ถ้ากิเลสไม่แตกเป็นไม่ถอย
วันที่ 14 เมษายน 2546
สถานที่ : กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ [ค่ำ]

ถ้ากิเลสไม่แตกเป็นไม่ถอย

 

         แต่ก่อนภาคปริยัติมันก็เป็นภาคปริยัติไป เราก็เรียนมาแล้ว จำมาได้ตลอด เป็นแต่เพียงว่าไม่สัมผัสตรงไหน มันก็ไม่รับกัน แล้วก็ไม่ออก เรียนมาแล้วมันก็จำได้ อันนี้อยู่ในความจำก็เงียบ ๆ ถ้ามีเรื่องอะไรผ่านเข้ามาปั๊บ มันก็ออกรับกัน ๆ ตามที่เรียนมา แล้วจำได้อย่างนั้นมา นี่ภาคปริยัติเราก็เคยเทศน์มาแล้ว เทศน์จนกระทั่งเทศน์ไปไม่ได้ อกจะแตกก็เคยมาแล้ว ก็เคยพูดให้ฟัง นี่พี่น้องทั้งหลายยังไม่เคยฟัง ก็หลวงตาองค์นี้ องค์ที่เทศน์อยู่ทั่วประเทศไทยเวลานี้ มันอัดอั้นตันใจ อกจะแตกจริง ๆ นะ เพราะงั้นมันถึงฝังลึกเลย ในชีวิตของเราที่เป็นพระนี้เป็นอันดับหนึ่งเลย ไม่มีวันลืม จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืม คิดไปขบขันของมันไปในขั้นนั้นตอนนั้น

         พูดแบบโลกเราก็ยังโมโหอีตานั้นอยู่ พอเทศน์จบลงเรียบร้อยแล้ว อะไรเสร็จแล้ว มีพวกคณะหนึ่งมาแล้ว มาจากบ้าน แล้วมามากเสียด้วย ตาลีตาลานมา “ท่านเทศน์จบแล้วเหรอ” อีตาคนนี้ “เทศน์จบแล้วจะไปยากอะไร ท่านฉันเพลเสียก่อนแล้วค่อยเทศน์” เราอยากฆ่าคนคนนี้ โมโห ก็มันไม่ได้เทศน์มันจะไปยากอะไร ผู้เทศน์มันอกจะแตก เราก็ไม่ลืมนะ คับหัวอกหมด นี้ละพูดตามหลักความจริง ภาษาธรรมเป็นยังไงก็บอกอย่างงั้น ที่จะไว้หน้าตัวเอง กลัวขายหน้า เอาไว้ทำไมก็มันเป็นอย่างงั้น มันเป็นยังไงก็พูดตามที่มันเป็น

         บวชพรรษาแรกเสียด้วยนะ เวลานั้นไปเจอเอาหนังสืออันหนึ่งที่เขียนไว้ เขียนไว้เรื่องขบขันของตัวเองนั่นแหละ เรื่องนี้เอง ที่ถูกเขานิมนต์เทศน์ไปจนตรอก ปีพ.ศ.นั่นพ.ศ.นั้น เรามาดู เอ้าตาย นี่พึ่งบวชได้พรรษาเดียวเท่านั้น ทีแรกเราเข้าใจว่าสองพรรษา เวลาไปเจอที่เจ้าของเขียนเอาไว้ถึงไปยอมรับ โอ๊ยนี่มันพึ่งพรรษาเดียว พรรษาเดียวเราก็จำได้ว่า พอบวชเข้ามาเดือนหก วันที่ ๑๒ พฤษภา นั่นละเป็นวันเราบวช ๒๔๗๗ จากนั้นมาก็เรียนสวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน ตั้งหน้าตั้งตาเรียน พอจบนี้แล้วก็เรียนปาฏิโมกข์ ก็จบในพรรษานั้น ได้สวดปาฏิโมกข์ตั้งแต่ในพรรษาเสียด้วย สวดกลางพรรษา คือเรียนจบ

         พอออกพรรษาแล้วถูกเขานิมนต์ไปในงานข้าวเปลือก ตามลานข้าว เขาถือเป็นประเพณี นิมนต์พระไปทำบุญที่ลานข้าวเขา เสร็จแล้วเขาถึงจะขนข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉางเขาเป็นปกติ ส่วนมากเขาทำอย่างงั้น แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเขาทำทุกรายนะ แต่ส่วนมากมักเป็นอย่างงั้น เราก็ได้พรรษาเดียว เดือนพฤศจิกากำลังหนาวนะ ไปค้างที่ลานนั่นแหละ เขาจัดทำเลไว้ให้ค้างให้พักที่นั่น สวดมนต์กลางคืนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ค้างที่นั่นเลย เช้ามาเขาก็มาทำบุญใส่บาตร พอฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วเขานิมนต์เทศน์ ทีนี้เราก็พึ่งได้พรรษาเดียว พระที่ไปด้วยนั้นก็พรรษาเท่ากัน แล้วพวกเพื่อน ๆ กันด้วย จะว่าไง มันจำเป็นที่เราไปเป็นหัวหน้าก็เพราะเราบวชก่อนเพื่อน แม้ไม่ก่อนปีก่อนอะไร ก่อนเดือนมันก็ก่อนวันก่อนอะไรอยู่นั่น ก็ต้องยกเป็นอาวุโส คือแก่กว่าเพื่อน ผู้ใหญ่ท่านก็สั่งให้เป็นหัวหน้าไปล่ะซิ

         เวลาเทศน์ไม่ลืมนะ ฝังลึกมาก ปรากฏว่ามันคับหมดเลยในหัวอก ก็ภาษิตหนังสืออะไร ๆ เราก็ยังไม่เคยสนใจเรียน เราเรียนเฉพาะสวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนานได้จบ จากนั้นก็เรียนปาฏิโมกข์จนกระทั่งสวดปาฏิโมกข์ได้ในพรรษา หลังจากนั้นไปแล้วเราถึงจะเริ่มเรียนนักธรรม เรากะไว้อย่างนั้นนะ ปีนี้จะต้องเรียนสวดมนต์ และปาฏิโมกข์ให้ได้เสียก่อน พอปีที่สองตั้งหน้าใส่ฝ่ายนักธรรมเลย พอออกพรรษาเท่านั้นยังไม่ได้เรียนนักธรรม แล้วมันจะไปได้ภาษิตที่ไหนจากไหนมา ยกเป็นคาถาเทศน์ขึ้นมา มันไม่ได้อะไร โอ๊ยคับหัวอก ท่านฉันเพลก่อนแล้วค่อยให้ท่านเทศน์ให้ฟัง ฉันเพลฉันไม่ได้

                    ไม่ลืมนะ ขนมนางเล็กแผ่นเดียวนั่น ฉันไม่ได้ครึ่งเสียด้วยนะ มันกลืนไม่ลง เคี้ยวมันเป็นอะไรอยู่ในนั้น มันเป็นไฟเผาหัวอก จะเอาอะไรมาเทศน์ให้เขาฟัง มันก็จำเป็นเราเป็นหัวหน้า ถึงวาระจำเป็นต้องเทศน์ เราก็เลยไม่ลืม คาถาที่ยกขึ้นเทศน์ จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา ภาษิตที่เรายกขึ้นเทศน์ในปีนั้น ในพรรษานั้น ในงานนั้น แปลว่าถ้าจิตเศร้าหมองแล้วทุคติเป็นที่หวังได้ ทุคติก็อบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จิตเศร้าหมองเหล่านี้เป็นที่หวังได้ แล้วก็มีอีกภาษิตหนึ่งรับกัน ย้อนหลัง จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา ถ้าจิตผ่องใสแล้ว สุคติเป็นที่หวังได้ สุคติก็โลกสวรรค์ขึ้นไป แต่เราเอาเพียงภาษิตเดียวเท่านั้น

         เวลาอธิบายก็ไปทั้งสองภาษิตนั่นแหละ เวลานั้นกำลังหนาวเสียด้วย เดือนพฤศจิกา เริ่มหนาวนะ เวลาเทศน์มันไม่รู้ตัวนะว่ามันหนาวมันร้อนยังไง แต่พอจบแล้ว จีวรเปียกหมดทั้งผืนเลย คือไม่ใช่เหงื่อธรรมดา  เขาเรียกว่ายางตายมันออก พิลึกพิลั่น นี่ที่ว่าเป็นบทที่สะเทือนใจมากที่สุดในการเทศน์สอนโลก นี้เป็นครั้งแรกไม่ลืม หลังจากนั้นไปแล้วมันก็เป็นพรรษาสองพรรษาสาม หากจำเป็นมันก็เรียนไปแล้ว มันก็พอด้นพอเดาไปได้ เพราะเราได้เรียน อันนี้ไม่ได้เรียน ก็ได้ภาษิตสองสามภาษิต จะเอาภาษิตนี้มาเทศน์เท่านั้น นี่ว่าหนักมาก

         พอกลับไปวัดท่องกัณฑ์เทศน์ของท่านเจ้าคุณอุบาลี ท่องได้ทั้งกัณฑ์เลยนะ คล่อง ปาฏิโมกข์ยังสู้ไม่ได้ เรียนจดจำจนคล่องปาก ไปไหนกูไม่ได้ เทศน์งานไหนกูก็จะเอาอันนี้ เวลาท่องจบ คล่องปาก จากนั้นก็เลยไม่ได้เทศน์อีก แล้วเทศน์กัณฑ์นี้ก็ไม่ได้เทศน์จนลืมหมด ภาษิตของท่านเจ้าคุณอุบาลีที่เราท่องมาจนจำได้คล่องปาก ลืมหมดเลยนะ จนกระทั่งทุกวันนี้ลืมหมด เพราะท่องได้เฉย ๆ ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องเทศน์อีก มีเท่านั้นแหละ

         นี่เรียกว่าจนตรอกจนมุม คราวจนตรอกจนมุมจนตรงนี้ เราไม่ลืม ชีวิตของพระเราก็ตรงนี้ละ คับหมด หนักหัวอก คิดดูซิเหงื่อนี้แตกออกมานี่ หน้าหนาวเปียกหมดนะจีวร คนจะตายมันดิ้น ยางตายมันก็แตกออก มันไม่ใช่เหงื่อ มันจะเหงื่ออะไร ธรรมดาใครจะมีเหงื่อ ก็มันหนาว มันเหงื่อเสือกตายต่างหาก พูดให้มันเต็มยศอย่างงี้แหละ แล้วก็เรียนต่อไปเลย เรียนไปมาก ๆ ไม่ค่อยได้เทศน์ จำเป็นเทศน์ก็เทศน์ได้ เพราะมันเรียนมาพอประมาณ

         จนกระทั่งเรียนสอบได้มหาเปรียญอะไรแล้ว เรื่องการเทศน์ไม่เป็นกังวล แต่ไม่ค่อยได้เทศน์ เพราะนาน ๆ จะมีความจำเป็นทีหนึ่ง เราก็ไม่เคยเสาะแสวงหาในการเทศน์นะไม่มี แต่เวลาเรียนก็เรียนจริง ๆ จังๆ จบจากความมุ่งหมาย หรือสัจจอธิษฐานที่เราตั้งไว้แล้วเท่านั้นออกเลย จบประโยคสามนี้เป็นเส้น เรียกว่าขีดเส้นตายไว้เลย พอจบประโยคสามแล้วยังไงก็อยู่ไม่ได้ ใครจะมาห้าม เทวดา อินทร์ พรหม มาห้ามไม่ได้ จะออกปฏิบัติเพื่อชำระกิเลส หรือฟัดกับกิเลส แล้วจะให้ได้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ เพราะอ่านในคัมภีร์มันมากต่อมาก มันค่อยซึมซาบเข้า แม้จะไม่ถึงที่ก็ตาม มันก็ซึมซาบเข้ามากแล้ว

         ทีนี้พอได้ไปฟังเทศน์หลวงปู่มั่นเท่านั้น ร้อยเปอร์เซ็นต์ตูมเลยเข้าในหัวใจ นั่นแหละ เวลาท่านเทศน์ท่านถอดออกมาจากหัวใจ ๆ สมกับเจตนาของเราที่เรามุ่งต่อท่าน ประหนึ่งว่าท่านเอาเรดาร์จับไว้หมด นี่ที่สำคัญ พอเข้าไปหาท่านแล้ว เหอ ท่านมาหาอะไร ฟังซิ ท่านมาหามรรค ผล นิพพานเหรอ ขึ้นต้น จากนั้นไล่ไปเลย ต้นไม้ ภูเขา ไม่ใช่มรรค ผล นิพพาน ไม่ใช่กิเลส ฟ้า แดด ดิน ลม กระจายออก ๆ ไม่ใช่มรรค ผล นิพพาน ไม่ใช่กิเลส ไล่ไป ปัดออกหมด ปฏิเสธหมด ไม่มีอะไรเป็นมรรค ผล นิพพาน ไม่มีอะไรเป็นกิเลส สิ่งเหล่านั้น

         เวลารวมมาแล้วกิเลสอย่างแท้จริงแล้วอยู่ที่ใจ มรรค ผล นิพพานแท้จริงอยู่ที่ใจ ไล่ลง ๆ ก็มันฟังจริง ๆ มันก็ถึงใจเลยแหละ ท่านเทศน์เหมือนเอาเรดาร์จับ นี่ท่านถอดออกมาจากหัวใจท่านทุ่มใส่เต็มเหนี่ยว เราก็เตรียมพร้อมที่จะรับเต็มเหนี่ยวเหมือนกัน มันก็เข้ากันสนิทนะ ตั้งแต่บัดนั้นมา ความอ่อนแอจึงไม่มี ความพากเพียรนี่พุ่งๆ เลย เพื่อให้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ๆ เท่านั้น เชื่อแน่ในท่านแล้วคือพระอรหันต์ ยิ่งฟังไปเท่าไรยิ่งมั่นคงๆ ยิ่งเชื่อแน่ฟังลึกลงไปว่าท่านไม่ใช่ผู้อื่นใด คือพระอรหันต์สมัยปัจจุบันสดๆ ร้อนๆ มันก็เป็นพลังหนุนหัวใจของเราให้มีความพากเพียรหนักแน่นขึ้นๆ เรื่อยๆ

         จากนั้นก็เอากันใหญ่ ดังที่เคยเล่าให้ฟัง ถึงจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหนมันก็ไม่ถอย เรื่องความพากความเพียร แม้น้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาสู้กิเลสไม่ได้มันก็ไม่ถอย เอากันจนได้ แต่ความทุกข์ก็คือการเทศน์ครั้งนั้นที่จนตรอกจนมุมที่สุด ตีบตันอั้นตู้ จากนั้นก็ไม่มีอะไร ส่วนที่เราฟัดกับกิเลสเป็นความทุกข์อะไร ๆ นั้น  เราไม่เกี่ยวข้องกับใคร เป็นกับตายก็เราเป็นได้ตายได้คนเดียว อันนี้มันเกี่ยวข้องกับประชาชน ส่วนการปฏิบัติตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับใคร มีเราคนเดียว เป็นก็เราคนเดียว ตายก็เราคนเดียว ฟัดกันเลย ถึงจะเด็ดขนาดไหนเรื่องความทุกข์นี่มันทุกข์มาก ไม่สงสัยเรื่องความทุกข์ความทรมาน ในการประกอบความพากเพียร เอาเสียจนก้นแตก

         เรานั่งอยู่นี้นั่งขัดสมาธิ มันเหมือนไฟนะ เหมือนไฟเผาหัวตอที่อยู่กลางทุ่งนา ไฟเผาแดงโร่ หัวตอนั้น อันนี้เราที่นั่งอยู่นั้นเหมือนหัวตอ ทุกขเวทนาซึ่งเป็นเหมือนไฟเผาเราแบบนั้น อะไรจะพังก็ให้พัง อะไรจะตายก็ตาย อะไรจะตายก่อนตายหลังให้ทราบ เวลานี้เรามาเรียนธรรม เราจะถอนไม่ได้ เพราะการศึกษาทางปริยัติก็เรียนมาแล้ว แล้วฟังอุบายวิธีการต่าง ๆ จากพ่อแม่ครูอาจารย์ ก็ฟังอย่างถึงใจ ๆ แล้วสนุกฟัดกันล่ะซิ นี่เรื่องราว ไอ้เรื่องล้มลุกคลุกคลานนั้น ๆ เราไม่พูดเฉย ๆ เพราะเราเคยพูดแล้ว ตอนที่มันหนักมากอีกอันหนึ่งก็คือ เหมือนไฟเผาหัวตอ ทุกขเวทนาแสนสาหัส มันเผาเราทั้งคน เหมือนหนึ่งว่าจะพังไปหมดเลย

         แต่สำคัญที่จิตมันไม่ได้ร้อนนะ มันเป็นเฉพาะร่างกาย ทุกข์เฉพาะร่างกาย ทรมานเฉพาะร่างกาย แต่จิตมันหมุนของมันติ้ว ๆ ด้วยสติปัญญาแก้เหตุการณ์อันนี้ มันไม่ได้ร้อนนะ นี่มันต่างกัน ทุกข์ทางกายจะมากขนาดไหน เมื่อทุกข์ทางจิตไม่ตอบรับกันแล้ว มันพอสู้ทั้งนั้นคนเรา เวลาเอากันอย่างเต็มเหนี่ยวนั้นทุกข์ทางใจมันไม่มี มีแต่สติปัญญาหมุนติ้ว แก้เรื่องเหตุการณ์ต่าง ๆ จนกระทั่งได้หลักได้เกณฑ์ ได้ความแปลกประหลาด และอัศจรรย์ขึ้นมาในเวลาสละตายอย่างนั้น คือสละตายด้วยการนั่งหามรุ่งหามค่ำ ได้ขึ้นมาแบบอัศจรรย์ที่เราไม่เคยคาดเคยคิด ด้วยอำนาจของสติปัญญาหมุนตัวเป็นเกลียว ในเวลาจนตรอกมันก็แก้กันได้

         ความทุกข์อันนี้เราก็ยอมรับว่าทุกข์  จากนั้นก้าวขึ้นธรรมะขั้นสูง ก็ทุกข์เป็นขั้นเป็นตอนขึ้นไป ๆ แต่ทุกข์ขั้นสูงนั้นมันมีผลตอบแทนให้เห็นประจักษ์ ๆ อยู่แล้ว เป็นพื้นเพภายในใจ เพราะงั้นมันถึงขยับใหญ่ เวลามันเอาจริงจังจริง ๆ มันคล่องแคล่วว่องไวทางสติปัญญาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว นิพพานเหมือนอยู่ชั่วเอื้อม ๆ เราเคยคิดเคยคาดไว้เมื่อไร เหตุผลกลไกมันรับกันแล้ว มันเป็นอย่างงั้นจะให้ว่าไง เหมือนว่านิพพานอยู่ชั่วเอื้อม ๆ ความเห็นทุกข์ก็เห็นเต็มหัวอก ความเห็นคุณของความหลุดพ้นจากทุกข์ก็เต็มหัวอกด้วยกัน เมื่อต่างอันต่างเต็มหัวอกแล้ว พลังใจไม่ต้องบอกมาเอง หมุนติ้วเลย

         เราเคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง พูดอย่างละเอียดมาหลายหนแล้วนะ พูดถึงเรื่องของกิเลสที่มันผูกมัดหัวใจของสัตว์โลก อันนี้ไม่มีใครมาพูด เราแน่ใจเลยว่าเรายังไม่เคยได้ยินใครมาพูด ยกเว้นพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ถึงท่านไม่พูดก็ตามยอมรับแล้ว ที่จะมาพูดออกปากออกคำให้ทราบ ดังที่เรานำมาพูดจากเหตุการณ์ที่เราผ่านมาแล้วนี้ไม่มี เวลาธรรมดานี้ คือกิเลสมันทำงานของมันบนหัวใจสัตว์ หนุนอยู่ตลอด ผลักดันให้อยาก อยากคิด อยากดู อยากรู้ อยากเห็น อยากไม่มีประมาณ นี่ความอยากออกมาจากใจ กิเลสมันอยู่ในใจ มันผลักดันออกมาเรื่อย ๆ เป็นอัตโนมัติของมัน พอตื่นนอนแล้วเครื่องมันติดเองเรียบร้อยแล้ว เครื่องปรุงเครื่องแต่งที่จะฉุดลากสัตว์ให้จมไปตามมัน มันคิด มันปรุงจิปาถะ จนกระทั่งหลับ

         นี่ที่มันคิดมันปรุงมีตั้งแต่กิเลสทำงานโดยอัตโนมัติของมัน ซึ่งเราเองก็ไม่รู้นะ ว่ากิเลสทำงานโดยอัตโนมัติของมัน ไม่รู้ นี่เป็นประจำ ๆ ในสัตว์โลกทั้งหลายเป็นอย่างนี้ เราก็ได้มาตอนที่เราประกอบความพากเพียร นี่เวลาธรรมขั้นรับกันแล้ว ทั้งสองกระจ่างแจ้งที่จิตใจด้วยกัน นี่เวลากิเลสมันมีกำลัง มันก็สร้างภพสร้างชาติ สร้างกองทุกข์ทั้งหลายทับถมหัวใจเรา บีบบี้สีไฟในหัวใจเราไปตลอด ๆ เป็นอัตโนมัติของมัน เราเองก็ไม่รู้ เวลาความเพียรดำเนินไป ๆ ก้าวเข้าไป ๆ จนกระทั่งถึงขั้นละเอียด ขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ ขั้นนี้ราบรื่น มีแต่จะออกท่าเดียว ที่จะถอยไม่มี หมุนออกท่าเดียว หมุนออกมันก็เป็นอัตโนมัติ

         ตั้งแต่ตื่นนอนปั๊บมันจะหมุนของมันแก้กิเลสเป็นลำดับลำดา แต่ก่อนกิเลสพอตื่นขึ้นมานี้ มันจะทำงานของมันด้วยการผูกมัดสัตว์โลกตลอดเวลา ธรรมะนี้เวลามีกำลังแล้ว มันก็ทำงานของธรรมะด้วยสติด้วยปัญญา เป็นอัตโนมัติตั้งแต่ขณะตื่นนอนจนกระทั่งหลับ หมุนอยู่อย่างงั้นตลอดเวลา ไม่มีที่ว่าเช้า สาย บ่าย เย็น เวล่ำเวลาไม่เข้ามาเกี่ยวข้องได้เลย อันนี้หมุนตัว เหมือนนักมวยเขาเข้าวงในกัน ต่อยกันไม่มีถอย นี่ละทีนี้เรียกว่าสติปัญญาซึ่งเป็นฝ่ายธรรม ทำงานแก้กิเลสเป็นอัตโนมัติ ไม่ถามใครมันก็รู้ จากนั้นก็หมุนเข้าไปเรื่อย เร่งเรื่อย รวดเร็วเรื่อย คล่องตัวเรื่อย ละเอียดลออเรื่อย ก็ยิ่งเป็นอัตโนมัติ ละเอียดลออเข้าไปเรื่อย

         ตั้งแต่สติปัญญาเป็นอัตโนมัติแล้วกิเลสไม่มีทางที่จะสั่งสมตัวขึ้นมาเพื่อเป็นภัยต่อจิตใจดวงนี้อีก มีอยู่แล้วก็ค่อยมุดค่อยมอดลงไป เพราะสติปัญญาอัตโนมัตินี้สังหารมัน หรือเผามันเรื่อย ๆ แล้วมันจะมีโอกาสมาจากไหน ที่จะมาตั้งเนื้อตั้งตัวขึ้นมาต่อสู้กับธรรมะประเภทนี้ได้อีก ไม่มี ทีนี้กิเลสที่ตั้งขึ้นมาใหม่นี้ไม่มี มีแต่จะค่อยกุดค่อยมอดไปด้วยสติปัญญาอัตโนมัติ สังหารหรือเผาไปเรื่อย ๆ ไม่มีแหละ ตั้งแต่เริ่ม สติปัญญาอัตโนมัติก้าวเดินไปแล้วนั้น กิเลสจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ไม่มีทาง ไม่มีช่องที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะอำนาจของธรรมเหล่านี้มันคอยเผา คอยตีอยู่ตลอดเวลา โดยอัตโนมัติเหมือนกัน ละเอียดลออเข้าไป คล่องแคล่วว่องไว มันพูดไม่ถูกนะ ไม่เป็นในหัวใจใครมันพูดไม่ถูก

         เมื่อคล่องแคล่วว่องไวเข้าไปแล้ว มันไหลเข้าไปซึมซาบเข้าไป จนเชื่อมโยมถึงมหาสติมหาปัญญา มหาสติมหาปัญญาแต่ก่อนเราก็คิดคาดเอาไว้ เช่นสติปัญญาอัตโนมัติก็คิดคาดเอาไว้ลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ได้ถึงใจอะไรแหละคิดธรรมดา แต่พอเวลามันเป็นสติอัตโนมัติขึ้นมานี้มันถึงใจ ๆ  เพราะมันเป็นที่หัวใจเอง จากการภาวนาของเรา และจากนั้นมันก็เปลี่ยนสภาพเข้าไปสู่ความละเอียด ๆ จนเชื่อมโยงถึงมหาสติ มหาปัญญา ทีนี้เมื่อมันเชื่อมโยงเข้าไปนั้น มัน เอ๊ย พูดยากนะ ทั้ง ๆ ที่มันรู้ประจักษ์ ความละเอียดของมหาสติ มหาปัญญานี้คาดไม่ถูกเหมือนกัน เวลาเป็นแล้วถึงรู้ มันไม่มีคลื่นนะ คือมันซ่านไปเลย

         นี่มหาสติ มหาปัญญา พอกิเลสแย็บที่ไหนขาดสะบั้น ๆ ไป ตั้งแต่ขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้มันก็ขาดเหมือนกัน แต่เพียงว่าช้าเร็วต่างกันหน่อย พอถึงมหาสติมหาปัญญานี้แล้วรวดเร็ว ไม่ต้องบอกเป็นเอง ๆ พอแย็บทางนี้ขาดให้เห็นแล้ว โดยเราไม่ได้ตั้งเจตนาว่าจะฆ่ากิเลสตัวนั้นนะ แต่ธรรมชาตินี้ตั้งตัวเรียบร้อยแล้ว สติปัญญาอัตโนมัติ หรือมหาสติ มหาปัญญานี้ตั้งตัวไว้พอแล้ว พร้อมแล้ว อะไรผ่านมันถึงเผาเลย ๆ นี่ละขั้นที่ว่าธรรมแก้กิเลส แก้เป็นอัตโนมัติ จนกระทั่งกิเลสไม่มีอะไรเหลือเลย ขั้นมหาสติ มหาปัญญานี้สังหารขาดสะบั้นลงไป ไม่มีอะไรเหลือเลย

         นั่นละสติปัญญาขั้นนี้จึงจะยุติตัวเอง การยุติของสติปัญญาขั้นนี้ก็ไม่ต้องได้บังคับ หากเป็นธรรมดา พักลงเอง ๆ เหมือนเราทำการทำงานอันนี้เสร็จแล้ว เครื่องมือของเราก็ปล่อยได้ อันนี้เป็นเครื่องมือเท่านั้น เป็นมรรค มหาสติ มหาปัญญาเป็นเครื่องมือแก้กิเลสส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียดเป็นลำดับ จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นแล้ว เหล่านี้ก็ค่อยระงับตัวลงไป ค่อยเปลี่ยนสภาพของตัวเองไปสู่ความปกติ โดยไม่ต้องถูกบังคับบัญชาอะไรในเรื่องความเพียร หรือในเรื่องพักตัว หรือว่าหยุดไม่มี หากเป็นเรื่องธรรมชาติพอเหมาะพอดี

         นี่แหละที่เรียกว่าธรรมแก้กิเลส แก้อัตโนมัติ เมื่อถึงขั้นแก้แล้วพอกันเลยนะ ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน กิเลสนี้สร้างภพสร้างชาติในหัวใจของสัตว์ สร้างบาปสร้างกรรมในหัวใจของสัตว์นี้เป็นอัตโนมัติอย่างนี้ตลอดไป แล้วจะตลอดไปไม่มีที่สิ้นสุดยุติได้เลย มีไปตลอดอย่างนี้ อนมตคฺโค แปลว่าไม่มีที่สุด ไม่มีต้นทางปลายทาง เรียกว่า อนมตคฺโค คือไม่มีสิ้นสุด จะหมุนของมันไปเป็นกิเลสไปเรื่อย สร้างภพสร้างชาติไปเรื่อยๆ  ๆ นี่เป็นอัตโนมัติของกิเลส ทีนี้เมื่อเวลาเข้ามาทางด้านความเพียรที่จะสังหารกัน เห็นประจักษ์ในใจก็อย่างที่ว่านี่

         เบื้องต้นก็ล้มลุกคลุกคลานเป็นอย่างนี้ก็ยอมรับว่าเป็น หมุนไม่หยุดไม่ถอย ความเพียรหมุนไม่ถอย สู้ไม่ถอยต่อไปก็ค่อยมีกำลังวังชา เหมือนเขาฝึกหัดมวย ต่อยกระสอบบ้าง ต่อยอะไรบ้าง ต่อไปก็ต่อยหน้าผากคน เข้าใจไหมล่ะ อันนี้ก็แบบเดียวกัน พอค่อยนั่นขึ้นไปมันก็ค่อยคล่องตัว ๆ จนกระทั่งถึงดังที่ว่า ไปถึงขั้นนั่งหามรุ่งหามค่ำ ก้นแตก เอ้า แตกก็แตกไป ไม่เคยสนใจกับก้น ถ้ากิเลสไม่แตกเป็นไม่ถอย นั่นเห็นไหมล่ะ นู่นน่ะเวลามันหมุนของมัน พอก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญานี้ อันนี้มันเพลินเกินไปนะ ได้รั้งเอาไว้ ธรรมที่ว่าความเพียรถูไถ โอ๊ย ไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่สติปัญญาอัตโนมัติปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว ที่จะได้มีความพากความเพียรถูไถอย่างนี้ไม่มี ต้องรั้งเอาไว้ ไม่งั้นมันจะเลยเถิด

         นี่ความเลยเถิดมี เพราะความรีบความด่วนอยากจะหลุดพ้นจากทุกข์ ถ้าเป็นมีดก็ทั้งเอาสันทั้งเอาคมลงฟันเรื่อย มีแต่จะให้มันขาด บางทีก็สัน บางทีก็ข้างลง บางทีก็คมลง ด้วยความรีบด่วน อันนี้ความเพียรก็แบบเดียวกัน จึงต้องรั้งเอาไว้ รั้งให้พักผ่อนนอนหลับ รับประทานอาหารให้สบาย นี่ประการหนึ่ง รั้งเอาไว้ด้วยสมาธิ ให้พักอยู่ในสมาธิ ไม่ต้องคิดต้องปรุงเรื่องสติปัญญาอันใดทั้งสิ้น ให้จิตพักเป็นสมาธิในเวลานั้นโดยถ่ายเดียวเท่านั้น นี่เรียกว่าพัก ต้องพักจิต รั้งเข้ามาพักจิต แล้วพักผ่อนนอนหลับ ถ้าไม่นอนไม่ได้ตาย ไม่กินไม่ได้ตาย ไม่เข้าสู่สมาธิไม่ได้ แบบเดียวกันอีก จึงต้องมีการรั้งเอาไว้ให้อยู่ในความพอเหมาะพอดี

         นี่ละถึงขั้นความเพียร ขั้นของธรรมที่เป็นอัตโนมัติ แก้กิเลสเป็นอัตโนมัติ เหมือนกันกับกิเลสผูกมัดสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติของมัน เป็นแบบเดียวกัน ไม่มีอะไรแปลกต่างกันเลย เมื่อถึงขั้นเป็นอัตโนมัติของธรรม แก้กิเลสแล้ว เอาจนกิเลสสิ้นซากไม่มีเหลือเลย นั่นแหละยุติเอง วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ เสร็จแล้วงานที่รื้อภพรื้อชาติด้วยความลำบากลำบน สุดขีดสุดแดนได้สิ้นสุดยุติลงไปแล้วเวลานี้ ไม่มีกิเลสตัวใดที่จะมาเป็นข้าศึกให้ได้ต่อกรอีกแล้ว มันขาดสะบั้นให้เห็นชัด ๆ ในหัวใจ เวลามันติดพันกันไปมันก็รู้ เอาจนกระทั่งฟาดมันขาดสะบั้นลงไป

         เวลามันตายแล้วมันจะรู้ได้ยังไงใช่ไหม เวลามันติดพันกันมันก็รู้ นี่ละธรรมเหล่านี้ใครมาพูด เราผ่านมานี้เราก็ไม่เคยเห็นใครเอามาพูดอย่างนี้ ยกพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น เพราะนี่เป็นนิสัยสติปัญญาหมุนพิสดารมาก สติปัญญาประเภทนี้จะไม่ได้เป็นทุกองค์นะ มีความหยาบ ความละเอียด ช้าเร็วต่างกัน แต่สติปัญญาขั้นนี้ของท่านผู้เกรียงไกร คือหลวงปู่มั่นเรา นี่ละประเภทนี้ประเภทฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ จนกระทั่งกิเลสสิ้นซากลงไปแล้ว ไม่มีอะไรเหลือเลย

         คำว่าฆ่ากิเลสอัตโนมัติก็ยุติ เรียกว่าหยุดทันที ขึ้นมาแทนที่ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ งานการฆ่ากิเลสหมดแล้วตั้งแต่ขณะนั้น จากนั้นไปจนกระทั่งถึงท่านนิพพาน ไม่ว่าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์พระองค์ใดนะ จะไม่มีการทำความเพียรเพื่อถอดถอนกิเลสอีกต่อไป นอกจากการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อธรรมหลายด้าน อันหนึ่งเพื่อธาตุเพื่อขันธ์ เปลี่ยนแปลงอิริยาบถ ขัดข้องตรงไหนเปลี่ยนแปลงอิริยาบถ อันลึกลับก็คือว่า เดินจงกรมหรือยืนพิจารณารำพึงในธรรมทั้งหลาย หยาบละเอียดนี้เป็นที่พูดยากอยู่นะ หากเป็นในจิต

         เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านจึงเดินจงกรมตลอดวันนิพพาน ท่านไม่เคยลดละ ใครผ่านเข้าไปมันก็รู้เอง บางคนมันก็หูหนวกตาบอด มันไม่เคยได้ทำความพากความเพียร มันว่าท่านสำเร็จอรหันต์ ท่านทำความเพียรอีกเหรอ ท่านทำทำไม พ่อมึงเคยทำไหมอยากว่างั้น  นอนยิ่งกว่าหมูขึ้นเขียง มาถามกูทำไม กูจะตีหน้าผากเอานะ ฟังชัด ๆ ซิ นี่พูดด้วยความสัตย์ความจริง เป็นภาษาธรรมล้วน ๆ เข้าใจไหม ให้มันถึงใจผู้ฟังซิ พูดเหยาะแหยะ ๆ พูดเล่น ๆ ได้เหรอ กิเลสมัดคอเรามามันเอาเล่นเมื่อไร มันเอาจริงเอาจัง เมื่อถึงวาระที่จะมัดคอกิเลสก็ฟาดมันทั้งโคตร มัดมันหมดเลย ท่านสิ้นกิเลสท่านเดินจงกรมเหรอ ท่านเดินหาอะไร ไม่รู้เรื่อง ท่านผู้รู้เรื่อง ท่านผู้ทำ ท่านทำของท่านอยู่ ท่านจะมาตอบหาอะไร เหมือนตอบคนตายทั้งที่หายใจฟอด ๆ แล้วท่านจะมาตอบให้เสียเวล่ำเวลาอะไร

         นี่ฟังซิท่านทั้งหลายธรรมของพระพุทธเจ้า เปิดขึ้นมาที่จิตใจ คัมภีร์เรียนมานั้นแบบแปลนแผนผัง เรียนเข้ามา น้อมเข้ามาสู่ใจ ผิด ถูก ชั่ว ดี ท่านจะชี้เข้ามาที่ใจ ๆ เราพยายามแก้ไขดัดแปลงตามนี้ ๆ โดยถือธรรมที่เราเรียนมาในคัมภีร์นั้นเป็นแปลน และคอยแนะเราตรงไหน ๆ ผิดตรงไหนเราพยายามแก้ๆ ๆ และส่งเสริมในสิ่งที่ถูก เรียกว่าแปลน  พระไตรปิฎกแปลนทั้งนั้นนะ แปลนการฆ่ากิเลส แปลนแห่งมรรค ผล นิพพาน อยู่ในนั้นหมด เรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่มีอะไรสงสัย เพราะศาสดาองค์เอกเป็นผู้ตรัสไว้ชอบ รู้โดยชอบ จึงเป็นธรรมที่สมบูรณ์แบบเต็มที่แล้ว

         เรื่องใคร ๆ ที่จะมาคัดค้านต้านทาน ว่ามรรค ผล นิพพาน สิ้นเขตสิ้นสมัย มันพวกตาบอดหูหนวก พวกหนาที่สุด อย่าฟังนะ อย่าไปฟังจริง ๆ ไม่ได้นะจมกับมัน พวกนี้พวกตาบอดหูหนวก อย่าไปฟังให้เสียเวล่ำเวลา ศาสดาองค์เอกของเราเป็นผู้สอนโลกโดยแท้ และรื้อขนสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ไปมากมายก่ายกอง ทำไมจะไม่มีราคา ยังจะมีราคาตั้งแต่พวกหูหนวกตาบอด ปฏิเสธมรรค ผล นิพพาน เหรอ คนอื่นทำแทบเป็นแทบตาย ไปคอยตัดคะแนนเขาให้คะแนนเขา พวกนี้มันไม่เกิดประโยชน์อะไรนะ พวกหนักโลกเปล่า ๆ ประพฤติตัวทำตนเป็นคนรกโลกเท่านั้นเอง เราเอาให้ดีนะ

         นี้เราสอนอะไรบรรดาพี่น้องทั้งหลายเราสอนด้วยความสัตย์ความจริง เราไม่มีสงสัยอะไร เปิดโล่งเลย เวลาคับหัวอก ฉันขนมนางเล็กครึ่งแผ่นก็ไม่หมด ก็พูดแล้ว จะเอาอะไรเทศน์ให้เขาฟัง ยังโมโหให้อีตานั้นอยู่ จะตามไปฆ่า "ท่านเทศน์แล้วเหรอ ๆ" ตาลีตาลาน รีบ ๆ ด่วน ๆ มาเป็นคณะ ๆ มา พูดอย่างสบายด้วยนะ "ท่านเทศน์จบแล้วจะไปยากอะไรให้ท่านฉันเพลเสียก่อนแล้วท่านเทศน์ให้ฟังเอง" จะไปยากอะไรเทศน์ แค้นมันจะตาย ผู้เทศน์เป็นเรา ผู้พูดผู้โม้มันเป็นเขา มันตายรึยัง ถ้ายังไม่ตายไปถึงอุดร ไปบ้านตาดแล้วจะตีเกราะประชุมค้นหาไอ้นี้ไปเอามันมาฆ่า มันโมโหยังไม่หยุด นั่นเวลามันคับมันแค้น กิเลสพาให้คับให้แค้นนะ ไม่มีอะไรพาให้คับให้แค้น พูดอะไรไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เกรงนั้นเกรงนี้ มีแต่กิเลส

         นี่ละท่านว่าเกรงเขาเกรงเรา เกรงใจเขาเกรงใจเราซึ่งเป็นรั้วกั้นของกิเลสทั้งนั้น ปิดหัวใจให้ออกไม่ได้ เรียกว่าเกรงใจเขาเกรงใจเรา โลกพูดอะไรให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มความสัตย์ความจริง พูดไม่ได้เพราะกิเลสปิดกั้นเอาไว้ พูดอะไรก็ติดเขาติดเรา ธรรมท่านไม่ได้ติดอะไร ท่านเองท่านก็ไม่ได้ติดกิเลส กิเลสไม่มีในใจของท่าน แล้วท่านจะไปติดใครที่ไหนล่ะ มีอะไรท่านก็ว่าไปตามหลักความจริง ธรรมพระพุทธเจ้าท่านเป็นอย่างงั้น ความจริงมีอยู่ทำไมพูดไม่ได้ ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็พูดเพื่อจะให้แก้ให้ถอน ทำไมพูดไม่ได้ ถ้าเป็นฝ่ายดีก็เพื่อจะให้บำรุงรักษาให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น ทำไมจะพูดไม่ได้สอนไม่ได้ แล้วเกรงใจใครหาเรื่องอะไร พิจารณาซิ

         มันต้องอย่างงั้นซิผู้ปฏิบัติธรรม ธรรมเปิดเผยตลอดเวลาสด ๆ ร้อน ๆ นะธรรมพระพุทธเจ้า คิดดูอย่างเราพูดเสมอ พระอยู่ในป่าในเขาท่านตักตวงเอามรรค ผล นิพพานเงียบ ๆ อยู่ในป่าในเขาน้อยเมื่อไร ทุกวันนี้นะ ท่านไม่จำเป็นต้องมาประกาศลั่นโลกเรื่องอรรถเรื่องธรรมของท่านที่เรียนมา เข้าหากันรู้ทันที องค์นั้นออกมาองค์นี้มา ภาวนาเป็นอย่างนั้น ๆ ๆ บอกแล้วนั่น แล้วยิ่งเป็นอาจารย์ที่เข้าอกเข้าใจ พอแย็บมารู้ทันที ถ้าควรเพิ่มเพิ่มให้ทันที ไม่ถูกประการใดแนะ ปัด อย่าเดินอย่างงั้น อย่าพิจารณาอย่างงั้น ให้พิจารณาอย่างงี้ แน่ะทันทีเลยนะ ท่านปฏิบัติอยู่อย่างงั้น ทั้งวันทั้งคืน อยู่ในป่าในเขา ท่านสนใจแต่อรรถแต่ธรรม ท่านก็ได้แต่อรรถแต่ธรรมล่ะซิ ได้แต่คุณงามความดีประจำตนตลอดเวลา

         นั่นธรรมะมีอยู่ อย่างศาสนาของเราเรียกว่าตลาดแห่งมรรค ผล นิพพาน สด ๆ ร้อน ๆ เป็นอย่างนี้ กิเลสมันก็สด ๆ ร้อน ใครหมุนไปทางกิเลสมันก็เป็นกิเลสเรื่อย ๆ ไป เอาจนจมก็ได้ ใครจะอวดเก่งกว่ากิเลสให้อวดดูซิ ถ้าไม่อยากพัง บาป บุญ นรก สวรรค์ เอ้าสร้างลงไป จม ผู้นี้แหละผู้เก่ง ๆ ท่านสอนพิษภัย บอกสัตว์ทั้งหลายอย่าทำสิ่งเหล่านี้ ก็พวกนี้เองไปตก ทางอรรถทางธรรมก็สด ๆ ร้อน ๆ ผู้ตักตวงเอามรรค ผล นิพพาน คุณงามความดีทั้งหลายตามกำลังของตนท่านก็ตักตวงของท่านไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ เพราะดีกับชั่วมีอยู่เสมอกันในหัวใจของสัตว์โลก กระดิกไปทางดีก็ดีขึ้นมา หมุนไปทางดีดีขึ้นมา หมุนไปทางชั่วชั่วขึ้นมาเผาเจ้าของ หมุนไปทางดีก็ดีขึ้นมาพยุงเจ้าของ พยุง ๆ จนกระทั่งเอาให้หลุดพ้นได้เลย

         ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย นอกจากกิเลสในวัฏวนตัวตาบอดหูหนวกมาตั้งกัปตั้งกัลป์มาหลอกธรรมพระพุทธเจ้า แล้วไม่มีอะไรหลอกในโลกนี้ มีแต่กิเลสหลอกธรรมพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นธรรมสว่างจ้ามาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้ว กิเลสมันอวดฤทธิ์อวดเดชของมัน เราถ้าเชื่อมันแล้วจะจมนะ หลวงตาพูดนี้ไม่มีสะทกสะท้าน ด้วยอำนาจในความเมตตาพี่น้องทั้งหลาย มันเป็นมาพอแล้วเรื่องความเกิดความตาย ภพนั้นภพนี้ ถามอะไรจิตนี้มันมีทางเดินของมันมา ตั้งแต่เรามาจากบ้านของเรามาที่นี่ เราก็มาตามสายทางไหน เราก็ยังจำได้ สิ่งที่พอจำได้ใครมาลบล้างได้ยังไงว่าเราไม่รู้จักทาง มาจากบ้านของเราจนกระทั่งมาถึงสวนแสงธรรม มาทางไหน มาถนนสายไหน แยกตรงไหน ๆ เราผู้มาเองเราจำได้หมด

         เวลาจิตมันได้เปิดของมันออก มันก็เป็นอย่างงั้น เหมือนที่เรามาจากบ้านของเรา มันเกิดกี่ภพกี่ชาติ มันเกิดเป็นเรื่องอะไร ๆ นี้มันเปิดในตัวของมัน ทีนี้พิจารณาตามร่องรอยความเป็นมาของจิต มันก็รู้ไปหมดล่ะซิ พระพุทธเจ้าฟังซิ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังได้ บรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณในปฐมยาม แต่ก่อนพระองค์ไม่ได้บรรลุพระองค์ก็ไม่ได้บอกว่าบรรลุ ไม่รู้ภพชาติของพระองค์เอง พระองค์ก็ยังไม่ประกาศ

         พอปฐมยามในคืนเดือนหกเพ็ญเท่านั้นบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังชาติของพระองค์เองแต่พระองค์เดียว มากี่ภพกี่ชาติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ไหน ๆ ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหม ลงนรกอเวจีเหมือนเรา ตอนที่ท่านยังเป็นเหมือนสัตว์ทั่ว ๆ ไป ท่านก็ต้องได้รับความทุกข์ความลำบากเหมือนสัตว์ทั่ว ๆ ไป เพราะมีการทำบาป ทำกรรมเหมือนกัน เวลาท่านก้าวขึ้นมา ๆ จนกระทั่งถึงขั้นบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังของพระองค์ สยดสยอง รู้ได้หมด เห็นได้หมด แล้วเป็นยังไง ๆ มีไหม หรือว่าตายแล้วสูญ ฟังซิน่ะ

         นี่มันพิลึกจริง ๆ นะกิเลส เอาสัตว์โลกเอาให้จมได้จริง ๆ ไม่มีวันรู้เนื้อรู้ตัว ไม่มีวันเข็ดหลาบอิ่มพอ สอนให้พากันฟังบ้างซิ หรือจะสมัครตายเกิดกันอยู่นี้ แบกกองทุกข์อยู่นี้ไปตั้งกัปตั้งกัลป์ อันนี้เป็นของดิบของดีเหรอ ถ้าอันนี้เป็นของดิบของดี พระพุทธเจ้าก็ไม่มีมาสอนโลก สอนโลกสอนเพื่อให้พ้นจากมหาภัยเหล่านี้ทั้งนั้นแหละ ไม่จำเป็นต้องมีพระพุทธเจ้า นี่มีพระพุทธเจ้าเพราะอะไร ก็เพราะสิ่งนี้เป็นภัย สอนให้รู้เรื่องรู้ราว ให้ยอมรับคำสอนของพระพุทธเจ้านะ

         อันดับที่สอง พอมัชฌิมยามก็บรรลุจุตูปปาตญาณ คือความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลายซึ่งเป็นเช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้า เป็นมาแล้ว เล็งญาณดูเรื่องของสัตว์ทั้งหลาย แหม พูดไม่ได้เลย มันเหลือที่จะพูด จิตดวงไหน ๆ มันก็เท่ากันๆ ไม่มีใครว่าจำนวนน้อยแค่นั้นแค่นี้ที่จะเอามาแข่งขันกัน มันมากพอ ๆ กัน เรื่องเกิดเรื่องตาย เกิดตาย ๆ แบกหามกองทุกข์มานี้เท่าไร พิจารณาดูจุตูปปาตญาณ คือความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นมาตลอด เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า แล้วจึงได้ประมวลเอาทั้งสองนี้ สัตว์เหล่านี้มันเกิดตาย ๆ อยู่ทั้งเขาทั้งเรา ต้นเหตุมันเป็นมาจากอะไร ทีนี้ตามหาต้นเหตุนะ

         เราเกิดมาก็ตายเกิดมาเป็นอย่างนี้ แล้วพิจารณาดูสัตว์ทั้งหลายก็เกิดตาย ๆ แบบเดียวกัน แล้วทั้งเขาทั้งเราที่เกิดตายมาตลอดไม่มีที่สิ้นสุดนี้มีอะไรเป็นสาเหตุ จึงย้อนมาถึงปัจจยาการ ปฏิจจสมุปบาท อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา มาพิจารณาดูอวิชชา ไล่ลงไป อ๋อ มันก็ไปถึงตัวอวิชชา ตัวนี้เองตัวโคตรใหญ่แซ่ใหญ่ ที่พาให้สัตว์ทั้งหลายเกิดตายไม่มีที่สิ้นสุดยุติ คือตัวนี้เองเป็นแกนอยู่ภายในใจ พอทรงทราบแล้วถอนพรวดขึ้นมาเท่านั้นขาดสะบั้นเลย นี่เป็นปัจฉิมยาม ปัจฉิมยามคือจวนสว่าง เรียกว่าตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา อวิชชาม้วนเสื่อเลย นั่นล่ะตรัสรู้ขึ้นมา มาสอนพวกเรามาสอนอย่างนี้ ไม่ได้สอนป่า ๆ เถื่อน ๆ นะ มีหลักมีเกณฑ์มาทุกแบบทุกฉบับ บรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านเป็นของท่านมา

        เฉพาะพระพุทธเจ้าของเรานี้ก็เหมือนกันท่านเป็นแบบเป็นฉบับ ในชาติปัจจุบันนี้ท่านเป็นสิทธัตถราชกุมาร แน่ะก็รู้แล้ว ครองกรุงกบิลพัสดุ์ มาโดยลำดับ ๆ แล้วก็ไล่มาตามตำราเป็นพุทธประวัติ ประวัติของพระพุทธเจ้า จนได้มาตรัสรู้ขึ้นมา นี่ก็มีพระประวัติมา มีร่องมีรอยมาเป็นลำดับลำดา ท่านไม่ได้หูหนาตาเถื่อน มาสอนโลกแบบลูบ ๆ คลำ ๆ นะ เราจึงควรพินิจพิจารณาให้ดี เวลานี้ชีวิตของเราเป็นประกันตัวเองนะ ความสุขความทุกข์จะเกิดขึ้นจากการทำดีทำชั่วของเรา ให้พินิจพิจารณาด้วยดีเสียก่อน ก่อนจะทำอะไร อย่าทำแบบพรวดพราด สุกเอาเผากิน แล้วมันจะเผาตัวตลอดเวลานะ ให้พากันพินิจพิจารณา ศาสนาพุทธเรานี้เลิศเลอแล้ว                    

                    เราประกาศตัวของเราขึ้นมาเป็นที่รับรองพี่น้องทั้งหลายได้เลย ว่าหากว่าการสอนเหล่านี้เป็นความผิดไป หลวงตาจะเป็นผู้ลงนรกแทนพี่น้องทั้งหลาย ถึงขนาดนั้นมันแม่นยำในหัวใจ มันเปิดโล่งหมดจะให้ว่าไง เพราะฉะนั้นการสอนทุกอย่างจึงไม่มีสะทกสะท้าน ไม่ว่าจะพูดสถานที่ใดอะไร ๆ ไม่มีสะทกสะท้าน ก็มันเปิดโล่งหมดแล้วจะให้ไปติดอะไร อั้นอะไร พอที่จะมากลัวนั้นกล้านี้ตัวสั่น ขึ้นบนธรรมาสน์แล้วก็ไปสั่นพูดไม่ได้ มันไม่มีในหัวใจ มันโล่งไปหมดเลย

         สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ     โมฆราช สทา สโต

   อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ          เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

     เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ         มจฺจุราชา ปสฺสติ.

ดูก่อนโมฆราช คนนี้เป็นมานพ ๑๖ คน ที่ไปทูลถามพระพุทธเจ้า ผู้นี้ที่สำเร็จคนหนึ่ง เราไม่พูดอะไรมากมาย เราเอาเฉพาะมานพคนนี้เท่านั้น “ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ” คือผู้นี้ผู้ควรจะพ้นได้เร็ว ๆ ขึ้นตรงนี้เลยนะ ผู้ควรจะไต่เต้าขึ้นมาก็ไต่เต้าขึ้นมา ผู้ควรจะยกผึงเลยก็ยกเลย ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นหลายขั้นหลายตอน  “ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่าว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิ ความเห็นว่าเราว่าเขาเป็นต้นเสียได้ จะพึงข้ามพ้นจากพญามัจจุราชไปเสีย พญามัจจุราชจะมองไม่เห็นผู้พิจารณาโลกเห็นเป็นของว่างเปล่าอยู่อย่างนี้” นี่แปลออก

         เวลามันว่างไปหมด พระพุทธเจ้าสอนโมฆราช มันไม่มีความจริงท่านสอนไปหาอะไร พระพุทธเจ้าทรงว่างไปแล้ว สอนพระโมฆราชให้ว่างอีก แล้วพระโมฆราชปฏิบัติตามพระโมฆราชก็ว่าง บรรดาสาวกทั้งหลายได้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าสอน เวลารู้มันก็รู้อย่างนั้น ก็ว่างอย่างนั้น แล้วจะไปถกไปเถียงกันที่ไหนล่ะ มันจะเป็นบ้ากันที่ไหนอีกพวกเรา คำสอนขนาดนี้แล้วเราจะไปหาที่ไหน ไม่มี ว่ากันจริง ๆ อย่างนี้เรา เรายันได้เลย นี่ว่างเปล่า แล้วจะมีอะไรมาติดมาพันในหัวใจ ว่างจากสมมุติโดยประการทั้งปวง ต้นไม้ ภูเขามี แต่จิตมันว่างจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เหล่านี้มี ท่านยอมรับว่ามี แต่มันไม่มาเกี่ยวข้องพัวพันพอเป็นอุปสรรคต่อกันเหมือนใจที่มีกิเลส

         เมื่อสิ้นกิเลสแล้วมันว่างไปหมดเลย ดิน น้ำ ลม ไฟ ท้องฟ้า มหาสมุทร มันไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค จิตที่มันว่างแทงทะลุไปหมด เรียกว่าจิตนอกสมมุติ แทงทะลุไปหมด นี่จิตพระพุทธเจ้าจิตพระอรหันต์ท่านนำมาสอนโลก พวกเรามันมืดแปดทิศแปดด้าน เอาพระอาทิตย์มาร้อยดวงเหมือนเอามาจุดให้คนตาบอดดูนั้นแหละ พันดวงก็ตาบอดมันจะไปเห็นอะไร ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ให้พากันจำไว้นะ ตั้งใจปฏิบัติ

         เราเป็นลูกชาวพุทธ จะไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวเลยนี้มันเกินไป ยิ่งการอบรมจิตใจให้มีความสงบเย็น มันเป็นหน้าที่ของเราโดยตรง เพราะเราเป็นชาวพุทธ ให้ได้เห็นเหตุเห็นผลของจิตดวงนี้ที่มันแสดงฤทธิ์ตลอดเวลา ด้วยอำนาจของกิเลส ฟัดเหวี่ยงเราเสียจน ยังไม่เห็นโทษเลย ยังดิ้นตามมัน เอาธรรมฟัดกันเข้าไป มันก็ค่อยรู้เรื่องรู้ราว เอาละเท่านั้นพอ

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก