เป็นคนดีต้องฝึก
วันที่ 24 กรกฎาคม. 2546 เวลา 8:15 น. ความยาว 47.2 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

เป็นคนดีต้องฝึก

 

         (นักเรียนและครูจากโรงเรียนอุดรพิทย์มาฟังธรรม) ทุกปีก็เห็นพวกนักเรียนมาฟังอยู่ทุกปี ๆ นะ โรงเรียนไหนบ้างเราจำไม่ได้ แต่โรงเรียนอุดรเป็นพื้นเลยทุกปี ๆ โรงเรียนอื่นก็มี

         เราเหนื่อยเหมือนกันนะการทำประโยชน์แก่โลก กับการทำโทษต่อธาตุขันธ์ของตัวเองมันก็ไปในขณะเดียวกัน ทำประโยชน์ให้โลกก็ต้องเอาธาตุเอาขันธ์ไปทำ ความบอบช้ำเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็ย้อนเข้ามาหาธาตุหาขันธ์

         ศาสนาก็มีเป็นผู้คอยแก้ หรือคอยปราบปรามสิ่งชั่วช้าลามกที่มีอยู่กับคน เช่นเด็กได้มารับฟังการศึกษาอบรมจากพระ คือครูอาจารย์อย่างนี้ ล้วนแล้วตั้งแต่มาหาอุบายวิธีการที่ถูกต้องดีงามไปฝึกหัดดัดแปลงตนเอง ไม่ให้เป็นไปตามนิสัยที่เป็นพื้นเพอยู่ในจิตใจโดยถ่ายเดียว ธรรมนี้ก็มีอยู่ในนั้นแต่ไม่เปิดเผย ไม่ออกง่ายๆ แสดงได้ง่ายเหมือนกิเลส กิเลสที่เป็นข้าศึกของธรรม.ท่านว่าสิ่งยั่วยวนจะทำคนให้เสียก็คือกิเลส ที่จะหาอุบายให้คนดีนี้ไม่มีสำหรับกิเลส ไม่มีเลย บอกว่าไม่มีเลย ท่านจึงว่าเป็นข้าศึกของธรรม ส่วนธรรมก็เหมือนกัน ฝ่ายโทษไม่มีเลย เหมือนกิเลสฝ่ายข้าศึกของธรรมความดีไม่มีเลย

เราไม่ได้ศึกษาเราก็ไม่ทราบว่าทั้งสองอย่างนี้เป็นอะไร ไม่มีใครสนใจ ก็บืนไปตามสิ่งที่บีบบังคับ หรือผลักไสไปนั่นแล เพราะมันมีอยู่ภายในใจ กำลัง แล้วแต่จะได้รับการส่งเสริมจากทางไหน ถ้าส่งเสริมในทางฝ่ายที่เป็นภัย เจ้าของก็เริ่มสร้างตัวเป็นภัยขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความรู้ ความเห็น ความคิดอ่าน การกระทำ การแสดงออก จนกระทั่งหน้าที่การงานกลายเป็นฝ่ายผิดไปหมด นี่คือปล่อยให้แต่ฝ่ายเป็นข้าศึก ที่ว่ากิเลสทำงานโดยถ่ายเดียว จะทำเพื่อความล่มจมไปเรื่อยๆ

         ฝ่ายธรรมทำเพื่อความฟื้นฟู จึงต้องเป็นคู่กันมา ฟื้นฟูจากต่ำให้สูงขึ้นโดยลำดับ จากชั่วให้เป็นคนดีไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ฝึกหัดเลยนี้ หลักธรรมชาติคือฝ่ายชั่วเป็นหลักธรรมชาติอันหนึ่งออกได้รวดเร็วมาก อันนี้จะออกก่อนเลยตลอด ออกก่อน ๆ จนกระทั่งพอรู้จักภาษีภาษาบ้างก็ได้รับการได้ยินได้ฟังจากอรรถจากธรรม นำไปคิดเทียบเคียงกัน แล้วก็เริ่มรู้ฝ่ายผิดฝ่ายถูกไปโดยลำดับของการศึกษาด้วยความใฝ่ใจนะ ไม่ใช่ศึกษาเพียงอย่างทุกวันนี้ กิเลสมันก็หลอกเข้าไปเพื่อเอาชั้นเอาภูมิ เอายศถาบรรดาศักดิ์ มันก็หลอกไป ล้วนแต่เป็นโลกล้วน ๆ ยศถาบรรดาศักดิ์ของธรรมไม่ได้พูดถึง คือกิเลสไม่ให้พูดถึงเลย มีแต่เรื่องของโลกไปล้วน ๆ โลกคือกิเลสนั้นแหละ โลกของกิเลส โลกที่มีธรรมแทรกก็โลกของธรรม มีอยู่ด้วยกัน

         เพราะฉะนั้นคนเราถ้าอยากเป็นคนดีต้องมีการฝึกตัวเองเสมอ อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว ตั้งแต่เด็กแต่เล็กปล่อยไปเท่าไรก็ยิ่งกล้ายิ่งแข็งทางชั่วเข้าไปเรื่อยๆ ทางด้านอรรถธรรมอบรมศึกษาเข้าไปเท่าไรก็ยิ่งแก้ไขเรื่อย ๆ ต่อไปก็เป็นคนดีไป อย่างนั้นละ จึงต้องมีทั้งทางโลกทางธรรม เพราะในจิตนี้มันมีอยู่ด้วยกันอย่างนั้น จึงต้องนำเอาอันนี้ออกมาแสดงสอนตัวเอง ไม่สอนไม่ได้ กิเลสมาลากออกไปทางต่ำ ธรรมะฉุดลากขึ้น

ที่ว่ายศของโลก ศักดิ์ศรีของโลก ศักดิ์ศรีของธรรม ก็มีเหมือนกัน แต่ผิดกัน ศักดิ์ศรีของธรรมโดยแท้แล้วจะมีแต่ความสงบร่มเย็น ไม่ตื่นเต้นเหมือนทางกิเลส ทางกิเลสอะไรเป็นขึ้นมาแล้วว่าเป็นความดีไปหมดเลย ไม่ได้คิดว่ามีชั่วอยู่ในนั้นไปด้วย แล้วก็เป็นความชั่วมากไปโดยลำดับ ไม่คิด เรื่องของโลกกิเลสเป็นอย่างงั้น เรื่องของโลกก็หมายความว่ามีธาตุ มีขันธ์ มีธรรม มีจิตใจ แล้วก็ธรรมแทรกอยู่นั้น เรียกว่าโลกของธรรม ธรรมแทรกอยู่ในโลกสมมุตินี้แหละ คอยดัดแปลงแก้ไข นี่ละมีอยู่สองอย่าง จำไว้ให้ดีนะ อยู่ในใจของเราทุกคนแต่มันไม่รู้ตัว ฝ่ายชั่วจึงออกได้เร็วกว่า ฝ่ายดีไม่ค่อยออกถ้าไม่มีผู้แนะนำ ถ้ามีผู้แนะนำก็ออก

         เว้นผู้ที่มีอุปนิสัย ถึงอย่างนั้นยังหลวมตัวไปได้ อย่างพระอังคุลิมาล เห็นไหมนั่น ยังหลวมตัวไปได้ เกือบจะเสียคน อังคุลิมาลอุปนิสัยสามารถจะเป็นพระอรหันต์อยู่แล้วเต็มที่เลย ยังถูกหลอกถูกต้ม อย่างนี้ละอย่างครูนักเรียนอย่างนี้ นักเรียนไปเรียนกับครูกับอาจารย์ แล้วมีด้วยกันหลายคน นักเรียนคนดีก็มีเพื่อน นักเรียนคนชั่วก็มีเพื่อน มีอยู่ด้วยกัน ถ้าคนหนึ่งทำดีคนที่ทำชั่วก็อิจฉาบังเบียดเข้าไป แล้วหาเรื่องยุแหย่ก่อกวนเข้าไป ดีไม่ดีก็นำเรื่องราวของคนที่เขาดีนั้นละ ไปปั้นขึ้นเป็นเรื่องไม่ดีไม่งาม ไปฟ้องร้องครูอาจารย์ ครูอาจารย์ถ้าหูเบาก็เสียได้ เด็กดีก็กลายเป็นเด็กเสียไปได้ อันนี้สำคัญมากนะ

         ครูคนหนึ่ง ๆ ต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณาด้วยดี ไม่พิจารณาไม่ได้ เด็กจะหลอกต้มครูอาจารย์ แล้วให้เด็กเสียคนทั้งครูอาจารย์ไปด้วยก็ได้ อย่างที่พูดมานี้ละ อย่าง อังคุลิมาล เรียนวิชากับครูอาจารย์เดียวกัน มีลูกศิษย์ลูกหาหลายคน ลูกศิษย์ที่โกโรโกโสไม่ดีมีอยู่เยอะในนั้น ผู้ดีก็มีแต่มีน้อย เช่น อังคุลิมาลเป็นเด็กดี ถึงขนาดอาจารย์รัก เมื่อรักแล้วก็ต้องมีการออกเปิดเผยบ้างตามกิริยาที่ไว้วางใจต่อกันคนเรา แสดงออกมาประหนึ่งว่าเป็นความรักความชอบใจ ใช้สอยบ่อย ๆ ไปนั้นมานี้ ด้วยความไว้วางใจของครูของอาจารย์ เด็กเกเรมันก็อิจฉาพยาบาท อาจารย์ไม่เห็นรักเรา ไม่เห็นใช้สอยเรา ไม่เห็นแสดงความไว้วางใจต่อเรา ก็หาอุบายยุแหย่ที่นี่นะ เพื่อจะทำเด็กดีให้เสีย ให้ความรู้สึกของครูของอาจารย์นั้นเขวไปทางเสียหมด

         อย่างเด็กคนที่ว่านี้ เด็กคนนี้เป็นเด็กดี มีอุปนิสัยแล้วเต็มภูมิที่จะเป็นพระอรหันต์ เวลามีลูกศิษย์ลูกหาหลายคนเข้ามา มันก็จับกลุ่มกันละซี จับมือกัน กระซิบกระซาบกัน แต่งอุบายหลอกลวงออกมา แล้วก็ไปฟ้องอาจารย์ว่าเด็กคนนี้ไม่ดี คนนั้นก็ว่าเด็กคนนี้ไม่ดี คนนั้นว่าเด็กคนนี้ไม่ดี อาจารย์ก็ฟังแล้วหนาหูเข้าเรื่อย ๆ นั่นละเด็กไม่ดีมันเสี้ยมสอนได้อย่างชัดเจน อย่างเปิดเผยนะ มันสอนครูมันนั่นแหละ คนนั้นมาพูดก็พูดแบบนี้เป็นความเสียหายอย่างเดียวกัน คนนั้นมาพูด เด็กเสี้ยมสอนกันเรียบร้อยแล้ว ต่างคนต่างได้อุบายต่าง ๆ มายุมาแหย่ครูอาจารย์ ครูอาจารย์คนเดียวไม่ทราบหูจะหมุนไปทางไหนบ้างซิ หูที่ไหลเข้ามาแห่งความชั่วมีมากกว่าหูที่จะไหลเข้ามาแห่งความดี คนดี

         สุดท้ายอาจารย์ก็เลยเสียไปด้วยนะ จึงต้องแต่กลอุบายขึ้นมา เอ้อ ถ้างั้นเราจะจัดการกับมันเด็กคนนี้มันไม่ดี นี่เห็นไหมล่ะ เรียกเด็กคนนั้นมา ฉันจะประสิทธิ์ประสาทวิชาที่เลิศเลอให้ แต่ก่อนที่จะมาได้วิชาอันเลิศเลอจากเรานี้ ต้องไปฆ่าคนเสียก่อน ฆ่าคนหนึ่งเอาเล็บมือมาแขวนคอ สองคนสองเล็บ สามคนสามเล็บ ถ้าฆ่าคนได้พันคนได้เล็บมือหนึ่งพันเล็บมาแล้ว จึงมาศึกษาวิชาที่เลิศเลอจากเรา เราจะให้เธอเป็นกรณีพิเศษ นี่ละอาจารย์หลงกลเด็กทั้งหลายที่เป็นลูกศิษย์ แล้วก็มีทำลายเด็กที่ดี หลงไปแล้ว ลืมไปแล้ว เห็นไปตามเด็กชั่วเสียทั้งหมดเลย

         ที่ให้ไปฆ่าคนนี้ไม่ใช่อะไรนะ คือหวังจะให้ไปฆ่าเขาแล้วมันคงไม่ถึงพันคนแหละ มันจะถูกเขาฆ่าตาย แล้วมันจะไม่ได้มาเรียนวิชาอะไรจากเรา เด็กชั่วคนนี้ตายไป ก็จะเหลือแต่เด็กดี ๆ นั้นแหละ เข้าใจไหม เด็กดี ๆ ที่รวมหัวกันมาฟ้องอาจารย์ให้จมไปด้วยกัน ทีนี้แทนที่เขาจะมาฆ่ามันก่อน กลับกลัวมันมากขึ้นๆ ร่ำลือว่าอังคุลิมาลโจรขึ้นแล้วที่นี่ ใครก็กลัว ได้ยินชื่อได้ยินเสียงเลยเผ่นหนีเข้าป่าเข้ารกไปหมด ไม่มีใครกล้าฆ่ามัน มันก็สนุกฆ่าคน ฆ่าไปถึง ๙๙๙ คน ได้เล็บมือแขวนคอมา ๙๙๙ เล็บแล้ว ยังเหลืออยู่เล็บเดียว

         พระพุทธเจ้านี่ฝ่ายธรรมฟังซิ พระพุทธเจ้าทรงเล็งญาณดูสัตวโลก พอดีวันนั้นไปโดนปึ๋งเข้ากับ อังคุลิมาลโจร กำลังฆ่าคนได้ ๙๙๙ คน วันพรุ่งนี้ก็จะฆ่าแม่ตัวเอง โดยไม่ได้คำนึงว่านั้นคือแม่ นี้คือพ่อ นั้นคือคนดิบดี คือครูอาจารย์เลย ฆ่าได้ทั้งนั้น วันพรุ่งนี้แม่ก็จะมา พอมาแล้ว เด็กคนนี้จะไม่ได้คำนึงคำว่าพ่อว่าแม่ จะคำนึงแต่เล็บที่พัน ได้คำรบพันแล้วจะได้มารับวิชาที่เลิศเลอจากอาจารย์ พอดีพระองค์ทรงเล็งญาณดู แล้วอุปนิสัยปัจจัยก็จะเป็นพระอรหันต์ด้วย นี่ฆ่าคนในวันพรุ่งนี้เป็นแม่ด้วย ฆ่าแม่นี้เท่ากันกับถอนต้นไม้ขึ้นทั้งรากแก้ว รากฝอย พรวดหมดเลย กิ่งก้านสาขาดอกใบจะสดสวยงดงามขนาดไหนก็ฉิบหายไปตาม ๆ กัน เพราะถูกถอดถอนรากแก้วรากฝอยขึ้นทั้งต้นหมดแล้ว ไม้ต้นนั้นตายหมดเลย อุปนิสัยของอังคุลิมาลที่สร้างไว้แล้วเต็มตัว ถ้าว่าต้นไม้ก็ทั้งรากแก้วรากฝอยเขียวชอุ่มเต็มที่แล้ว วันพรุ่งนี้แม่มา พอฆ่าแม่เท่านั้น ก็เท่ากับถอนต้นไม้ต้นนั้นขึ้นทั้งรากหมดเลย ภูมิอุปนิสัยปัจจัยที่จะเป็นพระอรหันต์ขาดสะบั้นลงเลยทันที

พระองค์ทรงทราบจึงได้เสด็จไปโปรดละซิ เสด็จไปก็เข้าไปหาเลยเทียว อังคุลิมาลเห็นพระพุทธเจ้ามันว่าพระพุทธเจ้าเมื่อไร มันจะฆ่าเอาเล็บ มันวิ่งใส่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็วิ่ง มันก็ห้ามว่าอย่าวิ่ง มันบอกว่าหยุดๆ พระองค์ก็รับสั่งว่าเราหยุดแล้ว หยุดแล้วทำไมวิ่งอยู่ เราหยุดจากการทำบาปทำกรรมทั้งหลาย ส่วนร่างกายมีความเคลื่อนไหวได้เป็นธรรมดาเพราะไม่ใช่คนตาย ส่วนบาปกรรมทั้งหลายเรางดเว้นโดยเด็ดขาดไม่มีอะไรเหลือติดตัวเราแล้ว ยังเหลือแต่เธอคนเดียวนี่กำลังวิ่งฆ่าคนอยู่เดี๋ยวนี้ เวลานี้ก็กำลังจะฆ่าเรา เธอทำบาปทำกรรมไม่หยุด เธอจะลงนรกตกนรกทั้งเป็นในเร็วๆ นี้ สะดุดใจกึ๊กเลย นั่นเห็นไหมคนมีอุปนิสัย

ว่าพระพุทธเจ้าทั้งๆ ที่วิ่งอยู่บอกให้หยุด ก็บอกว่าเราหยุดแล้ว ครั้นถามว่าหยุดอะไร หยุดการสร้างบาปสร้างกรรม เราหยุดแล้วเราไม่ทำบาปทำกรรม ไม่เหมือนเธอกำลังวิ่งตาลีตาลานฆ่าผู้ฆ่าคนไม่รู้จักสูงจักต่ำอยู่เวลานี้ ซึ่งกำลังจะล่มจมลงในนรกเร็วๆ นี้ สะดุดใจกึ๊กทิ้งดาบ ยอมรับพระพุทธเจ้าขอกราบ พระพุทธเจ้าเล็งทั้งจิตด้วย ดูหัวใจด้วย ดูทั้งอากัปกิริยาภายนอกด้วย เมื่อลงใจแล้วพระองค์ก็ประทับอยู่ที่นั่น สั่งสอนเธอ เข้าไปก็สั่งสอนเรื่องราวเป็นยังไง ได้สำเร็จอรหัตภูมิในเวลานั้นเลย นี่เพราะอำนาจแห่งการเชื่อคนชั่วมันทำความเสียหายแก่เราได้อย่างนี้

พอเป็นพระอรหันต์เรียบร้อยแล้ว ถึงอย่างนั้นกรรมเหล่านี้ยังพัวพันอยู่นะ หากเข้ามาเกี่ยวได้ภายนอก ไม่สามารถเข้ามาถึงใจได้ ไปที่ไหนมีลักษณะหลอกๆ หลอนๆ ที่จะฆ่าจะฟันอยู่อย่างนั้น นี่กรรมของคนจำนวนมาก ทีนี้ก็มีปัญหาขึ้นมาหลังจากอังคุลิมาลฆ่าคนแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นบาปเป็นกรรม แต่นี้พระอังคุลิมาลฆ่าคนถึง ๙๙๙ คน จะเป็นบาปเป็นกรรมขนาดไหน แล้วทำไมอังคุลิมาลยังบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ล่ะ ว่าเป็นบาปเป็นกรรมแล้วพระอังคุลิมาลจะสำเร็จพระอรหันต์ได้ยังไง ก็เท่ากับว่าบาปไม่มีความหมาย ฆ่าสัตว์ไม่มีความหมาย พระอังคุลิมาลฆ่าคน ๙๙๙ คนยังมีความหมายเต็มตัวอยู่ ได้สำเร็จอรหันต์ การฆ่าคนจึงไม่เห็นมีความหมาย ไม่เป็นบาปเป็นกรรม ทำให้สัตว์เป็นมิจฉาทิฐิขึ้นมากมาย

ก็ทรงแสดงถึงเรื่องกรรมอันนี้เป็นข้อเปรียบเทียบที่มีน้ำหนักเบาต่างกัน ฆ่าคนแต่ละคนๆ กับถอดถอนต้นไม้ทั้งต้นทั้งรากแก้วรากฝอยนั้นมันต่างกัน คือตัดกิ่งต้นไม้ต้นนั้นแหละ ตัดกิ่งนั้นก้านนี้ใบนั้นใบนี้ จะมากขนาดไหนก็ไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้ต้นไม้นั้นตายได้ แต่ถ้าถอนต้นไม้นั้นพรวดขึ้นมาหมดแล้ว กิ่งก้านสาขาดอกใบพร้อมทั้งต้นลำของมันตายฉิบหายไปด้วยกันหมด น้ำหนักมันอยู่ที่ต้นลำของต้นไม้ ไม่ได้อยู่ที่กิ่งไม้ อันนี้กิ่งก้านสาขาดอกใบที่ทำเป็นบาปเป็นกรรมไม่มากนัก ก็คือคนทั่วๆ ไป เหมือนกับกิ่งไม้ใบไม้ตัดไปเท่าไรมันก็ขาดไปแต่ไม่ตาย เพราะต้นลำยังอยู่ ยังทรงความหนาแน่นมั่นคงได้อยู่ สามารถที่จะผลิดอกออกใบได้ นอกจากถอนต้นขึ้นเสียแล้วตายหมดด้วยกัน

อันนี้พระอังคุลิมาลเธอไม่ได้ถอนรากแก้วรากฝอยขึ้นมา พระอังคุลิมาลไม่ได้ฆ่าพ่อฆ่าแม่ นี่คือต้นลำอันใหญ่หลวง ถ้าฆ่าแม่เสียหรือฆ่าพ่อคนใดคนหนึ่งแล้ว พระอังคุลิมาลก็เท่ากับถอนรากแก้วรากฝอยแห่งอุปนิสัยปัจจัยที่จะให้เป็นพระอรหันต์นั้น ขาดสะบั้นลงไป จมลงในนรกทันทีทันใด นี่ข้อเปรียบเทียบฟังซิ สัตว์มีหลายประเภทท่านก็บอกไว้แล้ว สัตว์ประเภทที่มีบุญมีคุณหนักเบามากน้อยต่างกัน ถึงขั้นอนันตริยกรรมก็มี อย่างฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายพระพุทธเจ้า เหล่านี้เป็นกรรมที่หนักมากที่สุด ใครทำลงไปมีอุปนิสัยมาเท่าไรขาดสะบั้นหมด ถ้าลงทำอนันตริยกรรมใน ๕ อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่าอุปนิสัยนี้ขาดสะบั้น อย่างอื่นเป็นบาปเป็นกรรม ก็เหมือนเราตัดกิ่งโน้นก้านนี้ของต้นไม้ เป็นๆ จริงแต่ไม่ถึงกับให้ขาดสะบั้นลงไปเหมือนถอนต้นลำของต้นไม้ซึ่งตายไปหมดทั้งต้น นี่เรายกเป็นข้อเปรียบเทียบให้ฟัง

บรรดาพวกนักเรียนก็มีหลายผู้หลายคน ให้พากันปฏิบัติตัวให้ดี คนใดดีให้ถือเป็นคติตัวอย่าง อย่าไปทำตัวเป็นข้าศึกต่อคนดี แล้วเสี้ยมสอนจับมือกันให้มีกำลังมากๆ เพื่อไปทำลายคนดี นี่เท่ากับทำลายคนมากๆ คือตัวเราเองที่ชั่วช้าลามกกับเพื่อนฝูงให้ล่มจมฉิบหายไปด้วยกัน ไม่มีอะไรดีเลย ถ้าคนใดดีให้ถือมาเป็นคติตัวอย่าง อย่าไปคัดไปค้านต้านทาน อย่าไปหาอุบายวิธีการก่อกรรมก่อเวรใส่กันอย่างไม่เป็นท่าอย่างนั้น ด้วยการอิจฉาพยาบาทกันให้เกิดความเสียหาย คนดีก็กลายเป็นคนเสียได้ ให้พากันจดจำ ผู้ใดดีให้ถือมาเป็นคติตัวอย่าง ผู้ใดไม่ดีไม่ควรคบค้าสมาคมอย่าไปคบ ไม่ให้เสียมารยาทก็ให้มีมารยาท การคบการงดเว้นหลีกเลี่ยงกับคนประเภทเหล่านี้ ให้พากันระมัดระวัง

แล้วให้ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียน อย่ามีแต่ความเตร็ดเตร่เร่ร่อน เห็นแก่เล่นแก่กินแก่เพลิดเพลินเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่าหลักหรือโครงการของเราที่ตั้งหน้าตั้งตามาศึกษาเล่าเรียน จะเสียคนไปทีเดียว ต้องให้ระมัดระวัง ไปศึกษาเล่าเรียนถึงเวลาเรียนให้เรียนจริงจัง บังคับจิตใจตนไว้ให้ดี เรื่องกิเลสตัณหามันจะเป็นน้ำล้นฝั่งตลอดเวลา จะไม่มีเวลาบกบาง นอกจากธรรมคือข้อบังคับอันดีงามของเราบีบบังคับเอาไว้ไม่ให้มันล้นฝั่งออกไป เราจะค่อยเป็นคนดีเรื่อยๆ วันนี้ก็ฝึก วันหน้าก็ฝึก วันนี้ก็บังคับความชั่วของตัวเอง วันหน้าก็บังคับความชั่วคิดชั่วพูดชั่วของตัวเองไม่ให้มันแสดงออก ด้วยอำนาจแห่งธรรมนี้เป็นเครื่องบังคับเอาไว้ แล้วต่อไปความชั่วนั้นมันคิดออกแง่ใดมุมใด ความดีนี้จะระงับดับมันได้ทันๆ ต่อไปก็เป็นคนดีเด็กดี

ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียนแล้วก็เกิดผลเกิดประโยชน์ ได้ความรู้วิชามาจากความเป็นคนดีของเรา ไปสอนคนอื่นก็ค่อยดีไปตามๆ กัน ถ้าได้หลักวิชามาแบบโจรแบบมาร เวลาไปเป็นเจ้าเป็นนาย ก็จะไปเป็นโจรเป็นมาร เป็นมหาโจรมหามารกัดตับกัดปอดประชาชนให้เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า อย่างนี้ไม่ใช่ของดี อย่าพากันไปศึกษา อย่าพากันพอใจในหลักวิชาและความประพฤติอย่างที่ว่าเลวร้ายนี่อย่าทำ ให้พากันงดเว้นเสียทุกสิ่งทุกอย่างในบรรดาสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงาม

วันนี้เราก็ดีเพราะการฝึกของเรา ฝึกเพื่อความดีของเรา วันหน้าเราก็เป็นคนดีเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะการฝึกเพื่อความดีของเรา ต่อไปความดีของเราก็ชินต่อจิตใจแล้วปฏิบัติได้ง่าย ความชั่วก็ไม่รุนแรงเพราะเราไม่ได้โอนอ่อนไปกับมัน ความดีแข็งขึ้นเราก็เป็นคนดี เวลาใหญ่โตขึ้นมาทำหน้าที่การงานก็ไม่ละความเป็นคนดี ให้ลูกหลานทั้งหลายจำกันเอาไว้นะถ้าไม่งั้นเสีย

คนเราที่จะเป็นคนดีต้องได้ฝึกเพื่อความดีเสมอ ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็ดี แม้แต่วัตถุต่างๆ เช่น ต้นไม้แร่ธาตุต่างๆ นี้มันดีในแร่ธาตุของมัน แต่เมื่อไม่มีใครมาดัดแปลงให้เป็นผลเป็นประโยชน์ แร่ธาตุต่างๆ ต้นไม้แม้จะเป็นไม้เนื้อแข็งก็มีแต่ชื่อไม้เนื้อแข็ง แต่ความดีที่จะเกิดขึ้นจากไม้นั้นไม่มี เพราะไม่มีผู้ดัดแปลงให้เกิดผลประโยชน์เท่าที่ควรแก่คุณภาพของมัน เช่น ไม้ตะเคียนเป็นไม้ดี เราไม่มีปัญญาที่จะทำให้ดี มันก็มีแต่ชื่อ แล้วก็ล้มตายฉิบหายไปเหมือนกับไม้ทั้งหลายนั้นแล ถ้ามีความฉลาดเอาไม้ที่เป็นเนื้อดีมาทำประโยชน์ มันก็ทรงคุณภาพเต็มสัดเต็มส่วนของมัน และเต็มสัดเต็มส่วนของนายช่างที่มีความฉลาดดัดแปลงมัน

คนเราก็เหมือนกัน มีแต่ว่าดีเฉยๆ เกิดมาจากสกุลนั้นสกุลนี้ เอาสกุลมาอวดไม่ได้นะ ต้องเอาความดีมาอวด เกิดมาในสกุลใด ธรรมท่านสอนเพื่อความเป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น ให้ดัดแปลงแก้ไขตนให้เป็นคนดี เกิดมาในสกุลใดก็ตาม บ้านใดเมืองใด เป็นคนดีด้วยกันได้ทั้งนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่กับฐานกับสกุลโดยถ่ายเดียวนะ มันขึ้นอยู่กับการฝึกฝนอบรมตัวของเราเพื่อความเป็นคนดี มันดีอยู่ตรงนี้ ให้พากันจดจำเอานะ

อย่างศาสนาพุทธของเราที่นำมาสอนโลกให้กระเทือนอยู่เวลานี้ พระพุทธเจ้าทรงฝึกหัดพระองค์ขนาดไหนเราก็เห็นแล้วในตำรับตำราประวัติของพระพุทธเจ้า ถึงได้เป็นพระพุทธเจ้า มีแต่การฝึกฝนอบรมเพื่อความเป็นคนดีและเป็นศาสดาสอนโลก จนได้สมความมุ่งหมายของพระองค์ เป็นศาสดาขึ้นมาจนได้ นี่ละการฝึกอบรมอย่ามองข้ามไป อยากได้ดีแต่ทำแต่ความชั่ว ดีไม่ได้นะ การอยากดีนั้นอยากดีทุกคน แต่หักห้ามความกระทำต่ำทรามของตนไม่ได้ มันก็เป็นคนชั่วทั้งๆ ที่อยากเป็นคนดีนั้นแล ถ้าเราต้องการอยากเป็นคนดี ฝึกฝนอบรมตนให้เป็นคนดีด้วย แล้วก็จะดีสมมักสมหมายไปโดยลำดับ อย่างพระพุทธเจ้าก็เป็นศาสดาของโลกเพราะการฝึกทรมาน บรรดาสาวกทั้งหลายที่เรากล่าวถึง สรณํ คจฺฉามิ ท่านรอดเป็นรอดตายกันมา ผู้ที่ได้สำเร็จอย่างรวดเร็วมีน้อยมาก ผู้ที่ตะเกียกตะกายล้มลุกคลุกคลานจะเป็นจะตายจะไปจะอยู่มีมาก แต่เมื่อฝึกฝนอบรมไม่หยุดไม่ถอย เป็น สรณํ คจฺฉามิ ของเราได้ด้วยกัน ให้พากันจดจำ

ไม่ว่าใครจะเป็นคนมีคนจน อย่าไปดูถูกเหยียดหยามกันในฐานะว่าเป็นคนมีคนจน เกิดมาจากท้องแม่เหมือนกันหมดนั่นแหละ เกิดมาแล้วก็ได้รับการอบรมเสี้ยมสอนในทางที่ดี เรามีแก่ใจที่จะฟังการอบรมและปฏิบัติตัวเองไปตามคำสั่งสอนนั้นแล้ว ก็จะกลายเป็นคนดีไปด้วยกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติชั้นวรรณะอะไร ท้องแม่เป็นสถานที่เกิด เกิดขึ้นมาแล้วได้รับการศึกษาเพื่อความเป็นคนดี มันก็ดีขึ้นมาได้คนเรา ให้เอาจุดนี้นะ อย่ายกชาติชั้นวรรณะมาดูถูกเหยียดหยามกัน ซึ่งหาประโยชน์อะไรไม่ได้เลย คนๆ นั้นเรียกว่าคนเย่อหยิ่งจองหอง ไปที่ไหนไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม เพราะดูถูกเหยียดหยามคนด้วยกัน เขาเป็นคนฐานะใด ก็พ่อแม่ของเขาเลี้ยงเขามา เราไม่ได้เลี้ยงเขามาไปดูถูกเหยียดหยามเขาหาประโยชน์อะไร เราเป็นนักโทษ สั่งสมตั้งแต่โทษแต่กรรม หาดูถูกเหยียดหยามย่ำยีคนอื่นไม่ดีเลย อย่าพากันดูถูกเหยียดหยามกัน

อย่างที่เรามาหาศึกษากับครูนี้ก็คือ ความรู้ของเรายังไม่มี ยอมรับผู้ใหญ่ที่เป็นครูของเราว่าเป็นครูเป็นอาจารย์ปฏิบัติตามท่าน เราก็ค่อยเป็นคนดีไป ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้เป็นครู แต่พ่อของเราเป็นอาจารย์ใหญ่อย่างนี้ จะเอาอาจารย์ใหญ่มาอวดครูไม่ได้นะ เอาพ่อของเรามาอวดครูไม่ได้ ครูเป็นผู้สอน พ่อของเราสอนอีกแบบหนึ่งๆ มันคนละแบบนะ ให้ยกไว้คนละแผนกๆ พากันจำเอานะลูกหลาน เอาเท่านั้นละวันนี้ไม่เทศน์มาก ให้พากันจดจำ เราสอน หลวงตาก็หลวงตา ป.๓ แล้วมาสอนลูกหลานคนหนึ่งมัธยมไหนก็ไม่รู้ เราก็เลยอายที่จะสอน เพราะฉะนั้นถึงหยุดละ มากกว่านี้มันขายตัว ขายขี้หน้าตัวเอง ไปสอนเขามัธยมไหนก็ไม่รู้

ใครเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อว่าเราเรียนจบ ป.๓ ถ้าไม่เชื่อก็เราทำอย่างนั้นจริงๆ จะให้เราว่ายังไงอีก ความเชื่อไม่เชื่อมันเป็นเรื่องของเขา ความจริงเป็นของเรา เราก็ทรงความจริงของเราไปอย่างนั้นแล้ว จึงว่าความจริงกับความคาดอะไรๆ ข้างนอกมันต่างกันนะ ความจริงอย่างที่ว่าเรียนจบ ป.๓ ใครจะไปเชื่อ แล้วเวลานี้ยิ่งสอนคนทั่วโลกอีกด้วย ป.๓ อะไรไปสอนคนอย่างนั้น โห อันนั้นไม่ใช่ ป.๓ เข้าใจไหม มันเป็นอีกแบบหนึ่ง ก็ต้องแยกอย่างนั้นซี เวลาเรียนหนังสือ ป.๓ นี้ไม่ได้ไปสอนคนนี่นะ ออกจากนั้นแล้วไปไหนก็ได้นี่ สอนคนก็ได้ สอนกระทั่งไอ้ปุ๊กกี้ สอนมันไม่ฟัง มันอยากเข้าครัวกับไอ้หยอง สองตัวนี้ดื้อสอนไม่ฟัง พวกเหล่านี้ไม่ดื้อนะ ไล่เข้ากรงก็เข้า ไอ้สองตัวมันดื้อ ตอนเย็นยังต้องมาส่งกันยุ่งไปหมด เห็นไหม กลับได้ละลูกหลานเอ๊ย พากันกลับได้แล้วที่นี่ ไม่สอนอะไรอีกแหละ วันนี้สอนจบ ป.๓ ป.๔ ไม่มีพากันกลับ

(พ่อแม่ครูอาจารย์ ก็เอา ป.๔ สอน) ไปถามเขาซิ เขาเป็นครู ป.๔ ก็เราไม่ได้เป็นครู ป.๔ มาถามเราหาอะไร ถามอย่างนี้ อยากใกล้เข้าไปหาอันนั้นนะเรารู้ ถามหา ป.๔ ถาม ปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ อยากถามไปตรงนั้นเราก็รู้ ปฏิสัมภิทาญาณ คือ ความแตกฉานในความรู้ อันนี้ก็เป็นประเภท ๆ นะไม่ได้เหมือนกัน ถึงเป็นพระอรหันต์เหมือนกันก็ตาม สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต เป็นขั้น ๆ ไป

สุกขวิปัสสโก ยกตัวอย่าง อย่างทุกวันนี้ก็เห็นได้ชัดอย่างท่านสิงห์ทอง ท่านก็มาพูดตรงไปตรงมาในฐานะที่ว่า เป็นอาวุโส ภันเต หรือเราเป็นอาจารย์ท่าน ท่านก็พูดเป็นความถ่อมเนื้อถ่อมตัวเป็นธรรมดา เราก็รู้ จะออกมาแง่ไหนมันรู้ทั้งนั้นแหละ บอกว่าเวลาปฏิบัติไป ๆ พิจารณาไป ๆ หายเงียบไปเลย แล้วจะให้มีข้อสงสัยอะไรไม่มีเลย บอกว่าไม่ได้มีขณะอะไร ๆ ว่าระยะนั้นระยะนี้ อิริยาบถนั้นอิริยาบถนี้ หรือเวลานั้นเวลานี้ไม่มีเลย ค่อยหมดไปๆ หมดไปเลย ท่านก็เล่าให้ฟัง ทีนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเลยหมดไปไม่มีอะไรสงสัยเลยท่านว่า ที่อยากจะศึกษาอะไรอีกมันก็หมด หมดทุกอย่างท่านว่า สงสัยตัวเองก็ไม่มีว่างั้นนะ ท่านก็เล่าให้ฟังถึงเรื่องผลเป็นอย่างนั้น ๆ เรื่องผลเข้ากันได้สนิท มันก็ผิดกันอยู่ที่ขณะเท่านั้น ขณะที่มันเป็น

เช่นอย่างพระอานนท์ ขณะสำเร็จกำลังเอนจะลงหมอน สำเร็จ สำเร็จในขณะนั้น บอกขณะขึ้นมาอย่างนี้เป็นต้นนะ เรียกว่าขณะ สำเร็จเมื่อไร ๆ ก็บอกขณะ แต่ สุกขวิปัสสโก นี้หมายถึงว่า รู้อย่างสงบเงียบไปเลย ทีนี้ในปริยัติท่านว่ารู้อย่างแห้งแล้ง เราฟังไม่ได้เลย แห้งแล้งอะไร อุ๊ย ฟังไม่ได้นะ อย่างนั้นละถ้ามีแต่เรียนไม่มีภาคปฏิบัติประกอบมันจะไม่เข้าใจนะ รู้อย่างแห้งแล้ง โห เป็นยังไงเป็นอย่างนั้น นี่ละปริยัติท่านทั้งหลาย เราก็เรียนมาก็เห็น แต่เราก็ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่สนใจอะไรมากนัก แต่เวลาออกปฏิบัติซิมันสะท้อนกลับมาเลยมาดูถูกคำนี้จนได้ ดูถูกอย่างไม่สะทกสะท้านเสียด้วยนะ แห้งแล้งอะไร

(ที่ว่า พระอรหันต์สุกขวิปัสสโก เทศน์ไม่ได้สอนไม่เป็นอะไรอย่างนี้ก็ไม่จริง แต่อาจารย์สิงห์ทองท่านเทศน์เก่ง )

หลวงตา ไหนท่านว่าตรงไหนว่าเทศน์ไม่ได้สอนไม่เป็น ไม่ได้ก็ไม่ได้พิสดารกว้างขวางเท่านั้น ถ้าสอนธรรมดาอย่างนี้ทำไมจะพูดไม่ได้สอนไม่ได้วะ ตั้งแต่เรา ป.๓ ยังสอนลูกศิษย์ได้วะ จะว่ายังไง คือการศึกษาเล่าเรียนนี้มันเป็นการจดการจำมันมีคาดมีเดาไปในตัวของมัน แฝงกันไปนั่นแหละ มีด้นมีเดามีคาดมีคะเนไปตาม ๆ กัน นี่การเรียนเป็นอย่างนั้นนะ เรียนมาก็อ่านไปฟังไป ๆ มันลอย ๆ เพราะเราไม่มีหลักก็อาศัยอันนั้น ทีนี้อาศัยอันนั้นไม่ทราบท่านพูดเป็นประการใด ของเราผู้เรียนนี้มันลอย มันก็เลยลอยไปตาม นี่เวลาเรียน นู่น เวลาออกปฏิบัติมันถึงวิ่งย้อนกลับมา เช่น อย่าง เอหิปสฺสิโก เราเคยคิดเมื่อไหร่ เอหิปสฺสิโก ในบทธรรมคุณใช่ไหมล่ะ สนฺทิฏฺฐิโก ก็ไม่สงสัย ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเอง อกาลิโก ไม่มีกาล มีสถานที่เวล่ำเวลามาทำลายได้ สำหรับผู้ปฏิบัติเป็นผลไปตลอด ก็ไม่สงสัยพอ เอหิปสฺสิโก นี้ทางปริยัติก็ต้องแปลอย่างนั้น ไม่แปลอย่างนั้นไม่ได้ เอ้า หลักปริยัติเราก็เรียนมาเหมือนกันที่เราจะค้านท่านอย่างนี้เราก็ค้านไม่ได้ นี่ท่านแปลตามปริยัติ เอหิปสฺสิโก สามารถที่จะเรียกร้องคนอื่นให้มาดูได้ว่าธรรมของจริง นี่ปริยัตินะ คือ เอหิ นั่นมันบังคับ ให้เรียกเข้ามาดูได้ เราก็เรียนมาแบบเดียวกันๆ สามารถเรียกร้องคนอื่นมาดูได้ นี่ภาคปริยัติ

แต่พอภาคปฏิบัติไม่เป็นอย่างนั้น ภาคปริยัติเลยเผิน ๆ ไปเลยนะ ภาคปฏิบัติว่าท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อรู้ธรรมเห็นธรรม จิตใจของท่านให้ย้อนกลับเข้ามาสู่ธรรมที่มีอยู่ในตัวนี้ อริยสัจอยู่ที่นี่ มรรคผลนิพพานอยู่ที่นี่ เอหิ ก็คือ พระธรรมนั่นแหละท่านเตือนเรา เราปฏิบัติธรรม พระธรรมท่านเตือนเรา ให้ย้อนจิตของท่านเข้ามาสู่ที่นี่ดูที่นี่พิจารณาที่นี่ ธรรมของจริงอยู่ที่นี่ความหมายว่าอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าให้ไปเรียกคนนั้นมาดู ธรรมนี้ธรรมของจริง เดี๋ยวเขาจะหาว่าบ้าเข้าใจไหม เออ เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรไปบอกให้เขามาดู มันจะเป็นเรื่อง ท่านอาจารย์สิม วัดถ้ำพระเวส ท่านเป็นโรคไข้มาเลเลีย ทีนี้พอไข้มาลาเรียจางไปแล้วโรคบ้ามันก็แฝงอยู่นั้น มันก็ไม่จางละซิ ลงไปบิณฑบาต แต่ก่อนเขาตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง ตำข้าวอยู่ในบ้านเรือนของเขา ครกกระเดื่องเข้าใจไหม ครกมองฮู้จักบ่

ทีนี้พอท่านสะพายบาตรไป สำเร็จแล้วยัง ถ้าเขาว่าสำเร็จอะไร ที่นี่เอาละนะ ตั้งธรรมมาสน์ขึ้นนั้นเลย ท่านก็สอนเลย โอ๊ย. สอนจนสายก็ไม่มา ไปที่ไหนเป็นอย่างนั้น ทีนี้เขาก็รู้ท่านเรียบร้อยแล้ว พอเจอคนที่ไหน สำเร็จหรือยัง เขาบอกว่าสำเร็จแล้วท่านก็ผ่านไปไม่สอน นี่เห็นไหม นี่เพียงท่านไปหาเขาจนเขาได้สำเร็จท่านก็ดีนะ เข้าใจไหม นี่เรียกร้องคนอื่นให้มาดูมันได้เรื่องอะไร แต่นั้นบ้าไปสอนคนดีก็เป็นอีกแบบหนึ่งนะ ธรรมของจริงเรารู้เราเห็นนี้ เรียกร้องเขามาดูได้ยังไง ไม่ได้ ต้องสอนหลักความจริงให้รู้ให้มันยอมรับเอง นั่น อย่างที่ธรรมท่านสอน เอหิปสฺสิโก ท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อมรรคผลนิพพาน ให้ท่านย้อนจิตสติทุกอย่างเข้ามาสู่ที่นี่ นั่น เอหิ ย้อนเข้ามา พระธรรมสอนเราเอง ให้ย้อนเข้ามา

เวลาปฏิบัติมันเป็นอย่างนั้นนะ ในปริยัติไม่มี แต่เวลาเราปฏิบัติมันเป็นขึ้นมา อ๋อ มันแยกเป็นอย่างนี้เอง ทีนี้อย่างนี้ถนัดกว่าอย่างนั้น  นั่น เห็นไหมล่ะ คือว่าให้ท่านย้อนสติของท่าน ย้อนจิตของท่านเข้ามาอยู่ตรงนี้ อย่าส่งออกไปนอกความหมายว่าอย่างนั้น ทีนี้เวลาเป็นอย่างนั้นมันก็ย้อนเข้ามา มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ อันนี้เลยแน่นหนามั่นคงกว่า อันนั้นดีไม่ดีเขาจะหาว่าบ้าก็ได้ ไปเรียกร้องเขามาดูธรรมของจริง มันบ้าอะไรเขาก็จะว่าเข้าใจไหม อย่างที่พูดถึงเรื่องท่านอาจารย์สิม มันก็เป็นอย่างนั้น เอหิปสฺสิโก ให้มาย้อนจิตสติของตัวเข้ามาสู่ภายในดูตัวเองนี้เหมาะเลย นี่ภาคปฏิบัติไม่มีใครบอกมันหากเป็นของมันขึ้นมา ยอมรับทันทีเลยแล้วแม่นยำกว่านั้น นั่น แม่นยำแน่นอนแล้วรู้ได้จริง ๆ อย่างที่ว่าเมื่อย้อนจิตเข้ามารู้ได้ นั่น มันเป็นอย่างนั้น

( ท่านอาจารย์สุวัจน์ มีขณะเหมือนท่านอาจารย์สิงห์ทองไหมคะ) เอ๊ เราลืมไปแล้วนะ เดี๋ยวนี้แก่ไปแล้วลบเลือน แต่ที่เราจำได้ถนัดก็คือว่า ท่านสุวัจน์นี้เหตุที่จะได้สติสตังถึงกับใจหมุนติ้วทะลุไปได้นั้นเพราะธรรมเทศนาของเรา ที่ว่าเทศน์ที่ไหน วัดอโศการามหรืออะไร ท่านได้ฟังเทปกัณฑ์นั้น สะดุดใจกึ๊กทันทีเลย จากนั้นจิตก็หมุนติ้วเลยกัณฑ์นี้แหละ แล้วก็หมุนไปใหญ่เลย เพราะฉะนั้นท่านถึงได้เคารพเรามากนะ คราวหลังมานี้รู้สึกเคารพมาก เรารู้ทันทีเลยกิริยาที่กระด้างกระเดื่องเราก็รู้ ท่านสุวัจน์เจอเราทีแรกกระด้างกระเดื่อง โอ๋ย.อย่ามากระด้างกระเดื่องใส่พ่อมึงนะ เราไม่พูดเฉย ๆ เรารู้นะ เพราะแย็บออกมันรู้แล้วนี่ มองเห็นเราสนิทกับท่านอาจารย์ฝั้นทีแรกนะ มาเห็นเราดูลักษณะกระด้างกระเดื่องหรืออยากจะอย่างนี้บ้างก็ไม่รู้นะ โอ๊ย.อย่ามาทำใส่พ่อมึงเถอะน่ะ ก็ทางนี้มันรู้พอแล้วนี่จะว่ายังไง บทเวลาท่านไปโดนเอาเทปกัณฑ์นี้แหละท่านว่า โอ๊ย.สะเทือนปึ๋งเลยหมุนติ้วเลยตั้งแต่บัดนั้นมา เอาจนกระทั่งไม่หยุดไม่ถอยจนพุ่งไปได้เลย จับเงื่อนนี้ได้ว่างั้น

นี่ท่านสุวัจน์พูดเอง ตั้งแต่นั้นมาเห็นเรานี้เหมือนผ้าพับไว้เลยเราก็รู้ แน่ะ ก็อย่างนั้นแหละ ลักษณะอะไรแสดงออกมามันรู้นอกจากพูดหาอะไร แน่ะ เท่านั้นเอง ควรพูดไม่ควรมันก็รู้เองคนเรา ท่านสุวัจน์นี้ลงสุดขีดกับเรา ตั้งแต่นั้นมาแล้วลง แต่ก่อนมีลักษณะอันหนึ่งถือดอกไม้อันหนึ่งถือมีดจะฟันคอเรา เรารู้มาตั้งแต่โน้นแล้วแต่เราไม่สนใจ เป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเราใช่ไหมล่ะ เพียงแต่รับทราบ ๆ ผ่านเท่านั้น ที่จะไปยึดไปถือยึดหาอะไร แน่ะ ถ้าพอแล้วยึดอะไร ก็เท่านั้นเอง ไปละเท่านี้พอ

 

ชมการถ่ายทอดสดทุกวัน   ได้ที่

 www luangta com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก