พุทธศาสนาแท้อยู่ที่ภาวนา
วันที่ 25 มิถุนายน 2545 เวลา 7:45 น. ความยาว 35.34 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

พุทธศาสนาแท้อยู่ที่ภาวนา

ต้นสีเสียดอยู่ทางฟากกุฏิตะวันออก ลงไปทางน้ำบ่อ ต้นสูง ๆ ๒ ต้น จะเอาลงก็ได้นะไม่เกิดประโยชน์อะไร ใครอยากได้เปลือกมันก็เอาไป เปลือกสีเสียดน่ะ เดี๋ยวนี้เขาไม่กินเปลือกเสียดกันแหละ ถ้ารอให้สูงไปนาน ๆ เดี๋ยวล้มทับกุฏิเสียหมด ต้นสูงด้วยนะ มันมีอยู่หลายต้นในวัดนี้ แต่ ๒ ต้นนี้ใหญ่ ข้างในก็มีแต่ไม่ใหญ่ ต่อไปมันก็จะใหญ่เหมือนกัน

หลวงตา : เรื่องของเราเลยกลายเป็นหนังสือเป็นอะไรไปทั่วประเทศ ออกทั่ว ๆ ไป

ลูกศิษย์ : ของหลวงตานี่เป็นธรรมะที่ออกจากใจ อันนี้ต้องไปค้นคนอื่นเขาว่ายังไงแล้วมาประมวล เวลาหลวงตานั่งเทศน์เรามาแกะเทปก็ได้เป็นเล่มออกมา อันนี้ต้องไปหาตรงนั้นตรงนี้มันไม่เหมือนกัน อันนี้เป็นแบบโลก ๆ

หลวงตา : สังเกตดูเวลาไปเทศน์ออกมาเลยอย่างงั้นกับหาเก็บเอาอย่างนี้เป็นยังไงต่างกันยังไงบ้าง

ลูกศิษย : ต่างกันค่ะ ไม่เหมือนกัน อยากจะได้ประมาณว่าออกจากใจแล้วเขียน คิดอยู่อีกเรื่องหนึ่งค่ะ ทักษะการคิดตามแนวพุทธศาสน์ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเขียนเล่มนี้

หลวงตา : การคิดต้องมีการอบรมจิตให้มี เรียกว่าสมาธิว่างั้นเถอะ คือมีความแน่วแน่อยู่นั้น ไม่ให้มันฟุ้งซ่านทางโน้นทางนี้ ให้อยู่ในจุดที่เราต้องการ สงบอยู่ในนั้น เรียกว่าจิตต้องมีสมาธิคือความตั้งมั่นในงานของตนเองไม่ให้โอนเอนไปไหน ถ้าจิตไม่มีนี้ไม่สำเร็จทั้งนั้น พูดอย่างนี้ทำให้ระลึกได้ ที่เราเรียนหนังสืออยู่จึงทราบว่า อ๋อ จิตเป็นสมาธิอยู่ในการเรียนเป็นอย่างนี้เอง คือเวลาเรียนหนังสือจิตไม่ออกไปไหนเลย อยู่ในวงการศึกษานี่ เราเรียนอะไร ๆ อยู่ที่ไหนมันก็อยู่ที่นี่ไม่ออกนะ ไม่คิดไปไหนเลย อยู่ที่นี่ มีวันหนึ่งไปบิณฑบาต ไปเจอผู้สาวละซี อ้าว พูดตามความจริง มันมาเตะสมาธินี่ พอไปบิณฑบาตกลับมา ไปเจอสาวมันแย็บ ๆ เอ๊ สาวนี้สวยงามน่ารัก จิตใจมันก็ไม่ได้รักนะมันหากเป็นความรู้สึกอย่างนั้น ทีนี้เวลาเรียนหนังสือมันแย็บ ๆ อ้าว วันนี้ชอบกล จึงได้รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิวันนั้น มันกวน

คือธรรมดามันจะเป็นของมันอยู่อย่างนั้นตลอดไม่ไปไหน นี่เรียกว่าจิตเป็นสมาธิในการเรียนโดยแท้ เป็นอยู่กับเราชัดเจน วันนั้นเรื่องนี้มายุ่ง เอ๊ ชอบกล ๆ วันนี้ มีแต่ชอบกลอยู่ตลอด มันกวนยังไงกันนี่ วันนั้นหนังสือไม่ค่อยได้เรื่อง ทีนี้ปักใหม่เลยที่นี่ ต่อไปมันก็หมดของมันเอง มันก็เดินตามเรื่องของมัน นี่พูดถึงว่าจิตเป็นสมาธิ คือมันเป็นสมาธิในวงเรียน มันตั้งมั่นอยู่ในวงเรียน ได้เห็นชัด ๆ แล้วเรา ถ้าจิตมันแย็บไปไหนวันนั้นไม่เป็นท่า ยกตัวอย่างเช่นวันนั้นเป็นต้นนะ โห ไม่สบายใจโมโหให้ตัวเอง มันยังไง ๆ วันนี้ คือมันกวนอยู่ในนั้น เดี๋ยวแย็บ ๆ มันไม่คงเส้นคงวาอยู่ในบริเวณที่เราเรียน จึงว่าต้องให้จิตเป็นสมาธิ คือมีความมุ่งมั่นตั้งมั่นอยู่ในนั้นแล้วเรื่องราวก็ได้เรื่องได้ราว เขียนหนังสือก็เป็นถ้อยเป็นคำ สะกดการันต์อะไรไม่ถีบไม่เตะกัน ไม่ผิดไม่พลาด มันก็ถูกไปทุกอย่าง รวมแล้วก็เรียกว่าสตินั่นสำคัญนะ

นี่เราพูดในพรรษานะ มันแน่วของมันตลอดเลยเรียนหนังสือ ต่อไปมันก็มีซ่าน ๆ ออกไปแต่ก็อยู่ในวงการศึกษา มันไม่ออกไปไกล ออกไปเพ่น ๆ พ่านๆ แต่ในพรรษานั้นรู้สึกจิตมันแน่วในวงนี้ไม่ออกไปไหนเลย ครั้นต่อไปมันเรียนมากต่อมากมันก็ต้องออกเป็นธรรมดาใช่ไหม แต่เรื่องหลักของมันที่ว่าเรียนหนังสือมันมีหลักอยู่ในนี้ ถึงออกมันก็ไม่ออกไปไกล เรียนก็ต้องให้มีสมาธิ

ลูกศิษย์ : หลวงตาคะ อย่างทักษะการคิดที่ข้าน้อยคิดตามแนวพุทธศาสน์ที่หลวงตาพูดก็คือต้องมีสติมีสมาธิ ตรงนี้ต้องมีการอบรม ส่วนเนื้อหาที่จะมาใช้ในการคิดนี้ก็คือขันธ์ห้าที่ข้าน้อยว่าจะมาใช้ในการคิด ไม่ทราบว่าใช้ได้ไหม

หลวงตา : ถ้าอยู่ในวงนี้มันก็ดีได้ถ้อยได้คำดีเพราะเป็นเรื่องของธรรม ถ้าจิตไม่ออกข้างนอกก็เป็นธรรม เรื่องธรรมเกิดกับกิเลสเกิดมันเป็นคู่กัน แต่คนไม่เคยเห็นธรรมเกิด มีแต่กิเลสเกิดวันยังค่ำ เพราะไม่สนใจกับธรรม ธรรมจะเกิดได้ยังไงใช่ไหมล่ะ ธรรมจึงไม่เกิด นู่นเวลาออกปฏิบัติจิตมุ่งหน้ามุ่งตาที่จะให้ได้ผลประโยชน์จากด้านปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนาจริง ๆ นั่นละที่นี่ เริ่มตั้งแต่จิตเป็นสมาธิสงบเย็นเข้าไปๆ มีเรื่องอะไรมันจะแย็บออกมาเตือนเจ้าของบอกเจ้าของเรื่อย ๆ ตามขั้นของจิต พอสูงเข้าไปละเอียดเข้าไปยิ่งบอกยิ่งเตือนละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ นี่เรียกว่าธรรมเกิด ธรรมเกิดต่างกับกิเลสเกิด

กิเลสเกิดมันเกิดได้วันยังค่ำ ไหลเตลิดเปิดเปิงเลย กิเลสเกิดเข้าใจไหม ถ้าเป็นน้ำก็ไม่ทราบว่าต้นน้ำไหลมาจากไหน มันหากไหลของมันไปอย่างนั้น นี่กิเลสมันเลยคำว่าเกิดคือมันไหลไปเลย ธรรมเกิดเกิดอย่างนี้ เกิดไปเรื่อย ๆ ๆ ทีนี้กิเลสที่จะมาแทรกทำลายธรรมไม่ให้เกิดนี้มันจางไปๆ ธรรมก็เริ่มเข้าไปเรื่อย กำลังของธรรมก็ออกเรื่อย นี่เรียกว่าธรรมเกิด ผู้ปฏิบัติถึงจะรู้ ไม่ปฏิบัติไม่รู้ เรียนไปเท่าไรก็เรียน มันก็เป็นสัญญาอารมณ์ไปหมด ความจำก็เป็นเรื่องโลกเรื่องสงสารไปเสีย ไม่ใช่ความจำในภาคปฏิบัติ ความจำในภาคปฏิบัติออกจากสติ สติสะดุดอะไรปั๊บจำปุ๊บ มันติดปั๊บ ๆ มันต่างกัน

เรื่องธรรมเกิดเป็นของเล่นเมื่อไร โลกไม่เคยเห็น ก็เห็นแต่เรียนกันมาเป็นบ้ากันมานี่ เช่น เรียนกระทั่งได้ดอกเตอร์ดอกแต้ เห็นไหมนี่ มาอยู่นี่ ก็มีแต่เรียนคือเป็นภาคความจำ ถ้าเราเป็นผู้หนักในธรรมแล้วไปเรียนก็ตามธรรมต้องแทรกอยู่ในนั้น มีสาระไปในนั้น เราไม่ได้พูดแบบเดียวนะ มีแยก ไปเรียนหนังสือทางโลกทางอะไรก็ตาม ถ้าจิตใจมีธรรมอยู่ โลกมันก็มาเป็นธรรมได้ๆ ถ้าจิตเป็นโลกเสียอย่างเดียว เรียนธรรมก็เป็นโลกไปหมด จบพระไตรปิฎกก็เป็นโลกทั้งนั้นไม่ได้เป็นธรรม มันอยู่ที่ใจ ความจำก็ออกจากใจ ความจำเป็นเรื่องของกิเลสมันก็ไหลของมันจำไปตลอดเรื่อยไป ถ้าความจำเป็นธรรมสะดุดกึ๊กจำปุ๊บๆ นั่นมันต่างกันนะ

พูดให้คนไม่เคยปฏิบัติฟัง พูดก็ โอ๊ย อย่างว่า ดีไม่ดีเขาจะว่าเราเป็นบ้ากันทั้งโลก ทั้ง ๆ เขาเป็นบ้ากันทั้งโลกเขาก็จะเหมาว่าเขาเป็นคนดี จอมปราชญ์เฉลียวฉลาดมาตำหนิติเตียนเราพูดคนเดียว คือหลวงตาบัวพูดคนเดียวนี้ ว่าหลวงตาเป็นบ้าหนักทีเดียว แล้วใครเป็นบ้าล่ะ นั่น มันเอาจริง ๆ นะ มันจ้าไปหมด ไม่ได้พูดแบบหลับตาพูดนี่วะ นอกจากไม่พูดเฉย ๆ มันปิดได้ยังไงความรู้อันนี้ ควรพูดหนักเบามากน้อยมันก็ออกเองรู้เอง ระบายออกเอง ถ้าไม่ควรยังไงก็ไม่ออก รู้ก็รู้ไปอย่างงั้น รู้ไป ๆ อยู่อย่างงั้น มันก็ผ่านของมันไปไม่ได้เป็นอารมณ์ นี่ละธรรมะแท้ไม่กวนตัวเองนะ มีเหมือนไม่มีรู้เหมือนไม่รู้ นี่เรียกว่าธรรม ไม่กวนตัวเองให้ลำบากลำบนด้วยความรู้ของตัวเอง ความรู้ของกิเลสนี้มันกวนตัวเอง เรียนมากน้อยเท่าไรกวนตัวเองไปเรื่อย ๆ

เดี๋ยวนี้เขาจวนจะเสร็จแล้วหรือโรงสวดมนต์ภาวนา

ลูกศิษย์ : วันที่หลวงตาไปดู ข้าน้อยก็สังเกตว่าทำไมมันไม่ได้สัดส่วนตรงที่ตั้งฐานพระพุทธรูป เด็กสวดมนต์ต้องแหงนหน้าขึ้น พอหลวงตากลับตอนเย็นก็เรียกช่างมาดู ปรากฏว่าเขาสร้างผิดค่ะ เด็กนั่งสูงจากพื้นดินประมาณ ๘๐ เซนต์ เขาสร้างเป็น ๑ เมตร ๒๐ ข้าน้อยเลยรีบบอกช่างวิศวกรในมหาวิทยาลัยมาดูแล้วว่าจะแก้ไขยังไง ตอนนี้ผู้รับเหมาเขารับปากว่าเขาจะถมขึ้นมาอีก ๔๐ เซนต์ให้ได้ ๘๐ เซนต์

หลวงตา : เขาต้องยอมรับซี ผู้ผิดต้องยอมรับมันถึงจะเข้ากันได้ตลอดไป ถ้าผู้ผิดไม่ยอมรับขาดสะบั้นกันเลย สำหรับเราเป็นอย่างนั้นนะ ถ้ายอมรับแล้วก็ถึงไหนถึงกันเป็นไปได้ด้วยกัน ใครผิดได้ด้วยกัน ยอมรับได้ด้วยกัน ไปได้ด้วยกัน ถ้าผิดไม่ยอมรับนี้เข้ากันไม่ได้นะ

พูดไปไหนๆ มันยังติดคออยู่นี่ ปีนี้กฐินวัดป่าบ้านตาดจะเป็นกฐินทั่วประเทศ มีกฐิน ๘๔,๐๐๐ กอง กองหนึ่งน้ำหนักทองคำ ๑ สลึง ตั้งแต่ ๑ สลึงขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่ได้มันก็คงไม่เพียงแค่สลึง เราตั้งเอาไว้เฉย ๆ มันอาจจะเพิ่มของมันเรื่อยๆ ตามสัดตามส่วนของศรัทธา กำลังมีเท่าไรเราก็เพิ่มไป นี่ก็ได้สะกิดพระบ้างแล้วในวงกรรมฐานเรา ในหมู่บ้านหรือในวัดแต่ละแห่ง ๆ ควรจะได้ผ้าป่าสักกองหนึ่ง ๆ เราว่าอย่างงั้น ผ้าป่า ๑ สลึง ให้เตือน ๆ กันนะ ปีนี้ทางพระเราช่วยออกด้วย เราเตือนแล้วให้บอกกัน เราบอกคนเดียวเท่านี้ให้ต่อกันไปนะ คือให้กระจายออกไป บ้านนั้น ๆ อยู่ในป่านั้น ๆ ออกมา ป่าทั้งป่า บ้านทั้งบ้าน วัดทั้งวัด ทองคำ ๑ สลึงไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ เราว่าอย่างงั้น ต้องเป็นไปได้ เราเตือนแล้วคราวนี้

ทางวัดป่าต่าง ๆ อยู่ตามที่ไหนให้รวมกันๆ ให้ได้วัดหรือจุดละ ๆ หนึ่งกอง ๆ ทอง ๑ สลึงขึ้นไปแหละ ถ้าเทียบเงินก็ ๑,๖๐๐ อันนี้เป็นทองมาก็เป็นทองไปเลย ถ้าเป็นเงินมาเราก็จะเอาเงินจำนวนนี้เข้าไปซื้อทองคำ เรากะไว้เรียบร้อยแล้ว ได้มากฐินเหล่านี้จะรวบรวมเป็นเงิน ถ้ามันเป็นเงินมาเข้าบัญชีปุ๊บแล้วออกซื้อทองคำ เรากะไว้อย่างงั้น แต่คงไม่ผิดแหละ จะให้ได้ทองคำมาก ๆ ปีนี้ เพราะเราจวนตัวของเราแล้ว ถ้าธรรมดาเราหยุดแล้วนะ นี่เรากระเสือกกระสนเพื่อทองคำที่กำหนดไว้สำหรับพี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วหน้ากันผ่านมาเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่า ๑๐ ตัน เวลานี้ได้ ๕ ตันกว่าแล้ว ๕ ตันกับ ๑๓๕ กิโล เศษจากนั้นก็เป็นจำนวนที่เราจะหาเพิ่มเข้าอีกให้ได้ ๑๐ ตัน

เพราะฉะนั้นจึงได้บอกบรรดาพระทั้งหลายให้ช่วยกัน ที่จุดไหน ๆ ให้ได้มาเรื่อย ๆ รวมกันจะได้เพิ่มเติมมากขึ้นๆ แล้วให้ได้ ๑๐ ตัน พอ ๑๐ ตันแล้วมันคอยที่จะตกเวทีอยู่แล้วเราเวลานี้ เราอุตส่าห์พยายามเฉย ๆ ขอให้พี่น้องทั้งหลายกรุณาทราบทั่วหน้ากัน เราอ่อนมากแล้ว อยากจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ที่สุดร่างกายนี้ก็แบกมันมานานสักเท่าไร แบกธรรมดาด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาพาเพลิดพาเพลินพาดีดพาดิ้นมันก็ไม่ค่อยหนักมากนะ ถ้าแบกแบบกิเลสไม่มีนี้หนัก ผ่านนิดหนึ่งรู้ทันที เท่าเม็ดหิดเม็ดทรายผ่านเข้ามา เช่น ไม่สะดวกสบายในจุดใด ๆ ผ่านเข้ามา ในธาตุในขันธ์นี้มันจะรู้ทันที เข้าไปสัมผัสกับความรู้ซึ่งเป็นเจ้าตัวการ จึงประหนึ่งว่ากวนตลอดเวลา คือขันธ์ห้านี้กวนในวาระสุดท้าย

นอกจากนั้นก็มีเป็นธรรมดา ขันธ์นี้ก็เป็นตัวต้นตัวเหตุที่จะก่อกวนแต่มันไม่ได้สนใจ เวลานั้นมันคลุกเคล้าไปด้วยกิเลสตัณหาทุกสิ่งทุกอย่าง วุ่นวี่วุ่นวาย ความดีดความดิ้น ความทะเยอทะยาน มันเลยไม่รู้จักหนักจักเบา จะเป็นจะตายก็ไม่รู้ ทีนี้เวลามันคัดออก ๆ ๆ สุดท้ายก็ยังมาเหลือแต่ขันธ์ล้วน ๆ นอกนั้นมันไม่ได้มาเกี่ยวข้องกันแล้ว แต่ขันธ์นี้การเป็นอยู่หลับนอนในทุกอิริยาบถ ขันธ์นี้จะแสดงตัวตลอด จะว่ากวนก็เรียกว่ากวนตลอด นี่แหละเรียกว่าขันธ์กวนใจคือผ่านให้รู้ ๆ ที่จะทำใจให้กระทบกระเทือนไม่มีแหละ เรื่องขันธ์ เขาหากดิ้นของเขาไป เขาก็ไม่รู้ว่าเขาดีดเขาดิ้นเขากวนเรานะ หากเป็นสภาพอันหนึ่งที่เป็นอยู่ภายในขันธ์นั้น แล้วจะต้องรับทราบภายในจิตตลอด ๆ

นี่เรียกว่ารวมทั้งหมด ขันธ์ทั้งห้านี้แลมากวนใจ นอกนั้นไม่มีอะไรกวน คือให้รับทราบตลอดเวลา พาอยู่พากินพาหลับพานอน นี่แหละมันกวนให้เป็นไปตามมัน ถ้าเวลามันหิวนอนก็กวน นอนเสีย พาอยู่พาไปพามาพากินพาขับพาถ่ายมีแต่กวน ระบายให้พวกนี้ทั้งนั้นๆ พออันนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วเรียกว่าสมมุติชิ้นสุดท้ายคือขันธ์ ขาดลงไปแล้วจากความรับผิดชอบของใจ นั้นละสมมุติหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือเลย เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน หมดโดยประการทั้งปวง ขึ้นชื่อว่าสมมุติในสามแดนโลกธาตุนี้หมดโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ขันธ์ได้สิ้นสุดลงไปเป็นวาระสุดท้าย เท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นท่านถึงแสดงไว้ในนิพพาน ๒ ว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วแต่ยังมีขันธ์เป็นความรับผิดชอบอยู่ เรียกว่ายังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะสมมุติยังมีอยู่ ถึงไม่ติดไม่พันกันก็ตาม แต่มันก็แสดงตามสมมุติให้รับทราบตลอดเวลา จึงเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน สิ้นกิเลสแล้วแต่ยังครองชีวิตอยู่ ยังมีการรับผิดชอบในธาตุในขันธ์อยู่ อนุปาทิเสสนิพพาน ธาตุขันธ์ขาดสะบั้นลงไปแล้ว เรียกว่าตาย สมมุติวาระสุดท้ายคือขันธ์นี้ได้ขาดสะบั้นลงไป นั้นแหละทีนี้เป็นวิมุตติล้วน ๆ ไม่มีสมมุติใดเข้าแทรกเลย ขันธ์หมดไปแล้ว ขันธ์คือสมมุติวาระสุดท้าย จะว่ายังไงก็ตามมันก็เป็นอยู่ในจิตเต็มหัวใจแล้ว ว่าไม่ว่ามันก็เป็นอยู่ในนี้

พาพี่น้องทั้งหลายตะเกียกตะกายเวลานี้ก็อุตส่าห์พยายาม เหนื่อยลำบาก ถ้าธรรมดาทิ้งไปแล้ว แบกหามมันไปหาอะไร เท่านั้นเอง ทิ้งไปแล้ว นี่ก็คิดเห็นชาติบ้านเมืองก็อุตส่าห์พยายามดีดดิ้นอยู่อย่างนั้น มันเป็นอยู่ในหัวใจ มันไม่ได้สนใจนะว่าสามแดนโลกธาตุนี้จะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะเอาใครมาเป็นพยานในธรรมชาตินี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระองค์เดียวหาใครมาเป็นพยาน สาวกทั้งหลายตรัสรู้ขึ้นมาแต่ละองค์ ไม่มีคำว่าหาใครมาเป็นพยาน พยานของท่านเต็มตัวแล้ว สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศก้องขึ้นในวาระสุดท้ายบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงแล้ว เท่านั้นพอ แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าสาวกทั้งหลายก็ไม่ไปทูลถาม เพราะเป็นของอันเดียวกัน ไม่มีอะไรผิดแปลกจากกันพอจะไปถามกันเลย นี่ละท่านก็รู้ของท่านอย่างนั้นท่านไปหาใครมาเป็นพยาน

นี่ก็ธรรมอันเดียวกัน มันก็รู้อย่างเดียวกันเห็นอย่างเดียวกัน จะไปหาใครมาเป็นพยาน ใครเชื่อไม่เชื่อไม่ได้ถือเป็นข้อหนักใจเบาใจกับใครทั้งนั้น นอกจากพูดออกด้วยความเมตตา เขาจะยึดได้มากน้อยเพียงไรก็ให้เขายึดไป เขาไม่ยึดก็เป็นกรรมของเขาเอง ยิ่งเขามาตำหนิติเตียนไปด้วยแล้วก็ยิ่งหาบกรรมหาบบาปไปในตัวของเขาเอง สำหรับผู้พูดไม่มีอะไร ท่านจะมีอะไร พูดก็ไม่มี ไม่พูดก็ไม่มี เรื่องมันหมดไปแล้วจะเอาอะไรมามี นี่ละการปฏิบัติธรรม ธรรมพระพุทธเจ้าประกาศก้องกังวานมา เฉพาะพระพุทธเจ้าของเรานี้ก็ ๒,๕๐๐ กว่าปีนี้แล้ว ประกาศก้องด้วยมรรคผลนิพพานมาตลอด ถ้ามีผู้ปฏิบัติจะตักตวงมรรคผลนิพพานขึ้นมาตลอด เช่นเดียวกับเรามีความสนใจในกิเลสตัณหา คุ้ยเขี่ยขุดค้นหากิเลสตัณหามันก็เป็นไฟมาตลอดเวลา เผาหัวใจเรานั่นแหละ

ผลของกิเลสเป็นฟืนเป็นไฟ ผลของธรรมเป็นความชุ่มเย็น ใครขวนขวายหาทางไหน ก็ได้ทางนั้น เพราะกิเลสกับธรรมอยู่ที่ใจดวงเดียวกัน ใจเป็นตัวการอยู่ในนั้น เอียงไปทางธรรมก็เป็นธรรมขึ้นมา ผลทางธรรมก็ขึ้น เอียงไปทางกิเลสกิเลสก็เกิดขึ้น ผลของกิเลสคือความทุกข์ร้อนก็เกิดขึ้นๆ จากใจดวงเดียวกันนี่แหละ เพราะฉะนั้นเวลาท่านชำระ ๆ คือชำระสิ่งที่เป็นภัยนั่นแหละออกเรื่อย ๆ ด้วยธรรมๆ หนักก็เอา เบาก็ไม่ถอย ต่อไปๆ ก็ค่อยเบาไปๆ สิ่งที่มัวหมองทั้งหลาย มืดตื้อเหล่านั้นมันก็ค่อยจางออก ๆ ธรรมก็สว่างขึ้นๆ

ที่นี่เราจะเริ่มพูดได้ว่า ธรรมเริ่มเกิดแล้วก็ได้ ความสว่างไสวความสงบก็เป็นธรรมก็เกิดแล้ว ทีนี้ยิบ ๆ แย็บ ๆ ออกมาจากหลักใหญ่คือความสงบร่มเย็นนั้น ก็ออกมาเป็นคำเป็นตอน เตือนมาเรื่อย บอกมาเรื่อย อย่างนั้นจึงเรียกว่าธรรมเกิด เสาะแสวงหาธรรมแล้วธรรมเกิดเรื่อย เช่นเดียวกับเราเสาะแสวงหากิเลส แสวงเท่าไรกิเลสเกิดเรื่อย เป็นฟืนเป็นไฟเผาเจ้าของเรื่อยไป อยู่ที่ใจนี่ กิเลสไม่มีได้ยังไง ธรรมไม่มีได้ยังไง หัวใจเป็นผู้แบกหามรับกันอยู่ตลอดเวลามาปฏิเสธได้หรือ เมื่อใจยังรู้ดีรู้ชั่วรู้สุขรู้ทุกข์อยู่ ปฏิเสธบาปบุญไม่ได้ ปฏิเสธกิเลสกับธรรมไม่ได้ มันอยู่ที่ใจ เรารับอยู่ตลอดเวลา ปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง ดูเอาตรงนี้ซีไปหาดูที่ไหน ดูตรงนี้มันก็รู้เอง

นี่ท่านเรียกว่าธรรมเกิด เป็นระยะ ๆ เลยธรรมเกิด ตั้งแต่จิตเริ่มสงบ ธรรมคือความสงบเย็นใจก็เริ่มเกิดแล้วตามฐานของตนที่ชำระได้มากน้อย หนักมากเท่าไร จิตมีความสงบร่มเย็นมากเท่าไร ฐานอันนี้ก็ยิ่งมีมาก ธรรมอันนี้ สมถธรรม สมาธิธรรม จากนั้นก็วิปัสสนาธรรมก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ ภายในใจ นี่ผู้เสาะแสวงหาธรรม ธรรมเกิดเรื่อย ๆ อย่างนี้ ผู้แสวงหากิเลส กิเลสก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ เป็นไฟเผาไปเรื่อยๆ ธรรมเกิดภายในใจจากการเสาะแสวงหาความชุ่มเย็นก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ อย่างนี้ จะว่ายังไง มันมีอยู่ด้วยกันในหัวใจดวงนี้จะปฏิเสธไปไหน สุขทุกข์เราก็เห็นอยู่ในตัวของเรา เราจะปฏิเสธบาปบุญความสุขความทุกข์ที่โลกไหนล่ะ มันอยู่ที่หัวใจของเรา รู้ด้วยกันทุกคน

พระพุทธเจ้าก็สอนสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายรู้สัตว์ทั้งหลายเห็นอยู่นี้แล ไม่ได้ไปอุตริมาจากไหนพอจะเป็นเรื่องงมเงาเกาหมัด พระพุทธเจ้าสอนด้วยความถูกต้องแม่นยำ แต่เรามันไม่สนใจล่ะซี ถ้าปฏิบัติแล้วก็ต้องรู้ต้องเห็น ธรรมกับกิเลสอยู่ในใจดวงเดียว พูดอย่างนี้เราก็ยังไม่ลืม ที่ไปหาท่านคืนวันแรกนะ ขึ้นเปรี้ยง ๆ เหอ ท่านมาหาอะไร ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ ชี้ไปเลยที่นี่ ดินฟ้าอากาศไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ต้นไม้ภูเขาไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ฟ้าแดดดินลมไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลสตัณหา กิเลสตัณหาแท้ มรรคผลนิพพานแท้อยู่ที่ใจ ให้ท่านชำระใจของท่าน ท่านจะได้รู้ได้เห็นทั้งสองอย่างที่มีอยู่ในใจนี้ นั่นฟังซิท่านพูด เวลาปฏิบัติไปมันก็เห็นอย่างนั้น

ต้นไม้ภูเขาไม่เป็นกิเลส กิเลสอยู่ที่ใจ ความโลภเกิดที่ใจ ความโกรธเกิดที่ใจ ความหลงราคะตัณหาเกิดที่ใจ ความสุขความทุกข์เกิดที่ใจ มันเกิดที่ใจนี่ ท่านสอนอย่างนั้น เวลาปฏิบัติไปมันก็ค่อยเข้าใจๆ ไป นั่น ให้พากันจำเอานะ เราอย่าไปหานู้นเป็นมรรคเป็นผล หาวันยังค่ำให้กิเลสหลอกตายทิ้งเปล่า ๆ นะ ให้ดูหัวใจที่มันแสดงความดีดความดิ้นตลอดเวลา มันดีดมันดิ้นอยู่ตลอดไม่ได้มีความสงบนะใจ นอกจากมีธรรมภายในใจ เช่น สมถธรรม ความสงบเย็นใจก็เย็นสบาย ยิ่งใจมีความสงบเท่าไรไม่อยากคิดอยากปรุงนะเรื่องนอก มันกวนใจ แต่ก่อนไม่ได้คิดไม่ได้ มันลากมันดึงออกไปคิด นี่อำนาจของกิเลสมันหนาแน่น มีแต่ลากออกไปคิด จะทำความสงบแก่ใจนิดหนึ่งก็ไม่ได้ คือกิเลสมันลากออกไปหาความสงบไม่ได้ นี่เวลากิเลสมีกำลัง

ทีนี้เวลาเราอบรมจิตใจของเราให้มีความสงบ สงบลงไปจนกระทั่งมีความแน่นหนามั่นคง เพลินในความสงบของตนแล้ว คิดยุ่งเรื่องอะไรไม่อยากคิด รำคาญ นี่ละจิตที่เป็นสมาธิเต็มภูมิแล้วไม่อยากคิดภายนอกนะ รำคาญ รูปเสียงกลิ่นรสเครื่องสัมผัสที่มันดีดมันดิ้นถึงกันอยู่กับตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสสัมพันธ์เหล่านี้ มันปิดทางกันนะ กั้นทางกัน ไม่ออกไปคิด มันรำคาญ อยู่ด้วยความสงบแน่วนี้ดีกว่า เพราะฉะนั้นผู้ติดสมาธิจึงอยู่นั้นตลอด ไม่อยากคิดอยากปรุง นี่ขั้นที่มันเคยคิดเคยปรุงดีดดิ้นจนจะเป็นจะตาย มันยังไม่อยากคิด ฟังซิ

เมื่อเวลาธรรมเข้าระงับแล้ว ความสงบนี้มีคุณค่ามากกว่าความคิดเหล่านั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่คิดให้เสียเวลาและกวนใจ นั่น มันก็รู้อยู่ในนี้ ทีนี้ออกทางด้านปัญญา ครั้นออกไปแล้ว ออกไปตรงไหนมันมีแต่มหาภัยทั้งนั้นรอบด้าน ๆ ตาเห็นก็เป็นภัยเข้ามา คือรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส มาสัมผัสสัมพันธ์กับตา หู จมูก ลิ้น กาย มันเอาฟืนเอาไฟเข้ามาผสมผเสเผาตัวของเราตลอดเวลา นี่อารมณ์ของมันประสานถึงกัน เวลาจิตมีความสงบแล้วไม่ยุ่ง ข้างนอกไม่ยุ่ง ทีนี้พอปัญญาก้าวขึ้นมา มันออกทางไหนมันเห็นแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นภัยทั้งหมด มันก็เห็นพิจารณาตัดออก ๆ เบิกออก กว้างออก ๆ

สติปัญญาแหลมคมยิ่งกว่าสมาธิมากนะ เราไม่เคยคิดเคยเห็นเวลามันเป็นขึ้นมาแล้วมันเพลิน เพลินจริง ๆ เรื่องปัญญานี้บทเวลาได้เพลิน ดังที่เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว มันไม่มีเวลาหลับเวลานอน เวลาไหนมีแต่จะฟัดกับกิเลสที่จะให้มันม้วนเสื่อ ๆ เพราะเห็นโทษของมันมาก จิตใจมันก็ดิ้นของมันที่จะฆ่าจะฟันกัน อยากจะเอาให้หลุดพ้น นี่ละปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นแล้วทีนี้อะไร ๆ เป็นธรรมไปหมด มองไปทางไหนเป็นธรรมไปหมด ถ้าจิตได้เป็นธรรมเสียอย่างเดียว มองไปทางไหนเป็นธรรมไปหมด ถ้าจิตเป็นกิเลสมองไหนเป็นกิเลสไปหมด นั่น มันอยู่ในจิตดวงเดียวกันนี่นะ

ถ้าหากว่ามีการฝึกฝนอบรมบ้าง อย่างน้อยเมืองไทยของเราจะพอสงบร่มเย็นบ้างนะ บ้านหนึ่ง ๆ ควรจะให้มีเวลาสงบใจได้นั่งภาวนา เอ้า ตั้งข้อบังคับใส่กันบ้างซิ ทั้งคืนทั้งวันเป็นเวลา ๒๔ ชั่วโมง เราขอเพียง ๑๐ นาที เวลานั่งภาวนา ๑๐ นาทีนี้จะทำใจให้สงบอยู่กับคำบริกรรม เช่น เรากำหนด พุทโธ ๆ ก็ดี ธัมโม หรือสังโฆ หรือธรรมบทใดก็ดี ให้มีสติจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมนั้นแนบกับจิต ไม่ให้มันคิดไปเรื่องอะไรทั้งหมดในเวลา ๑๐ นาที เพียงเท่านี้เราก็พอทำได้ด้วยกัน เราเป็นลูกชาวพุทธ วันหนึ่ง ๆ ควรจะทำให้ได้ ศาสนาแท้มารวมอยู่ที่ใจนะ อย่าเข้าใจว่าวัตถุทั้งหลายหรูหราฟู่ฟ่านั้นเป็นศาสนานะ นั้นเป็นเครื่องล่อของกิเลสต่างหากนะ ธรรมแท้ไม่ได้ยุ่งยากวุ่นวายอะไร มีแต่สงบตัวลงไป ๆ

จิตเราฝึกหัดอยู่ วันหนึ่งเอา ๑๐ นาที ไม่เอามากละเอา ๑๐ นาที มันจะตายก็ให้มันตายเถอะ ๑๐ นาทีนี้ แล้วมีวันหนึ่งจนได้ละที่จิตมีโอกาสที่จะแสดงขึ้นมาให้เราได้เห็นเป็นของแปลกประหลาดอัศจรรย์ และเป็นที่ฝังใจเชื่อมั่น ถึงอันนี้จะหลุดลอยหายไปแล้วก็ตาม วันหลังไม่ได้ก็ตาม ความมุ่งมั่นหรือความเชื่อมั่นในสิ่งที่เรารู้เราเห็นแล้วนั้นมันจะฝังลึกนะ ถ้าได้ทำไปอย่างนี้บ้างบ้านเมืองเราก็จะมีขื่อมีแป ไอ้ผู้ที่โลภผู้ที่เป็นบ้ายศบ้าลาภ บ้ากำเริบเสิบสานด้วยความทะเยอทะยาน ก็จะค่อยสงบตัวลงบ้าง เพราะธรรมนี้มีความสงบใจ จุดแห่งความสงบนี้คือมหาภัย จะได้รู้กันอย่างชัดเจนในหัวใจ เรื่องที่มันพาดีดพาดิ้น ซึ่งเป็นตัวภัยอย่างยิ่งนั้นก็จะเห็นกันไปโดยลำดับ แล้ววันเกิดวันตายก็จะพอระลึกกันได้บ้าง

ดังที่เราทำบุญวันเกิด ๆ กันนั้น เราจะได้ระลึกถึงความตายของเราในหัวใจของเราบ้าง นี่วันหนึ่ง ๆ ไม่ระลึกถึงความตาย แบกความตายไปทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับมันก็ไม่ได้ระลึกถึงความตายของตัวเองนะ มันตายทิ้งเปล่า ๆ ละ ถ้ามีพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นเครื่องชโลมจิตแล้ววันหนึ่งจะระลึกถึงความตายได้มาก และจะเหยียบเบรกห้ามล้อความทะเยอทะยานนั้นลงได้เยอะๆ นะ ไม่ดีดไม่ดิ้นจนเกินไป คนมีก็ดี คนจนก็ดี คนมียศถาบรรดาศักดิ์มากน้อยก็ดี ถ้ามีธรรมในใจแล้วจะไม่ดูถูกเหยียดหยามกันนะ สพฺเพ สตตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น เห็นกันแล้วประสานกันเลยด้วยความเมตตาสงสาร เฉลี่ยเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันด้วยอำนาจแห่งธรรมนะ ไม่ได้เป็นไปด้วยอำนาจแห่งความเย่อหยิ่งจองหองพองตัวเป็นบ้าอย่างที่มันเป็นบ้ากันอยู่เวลานี้

ชาวพุทธเรามันเป็นนะ ที่อื่นเราไม่ว่าให้เขาละ เขาไม่เป็นชาวพุทธ นี่เขาก็ไม่เป็นคนไทยเหมือนเรา เราว่าให้พวกเราคนไทยด้วยกันนี่ ดึงกันขึ้นด้วยความดีเป็นอะไรไปวะ ว่าเพื่อดึงกันขึ้น ไม่ได้ว่าเพื่อความฉิบหายนี่นะ ควรจะได้วันหนึ่ง ๆ เอาไปอบรมภาวนาบ้าง เอ้า ทีแรกมันไม่ได้ถึง ๑๐ นาที เอ้า ตั้ง ๕ นาทีไว้ก่อน เอ้า ๕ นาทีให้ได้ไม่ให้มันเผลอไปไหน ให้อยู่อย่างนี้แหละ พุทโธ ก็ดี ธัมโมก็ดี สังโฆก็ดี แล้วแต่เราถูกจริตกับธรรมบทใด เอามาบริกรรมในใจของเรา มีสติกำกับเอาไว้ให้รู้อยู่กับคำบริกรรม เช่น พุทโธ ๆ นี่เท่านั้น ประหนึ่งโลกนี้ไม่มีอะไร มีแต่คำบริกรรมอยู่ในใจของเราเท่านั้น แล้ววันหนึ่งจะแสดงความแปลกประหลาดขึ้นมาให้เห็นจนได้ พอแสดงขึ้นมา มันจะแปลกหมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรในโลกจะเหมือนธรรมนะ เพียงแย็บขึ้นมาในใจนี้มันตื้นเต้นนะ

พอพูดอย่างนี้แล้ว เราก็เคยเล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟังหลายครั้งหลายหนแล้ว เพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจนั่นเอง เราบวชทีแรกฝึกหัดภาวนามีความสนใจภาวนา แล้วก็มาภาวนาพุทโธ ๆ ทีแรกก็ว่าไปธรรมดา นั่งภาวนา พอหยุดเรียนหนังสือเราจะไว้เวลา ๑ ชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงนี้เป็นเวลาภาวนาของเรา ตั้งแต่ต้นเป็นไปจนถึงจุดสุดท้ายเรียนทั้งนั้น พอถึงเวลาจะนอนยังอีกชั่วโมงจะนอน นี่แหละย่านนี้ภาวนา ไปอย่างนั้นทุกวัน ๆ ก็ทำสะเปะสะปะไปอย่างนั้นแหละ ท่านสอนว่าให้พุทโธ ๆ เราก็พุทโธ ๆ บอกว่าอย่าให้เผลอนะ ท่านว่าให้จิตรู้อยู่กับพุทโธ ๆ เราก็พยายามไม่ให้มันเผลอ มันก็เผลอไปจนได้นั่นแหละ แต่มันก็มีวันหนึ่งจนได้ที่มันจะเจอกันนะ พุทโธ ๆ ๆ แล้วจิตมันเหมือนกับว่าเราตากแหไว้ เราดึงจอมแหเข้ามา พอดึงจอมแหเข้ามา ตีนแหมันก็หดย่นเข้ามา ๆ มันเลยเกิดเป็นความสนใจขึ้นในกิริยาของจิตอันนั้น แล้วสติตั้งจ่อ ๆ

ทีนี้ก็เหมือนว่าดึงจอมแหพุทโธถี่ยิบ ๆ จิตก็สงบเข้ามา ๆ มาถึงตรงกลางนี้แหละ กึ๊กทันทีเลยนะ ปรากฏว่าขาดไปหมดเลย โลกธาตุไม่ทราบว่ากว้างแคบ ขาดไปหมดเหลือแต่ธรรมชาตินี้เป็นเกาะ ซึ่งเท่ากับอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรทะเลหลวงแหละ เป็นเกาะแห่งความสงบ เกาะแห่งความแปลกประหลาดอัศจรรย์ โอ๋ย ตื่นเต้นนะ มันตื่นเต้นมันไม่เคยเห็น โถ.ทำไมเป็นอย่างนี้ ความตื่นเต้นมันเลยไปกระตุกความสงบความอัศจรรย์ให้ขยายตัวออกมา เลยถอนออกมาเสีย เสียดาย โถ วันหลังขยับใหญ่เลยไม่ได้เรื่อง วันหลังขยับใหญ่ไม่ได้เรื่อง เรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี ภาวนานี้ได้ ๓ หนไม่ได้ลืมนะ เวลาจาง ๆ แล้วมันก็เป็นให้อีกทีหนึ่ง ๆ ได้ ๓ หน นั่นแหละทีนี้ออกจากนี้แล้วจับอันนี้เอาไว้ ออกจากการเรียนหนังสือแล้วจะภาวนา จะเอาอันนี้ให้ได้ มันก็ซัดกันใหญ่มันก็ได้จริง ๆ นี่แหละมันมีจนได้นะ

พี่น้องทั้งหลายการภาวนาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ พุทธศาสนาแท้อยู่ที่ภาวนา อันนั้นเป็นกิ่งก้านสาขาของศาสนา เราทำบุญให้ทานมากน้อยเป็นกิ่งก้านของศาสนา ต้นลำของศาสนาแท้ ๆ คือภาวนา กิ่งก้านของศาสนา ก็คือการทำบุญให้ทาน รักษาศีลได้มากน้อยเท่าไร นี่คือกิ่งก้าน ภาวนานี้คือสั่งสมส่งเสริมต้นลำมันเข้าไป ๆ แล้วจะมีวันหนึ่งให้ปรากฏจนได้ จึงได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เรื่องที่เป็นคติ เราก็จับอันนั้นไว้เลย ถึงมันไม่เป็นอย่างนั้นก็ตาม ความเชื่อที่มันเคยเป็นแล้วมันไม่ถอนนะ เราจะเอาอันนั้นให้ได้ ให้เป็นอย่างนั้นให้ได้ มันก็เป็นจนได้นั่นแหละ

จนกระทั่งออกปฏิบัติทีนี้เอากันใหญ่นะ ไม่ใช่ธรรมดา ฟัดกันใหญ่เลยมันก็ได้ละที่นี่ ได้เรื่อย ๆ มา จึงได้มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ออกมาจากอย่างนี้แหละ ล้มลุกคลุกคลานเราสู้ไม่หยุดไม่ถอยมันก็ค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งมันจ้าขึ้นอย่างทุกวันนี้ พูดอย่างนี้แหละ เราไม่เคยสนใจกับกองถังขยะนี่นะ สามแดนโลกธาตุคือกองถังขยะแห่งสมมุติทั้งปวง ถังขยะคือกองสมมุติเรียกว่าถังขยะ สกปรกโสมมอยู่นี้ ความทุกข์ความลำบากลำบน กระวนกระวายอยู่ในกองถังขยะนั้น นิพพานไม่มี ผู้บริสุทธิ์แล้วไม่มี เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อันนี้กองถังขยะ แต่ก่อนจิตเป็นอย่างนี้เป็นถังขยะ ทีนี้จิตถอนออกจากนี้แล้วไม่เป็นถังขยะ มันก็พูดเรื่องถังขยะได้อย่างชัดเจนละซิ เข้าใจไหมล่ะ

นี่ละเวลามันเป็นถังขยะมันเป็นนะ เวลาคลี่คลายออก ๆ มันค่อยผ่านไป ๆ พ้นไปนี้มันก็จ้าขึ้นมาแล้ว แล้วไม่สนใจว่าจะเอาอะไรมาเป็นที่พึ่งที่เกาะที่ยึดมาเป็นสักขีพยาน อันนี้จ้าหมดแล้วพอทุกอย่าง เราพูดอย่างนี้เราพูดด้วยความพอทุกอย่าง ด้วยความแม่นยำในหัวใจ จึงไม่สนใจจะเอาใครมาเป็นสักขีพยาน เอาพวกคนตาบอดมาเป็นพยานยังไง มองดูตาไหนตาใสเหมือนตาแมว แต่มันบอดอยู่ที่หัวใจ มันตาบอดอยู่ภายใน แล้วจะเอามาเป็นพยานยังไง ทีนี้ตาสว่างของธรรมมันสว่างอยู่ที่ใจ มันจ้าออกไปหมดแล้วจะหาใครมาเป็นพยานวะ พระพุทธเจ้าหาใครมาเป็นพยาน สาวกทั้งหลายหาใครมาเป็นพยาน สั่งสอนโลกอยู่ทุกวันนี้ด้วยตาในแสงสว่างจ้าอยู่ภายในนั้นเอง ให้พากันจำเอานะ

นี่ละหลักใหญ่จริง ๆ ให้พากันภาวนาอย่าปล่อยอย่าวาง มีแต่กิริยาภายนอก เห็นพระก็ไหว้เสียทีหนึ่ง เดินผ่านไปวัดเห็นวัดก็ไหว้ปลก ๆ ๆ เสียทีหนึ่ง มองเห็นพระก็สวัสดีค่ะ ไปเรื่อย จนพูดก็ไม่จบให้กิเลสลากคอมันไป เข้าใจไหม ถ้าไม่ภาวนาแล้วเห็นอะไรมันดูจริง ๆ คิดจริง ๆ มันถึงใจทุกอย่างนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของเรา ถ้ามีธรรมภายในใจแล้ว มันจะเป็นอรรถเป็นธรรมเป็นความสัตย์ความจริงขึ้นมาทุกอย่างนั่นแหละ ถ้ามีแต่เรื่องกิเลสเหลวไหลทั้งหมด พากันจำเอานะ เอาละพอ

เมื่อวานนี้วันที่ ๒๔ ทองคำได้ ๖ บาท ๕๐ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๒๕๐ ดอลล์

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวัน ได้ทาง Internet www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก