ตรงแน่วตามทางแล้วต้องถึงจุดที่หมาย
วันที่ 8 พฤษภาคม 2546 เวลา 8:15 น. ความยาว 54.2 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ตรงแน่วตามทางแล้วต้องถึงจุดที่หมาย

 

         (วันนี้บ่ายโมงครูบาอาจารย์ต่าง ๆ สายกรรมฐานจะมาประชุมที่หน้าวัดเกี่ยวกับข้อบังคับ ๑๔ ข้อวันนี้ครับ) เออ ไปปรึกษากันให้ดีนะ ปรึกษากันให้ดี ให้อ่านทุกข้อๆ พิจารณาให้ละเอียดลออ เราดูมันมีอะไรๆ อยู่ มันรำคาญเหลือเกินนะ ธรรมวินัยที่จะปฏิบัติตามให้เป็นความสงบร่มเย็นไม่นะ ไปหาเกาตรงนั้นเกาตรงนี้ยิ่งกว่าหมาขี้เรื้อน คนไม่รักในธรรมในวินัยเป็นอย่างนี้แหละ กวนจริงๆ นะ ก็ท่านปฏิบัติมาสักเท่าไรแล้วธรรมวินัยนี่ใช่ไหม อันนี้เป็นอย่างนั้น ไปประชุมกันได้เลยนะ พิจารณาให้ละเอียดลออเป็นข้อๆ เป็นยังไง อย่าให้เรามานั่งด้วยเลย ไปพิจารณากันเอง เรื่องราวได้อะไรแล้วค่อยมาหาเรา ทีนี้เราจะพิจารณาอีกทีหนึ่ง แล้วก็ออกละที่นี่ ถ้าได้ผ่านเราแล้วออกแหละ

อ่านมันอ่านลวกๆ มีอะไรขึ้นมาอีก แน่ะ ๑๓-๑๔ ข้อ ดูว่าเป็นทางมหาเถรสมาคมเป็นผู้แต่งขึ้นมาใช่ไหม (ใช่ครับ) เออ วันนี้จะเอาออกให้พระวิจารณ์กันดูทุกสิ่งทุกอย่างทุกข้อทั้ง ๑๔ ข้อ เขาอ่านให้เราฟัง เพราะฉะนั้นเราถึงเป็นผู้สั่งให้พระพวกเราทั้งหมดนำอันนี้ไปวินิจฉัยเสียก่อนให้เรียบร้อยนะ ได้ความยังไงแล้วค่อยมาพูดให้เราฟังอีกทีหนึ่ง รวมแล้วก็เรียกว่าเราเป็นผู้จะสรุปเรื่องราวให้ได้ความทุกอย่างๆ เสียก่อน วันนี้พระจะประชุมกันที่ศาลาใหญ่ เขาจะประชุมกันตอนบ่ายหรือตอนไหน (บ่ายโมงครับผม) อ๋อ บ่ายโมง พอดีละ

(อันนี้เป็นเรื่องของ มส.เขาจะประชุมกันวันที่ ๑๐ เข้า มส.วันที่ ๑๐ ถ้า มส.มีมติก็ให้สมเด็จพระสังฆราชทรงลงพระนามก็ประกาศใช้ได้ ไม่ต้องเสนอรัฐบาล ถ้ามีอะไรขัดแย้งกันเราก็จะกราบเรียนให้ท่านนายกทราบด้วย ท่านจะได้เข้าใจเรื่องของพระ) พูดง่ายๆ ก็คือว่า พวกเราต้องเป็นที่แน่ใจแล้วปล่อยมือถึงจะขึ้นได้ใช่ไหมล่ะ ถ้าทางนี้ยังไม่แน่ใจ ไปไหนมันก็ต้องลากโยงลงมาอย่างที่แล้วมาแล้ว ว่าขึ้นสภานั้นขึ้นสภานี้ เอ้า ขึ้นแล้วขึ้นไป ว่างี้นะเรา เราอยู่ข้างหลัง มีแต่แบบถูลู่ถูกัง เอาหลักธรรมวินัยพระพุทธเจ้าถูลู่ถูกังที่ไหนน่า อันนี้กำลังพิจารณาอยู่ อันนั้นก็ถูลู่ถูกัง คือลากลงฟาดลงทะเลตูม

อันนี้กำลังเกี่ยวกับเรื่องมหาเถรสมาคม เราไม่ได้แน่ใจที่จะพูดขึ้นมา ก่อนจะกลับมาจากกรุงเทพ พอทราบเรื่องราวนี้แล้วก็สั่งกำชับพระให้รีบประชุม เอานี้มาอ่าน บอกงั้น วันนี้พระจะประชุมกันเรื่องนี้ เราฟังแล้วให้เขาอ่านให้ฟัง แต่นี้ความจำของเรามันไม่ค่อยดี อ่านเข้าไปมันเข้าใจทุกแง่ๆ พอผ่านไปแล้วหายเงียบ จะจับเอามาเป็นสาระอะไร ๆ นี้ไม่ได้ นี่ซิเราเดี๋ยวนี้ลำบากนะ มาอ่านให้ฟัง เข้าใจทุกแง่ ไม่เข้าใจไม่ให้ผ่าน เอ้า ถอยมาอ่านใหม่ อยู่อย่างนั้น เป็นที่เข้าใจ เอ้า ผ่านไป เราคิดว่าคราวนี้ก็คงจะไม่รุนแรงอะไรนัก (ไม่รุนแรงครับ) เพราะเกี่ยวกับเรื่องมหาเถรสมาคม เป็นความเห็นของมหาเถรสมาคมออกมา ทางนี้ก็จะเอาไปวิพากษ์วิจารณ์กันยังไงๆ ถ้าหากว่าไม่มีอะไรขัดข้องต่อพระธรรมวินัย ทางนี้เงียบเขาก็เข้าได้ ถ้ามีอะไรอยู่ก็ต้องได้พูดกันเสียก่อน เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ประชุม วันนี้ประชุม

โอ๊ย ลำบากนะเรา เราหนัก ทุกอย่างมาอยู่นี้หมดเลยไม่อยู่ที่ไหน ยิ่งเรื่องศาสนายิ่งเข้านี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มาอยู่นี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้บอกพระ ดูให้ละเอียดลออนะ เอาหลักธรรมวินัยกาง อ่านผ่านเข้าไปรับกับธรรมวินัยข้อไหน ขัดกันตรงไหนไม่ขัดตรงไหน ให้อ่านให้ละเอียด

เมื่อวานนี้ก็ไปสงเคราะห์พวกด่านเขาสองด่าน เพราะนาน เราไปกรุงเทพกลับมา ตามธรรมดาเดือนหนึ่งไปทีๆ อันนี้เลยไปหลายวัน คงคอยกันเต็มละ ไปก็จริงๆ เต็ม..รอ พอเห็นรถโผล่เข้ามานี้จำได้หมดรถเรา แตกฮือเลย เรียกนู้นเรียกนี้ตบมือ เด็กมากองเป็นกองทัพเมื่อวานนี้ เด็กยังไม่เปิดโรงเรียน เด็กเป็นกองทัพเมื่อวานนี้ด่านแรก ด่านที่สองไม่มากนัก ด่านแรก โอ๋ย เป็นกองทัพเลย เราไม่ลงรถแหละ ให้เขาขนของลงวาง เราคอยดู ละเอียดถี่ถ้วนหมดแล้วถามย้ำอีกทีหนึ่ง แน่ใจแล้วเหรอ แน่แล้วออก ไม่ลงรถ ไปโน้นก็เหมือนกันไม่ลง แบบเดียวกัน เพราะเราไปด้วยความสงสาร คอยดูแลสอดส่อง บกพร่องตรงไหนๆ หรือไปตามทางถ้ามีอะไรควรเอาเราเป็นคนสั่ง ขนเข้ามาในรถ

นี่ฟังซิท่านทั้งหลาย พูดนี้ไม่ได้โอ้ได้อวดนะ แต่ก่อนเราก็ไม่เคยเป็นจิตใจประเภทนี้ เดี๋ยวนี้มันครอบโลกธาตุจะให้ว่าไง ความเมตตา ไม่ได้ถือสีถือสาอะไรเลยนะ ใครจะว่าอะไรไม่สนใจ อะไรที่จะเป็นผลเป็นประโยชน์แก่โลกแล้วจะทำทั้งนั้นๆ เพราะฉะนั้นจึงกล้าได้กล้าเสีย กล้าพูดกล้าทำทุกอย่าง ด้วยความพิจารณาเรียบร้อยแล้ว ออกเลยๆ ไม่ไปหวั่นกับสิ่งใดทั้งนั้น เมื่อถูกแล้วความถูกต้องเป็นที่โลกยอมรับกัน คือธรรม แน่ะ ถ้าไม่ถูกต้องไม่เรียกว่าธรรม ขัดกันวันยังค่ำ ดีไม่ดีกัดกัน เพราะกิเลสกับธรรมต้องเป็นคู่แข่งกันตลอดเวลาดังที่พูดทุกวัน ให้จำเอานะ

มันเกิดอยู่ในหัวใจของสัตว์โลก ทั้งสัตว์ทั้งบุคคล โลกไม่รู้ เรียกว่าไม่รู้เอาเลยแหละ มีพุทธศาสนาเท่านั้น ชี้ศาสนาเดียวเท่านั้นที่จี้ลงจุดมัน ถอนมันออกได้ๆ มีพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์เท่านั้น ว่างั้นเลยนะ เราได้ตรวจพิจารณาเต็มหัวอกเรา ยอมรับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ มาสายเดียวกันหมด เป็นแบบตายตัว รื้อขนสัตว์โลกออกจากปากมารที่มันอยู่อีกฝั่งหนึ่ง เป็นข้าศึกต่อธรรม ธรรมจะว่าเป็นข้าศึกต่อมันก็ถูก มันต้องถือว่าธรรมเป็นข้าศึกต่อมัน เป็นอย่างนั้นแหละ เป็นคู่อยู่ในใจของเรานะไม่อยู่ที่ไหน ธรรมชาติอันนี้จะอยู่ที่หัวใจสัตว์อย่างเดียว ที่อื่นไม่อยู่ อยู่ที่หัวใจสัตว์ ติดแนบอยู่นั้น พาสัตว์เกิดสัตว์ตาย สัตว์ได้รับความทุกข์ความสุขบ้างอะไรนี้ ดีชั่วสับปนกันอยู่นั้น

เราจึงได้ชี้แจงให้ชัดเจนนะ เรื่องกิเลสกับธรรมนี้ไม่มีใครแสดงได้เลยนอกจากพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ จี้ลงในจุดของมันที่เป็นภัยเป็นคุณเลย ธรรมเป็นคุณ เอาออกมาลบล้างสิ่งเหล่านั้น อันนั้นเป็นภัย มีพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ว่าบริสุทธิ์ก็คือชำระอันนี้ออกเรียบร้อยแล้ว ประกาศป้างขึ้นมาเป็นศาสดา แล้วสอนโลกให้ทำวิธีนี้ๆ อย่างน้อยก็เบาบางเรื่องความทุกข์ทั้งหลาย จะค่อยเบาบางลงไป ถ้าไม่มีธรรมแก้นี้ไม่มีหวังเลยนะ ตั้งกัปตั้งกัลป์ กัปไหนกัลป์ใดก็อยู่อย่างนั้น หมุนกันไปอย่างนั้น หมุนขึ้นหมุนลงอยู่นั้นละ มีธรรมเท่านั้นที่จะแก้ออกได้ จึงให้พากันฟังให้ถึงใจนะ

อันนี้ได้ตรวจเต็มกำลังความสามารถในหัวใจเจ้าของ แม้จะหัวใจเท่าหนูก็ตามมันก็เต็มภูมิของหนู มันยอมรับพระพุทธเจ้าทุกอนุกระเบียดเลยเทียว หาที่ค้านไม่ได้เลย เวลามันรู้มันไม่ได้ไปคอยรู้กับพระพุทธเจ้านะ ความจริงมีอยู่ทั่วไป จิตเป็นนักรู้ รู้ตามหลักความเป็นจริงรู้ได้ด้วยกันตามภูมิของตน พระพุทธเจ้าเป็นพุทธวิสัย ภูมิกว้างขวางลึกซึ้ง ภูมิของสาวกลดลงมาแต่ก็เต็มภูมิ เหมือนโอ่งเล็กก็น้ำเต็ม โอ่งใหญ่น้ำเต็ม ใช้ได้มากได้น้อยต่างกันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสาวกทั้งหลายจึงไม่มีที่จะค้านพระพุทธเจ้าได้เลย ไม่มี ยอมรับเลยเทียว จึงยกให้

ท่านทั้งหลายได้เกิดมาพบพุทธศาสนาเลิศเลอแล้วนะ อย่าปล่อยอย่าวาง ถ้าปล่อยนี้จมนะ บอกชัดๆ เลย จวนจะตายเท่าไรเรายิ่งเร่งธรรมะออก กลัวจะไม่ได้เรื่องได้ราว จะตายจมกันไป บอกออกมาอย่างเปิดเผย อย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่สงสัยอะไรในสิ่งที่รู้ที่เห็นที่เป็น ที่แสดงออกมา พระพุทธเจ้าไม่แสดงก็ตาม ของจริงเป็นอันเดียวกัน ใครไปรู้มันก็เป็นแบบเดียวกันๆ เลย ค้านกันไม่ได้ ยอมรับๆ อย่างว่ากิเลสเกิดที่หัวใจสัตว์ นี่พระพุทธเจ้าแสดงออกก่อนแล้ว ธรรมก็เกิดที่หัวใจสัตว์ และอยู่ที่หัวใจสัตว์โลกด้วยกันทั้งสอง และเป็นข้าศึกต่อหัวใจของสัตว์โลกดวงที่รับภาระนั้นแหละ

กิเลสอยู่ที่หัวใจ บีบบี้สีไฟหัวใจ ลากถูหัวใจออกไปทางต่ำๆ ธรรมะเป็นเครื่องฉุดลากจิตใจขึ้นสู่ทางสูง เพราะฉะนั้นผู้รักธรรมะจึงต้องได้รบกับกิเลส ไม่อย่างนั้นกิเลสเอาไปกินหมด จึงต้องอาศัยธรรมะคอยฉุดคอยลาก เบื้องต้นเราไม่อยากว่าเอน มันอยากวิ่งตามกิเลสทั้งนั้นแหละ แยกออก คือกิเลสมันแหลมคมเอามาก เวลาธรรมยังไม่เข้าถึงใจนี้ กิเลสแหลมคมมากทีเดียว เราฟัดเหวี่ยงกันไป พอจิตได้รับความสงบเย็นใจขึ้นมาก็เริ่มเห็นโทษของกิเลส เพราะกิเลสทำให้ว้าวุ่นขุ่นมัวอย่างนี้ตลอด ธรรมะเป็นสารส้มกวน พอน้ำใสขึ้นมาทีนี้ก็เห็นตะกอนมันนอนก้นลงไป คือกิเลสทั้งนั้น สารส้มกวน น้ำใสขึ้นมา ตะกอนนอนก้นลงไป ก็เห็นโทษของกิเลส ความวุ่นวายที่พวกตะกอนนี้มันอยู่หัวใจสัตว์ เวลากวนเข้าไปเรื่อยๆ น้ำใสสะอาดขึ้นเรื่อยๆ

ทีนี้พอธรรมเข้าสู่ใจแล้วมันก็มองเห็น แต่ก่อนไม่เคยเห็นกิเลสว่าเป็นภัย พอธรรมเกิดขึ้นมากน้อยจะเริ่มเห็นภัยของกิเลสเรื่อยๆ ไป ถ้าไม่มีธรรมแล้วโลกนี่ไม่มีหวังเลย กิเลสนี้ติดแนบตลอดไม่ห่างไกลจากจิตนะ ติดแนบตลอดเลย ธรรมอยู่ด้วยกันก็แสดงออกไม่ได้ เพราะกำลังสู้กิเลสไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องได้อาศัยการได้ยินได้ฟังเพิ่มกำลังจิตใจเข้าไป ก็เพิ่มกำลังใจที่จะประกอบความดีแก้กิเลส ต่อไปกิเลสก็เริ่มเคลื่อนไหวต่อสู้ ทางนี้ต่อสู้ แล้วค่อยเคลื่อนไหวกันไปเท่าไร ต่อไปธรรมก็เหนือขึ้นๆ เหยียบลงๆ เรื่อย จึงว่ามีพุทธศาสนาเดียวเท่านั้น

นอกนั้นเราไม่อยากเรียกว่าศาสนา มันเป็นแนวทางของกิเลสออกจากหัวใจคนแต่ละคน ที่เสกสรรปั้นยอตนว่าเป็นหัวหน้าๆ ศาสนา ตั้งขึ้นเป็นแนวของกิเลสทั้งนั้น ไม่มีธรรมมีวินัย แต่เรื่องพุทธศาสนานี้ออกกระจ่างไปพร้อมๆ กันเลย เป็นธรรมล้วนๆ แก้กิเลสได้ล้วนๆ นะ อันนั้นไม่ได้แก้กิเลส มันสั่งสมกิเลสเข้ามาอยู่ในตัวๆ ศาสนาใดก็ตามจะเป็นศาสนาที่แก้กิเลสเรามองไม่เห็น มีแต่เป็นแนวของกิเลส อุบายของกิเลส ผู้ใดเป็นหัวหน้าก็นำอุบายนี้มาสอน ผู้ที่เชื่อถือและปฏิบัติตามก็สร้างบาปสร้างกรรมไปตาม ๆ กัน ไม่ได้สร้างบุญนะ แต่พุทธศาสนานี่ร้อยทั้งร้อยเลย แม่นยำมาก

การพูดทั้งนี้มันก็มีการกระทบกระเทือน แต่ความจริงก็มีอยู่ในโลก ไม่เอาความจริงมาพูดจะเอาอะไรมาพูด แน่ะ มันก็รับกันที่ตรงนี้ ผู้ต้องการความจริงมีอยู่ ผู้ไม่ต้องการความจริงเขาจะแบกจะหามอะไรก็เป็นเรื่องของเขา แต่ชี้แจงตามหลักความจริงให้ทราบทั่วถึงกันเท่านั้นเอง จึงว่าเราเกิดมาพบพระพุทธศาสนานี้ เรียกว่าเลิศเลอสุดยอดแล้วนะ อย่าปล่อยอย่าวาง นี้เป็นแนวชะล้างจริงๆ นอกนั้นเราไม่อยากบอกว่าชะล้าง มันเป็นแนวของการสั่งสม แต่มาพูดว่าเป็นศาสนาๆ เฉยๆ คำว่าศาสนธรรม ธรรมทั้งหลายไม่ค่อยมี ศาสนาคือคำสอน กิเลสสอนก็ได้ ธรรมสอนก็ได้เป็นไรไป คำสอนว่ากลางๆ แต่ศาสนธรรม ธรรมเป็นคำสอนโดยแท้ เป็นอย่างนั้น

ให้พากันระมัดระวังตัวนะ เวลานี้เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ รู้สึกว่าเหลวไหลไปมากทีเดียว ฟังแต่พูดว่ามากทีเดียวเถอะ มันมองจะไม่เห็นเรื่องของอรรถของธรรมติดแนบอยู่ในจิต แสดงออกมาทางกิริยามารยาทอันเป็นศีลเป็นธรรม มันมีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้นๆ ข้างนอกก็เป็นอย่างนั้น ข้างในย่นเข้ามาหาพระหาเณรอีก มันก็เล่นอยู่คนละแบบ อย่างนี้เล่นอีกแบบหนึ่ง อย่างนั้นเล่นอีกแบบหนึ่ง วิ่งไปตามกิเลสด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครจะฟัดจะเหวี่ยงกับกิเลสเพื่อเอาตัวรอด ยกไว้ผู้ที่ท่านมุ่งหน้ามุ่งตาปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้วเข้าอยู่ในป่าในเขาบำเพ็ญกรรมฐาน เช่นพระกรรมฐานผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรม อันนี้ตรงแน่วเลย ทีนี้ไปแฝงกันก็มี กรรมฐานกาฝากก็มีนะ เราไม่ได้ยอมรับหมดนะ คือไปที่ไหนกิเลสจะต้องปลอมไปด้วยทั้งนั้น ของจริงมีของปลอมต้องแทรกไปไม่มากก็น้อย แต่ที่ไหนที่มันเด่นมากกว่ากัน ก็ยกอันนั้นขึ้นเสีย

เช่นอย่างพระกรรมฐาน ส่วนมากท่านมุ่งต่ออรรถต่อธรรมจริงๆ ผู้ที่จะคอยเป็นกรรมฐานกาฝากแทรกอยู่ในนั้น ทำลายวงกรรมฐานอยู่ในตัวนั้นก็มี จำเอาไว้อย่างนี้นะ ไม่ใช่คำว่าดีแล้วจะดีไปหมด และคำว่าชั่วจะชั่วไปหมดก็ไม่ได้ มีคนดีอยู่ นั่น ว่าจะดีดีไปหมดก็ไม่ได้ มันหากมีชั่วแทรกกันอยู่นั้น ให้พากันเลือกเฟ้นด้วยดีทุกคนๆ พระดีก็มี พระชั่วก็มี คนดีก็มี คนชั่วก็มี ต้องได้เลือกเฟ้น พระพุทธเจ้าวางไว้เป็นกลางๆ ว่า นิสมฺม กรณํ เสยฺโย ให้พินิจพิจารณาใคร่ครวญเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยทำ จะไม่ผิดพลาดมาก นี่ละคำสอนพระพุทธเจ้า ใช้ด้วยการพินิจพิจารณาเสียก่อนแล้วค่อยทำ ไม่ใช่จะพรวดพราดๆ สุกเอาเผากินไปเรื่อย แหลกไปเรื่อยนะ เสีย ต้องใช้ความพินิจพิจารณาก่อน

เราอย่าเชื่อความอยากของเราจนเกินไป ความอยากนี้มันปิดหูปิดตาเราได้อย่างสบายนะ ถ้าลงอยากมากๆ แล้วจะไม่ยอมฟังเสียงอะไร ผิดถูกชั่วดีจะไม่ยอมฟัง ทั้งๆ ที่อันนั้นผิดมันก็ไม่ยอมฟัง ก็เพราะความอยากมันมีอำนาจเหนือกว่า มันลบไปได้เลย ให้ระวังตรงนี้ให้ดี ต้องได้ใช้ความพิจารณา

คำว่าธรรมนี้ก็เป็นขั้นๆ เหมือนกัน ขั้นนี้ต้องใช้ความพิจารณาให้มาก ขั้นสติปัญญายังไม่เคลื่อนไหว ยังไม่เป็นตัวของตัวบ้างพอประมาณ ต้องได้นำออกมาใช้ๆ เป็นประจำ จนกระทั่งสติปัญญามีกำลังวังชาพอรักษาตัวได้บ้างไม่ได้บ้าง ทีนี้ก็เริ่มละที่นี่ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ต่อไปก็ได้ๆ ได้เรื่อย จากนั้นความรอบคอบขอบชิดก็ติดแนบเข้ามาๆ ส่วนที่เป็นภัยได้แก่กิเลสค่อยจางออกไป การอยากทำชั่วนี่ลดน้อยลงๆ การอยากทำดีมีหนาขึ้นๆ ต่อไปความชั่วไม่มีเลย ปัด มีแต่ปัดท่าเดียว แม้จะเป็นมลทินอยู่ในจิตก็รู้ ปัดทันทีเลย ยังไม่ได้บอกว่านี้ชั่วนี้ดี มันรู้ในใจแล้วนั่น ปัดทันทีเลย

สติปัญญาเมื่อเราฝึกหัดดีแล้ว มีความเกรียงไกรคล่องแคล่วแกล้วกล้าว่องไว ทันเหตุการณ์ ถ้าไม่นำมาใช้ก็เหมือนมีดทิ้งไว้ ก็เป็นมีดอยู่งั้น แม้จะเป็นขนาดมีดโกนแหลมคมขนาดไหน มันก็เป็นมีดโกนอยู่งั้นทำประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะไม่เอามาทำ ถ้าเอามาชนิดไหนมันก็เป็นประโยชน์ตามกำลังของมัน เป็นมีดเป็นขวานเป็นสิ่วเป็นอะไร เป็นประโยชน์ตามหน้าที่ของเขา ถ้าไม่เอามาทำมันก็ทิ้งอยู่อย่างนั้น สติปัญญาประเภทไหนก็เหมือนกัน ถ้าเรานำมาใช้ประเภทไหนมันก็ได้เป็นประโยชน์ไปเรื่อย สติปัญญาค่อยแก่กล้าขึ้นแล้วจับอะไรขึ้นมามันชำนาญหมด จับอะไรขึ้นมารู้ทันจับปุ๊บ ทัน งานก็คล่องตัว จับเครื่องมือถูก งานก็คล่องตัว จับสติ ปัญญาปั๊บถูก คล่องตัว

เวลาคล่องตัวไปแล้วเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่จะอืดอาดเนือยนายตลอดเวลานะสติปัญญา เวลาสติปัญญาของกิเลสมันเกรียงไกร สติปัญญาของธรรมก็อืดอาด พอทางนี้คล่องแคล่วเข้าไปทางนั้นก็ค่อยอ่อนตัวลงๆ ทางนี้ก็สับกันยำกันไปเรื่อย มันอยู่ที่หัวใจเรานะ คำว่ากิเลสนั้นมันหนุนหัวใจเรา มันดีดมันดิ้นอยาก อยากตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนมาจนกระทั่งหลับ อยากรู้ อยากเห็น อยากคิด อยากทำ อยากนั้นอยากนี้มันล้อมอยู่ในหัวใจเรา ส่วนมากมีแต่กิเลส มันหิวมันโหยมันอยากตลอดเวลา เพราะฉะนั้น จึงต้องได้ใช้ธรรมพินิจพิจารณาใคร่ครวญ ไม่ให้ดิ้นไปตามความอยากอย่างเดียวจะทำให้เสียเรา จึงต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณา อะไรไม่เหมาะแล้วถึงอยากก็ไม่ทำ หักแล้วหักไว้ ต่อไปมันก็ค่อยฟังเสียงธรรม ถ้าไม่มีการห้ามเลยนี้มันไหลเลยนะ ถ้ามีการหักห้ามได้บ้างเสียบ้างยังดี ครั้นต่อไปก็มีได้มากกว่าเสีย ต่อไปจะทำอะไรนี้สติปัญญาจะมาเอง ทดสอบทันที เป็นหลักธรรมชาติ ทีนี้ก็คล่องตัวไป นี่ละเป็นอย่างนั้นละ

นี่เราก็แก่เข้ามาทุกวัน แล้วการเทศนาว่าการเราพูดตามหลักความจริง ที่เทศน์อย่างที่เราเทศน์นี้ไม่ค่อยมีนะ พูดอย่างตรง อย่างนี้แหละ แล้วเวลานี้ก็กระจายออกไปทั่วโลกไม่ใช่ทั่วประเทศไทยเรา ออกไปทั่วโลกแล้วทางอินเตอร์เน็ต ใครจะฟังจะพิจารณาก็ควรจะฟังควรจะได้ประโยชน์บ้างพอประมาณในระยะนี้นะ เพราะธรรมะนี้ออกทั่วโลกในเวลาช่วยชาติบ้านเมือง แล้วเป็นธรรมะประเภทที่ ถ้าพูดแบบโลก แบบของปลอมก็ว่า ธรรมะนี้ไม่ค่อยมีในคัมภีร์ใบลานนะ เป็นอย่างนั้น ทั้ง ที่เราก็เรียนมา ฟังซิใครก็รู้แล้วว่ามหาบัวนะ เรียนมาจนเป็นมหา ครั้นเวลามาปฏิบัติผลออกมามาขึ้นที่นี่ ไม่ได้ขึ้นที่ตำรา ตำราท่านชี้เข้ามาที่นี่ให้ทำอย่างนี้ๆ พอมันมาเจอที่นี่แล้วมันก็ปล่อยทางโน้น เอาแต่เงื่อนชี้เข้ามานี้ปฏิบัติตามนี้

ต่อไปทางนี้พอตั้งตัวได้แล้วมันจะขึ้นทางนี้ทั้งนั้นแหละ จะไม่ออกนะมันจะขึ้นจากจิตใจ เพราะความจริงจะเกิดขึ้นที่ใจ ความจำเกิดที่ตำรา เราเรียนมากเรียนน้อยจำได้ที่ตำรา แต่เวลานำตำรามาปฏิบัติ ดำเนินตามตำราเหมือนเขาดำเนินตามแปลนบ้าน ปลูกบ้านสร้างเรือนตามแปลน มันก็สำเร็จขึ้นเป็นบ้านเป็นเรือนเหมือนกัน อันนี้ก็เอาแปลนคือตำรานั้นละเข้ามากาง ปฏิบัติตามนี้ก็สำเร็จขึ้นเป็นบ้านเป็นเรือนเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา วิชชาวิมุตติขึ้นเรื่อย ทีนี้เวลาอะไรมันก็ปรากฏที่นี่มันก็ไม่ไปยุ่งกับตำราละซิ ก็ตำราท่านชี้มานี้หมดแล้วไปยุ่งกับท่านหาอะไร นั่น ที่นี่มีอยู่ รู้ที่นี่เห็นที่นี่ชัดที่นี่นะ เวลามันเห็นด้วยความจริงมันไม่ได้เหมือนตำรานะ ตำราเวลาเราอ่านไปมันก็มีความสงสัยเป็นตามภาษาของปุถุชน จะให้มันแน่ใจทีเดียวมันไม่แน่นะ เรียนตำรา

บทเวลามาปฏิบัตินี้แน่ไปเรื่อย นี่มันต่างกันอย่างนี้ พอเจอเข้า อ๋อ ขึ้นทันทีเลย เจอเข้าพับ อ๋อ เข้าเรื่อย นั่นเป็นอย่างนั้น เหมือนเราไปดูแปลนกับมาดูสิ่งปลูกสร้าง แปลนชี้เข้ามาหาสิ่งปลูกสร้าง เราเริ่มปลูกสร้างขึ้นมาอะไร มักจะแน่ใจในสิ่งปลูกสร้างมาก และสนใจในสิ่งปลูกสร้างมากกว่าไปสนใจในแปลนนะ มันจะมาจ้าอยู่ที่นี่ โอ้ นี้วางคานแล้วเหรอ เทคานแล้วเหรอ เหอ เทเสาแล้วเหรอ มันก็จะอยู่ที่นี่ แปลนบอกมาเข้าใจไหม บอกให้ทำอย่างนั้น เลยไม่ไปสนใจแปลน แปลนจะดูแวบชั่วระยะ พออันนี้มันจะจ้อกันอยู่กับแปลนนี้ กับบ้านขึ้นถึงไหนแล้ว อันนี้ภาคปฏิบัติเหมือนกัน พอเวลาเจอเข้าไปมันจะดูตรงนี้ ดูศีล ดูสมาธิ ดูปัญญา ดูกิเลส ดูธรรมในหัวใจด้วยกัน ดูนรกดูเปรต อสุรกาย สวรรค์ พรหมโลก นิพพานมันจะจ้าขึ้นๆ ที่นี่ เพราะแปลนสำเร็จมาหมดแล้ว เรายังไม่ประกอบมันก็ไม่เห็น พอมาประกอบเข้า ถึงขั้นใดภูมิใดที่ควรจะรู้จะเห็น ปิดไม่อยู่ นั่น เอาละนะที่นี่

นี่ละสาวกยอมพระพุทธเจ้ายอมตรงนี้ ไม่เห็นพระพุทธเจ้าก็ตามสิ่งที่เห็นเป็นอันเดียวกัน ค้านกันได้ยังไง กิเลสความโลภเป็นยังไง ก็อยู่ในหัวใจของเราแล้ว แก้ออกเบาบางขนาดไหนมันก็รู้ ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา เป็นกิเลสทั้งนั้น เวลามันหนาแน่นมันก็รู้ แต่เวลามันแก้ลงไปเบาลงไป กิเลสเบาลงไปทุกข์ก็ค่อยเบาลงไปตามกัน ธรรมอุบายวิธีการที่จะแก้ไขหรือปลดเปลื้องก็ยิ่งหนักขึ้น มันก็รู้อยู่ในนี้หมดแล้ว นั่น เป็นอย่างนั้น ต่อจากนั้นมันก็จ้าเลย นี่ละศาสนธรรม ท่านเรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว คือมันไม่ชอบเฉพาะพวกเราหูหนวกตาบอด เดินเถลไถลไปไม่ตรงแน่วตามทาง มันจึงไม่ค่อยถึงจุดที่หมาย ถ้าตรงแน่วตามทางแล้วนั่นถึงจุดที่หมาย ให้พากันตั้งใจปฏิบัตินะ

ธรรมพระพุทธเจ้านี้เลิศเลอสุดยอดแล้ว หาที่ต้องติไม่ได้เลย หมด ไม่มีอะไรจะต้องติ อะไร มันก็เลยเสีย ธรรมะเลยเสียทุกอย่าง ไม่ทราบจะไปสะทกสะท้านกับอะไร คือธรรมเหนือหมดแล้ว แล้วยังจะมาสะทกสะท้านกับอะไร แล้วมากล้ากับอะไรมากลัวกับอะไรอยู่อีก ประสาถังขยะ ว่าอย่างนั้นเลย อันนั้นเหนือขนาดไหนมองพับมันรู้เลย แล้วจะมาสะทกสะท้าน ทั้งย่านทั้งกลัวทั้งกล้าทั้งหาญหาอะไร สิ่งที่เหนือ มาตลอด เหนือไปตลอด นั่นละพระพุทธเจ้าสอนโลกจึงไม่มีสะทกสะท้าน พระอรหัตอรหันต์ท่านสอนโลกท่านไม่สะทกสะท้าน ถอดออกมาจากความแม่นยำ ที่ท่านรู้ท่านเห็นทุกอย่างแล้ว สอนโลกก็แม่นยำไปตาม ใครปฏิบัติตามนั้นไม่เป็นอื่นว่างั้นเลย ถ้าใครยังถือกิเลสว่าดีอยู่เอากิเลสมาอวดธรรม ก็เท่ากับเอากิเลสมาเหยียบหัวพระพุทธเจ้า ในขณะเดียวกันก็เอากิเลสมาเหยียบหัวเจ้าของ แน่ะ มันก็ไปตรงนั้นไม่ไปที่อื่น

นี่ธรรมะเราก็รู้สึกว่าออกมากพอประมาณ ถ้าโลกจะพินิจพิจารณาบ้างก็เราค่อนข้างแน่ใจว่า จะเป็นเครื่องสะกิดจิตใจให้รู้เนื้อรู้ตัวบ้างพอประมาณนะ เพราะธรรมที่เราแสดงนี้เราไม่มีอะไรสงสัยเลย นี่ที่มันแม่นยำอยู่ตรงนี้นะ ไม่ว่าจะเป็นธรรมขั้นใดเราสอนออกมานี้ เราไม่เคยสงสัยว่านี้มีหรือไม่มีนะ ไม่มี ตรงเป๋งเลย นอกจากผู้ปฏิบัติทำสุ่มสี่สุ่มห้าผิดพลาดไป มันเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติผู้ได้ยินได้ฟัง ผู้จะดำเนินตามผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าสอนไม่ผิด สาวกสอนไม่ผิด เป็นอย่างนั้น ผู้ผิดผิดกับผู้ปฏิบัติตามมีผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา นี่เราก็สอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าพูดถึงปีก็ตั้งแต่เริ่มสอนหมู่เพื่อนก็ตั้งแต่ปี หลวงปู่มั่น มรณภาพไป ๒๔๙๓ ฟังซิน่ะ ๒๔๙๓ เดือน กุมภาถวายเพลิงเผาศพท่าน เราก็เริ่มได้เกี่ยวข้องกับหมู่เพื่อนมาตั้งแต่เดือนมิถุนา กรกฎา เข้ามา ๒๔๙๓ เพราะเพื่อนฝูงระเหเร่ร่อนวิ่งหาครูหาอาจารย์ เนื่องจากครูบาอาจารย์ล่วงลับไปคือหลวงปู่มั่นเรา ลูกศิษย์ลูกหามากมายที่สุดคือหลวงปู่มั่นเรา

พอท่านล่วงเท่านั้น แหม เหมือนกับบ้านแตกสาแหรกขาดเลยนะพระเณร แตกกันระเหระหน ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ท่านก็ไปอยู่ของท่านเสียแห่งหนึ่ง ไปเสีย ไม่ทราบจะวิ่งหาองค์ไหน ตอนนั้นก็ดูว่า หลวงปู่ขาว ก็อยู่ที่ทางหวายสะนอไปทางโน้น หลวงปู่ฝั้น อยู่ทางไหนนะ ไม่ได้อยู่ด้วยกัน อยู่คนละทิศละทางตอนเสียใหม่ ไอ้เราก็วิ่งของเรา ตอนนั้นเราไม่ได้เป็นตัวของตัวนะ ยังไม่ได้เป็นตัวของตัว แต่เป็นเวลาที่วิ่งตลอดหมุนติ้ว เพราะเวลานั้นจิตเป็นธรรมจักร อยู่กับใครไม่ได้เลยต้องอยู่คนเดียว ทั้งวันทั้งคืน ยืนเดิน นั่ง นอน ต้องอยู่คนเดียวเท่านั้น ใครไปแทรกไม่ได้เลยมันขัดทันที คือมันไม่ได้ทำงานเต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเพียรนี้จะหมุนตัวตลอดเวลา ไม่มีว่างเลยนะ อยู่อย่างนั้นตลอดเว้นแต่หลับ พอตื่นขึ้นมาฟัดกันแล้ว

นี่ละท่านเรียกว่าความเพียรธรรมจักร ที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ ประหนึ่งว่านิพพานอยู่ชั่วเอื้อม จะเอื้อมถึง นั่นละขยับ กองทุกข์ทั้งหลายที่เป็นฟืนเป็นไฟซึ่งเคยเผาไหม้หัวใจเรามานานมันก็จ้าอยู่นี้ เวลามันเห็นที่นี่ด้วย เห็นมหาภัยก็ติดรอบอยู่นี้ด้วย เห็นมหาคุณก็คือนิพพานด้วย เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วมันจะอยู่ได้ยังไง ไม่ทราบว่าหลับว่านอนเมื่อไร ด้วยเหตุนี้เองคนจึงเข้าเกี่ยวข้องไม่ได้นะ อยู่คนเดียว กี่วันก็ตามไม่ยุ่งกับใครเลย แต่ไม่เคยคิดนะว่า เราคิดอยากคุยกับคนนั้นคนนี้ไม่มีเลย มีแต่ปัดออกไม่ให้เข้ามายุ่ง มีแต่ปัดออก ตลอดเวลา นั่นละพอวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ดังที่เคยพูด หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ทุ่มเป๋ง วัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร นั่นละเป็นวาระตัดสินกันลงได้ จากธรรมจักรที่หมุนตัวเป็นเกลียวมาลงกันตรงนั้น จากนั้นก็ยังไม่เกี่ยวข้องกับหมู่เพื่อนนะ หลบ ตลอดเวลา แล้วมันจะหลบไปไหน ก็คนหนึ่งหาครูหาอาจารย์อยู่นี้ทุกแห่งทุกหน หาแต่ครูหาอาจารย์ มันก็เจอจนได้นั่นแหละ

นั่นละจึงได้เริ่มเกี่ยวข้องกับหมู่เพื่อนมาเป็น .. ๒๔๙๓ มาจำพรรษาหนองผือ พระเณรดูเหมือน ๒๘-๒๙ องค์ เบื้องต้นมีหลวงตา - องค์ ตอนนั้นเราจะไปจำพรรษาที่อำเภอวาริชภูมิ เขาเรียกถ้ำอะไรนะเราเคยไปแล้ว เราเตรียมตัวไปพร้อมแล้วจะไปจำพรรษาที่นั่นโดยถ่ายเดียว พอไปก็เตรียมพร้อมมันจวนจะเข้าพรรษาแล้ว พอเขาไปเล่าเรื่องหนองผือให้ฟัง สลดสังเวชตูมเลยเชียวนะ ล้มทั้งหงายเลยนะ ว่าจะจำพรรษาที่นี่จำไม่ได้แล้ว บ้านหนองผือมีคุณแก่พระแก่เณร ครูบาอาจารย์มามากมายทั้งหลาย มันถึงจุดนี้แล้วนะ เหลืองอร่ามเต็มดงเต็มป่าเต็มวัดเต็มวา ไม่เคยขาดวรรคขาดตอน ทีนี้พอครูบาอาจารย์ล่วงไปแล้วนี้ ยังเหลืออยู่มีหลวงตา องค์ ๓ องค์แก่ เขาว่าอย่างนั้น เท่ากับวัดร้าง พี่น้องชาวหนองผือโศกเศร้าเหงาหงอยประหนึ่งว่าบ้านร้าง

ฟังซิน่ะ วัดก็เหมือนวัดร้างเท่านั้นสะดุ้งใจเลย เราไม่ตอบสักคำนะ เขาไปเล่าให้ฟังธรรมดา เขาไม่ได้ไปนิมนต์เรานะ ชื่อแกก็ชื่อเฒ่าทิดผานคนบ้างหนองกุงแถวนั้นละ แถววาริชภูมิแกเคยไปหนองผือบ่อย แกไปหนองผือกลับมาแกทราบว่าเราอยู่บนถ้ำแกขึ้นไปหา แกก็เลยไปเล่าเรื่องให้ฟังว่า โอ๊ย.เหมือนกับอกจะหักเลยนะ สะเทือนอย่างแรง พอแกเล่าแล้วแกก็ไป ไม่ตอบแกสักคำเดียวนะ เป็นยังไงอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ตอบ แกก็จับเงื่อนไม่ได้ว่าเราจะไปหรือไม่ไป เพราะแกก็ไม่ถาม เราก็ฟังเฉย พอแกกลับไปแล้วตื่นเช้ามาฉันเสร็จแล้ว เอ้า เตรียมตัวเพ็ง ท่านเพ็งไปด้วย จะพากลับไปจำพรรษาหนองผือ ตั้งหน้าว่าจะจำที่นี่จำไม่ได้แล้ว เห็นไหมเฒ่าทิดผานมาเมื่อวานมาเล่าให้ฟังเห็นไหมล่ะ ทางนั้นก็หมดท่าเลยเตรียมออกวันนั้นมา นี่แหละมาจำพรรษาหนองผือ พระจึงมีจำนวนถึง ๒๘ องค์ อุ่นหนาฝาคั่ง จากนั้นมาแล้วหลบไปไหนก็ไม่ค่อยได้แหละพระเณร จนกระทั่งถึงป่านนี้ได้ ๕๔ ปีนี้มั้ง ภาระของเราแบกหามพระเณรมา

การเทศนาว่าการตั้งแต่บัดนั้นมาได้ ๕๔ ปีนี้มัง เทศน์สอนพระสอนเณรในวัดป่าบ้านตาด อัดเทปเอาไว้เทศน์ยอดของธรรม ทั้งนั้นเชียว ก็ออกหมดแล้วเวลานี้ เทศน์สอนพระวัดป่าบ้านตาด จากเทปนี้ก็ถอดจากเทปออกเป็นหนังสือออกทางอินเตอร์ไปทุกแห่งทุกหน ฟาดจนกระทั่งทั่วโลกแล้วเวลานี้ ใครจะได้รับผลประโยชน์ควรจะได้รับบ้างก็น่าจะได้รับอยู่นะ ถ้าไม่นอนตายกองกันอยู่เฉย ดังที่เคยเป็นมา ถ้าจะดีดจะดิ้นบ้างก็น่าจะดีดดิ้นได้บ้างแล้ว ธรรมะก็เตือน อยู่ตลอดเวลา ดังภาษิตพระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า โก นุ หาโส กิมานนฺโท  นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ น คเวสถ. ก็เมื่อ โลกสันนิวาส นี้เป็นฟืนเป็นไฟแห่งกิเลสทั้งหลาย ที่เป็นตัวมืดบอดเผาสัตว์ทั้งหลายอยู่ตลอดเวลานี้ พวกเธอทั้งหลายยังมารื่นเริงหัวเราะกันหาอะไรอยู่ล่ะ นี่คำกระตุกของพระพุทธเจ้า ทำไมไม่เสาะแสวงหาที่พึ่ง ภาษิตอันนี้กระเทือนใจมากนะ นี่ละพระพุทธเจ้ากระตุกขนาดนั้น คือเพลิดมันเพลินลืมเนื้อลืมตัวตลอด ไม่ได้หน้าได้หลังอะไรเลย โอ๊ย. น่าทุเรศนะ

แล้วไม่ได้ดูธรรมชาติอันนี้ ดังที่ว่าแต่ก่อนเราก็ไม่เคยคิดเคยเป็นว่ามันจะเป็นอย่างนี้ หัวใจดวงนี้แหละ ถูกกิเลสมันบีบบี้สีไฟขี้รดเยี่ยวรดอยู่นี้ตลอด เวลาขึ้นฟาดหัวกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้ว ความรู้อันนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น บางทีก็เอามาพูดใครจะว่าตลกก็ตาม เวลามันขึ้นเต็มที่เต็มถาน มันเกิดความสลดสังเวช มันก็คิดถึงพ่อถึงแม่ถึงโคตรถึงวงศ์ละซิ ขึ้นในจุดนี้ละนะ โห โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัวก็ไม่เคยรู้เคยเห็นธรรมประเภทนี้ เพราะท่านไม่เคยปฏิบัติ แต่หลวงตาบัวมารู้แล้วเหรอเพราะเราปฏิบัติ นี่เห็นไหมมันขึ้นของมันเองนะ แต่มันขึ้นเงียบ ในจิตไม่ได้ออกปาก นี่มาพูดให้ลูกศิษย์ฟังก็พูดออกปากเฉย เข้าใจไหมล่ะ ภายในมันไม่ได้ออกแหละ มันเป็นอยู่ภายในคือมันถึงใจว่างั้นเถอะ

ธรรมประเภทนี้เราเคยคิดเคยคาดไว้ยังไง ไม่เคยคิดเคยคาดเลย เวลาผางขึ้นมาใครก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าเป็นยังไงแต่ก่อน พระองค์ทรงเปล่งพระวาจาว่าเป็นศาสดาของโลกเมื่อไร พอผางขึ้นมาเท่านั้นเป็นศาสดามาจนกระทั่งทุกวันนี้ สาวกทั้งหลายก็แบบเดียวกัน ธรรมชาตินี้จึงไม่เหมือนอะไร ใครเจอเข้ารู้ทันทียอมรับทันทีเลยเท่านั้น เหมือนกัน นี่ละที่ว่าท่านว่าธรรมเลิศธรรมเลอ กิเลสเลิศเลอก็อย่างเราเห็นนั้นแหละ วันนี้พูดเพียงเท่านั้นนะ เทศน์นานอยู่นะ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัตินะ เอาละ ทีนี้จะให้ศีลให้พร เอ้า มีอะไร

พอจะกำหนดดูลม มันเข้าข้างในค่ะ

มันเข้าไปไหนก็ให้มันเข้าไปซี ความรู้รู้อยู่ มันไปไหนตามทันกันทั้งนั้น มันเป็นอาการของจิตต่างหาก มันจะขึ้นจะลง จะสว่างกระจ่างแจ้งแล้วหดย่นเข้ามา มีแต่อาการของจิต ตัวจิตที่เป็นนักรู้นี้จะไม่ไหวไม่เคลื่อนนะ เป็นนักรู้ตลอดเวลา นี้ตัวรู้สิ่งเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งสว่างไสว ทั้งมืดทั้งดำ มันแสดงออกไปจากจิต จิตจะเป็นนักรู้ตลอดเวลา เราอย่าไหว เข้าใจไหม มันเป็นอะไร เราตั้งใจจะรู้สิ่งต่างๆ ที่มีรอบจิตใจ เมื่อเรายังไม่รอบเราก็ต้องตื่นเต้นกับมัน ทั้งดีใจเสียใจ ก็อาการของเราเงาของเรานั่นแหละ ดีชั่วมันเกิดขึ้นจากจิต ไปแสดงให้จิตดู ถ้าจิตไม่รอบตัวจิตก็ไหวไปตามดีใจเสียใจ ทีนี้พอจิตรู้ตัวของมันเสียทุกอย่างรอบหมดแล้ว ไม่มีอะไรมาหลอกได้ว่างั้นเลย

ฟังเทปหลวงปู่มั่นที่ว่าท่านขี่ม้าขาวไปหยุดอยู่ที่ตู้พระไตรปิฎก ลูกเหมือนกับถูกหอกเสียบเข้ามาที่หัวใจเจ้าค่ะ มันร้องจ้ากเหมือนกับจะทะลุทะลวงไปหมด นึกเข้ามาว่าตัวเองเสียเวลานอนนั่งอยู่นี้ทำไม ลูกอยากจะกราบเรียนหลวงตาว่าโซ่เส้นเท่ารถไฟที่หลวงตาบอกว่าถึงเวลามันก็ขาด ลูกอยากกราบเรียนหลวงตาว่ามันขาดแล้วหรือเปล่าเจ้าค่ะ

ถามว่าโซ่ขาดแล้วยัง ไม่ขาดมันก็จวนจะขาดนั่นแหละ เพราะเหตุไรจึงว่างั้น ถ้ามันยังมีสงสัยอยู่ มันยังไม่ขาด เข้าใจไหม ถ้าลงมันขาดไม่ถามใครเลย พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม

มันขาดเจ้าค่ะ แต่ลูกกลัวว่าจะหลอกตัวเอง ก็เลยอยากกราบเรียนหลวงตา

เอาละฟาดมันลงไปตรงนั้นละนะ มันขาดหรือไม่ขาดให้ดูตัวสงสัยนั่น ตัวจิตมันไปสงสัยเขาอะไร มึงเป็นบ้าบ่ ให้ว่าอย่างนั้นซิว่าจิตเจ้าของ เข้าใจบ่ นี่เห็นไหมจิตนี่ถ้าใครได้เข้าไปเสาะแสวงจะแสดงฤทธิ์ขึ้นมา เวลานี้มีแต่มูตรแต่คูถเหยียบย่ำทำลายตลอดเวลาทั่วโลกดินแดน ไม่มีอะไรวิเศษวิโส ใครจะมั่งจะมีศรีสุข ยศถาบรรดาศักดิ์สูง อวดเบ่งขนาดไหนก็ตาม มีแต่กิเลสพาอวดเบ่ง พอธรรมได้เปิดนี้ออกแล้วหมดเลย ไม่เบ่งกับอะไร จิตนี้ถ้าได้รับการดูแลรักษาบำรุงแล้วจะแสดงขึ้นมาไม่มากก็น้อย เวลานี้ที่แสดงไม่ได้ก็คือไม่มีใครสนใจเอาไอ้พวกสกปรกที่มันทับอยู่นี้ออกด้วยจิตตภาวนา

อย่างอื่นก็ดีแต่ไม่ถึงใจเหมือนจิตตภาวนา การทำบุญให้ทานทุกอย่างดีด้วยกันทั้งหมด ถ้าพูดถึงช้ามันช้ากว่านี้ เข้าใจหรือ ถ้าพูดถึงรวดเร็ว อันนี้เร็ว ปุ๊บๆ ๆ เลย เป็นเครื่องหนุนกันทั้งนั้น แต่เวลาจะเอากันจริงๆ จิตตภาวนานี้มันเป็นทำนบใหญ่ ฝนตกน้ำไหลมาจากที่ไหนๆ ก็ลงมาคลองใหญ่ ทำนบใหญ่ๆ อันนี้การทำบุญให้ทานของเรามากน้อยเพียงไหน เข้ามาทำนบใหญ่ เวลาจะเอาจริงๆ จิตตภาวนาเป็นทำนบใหญ่ เข้าใจไหม ลงจุดนี้ทั้งนั้น เอาละนะ

จำได้แล้วนะที่พูดนี้ เอา ให้ดูมันจะออกอาการใด ให้รู้ว่านั้นคืออาการๆ ตัวนำรู้คือจิต ถ้าหากว่ามันมีอาการจะไหวไปยังไงมากนัก ให้ถอยจิตเข้ามานี้เสีย อาการเหล่านั้นมันจะเปลี่ยน มันจะถอยเข้ามาตามจิต เพราะนั้นเป็นกิ่งก้านของจิต เข้าใจไหม มันแสดงอาการต่างๆ นานา บางทีพาไป ๆ เราเคยเป็นแล้วนี่ โถ อย่างนี้เองคนเป็นบ้า เป็นอย่างนี้เอง เราเป็นของเราเองนะ เมื่อมาพูดอย่างนี้มันก็มาสัมผัส ถ้าไม่พูดก็ไม่สัมผัส เหมือนไม่รู้ จิตของเราเวลานั่งภาวนากลางคืนเงียบๆ จิตมันสงบแน่ว เกิดแสงสว่างขึ้นมาละซิ

เราจะดูแสงสว่างนี้ คือเราเป็นเรา แสงสว่างเป็นแสงสว่าง มันไม่ลืมตัวว่างั้นเถอะ เอ้าเราจะดูมันจะไปยังไง แสงสว่างพอเราจ่อกับมัน มันจะขึ้นเรื่อยนะ จ้าๆ ๆ พุ่งๆ เลยเมฆไปเลยนะ อู๋ย เป็นของอัศจรรย์จริงๆ  มันสว่างจ้าทะลุขึ้นไปหมดเลย แต่เราก็รู้ของเรา เพราะเราไม่ให้มันหลงนี่ เรากำหนดไว้ จ้าๆ ขึ้นไปเท่าไรยิ่งเพลินนะ เพลินเรื่อยๆ อ๋อ แสงสว่างประเภทนี้เป็นอย่างนี้ พอมันขึ้นเต็มที่ของมัน ถึงแดนอัศจรรย์อันหนึ่งของมันนั้นแหละ อัศจรรย์อะไรพิจารณาก็แล้วกัน อัศจรรย์ของความสว่างแค่นั้นละนะ เอ้าทีนี้จะให้มันลง ลงได้นะ พอมันขึ้นไปเต็มที่ เราก็ชมความสว่างไสวทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เอ้าทีนี้กำหนด ค่อยถอยความรู้นี้ลงมา ความสว่างนี้ก็จะค่อยถอยลงๆ ความรู้ตัวของตัวนี้ได้แก่จิต มันถอยตัวเข้ามาๆ มันไม่ตาม

ถอยเข้ามามันก็หดย่นเข้ามาๆ พอเข้ามาถึงจิตกึ๊กเท่านั้น ความสว่างนั้นหายหมดเลย ที่มันเป็นดวงสว่างไสวหายหมด เหลือแต่ความสว่างโดยหลักธรรมชาติของจิตเองอยู่กับตัว ซึ่งไม่ตื่นเต้นว่างั้นเถอะ นี่เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นอาการใดก็ตามให้ดูอาการของมัน อย่าไปตื่นเต้นกับมัน ให้รู้ มันจะสว่างไสวหรือมืดเฉาอะไร มีอาการอะไรก็ให้รู้ว่านั้นคืออาการๆ มันเป็นอาการของจิต เข้าใจไหม แล้วเราจะไม่เสีย เราถอยเข้ามาเมื่อไรอันนั้นจะหายทันที เข้าใจนะ เอาละเท่านั้น

อันนี้ละเรื่องใจ เราเคยพูดกับพี่น้องทั้งหลาย ใจของเรานี้มันหมอบด้วยกันทั้งนั้น เพราะกิเลสขึ้นเหยียบหัวมัน ไม่มีใครวิเศษวิโสทั่วโลกดินแดน เราจะเอามาเป็นที่มั่นใจเราว่าเราวิเศษกว่าใครต่อใคร มีไม่ได้เลย เพราะกิเลสพาเลวเหมือนกันหมด มีแต่ความเย่อหยิ่งจองหองของกิเลสทั้งนั้นพองตัวยิบแย็บๆ ให้ลืมตัวหยิ่งเป็นบ้า ทีนี้เมื่อเวลาจิตใจของเราได้รับการอบรมนี้ แสงสว่างหรือความแปลกประหลาดของจิตนี้จะค่อยแสดงขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นที่เย่อหยิ่งจองหองจะค่อยยุบลงๆ อันนี้ขึ้นเรื่อยๆ นิ่มนวลทุกอย่างผิดปรกติ ไม่ผยองพองตน ต่างกัน ขอให้ได้รับการอบรมนะจิตใจเรา มันมัวหมองมันมืดตื้อมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้ว พุทธศาสนาเอาขึ้นไม่ได้ ไม่มีใครเอาขึ้นได้ จำอันนี้ให้ดีทุกคน คำสอนพระพุทธเจ้าคือจิตตภาวนาเอาขึ้นไม่ได้ ไม่มีในโลกนี้ใครจะเอาขึ้นได้ เอาธรรมพระพุทธเจ้าไปปกครอง ให้อยู่ในความสงบ

ใครจะได้ธรรมบทใดก็ตาม ตามแต่จริตชอบนะ คือธรรมบทนั้นๆ เหมือนลางเนื้อชอบลางยา ใครชอบธรรมบทใดให้เอาธรรมบทนั้นมากำกับ ไม่ให้เผลอ คือสติต้องติดแนบอยู่กับธรรมบทนี้ บทนี้จะเป็นคำว่าพุทโธก็ได้ ธัมโม หรือสังโฆ บทใดก็ตาม ได้ทั้งนั้น เมื่อเจ้าของชอบตามจริตแล้ว ให้เอาสติจดจ่ออยู่กับคำบริกรรม คำบริกรรมนี้ให้รู้อยู่กับพุทโธ ๆ หรือธัมโม หรือธรรมบทใดก็ได้ สติอยู่นี้ แล้วไม่ให้จิตถูกกิเลสลากไปคิดนู้นคิดนี้มาแทรกงานอันนี้ งานนี้เป็นงานของธรรม งานคำบริกรรมมีพุทโธๆ เป็นต้น นี่เรียกว่างานของธรรม จะเป็นเรื่องระงับ เรียกว่าเป็นน้ำดับไฟคือความคิดปรุงให้สงบลง

จิตมันอยากคิดมากเท่าไรบังคับกันนะ ถึงเวลามันอยากคิดมากมันอยากจริงๆ นะ มันเคยเป็นหมดแล้วนี่ มันอยากเท่าไรทางนี้ก็ฟัดกันเลย สุดท้ายสู้เราไม่ได้ คือคำบริกรรมนี้ติดแนบไม่ยอมให้เผลอ เผลอตัวนั้นจะเอาไปถลุง เข้าใจไหม จะเอาไปขึ้นเขียง ไม่ยอมให้มันไป ซัดกันไปซัดกันมา ทีนี้จิตของเราก็ค่อยสงบลง อันนั้นก็จางไปๆ ความผลักดันที่จะคิดข้างนอกเบาไป ๆ อันนี้ก็สง่าขึ้นมา น่านเห็นแล้ว ทีนี้เห็นโทษของความวุ่นวาย ของความลากความถูเราไปโดยลำดับนะ ทีนี้จิตของเราสงบแน่ว เห็นคุณค่าแห่งความสงบ และเห็นโทษแห่งความว่นวาย

ถ้าวันไหนจิตมันว้าวุ่นขุ่นมัวมาก วันนั้นฉุดเข้ามา วันนี้ต้องภาวนา ไม่ได้แหละจิตยุ่งมาก แน่ะมันจะรู้นะ แต่ก่อนมันไม่เคยทราบว่ายุ่งไม่ย่ง ไปก็ไป ถลอกปอกเปิกก็ไป ทีนี้พอมันมีที่พักตัวมัน โห วันนี้ยุ่งมาก ไม่ได้ละต้องพักจิตเสียหน่อยก่อน พักที่นี่ เข้าใจ เอาละที่นี่จะให้พร

 

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก