วัดงามอยู่ที่ใจ
วันที่ 20 มิถุนายน 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

วัดงามอยู่ที่ใจ

เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๑ บาท ดอลลาร์ได้ ๒๐ ดอลล์ ทองคำที่ได้หลังจากมอบคลังหลวงแล้ว ๗๔ กิโล ๕๕ บาท ๗๘ สตางค์ (เสียงกริ่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือดังขึ้น) มันเรื่องอะไรเดี๋ยวนี้น่ะ มันหาแต่เรื่องมากวน เดี๋ยวนี้พระจะฉิบหายเพราะอันนี้เอง โอ๊ย เราสลดสังเวชนะ นี่ละมันคืบมันคลานเข้ามา ศาสนาถูกเหยียบ ๆ พลิกโน้นพลิกนี้ พระอยู่ในวัดอยู่ในกุฏิหาความสงบไม่ได้ เดี๋ยวกริ๊กเดี๋ยวแกร๊กถามโน้นถามนี้เรื่องพระ สร้างความกังวลและความเสียหายขึ้น อันนี้ละตัวยอดมากทีเดียว โทรศัพท์มือถือนี้ยอดสังหารพระได้เป็นอย่างดี หลักพุทธศาสนาจริง ๆ แล้วไม่มีข่าวคราวเรื่องโลกีย์โลกวิสัยอะไรนี้ตัดออกปัดออก รุกฺขมูลเสนาสนํ ให้ไปอยู่ในป่าร่มไม้ชายเขาตามถ้ำเงื้อมผา ซึ่งเป็นสถานที่สงบสงัด กำจัดสิ่งเลวร้ายทั้งหลายนี้ออกจากใจ เพราะอาศัยสถานที่เหมาะสม

นี่พระพุทธเจ้าสอน รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้ว ให้ท่านทั้งหลายไปเที่ยวอยู่ตามรุกขมูล คือร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำ เงื้อมผา ป่าช้า ป่ารกชัฏ เพื่อประกอบความพากเพียรได้ด้วยความสะดวก ไม่มีสิ่งที่เป็นภัยเข้าก่อกวน และจงทำความอุตส่าห์พยายามอยู่สถานที่เช่นนั้นและบำเพ็ญตลอดชีวิตเถิด ฟังซิ ไม่ได้อยู่วันหนึ่งวันเดียวนะ ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย คือทำความอุตส่าห์อยู่ในที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด ท่านไม่ได้บอกว่า นั่นหนังสือพิมพ์ นั่นวิทยุ นั่นวิดีโอ นั่นโทรศัพท์มือถือ รวมแล้วนั้นแลคือเครื่องสังหารพระ ไม่มีอะไรเหลือในพุทธศาสนานี้เลย รวมแล้วเป็นอย่างนั้น

แล้วทีนี้พระเราก็กล้าหาญชาญชัยต่อสิ่งเหล่านี้ทั่วหน้ากัน ไม่ใช่เล่น ๆ นะ เราสลดสังเวช พูดอย่างนี้กระเทือนจิตใจของพระทั่วประเทศไทย ถือว่าเรานี้เป็นเสนียดจัญไร เป็นข้าศึกศัตรูต่อศาสนาแล้วนะ ทั้ง ๆ ที่เราเตือนเราบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมหาภัย เลยกลับกลายมาเราเป็นมหาภัยต่อสังฆมณฑลในปัจจุบันนี้ไปแล้ว เป็นยังไง ฟังซิพี่น้องทั้งหลาย นี่ละเรื่องกิเลสมันรวดเร็วที่สุดมองไม่ทัน บวชมาท่านให้อยู่อย่างนั้น ๆ พระพุทธเจ้าทรงประทานพระโอวาทให้บรรดาผู้ที่เป็นสาวกในเบื้องต้น นับแต่พระมหากษัตริย์ลงมา เพราะกษัตริย์เสด็จออกทรงผนวชนี้มากนะ มหากษัตริย์ เศรษฐี กุฎุมพี บวชแล้วได้รับพระโอวาทนี้แล้วเข้าป่า ๆ ไม่สนใจไยดีสถานที่และยศถาบรรดาศักดิ์ที่เคยครองกันมาเลย มุ่งหน้ามุ่งตาต่อการประพฤติปฏิบัติ กำจัดกิเลสซึ่งเป็นมหาภัยออกจากใจทั้งนั้น

เมื่อดำเนินตามทางที่ศาสดาทรงสั่งสอนไว้เรียบร้อยแล้ว ก็สำเร็จเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา องค์นั้นสำเร็จเป็นพระโสดา องค์นี้สำเร็จเป็นพระสกิทาคา องค์นั้นสำเร็จเป็นพระอนาคา องค์นี้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ รวมแล้วเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ แก่ชาวโลกทั้งหลาย คือพระสงฆ์เป็นสรณะของพี่น้องชาวพุทธเราทั้งหลายทั่วโลกดินแดน นี่พระพุทธเจ้าท่านสอนแล้วพระก็ดำเนินตามท่าน สำเร็จเป็นผลออกมาอย่างนี้ เวลานี้กลับตาลปัตร บวชแล้วอุปัชฌาย์อาจารย์ไม่ต้องบอก เพราะอุปัชฌาย์ก็ชอบอยู่แล้วสถานที่ที่พระชอบนักนั่น คือไล่เข้าในตลาดตเล กระดูกหมู กระดูกวัว ผู้คนชุมนุมมาก ๆ ไล่เข้าไปตรงนั้น เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้น กิเลสไล่เข้า ธรรมะไล่ออก ค่อยเหยียบย่ำทำลายกันไปจนมองไม่ทัน เวลานี้ทุกอย่างมองไม่ทันเรื่องกิเลสเหยียบธรรม ๆ

จิตใจของชาวพุทธเราอีกก็มองไม่ทันในตัวเอง กิเลสมันพลุ่ง ๆ อยู่ภายในมากต่อมากจนกระทั่งธรรมในใจมีสติธรรม เป็นต้น มองไม่ทันเหมือนกัน อยู่ไปวันหนึ่ง ๆ อยู่ด้วยความล่มจม อยู่ด้วยความเหลวไหลโลเล ให้กิเลสเหยียบย่ำทำลายตลอดเวลา จนกระทั่งวันตายเป็นไปแบบนี้ทั้งนั้นหาความสุขที่ไหน พิจารณาซิ ถ้าเป็นทางของศาสดาแล้ว ผู้มาปฏิบัติอรรถธรรมนี้ต้องมีจิตใจมุ่งมั่นต่ออรรถต่อธรรมตลอดเวลา มีสติเป็นพื้นฐานแห่งการระวังตัว สติเป็นพื้นฐานสำคัญ ปฏิบัติตนกำจัดกิเลสออก ถ้ามีสติจะรู้สิ่งที่เป็นภัยและเป็นคุณตลอดไป ถ้าไม่มีสติตายทิ้งเปล่า ๆ เดินจงกรมจนขาหักก็ไม่ได้เรื่องได้ราว นั่งภาวนาจนกลายเป็นหัวตอไป มันนั่งไปเฉย ๆ ไม่มีสติสตังเลยกลายเป็นหัวตอ ตัวแข็งเฉย ๆ ไม่มีสติรักษา มันก็เป็นหัวตอไปเสียไม่เกิดประโยชน์ จึงต้องมีสติสตังระมัดระวังรักษา

พุทธศาสนาของเรานี้เรียกว่าเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว ในสามไตรโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรเสมอเหมือนแล้ว เพราะเป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง คำว่ากิเลสคือสิ่งที่มัวหมองมืดตื้อ มันปิดบังหุ้มห่อจิตใจของเราไม่ให้มองเห็นดีเห็นชั่วบาปบุญคุณโทษอะไรแหละ มีแต่ความอยากความทะเยอทะยาน ความหวังสร้างไว้เต็มหัวใจ บืนไปตลอด บืนไปก็ผิดหวังตกลงไปเป็นกองทุกข์ ความหวังสร้างขึ้นมาอีก หลอกกันไปเรื่อยล่อกันไปเรื่อย เหยื่อล่อปลาตัวโง่ คือความหวังนั่นแหละ มีแต่หวัง ใครก็จะหวัง ๆ แต่ไม่เห็นมีใครสมหวัง มีแต่ผิดหวัง ๆ เพราะทำตามกิเลส ถ้าสมหวังก็แย็บเดียวเพื่อเป็นเครื่องล่อ แล้วก็จมลงในความผิดหวังไปเสีย เป็นอย่างนั้นนะ

เราพูดถึงเรื่องสิ่งที่เป็นภัยต่อพระ ๔ กษัตริย์นี้ เริ่มมาตั้งแต่โน้น เอาความจริงออกมาพูดทีเดียว ใครจะพอใจไม่พอใจก็ตาม นั้นเป็นเรื่องของกิเลสในหัวใจคนผู้ไม่พอใจ เรื่องของธรรมต้องเป็นเรื่องของธรรมอย่างที่พูดนี้ หนังสือพิมพ์ เรื่องข่าวคราวอะไรในโลกอันนี้มารวมอยู่ที่หนังสือพิมพ์ แปลว่าจุดรวม เราไปอ่านไปดูนั้นก็สร้างอารมณ์ขึ้นมา เรื่องราวผ่านไปแล้วจิตใจมันก็สร้างขึ้นมาใหม่ เอาไฟมาเผาตัวเอง ความเพลิดเพลินรื่นเริงก็มี แต่รื่นเริงไปเป็นเหยื่อล่อเพื่อจะเข้าสู่ความล่มจม เริ่มต้นตั้งแต่หนังสือพิมพ์ จากนั้นก็มีวิทยุ ข่าวนั้นข่าวนี้

เรื่องบ้านเมืองเขาเป็นเรื่องบ้านเมืองเขา โลกกับธรรมเป็นคนละแห่ง บ้านกับวัดเป็นคนละสถานที่ พระกับโยมเป็นคนละคน อันนี้ก็แยกเป็นประเภทของโลกเขาไป ของธรรมเราก็เป็นประเภทของธรรม ถ้าจะให้เป็นฝักเป็นฝ่ายที่น่าดูบ้างนะ ไม่ให้มาคละเคล้ากัน เรื่องอย่างที่ว่านั้น หนังสือพิมพ์ วิทยุ เหล่านี้ เป็นเรื่องของโลกของสงสารเขาทำกัน ออกจากนั้นก็เทวทัตโทรทัศน์ ก็เป็นเรื่องของโลกเขาล้วน ๆ วิดีโอ โทรศัพท์มือถือ เป็นเรื่องของโลกเขาล้วน ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วิสัยของพระจะเข้าไปเกี่ยวข้อง เมื่อพระเข้าไปเกี่ยวข้องผิด ผิดทั้งธรรมทั้งวินัยไปด้วยจะว่าไง นี่มันก็เต็มแล้วเวลานี้

เราไปหาดูซิกุฏิไหน ๆ ไม่มีสิ่งเหล่านี้มันเป็นไปได้หรือเดี๋ยวนี้ จนจะไม่มีใครเชื่อแล้วนะ ถ้าอันนี้เต็มห้องแล้วเชื่อกัน เพราะมันเต็มห้อง ไม่ได้มีเรื่องอรรถเรื่องธรรมเรื่องมรรคเรื่องผลอะไร มีแต่สิ่งเลวร้ายทั้งหลายนี่เป็นมหาภัยต่อชาติผู้นับถือพุทธศาสนาของเราเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งเป็นอันตรายต่อพระเป็นอย่างยิ่งเทียว จึงควรพิจารณา เราเรียนมาเรียนธรรมพระพุทธเจ้า ท่านสอนว่ายังไง ก็เรียนเพื่อปฏิบัติ ไม่ใช่เรียนเพื่อเอายศเอาลาภเอาชื่อเสียงเฉย ๆ มันเกิดประโยชน์อะไรอันนั้น เรียนมาเพื่อปฏิบัติ เพราะแบบแปลนของท่านคือตำรับตำรานั้น เป็นธรรมเป็นแบบแปลนที่ถูกต้องแล้ว เรานำมาปฏิบัติจะกำจัดกิเลสไปโดยลำดับลำดา สิ่งใดที่เป็นภัยปัดออก ๆ จึงชื่อว่าเดินตามครู แล้วสิ่งใดที่เป็นคุณกวาดต้อนเข้ามา ๆ อย่างนั้นถึงถูก

หลวงตาพูดอย่างนี้กระเทือนทั่วประเทศไทย เพราะนี้ก็จะออกทางวิทยุ พูดอย่างนี้จะออกทางวิทยุ กระเทือนทั่วประเทศไทย เฉพาะอย่างยิ่งสังฆมณฑลคือฝ่ายพระสงฆ์ผู้ที่ชอบสิ่งเหล่านี้เอานักเอาหนานั้นแล จะถือหลวงตานี้ว่าเป็นภัยต่อท่านเหล่านี้ว่างั้นเถอะนะ แต่หลวงตาพูดนี้พูดตามหลักธรรมหลักวินัย ตามหลักความจริง ตามหลักของพุทธศาสนาของเรา ใครจะพอใจไม่พอใจนั้นเป็นเรื่องของกิเลสบนหัวใจคนหัวใจพระ ส่วนที่เป็นธรรมก็เป็นธรรมอยู่ในหัวใจคนหัวใจพระอีกเหมือนกัน เราเลือกเอา มันจะสายเกินไปไหม ตาใสยิ่งกว่าตาแมวตาเรา ตาพระก็เหมือนตาแมว ตาใสแจ๋วเลย ทำไมจะไม่เห็นอรรถเห็นธรรมเห็นตำรับตำราที่พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงไว้ยังไง ตามันใสขนาดนั้น

ทำไมจึงไปมองเห็นตั้งแต่หนังสือพิมพ์ วิทยุ เทวทัตโทรทัศน์ วิดีโอ โทรศัพท์มือถือนี้เท่านั้น โลกอันนี้มันมีเท่านี้เหรอ อรรถธรรมไม่มีเหลือแล้วเหรอ ตาพระของเราจึงมองไม่เห็น ใจพระจึงคิดไม่ได้ในสิ่งที่เป็นภัยอย่างนี้ ถ้าตาพระก็ดีตาเขาก็ดีตาเราก็ดี ใจพระใจเขาใจเรามันก็เหมือน ๆ กันแล้วมันสนุกเลือกได้นะ แล้วเรายิ่งอยู่ในแบบฉบับ อยู่ในกฎข้อบังคับ คือความเป็นพระ มีหลักธรรมหลักวินัยเป็นรั้วกั้นเป็นขอบเขตเป็นกำแพงอันหนาแน่นไว้ด้วยซ้ำ ทำไมเราจะไม่รู้ แล้วเราทำไมจะไม่ปฏิบัติได้ตามที่ท่านสอนไว้ล่ะ ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาจะปฏิบัติ นอกจากจะกลายเป็นพระหน้าด้านไปเสียเท่านั้น ใครด้านก็เป็นได้ทั้งนั้น ชั่วทั้งนั้นไม่ว่าเขาว่าเรา ใครเป็นพระหน้าด้านก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ

อย่างหลวงตาบัวพูดอยู่เวลานี้ ถ้าหลวงตาบัวเป็นพระหน้าด้าน หลวงตาบัวเป็นองค์ที่หนึ่งที่กำลังประกาศอยู่เวลานี้ โดยนำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาสอนพี่น้องของเรา ทั้งฝ่ายพระเจ้าพระสงฆ์และประชาชนให้ได้ยินทั่วถึงกัน ถ้าหากว่าเราด้านก็ต้องเสีย มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร ใครผิดอยู่กับผู้นั้นแหละ นี่ละเป็นยังไงท่านทั้งหลายรู้ไหม ว่าศาสนาเจริญมันเจริญที่ไหนดูเอาซิ ดูข้อปฏิบัติกิริยามารยาทแห่งชาวพุทธของเราเข้าไปถึงพระ มันมีกิริยามารยาทที่น่าเคารพเลื่อมใสน่าชื่นใจได้ที่ตรงไหน มันมีแต่น่าเศร้าโศกน่าโศกเศร้าเหงาหงอยไปตาม ๆ กัน น่าสลดสังเวชไปตาม ๆ กัน เพราะมีแต่ความผิดความพลาด ให้กิเลสเหยียบหัวเอา ๆ เหยียบคอเอาตลอดเวลา ยิ่งมาเหยียบหัวพระเหยียบคอพระด้วยแล้ว มันยิ่งน่าสลดสังเวชนะ

มีแต่เรื่องกิเลสทั้งนั้น เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มวัดเต็มวาไม่มีธรรมนี่นะ ธรรมก็มีแต่อยู่ในตู้ในหีบ ล๊อกกุญแจเอาไว้ กิเลสก็ออกมาเพ่นพ่าน ลากคอพระนั้นแหละออกไปทำความเลวร้ายทั้งหลาย ๆ หัวโล้น ๆ นี่แหละมันออกไป ไม่ว่าหัวเขาหัวเราใครทำออกไปอย่างนี้เสียด้วยกันทั้งนั้น นี่ประกาศก้องเอาไว้ตามเรื่องราวของธรรม เมื่อทำอย่างนั้นต้องเสียหายอย่างนี้ แล้วเดี๋ยวนี้มันเห็นอะไรที่มากกว่ากันมีอะไร มันมีแต่กิเลสเหยียบหัวพระ กิเลสเหยียบหัวใจพระนั้นแหละ กิริยามารยาทที่แสดงออกมีเครื่องหมายแห่งความเป็นพระที่น่าเย็นตาเย็นใจที่ไหน อยากว่าไม่มีเวลานี้ เห็นไหมกิเลสเหยียบขนาดนั้นละ

วัดก็เหมือนตึกนั่นละ กุฏิพระก็เหมือนตึก เราให้ชื่อเฉย ๆ ว่ากุฏิ ๆ ก็อิฐ ปูน หิน ทราย แหละตั้งขึ้นไป ให้ชื่อให้นามว่าเป็นกุฏิ ถ้าเป็นของฆราวาสก็เป็นตึกรามบ้านช่องเขาไป แล้วไปอยู่ในที่เช่นไรก็ตาม ถ้าสร้างความชั่วก็เอาไฟเผาตัวอยู่ในสถานที่เช่นนั้น ในกุฏิก็เป็นไฟเผาพระอลัชชี พระหายางอายไม่ได้ อยู่ในกุฏิ ถ้าเป็นบุคคลสร้างแต่บาปแต่กรรม ไฟก็เผาอยู่ในบ้านในเรือนนั้นละ เป็นอย่างนั้นนะ ถ้าไม่มีธรรม ถ้ามีธรรมอยู่ไหนสบายหมด เช่น อย่าง รุกฺขมูลเสนาสนํ เอ้า อยู่เถอะ ในร่มไม้ก็อยู่เถอะ ร้อนก็ร้อนไป เราเกิดมากับฟ้ากับฝนกับแดดทำไมจะไม่มีร้อนบ้างหนาวบ้าง แต่ขอให้หัวใจเย็นด้วยศีลด้วยธรรมเถิด จะเป็นผู้ไม่จนตรอกจนมุม ตั้งแต่ปัจจุบันนี้ถึงอนาคตจะสว่างจ้าไปเรื่อย ๆ เลย ด้วยความเป็นผู้มีธรรมในใจเย็นที่ใจ ไม่ได้เย็นที่ดินฟ้าอากาศนะ มันเย็นที่ใจ ธรรมพระพุทธเจ้าสอนเย็นที่ใจ

ความประพฤติหน้าที่การงานของตัวทำลงไปให้เป็นที่เย็นใจเจ้าของ อย่าเป็นการงานที่สังหารเจ้าของ ไม่ดีเลย นี่ละที่ว่ามองไปไหนเห็นตั้งแต่เรื่องกิเลสเหยียบหัวชาวพุทธเรา ไม่เลือกว่าพระว่าฆราวาสเหยียบไปหมด อย่างวัดป่าบ้านตาดนี้ท่านทั้งหลายว่าเป็นของเลิศของเลอเหรอ หรือหลวงตาบัวนี้เลิศเลอเหรอ เราเอาธรรมพระพุทธเจ้ามาสอนต่างหากนะ เราก็อยู่ในกรอบแห่งความเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนพี่น้องทั้งหลายนั้นแหละ แต่ไม่มีอะไรมาสอน พวกเรามันเป็นแบบเดียวกันก็ต้องคว้าเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสอน ถ้าเราไปไม่ได้คนอื่นองค์อื่นอาจมีทางเล็ดลอดไปได้จากธรรมนี้ ก็นำมาสอนกัน ให้ท่านทั้งหลายได้นำไปพินิจพิจารณานะ

เวลานี้เลอะเทอะเข้ามากจนมองไม่ได้เลยนะ เจ้าของนั่นเพลินตัว จนลืมวันลืมคืน เพลินกับกิเลสนี่นะ มันกลายเป็นอะไรพูดไม่ถูก ใจมันรู้อยู่อย่างนั้นแต่พูดออกมานี้ก็อย่างว่า ๆ ฟังเอาซิคำว่าอย่างว่าเป็นยังไง ความหมายได้หลายอย่างนะ นี่ก็พูดถึงเรืองอะไรต่ออะไร ก้าวเข้ามาถึงการประพฤติปฏิบัติ วัดมันกลายเป็นบ้าน กลายไปหมดแล้วเดี๋ยวนี้ เข้าใจไหม ไม่มีอะไรแปลกต่างกัน ความประพฤติหน้าที่การงาน ความเคลื่อนไหวทุกอย่าง ของพระกับของฆราวาสไม่ได้ผิดแปลกจากกันเลย แล้วจะเอาความดีความงามมาแปลกกันจากที่ไหน นี่อันหนึ่งมันน่าสลดสังเวช เราควรจะปฏิบัติตัว

ธรรมของพระพุทธเจ้ารื้อขนสัตว์โลกพ้นจากทุกข์ได้มากมายก่ายกอง ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัสรู้ แต่เราทำไมจึงให้กิเลสลากลง ๆ ทั้งที่ธรรมะหรือศาสนาพระพุทธเจ้ามีอยู่ต่อหน้าต่อตา มันไม่ด้านเกินไปแล้วเหรอพวกเรา อะไรด้าน ถ้าหัวใจไม่ด้านหน้ามันจะด้านได้เหรอ หัวใจต้องด้านซิหน้ามันถึงด้านคนเรา หัวใจพาดื้อหน้ามันก็ดื้อหน้าด้านละซิ ต้องไปปฏิบัตินะ ไม่งั้นไม่ได้ มันจะหมดจริง ๆ แล้วศาสนา

ไปที่ไหน อร่ามงามตาทุกอย่างเครื่องประดับตกแต่งวัดหนึ่ง ๆ โห.ตกแต่งสวยงาม ให้ดูตั้งแต่อิฐแต่ทราย แต่ปูน สีนั้นสีนี้ สีขาว สีดำ สีเหลืองมาประดับประดาหลอกกัน หัวใจมันเป็นไฟอยู่นั้นด้วยกิเลสเหยียบหัวมันเผาหัวมัน ไม่ได้ดูกันเลย วัดงามอยู่ที่ใจนะ ไม่ได้งามอยู่ที่ด้านวัตถุ วัตถุเครื่องอาศัยงามไม่งามช่างมันเถอะ พออยู่ได้นอนได้ไปได้พอ แต่ขอให้หัวใจมีศีลมีธรรมมีความพากความเพียร รักใคร่ใฝ่ใจในอรรถในธรรม นั้นแหละเป็นที่อยู่ของผู้ร่มเย็น เพราะเป็นผู้มีธรรม ไม่ว่าฆราวาสไม่ว่าพระจะร่มเย็นที่หัวใจ โลกอันนี้ไม่มีอะไรร้อนยิ่งกว่าหัวใจ เมื่อปฏิบัติตัวถูกตามทางของศาสดาที่ทรงสั่งสอนไม่มีอะไรเย็นยิ่งกว่าหัวใจเหมือนกัน

โลกอันนี้เย็นก็ดีร้อนก็ดี สุขก็ดีทุกข์ก็ดีอยู่ที่หัวใจด้วยกัน ไม่ได้ออกจากนี้นะ สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นเครื่องประดับเฉย ๆ ตัวกองทุกข์-ความสุขของผู้หลงหรือผู้รู้นี้มาอยู่ที่หัวใจ ถ้าหลงก็เป็นฟืนเป็นไฟเผาใจตัวเอง ถ้ารู้และรู้จักวิธีปฏิบัติตัวเองก็เป็นอรรถเป็นธรรม ทำใจให้เย็นได้ อยู่ที่หัวใจนะ ท่านทั้งหลายอย่าไปหามองดินฟ้าอากาศ หามองดูถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง รถราทั้งหลายมีกี่คัน บ้านมีกี่หลัง ไร่นาสาโทมีเท่าไร บริษัทบริวารมีเท่าไร เงินทองข้าวของมีกี่หมื่นกี่ล้าน อันนั้นเป็นวัตถุอันหนึ่งหลอกคนโง่ต่างหากนะ แต่หลอกผู้ฉลาดไม่ได้ หลอกพระพุทธเจ้า หลอกพระอรหันต์ท่านไม่ได้ หลอกได้แต่พวกเราที่ตัวโง่ ๆ นี้เอง

ให้ดูหัวใจเจ้าของซิ อย่าไปดูสิ่งเหล่านั้น เจ้าของเป็นยังไง วัตถุในเจ้าของคือตัวของเราทั้งตัวนี้แหละ ร่างกายของเรา ดูตัวของเรามันเคลื่อนไหวไปทางไหน ผิดหรือถูกประการใดดูความเคลื่อนไหวเจ้าของ ซึ่งออกมาจากใจ ถ้าใจไม่ผิดความเคลื่อนไหวทางกายวาจาหน้าที่การงานหรือความประพฤติจะไม่ผิด มันผิดไปจากหัวใจ ดูที่หัวใจแล้วแก้ที่หัวใจ เมื่อแก้ที่หัวใจถูกที่หัวใจแล้ว ความสุขจะเกิดที่นั่น ความทุกข์ทั้งหลายจะจางไป ๆ ใจจะทรงไว้ซึ่งความสุข ความเจริญ เย็นฉ่ำไปเลย นี่ธรรมท่านให้ดูหัวใจนะ ท่านไม่ให้ดูเป็นบ้าอย่างที่พวกเราดูกันนี่นะ เอาละวันนี้ก็เทศน์เพียงเท่านี้ เทศน์ทุกวัน ๆ มันหากได้เทศน์

ออกไปนี้ก็ออกทางวิทยุ เดี๋ยวนี้ อุดรธานี ๑๒ สถานีแล้วนะ แต่ก่อน ๘ สถานี เวลานี้ ๑๒ สถานี เขามาติดต่อขอไปเอง เราไม่เคยยุ่ง ไม่รู้จักจนกระทั่งหน้าเขาเป็นยังไง นี่ ๑๒ สถานี แล้วก็เข้ากรุงเทพ ประมาณ ๓ สถานี จากนั้นก็ออกอินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตนี้ออกทั่วโลกเลย มีแต่นำธรรมะของหลวงตาที่พูดนี่นะ ออกทางอินเตอร์เน็ตประจำวัน ๆ เลยกลายเป็นเรื่องมีแต่ธรรมะหลวงตาที่เทศน์มาตลอด ไม่ใช่ของท่านผู้ใด ๆ เข้ามาแทรก หรือมาช่วยแบ่งหนักแบ่งเบากันนะ ไม่มี มีแต่หลวงตาบัวแบกคนเดียว ถ้าหากว่าควรจะเป็นคติได้บ้าง เราก็แน่ใจว่าเป็นได้ไม่สงสัย เพราะธรรมที่เรามาสอนนี้เราถอดออกจากหัวใจเราจริง ๆ

ใครจะว่าอะไรเราไม่เคยหวั่น เราไม่เคยสนใจกับพวกหูหนวกตาบอด พวกส้วมพวกถาน ธรรมนี้ไม่ใช่ส้วมใช่ถาน ทองคำทั้งแท่งถอดออกมาจากองค์ศาสดาที่ตรัสรู้ไปก่อนแล้ว ยื่นพระหัตถ์ออกมาให้พวกเรายึดเป็นอรรถเป็นธรรมมาปฏิบัติ นี่ได้ตะเกียกตะกายเต็มกำลังความสามารถขึ้นมา ผลก็ปรากฏขึ้นมาเป็นลำดับลำดา ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานดังที่พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ถึงขนาดที่ว่าร้องไห้อยู่บนภูเขายังมี ร้องไห้อยู่บนภูเขาไม่มีใครเห็นนะ เราจึงได้ออกมาพูดเอง

น้ำตาร่วงอยู่บนภูเขา สู้กิเลสไม่ได้ นั่นเราก็เคยเป็นแล้ว นั่นละตะเกียกตะกาย มาจนกระทั่งน้ำตาร่วงจนโลกปัจจุบันเมื่อสองสามวันมานี้ ให้พวกหูหนวกตาบอด พวกส้วมพวกถาน หัวเราะเยาะเย้ยกันอยู่ในส้วมในถาน เข้าใจเหรอ นี่เราก็ได้ตะเกียกตะกายมาเต็มกำลังแล้ว แล้วธรรมะนี้จึงเป็นที่แน่ใจ ว่าถูกต้องแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ มีหัวใจดวงนี้กับธรรมเป็นอันเดียวกัน เป็นที่รับรองกัน แล้วถอดออกมาให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เราจึงแน่ใจทุกอย่าง

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงไม่ได้สนใจอะไร โลกอันนี้พระพุทธเจ้าไม่ตรัสรู้เรื่องเหล่านี้จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ยังไง ธรรมอันเดียวกันใจดวงเดียวกันต้องรู้สิ่งเหล่านี้ด้วยแล้ว ถึงจะได้ตรัสรู้ธรรม แล้วจะไม่ทราบเรื่องราวของโลกนั้นได้ยังไง ธรรมเป็นยังไงก็ต้องรู้ซิ นี่ละเราไม่ถือสีถือสาไม่สนใจ อย่างที่ว่าพระอรหันต์ทำไมน้ำตาร่วง เรามันคันฟันเข้าใจไหม โคตรพ่อโคตรแม่มึงได้เป็นพระอรหันต์เหรอ มึงถึงมาอวดกู อยากว่าอย่างนั้นซิ เข้าใจไหม มันมาอวดหาอะไร ตามันก็ไม่ได้ลืม นี่ลืมจ้าเห็นหมดนี่เข้าใจไหม มาพูดนี้ เอามาพูดจากการลืมจ้าไปหมด มันเห็นทุกอย่างจะว่ายังไง สะทกสะท้านกับอะไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพียงพระองค์เดียวหาใครไปเป็นพยาน อันนี้ก็จ้าขึ้นแล้วเอาใครมาเป็นพยาน ถ้าว่าพระพุทธเจ้าพระสงฆ์สาวกก็เป็นมหาสมุทรอันเดียวกัน ก็จ้าอยู่ด้วยกันแล้วสงสัยกันหาอะไร แล้วจะเอามันมาเป็นพยานอะไรพวกตาบอดหูหนวกมันอยู่ในส้วมในถาน เห่าว้อก ๆ ๆ ขึ้นมา ไปสนใจมันหาอะไร

อันใดที่ดีให้ยึดเอานะที่พูดเหล่านี้ ไม่ได้พูดแก้หมัดแก้ลำแก้พิษแก้ร้ายกันนะ เราพูดให้มีน้ำหนัก เช่นอย่างที่ว่า โคตรพ่อโคตรแม่ ให้ท่านทั้งหลายกรุณาทราบเอานะ คือทางเดินของธรรม น้ำหนักหนึ่ง ข้อเปรียบเทียบหนึ่ง เป็นทางเดินของธรรมที่จะก้าวเดินไปด้วยการสั่งสอนโลก และการปฏิบัติตัวเองก็ต้องมีทางเดินมีข้อเปรียบเทียบ เข้าใจไหม คือโคตรพ่อโคตรแม่เป็นสิ่งที่พวกเราทั้งหลายรักสงวนกันทั่วหน้า ไม่ใช่รักพ่อรักแม่ โคตรของพ่อของแม่ยิ่งใหญ่โต ทีนี้เวลาจะเอาน้ำหนัก อะไรที่หนักมากก็ต้องเอาโคตรออกมา เข้าใจไหม นี่เป็นข้อยกเป็นน้ำหนักต่างหากนะ

สำหรับที่จะคิดเป็นการดูถูกเหยียดหยามโลก เราบอกว่าเราไม่มี ธรรมก็ไม่มี แต่ทางเดินคือข้อเปรียบเทียบมีตลอดสาย เช่นอย่างหมู หมา เป็ด ไก่ นี้เอามาเป็นข้อเปรียบเทียบได้ทั้งนั้นเพื่อเป็นทางก้าวเดินของธรรม แล้วผู้ฟังจะเข้าใจว่า พูดหยาบพูดโลน มันไม่ได้หยาบ หยาบหาอะไร ถ้าว่าข้อเปรียบเทียบว่าเป็นหยาบเป็นโลน เอาหมามาเปรียบเทียบ ว่าหยาบโลนก็ไล่หมาออกจากบ้านไปซิ เข้าใจไหม ทีนี้เราจะเป็นหมาแทนมันได้ไหม ถ้าเราเป็นหมาแทนมันไม่ได้อย่าไล่มันออกจากบ้าน ให้เห็นว่าตัวผิดเข้าใจไหมล่ะ เอาละพอ

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวัน ได้ที่ www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก