สรณะของเพศนักบวช
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 เวลา 19:00 น. ความยาว 54.07 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๓

สรณะของเพศนักบวช

 

 

พระเราก็มาจากฆราวาส ทุกสิ่งทุกอย่างเนื้อหนังอวัยวะทุกส่วนก็เป็นเหมือนโลกเขา แต่เวลามาบวชแล้วก็มาเปลี่ยนแปลงเพศด้วยสีผ้าเครื่องบริขารใช้สอย เปลี่ยนจริตนิสัยที่ขัดต่อศีลต่อธรรมหรือที่เป็นภัยต่อธรรม เปลี่ยนหน้าที่การงานที่เป็นเรื่องของโลกออกโดยลำดับ ใกล้ชิดติดพันกับการงานของสมณะ คือความสงบร่มเย็นในเพศของเราที่บวชแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่าพระกับฆราวาสจึงต่างกันที่ตรงนี้

ทีนี้เวลามาบวชแล้ว จะเอาจริตนิสัยที่เคยนั้นมาใช้ในวงของพระ ส่วนมากขัดกันทั้งนั้น หรือจะเรียกว่าใช้ไม่ได้ก็ไม่น่าจะผิด เพราะส่วนมากมีแต่พิษแต่ภัยแฝงอยู่ในความคิดความเห็นกิริยาอาการที่แสดงออกมา ถ้าไม่ได้ใช้ธรรมตามเพศของพระ หรือธรรมประจำเพศของพระ เป็นเครื่องรักษาแก้ไขถอดถอนหรือปราบปรามแล้ว ผลก็จะไม่มีอะไรปรากฏในตัวของพระในเพศของพระเลย ก็จะเป็นเหมือนกับฆราวาสไปหมด จิตซึ่งเป็นคลังกิเลสเหมือนฆราวาสมาดั้งเดิมฉันใด ก็จะเป็นคลังกิเลสอยู่ฉันนั้นต่อไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางดีเลย

ฉะนั้น การฝึกฝนอบรมตนจึงต้องคำนึงถึงสรณะเป็นสำคัญ ฝากชีวิตจิตใจไว้กับสรณะ คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ท่าน ซึ่งเป็นธรรมชาติที่ให้ความร่มเย็นแก่โลกมานานแสนนานแล้ว เพราะท่านปฏิบัติถูกธรรมและเห็นผลเป็นที่พอพระทัยและพอใจแล้ว จึงเป็นสรณะของโลกได้อย่างอบอุ่นตายใจ ถ้าไม่ยึดสรณะเป็นหลักใจและทางดำเนินแล้ว เราจะไม่มีธรรมติดตัวติดใจตลอดไป ทั้งจะไม่ผิดกับโลกทั่วไปที่เขาไม่สนใจในธรรมเลย

ถ้ายึดสรณะเป็นหลักใจไม่ลืมตนและสืบเนื่องกันอยู่โดยสม่ำเสมอ นั้นคือหลักใหญ่ ทำให้มีความระลึกรู้ในความผิดถูกชั่วดีของตน และพยายามระมัดระวังความผิดพลาดต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับเราเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์อยู่ภายในจิตใจตลอดเวลาฉะนั้น ไม่เช่นนั้นจะไม่พ้นการปล่อยโอกาสให้สิ่งชั่วช้าทั้งหลาย นับแต่ส่วนย่อยถึงส่วนใหญ่ไหลเข้ามาทับถมจิตใจไม่หยุดยั้งเลย สุดท้ายก็เป็นคลังกิเลสเช่นเดียวกับโลกเขา หรือมากกว่าโลกเขาโดยไม่อาจสงสัย ถ้าปล่อยธรรมเครื่องรักษามีสติธรรม ปัญญาธรรมเป็นสำคัญเสียเท่านั้น ให้พึงทราบอย่างถึงใจสำหรับนักปฏิบัติเรา

การมองดูผลของต้นไม้ชนิดต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงต้นเหตุของมันบ้างเลยว่ามันได้รับอาหารหรือปุ๋ยชนิดใดที่ถูกกับต้นไม้ชนิดนั้นๆ แล้วแสดงผลขึ้นมา การมองดูแต่ผลอย่างเดียวโดยไม่ดูเหตุแล้ว ผลย่อมด้อยหรือไม่มีผล การมีแต่ความหวังอยากให้เป็นผลตามความต้องการอย่างเดียวไม่มองเหตุ ย่อมไม่เกิดประโยชน์ตามความมุ่งหมาย

ผู้ปฏิบัติบำเพ็ญก็เหมือนกัน จิตใจมุ่งอยากได้บุญได้กุศล มุ่งมรรคผลนิพพานความพ้นจากทุกข์ แต่ไม่ได้คำนึงถึงต้นเหตุที่จะให้เกิดความดีทั้งหลาย คือการปฏิบัติของตนว่าเป็นอย่างไร และธรรมที่กล่าวถึงเหล่านั้น ผู้เช่นใดที่จะก้าวเข้าถึงได้ พระพุทธเจ้าท่านทรงดำเนินอย่างไร ท่านถึงได้ธรรมอันเลิศมาครองพระทัย พระสาวกทั้งหลายท่านประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร ท่านถึงได้ธรรมอันเลิศมาครองใจ

ท่านได้ด้วยการปฏิบัติแบบเอาเป็นเอาตายจริงๆ พระสาวกก็ดังที่แสดงไว้ในสังฆคุณ สุปฏิปนฺโน อุชุฯ ญายฯ สามีจิปฏิปนฺโน นี้แลผลตกออกไปจากการปฏิบัติก็เป็น ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา คู่แห่งบุรุษ ๔ เป็นบุคคล ๘ จำพวก นั้นแลคือพระสงฆ์สาวกหรือว่าผลของท่านที่ได้ครอง เมื่อยกองค์ท่านขึ้นมาก็นั้นแลคือพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า เมื่อยกผลก็คือนี้แลที่ท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ครอง ผู้ปฏิบัตินอกจากสายธรรมนั้นไม่มีทางที่จะได้ครอง

ให้พึงทำความรู้สึกตัวอยู่เสมอ อย่าจืดจางห่างเหินจากอรรถจากธรรม มีสติธรรมปัญญาธรรมเป็นสำคัญ ที่จะเป็นเครื่องปัดเป่าขัดเกลาสิ่งที่เป็นภัยอยู่ภายในใจของเราออกไป และระมัดระวังรักษาอย่าให้ความชั่วช้าลามกอันใหม่เกิดขึ้นมาเสริมกันแบบกับไฟได้เชื้อ อย่าหาเชื้อไฟเข้ามา อย่าเสริมไฟให้แสดงเปลวขึ้น เท่าที่ไฟมีอยู่ในใจดวงนี้มันก็เป็นไฟเต็มตัว แผดเผาใจจนแสนอดแสนทนอยู่แล้ว

ทุกข์ตามธรรมชาติของคนมีกิเลส ไม่นำสิ่งส่งเสริมให้เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาเผาเพิ่มเติม แม้ทุกข์ก็พออดพอทน เพราะสุดวิสัยที่จะหลีกเลี่ยงได้ แต่ถ้าเสาะแสวงหาสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟเพิ่มเข้าโดยไม่ยอมรู้สึกตัว ก็นับวันจะเพิ่มความทุกข์ความทรมานขึ้นเรื่อยๆ แม้จะหวังธรรมสูงสุดเพียงไรก็เป็นโมฆะโดยประการทั้งปวง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะให้สมหวังดังใจหมายจึงมีสติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม ขันติธรรม อุตสาหธรรม เป็นเครื่องสนับสนุนและถอดถอนให้เบาบางจากพิษภัยซึ่งฝังอยู่ในใจออกได้โดยลำดับ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ผิดอะไรกับผ้าเหลืองที่วางไว้ในตู้วางไว้ในหีบ วางไว้ตามร้านค้าทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นภาชนะรองผ้าเหลืองผ้ากาสาวพัสตร์ไว้เพียงเท่านั้น ไม่ทำสิ่งใดผู้ใดให้ดี ให้เป็นผลดีขึ้นมาจากผ้ากาสาวพัสตร์นั้นเลย

ถ้าการปฏิบัติของเราผู้เป็นนักบวชนักปฏิบัติไม่สนใจในหน้าที่ของตนแล้ว ก็จะไม่มีอะไรผิดกันกับโลกสงสารเขา ให้พากันพินิจพิจารณาให้มาก อย่าปล่อยให้ความคึกความคะนองภายในจิตใจเหยียบย่ำทำลายถ่ายเดียว โดยไม่มีสติระมัดระวังรักษาจะไม่เกิดประโยชน์อันใด จะกลายเป็นหุ่นอันหนึ่งเท่านั้นหุ้มห่อไว้ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ เจ้าของก็ภูมิใจว่าได้บวช แต่ไม่เห็นสิ่งที่ทำให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน เพราะความไม่สำรวมตนตามเพศแห่งการบวชนั้น นี่เป็นความคิดและการดำเนินไม่ถูกทาง จงทำความรู้สึกตัวทุกคนๆ อย่าหลวมตัวจะเสียการ

อย่าหลงอย่าตื่นเต้น ให้เดินตามแนวทางของศาสดาอันเป็น สรณํ คจฉามิ สมกับท่านเป็น สรณํ คจฉามิ ของพวกเราทุกคน ให้มองดูแบบดูฉบับร่องรอยของท่านทรงดำเนินมาและแสดงไว้ นี่สำคัญมาก การก้าวเดินของท่านมีแต่การก้าวหน้าเพื่อสู่มรรคผลนิพพานจนกระทั่งถึงความพ้นทุกข์โดยสมบูรณ์ นี่คือการก้าวเดินที่ถูกต้อง การก้าวเดินหมายถึงการประพฤติปฏิบัติ การบำเพ็ญของท่านถูกต้องโดยสมบูรณ์

หลักการปฏิบัติของพระสงฆ์ในครั้งพุทธกาลก็ สุปฏิปนฺโน อุชุฯ ญายฯ สามีจิปฏิปนฺโน นี่แลคือกิริยาแห่งการก้าวเดินของท่าน พวกเราจงปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามหลักธรรมหลักวินัย อย่าฝ่าฝืนอย่าล่วงเกิน อย่าเห็นว่าธรรมที่แสดงไว้ซึ่งเป็นสายทางอันสำคัญว่าเป็นของไม่สำคัญ แล้วเถลไถลออกนอกลู่นอกทางตามความทะเยอทะยานอยากไม่มีฝั่งมีฝา อะไรๆ ที่ชั่วเห็นว่าดีว่าชอบไปตาม กลายเป็นเรื่องความขลังจนเลยโลกไปเรื่อยๆ และเริ่มผิดไปก้าวหนึ่งสองก้าว ตามลำดับแห่งความคิดความปรุง ความประพฤติที่พาลากพาถูไปนั้นแล สุดท้ายเลยไม่มีอะไรเป็นที่สมหวัง ทั้งๆ ที่ก้าวเดินอยู่ทั้งวัน แต่ก้าวไปในทางที่ผิด เพราะกิเลสพาก้าวไม่ใช่ธรรมพาก้าว ให้พากันจำไว้ด้วยดี

สังเกตดูตัวของเราก็รู้ เวลาประกอบความเพียรเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา กิเลสจะแทรกเข้ามาขัดมาขวาง ให้รู้ให้เห็นให้กระเทือนกันอยู่ตลอดเวลากับกิริยาแห่งการบำเพ็ญของเรา ไม่ให้บำเพ็ญเพื่อสะดวกมากน้อยอยู่จนได้นั้นแล มันหากขัดหากขวางทำให้ฝืดให้เคือง ทำให้ท้อแท้อ่อนแอ ทำให้น้อยอกน้อยใจ แต่ความขี้เกียจขี้คร้านความน้อยอกน้อยใจเหล่านี้เป็นเรื่องของกิเลสเข้าแทรก แต่เราไม่ได้คิดและไม่รู้ว่ามันเป็นกิเลส จึงทำให้เราผิดพลาดไปได้ทุกระยะๆ ในการบำเพ็ญธรรม เช่นเดียวกับการก้าวเดินในทางที่ผิด ออกนอกลู่นอกทางไปแล้ว ก้าวไปกี่ก้าวก็ผิดไปทั้งนั้น ห่างไกลความถูกต้องไปโดยลำดับ สุดท้ายก็ไกลลิบลับไม่เจอจุดที่หมาย จุดที่หมายไม่มีเลย ไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการเลย

นี่จุดของเราผู้ปฏิบัติก็มีความมุ่งหมาย อย่างน้อยให้ได้รับความร่มเย็นในเพศของตน มีความสงบร่มเย็นภายในจิตใจ เพราะการระมัดระวังรักษาได้พอประมาณ มากกว่านั้นจิตก็เป็นสมาธิเป็นปัญญา ก้าวไปโดยลำดับจนถึงจุดหมายปลายทางได้ด้วยความแคล้วคลาดปลอดภัย นี่คือผู้ดำเนินตามสายทางที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำสั่งสอนไว้

แม้จะยากลำบากขนาดไหนสายทางก็ไปที่ตรงนี้ ถ้าเป็นหลุมเป็นบ่อเป็นขวากเป็นหนาม ก็ค่อยเดินลัดเดินเลาะเดินปลีกเดินแวะไปอย่างนั้นจนผ่านไปได้ ชื่อว่าเป็นผู้มีความเพียร เป็นผู้มีความอุตส่าห์พยายาม เป็นผู้มีความพินิจพิจารณาในหน้าที่การงานของตนที่บำเพ็ญอยู่เป็นประจำ ไม่ห่างเหินจากสติปัญญาซึ่งเป็นธรรมเครื่องรักษาใจ ให้ก้าวเดินไปตามลู่ทาง แล้วจะเป็นความสงบร่มเย็นจนผ่านไปได้โดยปลอดภัย จงพากันจำไว้ในแนวทางเดินที่กล่าวมา

มรรคผลนิพพานเราอย่าไปคาดไปหมาย ให้นอกเหนือไปจากภาคปฏิบัติที่ดำเนินไปตามสายทางคือธรรมวินัยนั้น ท่านสอนไว้อย่างไรให้ก้าวเดินตามนั้น จะเข้าสู่จุดหมายปลายทางเป็นลำดับลำดาไป เช่นเดียวกับผู้เดินทางจากจุดนี้ไปสู่จุดที่หมาย ไม่ปลีกแวะออกนอกลู่นอกทางไปก้าวหนึ่งสองก้าว ก็เรียกว่าใกล้เข้าไป หดเข้าไปย่นเข้าไป กี่ก้าวหดเข้าไปย่นเข้าไป จนถึงจุดที่หมายได้ในวันหนึ่งหรือเวลาหนึ่งแน่นอน นี่การก้าวเดินด้วยการประพฤติปฏิบัติของเรา ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ก้าวตามทางของหลักธรรมหลักวินัย ก็เช่นเดียวกับผู้ก้าวเดินไปสู่จุดที่หมาย ย่อมถึงได้ตามความต้องการ

แต่การปฏิบัตินี่กิเลสนั้นแทรกเข้ามาได้ง่ายมากนะ เราไม่ทราบมันเลย ในเวลาที่ยังไม่มีกำลังสติปัญญาพอจะทราบมันได้ มีแต่มันทำงานนะ กิเลสทำงานแทรกอยู่ในความเพียรของเรา ไม่ว่าท่ายืน ไม่ว่าท่าเดิน ท่านั่ง ท่านอนภาวนา มีแต่กิเลสทำงานอยู่ภายในนั้น แทรกอยู่ในนั้น กินกับเราอยู่ในนั้น ความเพียรของเราเลยไม่ทราบว่าไปถึงไหน เลยกลายเป็นเรื่องความเพียรเพื่อกิเลสอย่างลึกลับอยู่ในตัวนั้นแล นี้สำคัญมากกรุณาทำความเข้าใจไว้

ที่กล่าวมาเหล่านี้กล่าวมาด้วยความจริงใจด้วยความแน่ใจ เพราะได้เคยดำเนินมาอย่างนั้น สิ่งเหล่านี้ก็เคยสวมรอยมาเป็นลำดับลำดาดังที่กล่าวมานี้แล แต่ถึงวาระที่จะรู้จะเห็นจะเข้าใจ จะบุกเบิกกันได้จะแก้ไขกันได้ ก็เพราะอำนาจแห่งความเพียรที่ล้มลุกคลุกคลานนี้แล ด้วยความอุตส่าห์พยายามของเรา ก็ค่อยแข็งตัวขึ้นไปๆ จิตที่ไม่เคยสงบเย็นเมื่อถูกบังคับบัญชาด้วยอรรถด้วยธรรมอย่างหนาแน่นแล้ว ก็ย่อมมีความสงบร่มเย็นได้

พอความสงบร่มเย็นปรากฏขึ้น ก็เป็นเหตุให้เราได้รับทราบหรือได้รู้โทษแห่งความฟุ้งซ่านรำคาญ ว่ามันขนทุกข์มาให้เรามากน้อยเพียงไรและนานสักเท่าไร ในเวลานั้นทันที จิตของเรามีความสงบมากเท่าไร ยิ่งเห็นโทษแห่งความวุ่นวายของใจที่กิเลสฉุดลากไปโดยลำดับมากเพียงนั้น

เพราะฉะนั้น จิตใจของผู้ที่ได้เห็นคุณบ้างพอประมาณ พอที่จะทดสอบกับกิเลสได้มีความฟุ้งซ่านเป็นต้น ก็ทดสอบด้วยความสงบของเรา พอรู้แล้วก็จะเกิดความเข้มแข็งขึ้นภายในจิตใจ ที่จะทำจิตให้มีความสงบมากยิ่งกว่านี้ ไม่ให้ความฟุ้งซ่านรำคาญทั้งหลายที่เคยเป็นมา เข้ามาแทรกแซงเข้ามาสวมรอยได้ดังที่เป็นมาอีกต่อไป ผู้ปฏิบัตินี่แลจะทราบเรื่องกิเลสของตนและทราบไปโดยลำดับ

จิตที่ไม่เคยมีความสงบร่มเย็น เพราะไม่เคยอบรมก็ดี อบรมแต่ไม่มีกำลังที่จะทำจิตของตนให้สงบร่มเย็นก็ดี ความฟุ้งซ่านย่อมมีกำลังมากและแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา บางครั้งแสดงอย่างผาดโผนโจนทะยานมาก จนเราเองเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นอยู่ภายในหัวใจ เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันอยู่ภายในนั้น เราก็ยังไม่ทราบเรื่องว่าอะไรมาทำจิตใจให้เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันอยู่ในนี้ ไม่มีเวลาทราบเลย เมื่อยังไม่ถึงระยะที่จะทราบ นี่โทษของมันเป็นอย่างนั้น

พอจิตเริ่มสงบเข้าไป สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเครื่องประกาศให้ทราบอีกว่าเป็นโทษๆ เทียบกับคุณคือความสงบภายในจิตใจของเรา ก็จะทราบกันไปโดยลำดับ นี้แลที่ว่าเราค่อยทราบเรื่องกิเลสประเภทต่างๆ ซึ่งมันเคยหากินอยู่กับความเพียรของเรา เคยสวมรอยอยู่กับความเพียรของเราตลอดเวลา ค่อยทราบกันได้อย่างนี้ เมื่อทราบมากน้อยเพียงไร ย่อมมีสติย่อมมีปัญญา มีข้อคิดมีเหตุมีผลมากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องสกัดลัดกั้นกัน เป็นเครื่องต้านทานและป้องกันกันไปโดยลำดับ ด้วยความเพียรของตนที่มีสติปัญญาดีกว่าเดิมที่เคยเป็นมา

การประกอบความเพียร เรื่องของกิเลสนี้จะแทรกอยู่ทุกระยะ ความขี้เกียจก็คือเรื่องของกิเลส ที่คอยฉุดลากไปโดยไม่รู้สึกตัว ในขณะที่เราทำความเพียรตั้งสติไว้ไม่ได้นาทีหนึ่งเลย กิเลสตีตกไปแล้ว ๕ ทวีปโน้น ตกไปแล้วๆ อยู่อย่างนั้นเราก็ไม่รู้เพราะมันรวดเร็ว เรื่องของกิเลสนี้รวดเร็วมาก เพราะมันเคยครองหัวใจมนุษย์สัตว์ทั้งหลายมีหัวใจเราเป็นสำคัญมานานแสนนานแล้ว จนไม่สามารถนับอ่านได้เลยว่า ต้นทางแห่งการครองของกิเลสบนหัวใจของสัตว์โลกและหัวใจของเรานั้นอยู่ที่ตรงไหน นานสักเท่าไร นับไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนั้นมันจะไม่คล่องแคล่วในตัวของมันได้อย่างไร การปฏิบัติต่อสัตว์โลกมันย่อมคล่องตัวตลอดเวลา ไม่มีย่อหย่อนอ่อนกำลัง

การจะปฏิบัติตัวให้มีช่องทางพอที่จะรู้จะเห็นสิ่งเหล่านี้ พอจะปลดเปลื้องสิ่งเหล่านี้ได้เป็นลำดับลำดาไปนั้น จึงต้องได้ใช้ความเพียรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สติแนบกับตัวอยู่เสมอ เราอย่าเห็นความอยากความทะเยอทะยาน หรือความชอบใจในสิ่งใดว่าจะไม่มีกิเลสแฝงอยู่ในนั้น นั่นละมันสวมรอยอยู่ตรงนั้น เอ้า อยากดูอะไรๆ ลองดูซิ นั่นเอาแล้ว พออยากดูปั๊บจะมีเรื่องของกิเลสเป็นความมุ่งหมายอย่างไรบ้างแฝงอยู่ในนั้น ไม่ว่าอยากดูอยากฟังอยากสัมผัสสัมพันธ์ หรืออยากขบอยากฉันอะไรก็ตาม มันจะมีแทรกอยู่ในนั้นๆ อย่างละเอียดๆ โดยที่เราไม่รู้ร่องรอยของมันได้เลย

ถ้ามีสติแล้วอันใดที่เจือปนด้วยพิษ ความอยากใดที่เจือปนด้วยพิษด้วยภัย เราต้องบังคับบัญชาความอยากประเภทนั้นทันทีๆ ไม่ควรกินไม่ให้กิน ไม่ควรฉันไม่ให้ฉัน ฉันก็ไม่ให้ฉันมาก เอาเพียงพอประมาณเท่านั้น ไม่ควรดูไม่ให้ดู ไม่ควรฟังไม่ให้ฟัง ไม่ควรคิดในอารมณ์นั้นไม่ให้คิด ไม่ควรถูกต้องสัมผัสไม่ให้ถูกต้องสัมผัส ดัดและเด็ดกันอยู่ตลอดเวลา นี้จึงเป็นความถูกต้องสำหรับผู้รักษาตน เหมือนกับคนไข้ระวังของแสลงนั้นแล ผู้ปฏิบัติธรรมซึ่งละเอียดยิ่งกว่านั้น ต้องได้ใช้สติกับปัญญาอย่างละเอียดลออตามๆ กันไป มีความตั้งอกตั้งใจพินิจพิจารณาอยู่โดยสม่ำเสมอ เหมือนกับคนไข้ที่ระวังของแสลงที่จะมาส่งเสริมโรคให้กำเริบนั้นแล

นี่โรคของเราก็คือโรคกิเลสราคะตัณหาเต็มหัวใจ โทสะเต็มหัวใจ ความโลภเต็มหัวใจ โมหะฝังอยู่ในใจอยู่แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นใจทั้งดวงที่เต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นภัยนี้แล้วมันจะแก้ได้ง่ายๆ เหรอ เพราะสิ่งเหล่านี้มีอำนาจมาก มันต้องต้านทานกันอย่างหนัก ความต้านทานของกิเลสต่อความเพียรของเรานั้นแลทำให้เราเป็นทุกข์ แต่เราก็ไม่ทราบว่าอะไรทำให้เป็นทุกข์ ก็เลยไปเหมาเอาเสียว่าธรรมพาให้เป็นทุกข์เสีย จะบำเพ็ญธรรมก็เป็นทุกข์ จะบำเพ็ญจิตให้เป็นสมาธิให้เป็นปัญญามีแต่เรื่องกองทุกข์ๆ เป็นภัยๆ อยู่ในนั้นหมด นี่ก็คือกิเลสโยนเรื่องจอมปลอมเข้าไปแทรกธรรมซึ่งเป็นของจริงให้ล้มเหลวไปตามมัน

เพราะสมาธิเป็นของจริง ปัญญาเป็นของจริง วิมุตติหลุดพ้นเป็นของจริง ความพากเพียรทั้งหลายเป็นของจริง แต่กิเลสเห็นว่าไม่สำคัญยิ่งกว่าการไม่อยากทำเสีย ความไม่อยากทำเป็นเรื่องของกิเลส กิเลสจึงชอบ เพราะฉะนั้น คนเราจึงมีแต่เรื่องเหล่านี้ไปกีดไปขวาง ความท้อแท้อ่อนแอ ความท้อถอยน้อยใจ ความขี้เกียจขี้คร้านเต็มหัวใจๆ เพราะมันฝังเข้าไปแนบเข้าไปตลอดเวลา เราไม่รู้นี่ซิสำคัญมาก จนกว่าเวลาสติปัญญามีกำลังแล้วจะรู้โดยลำดับ ตั้งแต่ขั้นจิตเป็นความสงบขึ้นมา เริ่มรู้เป็นขั้นๆ เรื่อยไป จึงต้องได้ใช้ความพยายามให้มากผู้ปฏิบัติ

นี่พระก็มาจำนวนมากที่มาอยู่สถานที่นี่ มาจากที่ต่างๆ ดูแล้วไม่งามตา เคยเตือนเสมอเคยพูดเสมอ ยิ่งเฒ่าแก่เท่าไรหมู่เพื่อนก็ยิ่งหลั่งไหลมา มองดูแล้วมันขวางหูขวางตา ถ้าเป็นธรรมจริงแล้วขวางได้ยังไง ไม่ขวาง อันนี้คืออะไร ก็คือยาพิษนั่นเอง พอมองไปก็ทิ่มแล้วแทงแล้ว แทงตาแทงหู แต่ผู้กำลังเป็นอยู่เวลานั้นไม่ทราบ นี้ซิที่น่าทุเรศเอามากมาย พูดจริงๆ มันเป็น เจ้าของไม่รู้ตัว กิริยานั้นประหนึ่งว่าแสดงอยู่ตลอดเวลา

มองไปเมื่อไรมันถึงเห็นถึงได้ยินในสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ประหนึ่งว่าแสดงอยู่ในตัวของผู้นั้นตลอดเวลา มองไปเมื่อไรก็เจอได้เลย ถ้าแสดงเป็นครั้งเป็นคราวมองไปก็ไม่เจอ เวลามันไม่มีมันสงบตัว แต่นี้มองที่ไหนมองเวลาใดมีแต่เจอเอาๆ สะดุดเรื่อยๆ อย่างนั้น มันเป็นยังไงผู้ปฏิบัติถึงได้เป็นอย่างนั้น ถ้ามีสติสตังบ้าง กิริยาอาการที่แสดงออกมาของคนมีสติ ของคนผู้มีความเพียร ย่อมต่างกันกับตัวแสลงที่แสดงอยู่ตลอดเวลา มองเมื่อไรเจอเมื่อนั้นๆ

พระปฏิบัติของเรายิ่งร่อยหรอไปทุกวันๆ เห็นสิ่งที่จอมปลอมทั้งหลายเป็นของสำคัญหนักเข้าๆ เป็นลำดับ ไม่ว่าฝ่ายพระฝ่ายฆราวาส เพราะธรรมชาตินี้มันอยู่ในใจฝังใจ สิ่งที่ล่อลวงยั่วยวนมันก็มีอยู่รอบตัวๆ ทั้งพระทั้งโยมทั้งโลกทั้งธรรมมีอยู่อย่างนั้น ผู้ไม่มีสติสตังอย่างจริงอย่างจังแล้ว ยังไงก็ไม่พ้นที่มันจะเอาขึ้นเขียงจนได้แหละ ไม่มีว่างเขียงน่ะ สับยำอยู่ตลอดเวลา ตัวของเรานั้นแล หัวใจของเรานั้นแล กิริยาอาการที่แสดงออกนั้นแลคือชิ้นเนื้อ คือเขียงที่ให้กิเลสสับยำ มันยำอยู่ตลอดเวลาเราก็ไม่รู้ อย่างที่ว่าแสลงตานี่ มันทิ่มตาแทงตา ก็คือกิเลสมันจับขึ้นเขียงสับยำให้เห็นนั่นเองจะเป็นอะไรไป

ขอให้เป็นผู้มีความหนักแน่นในธรรม อย่าเอนอย่าเอียงไปตามสิ่งแวดล้อมสิ่งเกี่ยวข้องยั่วยวนทั้งหลาย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของมีมาดั้งเดิม ผลิตออกมาจากของเดิมนั้นแหละ เอามาหลอกลวงกันให้หลง พระเราก็หลง ฆราวาสก็หลง สุดท้ายความดีไม่ปรากฏ ก็จะมีแต่ความชั่วเต็มตัวเต็มโลกเต็มสงสาร มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กันทั่วดินแดนนั่นเองไม่มีอะไรผิดกันเลย ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องแทรกเป็นเครื่องป้องกันรักษาเอาไว้

ยิ่งพระของเรานี้ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเพศที่รัก เป็นเพศที่สงวนของตัวเองอย่างมาก ไม่มีอะไรที่จะเกินเพศของเรา ธรรมของเราที่กำลังมุ่งหวังอยู่เวลานี้เลย จงพากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติอย่าลดละความพากความเพียร วัดนี้สอนเพื่อความเพียรอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับด้านการก่อการสร้างยุ่งเหยิงวุ่นวายแบบที่โลกๆ เขาทำกัน นั้นใครก็ทำได้ทำได้ง่ายนิดเดียว ไม่ได้ยากเหมือนการทำใจให้อยู่ในขอบในเขตแห่งความสงบร่มเย็นนี้เลย ใจนี้กิเลสมันรักสงวนมากไม่อยากให้ทำความดี มันจึงทำยากมากกว่าทุกอย่าง เพราะการบำเพ็ญความดีนี้เป็นวิธีการที่จะออกจากอำนาจของมันไปได้ไม่มีทางสงสัย

เมื่อทำไปๆ จิตก็มีความสว่างไสว เห็นโทษเห็นภัยของกิเลสไปโดยลำดับ แล้วก็ยิ่งขยับตัวเข้าสู่ความเพียรเพื่ออรรถเพื่อธรรมและหนักแน่นไปเป็นระยะๆ จนกระทั่งหลุดพ้นจากอำนาจของมันไปได้ ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่ยอมให้ทำง่ายๆ ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจึงว่าการภาวนานี้ยาก ก็เพราะเป็นจุดสำคัญของกิเลสที่มันจะต้องกีดกันหวงห้ามไว้อย่างหนักนั่นเอง นี่ก็ไม่พ้นไปจากพระเราอีกเหมือนกัน ที่ยอมตัวให้มันมากีดกันหวงห้ามบังคับบัญชาให้อยู่ใต้อำนาจของมัน ด้วยความขี้เกียจขี้คร้าน ความท้อแท้อ่อนแออยู่ตลอดเวลาจนได้ อันนี้สำคัญมาก

ให้ดูใจตัวเองอยู่ตลอดเวลานักปฏิบัติเรา ดูความรู้ของเรา ดูใจของเราเคลื่อนไหวไปกับเรื่องอะไร ถ้าผู้อยู่ในคำบริกรรม ก็ให้บริกรรมอยู่ทั้งวันทั้งคืนทุกอิริยาบถเว้นแต่หลับเท่านั้น นั่นชื่อว่าภาวนา ไม่อย่างนั้นไม่ทันกัน บริกรรมก็ให้มีสติอยู่กับคำบริกรรม ทำอะไรก็ตามกิริยาที่ทำนั้นเพียงยิบแย็บๆ หลักใหญ่คือความรู้กับสติอยู่ด้วยกัน นั่นจึงชื่อว่าผู้ภาวนา จะทำอะไรก็ไม่ให้เผลอ พยายามอยู่ในจิต เหมือนคนไข้ที่ระวังของแสลง ไม่ระวังขนาดนั้นกิเลสเอาจริงๆ ใส่ปึ๋งทันทีเลย เข้าปล้นหัวใจทันทีๆ ไม่ทันมันละ จึงต้องได้ระวังรักษาอยู่เช่นนั้น นี่ขั้นบริกรรม

จิตที่ผ่านพ้นคำบริกรรมไปก็คือจิตมีความสงบร่มเย็น มีสมาธิแล้ว ความรู้เป็นจุดเด่น สติก็อยู่ที่จุดแห่งความรู้ที่เด่นๆ นั้น อยู่ที่จิตเหมือนกันแต่ไม่ต้องบริกรรม เพราะความรู้นั้นสติจดจ่อได้แล้วเกาะติดกันแล้ว เป็นความรู้เด่นอยู่แล้ว ก็ให้รู้อยู่อย่างนั้น เรียกว่าผู้มีความเพียร ทางด้านปัญญาก็เหมือนกัน จิตละเอียดเข้าไปเท่าไร สติก็ยิ่งแนบแน่นเข้าไปโดยลำดับลำดา นั่นชื่อว่าผู้มีความเพียร ตั้งแต่ขั้นหยาบๆ คือขั้นบริกรรม อยู่ไหนก็ให้มีคำบริกรรมอย่าปล่อยอย่าวาง อย่าจืดอย่าจางกับธรรมทั้งหลาย จะเป็นความเข้มข้นกับกิเลสไปในตัว พอเรารู้สึกจืดจางทางด้านธรรมะ กิเลสจะมีรสมีชาติขึ้นมา แล้วก็พัวพันหั่นแหลกเราอีกแหละ จึงต้องได้ระมัดระวังตลอดเวลาผู้ปฏิบัติ

ดูแล้วคนมีสติประจำตนทำไมจึงเป็นอย่างนั้น นี่ไม่มีสติ สติไม่อยู่กับใจ กิริยาการแสดงบ่งบอกอยู่ตลอดเวลา ต้องพยายามตั้งใจตั้งสติให้ดีกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้ ผู้มาศึกษามาศึกษาเพื่ออะไร มาศึกษาเพื่ออรรถเพื่อธรรม ที่สอนนี้คือธรรม จงนำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อกำจัดสิ่งที่เป็นภัยแก่ตนแก่ใจเราให้ได้ผลเป็นลำดับไป เวลาบริกรรม-บริกรรมติดๆ กันไม่ให้มีความเผลอเลย ใจจะเข้าถึงความสงบและละเอียดได้โดยไม่สงสัย นี่ได้เคยทำมาแล้วจึงได้นำมาพูดให้หมู่เพื่อนฟัง

เอาจริงเอาจัง เวลาบริกรรมให้อยู่กับคำบริกรรมเท่านั้น ไปไหนมาไหนเหมือนไม่เคลื่อนที่เลย คำบริกรรมกับจิตอยู่ด้วยกัน นั่นแลไม่เคลื่อนที่ตรงนั้น กิริยาจะเคลื่อนไหวไปมาที่ไหนก็ตาม ความรู้กับสติจ่อกันอยู่กับคำบริกรรมตลอดเวลา จ่อกันอยู่อย่างนั้น นั่นเรียกว่าภาวนา จะทำให้เกิดผลได้ไม่ต้องสงสัย ไม่มีทางสงสัยจริงๆ เมื่อตั้งสติให้ติดต่อกันอย่างนั้นไม่กี่วัน จะแสดงผลให้ปรากฏ เวลาเข้าทำภาวนาก็ง่าย จิตสงบเข้าไปได้ง่าย เวลาบริกรรมติดๆ กันไปไม่หยุดไม่ถอย ไม่ถือเวล่ำเวลามาเป็นสำคัญยิ่งกว่าความไม่เผลอ ระหว่างสติกับจิตไม่ให้เผลอจากกัน นี่แลที่จะส่งเสริมผลให้ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน

จิตที่ได้รับการระมัดระวังรักษาอยู่ด้วยสตินั้น จะละเอียดเข้าไปๆ ถึงขนาดที่ว่าบริกรรมไม่ได้นะ เมื่อละเอียดจริงๆ แล้วจะบริกรรมหรือไม่บริกรรมก็เงียบสงัดอยู่เฉพาะตัว แต่ความรู้นั้นเด่นละเอียดมาก บริกรรมยังไง แต่ก่อนเรายังบริกรรมได้แล้วทีนี้ทำไมบริกรรมไม่ได้ มันก็รู้อยู่อย่างนั้นว่าบริกรรมไม่ได้จริงๆ เพราะความคิดปรุงคำบริกรรมไม่ปรากฏในเวลานั้น ก็ปล่อยเสีย ให้อยู่กับความรู้ที่ละเอียดนั้นด้วยสติเหมือนกัน จะว่ารวมหรือไม่รวมก็ตาม นั่งอยู่ก็เป็น เดินไปก็เป็นอยู่อย่างนั้น ใจละเอียดอยู่อย่างนั้น จะว่าจิตเป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธินี้ก็เป็นชื่ออันหนึ่ง แต่ความจริงก็เป็นอย่างนั้น

เวลาจิตเข้าถึงขั้นละเอียดแล้ว เราปล่อยคำบริกรรมเสีย ให้สติรู้อยู่กับจิตที่ละเอียดๆ นั้น เมื่อถึงกาลเวลาที่จิตควรจะขยับขยายตัวแล้ว ความละเอียดนั้นแลจะแสดงอาการขึ้นมาพอให้บริกรรมได้เช่นที่เคยบริกรรมมา เราก็บริกรรมต่อไป จงจำให้ดีตรงนี้ เอาจนกระทั่งจิตอยู่จริงๆ จิตนี้พ้นอำนาจของสติ พ้นอำนาจแห่งการรักษาไปไม่ได้ นี่ยังไม่พูดถึงขั้นปัญญา พูดถึงขั้นสติ สำคัญมากทีเดียว เดินก็เดิน เอ้า สติไม่ถอยไม่ปล่อยไม่วาง ไม่ถือกาลโน้นสถานที่นี่ เวล่ำเวลาอิริยาบถใด นอกจากให้รู้กับความรู้นี้เท่านั้น

สติเป็นเครื่องเตือนเป็นเครื่องระลึกๆ รู้ๆๆ อยู่นั้น จิตก็สงบเย็น จะคิดไปหาเรื่องใดไม่เสียดาย เราเคยคิดมาแล้วตั้งแต่วันเกิดได้ผลประโยชน์อะไร มีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย เพราะผลที่เกิดขึ้นจากความคิดความฟุ้งซ่านนั้นแล บัดนี้เราจะสงบจากอารมณ์ทั้งหลายที่เคยเป็นพิษ น้อมจิตเข้ามาสู่อารมณ์แห่งธรรม คือสติกับคำบริกรรม คำบริกรรมถึงบริกรรมได้ก็เป็นสังขาร แต่สังขารนี้เรียกว่าสังขารฝ่ายมรรคที่ทำจิตให้สงบได้ ไม่เหมือนสังขารที่คิดไปตามประสีประสาออก ๕ ทวีป เป็นเรื่องของกิเลสลากไปถลุง เพราะเป็นสังขารฝ่ายสมุทัย ให้พากันจำให้ดี

ไม่เสียดาย อย่าเสียดายความคิดปรุง เพราะเคยได้พิจารณาเข้าใจมาแล้ว สิ่งเหล่านี้เราเคยคิดเคยปรุงมาแล้วมากมายคณนาไม่ได้ บางทีจนจะเป็นบ้าก็มี เพราะความคิดมากวุ่นมากทุกข์มาก จนหาที่จอดที่แวะไม่ได้ เลยจะเป็นบ้าก็มีมาแล้วในหัวใจของเราแต่ละดวงๆ บัดนี้ไม่ให้มันไป ให้อยู่ในนั้น

เอ้า ลองตั้งดูซิ ผู้ที่ไม่เคยตั้งเอ้าตั้ง อย่าลืมคำนี้เป็นผลแน่นอนไม่สงสัย เมื่อจิตแน่วแน่ลงไปจนกระทั่งความรู้นี้เด่นเพราะได้รับการบำรุงมาเต็มที่แล้ว ความรู้ภายในจิตใจนี้จะเด่นๆ เด่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เป็นเครื่องบอกตัวเองให้รู้อยู่ในตัวไม่ต้องไปถามใครแหละ ทีนี้สมควรบริกรรมหรือไม่สมควร ความรู้เด่นก็ให้อยู่กับความรู้นั้นเลย สติอยู่กับความรู้นั้น ความรู้นั้นไม่ต้องบริกรรมมันหากเป็นเองหากรู้เอง นี่ก็เด่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วสมาธิไม่ต้องถามหา

เมื่อจิตมีจุดเด่นแห่งความรู้ของตัวเองปรากฏเด่นขึ้นๆ โดยลำดับแล้ว เราเข้าสมาธิก็เข้าได้ง่าย เพราะเราห้ามไม่ให้มันคิดอยู่แล้ว ยิ่งเวลาเข้าภาวนาให้อยู่กับที่จิตจะแน่วลงไปเลย นี่ขั้นที่จะตั้งจิตให้มีความสงบร่มเย็นให้มีสมาธิจงตั้งอย่างนี้ วิธีการเหล่านี้เราได้เคยปฏิบัติมาแล้วไม่ใช่ไม่เคย ปฏิบัติมาแล้วด้วย ได้ผลมาแล้วด้วย จึงได้นำมาแนะนำสั่งสอนหมู่เพื่อน

จากนั้นก็ออกทางด้านปัญญา ที่นี่พอจิตเข้าเป็นสมาธิเป็นความสงบได้แล้ว ก็ชื่อว่ามีเสบียงแล้ว จิตอิ่มตัวแล้วในอารมณ์ทั้งหลาย จิตเมื่อเป็นสมาธิแล้วย่อมไม่หิวโหยกับอารมณ์ต่างๆ ที่เคยคิดเป็นบ้ามาแต่ก่อนนั้น พูดให้เต็มยศเสียทีเพราะเคยเป็นอย่างนั้นจริงๆ เจ้าของไม่รู้เรื่องจะไม่เหมือนคนบ้าจะเหมือนอะไร เพราะเคยเป็นมาแล้ว ทีนี้เวลาจิตมีความสงบก็มีความอิ่มตัวเข้าไปๆ ไม่เสียดายอารมณ์ต่างๆที่เคยคิดเคยปรุงมาแต่ก่อนนั้นเลย เพราะมีอาหารกิน มีอาหารเสวย มีอาหารหล่อเลี้ยงดูอยู่ภายในจิตนั้นแหละ จิตอิ่มตัว เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนให้ก้าวทางด้านปัญญา

เมื่อจิตอิ่มตัวแล้วก็เช่นเดียวกับน้ำเต็มแก้ว จะทำให้ยิ่งกว่านั้นก็ไม่ยิ่ง จิตอิ่มอารมณ์ในขั้นสมาธิเต็มที่ก็อยู่เท่านั้นเอง นี่จึงเรียกว่าสมาธิเป็นสมาธิ สมาธิจะไปเป็นปัญญาไม่ได้สำหรับนิสัยเราๆ ท่านๆ นอกจากนิสัยของท่านขิปปาภิญญานั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่นำมาพูดในวงเดียวกัน มันต่างกัน สำหรับเราๆ ท่านๆ นี้มากต่อมาก ดังที่ธรรมท่านแสดงไว้ว่าสมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา นั่นท่านพูดไว้กลางๆ ในบุคคลทุกขั้นทุกภูมิไปเลย เวลานี้ก็มาเหมาะกับขั้นภูมิของพวกเรานี้

เมื่อจิตมีความสงบตัวแล้วให้ก้าวออกทางด้านปัญญา พินิจพิจารณาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์เรื่องอสุภะอสุภัง ซึ่งมีอยู่โดยสมบูรณ์แล้วภายในร่างกายนี้ เป็นแต่กิเลสมันพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงเสกสรรปั้นยอไปทางอื่นเสีย ความจริงมันไม่ยอมให้รู้ให้เห็น ไม่ยอมให้สนใจพิจารณา จึงเห็นว่าเป็นของสวยของงาม ของดิบของดี ของจีรังถาวรทั้งหมด ทั้งๆ ที่คำเสกสรรนั้นปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราก็หลงเชื่อมันร้อยเปอร์เซ็นต์แบบไม่รู้สึกตัวเลย เพราะเหตุไม่มีสมาธิความสงบใจ ไม่มีปัญญาความแยบคาย จึงต้องอาศัยเหล่านี้เป็นอาหารเป็นเครื่องรื่นเริง แทนสมาธิธรรมและปัญญาเครื่องคลี่คลายบุกเบิก

เวลาจิตมีความสงบตัวแล้ว ย่อมปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลาย จิตอิ่มตัวในอารมณ์มีความสงบเย็นอยู่ในสมาธิ ที่นี่พาออกพิจารณาทางปัญญา จิตจะตั้งหน้าตั้งตาทำงาน พิจารณาเรื่อง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เรื่องอสุภะอสุภังภายในร่างกายของเราหรือในร่างกายของใครหรือสัตว์ตัวใดก็ตาม เป็นธรรมทั้งนั้นแหละเมื่อพิจารณาเป็นธรรม แยกแยะดูตามอาการของกายส่วนต่างๆ นี่เรียกว่าปัญญา ในเบื้องต้นปัญญายังไม่เห็นเหตุเห็นผลกับสิ่งเหล่านี้ ปัญญามักขี้เกียจไม่อยากทำงานเพื่อความแยบคาย ความขี้เกียจของปัญญาจะห้อยโหนโจนทะยานไปไหนเล่า ไม่ไปไหน แต่จะคอยเข้ามาสู่สมาธิความสงบเท่านั้น เพราะไม่อยากทำงาน อยากมาอยู่สบายในสมาธิเพราะไม่มีอะไรกวนใจ

เมื่อจิตเข้าสู่ความสงบมีอารมณ์อันเดียว รู้อยู่อย่างเดียวเท่านั้น เท่านั้นก็พอแล้ว ถ้าจิตยังไม่เคยเห็นคุณค่าของปัญญา เพียงความสงบสบายในสมาธิก็พอแล้ว เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติทั้งหลายจึงติดในสมาธิได้โดยไม่อาจสงสัย เพราะมีรสมีชาติพอให้ติดได้และทำให้ขี้เกียจในการพิจารณาทางด้านปัญญาได้ เมื่อยังไม่เห็นผลของด้านปัญญาซึ่งมีรสชาติเหนือสมาธิเป็นลำดับไป

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสอนให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา จนกว่าปัญญาพิจารณาสภาวธรรมรู้แจ้งเห็นชัดไปโดยลำดับไม่ลดละปล่อยวางงาน เช่นเดียวกับเราทำสมาธิเราบริกรรม ถึงวาระที่จะพิจารณาจงพิจารณาอย่างนั้น ต่อไปก็ค่อยเข้าใจเรื่องอสุภะอสุภังซึ่งเป็นของมีอยู่แล้ว แต่ก่อนไม่เห็นก็จะเริ่มเห็น ของมีอยู่แล้วไม่เห็นยังไง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตตา ก็มีอยู่แล้วในกายของเขาของเราทั่วโลกดินแดน จะไม่เห็นได้ยังไงถ้าตั้งใจดู ดูก็ดูด้วยปัญญานี่ แล้วก็เริ่มรู้เริ่มเห็น เมื่อเริ่มรู้เริ่มเห็นก็เท่ากับการถอดถอนกิเลสความรักความชอบในของสวยของงามไปในขณะเดียวกัน และค่อยเบาลงไปถอนลงไปบรรดาอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นใน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ทั้งหลายที่ว่าเป็นเหมือนกับทองคำทั้งแท่งนั้น จะกลายเป็นมูตรเป็นคูถเป็นเดนไปเรื่อยๆ เพราะเป็นของปฏิกูลก็เหมือนกับเดนนั่นเอง แล้วก็ค่อยเห็นคุณค่าของปัญญาไปเรื่อยๆ

จากนั้นเมื่อปัญญาได้เห็นผลของตัวเองแล้ว ย่อมมีความขยันหมั่นเพียร เมื่อขยันหมั่นเพียรมากจิตมีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เหมือนกับเราทำงานมากๆ ก็ให้พักงานเสีย คือปล่อยจิตให้เข้าสู่สมาธิมีความสงบตัว ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องห่วงปัญญา เวลาจะเข้าสู่สมาธิให้เป็นสมาธิไม่ห่วงกับอะไรเลย จิตให้พักตัวเต็มที่ นั่นคือพักแรงเอากำลัง พอถอนจากสมาธิแม้จะอยากเข้ามาอีกก็ไม่ให้เข้า ทีนี้จะให้ทำงานทางด้านปัญญา ในเบื้องต้นจะเป็นอย่างนั้น ครั้นต่อไปมีแต่จะออกทางปัญญาล้วนๆ ต้องได้บังคับเอาไว้ นี่คือวิธีปฏิบัติในการแก้กิเลสด้วยปฏิปทาเครื่องดำเนิน ไม่ผิด จงเป็นที่แน่ใจตายใจได้

ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส ผู้มีศีลบริสุทธิ์ย่อมมีความอบอุ่นในตัวเอง ไม่ระแคะระคายเดือดร้อนด้วยอารมณ์คิดว่าศีลด่างศีลพร้อยหรือศีลทะลุ มีแต่ความอบอุ่นอยู่ภายในใจ การบำเพ็ญสมาธิก็เกิดได้ง่าย เพราะไม่มีอารมณ์กวนใจ สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา จิตที่มีสมาธิเป็นเครื่องหนุนเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เป็นเครื่องอบรม ย่อมเดินคล่องตัว เวลาจิตมีศีลเป็นเครื่องอบรมแล้วย่อมมีความสงบเย็น การภาวนาก็ไม่มีอารมณ์อะไรมาระแคะระคาย มาทำลายให้โยกคลอน ก็ลงสู่ความสงบได้ง่าย เพราะไม่มีอารมณ์นิวรณ์เครื่องก่อกวนและกั้นกาง

เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วท่านก็สอนไว้อีก สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา เมื่อมีสมาธิหนุนจิตย่อมมีความอบอุ่น จิตมีความอิ่มพอในอารมณ์ทั้งหลายแล้ว ย่อมก้าวเดินทางปัญญาได้อย่างคล่องตัว และหนุนปัญญาไปได้อย่างรวดเร็ว นี่เราก็เป็นมาแล้วไม่ได้คุย อย่างที่เคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ พอถูกพ่อแม่ครูจารย์ไล่ออกทางด้านปัญญาก็ก้าวปึ๋งเลยทันที เพราะจิตพอตัวอยู่แล้ว สมาธิอิ่มตัวถึงขนาดนั้นจนไม่อยากทำงานเลย อยู่เท่าไรก็อยู่ได้ มันติดสมาธิละซิ

พอออกทางด้านปัญญา เพราะปัญญาเหนือกว่านี้ ผลของปัญญาที่แสดงออกให้เห็นชัด เด่นกว่านี้ๆ ก็ลืมเข้าสมาธิแล้วก็ไปใหญ่ จากนั้นก็ ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจจฺติ จิตที่ถูกปัญญาซักฟอกเต็มที่แล้ว ย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นี้แปลทางภาคปฏิบัติตรงไปเลย นี่แลปัญญาเป็นเครื่องซักฟอกจิตใจให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ ท่านสอนไว้โดยชอบๆ ทั้งนั้น

นี่ละทางเดินที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนิน และประทานไว้ให้พวกเราทั้งหลาย ชาวพุทธได้ดำเนินตามนี้ ไม่ผิดพลาด แต่สำหรับผู้เป็นขิปปาภิญญานั้นเป็นอีกประเภทหนึ่ง ผู้ที่เป็นอย่างเราๆ ท่านๆ ประเภทเนยยะ พอฉุดพอลากไปได้นี้เป็นประเภทนี้กันแทบทั้งนั้น

ธรรมที่กล่าวมาเหล่านี้ไม่มีความห่างเหินจากดวงใจของเรา ที่มีความพากเพียรพยายามตามแนวทางนี้ไปได้เลย เป็นมัชฌิมาอยู่ตลอดเวลาคือเหมาะสมๆ ตลอดไป ท่านจึงเรียกว่าอกาลิโก ธรรมไม่มีกาลไม่มีเวล่ำเวลา ธรรมเป็นเครื่องแก้กิเลสได้ทุกเวลาถ้านำมาแก้ เช่นเดียวกับกิเลสเป็นกิเลสได้ทุกเวลา ถ้าทำให้เกิดกิเลสเป็นได้ทั้งนั้น เป็นอกาลิโกเหมือนกัน จึงไม่มีอะไรห่างเหินจากใจของสัตว์โลก

พระพุทธเจ้านิพพานแล้วเท่านั้นปีเท่านี้เดือน มรรคผลนิพพานจะค่อยหมดไปสิ้นไป อย่างนั้นเป็นความคิดของคนหลับตาพูด ที่ไม่เคยภาวนาตั้งแต่เกิดมาก็มาอุตริพูดอย่าไปสนใจ ไม่มีใครเกิน พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ไปได้ละ ธรรมเหล่านี้พระพุทธเจ้าประทานไว้ ไม่ใช่คนโง่มาแสดงนี่นะ คนพูดแบบหลับหูหลับตาพูดนั้นน่ะเหรอจะสามารถเป็นสรณะของชาวพุทธ คนหูหนวกคนตาบอด สรณํ คจฺฉามิ อย่างนั้นเหรอ เราไม่ได้บวชมาเพื่อคนหูหนวกตาบอด สรณํ คจฺฉามิ เราบวชมาเพื่อ พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ต่างหาก ตั้งแต่วันบวชก็ได้เปล่งวาจาถึงท่านอย่างนั้น ขึ้นสรณะนี้ก่อนในเวลาบวช ไม่ได้ขึ้นว่าคนตาบอดหูหนวก สรณํ คจฺฉามิ นี่ จะเป็นบ้าเชื่อและ สรณํ คจฺฉามิ กับคนประเภทนี้หานรกอเวจีอะไรกัน

พากันตั้งอกตั้งใจ ผู้มาใหม่มาเก่าเหมือนกันให้ศึกษาด้วยกัน และอันใดที่จะเป็นการกระทบกระเทือนซึ่งกันและกันอันเป็นเรื่องของกิเลส อย่าให้มันเพ่นพ่านออกมาได้ ใครว่าดิบว่าดีหรืออวดตนอวดตัวว่าดี นั้นละคืออวดความชั่วอวดกิเลส ให้พึงทราบว่านี้คือกิเลสอย่างจังๆ ไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าลงเรื่องของธรรมแล้วต้องเป็นความจริงเท่านั้น เอ้ายอมรับ ใครพูดก็ตาม เด็กพูดก็ตาม พระก็ตาม เณรก็ตามพูดหรือแสดงออก เมื่อถูกต้องแล้วยอมรับกันๆ นี้คือธรรม และไม่มีอะไรกระทบกระเทือนซึ่งกันและกัน

ส่วนมากที่กระทบกระเทือนกันหรือทะเลาะเบาะแว้งกัน มีแต่กิเลสเข้าไปทำงานทั้งนั้น มันจับไม้ใส่มือแล้วก็ให้ตีหัวกัน พวกเรามันถูกกิเลสจับไม้ใส่มือยื่นใส่มือ ยื่นใส่มือแล้วก็ตีหัวกันนั่นแหละ มันไม่ทันกิเลสนั่นซี ไม้มันก็นึกว่าเป็นข้าวต้มขนมไปเสีย ก็ฟาดหัวกันเลือดสาดไปโน้น มันถึงจะรู้ว่าเป็นไม้ตีหัวคนตีหัวพระหัวเณร ที่อวดรู้อวดฉลาดเอากิเลสเข้ามาเพ่นพ่านในวงปฏิบัติ แหม เลวมากที่สุดนะ ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้นะ ข้อนี้สำคัญมาก เฉพาะในวงปฏิบัติและวัดเราอย่าให้มีอย่างเด็ดขาด

ในครั้งพุทธกาลก็ยังมีที่เคยแสดงให้ฟังแล้ว ถึงขนาดพระพุทธเจ้าทรงห้ามเองยังไม่ยอมลงเลย เห็นไหมกิเลสตัวมันเด็ดๆ มันเด็ดขนาดนั้นแหละ นั่นพระทะเลาะกัน พระพุทธเจ้ามาทรงห้ามยังไม่ยอมฟัง จนพระองค์เสด็จหนีเข้าไปจำพรรษาที่ป่าเลไลยก์ ปีนั้นละปีหนีจากพระ ทรมานพระทรมานกิเลสของพระประเภทนั้น เสด็จออกไปจำพรรษาที่ป่าเลไลยก์ จนกระทั่งพวกเก่งๆ นั้นถูกชาวบ้านเขาดัดสันดานเอา เขาไม่ใส่บาตรให้ เขาชี้หน้าเอา ขี้หน้าพวกพระที่ทะเลาะกันเก่งๆ นั่น

องค์ไหนที่ทะเลาะกัน พวกไหนทะเลาะกัน เขาชี้หน้าเอาเลย เขาไม่ใส่บาตรให้กิน จะตายซิที่นี่จึงได้เห็นโทษ แล้วให้พระอานนท์ไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้ามาโปรด พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดก็ใส่เปรี้ยงๆ เลย แต่ท่านยังมีอุปนิสัยนะ สามารถรู้ธรรมได้อย่างรวดเร็ว จนได้บรรลุมรรคผลนิพพานอย่างมากมาย นี่เคยมี กิเลสมันเคยเก่งมาแต่ไหนแต่ไร พระพุทธเจ้าประทับอยู่ต่อหน้าต่อตามันยังไม่กลัวไม่ถอย เห็นไหมกิเลส นี่จำให้ดีนะ

ธรรมนั่นละคือศาสดาแทนพระพุทธเจ้า ให้พึงทราบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ต่อหน้าต่อตาเราทุกเวล่ำเวลา อย่าฝ่าอย่าฝืนอย่าอวดดิบอวดดีอันเป็นเรื่องของกิเลส ที่เคยรบพระพุทธเจ้ารบธรรมมานานแสนนานแล้ว ให้พึงรู้สึกตัวเสมอ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก บางทีผมได้อยู่บ้างไม่อยู่บ้าง อย่ามาถือเป็นที่แจ้งที่ลับกับผมกับหัวหน้านะ ให้เคารพตัวเองด้วยศีลด้วยธรรม ด้วยสติปัญญา ให้ปฏิบัติต่อกันด้วยความนิ่มนวล ด้วยความถูกต้องดีงาม

เรามาบวชในพระพุทธศาสนา ยิ่งมาอยู่ในวัดเดียวกันแล้วเหมือนพ่อแม่เดียวกัน ยอมรับฟังเสียงกัน ใครอย่าไปอวดดิบอวดดี อย่าถือเป็นก๊กเป็นเหล่าให้เห็นนะในวัดนี้ ก๊กนั้นเป็นอย่างนั้น ก๊กนี้เป็นอย่างนี้ อย่าให้มีเป็นอันขาด อกแตก ผมโดดหนีเลยนะไม่อยู่แน่ๆ ลงแสดงขนาดนั้นแล้วยังมาอาจหาญต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ ก็แสดงว่ากิเลสตัวนี้เก่งมาก ให้มันครองวัดเสียเท่านั้นเอง เราอำนาจวาสนาอาภัพก็ต้องไปตามกรรม เรื่องก็มีเท่านั้น

เอาละพอ เหนื่อยแล้ว


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก