สง่างามด้วยหิริโอตตัปปะ
วันที่ 21 กรกฎาคม. 2546 เวลา 14:00 น. ความยาว 59.06 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมพระและฆราวาส ณ ศาลาใหญ่วัดป่าบ้านตาด

เนื่องในโอกาสที่ท่านเจ้าคุณวัดโพธิสมภรณ์นำพระและญาติโยมมากราบคารวะหลวงตา

เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ [บ่าย]

สง่างามด้วยหิริโอตตัปปะ

 

        พี่น้องว่ายังไงบ้างนี่ เวลานี้เห็นประชาชนก็แน่นศาลาหลังนี้ พระก็แน่นศาลาหลังนี้ ถ้าเราจะแยกเป็นวัตถุ ฝ่ายหนึ่งคือประชาชน เป็นกองเงินเต็มไปหมดนี่ ศาลาหลังนี้ มองที่ไหนมีแต่กองเงิน แล้วมองไปทางด้านนี้เป็นพระเหลืองอร่ามด้วยทองคำ คือความประพฤติสมเกียรติของพระ มีมากมีน้อยเหลืองอร่าม เช่นเดียวกับทองคำเรา มองดูแท่งเดียวก็งามตา สองแท่งงามตา เช่น แท่งหนึ่ง ๑๒ กิโลครึ่ง ๒ แท่งก็เป็น ๒๕ กิโล พระเณรเราสององค์สองแท่งสวยงามมากนะ เต็มศาลาหลังนี้มีแต่พระแต่เณรที่สวยงามด้วยความประพฤติ ด้วยศีล ด้วยธรรม เหลืองอร่ามงามตางามใจทั้งตนและผู้อื่น ไม่เฟ้อ

         ทองคำมีขนาดไหนมากน้อยเพียงไรไม่เฟ้อ งามตางามใจ ดูแล้วเพลิน ดูไม่เบื่อคือเขาดูทองคำ นี่เขาดูพระดูเณรเราก็ให้ดูด้วยความสง่างามตา งามใจ ด้วยความประพฤติของพระของเณรเรา องค์หนึ่ง ๆ ความประพฤติเต็มตัว เช่น น้ำหนักของพระองค์หนึ่ง เณรองค์หนึ่ง ๕๐ กิโล น้ำหนักแห่งคุณงามความดี คือน้ำหนักแห่งศีลแห่งธรรม แห่งสมาธิ ปัญญา วิชชาวิมุตติ เต็มตัว ๆ เรามีน้ำหนัก ๕๐ กิโล น้ำหนักแห่งธรรมของเราไม่เอามากละ เอาแค่นั้น เอา ๕๐ กิโล มองไปที่ไหนจะงามตาหมดนะ เหลืองอร่ามด้วยทองคำเขาชื่นใจ

         เหลืองอร่ามด้วยพระด้วยเณรของเราผู้ปฏิบัติดี รักศีลรักธรรม สงวนศีลสงวนธรรม รักนวลสงวนตัวของพระของเณรเราแต่ละองค์ ๆ ไม่ยอมให้สิ่งชั่วช้าลามก มลทินใด ๆ แม้น้อยเข้ามาแปดเปื้อนได้ ปัดออก ชำระออก ด้วยความสำรวมระวังอยู่เสมอ นี้แลคือพระคือเณรที่มีคุณค่างามตางามใจ ไปอยู่ที่ไหนเหลืองอร่ามด้วยคุณสมบัติแห่งศีลแห่งธรรมของพระเณร เป็นยังไงเรา เช่น เรานั่งเวลานี้ พระเรานี้มองดูเต็มศาลา เอา ต่างองค์ต่างเป็นผู้มีความสำรวมระวังกาย วาจา ใจ ของตน ให้เป็นไปตามศีลตามธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้ว จะไม่มีพระเณรองค์ใดแหวกแนวกลายไปเป็นนักโทษ พระเณรหัวโล้น ทั้ง ๆ ที่ปฏิบัติดี ต้องดีเหมือนกันหมด

         ความดีพระพุทธเจ้าไม่ได้แยกได้แยะ ความดีเข้าอยู่กับผู้ใดดีหมด อยู่ในเณรก็ดี อยู่ในพระก็ดี ศีลเณรมีเท่าไรให้รักษาให้บริบูรณ์ ศีลพระมีเท่าไรให้รักษาบริบูรณ์ นี้คือสมบัติอันรักสงวนเหนือชีวิตของพระของเณรเรา อย่าเห็นสิ่งอื่นใดว่ามีคุณค่าราคายิ่งกว่าศีลกว่าธรรมที่มีประจำเพศของเรา พระเณรแต่ละองค์ ๆ มีความรู้สึกสำนึกตนอยู่อย่างนี้แล้ว เราจะอยู่ด้วยอิริยาบถอันชุ่มชื่นเบิกบาน ยิ้มแย้มแจ่มใสภายในใจของเรา และอบอุ่นตลอดเวลา ยืน เดิน นั่ง นอน ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีศีลมีธรรมบริสุทธิ์ครองหัวใจเราอยู่ เรียกว่าพระพุทธเจ้าครองหัวใจของเราผู้รักศีลรักธรรมอยู่ตลอดเวลา

         ดังที่ท่านแสดงไว้ก่อนจะปรินิพพาน ลูกหลานบางองค์จะไม่เข้าใจเรื่องประวัติ พระอานนท์ไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า ให้ทรงมีพระชนมายุอยู่เป็นเวลานาน ๆ ไม่อยากจะให้พระองค์ปรินิพพานอย่างง่ายดาย ไปขอทูลอาราธนาให้ท่านทรงพระชนม์อยู่เป็นเวลานาน พระองค์ถ้าภาษาของเราเรียกว่าโกรธ เพราะสอนดีก็สอนมาแล้ว ทีนี้สอนดุด้วยธรรมประเภทนี้อีกทีหนึ่ง ว่า  “อานนท์จะมาหวังอะไรกับเรา อะไรๆ เราก็สอนหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลือเลย เหลือแต่ร่างกระดูกของเรา ซึ่งรอลมหายใจจะขาดอยู่เท่านั้น แล้วอานนท์ยังมาหวังอะไรกับเราอีก ธรรมวินัยนั้นแลที่เราสอนแล้วเป็นสาระ มหาคุณอย่างยอดยิ่งแล้ว สำหรับเราเองเหลือแต่ร่างกระดูก จะตายเมื่อไรก็ตายได้เช่นเดียวกับโลกทั่ว ๆ ไป ดูก่อนอานนท์ พระธรรมและพระวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราตายไปแล้ว”

นี่ฟังซิพระลูกพระหลาน อะไรเป็นศาสดาของเรา พิจารณาซิ พระองค์สอนอย่างนั้น “พระธรรมและพระวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราตายไปแล้ว” เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ธรรมและวินัยก็คือศาสดาของเราทั้งหลาย ทุก ๆ องค์ที่บวชมาในพุทธศาสนานี้ ด้วยความจงรักภักดี เทิดทูน รักธรรมรักวินัย ถือธรรมถือวินัยเท่ากับชีวิตจิตใจ หรือมากกว่าชีวิตจิตใจของเรา เทิดทูนอยู่ด้วยหิริโอตตัปปะ จิตใจสะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรม เกรงว่าศีลจะด่างจะพร้อย จะขาดจะทะลุไป ธรรมจะอับเฉาภายในจิตใจ พุทโธจะขาดวรรคขาดตอน พุทโธร้อยจะกลายเป็น ๗๕ สตางค์ แล้วกลายมาเป็น ๕๐ สตางค์ พุทโธ ๕๐ สตางค์ลดฮวบ ๆ ลง ๓๐  ๒๐ บางรายไม่มีพุทโธติดหัวใจเลย

         นี่แสดงว่าเราไม่มีศาสดาติดตัวเลย เอาอุปัชฌาย์สิบองค์มาบวช เราก็คือพระโมฆะ เณรโมฆะ เพราะปราศจากพระพุทธเจ้าเสียอย่างเดียว โดยที่เราไม่มีความหิริโอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วโดยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นผู้ใดก็ตาม พระเณรเรา แม้แต่ฆราวาสก็เช่นเดียวกัน หัวใจแบบเดียวกัน ต่างแต่เพศเท่านั้น ถ้าเป็นผู้มีความจงรักภักดี มีความรักใคร่ต่อธรรมต่อวินัย สำรวมระวังตนอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่วันบวชมา ศีลแม้ข้อหนึ่งไม่ยอมให้ด่างพร้อยและขาดทะลุไปเลย

         สำรวมระวังอยู่ด้วยสติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม ขันติธรรม ประจำอิริยาบถของตน นี่ชื่อว่าผู้มีศาสดาปกครอง มีศาสดาคุ้มครองรักษา พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว นั้นเป็นเรือนร่างของพระองค์ซึ่งเป็นเหมือนกับโลกทั่ว ๆ ไป เมื่อสิ้นลมหายใจแล้วก็เรียกว่าตายด้วยกันทั้งนั้น แต่ศาสดาองค์เอกคือธรรมคือวินัยที่สอนไว้แล้วโดยถูกต้อง ฉุดลากผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยนี้ ให้หลุดพ้นจากทุกข์ไปได้เสมอกันกับพระพุทธเจ้าทรงสอนเองในเวลาที่ยังทรงพระชนม์อยู่ ด้วยเหตุนี้ขอให้พระลูกพระหลานเคารพหลักธรรมหลักวินัย ซึ่งเป็นองค์แทนของศาสดา นั้นแลคือศาสดาของเราทั้งหลาย

         ผู้ใดมีหิริโอตตัปปะ ไม่คึกไม่คะนองแบบโลกแบบสงสารเขา มีความสำรวมระวังตัวอยู่เสมอ ด้วยความเห็นภัยในบาปในกรรมทั้งหลาย ที่จะเกิดขึ้นจากความพลั้งเผลอของเรา ระวังอยู่ตลอดเวลา นี้แลคือผู้มีศาสดาปกครองอยู่ตลอดเวลาและตามเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว ขอให้พระลูกพระหลานยึดหลักอันนี้ไว้ อย่าเห็นว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ซึ่งเป็นเพียงเรือนร่างเท่านั้นแล้วก็หมดความหมายไปเลย บาปกรรม บุญกุศล ไม่ได้หมดความหมายตลอดไป พระพุทธเจ้าปรินิพพานมากี่พระองค์แล้ว บาปก็ยังคงมีอยู่ ผู้ทำบาปต้องเป็นบาปตามเดิม ทำบาปมากน้อยต้องเป็นบาปมากน้อยตามเดิม ควรจะตกนรกขุมไหน ได้รับความทุกข์ความทรมานมากน้อย ได้รับตามเดิมเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้นแล เพราะพระโอวาทนี้ไม่ตาย ส่วนเรือนร่างตายไปได้ ให้พากันยึดหลักนี้ให้ดี

         ศาสดาแท้อยู่ที่นี่ บาป บุญ นรก สวรรค์ มีเป็นพื้นเพมาดั้งเดิมตั้งแต่กาลไหน ๆ อย่าอาจอย่าหาญชาญชัยในสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตนเอง จะเป็นการทำลายตัวเองแบบสุด ๆ สิ้น ๆ ไม่มีที่ยึดที่เกาะ ทั้งๆ ที่เราก็อวดโลกอยู่ด้วยผ้าเหลืองครองหัวโล้นเรา แต่หิริโอตตัปปะความสะดุ้งกลัวต่อบาปไม่มี เราสู้ลิงตัวหนึ่งไม่ได้ ลิงเขาไม่ได้บวชเป็นพระเป็นเณร เขาจะใช้กิริยาของสัตว์ตามประสีประสาของเขาก็ไม่มีใครถือสา แต่เราไปใช้กิริยานอกลู่นอกทางจากหลักธรรมหลักวินัยแล้วเลวกว่าลิง ขอให้พระลูกพระหลานระมัดระวังตน

         วัดสร้างไว้เพื่อพระผู้ทรงศีลทรงธรรม ปฏิบัติตนด้วยความสำรวมระวัง อยู่ที่ไหนมีความชุ่มเย็นใจตลอดเวลา เพราะไม่สร้างความเดือดร้อน คือบาปกรรมไว้สำหรับตน อยู่ที่ไหนเย็นไปหมด สร้างวัดที่ไหน พระเณรอยู่ที่ไหนด้วยความสำรวมระวังตนให้มีศีลมีธรรมประจำใจแล้ว ประชาชนญาติโยมที่ดูแลอุปัฏฐากกราบไหว้บูชาพระเณรนั้น ก็พลอยได้รับความอบอุ่นไปด้วย ทุกแห่งทุกหนที่มีพระเณรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ในวัดนั้นๆ เพราะฉะนั้นจึงขอให้พระลูกพระหลานตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ มรรคผลนิพพาน บาปบุญทั้งหลายไม่เคลื่อนคลาดจากหลักความจริง มีดั้งเดิม จะมีไปอีกตลอดอนันตกาล ไม่ขึ้นอยู่กับพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว หรือยังทรงพระชนม์อยู่

         บุญเป็นบุญ บาปเป็นบาป มรรคผลนิพพาน เป็นมรรคผลนิพพาน ตลอดไป สำหรับผู้ปฏิบัติหมุนไปทางไหน ดีกับชั่วมีอยู่ในโลก ไม่เคยสูญหายจากโลกเลย หมุนไปทางชั่วต้องได้รับความทุกข์ความทรมานมากน้อยตามกรรมชั่วของตนนั้นแล หมุนไปทางดีก็เป็นบุญเป็นกุศล ตามกำลังแห่งความดีของตนที่สร้างได้เพียงไร เมื่อดีสุดส่วนก็ถึงมรรคผลนิพพาน นี่คือบาปและบุญไม่เคลื่อนคลาดไปไหนเลย เราจงเชื่อพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้แล้วโดยถูกต้อง ที่เรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว ในโลกนี้ไม่มีใครตรัสชอบ พูดชอบ เหมือนพระวาจาของพระพุทธเจ้า

         คำพูดเด็กก็หลอกไปแบบเด็ก คำพูดผู้ใหญ่หลอกไปแบบผู้ใหญ่ คำพูดไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย สังคมทั่วโลกดินแดนนี้หาความจริงไม่ได้ หลอกกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่าหาความจริงไม่ได้ ไม่เหมือนพระวาจาของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสมาคำใดเป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วทั้งนั้น นี่คือพระวาจาที่ฝากเป็นฝากตายได้ ส่วนวาจาของโลกนี้หาความแน่นอนและเชื่อถือกันไม่ได้ แม้ที่สุดผัวกับเมียไปตกนรกหมกไหม้สดๆ ร้อน ๆ กลับมา พอมาถึงบ้านมีอีกฝ่ายหนึ่ง จะเป็นแม่บ้านหรือพ่อบ้านก็ตามถาม ไปไหนมาตะกี้นี้ มันจะหลอกทันทีเลย ไปฟังเทศน์มา นู่นฟังซิน่ะ  มันไปฟังเทศน์ที่ไหน มันไปตกนรกกับอีหนูนู่น โผล่เข้ามาก็มาโกหกเมีย

         แล้วเมียก็ตัวดีไปติดไอ้หนุ่ม ลืมผัวของตน ครั้นกลับมาบ้าน เป็นยังไง เพื่อนเขาช่วยไปฟังเทศน์ แหม พระท่านเทศน์ดีนะ พอผัวถามพระวัดไหนไม่บอก เดี๋ยวมันจะให้เราเฝ้าบ้าน แล้วมันจะไปฟังเทศน์แต่ผู้เดียว นั่นเห็นไหมโกหกกัน นี่ละคำพูดของโลกเชื่อถือไม่ได้อย่างนี้แล แยกแยะไปทางไหนโกหกไปทางนั้น ทั่วโลกดินแดนมีแต่ความโกหก เพราะเป็นคลังของกิเลสในหัวใจที่จะระบายออกมาจากใจ สู่ความโกหกหลอกลวงทั่วหน้ากันหมดโลก หาความเชื่อถือไม่ได้ ให้ท่านทั้งหลายจำเอา หมาในบ้านเรามันยังเห่าหลอกเจ้าของก็มี

         กิ้งก่าวิ่งผ่านมามันก็เห่า เจ้าของนึกว่าโจรผู้ร้ายโดดออกมาแล้วมาเจอเอากิ้งก่าอย่างนี้ก็มี หมามันก็ยังเห่าโกหกได้ มนุษย์เรานี้ตัวโกหกอันใหญ่หลวง ถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษาแล้ว โลกนี้หาที่ฝากเป็นฝากตายต่อกันไม่ได้ แม้จะกว้างขวางขนาดไหนก็เต็มไปด้วยความโกหกหลอกลวง ผลของมันก็คือความทุกข์ ถูกต้มถูกตุ๋นไปจนได้นั้นแหละ นี่คำพูดคำจาของโลกคลังกิเลสเป็นอย่างนี้ พระวาจาของพระพุทธเจ้าออกมาจากคลังแห่งธรรม  ที่ท่านว่า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี้พอประมาณ พอประมาณเท่านั้น แล้วรวมเป็นพระวาจาที่ถูกต้องแม่นยำ สวากขาตธรรมด้วยกันทั้งนั้น

         นี่ละพระวาจาของพระพุทธเจ้าเป็นที่เชื่อถือได้ ให้นำเข้ามาเป็นที่ระลึก ปฏิบัติตามท่าน เราจะเป็นผู้ไปดี สุคโตไปดี อยู่ก็ดี ภพใดชาติใดดีเรื่อยๆ เชื่อพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าดีทั้งนั้นแหละ แต่เชื่อกิเลสนี้จมไปด้วยกันทั้งหมด เป็นยังไงเมืองพุทธเราคือเมืองไทย ได้มีความสนใจใคร่อรรถใคร่ธรรม พอมาเป็นเครื่องประดับตนและครอบครัว หน้าที่การงาน ตลอดสังคมต่าง ๆ บ้างหรือประการใด หรือมีแต่เรื่องหลอกลวงต้มตุ๋นกัน สร้างความพินาศให้แก่กันและกัน ไปอย่างนี้ตลอดไปเหรอ เอาธรรมเข้าไปวัดกันบ้างซิ เราคนเดียวนี้วันนี้ไม่มีธรรมทั้งวัน เลอะเทอะทั้งวัน เอาวันนี้แทรกเข้าความเลอะเทอะจะค่อยลดตัวลงๆ ความดีเด่นจะปรากฏขึ้นมาเป็นคู่แข่งกัน แล้วมีความสุข มีความเย็นใจ เวลามีธรรมเข้าแทรก ให้พากันจำเอานะลูกหลาน

         นี่พระเณรมามาก วันนี้ก็เทศน์ให้พระเณรฟัง เหลืองอร่ามเท่ากับทองคำทั้งแท่ง ๆ อย่าให้เฟ้อนะ เหลืองแต่ผ้าเหลืองหัวโล้น ความประพฤติเหลวแหลกแหวกแนว ใช้ไม่ได้เลย ก็เท่ากับเขาเอามูตรเอาคูถไปโปะเข้าด้วยทองคำ ฉาบทาบาง ๆ เข้าไปข้างในมีแต่กองมูตรกองคูถ ใช้ไม่ได้นะ ผ้าเหลืองสวยงามข้างนอก แต่ความประพฤติเลวร้ายอยู่ภายในใจของพระของเณรนี้ดูไม่ได้ ให้พระลูกพระหลานจำให้ดีนะ นี่ท่านเจ้าคุณฯ ท่านมาแล้ว นี่ก็เทศน์ไปเลยละ ต่อไปเลย ให้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติทุกคน ๆ

         ศาสนาของพระพุทธเจ้านี้เลิศเลอพอแล้ว หาที่ตำหนิไม่ได้เลย สมควรแก่โลกทั้งสามที่จะกราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจแก่ตนทั้งนั้น เราก็อยู่ในโลกมนุษย์ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานแห่งพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า ที่ว่าศาสนาที่เลิศเลอ คือศาสดาองค์เอกของเรานี้ พระทัยบริสุทธิ์ผุดผ่อง กิเลสแม้นิดหนึ่งเม็ดหินเม็ดทรายไม่มี เป็นพระทัยที่บริสุทธิ์สุดส่วน สอนธรรมออกมาเป็นความกระจ่างแจ้ง สะอาดสะอ้าน ใครปฏิบัติตามเป็นสิริมงคลแก่ตนเสมอไป จึงขอให้บรรดาประชาชน พระเณร ลูกหลานทั้งหลายนำไปปฏิบัติ บ้านเมืองของเราจะร่มเย็นเป็นสุข หนาแน่นมั่นคง

         ครอบครัวของเราก็จะมีความหนาแน่นมั่นคง ไม่ทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสคอยจะกัดกันเหมือนหมา ถ้าธรรมแล้วไม่กัด ยอมรับกัน ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ทั้งหญิงทั้งชาย ทั้งสามีภรรยา ใครผิดยอมรับว่าผิด อยู่กันได้ตลอดไป ถ้าผิดไม่ยอมรับว่าผิดนี้แตก อยู่ด้วยกันไม่ได้ ความผิดนั้นแหละมันเป็นพิษทำลาย ยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูเสียอีก ให้พากันระมัดระวัง วันนี้ประชาชนก็มามากมาย หลวงตาก็อุตส่าห์พยายามเมตตาสั่งสอนท่านทั้งหลายตลอดมา เฉพาะการช่วยชาติคราวนี้เป็นเวลา ๕-๖ ปีแล้ว

         การเทศนาว่าการนี้ทั่วประเทศไทยได้ ๕-๖ ปีแล้ว เทศน์ไม่หยุดไม่หย่อน นอกจากนั้นการเทศนาว่าการนี้ยังกระจายออกไปถึงเมืองนอกเมืองนา โลกนอกได้แก่ออกทางทีวี หรือโทรทัศน์ วิดีโอ อินเตอร์เน็ตออกไปทั่วโลก เขาฟังได้ทั่วดินแดน เช่น อย่างเราเทศน์อยู่เวลานี้ ถ้าเขามีเครื่องเปิดออกเขาก็ได้ยินในขณะเดียวกันกับพวกเราทั้งหลายได้ยินนี้แล ธรรมะนี้รู้สึกว่ากว้างขวางมาก ที่หลวงตาได้เทศนาว่าการต่อบรรดาพี่น้องทั้งหลายทั่วโลกดินแดน จึงควรจะนำไปเป็นคติเครื่องเตือนใจ อย่าให้มีตั้งแต่ลมปาก สอนแล้วไม่มีใครปฏิบัติตาม ผลประโยชน์ก็ไม่มี ผู้สอนก็เหนื่อยเปล่า ๆ

         นี่ก็ได้ปฏิบัติตนมาเต็มกำลังความสามารถ ท่านทั้งหลายเป็นยังไง มีความรู้สึกยังไงที่หลวงตาสอนโลกอยู่เวลานี้ หลวงตาเอาผลประโยชน์ที่เกิดมาจากเหตุ คือการบำเพ็ญตน รอดเป็นรอดตายมา กว่าที่จะได้มีธรรมมาสอนโลก โดยที่ไม่คาดไม่คิดว่าจะได้สอนกว้างขวางขนาดนี้เลย แต่ก็ได้สอนดังที่ท่านทั้งหลายได้เห็นนี้แหละ การประพฤติปฏิบัติตัว ธรรมเท่ากับท้องฟ้ามหาสมุทร ไม่มีคำว่าคับแคบตีบตัน ใครจะเอากระป๋องไปตักธรรมก็ได้ เอาโอ่งเอาอ่างไปตักก็ได้ เอารถไฟทั้งขบวนไปบรรทุกก็ได้ ขนทัพสัมภาระไปตักตวงเอาสมบัติ คือธรรมที่มีครอบโลกธาตุนี้ได้ตามต้องการ ไม่มีคำว่าหมดว่าสิ้น เอากำลังของผู้ต้องการนั้นเป็นฐานสำคัญ

         นี่ธรรมของพระพุทธเจ้าก็ไม่มีคำว่าอัดว่าอั้น ที่จะสนองความต้องการของโลก ให้ได้ตามฐานะหรือกำลังของตนเป็นลำดับไป พระพุทธเจ้าสอนโลกนี่สอนเพื่อความให้หลุดพ้นจากทุกข์ ตั้งแต่ทุกข์มากจนถึงทุกข์น้อย กระทั่งหมดทุกข์โดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเล็ดลอดจากตาข่ายคือธรรมของพระพุทธเจ้าได้เลย ท่านสอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย พวกเราทั้งหลายที่เกิดมาเป็นมนุษย์คราวนี้ก็ควรให้ระลึกตนบ้าง ดังที่หลวงตาได้มาสอนเวลานี้ แต่ก่อนก็ไม่เคยคิดเคยอ่านว่าจะได้นำธรรมนี้มาสอนพี่น้องทั้งหลายเลย แต่เวลาบวชเข้าไป บำเพ็ญเข้าไป ปฏิบัติเข้าไป ธรรมเป็นเหมือนท้องฟ้ามหาสมุทร สมบัติคือธรรมครอบโลกธาตุ จ่อเข้าไปตรงไหนก็เป็นธรรมไหลออกมา จ่อเข้าไปตรงไหนกว้างแคบมากน้อยเพียงไร พอธรรมไหลออกมาตามกำลังความสามารถของผู้ขุดผู้ค้นนั้นเจอมาเป็นลำดับลำดา

         ถ้าเอาให้เต็มเหนี่ยวก็ขุดค้นถึงอรหัตภูมิ ศาสนธรรมเข้าไปอยู่ในธรรมธาตุล้วน ๆ ธรรมธาตุนั้นแลเป็นธรรมที่เลิศเลอสุดยอดครอบโลกธาตุ แม้แม่น้ำมหาสมุทรจะว่ากว้างไม่มีอะไรกว้างเกิน แต่ก็ยังสู้ธรรมธาตุที่ครอบโลกธาตุนี้ไม่ได้เลย นี่กว้างขวางสุดสมมุติทุกสิ่งทุกอย่าง แม่น้ำมหาสมุทรยังมีขอบมีเขต ธรรมนี้เลยขอบเขต เลยสมมุติไปโดยประการทั้งปวง คำว่าธรรมจึงไม่อัดอั้นที่โลกทั้งหลายประพฤติปฏิบัติธรรม นำมาเป็นสิริแก่ตน แล้วธรรมจะขาดตกบกพร่องไปเสียอย่างนี้ไม่มี นอกจากเราบกพร่องตลอดเวลา จึงหาธรรมคือความสุขความเจริญ ความเย็นใจไม่ได้เท่านั้น จงให้พากันอุตส่าห์พยายาม

         เราปฏิบัติตัวของเรา เบื้องต้นก็ ก.ไก่ ก.กา ไปเสียก่อน เรียน ก.ไก่ ก.กา ผสมสระพยัญชนะ อ่านออกมาเป็นถ้อยเป็นคำ เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียน ผิด ๆ ถูก ๆ ไปก่อน แต่เมื่อเขียนหลายครั้งหลายหน อ่านหลายครั้งหลายหน ความชำนิชำนาญในการเขียนการอ่านก็มีขึ้นพร้อม ๆ กัน สุดท้ายก็เขียนไปได้อย่างคล่องตัว เต็มกำลังของตัวแต่ละราย ๆ นี่การประพฤติปฏิบัติศีลธรรม เป็นต้น พูดย่อ ๆ ว่าศีลธรรม เป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน เบื้องต้นก็ตะเกียกตะกาย อย่างเรามาบวชนี่ เอ้า ไม่ได้อะไรขอให้ได้ศีลบริสุทธิ์ ศีล ๑๐ ให้บริสุทธิ์ เรามีศีลเต็มตัว เณรองค์หนึ่งมีศีลเต็มตัว พระองค์หนึ่งมีศีลเต็มตัว ต่างคนต่างมีสมบัติมหาศาลเต็มตัวของเรา นี่เรียกว่าเราไม่เป็นโมฆะสำหรับพระเณร เราเป็นผู้ทรงคุณค่าไว้แค่นี้ก็พอจะทำให้เราเย็น

         จากนั้นเราบำเพ็ญจิตตภาวนาตามทางของศาสดาที่สอนไว้แล้วโดยถูกต้อง เป็นปัจจุบันตลอดเวลา ไม่มีคำว่าอดีตอนาคตจะมาทำลายผลที่ทำนั้น ไม่ให้เกิดผลได้เลย เป็นผลตอบแทนอยู่ตลอด ท่านจึงเรียกว่าอกาลิโก จิตใจนี้แหละเวลากิเลสครอบงำนี้มันเป็นบ๋อยของกิเลสทั้งโลกทั้งสาร โลกนี้เกิดมาเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ แต่ไม่มีจิตวิญญาณดวงใดจะเลิศเลอ พอได้มองเห็นตัว และมองเห็นโลก เห็นจิตของสัตว์โลกด้วยกันได้เหมือนพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์องค์เชี่ยวชาญ จิตใจนี้จึงหมอบอยู่กับอำนาจของกิเลส ความโลภเหยียบเอาไว้ ความโกรธเหยียบเอาไว้ ราคะตัณหาเหยียบเอาไว้ด้วยความลุ่มหลงงมงายตลอด ไม่มีวันสร่างซา ท่านว่าโมหะ มันเหยียบเอาไว้

         ธรรมที่เลิศเลอขนาดไหนก็อยู่ใต้ฝ่าเท้าของกิเลส ทั้งสามสี่กษัตริย์นี้แหละ คนๆ หนึ่งจึงหาความแปลกประหลาดอัศจรรย์ในตัวเองไม่ได้ เกิดมาบางรายเกิดก็เกิดเปล่า ๆ แล้วยังสร้างแต่บาปหาบแต่กรรมไปจมลงในนรกอีกมากต่อมาก นี่ละใจดวงหนึ่งๆ จะทำดีทำชั่วคือใจพาให้ทำ ถ้าใจไม่พาทำ เช่นคนตายนี้ทำดีทำชั่วไม่ได้ ต้องเป็นคนมีชีวิตอยู่ทำ ทีนี้เราก้าวเข้ามาได้เกิดเป็นมนุษย์ ทั้งได้บวชเป็นพระเป็นเณร ทั้งเป็นฆราวาส มีความรู้สึกรักใคร่ใฝ่ธรรมเหมือนกันแล้ว เราบำเพ็ญศีลธรรมเต็มกำลังความสามารถของเรา ฆราวาสก็ตักตวงเอาบุญเอากุศลเต็มกำลังของตน ฝ่ายพระก็ตักตวงเอามรรคเอาผลเต็มกำลังของตน    ต่างคนต่างได้ธรรมอันเลิศเลอมาครองหัวใจ ใจนี้ก็เริ่มเป็นความมีสง่าราศีขึ้นมา กับใจที่เคยอับเฉาไปด้วยกิเลสนั้นแล

เช่น จิตที่ไม่เคยได้รับการอบรมจะเป็นจิตที่อับเฉา อาการเคลื่อนไหวไปไหนมีแต่กิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง ฉุดลากไปตลอดเวลา พอมีอรรถมีธรรมด้วยการบำเพ็ญ เช่น จิตตภาวนา จิตนี้ปกติมันวอกแวกคลอนแคลน ลิงร้อยตัวสู้ไม่ได้ จิตยังรวดเร็วกว่าลิง แต่ได้รับการฝึกฝนอบรมจากเจ้าของผู้รับผิดชอบตัวเองอยู่โดยสม่ำเสมอ จิตนี้ก็ค่อยเชื่องเข้ามา สงบตัวเข้ามา เพราะธรรมซักฟอกตลอดเวลา จากนั้นก็เป็นความสง่างาม ทีนี้จิตสง่างามก็เริ่มเห็นโทษ เห็นความสกปรกของกิเลสที่มันเคยกลบหัวใจเอาไว้เป็นลำดับลำดาไป ใจก็ยิ่งได้รับการอบรมส่งเสริมตลอด ก็ยิ่งส่งแสงสว่าง เห็นภัยของใจรอบตัวไปโดยลำดับลำดา เมื่อเห็นภัยแล้วก็ต้องหนีภัยคนเรา เมื่อเห็นภัยจะอยู่นอนใจเฉย ๆ ไม่ได้ นอกจากไม่เคยเห็นภัย ก็ไม่รู้ว่าจะไปหลบหลีกที่ไหน กลัวอะไร เช่น อย่างเสือมางับก็ยอมตายไปเลย เพราะไม่เห็นเสือ ถ้ารู้ว่าเสือจะมางับแล้วเอาฝีเท้าแลกเลย คนๆ หนึ่งอยากได้ถึงสิบขาวิ่งหนีตาย ใครจะไม่กลัวตาย

ทีนี้เวลาเราได้รับการอบรมจิตใจให้สง่างามขึ้นมาด้วยจิตตภาวนาแล้ว ใจนี้จะค่อยเปลี่ยนอาการของตน คือความรู้นี้จะค่อยสว่างไสวสง่างามขึ้นมาๆ ที่เคยวอกแวกคลอนแคลนจะเชื่อง เพราะมีผู้กำกับรักษา ได้แก่สติธรรมเป็นสำคัญ สติเป็นผู้ควบคุม ปัญญาเป็นผู้คิดอ่านไตร่ตรองเรียบร้อยแล้วค่อยทำลงไป ในกิจการแต่ละอย่างๆ กลั่นกรองตัวเองไปโดยลำดับ กับหน้าที่การงานที่ทำอยู่ทุกวันนั้นแหละ การอบรมจิตใจ รักษาจิตใจให้ดี เฉพาะอย่างยิ่งนักบวชเราเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงต่อความเพียรเพื่อมรรคผลนิพพานโดยถ่ายเดียวเท่านั้น จึงมีโอกาสมากกว่าประชาชนพลเมืองทั้งหลาย ซึ่งเขาต้องวิ่งใต้วิ่งเหนือ หาอยู่หากิน ทั้งหามาให้ทานทำบุญต่าง ๆ ทั้งหามาใส่ปากใส่ท้อง

         เราเองบวชมาแล้วชีวิตจิตใจ ที่อยู่ที่อาศัย มอบไว้กับประชาชนทั้งหมด ไม่เป็นกังวล มีหน้าที่อันเดียวที่จะบำเพ็ญภาวนา ฟาดลงไปให้สุดขีด เอา กิเลสมันมีมามากน้อยเพียงไร กิเลสพระพุทธเจ้าใหญ่โตขนาดไหน กิเลสของสัตว์โลกใหญ่โตขนาดไหน กิเลสของเราที่อยู่ใจของเรานี้ มันจะเหนือโลกเหนือพระพุทธเจ้าไปไหน พระพุทธเจ้าสังหารมันราบไปได้ มันอยู่ในใจของเรา ทำไมเราจะสังหารมันให้ราบไม่ได้ นี่เข้มข้นทางความพากความเพียร นั่งสมาธิภาวนาสำรวมใจ คิดไปทางแง่ใดที่จะเป็นภัยตีเอาไว้ๆ ด้วยอรรถด้วยธรรม สติธรรมเป็นสำคัญ ตีเอาไว้ต่อไปก็สงบ

         เมื่อสงบเข้ามาก็เป็นการส่งเสริมกำลังของตนขึ้น สงบเข้า แน่นหนามั่นคงเข้า จนกลายเป็นความแน่นหนามั่นคงให้เห็นได้อย่างชัดเจน ที่ท่านเรียกว่าจิตเป็นสมาธิ คือจิตแน่นหนามั่นคงด้วยความสงบตัว อิ่มอารมณ์ทั้งหลาย คืออิ่มทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ซึ่งแต่ก่อนหิวโหย ไม่ได้คิดอยู่ไม่ได้ อยากรู้ อยากเห็น อยากดู อยากคิด อยากทดลองทุกอย่าง คือกิเลสอยากตลอด ทีนี้เมื่อมีความสงบใจเข้ามาเป็นลำดับลำดา ความสงบใจนี้เป็นอาหารอันโอชาของใจ ใจจึงไม่คิด ใจจึงอิ่มอารมณ์ จากนั้นแล้วพาพิจารณาทางด้านปัญญา ใจอิ่มอารมณ์ย่อมไม่เตลิดเปิดเปิง ซอกแซกซิกแซ็กไปหาสิ่งไม่เป็นท่าเหมือนแต่ก่อน พาทำอะไรก็ทำ

         พิจารณาเรื่อง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ซึ่งเป็นทางเดินเพื่อความพ้นทุกข์ ตามทางของศาสดาก็ก้าวเดินตามนั้น เป็นปัญญาขึ้นมา จิตมีความสว่างไสวด้วยสมาธิเป็นประเภทหนึ่ง จิตมีความสว่างโดยทางปัญญาเป็นประเภทหนึ่ง สว่างไสวโดยทางปัญญานี้มีความหวังๆ ที่จะหลุดพ้นๆ เพิ่มกำลังมากเข้าเป็นลำดับลำดา เพราะเห็นภัยเห็นจริงๆ ภัยก็มีอยู่ที่หัวใจจริงๆ เป็นแต่เพียงว่าแต่ก่อนเราไม่ได้ภาวนา เราไม่เห็น เวลาภาวนาเข้าไปสติปัญญาเครื่องส่องทางเห็นไปโดยลำดับ แล้วกำจัดกันไปเรื่อยๆ ด้วยปัญญา ปัญญาเป็นขั้น ๆ ตั้งแต่เริ่ม ตรุณวิปัสสนา เรียกว่าปัญญาอ่อนเสียก่อน ฝึกซ้อมเข้าไปมันก็แข็งกล้าขึ้นมา จนกลายเป็นวิปัสสนาอย่างแข็งกล้า เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ

         กลายเป็นมหาสติมหาปัญญาอัตโนมัติ สังหารกิเลสทุกประเภท ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ภายในจิตใจ สว่างจ้าขึ้นมา กิเลสที่ครอบงำอย่างมืดอย่างดำแต่ก่อน หายหน้าไปหมด เหลือตั้งแต่ความสว่างจ้าครอบแดนโลกธาตุ ท่านเรียกว่าอาโลโก อุทปาทิ สว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันกลางคืน คือจิตพระพุทธเจ้าเป็นอันดับหนึ่ง จิตของพระอรหันต์เป็นอันดับต่อมา สว่างจ้าอยู่อย่างงั้น นี่คุณค่าแห่งการอบรมใจมีประโยชน์อย่างมหาศาล และประจักษ์กับใจของผู้บำเพ็ญทั่วหน้ากัน ถึงจะไม่ได้เสมอกันก็ตาม การบำเพ็ญความดีเป็นความดีเสมอไป เช่นเดียวกับการทำความชั่ว เป็นความชั่วเสมอไปเช่นเดียวกัน ให้พากันพยายาม

อย่าฝืนพระพุทธเจ้านะ อย่าเก่งกว่าศาสดา ศาสดาว่าอย่างหนึ่งมันเถลไถลไปทำอย่างหนึ่ง อวดรู้อวดฉลาด ครั้นเวลาพลาดลงมาแล้วศาสดาท่านไม่มีอะไร แต่เราเป็นผู้รับเคราะห์รับกรรม เนื่องมาจากความดื้อด้านหาญธรรม เนื่องจากอวดตัวว่าฉลาดนั้นแล มันทำลายตัวเราเอง ให้ฟังเสียงศาสดา นี่ละจิตใจที่ได้รับการอบรมดังที่กล่าวมานี้ ตั้งแต่ต้นล้มลุกคลุกคลาน การฝึกจิตให้สงบก็ลำบาก เมื่อสงบแล้วเป็นฐานอันอยู่ด้วยความผาสุกเย็นใจ คือจิตเป็นสมาธิ จากนั้นก้าวทางด้านปัญญา นี้ทางเดินอันราบรื่นแห่งสวากขาตธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว เพื่อมรรค ผล นิพพาน อยู่กับนี่นะ

         เราอย่าไปเข้าใจว่ามรรค ผล นิพพาน อยู่ที่ไหน ให้มองดูองค์ศาสดา คือธรรมและวินัยนี้แล ให้ก้าวเดินตามหลักธรรมหลักวินัย อย่าลดละท้อถอย อย่าปล่อยอย่าวาง ให้ยึดแน่นอยู่กับพระวินัยกับธรรม เท่ากับเกาะติดพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา แล้วจิตใจก็สว่าง พระวินัยท่านห้ามอยู่สองฟากทางกั้นเอาไว้ อย่าออกไปจะโดนขวากโดนหนาม ตกหลุมตกบ่อ ให้อยู่ในกรอบของธรรม เอ้า ก้าวลงไปธรรม วิริยธรรม สติธรรมติดแนบตลอดเวลา ความพากเพียรทุกประเภทเรียกว่าธรรม ให้อยู่ในวงอันนี้ ตั้งความอุตส่าห์พยายาม ตั้งชำระกิเลสด้วยความพากเพียรประการใด เรียกว่าธรรม ๆ ดำเนินตามนี้

         พระวินัยอย่าหาญนะ พระวินัยนี้คือรั้วกั้นเพื่อความปลอดภัยของเราเอง ถ้าใครเป็นผู้ฝ่าฝืนพระวินัย ผู้นั้นคือผู้ทำลายตนเอง ตายทิ้งเปล่า ๆ ละ ที่จะให้เจอศาสดาไม่มีทาง ออกจากนอกลู่นอกทาง ออกจากวงแวดล้อมแห่งความปลอดภัยของศาสดาแล้วตกเหวตกบ่อไปได้ ขอให้พระลูกพระหลานระวังให้ดีนะพระวินัย ให้ทำตัวให้มีความสง่างามอยู่ด้วยหิริโอตตัปปะ นี่ละอันสำคัญมาก ทีนี้ทางธรรมก็ก้าวเดินดังที่ว่ามานี้ ก้าวเดินไปๆ จิตจะมีความสว่างไสวสง่างาม แปลกประหลาดอัศจรรย์ ใครไม่รู้ไม่เห็นก็ตาม ผู้บำเพ็ญนั้นแลเห็น ผู้บำเพ็ญนั้นแลรู้ กระจ่างขึ้น ๆ

         ทีนี้กิเลสมีมากน้อย หนักเบาเพียงไร สติปัญญาจะตามรู้และตามต้อนสังหารกันไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นสรุปลงเลยว่า จนไม่มีกิเลสตัวใดแม้เม็ดหินเม็ดทรายติดในใจนั้นได้เลย เพราะอำนาจแห่งสติปัญญา ก้าวเข้าสู่มหาสติ มหาปัญญา สังหารขาดสะบั้นไปเลย นั่นท่านเรียกว่าบรรลุธรรมๆ สังหารกิเลสขาดสะบั้นลงไป นี่ละการปลดปล่อยทุกข์ทั้งหลาย ปลดปล่อยที่ใจ ทุกข์เกิดขึ้นจากกิเลสสร้างขึ้นมาทับถม เผาลนหัวใจให้เกิดความเดือดร้อน เมื่อธรรมสังหารหรือชะล้างกิเลสทั้งหลายนี้ออกหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว จิตจึงเป็นธรรมธาตุ จิตเป็นจิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ เป็นธรรมธาตุ จิตพระพุทธเจ้า จิตพระอรหันต์ เป็นจิตธรรมธาตุด้วยกัน หมดทุกข์ตั้งแต่ขณะนั้นแล้ว หมดทุกข์โดยสิ้นเชิงและตลอดไป

         ท่านจึงเรียกว่านิพพานเที่ยง คือใจดวงนี้แล เมื่อบริสุทธิ์เต็มเหนี่ยวจนกลายเป็นธรรมธาตุหรือบริสุทธิ์เต็มที่แล้วเรียกว่านิพพานเที่ยง ก็คือธรรมชาตินี้แหละ และท่านไม่มีทุกข์ หมดตลอดไปเลย นี่คุณค่าแห่งการบำเพ็ญ จะหนักเบามากน้อยแสดงผลให้เราเห็นอย่างพึงพอใจ ที่เรียกว่าโลกตายเกิด มีสุข มีทุกข์ สับสนปนเปกันมากี่กัปกี่กัลป์ เราอุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายเพื่อความดีงามทั้งหลาย บำเพ็ญตนอยู่ไม่หยุดไม่ถอย พ้นจากทุกข์ได้ ไม่ต้องมาตายมาเกิด แบกหามกองทุกข์แล้วแบกหามกองทุกข์เล่า เหมือนโลกทั้งหลาย ต่างกันที่ตรงนี้ นี่ละท่านว่านิพพานเที่ยง

         การปฏิบัติธรรมเราก็ได้ปฏิบัติมา ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ สอนโลกมานี้เป็นเวลา ๕ ปีกว่าแล้ว ถ้าพูดถึงการศึกษาเล่าเรียน หลวงตานี้เรียนจบแค่ ป.๓ เท่านั้นแหละ ประถม ๑ ประถม ๒ ประถม ๓ เพราะแต่ก่อนไม่มี ป. ๔ มีแต่ ป.๓ จบแล้วก็ทิ้งไป พอหันเข้ามาบวชก็หมุนทางด้านธรรม แล้วก็เรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ แล้วการปฏิบัติจิตใจนี้ นี่จึงเอายืนยันได้เลย ใครจะว่าโอ้ว่าอวด ไม่โอ้ไม่อวด ก็แล้วแต่ใคร จะเอาความจริงออกมาพูด เพราะธรรมไม่มีของปลอม มีแต่ของจริง การปฏิบัติไปจิตเป็นนักรู้ ธรรมที่จะรับทราบประสานกับจิตนี้ก็ไม่มีขอบเขต กว้างแคบขนาดไหนจิตจะเป็นผู้รับทราบกันเองระหว่างจิตกับธรรม จนกลายมาเป็นอันเดียวกันแล้ว ท้องฟ้ามหาสมุทรนี้ยังแคบไป ความรู้นี้เวิ้งว้าง กว้างขวาง

         ทีนี้เวลาจะพูดจะจา เทศนาว่าการ พระพุทธเจ้าไปหาค้นที่ไหน ไปศึกษาจากใคร มาเพิ่มเติมความรู้ของศาสดาเพื่อสอนโลก ว่าสอนโลกนี้ความรู้ไม่พอ ไม่เคยมี พระสาวกทั้งหลายบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมาเท่านั้น ท่านไม่ไปทูลถามขอความรู้วิชามาเพิ่มเติมจากพระพุทธเจ้า เพื่อนำไปสั่งสอนสัตว์โดยที่เจ้าของกำลังวังชาไม่พอ ไม่เคยมี องค์ไหนก็เต็มภูมิๆ เต็มตัวเหมือนกัน นี่ ภูมิของสาวกก็เต็มภูมิ ท่านจึงไม่ได้ไปถามกัน จิตใจดวงเดียวกันนี้ภูมิวาสนาบารมีก็สร้างมาด้วยกัน เมื่อรู้เมื่อเห็นก็รู้อย่างเต็มวาสนาของตัวเอง

         พูดจึงเรียกว่าสาธุเลย หลวงตาแต่ก่อนก็เป็นดั่งที่ท่านทั้งหลายเป็นนั่นแหละ แต่เวลาปฏิบัติมามันเบิกกว้างออกไปๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้รู้ สิ่งไม่เคยเห็นเห็น เป็นแต่เพียงว่าควรพูดหรือไม่ควรพูด หนักเบามากน้อย ไม่กดถ่วง รู้เหมือนไม่รู้ เต็มอยู่ที่หัวใจ อันใดที่จะเป็นประโยชน์แก่โลกมากน้อยก็นำออกมาแสดง ดังที่แสดงเรื่อยมาถึง ๕-๖ ปีนี้แล้ว ตามปกติแล้วเราสอนพระ สอนเณร ประชาชน มาตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ จนกระทั่งป่านนี้ แต่ไม่ได้มากมายก่ายกอง สอนพระเป็นจำนวนมากกว่าประชาชน จนกระทั่งมาถึงการช่วยชาตินี้จึงได้สอนทั่วโลก เป็นกองหม้อใหญ่เรื่อยมา ธรรมะที่เทศน์นี้เป็นเวลาตั้ง ๕-๖ ปีกว่า แล้วเป็นยังไงก็ไม่รู้ เอามาจากไหน พิจารณาซิ เวลานี้ก็กำลังพูดนี้เอามาจากไหน

         ขอให้ใจเบิกกว้างเถอะน่ะ ถ้าลงใจได้เบิกกว้าง เหาะเหินเดินฟ้า ฟ้ายังแคบไป ไม่พอเหาะเหินเดินของจิต จิตยังกว้างกว่านั้นไปอีก เมื่อเวลาถึงคราวเบิก เบิกอย่างนั้น เป็นอยู่ในหัวใจของผู้บำเพ็ญ นิสัยวาสนากว้างแคบ อย่างพระพุทธเจ้าความรู้ความสามารถของศาสดาองค์เอก ของพุทธวิสัย กับความรู้ความสามารถของสาวกวิสัยนี้ต่างกัน แต่เต็มภูมิของใครของเราด้วยกัน นี่เรียกว่าภูมิวาสนาของตัวเอง นี่ก็ได้สอนพี่น้องทั้งหลาย สอนด้วยความไม่สงสัยสนเท่ห์อะไรเลย ธรรมะทุกขั้นที่สอนโลกนี้ เราไม่เคยสงสัยในข้อใดว่าจะผิดจะพลาดไป เพราะถอดออกมาจากหัวใจที่รู้ที่เห็นประจักษ์อยู่นี้เอง ถอดออกมาสอนโลก ธรรมขั้นใด ๆ

         จนกระทั่งถึงสุดยอดแห่งธรรม สุดหัวใจของเราที่สอน ใครจะให้ชื่อว่ายังไงก็ตาม หลุดพ้นคืออะไรก็สอนหมดแล้ว หัวใจเป็นอย่างนั้นก็สอนตามนั้น ไม่มีคำว่าอัดว่าอั้น คำว่าอัดอั้นเป็นเรื่องของกิเลส ติดเขาติดเราเท่านั้นเอง ถ้าติดเราแล้วก็ติดเขา ติดเขาก็ติดเรา ถ้าไม่ติดเราเสียอย่างเดียวไม่ติดอะไรในโลกนี้ คำว่าติดเราคือยังไง เมื่อติดเราก็ติดเขาคือว่า เกรงใจเขา เกรงใจเรา กลัวเขาจะตำหนิติเตียนอย่างนั้นอย่างนี้ อยากได้แต่ความสรรเสริญ แล้วก็ติดอีก มีแต่เรื่องติดๆ พูดขึ้นมาจึงเอาแต่เรื่องกิเลสมาออกร้าน ประจบประแจงเลียแข้งเลียขากัน หน้าไหว้หลังหลอกกันไปเสีย ครั้นต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง ลับหลังเป็นอย่างหนึ่ง นี่เรื่องของกิเลส เรื่องของธรรมไม่มี

ใครจะตำหนิติเตียนอะไรก็ตาม ธรรมคือธรรม เป็นใหญ่กว่าโลกทั้งสามนี้อยู่ตลอดในหัวใจนี้แล้ว แล้วจะไปสะทกสะท้านกับสิ่งใด ไม่มีอะไรที่จะให้สะทกสะท้าน คำว่าสูงไม่มี คำว่าต่ำไม่มี นี่เรียกว่าไม่ติดเขา ไม่ติดเรา ไม่ติดทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นชื่อว่าสมมุติ แม้ที่สุดจิตที่บริสุทธิ์ในตัวเองก็ไม่ติดตัวเอง แล้วไปติดอะไร ธรรมมีมากน้อยเพียงไรแสดงไปตามเหตุตามผล ตามอรรถตามธรรม ที่ผู้รับฟังจะได้รับผลประโยชน์มากน้อยเพียงไร ก็ออกกันไปๆ ถ้าไม่เป็นประโยชน์แสดงหาอะไร นี่เรื่องธรรม

         นี่ละผลแห่งการปฏิบัติจากศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า จึงกล้าพูดได้เลยว่าศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าคือตลาดแห่งมรรค ผล นิพพาน เอ้า ใครปฏิบัติ เอา ๆ ซิน่ะ พระพุทธเจ้าจนตรอกจนมุมที่ไหน และธรรมพระพุทธเจ้าจนตรอกจนมุมที่ไหน ว่าผู้ปฏิบัติไม่ได้ผลเป็นที่พึงพอใจ ไม่คุ้มค่ากับการปฏิบัติ เอาให้เห็นสักทีน่ะ มันเป็นยังไงนอกจากมันเลวร้าย มันไม่สนใจกับอรรถกับธรรม ไล่เข้าทางจงกรมมันโดดเข้าใส่เสื่อใส่หมอน แน่ะมันเป็นอย่างงั้นนะ พระพุทธเจ้าไล่เข้าสู่ทางจงกรม ให้ชำระสะสางกิเลสตัณหา ฟาดเข้าสู่หมอนหลับครอก ๆ มันเก่งกว่าครูไปทางนั้นพวกเรานี่ มันแข่งครูไปแบบนั้นละ

         นี่การปฏิบัติธรรมผลเป็นอย่างนี้จะให้ว่าไง เราไม่ได้สงสัย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ขึ้นมานี่มันจ้าถึงกันหมดเลย พระพุทธเจ้ามีมากน้อยเพียงไรไม่สงสัย ไม่คุยไม่โอ้ไม่อวด เอาความจริงมาพูด พออันนี้ออกรับกันปึ๋งเท่านั้นมันถึงกันหมดเลย อย่างที่เคยได้เทียบให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว ว่าแม่น้ำมหาสมุทรมีน้ำประเภทต่างๆ ไหลมาจากบนฟ้าก็มี มาจากห้วย หนอง คลอง บึงก็มี ไหลลงสู่มหาสมุทร พอไหลลงสู่มหาสมุทรแล้วมันมีแยกแยะที่ไหน ว่าน้ำนี้มาจากคลองนั้นคลองนี้ ฝนนี้มาจากเมฆก้อนนั้นก้อนนี้ ไม่มี ลงถึงน้ำมหาสมุทรแล้วเป็นมหาสมุทรด้วยกันหมด ไม่มีจะไปแยกไปแยะ ว่าน้ำนี่มาจากที่ไหน ๆ บ้าง

         นี่ฉันใดก็เหมือนกัน จิตต่างคนต่างสร้างบารมี ซึ่งเทียบกันกับน้ำที่ไหลมาจากที่ต่าง ๆ สร้างบารมี ใครสร้างก็เป็นทางน้ำของผู้นั้นเข้ามา เป็นทางน้ำของผู้นั้นเข้ามา ไหลเข้ามาๆ ด้วยวิธีการอันใดที่การสร้างกุศลไม่มีประมาณ ตามแต่จริตนิสัยใครชอบอยากทำบุญให้ทานประเภทไหนทำลงไป นี่เท่ากับสายน้ำ สร้างขึ้นไปก็ไหลเข้าไปๆ ไหลเข้าไปไหนที่นี่ ฟังซิน่ะ คอยฟังเอาตรงนี้นะ คือเราสร้างบารมีของเรา บำเพ็ญอยู่นี้แหละ เท่ากับน้ำค่อยไหลเอื่อย ๆ เข้าไป ทีนี้พอไปถึงที่ ถึงที่อะไร สังหารกิเลสขาดสะบั้นลงไปด้วยบารมีธรรมที่เราสร้างมานั้นแล ไม่มีอะไรเหลือแล้ว นั่นแหละจิตใจหลุดพ้นปึ๋งถึงแดนแห่งนิพพาน หรือแดนธรรมธาตุเลย

         พอถึงแดนธรรมธาตุนี้แล้วนั้น จิตถึงนี่ปั๊บเหมือนกันหมดเลย ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด เราอย่านับธรรมดานะ นับไม่ได้ แต่โลกเขาไม่ยอมเชื่อ เขาไม่เชื่อ พูดไม่พูดก็ไม่เห็นหนักอะไร ก็ไม่พูดเสียบ้าง พูดเสียบ้าง นี่ละธรรมธาตุ พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ตรัสรู้เข้ามากลายเป็นธรรมธาตุด้วยกัน และสาวกอรหัตอรหันต์ทั้งหลายที่ตรัสรู้ขึ้นมา สาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มีจำนวนขนาดไหนๆ มากี่กัปกี่กัลป์ พอตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาเป็นธรรมธาตุด้วยกัน เหมือนกับแม่น้ำสายต่างๆ ไหลลงสู่ทะเลหลวงเป็นทะเลด้วยกันหมด

                    นี้สายบารมีของบรรดาสัตว์ทั้งหลายที่บำเพ็ญมาเต็มที่แล้ว ไหลปึ๋งเข้าธรรมธาตุแล้วเป็นแบบเดียวกันหมด ไม่มียิ่งมีหย่อนต่างกัน ว่ามาจากสายไหน ใครเกิดสกุลใด ๆ ไม่มี ลงถึงนั้นแล้วเป็นธรรมธาตุที่เลิศเลอเหมือนกันหมด นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ จึงไม่มีคำว่าบกบาง ไม่มีกาล สถานที่ เวล่ำเวลา เข้าไปทำลายได้เลย มันก็มีอยู่แต่ผู้ที่จะบำเพ็ญ มีกำลังหนักเบามากน้อยเพียงไรให้พากันอุตส่าห์พยายาม เกิดมาชาตินี้เราไม่เสียทีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์และนับถือพระพุทธศาสนา ยังได้ยินได้ฟังอรรถธรรมนี้ควรจะเพิ่มกำลังใจให้อุตส่าห์พยายามยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เวลานี้ ผลที่จะได้ไม่เป็นของใคร กมฺมสฺสโกมฺหิ จะว่าไง ก็เป็นบุญเป็นกุศลเป็นของเราทั้งนั้น ๆ ใครมาแย่งไปไม่ได้ ให้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ

นี่ก็ได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง พูดด้วยความอาจหาญชาญชัย ไม่สะทกสะท้านว่าธรรมเหล่านี้ไปเอามาจากไหน ออกมาจากหัวใจนี้ทั้งนั้น ว่างั้นเลย แต่ก่อนก็ไม่เป็น มันไม่รู้ แต่เวลามันรู้แล้วจะให้ว่าไงอีก ก็บอกว่ารู้ เวลาไม่รู้ก็บอกไม่รู้ เวลารู้จะให้ว่าไง ก็บอกว่ารู้ มันรู้มันเห็น มันเป็นยังไง แน่ะ มันเป็นยังไงก็พูดตามเรื่องตามราว ถึงกาลเวลาที่จะควรพูดก็พูดอย่างนั้น ถ้าไม่ควรก็ไม่พูด พูดหาอะไร นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าเจิดจ้าตลอดเวลา ด้วย อกาลิโก ไม่มีกาล สถานที่ เวล่ำเวลา เข้าไปทำลายความดีงามของผู้ทำได้เลย ต้องเป็นความดีความชั่วตลอดเวลาถ้าใครทำ ให้พากันจดกันจำ

วันนี้พระลูกพระหลานมากันจำนวนมาก ขอฝากอรรถฝากธรรมไว้ให้พากันไปคิดไปอ่านไตร่ตรอง อยู่วัดใด ๆ ให้เป็นเครื่องประดับตัวด้วยศีลด้วยธรรม ให้มีความหิริโอตตัปปะ อย่าคึกอย่าคะนอง ความคึกความคะนองเป็นเรื่องของกิเลสทำลายตัวเอง และทำให้เสียศักดิ์ศรีดีงามของตน ของวัดของวา ประชาชนเขาก็เอือมระอา ขอให้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตนให้ดี ให้สง่างาม บวชมานี้ใครไม่ได้มาหวังเอาสมบัติเงินทองข้าวของ กองเท่าแผ่นดินแผ่นฟ้าที่ไหน หวังอรรถหวังธรรมเท่านั้น ให้สั่งสมอรรถธรรมนี้ให้เต็มหัวใจ ธรรมเต็มหัวใจแล้วไม่มีคำว่าอัดว่าอั้น อยู่ไหนสง่างามหมด

         นั่นละให้พากันจำเอานะ ไปปฏิบัติ มีพระมีเณรมากขนาดไหนดังที่กล่าวมานี้ เหมือนทองคำทั้งแท่ง เหลืองอร่ามไม่เฟ้อ สวยงามไปหมด นี่พระเณรองค์ไหน ๆ ก็มีแต่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามศีลธรรมของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนไว้ เหลืองอร่ามงามตางามใจ อัศจรรย์ถึงชั้นเทวดาจะว่าไง นี่ธรรมอยู่ที่ไหนไม่เฟ้อ ถ้าไม่มีธรรมแล้วไม่มีความหมายทั้งนั้นแหละ การแสดงธรรมวันนี้ก็เห็นว่าเหมาะสมแก่เวล่ำเวลาและธาตุขันธ์ กำลังเทศน์พอดีท่านเจ้าคุณฯ ท่านก็มา ท่านก็เลยนั่งสงบ เราก็เลยเทศน์ไปเรื่อย ๆ จึงขอโอกาส ขออภัยโทษจากท่านด้วย

การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควร ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องประชาชนทั้งหลาย ตลอดพระเณรที่เป็นลูกเป็นหลานให้นำไปปฏิบัติเพื่อเป็นสิริมงคล มานี้อย่าให้เสียเวล่ำเวลาที่มา ให้มีมงคลอันเลิศเลอติดตัวกลับไปบ้านไปเรือน ไปวัดไปวาของตน แล้วบำเพ็ญตนตามหน้าที่ของตน ตามเพศของตน ความสวัสดีมงคลจะมีแก่บรรดาท่านทั้งหลาย ทั้งฆราวาสและพระเณรทั่วหน้ากัน ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลายโดยทั่วหน้ากันเทอญ (สาธุ)

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก