สู้กิเลสแล้วพ้นทุกข์
วันที่ 26 มิถุนายน 2545
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

สู้กิเลสแล้วพ้นทุกข์

เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๑ บาท ดอลลาร์ได้ ๑๒๒ ดอลล์ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พอทองคำเราได้ถึง ๑๐ ตันนี้ดอลลาร์ต้องได้ ๑๐ ล้าน แน่ใจ เวลานี้มันกำลังจะเข้า ๗ ล้านแล้ว ยังอีก ๓ ล้าน กับทองคำที่จะขึ้นอีกให้ถึง ๑๐ ตันนี้ ยังไงดอลลาร์เราต้องทัน เหยียบหัวทองคำเราไปอีกด้วยซ้ำ

เหมือนฝนจะตกอยู่เรื่อย ๆ อากาศ โอ๋ย ฝนดีตลอดตั้งแต่จังหวัดเลยมาหนองบัวลำภู อุดร สกลนคร นครพนม สายนี้ฝนดีมากนะ แต่ไปทางด้านใต้นั้นไม่ค่อยดี เป็นยังไงไม่รู้นะ อันนี้มันขึ้นกับทางลมเหมือนกัน ลมออกทางไหนฝนจะไปตามลม ปีนี้รู้สึกว่าลมจะเดินแถวนี้ ลมแหละอุ้มเอาเมฆเอาหมอกเอาฝนมาตก ถ้าลมไม่มีฝนก็ไม่ค่อยมี เราไปเห็นน้ำสมบูรณ์จากจังหวัดเลยมานี้ทะลุถึงนครพนม น้ำเต็มไปหมดไม่บกพร่อง ทีนี้พอแยกไปทางขอนแก่นไปโน้นรู้สึกว่าเบาบางไป ๆ

นี่ก็จวนจะลงกรุงเทพแล้ว วันที่ ๑ ออกจากนี้ก็ไปค้างที่ลำตะคอง ปากช่อง ทางเขื่อนเขานิมนต์เราไปค้างที่นั่นคืนหนึ่ง เทศนาว่าการที่นั่น ตื่นขึ้นวันหลังถึงจะออกเดินทางไปกรุงเทพ ระยะนี้เขื่อนมากมาเกี่ยวข้องกับเรา ภาคเหนือมันจะเป็นทุกเขื่อนไปละมั้ง นิมนต์ไปเทศน์ ๆ ภาคเหนือ ทางนี้ก็เขื่อนอุบลรัตน์ไปเทศน์แล้ว นี่ไปวันที่ ๑ ก็ลำตะคอง พอไปถึงกรุงเทพแล้ววันที่เท่าไรก็จะออกไปเมืองกาญจน์ นู่นน่ะเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนใหญ่โตมากว่างั้น ไปเรื่อยแหละเขื่อน

ลูกศิษย์ : หลวงตาเจ้าคะ ลูกจะกราบเรียนถวายการปฏิบัติธรรมของลูกค่ะ ลูกตีสมมุติแตกทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ลูกมากราบเรียนหลวงตาเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภา แล้วหลวงตาให้ลูกพิจารณาอสุภะ ทีนี้หลวงตาก็บอกว่า ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างว่างหมดแล้ว แล้วอะไรเป็นผู้เข้าไปรู้ว่าว่าง ห้องว่าง ๆ มีอะไรขวางอยู่ ทีแรกลูกก็คิดว่า พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีอะไรเหลือแล้ว อสุภะก็เป็นสมมุติ ความตายก็เป็นสมมุติ ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นสมมุติทั้งนั้นเลย จึงว่าไม่มีที่มาที่ไป ทีนี้หลวงตาให้ลูกพิจารณาอันนี้ ลูกก็กลับไปพิจารณา กลับจากนี้ลูกไปอยู่เขาน้อย แล้วลูกก็ดูว่าอะไรเป็นผู้เข้าไปรู้ ลูกก็พิจารณาหมุนอยู่ วันนั้นลูกก็เรียนถามท่านอาจารย์คำสิงห์ ลูกศิษย์ท่านอาจารย์แบนเจ้าค่ะ

หลวงตา : ท่านอยู่ที่ไหน

ลูกศิษย์ : เวลานี้ท่านอยู่บุรีรัมย์เจ้าค่ะ

หลวงตา : เวลาถามท่านถามที่ไหน

ลูกศิษย์ : พอดีท่านไปช่วยงานที่เขาน้อย วัดหลวงปู่สุวัจน์ บุรีรัมย์ เดือนกว่า ทีนี้ลูกก็เลยเรียนถามท่านว่า หลวงตาให้พิจารณาอสุภะ ลูกก็พิจารณาจนหมดแล้ว อสุภะภายนอกก็เป็นสมมุติ อสุภะภายในก็เป็นสมมุติ ทุกอย่างลงที่สมมุติหมด ท่านก็บอกว่าถ้าลงสมมุติหมด มันก็จบที่สมมุติ

หลวงตา : อสุภะภายในเป็นสมมุติ รู้ยังไง นั่นละตัวสำคัญ เอ้าว่าไป

ลูกศิษย์ : ทีนี้ท่านก็บอกว่า ถ้าเห็นสมมุติหมดก็จบที่สมมุติ แล้วท่านก็เทศน์ถึงความเป็นสมมุติว่า ที่สุดแม้แต่สมมุติก็ยังไม่มี ตอนนี้ลูกก็สะดุดใจว่าสมมุติไม่มี ลูกก็เลยสะดุดว่า แล้วอะไรที่เข้าไปรู้ว่ามีหรือไม่มี ลูกพิจารณา ความรู้กับสติปัญญามันก็เกิดขึ้นว่า ก็ธรรมชาติของรู้ที่เขาเป็นเองเข้าไปรู้ ไม่ใช่ตัวเราเป็นผู้เข้าไปรู้ ถึงตอนนี้มันสว่างกระจ่างแจ้งไปหมด มันหลุดไปหมดจากจิตที่เฉย เป็นจิตที่รู้เจ้าค่ะ

หลวงตา : นั่นแล้วก็ยังติดตามถามอยู่นี่น่ะ เมื่อเข้าถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้างขึ้นมา พูดแล้วสาธุ แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม เห็นไหมล่ะ นี่เวลามันเข้าถึงกันแล้วถามกันหาอะไร ถ้ายังมีถามอยู่ก็เรียกว่ากำลังซอกแซกหาทางเดินวกไปเวียนมาอยู่นั้น ถ้าไปถึงนั้นแล้วมันไม่มีอะไรจะถามกัน จะถามอะไร ก็บอกแล้ว ถ้าว่าเป็นแม่น้ำมหาสมุทรก็อันเดียวกันหมด จ่อปั๊บกระเทือนถึงกันหมดแล้ว ถามหามหาสมุทรที่ไหนอีก จ่อไปนี้ก็เป็นมหาสมุทรหมดแล้ว ความรู้มันถึงปึ๋งก็กระเทือนถึงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะว่าอะไร เป็นธรรมชาติอันเดียวกันแล้ว นั้นละท่านว่า สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองในวาระสุดท้าย รวมยอดแห่งสมมุติและวิมุตติ ลงจุดนั้นหมดเลย เพราะฉะนั้นเราจึงไม่บอก ดูตั้งแต่วิถีจิตที่ก้าวไปก้าวมา ก้าวถึงที่ยุติของมันแล้วมันรู้เองด้วยกันทุกคน ก็เท่านั้นแล้วจะให้ว่าอะไรอีก

ลูกศิษย์ : หลังจากนั้นลูกก็นั่งสมาธิ คืนนั้นก็พิจารณาทบไปทวนมาทุกสิ่งทุกอย่าง

หลวงตา : เรื่องพิจารณานี้พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านพิจารณาของท่านจนกระทั่งวันนิพพาน เป็นวิหารธรรม เครื่องอยู่ของท่านในระหว่างขันธ์กับจิตที่อยู่ด้วยกันเป็นธรรมดา ท่านไม่เคยลดละ พระพุทธเจ้าจึงมีการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ตลอดเวลา อันนี้เป็นอันหนึ่งต่างหาก เป็นเรื่องของขันธ์ของสมมุติ เมื่อจิตยังอาศัยอยู่ในสมมุติมันก็ต้องเกี่ยวโยงกันอยู่ ท่านพิจารณาเป็นวิหารธรรม ท่านไม่ได้เพื่อละกิเลสตัวใด ไม่มี เรื่องความเพียรหมายถึงว่าเพียรต่อธาตุต่อขันธ์ ระหว่างจิตกับขันธ์อยู่ด้วยกัน ให้เป็นวิหารธรรมอยู่ผาสุกสะดวกสบายถึงวันอายุขัย ความหมายว่างั้น

ลูกศิษย์ : ลูกก็สิ้นสงสัยหมดคำถามเจ้าค่ะ รับประกันให้ตัวเองได้เจ้าค่ะ

หลวงตา : สิ้นก็สิ้นเท่านั้น รับไม่รับมันก็เป็นของมันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นไม่รับมันแหละ ถ้าลงถึงนั้นแล้วไม่มีอะไรมารับแหละ หมดความเป็นผู้ต้องหา ไม่มีใครมาประกันประแกนล่ะ นี่ก็เคยพูดให้ฟังแล้วจนกระทั่งน้ำตาร่วงวันนั้นเห็นไหมล่ะ เคยคิดไว้เมื่อไรแต่ก่อน พอผางเข้าไปเท่านั้นเป็นยังไง ถึงขนาดพระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่นั่น มันไม่ถึงใจว่างั้นเถอะน่ะ ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ ย้ำเข้าไป ไปถึงจุดแล้วนะ พระสงฆ์แท้อย่างนี้ละเหรอๆ หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง มันเป็นแล้วนั่น ถามใครที่ไหน พอเจอเข้ามันก็เป็นอย่างนั้นด้วยกันทุกคน ไม่ถามใคร ถ้าลงถึงวาระของมันแล้ว หมดโดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไรที่จะสงสัยให้มาถามอีกแล้ว

ผู้ปฏิบัตินี้จะมีซอกแซกซิกแซ็กในการก้าวเดิน ต้องมีไต่มีถามครูอาจารย์ ท่านคอยแนะๆ พอมันถึงจุดของมันแล้วหมดปัญหาโดยประการทั้งปวง อย่างพระนันทะนั่น พระพุทธเจ้าเป็นผู้รับรองว่าไง รับรองโดยนัยอยู่ในนั้นแหละ รับรองด้วยวิธีการนั้นวิธีการนี้หลายวิธี พอถึงขั้นแล้ว ทีนี้เรียกว่าหมดภาระแล้วที่พระองค์จะรับรองข้าพระองค์ นั่นเห็นไหมล่ะ เปิดหมดแล้ว เราจึงอยากให้รู้ จะมาพูดแต่หลวงตาบัวคนเดียว เป็นบ้าอยู่คนเดียว เราเคยพูดเสมอ เราพูดด้วยความเป็นห่วงเป็นใยสงสารโลกนะ เราคนเดียวเท่านี้มันยันได้หมดเลย ไม่เอาใครมาเป็นพยาน ฟังซิน่ะ พระพุทธเจ้าองค์เดียวตรัสรู้ไม่ต้องหาใครมาเป็นพยาน จ้าขึ้นมาเท่านั้นรู้หมดเลย หายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่มีอยู่ทั้งหลายแต่ก่อนยังไม่รู้ไม่เห็น จ้าขึ้นมาเท่านั้น จะทำยังไงอีก ก็มันเห็นแล้วรู้แล้ว

พวกหูหนวกตาบอด ยังจะมาหาเรื่องใส่อยู่นะ ว่าหลวงตานี่เป็นบ้าพูดอะไร ๆ พวกนี้มันเป็นบ้าทั้งสามโลกธาตุ ยังไม่รู้ตัวมัน มันยังจะตายกองกันอยู่อีกกี่กัปกี่กัลป์ไม่รู้ พวกนี้มีอะไรมาเป็นเครื่องยืนยันในการเกิดตายของเจ้าของ ธรรมชาตินี้ยืนยันแล้วตั้งแต่ขณะผางเท่านั้นพอ นั่นแหละยืนยันแล้ว ไม่บอกใครว่ายืนยันก็ยืนยันแล้ว พวกเราที่โม้อยู่ในถังขยะ ขึ้นมาเห่าฟ่อ ๆ ความดิบความดีมันไม่สนใจ ถ้าเป็นเรื่องกิเลสตัณหานี้ดีดดิ้นจนแทบเป็นแทบตาย เห็นไหมโลกทุกวันนี้ตรงไหนมันมีเย็นว่ะ เราอยากถามว่าอย่างนี้ เราคนเดียวนี่ถามโลกนะ ตรงไหนที่มันเย็นโลกอันนี้ บ้านนั้นเจริญเมืองนี้เจริญ มันเจริญด้วยฟืนด้วยไฟ ด้วยความดีดความดิ้นของกิเลสบังคับหัวใจของโลกต่างหากให้อยู่เป็นสุขไม่ได้ ต้องดีดต้องดิ้นไม่ว่าชาติชั้นวรรณะใด

กิเลสขึ้นอยู่บนหัวใจแล้วดีดด้วยกันหมด ดิ้นด้วยกันหมด แล้วมันอยู่เป็นสุขได้ยังไง กิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีอะไรมาดีดมาดิ้นนะ มาบีบบังคับ นั่นที่สุขอยู่ที่นั่น อยู่คนเดียวก็เป็นสุขครอบโลกธาตุจะว่าอะไร ความสุขจริง ๆ อยู่ที่ใจ ความทุกข์ก็อยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่วัตถุต่าง ๆ ดินฟ้าอากาศไม่มีความสุขความทุกข์ มีแต่จิตไปเสกสรรปั้นยอเขาแล้วเอาฟืนเอาไฟมาเผาตัวเองเท่านั้นเองไม่มีอะไรนะ ลงจิตมันได้รู้แล้วมันปล่อยหมดโดยประการทั้งปวง คือเป็นมหาภัยทั้งนั้น ที่เป็นมหาคุณก็คือธรรมชาติที่หลุดพ้นแล้วนี้เท่านั้น มันก็เป็นอย่างนั้น

เราก็บอกแล้วเราจวนตายแล้ว เราไม่เคยสะทกสะท้านกับผู้ใดที่จะมาหาเรื่องหาราวว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่เคยสนใจจริง ๆ นะ ไม่เคยสนใจ มีแต่ความเมตตาสงสาร เห็นฟืนเห็นไฟมันเผาโลกอยู่ตลอดเวลา ในหัวใจนั้นน่ะ ที่อยู่ที่ไปที่กินที่หลับที่นอนที่เกิดที่ตายหาความแน่นอนไม่ได้ นั่นฟังซิ เอาตรงนี้ซิ ดีดกันทั้งโลกธาตุ ใครเอาความแน่นอนมายืนยันกันสักรายหนึ่ง ถ้าไม่มีธรรมในใจยืนยันไม่ได้นะ ถ้าลงมีธรรมในใจมากน้อยจะปรากฏเป็นความอบอุ่นขึ้นมาๆ จนกระทั่งถึงเต็มที่แล้วนั้นมันจ้าไปหมดแล้ว จะไปถามอะไรอีก ใครสุขใครทุกข์มันก็เห็นหมด มันก็รู้หมด หัวใจดวงเดียวนี้วัดได้ทั่วแดนโลกธาตุ ทั้งสุขทั้งทุกข์วัดได้หมด เวลามันเป็นทุกข์เขากับเราก็แบบเดียวกัน เวลาเป็นสุขแล้วผู้ใดเป็นอย่างนี้ก็แบบเดียวกันอีก อย่างพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านเป็นแบบเดียวกันนี้ทั้งนั้น

เราสอนแล้วสอนเล่าพากันตื่นหรือยังก็ไม่ทราบนะชาวพุทธเรา หรือยังเป็นบ้าเห่อเหิมกันอยู่ ตื่นยศตื่นลาภ ตื่นหาสะแตกอะไรเราก็ไม่รู้นะ แบกตั้งแต่กองทุกข์ด้วยการตื่นยศตื่นลาภตื่นความมั่งความมีความดีความเด่น ชิงดีชิงเด่น ชิงตั้งแต่ไฟเผาหัวใจเจ้าของเท่านั้น ใครจะว่าใครดิบใครดี มันไม่มี ลงกิเลสเหยียบหัวอยู่นั้นแล้วใครอย่าอวดว่าใครดีนะ เห่าฟ่อ ๆ อยู่ในถังขยะ มันเป็นประโยชน์อะไรเห่าอยู่ในถังขยะ สุดแล้วก็ลงไปกินมูตรกินคูถอยู่ในถังขยะนั้น ขี้โลภขี้โกรธขี้หลงเป็นอะไรถ้าไม่เรียกว่ามูตรเรียกคูถเรียกว่าขี้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าเรียก ขี้โลภขี้โกรธขี้หลงอยู่ในนั้น มันไม่ได้ไปที่อื่น ไม่มีที่กินไม่มีที่อยู่มันก็อยู่ที่นั่น แล้วเพลินเป็นบ้ากันกับอันนั้นอยู่ตลอดเวลา หาป่าช้าไม่ได้นะ ว่าจะเกิดจะตายไปยุติกันที่ตรงไหนไม่มี ถ้าไม่ตั้งใจปฏิบัติธรรม

ธรรมแท้เป็นเครื่องตัดสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้นนะ ตัดความทุกข์ทั้งหลายไม่ว่ามากว่าน้อย ตัดออกด้วยการบำเพ็ญธรรมปฏิบัติธรรม อันนี้เป็นเครื่องสกัดลัดกั้นตัดออก ๆ นอกนั้นไม่มี ใครดีดไปตามกิเลสดีดเท่าไรยิ่งเพิ่มป่าช้าเข้าไปอีก เกิดตายไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์เลย พูดแล้วพูดเล่าพูดด้วยความเมตตาสงสาร ความสงสารก็บอกแล้วว่าครอบโลกธาตุ มันของเล่น ๆ เมื่อไร อยากก็อยากเฉย ๆ ก็เลยไม่อยากแหละ คืออยากให้โลกทั้งหลายที่กำลังเป็นบ้ากันอยู่นี่มาดูหัวใจเรา มันเป็นยังไงหัวใจดวงนี้น่ะ อยากมันก็ไม่ว่าแหละ ว่าไปแล้วมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เมื่อมันยังหลับตาอยู่แล้ว บอกว่าลืมตาขึ้นมา ลืมตาก็ตาบอดแล้ว ลืมเท่าไรก็บอดอยู่เท่าเดิม

ให้พยายามเปิดหูเปิดตานะ มาฟังอรรถฟังธรรมวันหนึ่ง ๆ อย่าให้เสียเวล่ำเวลา นี่แหละเป็นเวลาที่มีคุณค่ามาก เวลาจิตใจหมุนเข้าสู่อรรถสู่ธรรม เริ่มต้นตั้งแต่นู้น เราได้อะไรมานี้เราคิดถึงพระที่เราจะทำบุญให้ทาน นั่นแหละกุศลเริ่มแล้วตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมา ยกตัวอย่าง นี่ได้จำปาดะมา ระลึกถึงครูบาอาจารย์มาแล้วตั้งแต่นู้น นี่สั่งสมมาเรื่อยเพิ่มมาเรื่อย ครูบาอาจารย์ก็เป็นครูบาอาจารย์ตาบอด เห็นนี้แล้วก็ระลึกถึงลูกศิษย์เฉย ๆ ไม่นึกว่ามานะ ระลึกถึงลูกศิษย์เฉย ๆ ลูกศิษย์ตาดีหลวงตาเลยตาบอด นี่มันเริ่มมาตั้งแต่นู้นนะบุญกุศล นี่เครื่องตัดความทุกข์ทั้งหลาย อันนี้เอง

ท่านทั้งหลายอย่าไปหวังอย่างอื่นอย่างใดนะ ไม่มีที่เกาะ ธรรมกับกิเลสเป็นข้าศึกต่อกัน กิเลสเป็นข้าศึกต่อธรรม ธรรมเป็นข้าศึกต่อกิเลส ตีกันออก ๆ เพื่อเจ้าของ คือเราตัวเป็นผู้ต้องหา ได้แก่จิตนี้จะได้มีทางเบิกกว้างออกๆ เพราะบุญกุศลหนุน ถ้าเป็นบาปแล้วเหยียบลงๆ จึงให้พากันสนใจนะเรื่องอรรถเรื่องธรรม พระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสรู้ขึ้นมานี้นับไม่ได้เลย แบบเดียวกันหมด รู้เห็นแบบเดียวกันทั้งคุณทั้งโทษ วิธีละวิธีสอนวิธีบำเพ็ญ บอกแบบเดียวกันเลย ไม่มีผิดเพี้ยนจากกัน ธรรมไม่คดไม่โกง ไม่หลอกลวง ถ้ากิเลสหลอกทั้งนั้นละ หลอกตลอดเวลา สกุลหลอกสัตว์โลกก็คือสกุลกิเลส สกุลที่จริงต่อสัตว์โลกเมตตาสัตว์โลกก็คือธรรม มีสองอย่างเท่านั้น

พากันตั้งใจปฏิบัตินะ มันจะตายทิ้งเปล่า ๆ แล้วนะ นับป่าช้านับมันอะไร มันจะตายไปอีกสักเท่าไร ตั้งแต่มันเกิดมันตายมานี่สักเท่าไร เจ้าของเองก็นับป่าช้าเจ้าของไม่ได้ ว่าตายมากี่ภพกี่ชาติ ยังจะขยันตายอีกอยู่เหรอ พิจารณาซิ สิ่งที่สกัดลัดกั้นตัดออกมีอยู่คือธรรม ให้พากันเสาะแสวงหานะ ให้แต่กิเลสมันหลอก ๆ ถ้าจะบำเพ็ญศีลธรรมแล้วอุปสรรคมาทันที มาหลอกท่านั้นหลอกท่านี้ก็ล้มตามมันเสีย สุดท้ายมีแต่ล้มตามกิเลสทั้งหมด เลยไม่ได้ของดิบของดี ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไม่ได้เรื่องอะไรเลย วันนี้เหมือนวันหน้า วันหน้าเดือนหน้าเหมือนกัน ปีนี้ปีหน้า ชาตินี้ชาติหน้าเหมือนกันไปเลย มันก็เลยไม่มีความหมายคนทั้งคนเกิดตาย ๆ อยู่อย่างนั้นมันดีแล้วเหรอ เอ้า ถามเจ้าของบ้างซิน่ะ

มันทุกข์จนตกนรกให้เห็นบ้างซิ เราสร้างความดีฝืนกับกิเลสเป็นกองทุกข์จนกระทั่งตกนรกให้เห็นสักทีน่ะ พระพุทธเจ้าพระองค์ไดไม่เคยสอนโลกให้ฝืนสู้กับกิเลสแล้วตกนรกไปไม่เคยมี มีแต่สู้กิเลสแล้วพ้นทุกข์ ๆ วิ่งตามกิเลสจมทั้งนั้น ๆ จำให้ดีนะคำนี้น่ะ เราจะฝืนกับกิเลสฝืนไม่ได้เหรอ กับพระพุทธเจ้าที่เป็นตัวอย่างของพวกเราในปัจจุบันนี้ก็สลบถึงสามหน ทุกข์หรือไม่ทุกข์ ฟังเอาซิ บางองค์เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตกโน่นน่ะ พระจักขุบาลตาบอด ไม่ยอมนอน ไม่นอนท่านจะตาบอด เอ้า บอดก็บอดท่านไม่ถอย ข้างนอกตาบอด ข้างในจ้าขึ้นมาเป็นพระจักขุบาล จักขุ-ปาละ แปลว่า ผู้รักษาตา แปลแล้วว่าอย่างนั้น ผู้สำเร็จได้ด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัติ เกี่ยวกับเรื่องตา นั่นท่านก็แปลไว้อย่างนั้น พากันตั้งใจปฏิบัติบ้างซิ

นี่ก็เป็นห่วงเป็นใย ทั้งวัตถุของโลกที่พึ่งพาอาศัยอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนด้วยกัน ทั้งทางด้านจิตใจยิ่งดีดยิ่งดิ้นมากนะเวลานี้ จิตใจของโลกเรานี้ทั่วไปหมด ต่างคนต่างดีดต่างดิ้นว่า บ้านนั้นเจริญ บ้านนี้เจริญ มันเอาฟืนเอาไฟมาแข่งกันเผากัน มันไม่มีใครเจริญถ้าลงได้กิเลสเหยียบอยู่บนหัวแล้ว ใครจะตั้งตัวว่าเป็นท้าวมหาพรหมว่าไปอยู่นั้นก็มีแต่ชื่อนั่นแหละ กิเลสมันอยู่บนหัวท้าวมหาพรหม มันเหยียบลงมาอีก ถ้าลงธรรมได้ขึ้นบนหัวใจแล้วดึงขึ้นทั้งนั้นแหละ พากันจำเอา พูดเท่านั้นแหละวันนี้ธรรมะ ถึงขั้นมันตัดสินแล้วไม่ต้องไปถามใคร พิจารณาไปจนกระทั่งมันหมดแล้วมันก็รู้เอง ไม่ต้องไปถามใครให้เสียเวล่ำเวลา

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวันได้ทาง Internet www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก