ค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าดอลลาร์เราจะต้องครบ ๑๐๐,๐๐๐ ก่อนที่เราจะกลับไปอุดร สำหรับทองคำนี้เรายังไม่กำหนด

         เรากำหนดไว้แต่เริ่มแรกแล้วว่า การที่จะช่วยชาติคราวนี้ คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของหลวงตาบัว ที่แต่ก่อนเราไม่เคยให้ใครยุ่งเลยนะวันเกิดของเรา พูดตามความสัตย์ความจริง ใครมายุ่งไม่ได้เลย ตัดขาดสะบั้น ทีนี้พอเรื่องราวนี้เริ่มขึ้นก็คือการช่วยชาติของเราเริ่มขึ้นมา แล้วสุดท้ายวันเกิดของหลวงตาบัวเลยยกสูงขึ้นนะ มิหนำซ้ำเจ้าของยังยกอีกนะ วันที่ ๑๒ ข้างหน้าเป็นวันเกิดของหลวงตาบัว เราจะหาเงินเข้าสู่คลังหลวงแห่งชาติไทยของเรา ซึ่งเป็นหัวใจของชาติ ทั้งศาสนาอยู่รวมกันด้วย ยังไงต้องเอาให้หนัก

         ก้าวแรกจะขึ้นถึง ๕๐๐ กิโลเลยนะ ยกขึ้นแล้วเดี๋ยวนี้ แต่ก่อนปัด พอว่าชาติเท่านั้นอ่อนลงเลยนะเรา อ่อนลงเลย รับหมดถ้าเป็นเรื่องชาติเรื่องศาสนาของชาติไทยเรา เราอ่อนลงไปหมด ถ้าธรรมดาใครมายุ่งไม่ได้ วันเกิดของเราไม่เคยยุ่งมาแต่ไหนแต่ไร พ่อแม่ครูจารย์มั่นก็เหมือนกันท่านไม่เคยเกี่ยวเลย จนกระทั่งวันท่านมรณภาพไป ไม่พูดถึงเลย ไม่เกี่ยวข้อง มุ่งแต่อรรถแต่ธรรม มันก็เป็นที่รวมแห่งมงคลทั้งหลายอยู่นั้นแล้ว ทีนี้เราไม่ได้วัดรอยแต่เราก็เป็นอย่างงั้น จิตใจเราไม่เคยไปเกี่ยวข้องกับวันเกิดวันแกดอะไรนะ มุ่งแต่อรรถแต่ธรรม และจากนั้นมาก็ทำประโยชน์ให้โลก

         ทีนี้ทำประโยชน์ให้โลก มันหนักเข้าจนกระทบกระเทือนภายในจิตใจ ถึงขนาดร้องโก้ก ทุกอย่างอ่อนลง รับกันหมดเลย เช่นอย่างวันเกิดหลวงตาบัว ยกขึ้นแล้วนะ ยกขึ้นเพื่อชาติศาสนาของเรานั่นแหละ

        วันที่ ๑ พฤษภา เป็นวันแรงงานกรรมกร ที่ทุ่งสนามหลวง ทางการเขาก็มานิมนต์ให้หลวงตาไปเทศน์ที่สนามหลวง เวลา ๑๑.๓๐ น. ทราบว่าเขาประกาศออกมาอย่างทั่วถึงแล้วเขาจะถ่ายทอดสดทั่วประเทศไทย และออกทั่วโลกด้วยในวันที่ ๑ พฤษภาคม เวลา ๑๑.๓๐ น. กรุณาทราบตามนี้ เพราะวันนั้นเป็นวันอันใหญ่หลวงของชาติไทยเรา ทั้งเป็นวันที่จะรวมทั้งทางโลกทางธรรมเข้ามาผสมผเส คิดอ่านไตร่ตรองคัดเลือก ความดีความชั่วทั้งหลายในเวลาได้ยินได้ฟังอรรถธรรมแล้วจะได้นำไปคัดเลือก วันนี้จึงเป็นวันสำคัญ ทุกวันก็หากสำคัญแหละ เช่น วันแรงงาน คนไม่มีแรงงานมันตายมานานแล้วแหละ มันต้องมีงานและก็ต้องมีแรงงาน ทำนาก็ได้ข้าวมากินก็ได้แรงงาน กินก็อิ่มท้อง นี่เรียกว่าแรงงาน แรงงานจากการทำงานคือทำนา ผลของงานก็คือข้าว นี่เรียกว่าแรงงาน ผลของแรงงานอีกก็อยู่แล้วก็เป็นสุข นี่เรียกว่าแรงงาน

         ขอให้พี่น้องทั้งหลายตั้งอกตั้งใจทั่วหน้ากันนะ เราพยายามช่วยชาติของเรา อย่าให้ตัวของเราด้อยด้วยกำลังของใจที่จะช่วยชาติของตน จากนั้นมันก็ไปด้อยทางทรัพย์สมบัติเงินทอง คนเราถ้าด้อยน้ำใจทุกอย่างลดลงไปตาม ๆ กันหมดนะ ถ้าใจมีกำลังแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันจะพยายามขวนขวายมาเอง เอาจนได้ไม่สงสัย กำลังใจจึงเป็นของสำคัญ ในศาสนาท่านปลุกใจเป็นสำคัญมาก แล้วศาสนาของพระพุทธเจ้าเราก็แสดงลงที่น้ำใจ น้ำใจเป็นสำคัญ ถ้าคนไม่มีน้ำใจเช่นการกระทำคุณงามความดี ผลไม่ได้เท่าที่ควร ส่วนทางชั่วมันมีน้ำใจของมันตลอด จึงไม่กล่าวถึงเลย น้ำใจเพื่อไหลลงสู่ความทุกข์ความทรมาน มันมีด้วยกันทุกคน ท่านจึงไม่เรียกว่าน้ำใจเพราะเป็นฝ่ายชั่ว

         ส่วนทางดีท่านเรียกน้ำใจ ฝ่าฝืนบึกบึนสิ่งที่ชั่วทั้งหลายเข้ามาสู่ความดีเป็นลำดับลำดา ท่านจึงเรียกน้ำใจ พระสาวกทั้งหลายก่อนที่จะมาเป็นสรณะของพวกเรา ท่านออกมาด้วยน้ำใจ ตามตำราโอ๋ยเห็นแล้วน่าสลดสังเวชมากนะ พระราชามหากษัตริย์ที่เสด็จออกมาบวชแล้วสำเร็จเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรามีน้อยเมื่อไร ไม่น้อยนะ กษัตริย์มีมากตามหัวเมืองต่าง ๆ ที่เป็นกษัตริย์ ได้ทราบข่าวคราวกิตติศัพท์กิตติคุณของพุทธศาสนาระบือออกไป

         ท่านอุตส่าห์เสด็จเข้ามาฟังอรรถฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เกิดความเชื่อความเลื่อมใส สละออกเลย ไม่ได้สนใจกับหอปราสาทราชมณเฑียร บริษัทบริวาร สมบัติเงินทองข้าวของยศถาบรรดาศักดิ์ มุ่งหน้าต่อธรรมอันเลิศเลอโดยถ่ายเดียวด้วยกัน นี่ในตำรา ท่านเสด็จออกมาด้วยน้ำใจ นี่หมายถึงพระมหากษัตริย์ที่เสด็จออกบวชในพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าเรา จากนั้นก็เศรษฐีกุฎุมพี ลงมาถึงพ่อค้าประชาชน ออกด้วยน้ำใจ ๆ นี่แหละ

ผลที่ท่านได้ก็ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ คือเป็นสรณะขององค์ท่านได้แล้ว ท่านก็มาเป็นสรณะของโลกได้ ท่านว่า ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส คือพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของโลก แปลแล้วว่า เป็นเนื้อนาบุญของบ้านของเมืองเขา ตามไร่ตามนาเป็นเนื้อนาข้าว ถ้าเนื้อนาดีข้าวก็สวยงาม ผลประโยชน์ก็ได้มาก ถ้าเนื้อนาไม่ดีผลไม่ค่อยได้มาก นี่พระสงฆ์สาวกท่านเป็นปุญญักเขต เป็นเนื้อนาของโลกของสงสาร เขาหว่านพืชลงไปคือการทำบุญให้ทานต่อพระสงฆ์เหล่านี้ เป็นบุญเป็นมหาคุณอย่างมากมาย ผิดกับการทำบุญกับที่ทั้งหลายเป็นอันมากทีเดียว ท่านจึงเรียกว่าปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของโลก ก่อนท่านพยายามบำเพ็ญองค์ของท่านด้วยน้ำใจจริงๆ

         น้ำใจสำเร็จออกมาเป็นมรรคเป็นผล แล้วกลับมาเป็นที่พึ่งของโลก เป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา นี่ท่านออกมาจากน้ำใจ แล้วพวกเราทั้งหลายเป็นลูกศิษย์ตถาคต ก็ขอให้ดูน้ำใจเจ้าของ ถ้ามันมีบกบางลงไป หรือเหือดแห้งลงไป ให้พยายามพยุง ความเหือดแห้งนั้นได้แก่พวกกิเลสตัณหา มันดูดมันซึมเข้าไปให้น้ำใจเหือดแห้งลงไป ไปเต็มอยู่ที่กิเลส กลายเป็นหม้อน้ำร้อน เป็นกองฟืนกองไฟกลับมาเผาเรา ถ้าน้ำใจความดีเบาบางลงไป จะกลายเป็นน้ำฟืนน้ำไฟ น้ำนรกอเวจี กลับมาเผาเรา จึงต้องให้พยายามเสมอ อย่าให้น้ำใจเราบกพร่อง

         ใจนี้เป็นเครื่องยืนยันภพชาติของสัตว์มาเป็นเวลานานแสนนาน ไม่มีต้นไม่มีปลาย คำว่าสัตว์เกิดแล้วตาย เกิดแล้วตาย มีมาเลยกัปเลยกัลป์ คือนับไม่ได้ แล้วไม่มีจิตวิญญาณแม้ดวงเดียว ตายแล้วสูญไม่มี มีแต่ตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด การเกิดนั่นเกิดสูง ๆ ต่ำ ๆ เหมือนมดไต่ขอบด้ง ท่านแสดงไว้ในธรรมว่า ในวัฏวนสามท่านแสดงไว้ว่า กิเลสวัฏฏ์ กิเลสเป็นวัฏวนอันหนึ่งพาสัตว์ให้ทำกรรม กรรมวัฏฏ์  กรรมคือการกระทำดีชั่ว ก็เป็นวัฏวนอันหนึ่งที่จะหมุนสัตว์ให้ไปทางสูง ทางต่ำ ทางดี ทางชั่ว ทางสุขและทุกข์ อันที่สามท่านเรียกว่า วิปากวัฏฏ์ นี่คือผลแห่งการทำดีทำชั่วที่เกิดขึ้นจากกรรมวัฏฏ์

         กรรมวัฏฏ์เกิดขึ้นจากกิเลสวัฏฏ์เป็นเครื่องหนุนให้ทำกรรม คืออยู่เฉย ๆ ไม่ได้สัตว์โลก ต้องทำกรรม กิเลสมันหมุนให้ทำ ส่วนมากมันหมุนให้ไปทางต่ำ ทีนี้คำว่ากรรมของวัฏจักร สัตว์โลกย่อมมีทั้งดีทั้งชั่วแทรกอยู่ในหัวใจตนเอง จึงไม่มีแต่ชั่วล้วน ๆ พอจะจมทีเดียวเลย มีดีที่ฉุดที่ลากกันไว้ ท่านจึงเรียกว่ากรรมวัฏฏ์ คือกรรมนี่ทำดีทำชั่วอยู่ในสัตว์ ในบุคคล เสมอหน้ากันหมด ใครระลึกได้ไม่ระลึกได้ เชื่อไม่เชื่อก็ตาม ว่าการทำนี้ผิดหรือถูก ดีหรือชั่ว ทำได้ด้วยกัน ผิดมีได้ด้วยกัน ถูกมีได้ด้วยกัน นี่ล่ะจึงเป็นกรรมดีกรรมชั่ว สูง ๆ ต่ำ  ๆ จึงเรียกว่าวิปากวัฏฏ์ คือรับผลของกรรมดีชั่วนี้มาแล้ว ถ้าผลทางชั่วมันก็หมุนลงทางต่ำให้มีความทุกข์มากลำบากลำบน ถ้าผลในทางดีก็หมุนขึ้น ๆ ถ้าดีสุดยอดพ้นไปเลย นี่ท่านเรียกว่าวิปากวัฏฏ์ 

         ท่านเรียกว่า วัฏวนสาม คือมันพาสัตว์ให้วนตลอด คำว่าตายแล้วสูญไม่มี ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ซึ่งล้วนแล้วเป็นศาสดาองค์เอกมาสอนโลกด้วยกันนี้ ไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดจะสอนแหวกแนวว่าตายแล้วสูญ แม้แต่วิญญาณดวงเดียวของสัตว์โลกอย่างนี้ไม่มี แสดงเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ตายแล้วเกิด ๆ คือเกิดด้วยอำนาจแห่งดีและชั่ว จึงมีสูงมีต่ำลุ่ม ๆ ดอน ๆ ถ้าหมดเกิด พ้นแล้วก็ไม่ตาย พ้นแล้วก็ไม่สูญ ตกอยู่ในนรกกี่กัปกี่กัลป์ ความทุกข์ความลำบากหนักเบามากน้อยเพียงไร ในนรกหลุมนั้น ๆ จิตวิญญาณดวงนี้ยอมรับเสวยกรรม แต่ไม่ยอมสูญ

         เมื่อพ้นจากรรมมาแล้วเพราะกฎของกรรมย่อมเป็นกฎอนิจจัง และเปลี่ยนแปลงขึ้นมา มาทางดีก็ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสร้างความดีถึงบรรลุพระนิพพาน ถึงพระนิพพานแล้วเป็นอมตจิต อมตธรรม ไม่มีคำว่าตาย ถึงแดนนิพพานแล้วเรียกว่าไม่ตายและไม่เกิดด้วย ส่วนลงทางนรกนี้ไม่สูญ มีเปลี่ยนแปลงมาตลอด ๆ นิพพานแล้วไม่เปลี่ยน นี่ละจิตวิญญาณดวงนี้จึงไม่เคยมีในจิตดวงใดของสัตว์โลกว่าตายแล้วได้สูญไป มีแต่ตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด

         เมื่อสิ้นความเกิดทุกอย่างแล้วก็ไม่ตาย ท่านจึงเรียกว่าธรรมเลิศเลอ คืออมตธรรม ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า  ทุกฺขํ นตฺถิ อชาตสฺส ทุกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด คือเกิดมาต้องยอมรับทุกข์หนักเบามากน้อยเป็นธรรมดา เมื่อไม่เกิดหมดสมมุติแล้ว ทุกข์ก็ไม่มี เพราะทุกข์ก็เป็นสมมุติ สิ้นซากไปหมดตามกิเลส ไม่มีอะไรเหลือ นั่นแหละถึงอมตมหานิพพาน นี่เรียกว่าไม่สูญ แต่ไม่สูญในธรรมขั้นสุดยอด หายกังวลเรื่องใจที่เป็นนักท่องเที่ยวก่อเกิดตายที่นั่นที่นี่ดังเป็นมาแต่ก่อนไม่มี พอจิตบริสุทธิ์แล้วพุ่งถึงนิพพาน นิพพานเที่ยง

         นี่ละท่านแสดงไว้ในวัฏวนสาม กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์ ทำสัตว์ให้หมุนไปอย่างนี้ วิปากวัฏฏ์ ทำดีทำชั่ว ได้ผลดีผลชั่ว ก็ต้องเป็นสุขเป็นทุกข์ พอพ้นจากนี้แล้วก็ถึงนิพพาน แล้วก็ไม่สูญคำว่าจิต ให้พากันเข้าใจให้ถูกต้องตามทางของศาสดาที่สอนไว้โดยถูกต้อง ทุกพระองค์สอนไว้เป็นแบบเดียวกัน อย่าพากันไปลุ่มหลงกับกิเลสตัณหาตาบอด มันทำพวกเราให้ตาบอดตกเหวตกบ่อมาตั้งกัปตั้งกัลป์ มีแต่กิเลสทั้งนั้นหลอกลวงสัตว์โลก แต่ธรรมท่านไม่เคยหลอกลวงใครเลย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดไม่เคยหลอกลวง สอนธรรมเป็นความสัตย์ความจริงล้วน ๆ ไม่ว่าพระองค์ไหนสอนแบบเดียวกัน บุญมีสอนแบบเดียวกันหมด ไม่มีคัดค้าน เพราะเห็นอย่างเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน จะไปลบล้างความรู้ความเห็นของตนได้ยังไง

         นี่แหละท่านเรียกว่าเป็นเสียงเดียวกัน บาป บุญ นรก สวรรค์ นิพพาน ท่านสอนไว้แบบเดียวกันหมด อย่าไปหลงตาม กิเลสมันก็สอนแบบเดียวกันหมด ไม่มีกิเลสตัวใดจะเอาความจริงมาสอนสัตว์โลก ให้สัตว์โลกวิ่งตามแล้วไปสวรรค์นิพพาน เหมือนเราเกี่ยวเราเกาะ ยึดธรรมเป็นทางเดินถึงนิพพานได้ กิเลสเกาะไปเท่าไรก็ลงไป ๆ นี่เขาก็เป็นหนึ่งของเขาเหมือนกัน ฝ่ายกิเลสนี้จะมีแต่ความหลอกลวงต้มตุ๋นโดยถ่ายเดียว ความจริงไม่มี ฝ่ายธรรมมีแต่ความจริงโดยถ่ายเดียว ความจอมปลอมไม่มี

         เพราะฉะนั้นจึงเป็นสองฝั่ง จิตใจเราเป็นเหมือนคลอง ฝ่ายบาปนั้นเป็นริมคลองข้างหนึ่ง ฝ่ายบุญฝ่ายธรรมเป็นริมคลองข้างหนึ่ง ใจอยู่ในท่ามกลางรับเคราะห์รับกรรมของมันอยู่ เพราะฉะนั้นใจได้ชำระเรียบร้อยแล้ว จึงปัดสิ่งที่จอมปลอมทั้งหลายถึงขั้นบริสุทธิ์ได้ พากันจำเอานะ วันนี้เทศน์เพียงเท่านั้น ให้จำให้แม่นยำเรื่องจิตตายแล้วเกิด ๆ ตายแล้วสูญ คำว่าตายแล้วสูญไม่มีในพุทธศาสนา มีแต่ตายแล้วเกิดล้วนๆ อย่างนี้ทุกพระองค์ของศาสดาที่สอนโลกมา

         เรื่องของกิเลสมันมีทั้งตายเกิดตายสูญ ตายเกิดมันไม่ได้ปฏิเสธว่าตายแล้วไม่เกิด แต่มันหลอกสัตว์ให้ไปหาที่ล่มจม ตายสูญประกาศป้างเลย ตายแล้วสูญเลย ทำดีทำชั่วอะไรไม่รับผลทั้งนั้น นี่ประเภทหนึ่งของพวกกิเลส ประเภทหนึ่งตายแล้วเกิด แต่เคยเกิดเป็นอะไรก็เกิดเป็นอันนั้น เคยเกิดเป็นสัตว์ชนิดนี้เกิดเป็นนี้ตลอดไป เกิดเป็นคนเกิดเป็นคนนี้ตลอดไป มีแต่เรื่องหลอกลวง ไม่มีอะไรจริง ต่อไปนี้จะให้ศีลให้พร 

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก