ศาสนธรรมคู่เคียงใจ
วันที่ 9 ธันวาคม 2509
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

ศาสนธรรมคู่เคียงใจ

 

 

         ศาสนธรรมเป็นคู่เคียงกันกับใจ ถ้าไม่มีใจเป็นผู้รับรู้ ธรรมก็ไม่ปรากฏ  ศาสนธรรมก็แสดงตัวออกมาไม่ได้ เช่นพระพุทธเจ้าสั่งสอนโลกจะเอาอะไรมาสั่งสอน ความรู้ไม่มีพระพุทธเจ้าก็ไม่มี เหตุที่จะปรากฏว่าเป็นธรรมขึ้นมาหรือธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ จนกระทั่งธรรมอันประเสริฐสุดก็เพราะใจเป็นผู้ได้รู้ได้เห็น

         เช่นเดียวกับเราไปเห็นสิ่งต่างๆ ว่าสิ่งนั้นดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ เช่นไปพบเห็นสินค้าหลายประเภทในห้างร้านใหญ่ๆ เขา เราเห็นสินค้าประเภทนี้ว่ามีความสวยงามอย่างนั้น และเห็นสินค้าอีกประเภทหนึ่งสวยงามกว่านี้ขึ้นไป และเห็นสินค้าอีกประเภทหนึ่งยิ่งมีความสวยงามและราคาแพงขึ้นเป็นลำดับได้ด้วยสายตาของเรา ด้วยใจของเราที่เป็นไปกับตาที่ได้เห็นนั้น

         หากไม่มีตา หรือไม่มีความรู้เป็นเครื่องบงการเสียเท่านั้น สินค้าในห้างร้านนั้น แม้จะมีจำนวนมากและมีราคาสูงต่ำขนาดไหน จนถึงราคาสูงสุดและเป็นสินค้าที่มีคุณค่าเยี่ยม ก็ไม่มีความหมายอะไร ประหนึ่งว่าไม่มี

         นี่คำว่าธรรม ซึ่งเป็นของมีอยู่ในโลกมาเป็นเวลาอนันตกาล ไม่มีต้นไม่มีปลาย ธรรมมีอยู่อย่างนั้นตามหลักธรรมชาติของธรรมก็ตาม แต่ผู้ที่จะรับทราบธรรมรู้ธรรมเห็นธรรมนั้นต้องอาศัยจิต จิตนั้นต้องเป็นเหมือนกับคนที่เข้าไปดูสินค้าในห้างร้านนั้นๆ ต้องเป็นผู้มีตาถึงของถึงสินค้า ภาษาทางภาคอีสานว่า ตาถึง ใจถึง ใจฉลาด ผู้ที่จะรู้ธรรมตามขั้นนั้นๆ ก็คือใจ ใจมีความสามารถมากน้อยเพียงไร ก็สามารถรู้ธรรมเป็นขั้นๆ ขึ้นไปได้ จนถึงธรรมขั้นสูงสุดไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนในโลกที่เรียกว่า วิมุตติธรรม

         นี่ก็ใจ เป็นผู้สามารถรู้ด้วยการปฏิบัติ ด้วยการค้นคว้า ด้วยความฉลาดของผู้ปฏิบัตินั้น ธรรมจึงปรากฏออกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยดังพระพุทธเจ้าของเรา ทรงปฏิบัติเต็มที่เต็มฐานเต็มกำลังความสามารถแล้ว ทรงรู้เห็นธรรมจนเต็มภูมิพระทัย แล้วนำธรรมที่ทรงรู้ทรงเห็นเต็มพระทัยนั้นออกมาสั่งสอนโลกได้อย่างละเอียดกว้างขวาง ยิ่งกว่าท้องฟ้ามหาสมุทร ไม่มีอัดมีอั้น ไม่มีขัดข้อง ทรงสั่งสอนเต็มภูมิของศาสดาองค์เอก ตามแต่จริตนิสัยของสัตว์โลกจะสามารถเข้าใจในธรรมขั้นใด ที่ทรงหยิบยกออกมาแสดง พระองค์สามารถแสดงได้อย่างถึงใจทุกขั้นทุกภูมิของธรรม และของใจที่สามารถรับทราบธรรมของพระองค์ได้ ถ้าไม่มีใจเสียอย่างเดียว ธรรมก็ไม่มีความหมายอะไรเลย ไม่ผิดอะไรกับหัวตอ

         คำว่าศาสนธรรมที่แสดงออกมานั้นเป็นอาการของธรรม ไม่ใช่ธรรมแท้ ธรรมแท้ต้องรู้เห็นที่จิต อยู่ที่จิตของผู้รู้ผู้เห็นธรรมเท่านั้น คำว่าศาสนธรรมนี้หมายถึง กิริยาอันหนึ่งๆ ที่แสดงออกเรื่องความดีความชั่ว แสดงบอกเรื่องการประพฤติปฏิบัติ การละชั่ว ทำดี นี้เป็นอาการหนึ่งๆ ของธรรม นี่ท่านเรียกว่า ศาสนธรรม คือ คำสั่งสอนอันเป็นธรรมะซึ่งออกมาจากธรรมแท้ภายในพระทัยของพระพุทธเจ้า ให้โลกได้เห็นได้ยินจากกิริยาอาการที่ทรงแสดงออกของพระพุทธเจ้า

         พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีการละ การถอดถอน การแก้ความผิดประการต่างๆ ซึ่งมีอยู่กับกายวาจาใจของสัตว์ ทั้งการส่งเสริม การบำรุงหรือการบำเพ็ญสิ่งที่ดีให้ปรากฏและเจริญงอกงามขึ้นด้วยวิธีที่ถูกต้อง นี่คืออาการของธรรมที่เรียกว่า ศาสนธรรม เป็นอาการที่ทรงแสดงบอกด้วยอาการของธรรมเพื่อจะให้เข้าถึงธรรมแท้ เริ่มไปตั้งแต่วิธีการละชั่วทำดีไปเป็นลำดับ ซึ่งมีใจเป็นรากฐานสำคัญที่จะรับรองศาสนธรรมทั้งหลายได้และปฏิบัติตามได้

         เพราะฉะนั้น คำว่าใจก็ดี ธรรมก็ดี จึงเป็นของคู่ควรคู่เคียงกันอย่างยิ่ง ไม่มีสิ่งใดจะเหมาะสมยิ่งกว่าใจกับธรรมที่เหมาะสมต่อกัน ถ้าเป็นภาชนะก็เป็นภาชนะที่เหมาะสมที่สุด คือใจเป็นภาชนะที่เหมาะสมต่อธรรมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นธรรมขั้นใด มีใจเป็นภาชนะ มีใจเป็นผู้รับทราบ มีใจเป็นผู้รับรองธรรมนั้นๆ ไว้ตามความสามารถของใจที่จะสามารถรับธรรมได้มากน้อย ลึกตื้น หยาบละเอียด

         พอแยกจากคำว่าศาสนธรรมนี้ไป ท่านก็แสดงถึงกรรม กรรม แปลว่า การกระทำ ความกระดิก ความคิดปรุงของใจ จะเป็นการคิดทางดีก็ตาม ทางชั่วก็ตาม คิดกลางๆ ไม่เป็นดีเป็นชั่วก็ตาม ท่านเรียกว่ากรรมคือการกระทำ นี้แลเป็นแม่บทแห่งการสร้างกรรม นี้แลเป็นพ่อแม่แห่งผลดี-ชั่วทั้งหลาย นี้แลเป็นผู้ผลิตผลขึ้นมาคือ การกระทำ ความคิดภายในใจท่านเรียกว่า มโนกรรม คิดดีท่านเรียกว่า กุศลกรรม คิดไม่ดีท่านเรียกว่า อกุศลกรรม คิดกลางๆ ท่านเรียกว่า อัพยากตกรรม ได้แก่ความคิดนี้เป็นต้นเหตุอันเริ่มแรกแห่งการสร้างกรรมต่างๆ ดีชั่วไม่มีประมาณนับอ่านได้

         ต่อจากนั้นก็ระบายออกมาทางกายวาจา ใจเป็นผู้สั่งงานออกมา ระบายออกมาทางกายวาจาเป็นการทำดีพูดดี ทำชั่วพูดชั่ว ทำกลางๆ พูดกลางๆ เป็นกิริยาแห่งการสร้างกรรมอันหนึ่งๆ ท่านเรียกว่ากรรมทั้งนั้น กรรมกับศาสนธรรมก็เป็นของคู่ควรกัน

         การสั่งสอนศาสนา เมื่อพูดถึงหลักฐานคือจิตใจแล้ว ทรงมีความมุ่งหมายให้สัตว์โลกได้ทราบว่าใจมีความสำคัญอย่างไรแล้ว จึงต้องสอนเรื่องกรรมที่เกี่ยวกับใจ ซึ่งมีการกระทำอยู่ตลอดเวลา  เพื่อทราบวิธีการคิดของตน ว่าคิดไปในทางที่ผิดจะควรแก้ไขอย่างไร คิดไปในทางที่ถูกจะควรส่งเสริมอย่างไร และให้ทราบว่าความคิดต่างๆ นั้นเป็นงานของจิต งานของจิตนั่นแลท่านเรียกว่ากรรม คือกรรมประจำจิต การก่อสร้างประจำจิตไม่มีจบสิ้นลงได้ถ้าไม่มีธรรมหักห้ามให้งด ให้ผ่อนเบาตามความเหมาะสม ด้วยเหตุนี้ธรรมจึงจำเป็นมากสำหรับจิตใจคนเรา เพื่อรู้จักเก็บ คือระงับความคิดที่ไม่ดี และรักษาจิตให้ปลอดภัยในการคิดปรุงต่างๆ ไม่ปล่อยเลยตามเลยซึ่งจะพาให้เลอะเทอะได้

         เมื่อกรรมดีกรรมชั่ว คือการกระทำดีกระทำชั่ว มีอยู่ภายในกายวาจาใจของสัตว์โลกอยู่แล้ว ใครจะลบล้างหรือปฏิเสธคำว่าบุญและบาปอันเป็นเรื่องของความดีความชั่ว ความสุขความทุกข์นั้นไม่ได้ ต้องแสดงผลสุขทุกข์แก่ผู้ทำอยู่เรื่อยไป ใครจะมีอำนาจเพียงไรก็ตามที่จะมาลบล้างผลที่ตนทำแล้วเอาเฉยๆ โดยที่ตนยังทำกรรมนั้นอยู่ เช่นยังทำกรรมชั่วอยู่ จะลบล้างความชั่วและผลแห่งความชั่วได้แก่ความทุกข์นั้นไม่ให้มี ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะกรรมที่ตนทำเป็นผู้ผลิตขึ้นมาเอง ใครไม่ผลิต ใครจึงลบล้างไม่ได้ ต้องตัวเองเป็นผู้งดทำกรรมนั้น กรรมนั้นจึงจะหยุดให้ผลต่อไป

       ความปรากฏขึ้นแห่งวิบาก ปรากฏขึ้นจากการกระทำนั้นต่างหาก  ไม่ได้ปรากฏขึ้นจากสิ่งใด การลบล้างก็ต้องลบล้างที่ตรงนั้น งดความคิดประเภทนั้นเสีย จะเป็นประเภทใดก็ตามที่เราไม่ต้องการไม่พึงปรารถนา เราพยายามงดเว้น พยายามระมัดระวังรักษา ไม่ให้คิดไม่ให้ทำขึ้นมา สิ่งนั้นก็ระงับไป หลายครั้งหลายหนก็มีสติสตังทันกับความคิดนั้นๆ จนกระทั่งละความคิดนั้นได้โดยเด็ดขาด ไม่อาจคิดขึ้นมาอย่างนั้นได้อีกเลย เพราะอำนาจของสติปัญญาเป็นผู้ขุดค้น ตัดฟันให้ขาดได้แล้วนั้นแลชื่อว่าเป็นผู้ลบล้างกรรมชั่วชนิดนั้นๆ ได้ ไม่มีผู้อื่นใดจะมาลบล้าง จะมาถอดถอนกรรมชั่วทั้งหลายจากความคิดความปรุง การกระทำของกายวาจาใจไม่ให้แสดงผลได้ นอกจากตัวผู้ทำคนเดียวจะแก้ไขลบล้างได้ ด้วยการหยุดไม่ทำต่อไปเท่านั้น

         คำว่า กรรม คือการกระทำดีชั่วทางกายวาจาใจ นี่เป็นความจริงประจำโลกประจำธรรมมาดั้งเดิม ไม่มีอะไรจะมาดัดแปลงหรือลบล้างให้เป็นอื่นได้ เป็นธรรมตายตัว เป็นกรรมตายตัว และเป็นวิบากดีชั่วตายตัวอยู่กับการกระทำไม่เป็นอื่น ศาสนาจึงเว้นคำว่ากรรมนี้ไม่ได้ กรรมนี้จึงเป็นหลักสำคัญอยู่ในวงพระศาสนา เพราะสัตว์โลกทำกรรมดีชั่วกันอยู่ทั่วดินแดน ไม่มีใครอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่ทำอะไรทั้งทางใจ ทั้งทางวาจาและทางกาย เมื่อไม่ทำทางใดก็ต้องทำทางหนึ่งอยู่นั่นแล

         เมื่อการกระทำยังมีอยู่ เรื่องความผิดถูกซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นก็ย่อมมี เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมีการสอนกันให้รู้วิธี วิธีกระทำ ทำอย่างไรถึงจะเป็นความถูก ทำอย่างไรเป็นความผิด และจะแก้ไขความผิดนั้นด้วยวิธีใด จะบำรุงส่งเสริมความดีนั้นให้เจริญงอกงามขึ้นโดยลำดับด้วยวิธีใด นี่เป็นอุบายวิธีการท่านสอนให้รู้จักวิธีปฏิบัติตัวของสัตว์โลกผู้ทำกรรมดีชั่ว และรับเสวยผลอยู่เรื่อยมาไม่มีลดหย่อนผ่อนคลายบ้างเลย จะได้ปฏิบัติตัวด้วยวิธีที่ถูกทาง ผลจะเป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ตัวเองเท่าที่ควร ไม่สร้างแต่ความทุกข์ร้อนใส่ตนโดยถ่ายเดียว

         ศาสนาท่านสอนหมู่ชนให้รู้วิธีปฏิบัติต่อตัวเองนี้แล ไม่ใช่ท่านสอนต้นไม้ ภูเขา ดินฟ้าอากาศ สอนผู้ที่พอจะเข้าใจได้ในเรื่องความดีความชั่วที่มีอยู่กับตัว เรื่องบุญเรื่องบาปซึ่งมีอยู่กับตัว ผู้พอจะเข้าใจได้และปฏิบัติตามได้ ศาสนธรรมก็เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ผู้นั้น ผู้นั้นก็ควรแก่ศาสนธรรม

         พระองค์ท่านสอนสัตว์โลกประเภทที่พอจะเข้าใจ หรือผู้ที่จะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง ซึ่งมีอยู่ด้วยกันสี่ประเภท อุคฆฏิตัญญู เป็นผู้พร้อมแล้วที่จะรู้จะเห็นธรรมตามพระองค์ได้อย่างรวดเร็ว หรือผู้ที่จะเข้าใจตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้อย่างรวดเร็ว วิปจิตัญญู รองกันลงมา ถ้าพูดถึงเปอร์เซ็นต์ คนหนึ่งพร้อมแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ คนหนึ่งพร้อมแล้ว ๙๕% ประเภทที่สาม เนยยะ เป็นผู้พร้อมอยู่แล้ว ๕๐% ขึ้นไป

         ประเภทที่สี่ไม่มีเปอร์เซ็นต์บวกเลย มีแต่เปอร์เซ็นต์ลบ เลข ๐ (ศูนย์) โดยถ่ายเดียว เป็นประเภทหูหนวกตาบอด ไม่เชื่อไม่สนใจในคำว่าบุญและบาป นอกจากสิ่งที่ตนต้องการอย่างเดียว ผิดถูกไม่คำนึง จะดำเนินเดินไปตามสิ่งที่ตนต้องการอย่างเดียว ไม่ได้คำนึงถึงว่าเป็นความผิดถูกดีชั่วประการใดเลย ประเภทนี้เรียกว่าไม่มีเปอร์เซ็นต์บวกเลย ท่านเรียกว่า ปทปรมะ คือมืดทั้งกลางวันกลางคืนยืนเดินนั่งนอน ตลอดเวลาอยู่ด้วยความมืดบอดภายในจิตใจเท่านั้น ทั้งๆ ที่ตาเนื้อมีอยู่ก็สักแต่ว่าตาเนื้อ เช่นตาของสัตว์ หูก็เช่นเดียวกับหูของสัตว์ ไม่สนใจจะฟังอรรถฟังธรรมความถูกต้องดีงามอะไรทั้งสิ้น

         การกล่าวทั้งนี้กล่าวตามอรรถธรรมที่แสดงไว้ตามประเภทของสัตว์โลก ว่ามีจริตนิสัยหนาบางต่างกัน แม้ในตัวเราตัวพระซึ่งเป็นชาวพุทธแท้ๆ ยังมีปทปรมะได้ ในบางวัย บางกาล บางสถานที่ บทเวลา ปทปรมะ แสดงฤทธิ์ในหัวใจ ใจต่อสู้เจ้าของกัดเจ้าของให้ความเพียรล้มเหลวไปต่อหน้าต่อตายังมีไม่น้อยเลย ปทปรมะ มันไว้หน้าใครที่ไหนพอจะหยิ่งว่าในตัวเราไม่มียักษ์ไม่มีผีติดตัว พอจะไปหัวเราะและซุบซิบๆ เรื่องคนอื่นเขา

         ธรรมของพระพุทธเจ้าสอนคนสามประเภทนี้ซึ่งเป็นผู้ควร คำว่า เนยยะ เป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอนได้ หลายครั้งหลายหนก็ค่อยเขยิบขึ้นไป พื้นฐานมีอยู่แล้ว ๕๐% เป็นอย่างน้อย เรียกว่า เนยยะ เป็นผู้ควรที่จะนำไปได้ ควรชักจูงไปได้ เมื่อแนะนำสั่งสอนหลายครั้งหลายหนก็ค่อยเขยิบขึ้นไปเป็น ๖๐% ๗๐% ขึ้นไปจนกระทั่งถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ได้แก่ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง เพราะการฟังหลายครั้งหลายหน การบำเพ็ญไม่หยุดไม่ถอยไม่ลดละความเพียร บำเพ็ญไปเรื่อยๆ ตามสติกำลังความสามารถของตน จนเขยิบขึ้นได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์

         สัตว์โลกสามประเภทนี้แลเป็นสัตว์โลกที่ควรแก่ศาสนธรรม คือธรรมที่เป็นอุบายสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และสามประเภทนี้แลจะเป็นผู้ควรแก่ธรรมแท้ที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น คำว่าธรรมแท้ที่ศาสนธรรมแสดงกิริยาออกมานั้นน่ะ จะปรากฏที่จิตสัมผัสรับรู้ที่จิต เป็นสมบัติของจิตโดยแท้ไม่มีปลอม ท่านแสดงบอกวิธีปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมแท้นั้น พวกนี้แลจะเข้าถึงธรรมแท้นั้นด้วยการยึดศาสนธรรมเป็นหลักปฏิบัติ เป็นแนวทาง เป็นเข็มทิศทางเดิน

         พุทธศาสนาท่านสอนอย่างนี้ เมื่อรู้แล้วเห็นแล้วด้วยตนเองย่อมหาที่ค้านไม่ได้ ถ้าจะค้านธรรมก็ค้านตนเองเสีย ถ้าจะลบล้างธรรมก็ลบล้างตนเองเสีย ถ้าจะทำลายธรรมก็ทำลายตนเองเสีย  เพราะธรรมอยู่กับเราที่รู้ๆ เห็นๆ อยู่ขณะนี้ๆ ดังนั้นเรื่องจึงมีอยู่ว่า ถ้าอยากทำลายตนก็ทำชั่วลงไป โดยจะปฏิเสธว่าความทุกข์ไม่มี บาปไม่มีก็ตาม เมื่อยังทำบาปอยู่แล้วก็ชื่อว่าการทำลายตนเพื่อความเดือดร้อน ผลต้องเป็นความเผาผลาญตนอยู่โดยดี

         การส่งเสริมตน การส่งเสริมศาสนา ด้วยการรักษาศาสนา การปฏิบัติตามศาสนา ก็คือการส่งเสริมตน การรักษาตน การปฏิบัติต่อตน การยกตนด้วยความดีความชอบนั่นแล ผลย่อมเป็นความสงบร่มเย็นแก่ตัวเอง การลบล้างการทำลายศาสนาก็คือลบล้างตน การทำลายตนนั่นเอง เพราะศาสนาเกี่ยวเนื่องเป็นอันเดียวกันกับเรา คือ สอนเราในทางที่ถูกที่ดีเพื่อความสุขความเจริญ การฝ่าฝืนศาสนาอันเป็นความถูกต้องดีงาม จึงเท่ากับฝ่าฝืนเราในทางที่ถูก ผลย่อมเป็นทุกข์แก่ตัวเราเอง

         ศาสนธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้อยู่กับตนทั้งหมด เพราะธรรมมีอยู่ที่นั่น ไม่สอนไปอื่นให้ตะครุบเงากันไปยุ่งกันไป ท่านสอนตามหลักความจริงทั้งสิ้น เพราะเวลาพระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติมาก็ปฏิบัติอย่างนั้น เมื่อทรงรู้เห็นขึ้นมาก็ทรงรู้เห็นขึ้นที่กายที่ใจของพระองค์ ไม่ได้ไปรู้ที่อื่นที่ใดพอจะสั่งสอนโลกไปที่อื่นๆ

         เมื่อสั่งสอนสัตว์โลก ก็สั่งสอนเพื่อให้รู้เรื่องของตัวและรู้วิถีทางเดินของจิต คิดเรื่องผิดถูกอะไรบ้าง การกระทำทางกายวาจาทำอย่างไรผิดถูกประการใดบ้าง ทรงชี้แนว แนะแนวทางให้เข้าใจวิธีปฏิบัติต่อตนโดยถูกต้อง สิ่งใดที่เป็นภัยต่อตนด้วยการกระทำ สิ่งนั้นก็แนะนำสั่งสอนให้พยายามละถอน ซึ่งเป็นเหมือนกับสอนเพื่อถอดหัวหนามออกจากเท้าของเราที่กำลังเสียดแทงอยู่ฝ่าเท้า นั่นหลักศาสนาท่านสอนลงที่กายวาจาใจมนุษย์โดยเฉพาะไม่สอนไปที่อื่น หลักฐานสำคัญที่จะปฏิบัติตนให้ถูกต้องจึงอยู่ที่กาย วาจา ใจ ของเราเอง

         ฉะนั้น จึงไม่ควรเชื่ออะไร ไม่ควรสนใจอะไรมากยิ่งกว่าความสนใจในธรรมะที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไขตนเอง ส่งเสริมตนเองให้ถูกต้องดีงามตามหลักศาสนธรรม เชื่อเครื่องรางของขลัง เชื่อสุ่มสี่สุ่มห้าหาหลักเกณฑ์ไม่ได้ เชื่อวันดี เดือนดี ปีดี ฤกษ์ยามดี ซึ่งจะพาให้ใจเขวไปในทางที่ผิด คำว่าวันเดือนปี ก็ออกไปจากมืดกับแจ้งนี้เท่านั้น จะดีจะชั่ว จะวิเศษวิโสมาจากไหน ก็รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่เต็มตาอยู่แล้ว ไปหลงอะไรกัน

         คำว่า ดวงชาตาราศี ก็คือดวงของกรรม ลายมือ ก็คือลายของกรรมนั่นแล ที่เขาดูลายมือถูก ดูดวงถูก ผูกดวงถูก เขาก็เรียนหลักวิชามาผูก หลักวิชาที่เขาเรียนมาก็ออกมาจากตัวของคนนี้แหละ ซึ่งมีกรรมดีชั่วเป็นรากฐานอยู่แล้ว ถ้าเรามีความฉลาดสามารถเรียนผูกดวง หรือเรียนดูลายมือให้รู้ตามความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องมาดูลายมือเท่านั้น จะสามารถเข้าใจจนกระทั่งลายเท้า ดูข้างหลังก็เข้าใจ ดูข้างหน้าก็เข้าใจเพราะร่างกายเราทุกส่วนมันเป็นตัวกรรม เป็นรูปลักษณะของกรรมดีชั่วบอกไว้รอบตัว และเป็นผลของกรรมแสดงออกมาด้วยกันทั้งนั้น แต่เราไม่สามารถรู้ได้ตลอดทั่วถึงตามความเป็นจริงของร่างกายส่วนต่างๆ เท่านั้น รู้เพียงงูๆ ปลาๆ จับต้นชนปลายก็ไม่ถูกแต่ก็ชอบดูกัน เพราะมนุษย์มีนิสัยชอบโกหก ไม่ชอบของจริง ถ้าเรื่องโกหกแล้วเพลิดเพลินจนลืมเวล่ำเวลา ลืมหมดลืมยัง เงินเกลี้ยงกระเป๋า ใจก็ไม่เศร้าโศก เพราะความชอบความเพลินพาให้เป็นไป

         ส่วนมากก็มารู้เพียงฝ่ามือ ดูลายมือ ดูดวงเกิดวันนั้น เดือนนี้ ปีนั้นเท่านั้น ก็ยังพอเป็นแบบเป็นฉบับพอทายกันให้เพลินๆ ผู้ที่เชื่อก็พอเชื่อให้เพลิน บางทีก็ถูก บางทีก็ผิด ถ้าจะดูให้ถูกจริงๆ ก็ดูตัวของเรานี้แหละเป็นสิ่งที่เหมาะที่สุด คือดูความเคลื่อนไหวทางกาย วาจา ใจของเราเองว่า มันเคลื่อนไหวไปในทางดีหรือทางชั่ว ก็รู้ว่าดวงเราตัวเราดีและไม่ดีไปตามการกระทำของตนนั่นแล

         คนที่เชื่อกรรมก็ทำตัวให้ถูกต้องดีงามอยู่โดยสม่ำเสมอ จัดว่าเป็นผู้ที่มีดวงดี ดีอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าระยะนั้นดวงมันขึ้นมันลง เราพาขึ้นดวงก็ขึ้น เราพาลงดวงก็ลง เพราะดวงมันอยู่กับเรา เราพาดีมันก็ดี พาชั่วมันก็ชั่ว ดูไม่ดูมันก็ดีกับชั่วของมันอยู่นั้นแล เราหากไปดูเวลานั้นมันดียังงั้น มันชั่วยังงี้นะ ความจริงมันก็ดีกับชั่วเป็นประจำอยู่แล้ว จากการกระทำดีและชั่วของเรา จากตัวของเรา ซึ่งเป็นตัวดวงหรือเป็นตัวลายของลายมือ ดูตรงนี้เป็นเหมาะที่สุดสำหรับชาวพุทธเรา อย่าพากันคันมืออยู่ไม่เป็นสุขล้วงแต่กระเป๋า นักล้วงไม่หยุดไม่ถอย ไม่เข็ดไม่หลาบ เงินในกระเป๋าไม่เหมือนน้ำในท้องมหาสมุทรก็มีทางหมดไปได้ เพราะมือใหญ่ก็ล้วงมาก มือน้อยก็ล้วงน้อย ย่อมหมดไปได้เหมือนกันจะเอาอะไรมาทน

         การสอนก็สอนไปตามหลักธรรมอย่างนั้นเอง ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าจะมีท่านผู้สนใจฟังและฝังความเชื่อในธรรมที่สั่งสอนนี้ แม้จะถูกตามความจริง  เพราะความเชื่อแบบลมๆ แล้งๆ นั้นเคยเป็นเพลงกล่อมใจมานานแสนนานเสียแล้ว ใครจะไปสนใจละมันง่ายๆ นอกจากรุมกันไปขอให้พระท่านดูดวง ดูลายมือให้เสียอีก มันถึงใจดีกว่าฆราวาสดูให้ เพราะพระท่านมีศีลมีสัตย์ ท่านไม่โกหกเหมือนฆราวาส ใครๆ ก็เชื่อและไว้ใจ แต่อาจลืมคิดไปก็ได้ว่าพระท่านโกหกไม่เป็นก็จริง แต่ดวงและหลักวิชาพาให้โกหก ท่านจำต้องพูดตามดวงตามหลักวิชา แม้ทายผิดไปห้าทวีปท่านก็มิได้โกหก วันหลังไปให้ท่านดูใหม่ก็ยังได้จะเป็นไรไป ดูมันจนถูกเป๋งโน่นน่ะ จะเรียกว่านักสู้นักดูที่ใจถึงจริง

         หลวงตาบัวมันอาภัพวาสนา ไม่มีหัวในทางดูทางเดา จึงไม่สนใจแต่ไหนแต่ไรมา นอกจากจำเป็นจริงๆ ก็ดูให้เสียทีหนึ่ง นานๆ จะดูให้สักราย เพียงพูดแย็บเท่านี้ตาก็ลุกวาวแล้วทั้งขยับตัวด้วย กระหายอยากพากันโดดมาดูลายมือลายหมอที่วัดป่าบ้านตาดไม่ใช่ยังงั้นจะพูดให้ฟัง ธรรมดาคนที่มากันมากต่อมากราย ย่อมมีผู้คะนองปากสับปนกันมาและถามจนได้ หลวงพ่อดูหมอ ดูลายมือเป็นไหม “การดูนั้น ดูได้ทายไม่ผิด ยอมรับว่าดูแม่นยำมาก” ตาลุกวาวขึ้นทันที ถ้างั้นดูให้ผมบ้าง ซวยนัก พร้อมกับยื่นมือแบออกมาให้หมอดูทันที หมอตอบอย่างอาจหาญสมกับเคยดูแม่นยำมานาน “ถ้าลงจะดูแล้วไม่ว่าแต่ฝ่ามือหลังมือเลย แม้ลำตัวหรือที่ไหนๆ ก็ดูได้ทั้งนั้น และทายไม่ผิดแม้กระเบียดเดียวด้วย

ตาชำเลืองดูเขาแพล็บเดียวด้วยความเคร่งขรึม พร้อมกับทายออกมาเดี๋ยวนั้นเลย “นี่เมื่อตอนเป็นเด็ก แม่เคยหวดด้วยไม่เรียวและฝ่ามือบ่อยใช่ไหม” งงเป็นไก่ตาแตก “ใช่ไหม บอกตามตรงอย่างโกหกหมอนะ” ต้องยอมรับความจริงตามหมอทาย ระลึกได้หมอทายดั้นเมฆ โอ้โฮ แต่เด็กๆ ไม่ว่าใครก็ต้องโดนหวดด้วยกันหนีไม่พ้นเพราะความซนตามประสาเด็ก “แม้ตอนโตแล้วแม่ก็เคยดุบ่อยเพราะความเถลไถลใช่ไหม” ยอมรับเพราะตอนโตก็ซนอีกแบบหนึ่ง “แม้ตอนมีครอบครัวแล้วก็โดนเมียขู่บ่อยๆ เพราะทำตัวแสลงตาสะดุดใจเขาใช่ไหมล่ะ” นิสัยผู้หญิงชอบบ่นก็บ่นบ้างนั่นแหละ

“ที่ทายมาทั้งสามข้อนี้ มีข้อไหนผิดบ้างไหม ถ้าผิดให้รีบบอกไม่ต้องเกรงใจ จะไปฟิตวิชาเสียใหม่ไม่จุใจ ยังมีผิดได้นี่” เพียงเท่านี้ผู้มาดูหมอก็เข็ดหลาบคาบเส้นหญ้า ไม่กล้ามาให้ดูอีก ลงได้ทายรายไหนแล้ว ถูกจนเข็ดกระทั่งวันตายก็ไม่หันหน้ามามองหมอได้อีกเลย จะกล้ามาอีกยังไง ก็ทายจนถูกทุกรายนี่ ถ้าจะปฏิเสธว่าตอนเป็นเด็กแม่ไม่เคยเฆี่ยนตีเลย ก็จะซักอีกว่าไม่เคยดุบ้างหรือ เอาจนถูก จนเข็ด ความจริงแม่กับลูกไม่เคยเฆี่ยนตีและดุด่ากันบ้างมีหรือ หมอที่แม่นยำก็ต้องทายต้องซักตามจุดที่ถูกนั่นแล จึงสมนามว่าหมอดูแม่น

         คนเราดูคนอื่น ดูง่าย ได้ผลเร็ว แต่จะย้อนมาดูตัวเองนี้ลำบาก จึงไม่ค่อยมีใครชอบดูตัวเอง การดูโทษของตัว ดูความผิดของตัว คนเราไม่ชอบ จึงไม่เห็นความผิดของตัว ไพล่ไปดูแต่ความผิดของคนอื่น ผลจึงมีแต่การติเตียนนินทากันทั่วดินแดนทั้งที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย แต่ก็ชอบดูกันแบบนั้น

เอาละจบแค่นี้


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก