ขอความปรารถนาจงสำเร็จผล
วันที่ 9 มีนาคม 2546 เวลา 15:00 น. ความยาว 98.19 นาที
สถานที่ : สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตกาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์รับผ้าป่าช่วยชาติ

ณ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตกาฬสินธุ์  .กาฬสินธุ์

เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ขอความปรารถนาจงสำเร็จผล

วันนี้คนมากนะ ต้องขออภัย ถ้าเป็นรถก็รถเก่าคร่ำคร่าเต็มที่แล้ว ถ้าเป็นคนก็คนแก่ ถ้าเป็นพระก็เป็นพระหลวงตาแก่ๆ คร่ำคร่าทุกอย่าง วันนี้ฟังแต่เสียงพูดก็รู้ แล้วการเทศนาว่าการก็ขอเรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบล่วงหน้าไว้ด้วยว่า การเทศนาว่าการเวลานี้วกเวียนหลงหน้าหลงหลังไปแล้วละ ถ้าหากว่ามันตกหล่นขาดไปที่ตรงไหนก็ให้ปล่อยไปเสีย  อันไหนที่พอจับเอาได้ก็กรุณาจับไปเป็นประโยชน์แก่ตน การเทศน์เวลานี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว หลงหน้าหลงหลังวกวนไปมา ได้เรียนให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายทราบไว้ล่วงหน้า เวลาไปเจอเหตุการณ์ในขณะที่ฟังเข้าจะไม่ได้งง เอาละทีนี้ จะเริ่มเทศน์ละ

         วันนี้เป็นวันมหามงคลของพี่น้องชาวกาฬสินธุ์เราและแถวใกล้เคียง นับตั้งแต่กรุงเทพมหานครมานี้จำนวนมากมาย บรรดาศรัทธาผู้รักชาติทั้งหลายที่ได้พร้อมเพรียงสามัคคีกันด้วยความรักชาติ ความเสียสละ ด้วยความสามัคคีซึ่งกันและกันต่อชาติของตน ได้อุตส่าห์พยายามสละเวล่ำเวลาหน้าที่การงานทุกอย่าง บรรดาที่เคยประกอบบำเพ็ญมา  วันนี้ได้ทุ่มเทกำลังวังชาทุกด้าน คือจิตใจก็มุ่งหน้าต่อความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรา  จึงได้ทุ่มเทกำลัง เวล่ำเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างมาสถานที่นี้ด้วยความพร้อมเพรียง

คือ ทางกายทางวาจาทางใจ ทุ่มลงสู่ความรักชาติ ความรักศาสนา ความรักพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหัวใจแห่งชาติไทยทั้งสิ้น รวมลงในสถานที่นี่ คือ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตกาฬสินธุ์ โดยมีนามข้างบนว่า เป็นโครงการช่วยชาติจังหวัดกาฬสินธุ์ ๒๕๔๖ โดยมีท่านประธานคือคุณชัยรัตน์  มาประณีต ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์  รองประธานคือคุณโกวิท บุญเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ริเริ่มโครงการคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุมาลี  จัยสิทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตกาฬสินธุ์  มาเป็นประธานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่บรรดาพี่น้องชาวจังหวัดกาฬสินธุ์และแถวใกล้เคียงของเรา

วันนี้เป็นวันหรือเป็นโอกาสอันดีงามของพี่น้องทั้งหลาย จะได้ยินได้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม จากจิตใจที่เป็นมหากุศลของตนๆ ซึ่งวันนี้มีประชาชนจำนวนมากมาย มองไปที่ไหนเต็มไปด้วยประชาชน  ในเขตนี้ถ้าไม่อายหลวงตาก็อยากตั้งชื่อเสียใหม่ ตั้งฐานะให้สูงขึ้นอีกโดยลำดับ ให้สมที่เราได้มาเห็นพี่น้องทั้งหลายที่เต็มไปด้วยประชาชนผู้รักชาติ สถานที่นี่แต่ก่อนเป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ และต่อจากนี้เราก็อยากจะตั้งขึ้นว่าเป็นมณฑลกาฬสินธุ์  แต่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นจะยกฐานะขึ้นให้เป็นอะไร เป็นเจ้าอะไรมณฑล อันนี้เราจำไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยเข้าใจนัก ให้สมฐานะกับว่าจังหวัดกาฬสินธุ์ของเรานี้ได้กลายเป็นมณฑลกาฬสินธุ์แล้ว

เพราะอำนาจแห่งศรัทธา ความเชื่อความเลื่อมใสในชาติ รักชาติและเลื่อมใสในพุทธศาสนาของตน ด้วยความเต็มตื้นในหัวใจ  จึงขอเลื่อนยศจังหวัดกาฬสินธุ์นี้ให้เป็นมณฑลกาฬสินธุ์ และเลื่อนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นท่านผู้บังคับการมณฑลกาฬสินธุ์  กรุณาทราบ แล้วรองท่านผู้บังคับการมณฑลกาฬสินธุ์ก็คือ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดโดยลำดับ และท่านศาสตราจารย์นั้น  เราก็ขอเลื่อนขึ้นไปอีกว่าเป็นศาสตราจารย์ที่สูงกว่าที่ผ่านมาแล้วขึ้นไปเป็นลำดับ ส่วนหลวงตาบัวนี้มีชื่อมีนามสูงส่งแล้ว คือเป็นดอกเตอร์ก็ได้เป็นมาถึง ๒ ดอกเตอร์แล้ว  ดอกเตอร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นหนึ่ง  ดอกเตอร์มหาวิทยาลัยรามคำแหงหนึ่ง  แล้วก็ดอกเตอร์หลวงตา ป.๓ หนึ่ง  เป็นหลายชั้นนะหลวงตาก็ดี วันนี้ก็คงพอเหมาะสมกัน กับที่เราได้ตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ให้เป็นมณฑลกาฬสินธุ์เรียบร้อยแล้ว

         วันนี้หลวงตารู้สึกมีความซาบซึ้ง กับบรรดาพี่น้องทั้งหลายเป็นอย่างมากทีเดียว  ที่ได้อุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายช่วยชาติบ้านเมืองมาตั้งแต่เริ่มแรก เป็นเวลาจะ ๕ ปีนี้แล้ว ไปที่ไหนเต็มไปด้วยประชาชนพลเมืองไม่ค่อยบกบางในการเสียสละ ด้วยความรักชาติ และการสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา เพื่อนำไปเป็นคติเครื่องเตือนใจของตนๆ ในทุกหัวใจที่อุตส่าห์พยายามมา  เพื่อจะได้เป็นคติอันดีงามเป็นมหามงคลแก่ใจของตนจากการได้ยินได้ฟังอรรถธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาองค์เอก ไม่มีโลกใดผู้ใดเสมอเหมือนแล้ว

คำว่าเป็นศาสดานั้น คือท่านผู้บริสุทธิ์ทางด้านจิตใจล้วนๆ เป็นศาสดาองค์โลกวิทู รู้แจ้งโลก ทั้งโลกภายนอกทั้งโลกภายในตลอดทั่วถึง ไม่มีใครเกินศาสดา ศาสดาพระองค์นี้แลเป็นครูสอนโลกมาจนกระทั่งบัดนี้  เราทั้งหลายก็ได้เป็นพุทธบริษัท คือ เป็นลูกเต้าเหล่ากอของศาสดาองค์เอก  จึงขอให้ได้ฟังอรรถธรรมแล้วนำไปเป็นคติเครื่องเตือนใจตนเอง เพราะโดยมากมีตั้งแต่สิ่งที่เป็นภัยต่อจิตใจเข้ามากระซิบกระซาบเตือนจิตใจ ฉุดลากจิตใจให้ลงสู่ทางต่ำเสมอ  ไม่ค่อยมีอรรถธรรมฉุดลากมาสู่ทางสูง เพื่อความสุขความเจริญและหลุดพ้นจากทุกข์ไปได้เลย

นี่ละเรื่องธรรมกับเรื่องกิเลสเป็นข้าศึกต่อกันมาตั้งแต่กาลไหนๆ ตั้งกัปตั้งกัลป์แล้ว จึงขอเทียบอุปมาให้พี่น้องทั้งหลายฟัง คำว่ากิเลสก็ดี คำว่าธรรมก็ดี เกิดขึ้นจากใจ ใจนั้นเป็นเหมือนแม่น้ำลำคลอง กิเลสอยู่ฝั่งหนึ่ง ธรรมอยู่ฝั่งหนึ่ง  ทั้งสองประเภทนี้เกิดขึ้นจากใจดวงเดียวกัน กิเลสอยู่ฝั่งหนึ่ง เมื่อเวลากระดิกพลิกแพลงตัวออกมาก็ผลักดันหรือฉุดลากสัตว์ทั้งหลาย ให้มีความคิดน้อมนึกไปตามอำนาจของกิเลสที่เป็นภัยต่อโลกมานานแสนนาน  โดยให้น้อมนึกไปทางความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหาซึ่งเป็นฝ่ายต่ำ

คำว่าความโลภได้แก่ความไม่รู้จักอิ่มพอ ดีดดิ้นไปตามความโลภจนไม่รู้จักเป็นจักตาย ไม่รู้จักป่าช้าของตนเองซึ่งมีอยู่กับทุกคนบ้างเลย  ตื่นขึ้นมามีแต่โลภ มีแต่อยากได้ อยากร่ำอยากรวย อยากดิบอยากดีแต่ไม่ทราบว่าดิบดีเกิดขึ้นเพราะเหตุผลกลไกอะไร  ก็เกิดขึ้นจากเรื่องของกิเลส กิเลสไม่เคยทำคนให้ดี โลภเท่าไรดิ้นเท่าไร ยิ่งมีความทุกข์ความเดือดร้อนมาก  ความโกรธเมื่อไม่ได้อย่างใจ ก็โกรธเคียดแค้นทำลายซึ่งกันและกัน  ราคะตัณหาก็คือความดีดความดิ้น เรื่องหญิงเรื่องชายไม่ว่าสัตว์ตัวผู้ตัวเมีย  ผู้คนหญิงชายมีความดีดความดิ้นโดยไม่รู้จักประมาณเสมอกันไปหมด  นี่ทั้งสามประเภทนี้เป็นกิ่งใหญ่ๆ ของกิเลสทั้งหลาย ออกมาจาก อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ทั้งสามประเภทนี้อยู่ฝั่งหนึ่งของใจ ที่เรียกว่าแม่น้ำลำคลอง

ลำคลองนั้นได้แก่ใจ ฝั่งทางหนึ่งเป็นกิเลส ทำงานอยู่ติดกับหัวใจของเราออกไปตลอดเวลา อีกฝั่งหนึ่งคืออรรถคือธรรม ความคิดไม่โลภมากไปตามกิเลส แต่เป็นความอยากธรรมดาของคน ที่ยังมีความบกพร่องต้องการตามธาตุตามขันธ์ หามาเยียวยาเป็นธรรมดา ไม่ผาดโผนโจนทะยานถึงกับฆ่าฟันรันแทงกันเพราะความโลภเป็นตัวเหตุ ความโกรธก็มีเหตุมีผล ก่อนที่จะโกรธให้เขา ก็คิดถึงเรื่องเขาโกรธให้เราเสียก่อน  เราโกรธเขา เราพอใจ แล้วเมื่อเวลาเขาย้อนมาโกรธเรา เราจะพอใจไหม  เมื่อเราไม่พอใจในการที่เขาโกรธให้เรา  เราไปโกรธเขา เขาก็เสียใจเช่นเดียวกันแล้ว มีเหตุผลอรรถธรรมยับยั้งตัวไว้อย่าโกรธให้เขา เขาจะไม่โกรธให้ตน ไม่ถือเอาฟืนเอาไฟเผาไหม้ซึ่งกันและกัน

เรื่องราคะตัณหาก็เหมือนกันให้รู้จักประมาณ ให้มีฝั่งมีฝาในผัวในเมีย ในลูกเล็กเด็กแดงหญิงชาย ซึ่งเป็นสัตว์หรือเป็นของมีเจ้าของด้วยกัน ให้รักษาสิทธิ์แห่งความรัก ความเป็นเจ้าของของกันและกัน ให้เป็นใหญ่ เมียก็เป็นใหญ่ในผัว ผัวเป็นใหญ่ในเมีย ไม่ล่วงล้ำเขตแดนไปหาหญิงอื่นชายอื่นซึ่งไม่ใช่ผัวเมียของตน รักทุกคนในลูกไม่ว่าลูกหญิงลูกชายมีความรักเสมอกัน สงวนเสมอกัน  ไม่รุกล้ำเขตแดนของกันและกัน ต่างคนมีเขตมีแดนอยู่ จะมีจำนวนมากขนาดไหนเขตแดนมีประจำอยู่ด้วยกันทุกคน เพื่อรักษาความสวยงาม สงบร่มเย็นระหว่างที่มนุษย์และสัตว์อยู่ร่วมกัน

นี่คือเรื่องของอรรถของธรรม เมื่อเรานำมาปฏิบัติแล้วเราจะมีขอบเขต อย่างผัวเมียที่เคยทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องความกินไม่อิ่มไม่พอ เถลไถล อย่างนี้ก็จะค่อยสงบตัวลง  เมื่อมีธรรมเข้ากำกับรักษาอย่างแน่นแฟ้นหรือแน่นหนามั่นคงแล้ว ผัวก็ตายใจกับเมีย เมียก็ตายใจกับผัว อยู่ด้วยกันเป็นผาสุกร่มเย็นด้วยความซื่อสัตย์สุจริต พึ่งเป็นพึ่งตายต่อกันไปตลอด ครอบครัวนี้ ผัวเมียนี้ เป็นครอบครัวผัวเมียที่มีความสุข ความสงบร่มเย็นยิ่งกว่าผัวเมียใด

แม้จะเป็นเศรษฐีก็ตาม ถ้าเป็นผัวเมียเตลิดเปิดเปิง มีเท่าไรไม่พอแล้วเป็นไฟเผาไหม้ แต่เราเป็นผัวเมียที่มีขอบเขตเหตุผล มีอรรถมีธรรมรักษาน้ำใจซึ่งกันและกันแล้วเราก็มีความสุข ผัวเมียคู่นั้นเป็นความสุขความเย็นใจ ตลอดลูกหลานเหลนเกิดมาดูพ่อดูแม่เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม  ยิ้มแย้มแจ่มใสให้ลูกได้เห็นทุกวี่ทุกวัน ลูกมีจิตเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส เวลาไปเข้าโรงร่ำโรงเรียน เรียนหนังแส่หนังสือ เป็นกฎเป็นเกณฑ์เป็นเหตุเป็นผล จำได้ตามหลักวิชาที่ครูสอนมาด้วยความจงใจของตน เรียกว่าจิตใจไม่ฟุ้งซ่านรำคาญ ลูกหลานก็พลอยดีไปด้วย

สกุลที่มีศีลธรรมครอบครองหัวใจ ครอบครองกายวาจา กิริยามารยาท การประพฤติตัวดีงาม เป็นความสุขความสำราญบานใจ ทั้งผัวทั้งเมียทั้งลูกเต้า หลานเหลนตลอดวงศ์สกุล  มีตั้งแต่ความสงบเย็นใจ  ครอบครัวนี้ก็เป็นอย่างนี้ ด้วยศีลด้วยธรรมเป็นเครื่องปิดป้องกำบังเอาไว้ ครอบครัวนั้นก็เป็นอย่างนี้  ทั่วดินแดนมีแต่ครอบครัวที่ประกอบด้วยศีลด้วยธรรมแล้วโลกนี้ก็เย็น เย็นด้วยธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองรักษา ผิดกันกับเรื่องของกิเลส ถ้าเข้าที่ตรงไหนไหม้ที่ตรงนั้น เผาที่ตรงนั้น เดือดร้อนกันไปหมด นี่คือเรื่องของกิเลสบงการ  กรุณาทราบกันไว้ตามนี้

บรรดาพี่น้องทั้งหลายที่มีความเกี่ยวข้องกับอันนี้ กับสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้จักวิธีปฏิบัติรักษา มีแต่การส่งเสริมฟืนไฟจึงเผาไหม้ได้ทุกแห่งทุกหน ผลสุดท้ายมาเผาไหม้ระหว่างผัวกับเมียกัน  เพราะไม่มีศีลธรรม ปล่อยให้กิเลสเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันได้ตลอดเวลา ไว้ใจกันไม่ได้  ผัวออกนอกบ้านพอลับตาก็เป็นลิงเป็นค่างขึ้นมา คอยฉกฉก คอยลัก คอยปล้นสะดม เอาไปได้หมด ไม่เลือกว่าหญิงอยู่ที่ไหน  แม้ที่สุดหมาตัวเมียก็เข้าใจว่าเป็นหญิงสาว แล้วก็วิ่งตาม แล้วเอาหมามาเป็นเมีย  ทีนี้เมียอยู่ในบ้านเป็นคนก็เข้ากันไม่ได้

พอกลับมาถึงบ้านเมียก็ขนาบเอาบ้าง ไปอะไรมา วันนี้ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร นี่ไปไหนมา ผัวไม่มีทางออกก็บอกว่า ไปฟังเทศน์มา ไปฟังเทศน์ที่ไหน โอ๊ย บอกไม่ได้ เดี๋ยวเมียรู้จักสถานที่เทศน์แล้วเมียจะไปฟังเทศน์เสียเอง จะให้เราเป็นหลวงตาเฝ้าบ้าน เราไม่กล้าบอก ความจริงมันหลอกเมียแล้วนั่นน่ะ  มันไปหาอีหนูคว้ามาได้ ถูกไม่ถนัดใจไปฟาดเอาหมามาเป็นเมีย แล้วมาหลอกเมียว่าไปฟังเทศน์  อย่างนี้ก็มีคนเรา

นี่ละความไม่มีศีลมีธรรม มีแต่กิเลสมันต้อนๆ หลอกลวงไว้หมด  ท่านทั้งหลายเคยเห็นโทษของกิเลสบ้างไหม  พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอก เคยเห็นโทษของกิเลสเหล่านี้มานานแสนนานยิ่งกว่าเรา  กว้างขวางลึกซึ้งมากยิ่งกว่าสัตว์โลก  จึงต้องนำโทษของมันมาแสดงให้โลกฟัง  เพื่อโลกจะได้เห็นคุณค่าแห่งธรรมและเห็นโทษของกิเลสตัวดื้อด้านสันดานหยาบกินไม่อิ่มไม่พอนี้บ้าง แล้วจะพอมีความสงบเย็นใจแก่ตนเองปกครองกันด้วยศีลด้วยธรรม  นี่เรียกว่าศีลธรรม

กรุณาพี่น้องทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธทราบเอาไว้แล้วนำไปปฏิบัติ เมื่อนำธรรมนี้ไปปฏิบัติ ครอบครัวเหล่านั้นยังจะเดือดร้อนวุ่นวายเพราะเหตุผลกลไกอย่างนี้อยู่แล้ว หลวงตาบัวเองซึ่งนำธรรมของพระพุทธเจ้ามาแสดงต่อท่านทั้งหลาย จะพาพี่น้องทั้งหลายไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ฟ้องร้องพระพุทธเจ้าว่าธรรมะนี้เป็นโมฆะ  ไปสอนให้เขามีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน เฉพาะอย่างยิ่งผัวกับเมีย  ผัวให้เป็นผัวร้อยเปอร์เซ็นต์ เมียให้เป็นเมียร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาก็ปฏิบัติตามนั้น แล้วทีนี้เกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวายขึ้นมาภายในครอบครัว เพราะการแฉลบหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ ผัวกับเมียทะเลาะกัน ยุ่งเหยิงวุ่นวายกันตลอดเวลา ไม่เป็นไปตามที่พระองค์สอนนั้นเลย

ที่นี่พระองค์ก็จะซักถามว่า พวกเธอนั้นไปหาอะไรที่ไหน มันถึงได้มีเรื่องมีราว ก็เราตถาคตให้มีผัวเดียวเมียเดียว แล้วไปหาที่ไหนมาอีก ถึงต้องได้เป็นอย่างนี้ ทีนี้บรรดาลูกน้องทั้งหลายที่เป็นลูกน้องหลวงตาบัว อาจจะตอบออกมาเป็นแบบแฉลบๆ บ้างว่า ก็ไม่ได้ไปหาที่ไหน ลูกเมียที่สมบูรณ์แบบก็ได้หามาแล้ว ปฏิบัติตามนั้นแล้ว  ครั้นปฏิบัติตามไปรู้สึกเบื่อๆ พอๆ จืดๆ จางๆ เลยไปเที่ยวหาลำไพ่ ไปนอกบ้านไปบ้าง ไปหาลำไพ่คืออะไร พระพุทธเจ้าจะรับสั่ง ไปหาลำไพ่คือหายังไง หาเมียน้อย นั่นน่ะมันแฉลบไปหาเมียน้อย เมียหลวงมันไม่เห็นสำคัญอะไร

ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วร้อนหมดทั้งโลก พระพุทธเจ้าจะได้ตีหน้าผากพวกเรากลับมา ไม่ว่าเมียน้อยเมียหลวง นอกจากเมียคนเดียวนี้เท่านั้นมันผิดกันทั้งนั้น ให้กลับไปใหม่ ปฏิบัติตัวใหม่ ในนามของธรรมว่าอัปปิจฉตา ให้มีความมักน้อย คือให้มีผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น ท่านทั้งหลายจะเป็นสุข นอกจากนั้นผัวใดเมียใดเป็นผัวกาฝาก เมียกาฝากกัดตับกัดปอดกันได้ทั้งนั้น ให้เลิกกลับไปพร้อมทั้งตีหน้าผาก หงายหมามาเลยหลวงตาบัว เสียท่า เพราะสู้พระพุทธเจ้าไม่ได้ เนื่องจากมันไปแฉลบ ไปมาเมียน้อยมา ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้

ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมที่มีความร่มเย็นแก่หัวใจ ของครอบครัวทั้งสองฝ่ายตลอดไปถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้ หากแฉลบไปแล้วความทุกข์นี้ เราจะไปหาที่ไหนไม่ได้ ต้องหาที่ตัวของเราผู้เสาะแสวงหาอย่างผิดทาง แล้วก็เอาฟืนเอาไฟมาเผาไหม้กัน  นี่เราสรุปความลงแล้วว่า ฝั่งนี้เป็นฝั่งของกิเลสซึ่งเกิดอยู่ในหัวใจของเราทุกคน ความโลภก็เป็นกิเลส โลภไม่รู้จักอิ่มจักพอ ไม่รู้จักเป็นจักตาย ความโกรธความฉุนเฉียว ทั้งใกล้ทั้งไกล ก็เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันได้ทั้งคนในบ้านคนนอกบ้าน เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ให้เดือดร้อนได้ด้วยกันทั้งนั้น ราคะตัณหาก็เหมือนกันเมื่อแฉลบออกจากคู่ครองซึ่งเป็นคู่พึ่งเป็นพึ่งตายกันแล้ว ก็เป็นหญิงกาฝาก ชายกาฝาก เผาไหม้กันได้ทั้งมวล ให้นำอันนี้ไปปฏิบัติ  เราจะมีความสงบร่มเย็นทั่วหน้ากัน

อันนี้พูดถึงเรื่องฝั่งหนึ่ง จากจิตใจคือฝั่งของกิเลส มันจะผลักดันจิตใจของเราให้ไปในทางของกิเลสแล้วสร้างฟืนสร้างไฟขึ้นมาเผากัน โลกนี้กว้างแคบขนาดไหนก็ตาม เมื่อออกไปตามฝั่งของกิเลสแล้ว จะหาความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ความสงบเย็นใจไม่ได้ นี่เรียกว่าฝั่งของกิเลสเป็นอย่างนี้ เอนเอียงไปทางไหนมีแต่เรื่องจะก่อฟืนก่อไฟมาเผาหัวใจของเรานี้แล 

ทีนี้อีกฝั่งหนึ่งได้แก่ธรรม กิเลสก็เกิดจากใจ ธรรมก็เกิดจากใจ แต่แสดงหน้าที่การงานของตนตามหน้าที่ของเขา กิเลสแสดงไปตามหน้าที่ของกิเลส ให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ความดีด ความดิ้น ความยุ่งเหยิงวุ่นวายส่ายแส่ตลอดเวลา  สร้างความทุกข์มาให้เจ้าของไม่มีจบสิ้นลงได้ นับตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ หาความสงบเย็นใจไม่ได้ เพราะกิเลสก่อกวน นี่คือฝั่งของกิเลส สร้างฟืนสร้างไฟให้เรา

ทีนี้ฝั่งของธรรมเป็นยังไง ธรรมเกิดขึ้นภายในที่ใจอันเดียวกัน อยู่ที่ใจอันเดียวกัน เวลาธรรมมีโอกาสที่จะได้แสดงออกนั้น  ย่อมเป็นความนิ่มนวลอ่อนหวานในจิตใจให้เกิดความสงบเย็นใจ แก่ตนและผู้อื่นใกล้เคียงหรือไกลก็ตาม จะได้รับความสงบร่มเย็นจากท่านผู้มีธรรมแสดงออกต่อกัน เช่นเรามาพบเห็นกัน อยู่ด้วยกันให้มีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน มีความเมตตาสงสาร รักใคร่ใฝ่ใจต่อกันด้วยความเอาใจใส่ด้วยความเมตตาสงสาร เห็นใจเขาใจเรา มีความเฉลี่ยเผื่อแผ่ ไม่ตีบตันอั้นตู้ตระหนี่ถี่เหนียว พอสงเคราะห์สงหาได้ประเภทใดก็สงเคราะห์สงหากัน ตามกำลังแห่งความสามารถของตน

จากนั้นจิตใจก็มีความรักใคร่ใฝ่ใจในศีลในทาน คิดอยากทำบุญให้ทาน ตื่นขึ้นมาระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ระลึกถึงศีลถึงทานที่ตนจะบำเพ็ญ เพื่อความเป็นมหามงคลแก่ตน มีความรักใคร่ใฝ่ใจต่อศีลต่อทานของตน นี้เรียกว่าธรรมออกก้าวเดินจากหัวใจของเรา  แล้วนำความชุ่มเย็นย้อนมาหาเราจนได้นั้นแหละ เช่นเราเดินไปตามทางพบเจอบุคคลที่มีความลำบากลำบนจนตรอกจนมุม แล้วเราช่วยเหลือด้วยวิธีการใดเต็มความสามารถของเรา ควรช่วยเหลือด้วยเงินด้วยทอง ปัจจัยประเภทใดเราก็ช่วยเหลือ

เช่นเขาเกิดอุปสรรคตามถนนหนทาง เช่นรถชนกันบ้างอะไรบ้าง เราก็ช่วยเต็มกำลังความสามารถ ตลอดถึงจตุปัจจัยที่มีมากน้อยช่วยเหลือกันและกำลังวังชามีเท่าไรช่วยเหลือกันดังนี้เป็นต้น แล้วเวลาเราช่วยเหลือเขานั้นเขาจะเสียใจให้เราไหม มีแต่สร้างความปีติยินดีปลาบปลื้มในหัวใจแก่ตัวเขาเอง แล้วยิ้มแย้มแจ่มใสแก่ตัวของเรา ยิ่งยื่นเงินยื่นทองช่วยเหลือเขาไปมากน้อย เขายิ่งยิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้นอีก คนบุญไปที่ไหน คนมีใจเป็นธรรมไปที่ไหนมีความเยือกเย็นต่อผู้อื่น ไม่มีสิ้นสุดยุติได้เลย นี่คือจิตใจที่เป็นธรรม เมื่อแสดงออกไปทางไหนก็มีแต่มงคลมหามงคลแก่ตนและผู้อื่นเรื่อยๆ ไป  นี่ละเรียกว่าเจตนาของธรรมที่ออกมาเป็นเนื้อเป็นหนังให้เป็นการสละทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เกิดที่มีต่อกัน

โลกเมื่อได้รับความสงเคราะห์สงหาจากกันและกัน ของผู้มีธรรมแล้วย่อมมีความสงบร่มเย็น เช่นการให้ทาน ไม่ว่าจะให้ทานแก่พระเจ้าพระสงฆ์ ให้ทานแก่ผู้ใดก็ตาม เราเสียสละลงไปนั้น คือการสร้างความยิ้มแย้มแจ่มใส ความดีอกดีใจแก่ผู้รับตลอดไป เราให้มากให้น้อยเพียงไร เรียกว่าสร้างความดีอกดีใจให้แก่ผู้อื่นมากน้อยเพียงนั้น ความดีอกดีใจใครก็อยากได้ด้วยกัน แต่ไม่มีผู้หยิบยื่นแล้วก็ทนแห้งผากไปด้วยความทุกข์ความทรมาน ทั้งที่หวังพึ่งผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา แต่หวังพึ่งแล้วแบมือออกไปก็แบมือเปล่ากลับมา อย่างนี้ก็เดือดร้อน

เมื่อแบมือไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใด ผู้นั้นยื่นมือรับออกมาช่วยเหลือตามกำลังความสามารถของตนแล้วย่อมสร้างความยินดี ยิ้มแย้มแจ่มใสให้จิตใจของคนเหล่านั้นเป็นจำนวนมากมายเป็นลำดับลำดา ตามคุณค่าของเราที่บริจาคให้มากน้อย  นี่ละคำว่าธรรมไปที่ไหนเป็นอย่างนั้น ยิ้มแย้มแจ่มใสจิตใจเป็นบุญเป็นกุศลตลอด ผิดกันกับกิเลสไปที่ไหนมีแต่ความตีบตันอั้นตู้ตระหนี่ถี่เหนียว เห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกของตัว มีแต่คดโกงรีดไถไปต่างๆ นี่เรียกว่าเรื่องของกิเลส จะสร้างฟืนสร้างไฟให้คนอื่นตลอดไป ผิดกับเรื่องของธรรม ไปที่ไหนสร้างแต่ความร่มเย็นเป็นสุขให้โลกที่อยู่ร่วมกันตลอดไป

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงแสดงไว้ในหลักแห่งธรรมที่พระองค์เป็นพระเวสสันดร ท่านมีธรรมบทหนึ่งที่แสดงไว้ว่า ทานํ เทติ การให้ทานหนึ่ง สีลํ รกฺขติ การรักษาศีลหนึ่ง ภาวนํ ภาเวตฺวา คือการเจริญเมตตาภาวนาให้มีความสงบร่มเย็นแก่จิตใจจากการภาวนาของเราหนึ่ง เอกจฺโจ สคฺคํ คจฺฉติ บางพวกย่อมไปสวรรค์ เพราะการทำบุญให้ทาน เอกจฺโจ สีลํ รกฺขติ บางพวกย่อมไปสวรรค์ได้ด้วยอำนาจแห่งศีลของตน เอกจฺโจ โมกฺขํ คจฺฉติ บางพวกย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ถึงพระนิพพานได้ด้วยอำนาจแห่งทาน ศีล และการภาวนาของตน

นี่คือภาษิตที่มาจากพระเวสสันดรที่ท่านทำบุญให้ทานมากมายก่ายกอง  บางคนก็ตำหนิติเตียนว่าพระองค์ให้ทานจนไม่มีอะไรเหลืออยู่ติดเนื้อติดตัวเลย พระองค์จึงได้มาแสดงเวลาเป็นพระพุทธเจ้าแล้วว่า การให้ทานนี้เราตถาคตจะเป็นศาสดาขึ้นมาได้ เพราะอำนาจแห่งการให้ทานเป็นพื้นฐานสำคัญ ได้สละมาตลอดตั้งแต่ตั้งใจอธิษฐานความเป็นพระพุทธเจ้า ทานนี้จะเป็นพื้นฐานอันสำคัญตลอดมาพร้อมกับการรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนา ได้หลุดพ้นจากทุกข์ถึงขั้นเป็นศาสดาองค์เอกเพราะการให้ทานหนึ่ง เพราะการรักษาศีลหนึ่ง เพราะการเจริญเมตตาภาวนาหนึ่ง

นี้เป็นธรรมที่รับรององค์ศาสดาของเราให้เป็นพระพุทธเจ้า ตรัสรู้ขึ้นมาสอนโลกได้ทั้ง ๓ ไตรภพ คือ กามภพ  รูปภพ  อรูปภพ นี้ได้หลุดพ้นจากทุกข์ไปเป็นจำนวนมาก เพราะอำนาจแห่งความเป็นศาสดาของพระองค์ ที่สืบเนื่องมาจากการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนา ธรรมเหล่านี้ควรจะได้เป็นคติตัวอย่างอันดีงามแก่เราทั้งหลายซึ่งเป็นลูกเต้าเหล่ากอของพระพุทธเจ้า

ตื่นขึ้นมาวันหนึ่งๆ ให้ระลึกถึงศีลถึงทานของตนบ้าง  อย่าระลึกถึงตั้งแต่ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา  อันเป็นทางของกิเลสที่จะพาเราให้ล่มจมโดยถ่ายเดียว ให้ระลึกถึงธรรมที่เป็นเครื่องยับยั้งหรือฉุดลากเรา ให้พ้นจากความทุกข์ทั้งหลายด้วยการเสียสละคือการให้ทาน การแบ่งปันเป็นการเสียสละความสุขให้แก่ผู้อื่น ความยิ้มแย้มแจ่มใสของโลกทั่วๆ ไป ที่ได้รับการบริจาคจากเรานั้นจะมีทั่วถึงกัน ผลแห่งคุณงามความดีก็สะท้อนย้อนกลับมาหาเราผู้เป็นเจ้าของทาน

การรักษาศีลก็ขอให้มีบ้าง อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนเกินไป ศีลเป็นเครื่องประดับจิตใจกายวาจาของเราให้สวยงามและร่มเย็นตลอดเวลาที่รักษาศีลอยู่ การภาวนาคือทำการอบรมจิตใจของเราให้มีความสงบร่มเย็นบ้าง เพราะถูกขับ ถูกตี ถูกรีด ถูกไถ ถูกบีบบี้สีไฟจากกิเลสที่ก่อกวนอยู่ตลอดเวลา ให้ทำจิตใจให้มีความสงบด้วยบทธรรมภาวนาบ้าง อย่างน้อยขอให้ได้เวลาจะหลับจะนอน ให้ไหว้พระ เราสวดมนต์ได้มากน้อยก็ตามแต่กำลังของเรา

เสร็จแล้วให้ทำความสงบใจด้วยบทภาวนา มีพุทโธหรือธัมโม หรือสังโฆเป็นต้น ได้ตามจริตนิสัยของเรา แล้วนำธรรมบทนั้นๆ ที่ถูกกับจริตเข้ามาบริกรรม เช่น นึกพุทโธๆ ให้มีสติติดแนบอยู่กับคำบริกรรมของตน  แล้วทำความสงบจิตใจลงด้วยคำบริกรรมพุทโธๆ เป็นต้นนั้น  มีสติติดแนบอยู่ตลอดเวลาที่เราภาวนา  จิตใจจะได้รับความสงบ จางไปจากสิ่งก่อกวนของกิเลสทั้งหลายที่มายุแหย่ตลอดเวลาเสียได้  จิตใจจะมีความสงบร่มเย็นภายในใจ 

ความสงบใจนี้เรียกว่าเป็นผลแห่งการภาวนา ระงับดับไฟคือกิเลสที่มันไสฟืนไสไฟเข้ามายุแหย่ก่อกวนต่างๆ ให้เกิดเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา  อยู่คนเดียวก็เกิดฟืนเกิดไฟขึ้นมาได้ด้วยอารมณ์ของกิเลสก่อกวนภายในใจของตนนั้นแล ให้หาความสงบไม่ได้  มากกว่านั้น บางทียังนอนไม่หลับ  เพราะความคิดมากปรุงมาก ยุ่งมากทุกข์มาก มีมากทีเดียวมนุษย์เรา เพราะไม่มีน้ำดับไฟบ้างคือการภาวนา ทำความสงบใจของตนให้ปราศจากสิ่งก่อกวนเหล่านั้น มาเป็นความสงบเย็นใจภายในจิตโดยเฉพาะ

เมื่อจิตมีความสงบแล้ว ใจของเราจะค่อยกว้างขวางออกไป เบิกบานออกไป โลกกว้างแสนกว้าง แคบแสนแคบ จะมาอยู่ที่ใจของเราดวงเดียว  ถ้าจิตใจมีความทุกข์ร้อนมากๆ โลกจะกว้างขนาดไหน มันก็มาคับแคบอยู่ที่ใจซึ่งได้รับความทุกข์ แบกหามความทุกข์อยู่ตลอดเวลาเฉพาะใจของตนนี้แล ถ้าใจของเรามีความสงบร่มเย็นด้วยการภาวนาจนปรากฏความสว่างไสวขึ้นที่ใจจากการภาวนาแล้ว  โลกจะกว้างแสนกว้างขนาดไหนก็ไม่ได้กว้างเหมือนใจที่มีความสง่างาม ด้วยความสงบร่มเย็นด้วยความสว่างไสวนี้เลย

นี่เป็นธรรมที่สำคัญมากภายในจิตใจ  ขอให้พากันบำเพ็ญได้สัมผัสธรรมบ้างนะ โดยมากโลกทั้งโลกนี้ เราอยากจะพูดว่าโลกทั้งโลก การสัมผัสธรรมภายในใจไม่ค่อยมีกันเลย  มีแต่พัวพันกันด้วยกิเลสตัณหาดังที่กล่าวมานี้ ให้เป็นฟืนเป็นไฟเดือดร้อนทั่วหน้ากันหมด โลกนี้กว้างขนาดไหน ความทุกข์แผ่กระจายไปตามสัตว์ตามบุคคลทั่วหน้ากัน  ครอบโลกธาตุมีแต่กองทุกข์ของสัตว์ที่สร้างขึ้นมาด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา เอาไฟมาเผากัน ท่านจึงบอกว่า ราคคฺคินา ไฟคือราคะ โทสคฺคินา ไฟคือความโกรธ โลภคฺคินา ไฟคือความโลภเหล่านี้แล มันเข้ามาเผาจิตใจของเรา

โลกอยู่ที่ไหน กิเลสมันอยู่กับหัวใจของโลก มันจะแสดงตั้งแต่ฟืนแต่ไฟเผาโลก เพราะฉะนั้นโลกทั้งหลายจะกว้างแคบเพียงไรจึงไม่มีประมาณ ว่าใครจะได้รับความสุขบ้าง เราไปถามดูก็ได้ ในโลกที่กว้างแสนกว้างนี้มีใครได้รับความสุขทั้งๆ ที่เสาะแสวงหาความสุขมาตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับๆ ตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งถึงวันตาย ถามหน้าใดก็มีแต่ผู้ต้องการความสุข เสาะแสวงหาความสุข ครั้นได้มามีแต่ความผิดหวังคือความทุกข์ๆ  ที่เกิดขึ้นจากความผิดหวังกัน  เราไม่อยากจะพูดว่าแทบทั้งนั้น อยากจะพูดว่าทั้งนั้นเลย เพราะกิเลสไม่เคยสร้างความสุขความสมหวังให้ผู้ใด

นี่ละสิ่งก่อกวนจิตใจให้ใจกลายเป็นโลกแคบขึ้นมา บีบบี้สีไฟอยู่ภายในใจ  เมื่อใจมีความสว่างไสวสงบร่มเย็นขึ้นมาภายในตัวเองเพราะการภาวนาแล้ว ใจนี้จะเบิกกว้างออกไปๆ โลกธาตุนี้แคบไป ใจมีความสว่างไสวแล้วครอบโลกธาตุอีก นี้ละท่านผู้มีธรรมสัมผัสใจ ต่างกันกับผู้มีกิเลสพัวพันจิตใจ เราไม่อยากจะว่าสัมผัส  คำว่าสัมผัสมีน้อย คำว่าพัวพันนี้มีมากเต็มหัวใจ ธรรมที่ว่าสัมผัสใจนั้นหมายถึงธรรมเบื้องต้นก่อน  เมื่อธรรมเริ่มเข้าสัมผัสใจ ใจจะเริ่มมีความสุข ความสงบเย็นใจขึ้นมา  เมื่อธรรมมีมากเท่าไรๆ ใจยิ่งมีความสว่างไสวกระจายไปทั่วโลกดินแดน นี้อำนาจแห่งธรรมที่เข้าครอบจิตใจ  ใจจึงเกิดเป็นความสงบเย็นใจอยู่ที่ไหนสบายไปหมดเลย นี่คือท่านผู้มีจิตได้รับการอบรมด้วยธรรม  ซึ่งถูกทางของศาสดาที่ตรัสรู้แล้วสอนไว้ โดยแบบภาวนาดังที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมา 

เราทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธ ถ้าอยากเห็นความสุขอย่างแท้จริงตามธรรมคือศาสนาที่สอนไว้แล้ว ขอให้หันหน้าเข้าสู่อรรถสู่ธรรมการภาวนาบ้าง  อย่างน้อยในเวลาจะหลับนอนก็ยังดี เอ้า นึกพุทโธๆ ขึ้นภายในใจแล้วบังคับจิตใจไม่ให้คิดให้ปรุงให้แต่งเรื่องกิเลสตัณหามากน้อยซึ่งเคยคิดมามากมายและนานแสนนาน  ให้อยู่กับคำบริกรรม คือ พุทโธๆ หรือธัมโม หรือสังโฆ ก็ได้  ตามแต่จริตนิสัยชอบ  มีสติติดแนบอยู่นั้น ห้ามไม่ให้คิดไปในเรื่องโลกเรื่องสงสาร เรื่องกิเลสตัณหาจะเป็นฟืนเป็นไฟต่อตัวเองอีก  ให้มีตั้งแต่คำว่าพุทโธๆ สัมผัสสัมพันธ์กับใจ  นี่เท่ากับน้ำดับไฟ

พอพุทโธๆ ติดแนบเข้าไปนานๆ เหมือนเราสาดน้ำดับไฟๆ พอสาดเข้าไปมากๆ จิตจะสงบเย็น พอสงบเย็นแล้วความสุขจะมารวมอยู่ที่ใจนี่ทั้งหมด โลกกว้างแสนกว้างไม่มีความหมาย มันมามีความหมายอยู่ที่ใจเรามีความสุขความสบาย อยู่ที่ไหนสบายหมด นี่เรียกว่าการภาวนา เบื้องต้นเป็นอย่างนี้ เมื่อภาวนาเข้ามากๆ จิตจะแสดงฤทธิ์เดชขึ้นมาภายในตัวของเรา ให้เห็นเป็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ในตัวเองนั้นแหละ  โดยไม่ต้องไปถามใครเลย  นี่คือธรรมเข้าหล่อเลี้ยงจิตใจ

ฝั่งนี้เป็นฝั่งธรรม ใจเป็นเหมือนลำคลอง กิเลสเป็นฝั่งหนึ่ง ธรรมเป็นฝั่งหนึ่ง เป็นคู่เคียงกันมาอย่างนี้ตลอด เพราะฉะนั้นจึงขอให้พยายามกำจัดฝั่งกิเลสออกให้มากที่สุดได้ยิ่งดี แล้วส่งเสริมฝั่งธรรมคือความดีงามทั้งหลายเข้าให้มากภายในจิตใจ  ใจนี้เป็นภาชนะอันเหมาะสมกับธรรมอยู่แล้ว เมื่อเรานำธรรมเข้าสู่ใจก็จะปรากฏเป็นความสงบเย็นใจ แปลกประหลาดอัศจรรย์  มากกว่านั้นก็อัศจรรย์ครอบโลกธาตุไปหมดเลยเพราะใจดวงเดียว 

คำว่าใจเลิศเลิศจริงๆ ไม่ได้เสกสรรปั้นยอเหมือนกิเลสว่าเลิศ  กิเลสนี้สิ่งใดที่กิเลสว่าดีว่าเลิศนั้นทำสัตว์ให้หลงไป หลงไปจนติดกับกิเลสแล้วเป็นทุกข์เดือดร้อนขึ้นมาไม่มีประมาณ แต่ธรรมที่ว่าเลิศนี้ เราปฏิบัติตามท่านจะปรากฏเป็นความสัตย์ ความจริงขึ้นมาเรื่อยๆ  เพราะระหว่างกิเลสกับธรรมมีความสัตย์ความจริงต่างกัน  กิเลสสร้างแต่ความหลอกลวงต้มตุ๋นแก่โลกทั้งหลาย มีแต่ว่าจะได้จะถึง จะดิบจะดีไปตามความหมายของกิเลสที่หลอกไป ครั้นทำลงไปแล้วมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย ผิดหวังๆ ตลอดไป นี้คือกิเลสเป็นจอมโกหกหลอกลวงสัตว์โลกตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ตั้งแต่ปู่ย่าตายายหลานเหลนของกิเลสเป็นสกุลหลอกลวงต้มตุ๋นหาความจริงไม่ได้ หลอกลวงโลกทั้งนั้นคือกิเลส  ส่วนที่เป็นความจริงล้วนๆ คือธรรม ท่านแสดงไว้ที่ตรงไหนเป็นความจริงล้วนๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับกิเลสเป็นความจอมปลอมล้วนๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน 

เมื่อเราหันหน้าเข้ามาสู่อรรถสู่ธรรม เราจะมีความสัตย์ความจริงต่อตนเองมากขึ้นๆ เช่นเราเป็นชาวพุทธ การทำบุญให้ทานเป็นคติธรรมดาของชาวพุทธเรา เป็นธรรมดา  จะว่าหนักแน่นอะไรก็ไม่หนักแน่น หากเป็นขนบประเพณีธรรมดาได้ทำบุญให้ทานไปวันหนึ่งๆ หรือศีลก็ทำบ้างไม่มากนัก แต่เมื่อได้ภาวนาเข้าไปเป็นเครื่องสนับสนุนรากใหญ่อันสำคัญคือจิตตภาวนาเข้าสู่ใจแล้ว  เมื่อใจได้รับผลประโยชน์จากการภาวนาเกิดความสว่างไสวอัศจรรย์ในตัวเองแล้ว การเคลื่อนไหวของการทำบุญให้ทานจะมีความหนักแน่นขึ้นไปโดยลำดับ

การให้ทานธรรมดา กับการให้ทานที่มีจิตใจเป็นหลักเป็นเกณฑ์จากการภาวนาแล้วจะแน่นหนามั่นคง ทำด้วยความสนใจ ด้วยศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสจริงๆ การรักษาศีลก็รักษาจริงๆ การภาวนายิ่งหนักแน่นเข้าไปทุกวัยๆ ทุกวันๆ  ยิ่งการงานทั้งหลายที่มีอยู่รอบตัวเรา  เมื่อคนมีจิตใจเป็นหลักเกณฑ์จากการภาวนาแล้ว หน้าที่การงานทั้งหลายจะมีความหนักแน่นเป็นลำดับลำดา  ไม่ได้ทำเหลาะๆ แหละๆ เหลวๆ ไหลๆ แล้วให้กิเลสหลอกไปเป็นการทำชั่วไปเสีย  ผิดกันอย่างนี้

ผู้มีจิตตภาวนาเรียกว่าเป็นผู้มีหลักใจ  หน้าที่การงานการประพฤติตัวจะมีธรรมเป็นเครื่องกระซิบกระซาบ ให้รู้อยู่ภายในว่าควรทำหรือไม่ควรทำอยู่ตลอดเวลา  นี่ละการภาวนาเป็นจึงเป็นธรรมที่สำคัญมากทีเดียว  พี่น้องชาวพุทธเราไม่ควรที่จะมองข้ามไป ขอให้ได้ภาวนา อยู่ในบ้านในเรือนก็ขอให้ภาวนา ยกตัวอย่างตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสรู้ด้วยการภาวนา พระสงฆ์สาวกทั้งหลายท่านตรัสรู้ด้วยภาวนามาเป็นสรณะของพวกเราทุกวันนี้ว่า พุทฺธํ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ นี้เป็นเพราะภาวนา เลิศเพราะภาวนา จากนั้นพระสงฆ์สาวกท่านดำเนินมาเรื่อยก็เป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ต่อโลกมาเรื่อยๆ

จนกระทั่งมาปัจจุบันนี้ เราก็เคยเห็นเป็นประจำแล้ว สำหรับพระกรรมฐานที่ท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรม ท่านอยู่ในป่าในเขาภาวนา บิณฑบาตอาศัยญาติโยมไปวันละมื้อๆ เท่านั้นเป็นอย่างมาก ได้ฉันอะไรท่านก็พอใจ  ได้อะไรมาท่านก็พอใจ  แต่ทางด้านจิตใจกับการภาวนาท่านไม่เคยลดละ อยู่ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา หรือป่าช้าป่ารกชัฏที่ไหน ท่านก็หนักแน่นในการภาวนา  ท่านผู้บำเพ็ญอยู่อย่างนี้นั้นแล คือท่านผู้ตักตวงเอาศีลเอาธรรม เอาคุณงามความดี จนกลายเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมาในหัวใจของท่าน อยู่ที่ไหนท่านก็สบาย  ถ้าพูดถึงเรื่องความสบายอย่างลึกลับที่โลกมองข้ามไปนั้น ได้แก่พระกรรมฐาน ท่านภาวนาอยู่ในป่าในเขาเงียบๆ ประหนึ่งว่าผ้าขี้ริ้วห่อมูตรห่อคูถ  แต่ความจริงแล้วเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองอยู่ภายในองค์ของท่าน  จิตใจท่านเป็นทองเป็นธรรมทั้งแท่ง  ส่วนภายนอกผ้าก็ย้อมแก่นขนุน สีก็ไม่มีใครต้องการแหละ  แต่ภายในเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง คือธรรมทั้งแท่งอยู่ภายในใจ มีอยู่ทั่วๆ ไป  แม้ปัจจุบันนี้เราจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นอกาลิโก  จะให้ผลแก่ผู้บำเพ็ญตลอดไป ไม่มีที่ลับที่แจ้ง ไม่มีกาลนั้นสมัยนี้ ขอให้ทำลงไป 

ท่านภาวนาของท่านอยู่ตลอดเวลา แล้วก็สำเร็จเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมาอย่างเงียบๆ โดยที่เราไม่รู้ละว่าท่านทำอะไร  แต่ความจริงท่านบำเพ็ญตักตวงเอาอรรถเอาธรรมภายในใจถึงกับสง่างามขึ้นมาในองค์ของท่านแล้ว ไปที่ไหนเย็นไปหมด  เทวบุตร เทวดา กราบไหว้บูชาท่านอยู่ในป่าในเขาเราก็ไม่รู้  เราเห็นตั้งแต่มนุษย์มนา พอไปเห็นพระแล้วก็ยกมือกราบไหว้ปลกแล้วผ่านไปๆ ไม่เห็นเป็นสำคัญอะไรเลย  เพราะเราหมดความสำคัญ

ถ้าเรามีความสำคัญภายในใจ มองเห็นพระจะสะดุดใจทันที เพราะผ้าเหลือง เป็นเครื่องหมายของพระพุทธเจ้าที่เป็นศาสดาองค์เอก ทรงมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาปัจจุบัน มองเห็นพระจะมีความซาบซึ้งภายในจิตใจ เพราะเห็นใจกับธรรมภายในตัวเองเป็นของสำคัญ  เห็นพระเจ้าพระสงฆ์ เห็นผ้าแก่นขนุนท่านมานี้ น้อมจิตรับทันทีด้วยความกราบไหว้บูชา และความเชื่อความเลื่อมใสฝังใจอยู่แล้ว  นี่ละเรื่องของพระ  พระนอกก็มีพระในก็มี  พระนอกคือพระที่อุปสมบทบวชมาเป็นพระเป็นเณร  นี่เป็นชื่อของพระภายนอก  พระภายในคือพระธรรม พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์อยู่ภายในใจของท่านผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ บำเพ็ญอยู่ในป่าในเขาเช่นนี้ มีอยู่มากนะ

อย่างทุกวันนี้ขอท่านทั้งหลายอย่ามองข้ามไป ผ้าขี้ริ้วห่อทองมีอยู่มากมายในท่านผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติกำจัดกิเลสจริงๆ ซึ่งมักจะชอบอยู่ในป่าในเขานี้แหละ  นี่ละเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองเรามองไม่เห็น  เห็นตั้งแต่ครองผ้าสีเหลืองอร่ามเหมือนพระเจ้าชู้ พระขุนนาง ข้าราชการงานเมือง พระยศพระศักดิ์ ไปที่ไหนโอ่อ่าฟู่ฟ่า มีกล้องคล้องคอ เหมือนขอวัวขอควายนี้ไปเสีย  เราก็เลยเห็นพระเหล่านี้เหมือนกับพระที่อยู่ในป่า ตีรวดไปหมดว่าเป็นพระแบบเดียวกันเสีย ไม่ได้เหมือน ความจริงแล้วไม่เหมือน  พระผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติจริงๆ เรียกว่า ผู้ทรงธรรมของพระพุทธเจ้าจริงๆ ทั้งภาคปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ทั้งภาคผลที่ได้รับตามที่ทรงประกาศสอนไว้แล้วว่าเป็นมรรคเป็นผล เริ่มตั้งแต่จิตที่เป็นสมาธิ คือความสงบร่มเย็นขึ้นมาจนทรงมรรคทรงผลกลายเป็นพระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์ขึ้นมาจากการปฏิบัติที่ถูกต้องตามสวากขาตธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วโดยชอบธรรม เป็นลำดับลำดา  พระเหล่านี้ยังมีอยู่มากขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบไว้เสีย 

เวลานี้หลวงตาแก่มากแล้ว อายุนี้ก็ ๙๐ เข้ามาแล้ว  นี้จวนจะตายจึงเป็นห่วงพี่น้องทั้งหลายจะมองข้ามพระพุทธเจ้า มองข้ามศาสนา  มองข้ามพระเจ้าพระสงฆ์ที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปเสีย  แล้วก็จะได้แต่ความเหลวไหลเหลวแหลกแหวกแนวทั่วหน้ากัน  ทั้งพระก็เป็นพระแหวกแนว ฆราวาสก็แหวกแนว ต่างคนก็แหวกแนว  เห็นพระเจ้าพระสงฆ์ที่ทรงอรรถทรงธรรมด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กลายเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา แล้วเหยียบผ่านไปเสีย กลัวจะเป็นอย่างนี้

จึงขอเตือนพี่น้องทั้งหลายไว้ว่า ธรรมพระพุทธเจ้านั้นทรงแสดงเป็นอกาลิโก  มีผลตลอดเวลา เหมือนกับกิเลสก็เป็นอกาลิโกเช่นเดียวกัน  กิเลสนี้ทำเมื่อไรให้เป็นกิเลส ไม่ต้องถามถึงกาลสถานที่เวล่ำเวลา ที่แจ้งที่ลับ จะเป็นกิเลสขึ้นมา จะเป็นบาปเป็นกรรมขึ้นมาตลอดเวลาตามที่ทำได้มากน้อย ผู้สร้างบุญสร้างกุศลก็เป็นอกาลิโกเหมือนกัน  ทำที่ไหนผลจะได้ปรากฏเป็นอรรถเป็นธรรมขึ้นมาไม่เลือกกาล สถานที่ เวล่ำเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องได้เลย  จะเกิดขึ้นจากการกระทำไม่ว่าที่แจ้งที่ลับ ทำดีทำชั่วเป็นผลขึ้นมาด้วยกันทั้งนั้น  นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้อย่างนี้

ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นอกาลิโก ไม่มีกาล สถานที่ เวล่ำเวลาใดมาทำลายได้เลย  จากผู้ปฏิบัติ  ขอให้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะตักตวงเอามรรคผลนิพพานตลอดไป  เช่นเดียวกับครั้งพุทธกาลท่านตักตวงมรรคผลนิพพานตลอดมานั้นเอง  เพราะสวากขาตธรรมไม่เอียงหน้าเอียงหลัง ไม่ขึ้นอยู่กับเวล่ำเวลา ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติบำเพ็ญของเราทั้งหลายนี้แล  ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ 

พระที่ทรงมรรคทรงผลมีอยู่ไม่น้อยนะ เมืองพุทธของเรา เมืองไทยของเรา แต่ท่านไม่ได้ประกาศโอ้อวดท่าน ว่าท่านรู้ท่านเห็น อย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้นเอง  ท่านทรงมรรคผลไว้ภายในจิตใจด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของท่าน  สถานที่ท่านอยู่ส่วนมากมักจะอยู่ในป่าในเขามากกว่าที่อื่นๆ ใดทั้งนั้นแหละ ท่านเหล่านี้ท่านตักตวงมรรคผลนิพพานอย่างลึกลับ สายตาของเรามองไม่เห็น หรืออาจไม่มองท่านก็ได้ จึงมองไม่เห็น   สำหรับท่านๆ มองเห็นท่านตลอดเวลา เพราะเป็นสมบัติอันล้นค่าจะไม่มีความปีติยินดีซาบซึ้งในสมบัติที่มีอยู่ในหัวใจของตนได้อย่างไร  ท่านมีธรรมเหล่านี้ประจำใจจึงระลึกได้ตลอดเวลา

นี่ละการปฏิบัติธรรม ศาสนาของพระพุทธเจ้านี้เป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพานตลอดมา  อย่าให้กิเลสมาลบล้างว่าศาสนานี้ล่วงไปเท่านั้น จะหมดมรรคหมดผล หมดนิพพาน ใครทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป นี้เป็นเรื่องหลอกลวงของกิเลสซึ่งอยู่ในฝั่งอีกฝั่งหนึ่งของหัวใจ  มาลบล้างหัวใจที่เป็นฝ่ายธรรมให้สูญหาย เสียหายไปเสีย มีแต่กิเลสเหยียบย่ำตลอดเวลา  ไปที่ไหนจึงมีแต่เรื่องของกิเลสอย่างออกหน้าออกตาไม่ว่าประชาชน พระเณร  มีแต่กิเลสออกหน้าออกตา กิริยามารยาทเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้นในสายตาของธรรมจนดูไม่ได้เลย

เรายังไม่รู้อยู่หรือ ว่าเราเป็นส้วมเป็นถานให้กิเลสเหยียบย่ำทำลายตลอดเวลา  ความโลภเหยียบ ความโกรธเหยียบ ราคะตัณหาเหยียบ  ความดีดความดิ้นเหล่านี้เหยียบๆ ตลอดเวลาเห็นว่ามันเป็นของดิบของดีๆ จะสมมักสมหมายสมหวัง  แล้วผิดหวังๆ ไปตลอดเวลาเรารู้ไหม  นี่ละกิเลสเหยียบสัตว์โลก ให้ไม่รู้เนื้อรู้ตัว  ธรรมท่านไม่ตื่นนะ  ธรรมท่านไม่ตื่น อยู่ที่ไหน ได้มาท่านก็รู้ เสียไปท่านก็รู้  ท่านไม่ตื่น ท่านจะบำเพ็ญตั้งแต่จิตใจของท่านให้มีความสง่างาม ไปที่ไหนท่านสง่างาม  นี้ละผู้ทรงอรรถทรงธรรมคือ ผู้ปฏิบัติด้วยความสนใจจริงๆ และมีอยู่ตลอดไป  มรรคผลมีอยู่ตลอดไป  นี่เรียกว่าศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า คือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน

เราเกิดมาอย่าลืมเนื้อลืมตัว เกิดมาว่าเป็นมนุษย์แล้วก็เย่อหยิ่งจองหองว่าตัวเป็นมนุษย์  นี้ก็มนุษย์ที่ตัวเย่อหยิ่งจองหองนั้นแหละ มันมาตั้งชื่อตั้งนามเอาเองว่าเราเป็นมนุษย์ แล้วเหยียบย่ำทำลายสัตว์อื่นไปเสียว่าเขาเป็นสัตว์ๆ ต่ำต้อยน้อยหน้าไม่ใหญ่โตเหมือนมนุษย์เรา ความจริงมนุษย์เรานี้เป็นตัวเย่อหยิ่งจองหอง ซึ่งมันเหมือนกับสัตว์ทั้งหลายนั่นแหละ  แต่เราไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นจึงให้มองตัวบ้างนะ  เวลานี้เราเกิดเป็นมนุษย์  เกิดเป็นมนุษย์เกิดมาจากอะไร  เกิดมาจากบุญจากกรรม  การสร้างคุณงามความดีพอจะเป็นมนุษย์ได้จึงเป็นมาได้

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมต่างกัน คือ ผู้ที่ควรจะเป็นสัตว์ประเภทใด มันเป็นได้ทั้งนั้นเพราะอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่ตัวเองนั้นแลเป็นผู้ทำ  แล้วก็มาตกแต่งตัวเองให้เป็นดีเป็นชั่วต่อไปในภพชาติต่างๆ นั้นไม่มีที่สิ้นสุด  ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วทั้งนั้น เราอย่าได้ประมาทกรรมของเรา  เกิดมาชาตินี้เราชัดเจนแล้วว่าเราเป็นมนุษย์  แต่อย่ามามัวเย่อหยิ่งจองหองว่าเราจะเป็นมนุษย์ มีอำนาจบาตรหลวงใหญ่โตยิ่งกว่าสัตว์  ความตายมันก็เท่ากันนั้นแหละ  ไม่มีใครเกินใคร  แล้วอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่จะบีบบังคับสัตว์ทั้งหลายให้ไปสูงและไปต่ำ ก็ไปด้วยอำนาจแห่งกรรม มันก็เหมือนกันอีก ไม่มีอะไรเหนือกรรมไปได้

กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตํ กรรมเป็นเครื่องจำแนกแจกสัตว์ให้มีความประณีตเลวทรามต่างกัน นั่นฟังซิ เทวบุตร เทวดาอินทร์พรหม ต้นไม้ภูเขาตลอดถึงทั่วแดนโลกธาตุ  อะไรมาตกแต่งสัตว์ให้เป็นไปต่างๆ ได้ไม่มี  มีตั้งแต่เรื่องกรรมของสัตว์ผู้ทำเองทั้งดีทั้งชั่วนั้นแลเป็นผู้ตกแต่งตัวเอง  เราเกิดมานี้เป็นมนุษย์ ก็กรรมดีแห่งมนุษย์พอที่จะให้เรามาเกิดเป็นมนุษย์ เราก็มาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าพอให้เกิดเป็นสัตว์เกิดทันที เป็นเปรตเป็นผี เป็นสัตว์นรกอเวจี เกิดได้ทันทีเพราะอำนาจแห่งกรรมที่ตัวทำลงไปแล้ว

เราอย่าไปลบล้างกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วว่าจะไม่ให้ผลนะ นี่เป็นเรื่องของกิเลสหลอกลวง  เช่นมันหลอกลวงว่าบาปไม่มี บุญไม่มี ทำบุญไม่ได้บุญ ทำบาปไม่ได้บาป นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี พรหมโลกไม่มี นิพพานไม่มี  เหล่านี้ล้วนแล้วตั้งแต่กิเลสที่อยู่ฝั่งหนึ่งต่างหาก ที่ข้ามเขตเข้ามาเหยียบฝั่งแห่งธรรม คือ มรรคผลนิพพาน  แล้วก็ข้ามหัวมรรคผลนิพพานไปด้วยการทำความชั่วช้าลามก ระลึกไม่ระลึก ไม่มีหิริโอตตัปปะความสะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรมประการใดเลย  แล้วเวลาเกิดลงไป ก็กรรมอันเก่งๆ ของตัวเองนั้นแหละพาให้สัตว์ทั้งหลายตกนรก

ไม่ใช่ฟ้าแดดดินลม เทวบุตรเทวดา หรือสิ่งใดที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่จะมาจับไสสัตว์แต่ละตัวๆ ลงนรกได้ไม่มี ไปสวรรค์ก็ไม่มี ไปนิพพานก็ไม่มี มีแต่กรรมดีกรรมชั่วของตัวเองทั้งนั้น เป็นผู้สร้างขึ้นมาแล้วมีอำนาจบังคับตัวเองไป ถ้าทำชั่วเราจะบอกนรกไม่มีเท่าไรก็ตาม  การบอกว่านรกไม่มีนี้คือ กิเลสหลอกสัตว์ให้ตาบอดต่างหาก  นรก ที่ว่ามีก็คือ พระพุทธเจ้าผู้ตาดี หูดี เรียกว่าโลกวิทู รู้แจ้งโลกทั้งหมด ไม่ว่านรกหลุมไหนๆ กี่หลุม  ท่านแสดงไว้ในธรรมว่า มีถึง ๒๕ หลุม หลุมใหญ่ๆ  นี้ก็พระพุทธเจ้าทุกพระองค์แสดงไว้เป็นเสียงเดียวกันหมด  แล้วพวกเทวโลกก็คือสวรรค์ ๖ ชั้น นี่ก็คือผู้ตาดีหูดี รู้แจ้งแทงทะลุ  เห็นแล้วรู้แล้วจึงได้มาสั่งสอนโลกว่าสวรรค์มี เท่านั้นชั้นๆ  พรหมโลกมี ๑๖ ชั้น ก็คือผู้โลกวิทู รู้แจ้งโลกมาแสดงไว้ ไม่ใช่คนตาบอดหูหนวก ตาสีตาสาอะไรมาแสดงเอาไว้  พอที่จะไม่ยอมรับนับถือ

ทีนี้พระนิพพานเป็นธรรมที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว นี่ก็ศาสดาองค์เอกครองไว้แล้วซึ่งนิพพาน มาสอนนิพพานจะผิดไปไหน นี่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นความจริง แต่กิเลสมันลบล้าง นี่ละเรียกว่ากิเลสตัวทำลายตัวลบล้าง เราจะเชื่อฝ่ายไหนให้พิจารณา  กิเลสก็ดี ธรรมก็ดี มีอยู่ในหัวใจของเรา ให้เราเลือกเฟ้นเสียตั้งแต่บัดนี้ ไม่งั้นตายไปแล้วจะตกนรกหมกไหม้โดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่เจ้าของหยิ่งอยู่นั้นละว่านรกไม่มีๆ แล้วตกนรกก็คือเรา แล้วมันสายไปแล้ว เวลานี้ให้รีบแก้  เราไม่เชื่อคนแบบศาสดาเราจะไปเชื่อใคร  เชื่อตาสีตาสาก็เป็นตาสีตาสาไป เชื่อกิเลสก็เป็นกิเลสไป มันจะหลอกลงนรกอีกกี่กัปกี่กัลป์ไม่มีทางรู้นะ ถ้าไม่เชื่อพระพุทธเจ้า

สวากขาตธรรมแปลว่าอะไร  แปลว่าธรรมที่ตรัสไว้นี้เป็นความชอบธรรมทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไม่มีอะไรบกพร่อง จะตัดออกก็ไม่มี ว่ามากเกินไปอย่างนี้ก็ไม่มี น้อยเกินไป ให้หามาเพิ่มก็ไม่มี เรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบทุกสิ่งทุกอย่างแล้วสมบูรณ์แบบ เพื่อสัตว์ทั้งหลายที่จะก้าวเดินไปตาม ทางนรกก็บอก นี้เป็นทางนรกอย่าทำบาปถ้าไม่อยากไปนรก  นี้ทางสวรรค์ทางพรหมโลกนิพพาน  นี่คือทางความดี ให้สร้าง  ใครอยากจะไปทางดีให้สร้างความดี  ใครอยากไปทางนรก ว่านรกไม่มีก็เอา ให้เชื่อกิเลส มันจะเอาให้จมไปด้วยกัน สัตว์โลกนี้ฟื้นฟูขึ้นไม่ได้เพราะกิเลสหลอก เรายังไม่เคยเข็ดหลาบต่อมันอยู่เหรอ

พระพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อความเข็ดหลาบ เรายังไม่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่หรือ ยังเย่อหยิ่งจองหองว่าพระพุทธเจ้าสู้กิเลสไม่ได้อยู่เหรอ กิเลสมันเก่งกล้าสามารถนำสัตว์โลกแดนใดที่ไปสวรรค์นิพพานได้ไม่เคยมี  แต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาแล้ว ขนสัตว์โลกให้ไปสวรรค์นิพพานมีจำนวนมากขนาดไหน ไม่พอที่จะเชื่อถือได้บ้างหรือพวกเราเป็นชาวพุทธ ขอให้นำไปวินิจฉัยแล้วซักถามตัวเอง อย่าไปถามคนอื่น อย่าไปโต้แย้งกับใครให้โต้แย้งกับกิเลส ตัวเสนียดจัญไรอยู่ภายในหัวใจเราฟาดมันหมอบลงไป

บาปบุญสวรรค์นรกไม่มียังไง มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์กี่กัปกี่กัลป์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ใดตรัสรู้ขึ้นมา ตรัสรู้ตั้งแต่เรื่องบาปเรื่องกรรม เรื่องนรกสวรรค์ทั้งนั้นด้วยความเป็นของมีอยู่มาดั้งเดิม  แล้วกิเลสตัวใดมันจะยกโคตรยกแซ่ มาลบล้างสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นของมีอยู่มาดั้งเดิมให้ไม่มีอะไรเหลือได้ยังไง  ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว โลกอันนี้ก็ไม่ต้องหาศาสนามาสอน ให้กิเลสมันสอน เป็นยังไงกิเลสสอนคน เอ้าโลภมากๆ แล้วผลแห่งความโลภมากเป็นยังไงจะรู้ประจักษ์ตา เอ้า โกรธมากๆ จะเป็นยังไง ให้รู้ประจักษ์ตาอีกแหละ

เอ้าราคะตัณหา หามามากๆ ผู้ชายคนหนึ่งหาเมียสักร้อยคน ผู้หญิงคนหนึ่งหาผัวสักสามร้อยคน เอ้า เอามาแข่งกันซิ ในบ้านนั้นแหละ นั้นละคือเวทีหมากัดกันจะอยู่ตรงนั้น มันวิเศษวิโสไหม พิจารณาซิ  เอามาแข่งพระพุทธเจ้าซิ  พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้มีเมียคนเดียว มีผัวคนเดียว  แล้วเป็นความสงบสุขร่มเย็นอย่างนี้  นี่ไม่ยอมฟังเสียงพระพุทธเจ้า  ไปเอาวิชาหมาเข้ามาแทรกเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป  หมามีกี่ผัวกี่เมียก็ได้เขาไม่ถือกัน  แต่เรื่องของคนที่มีความรู้ความฉลาดยิ่งกว่าสัตว์ ไม่ควรจะเอาวิชาหมาเข้ามาปฏิบัติตนกัดกันในครอบครัว  นี่ละอย่าเอาวิชาหมา วิชาของกิเลสมาเหยียบหัวพระพุทธเจ้า จะเป็นการทำลายหรือเหยียบหัวเราลงไปในตัว  ประจักษ์ใจไม่สงสัย พิจารณาอย่างนี้ซิ

อะไรจะเลิศเลอยิ่งกว่าธรรมพระพุทธเจ้าในโลกอันนี้ เราเกิดมานี้กี่ภพกี่ชาติก็ตาม เกิดมาพลาดไปเป็นสัตว์ เป็นเปรต เป็นผี เป็นสัตว์นรกอเวจี ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว แล้วชาตินี้เรามาเกิดเป็นมนุษย์ เรายังไม่เห็นความสำคัญแห่งชาติมนุษย์แล้ว สู้ชาติเปรต ชาติผีไม่ได้ ก็เอ้าเอาความรู้ความเห็นนี้ปฏิบัติลงไปมันก็จะจมลงไปอีก ที่จะขึ้นสวรรค์ชั้นพรหมตามทางที่ศาสดาสอนไว้จะไม่มี เพราะไม่เชื่อท่านจะเอาอะไรมาดำเนินพอเป็นความสุขอันดีงามบ้างล่ะ

ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้สนใจทางด้านปฏิบัตินะ  เวลานี้จิตใจของโลกนี้หมุนไปทางกิเลสตัณหาเสียมากต่อมาก  มองดูคนทั้งคนแทบมองไม่เห็น  ต้องขออภัยเราพูดตามหลักความจริงเป็นภาษาของธรรม  กิริยาอะไรที่เคลื่อนไหวออกไปมีแต่ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความลืมเนื้อลืมตัว  ความไม่มีป่าช้า  ความไม่มีนรกอเวจี  มีแต่ความเพลิดความเพลินที่จะลากลงไปนรกอเวจีอยู่นั้นแลมันก็ไม่รู้ตัว หนาหรือไม่หนามนุษย์เรา เป็นยังไง เรายังเห็นว่าพระพุทธเจ้าไม่มีความหมายอะไรเลย ก็เรามันหมดความหมายไปแล้ว ถ้าลงเห็นพระพุทธเจ้า เห็นศาสนาไม่มีความหมาย แสดงว่าเราเริ่มหมดความหมายแล้ว ตั้งแต่เรายังเป็นมนุษย์นี้แล ให้รีบพิจารณาแก้ไขตนเองเสียตั้งแต่บัดนี้

ศาสดาองค์เอกไม่มีใครเสมอเหมือนแล้ว  ผู้ที่หลุดพ้นจากทุกข์ไปเพราะศาสดาเป็นผู้แนะนำสั่งสอนมีจำนวนมากแล้ว เราทำไมจะมีอำนาจวาสนามาจากไหนไปเป็นคู่แข่งพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าสอนคนให้ขึ้นสวรรค์ เราไปลากคนลงนรกตั้งแต่เราลงไปหาเพื่อนฝูง หลอกลวงกันไป บาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี จะพากันจมกันหมดทั้งโลกนะ  จะไม่มีอะไรเหลือติดเนื้อติดตัว เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งคนทั้งชาติ จะไม่มีอะไรเหลือติดตัวขึ้นชื่อว่าเป็นความดีแล้ว ให้รีบพิจารณาตั้งแต่บัดนี้ หลวงตาก็ปฏิบัติอรรถธรรมมานี้นานแล้ว ตั้งแต่ออกปฏิบัติมาก็เป็น ๖๐ กว่าปีแล้ว รวมทั้งหมด ๗๐ พรรษานี้นานหรือไม่นาน ท่านทั้งหลายมากต่อมากนี้จะยังไม่เกิดก็มีเยอะจะว่าไง นี่หลวงตาบวชมาตั้งแต่นั้น

เราขอพูดตามหลักความจริงให้พี่น้องทั้งหลายฟังเป็นภาษาธรรม ไม่ใช่ภาษากิเลสที่มีความอ้อมแอ้มหลอกลวงต้มตุ๋น นิ่มนวลอ่อนหวานไพเราะเพราะพริ้งแต่ต้มตุ๋นคนเก่ง นั่นคือ ภาษาของกิเลส ภาษาของธรรมจะพูดอย่างตรงไปตรงมา ดังที่พูดอยู่เดี๋ยวนี้เอง เราเอาภาษาของธรรมมาพูดตามหลักความจริงที่ได้ดำเนินมายังไง  ตั้งแต่วันบวชมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ได้ ๗๐ พรรษา จวนจะเต็ม ๗๐ ปีแล้ว พอเดือนพฤษภานี้ก็เต็ม ๗๐ ปี รักษาศีลรักษาธรรม รักสงวนเทิดทูนธรรมวินัยของพระพุทธเจ้ามาตลอดเวลา ไม่มีความเดือดร้อนวุ่นวาย เพราะเจ้าของได้ข้ามเกินธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเลย มีแต่ความอบอุ่นเย็นใจ สบายๆ นี่เพียงความอบอุ่นด้วยศีลของเรา ธรรมของเราในการภาวนาเรายังไม่ได้ก็ตามในเบื้องต้น  เรามีศีลเท่านั้นเราอบอุ่น ตายเราก็แน่ใจของเราว่าไปสวรรค์เลยไม่ต้องไปถามใคร  นี่เป็นความอบอุ่นเรื่อยมาตั้งแต่รักษาศีลสมบูรณ์นับตั้งแต่วันบวชมา  สมบูรณ์แล้วในจิตอบอุ่นแล้วในจิตใจของเรา 

จากนั้นก็ออกปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนา หลังจากการเรียนอยู่เป็นเวลา ๗ ปี  ออกจากนั้นก็ขึ้นเวทีเข้าป่าเข้าเขาลำเนาไพร  ซัดกับกิเลสอยู่บนหัวใจตัวหลอกลวงเก่งๆ นั้นแหละ  ตัวขี้เกียจขี้คร้านก็คือตัวของมันก็มารวมอยู่ที่ตัวของเรา  การทำความดีทั้งหลายขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอไม่มีเวล่ำเวลา เจ็บป่วยเมื่อยนั้นเมื่อยนี้เต็มร่างกายของเรา  เพราะจิตมันไม่เอาไหน มันไม่อยากทำก็คือกิเลส  นี่มันก็เป็นในหัวใจของเรา

เวลาออกไปฟัดกับกิเลสทางนี้ก็เอา ว่างั้นเลยนะ  เอาจริงเอาจังด้วย เอ้า เป็นก็เป็นตายก็ตายตั้งแต่วันก้าวขึ้นสู่เวที คือออกปฏิบัติกรรมฐาน เที่ยวอยู่ในป่าในเขาลำเนาไพรโดยมีหลวงปู่มั่น อาจารย์องค์เอกในสมัยปัจจุบันเป็นผู้คอยแนะนำสั่งสอนฉุดลากตลอดเวลา แล้วสร้างกำลังใจของเราให้หนาแน่นมั่นคงขึ้นในทางมรรคทางผล  ความพากเพียรจึงเด็ดจึงเดี่ยวเฉียบขาดตลอดเวลา  ฟาดกิเลสตัวมันวุ่นวาย ส่ายแส่กวนอยู่ตลอดเวลาให้สงบลงด้วยจิตตภาวนาซึ่งเป็นน้ำดับไฟ น้ำดับไฟดับลงไป จิตที่เคยฟุ้งซ่านรำคาญวุ่นวายทั้งวันทั้งคืน ยืนเดินนั่งนอน กลายเป็นจิตสงบลงไป  ด้วยการภาวนาหนักเข้าๆ จิตสงบจากนั้นเย็นเป็นสมาธิ  มีความแน่นหนามั่นคงขึ้นภายในใจสง่างาม  อยู่ที่ไหนในป่าในเขาสง่างามไปหมดเลย เอ้า  ขอพูดตามความสัตย์ความจริง มันสง่างามจะให้ว่ายังไง เมื่อมันเลวก็บอกว่าเลวแล้วนี่

เวลาปฏิบัติอรรถธรรม อรรถธรรมเข้าสู่ใจชะล้างสิ่งเลวร้ายทั้งหลายสิ่งสกปรกโสมมทั้งหลายออก  ใจมีความสะอาดมากน้อยเพียงไร  แสดงความแปลกประหลาดอัศจรรย์สง่างามขึ้นไปโดยลำดับลำดาๆ ตั้งแต่สมาธิ จนกระทั่งถึงขั้นปัญญามีความสามารถแกล้วกล้าพินิจพิจารณาแก้ไขดัดแปลง  ผลักดันสิ่งที่เป็นข้าศึกทั้งหลายออกโดยลำดับลำดา  จิตมีความสง่างามมีความคล่องแคล่วว่องไว ทุกอย่างความสว่างไสวนี้กระจายตัวออกไป กว้างออกไปๆ เพราะอำนาจแห่งปัญญาอันนี้เบิกกว้างๆ ฟาดเข้าไปจนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจ ไม่มีอะไรเหลือเลยเป็นเวลา ๕๔ ปีนี้แล้ว  นี่มาโกหกท่านทั้งหลายเหรอ 

ท่านทั้งหลายเป็นชาวพุทธ หลวงตาก็เป็นชาวพุทธ หวังเพื่อจะฉุดลากกันให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายเพราะกิเลสมันฉุดลากลงทางต่ำ  แล้วจะเป็นการโกหกพี่น้องทั้งหลายแล้วเหรอ  ท่านทั้งหลายนิมนต์หลวงตามาวันนี้ นิมนต์มาโกหกเหรอ แล้วหลวงตามาเทศนาว่าการให้พี่น้องทั้งหลายฟังเวลานี้ มาโกหกพี่น้องทั้งหลายเหรอ ขอให้ฟังให้ถึงใจทุกคน เราเป็นชาวพุทธด้วยกันต้องเอาภาษาธรรมพูดกัน  อย่าเอาภาษากิเลสมาปลิ้นปล้อนหลอกลวงต้มตุ๋นพูดไพเราะเพราะหวานเจริญพรๆ มันเกิดประโยชน์อะไร  สิ่งที่มันจะพาให้เราจม ไม่บอก เกรงใจกันๆ เกรงใจกันก็คือ เกรงใจกิเลส กิเลสสนุกทำงาน  บีบคอหัวใจสัตว์ทั้งหลายลงนรกโดยความเกรงอกเกรงใจกันนั่นแหละ ส่วนธรรมไม่เกรงใจ เพราะถือว่ากิเลสเป็นข้าศึกอยู่แล้ว ฟาดลงๆๆ เอากิเลสขาดสะบั้นลงไปเป็นลำดับ จิตใจสว่างจ้าๆ

สาธุ ขอให้ซ้ำอีกทีหนึ่งว่า  อยู่ภายในคนเดียว ทำไมมันถึงเป็นได้จิตแต่ก่อนเราไม่เคยเป็น  จิตสง่างามมาเรื่อย ก็ว่าดีมาเรื่อย อัศจรรย์มาเรื่อย  มาถึงวาระจวนสุดท้าย  ถึงขนาดที่ว่าออกอุทานเลยทีเดียว  โอ้โหจิตของเรานี้ทำไมมันถึงสว่างไสวเอานักหนา  มองดูโลกธาตุนี้มันว่างไปหมด สว่างจ้าครอบไปหมด ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้  นี่ก็ยังไม่ถึงขั้นสุดของจิตของธรรม มันก็ยังแสดงความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาให้เห็น จากการปฏิบัติของเรา เห็นชัดๆ  จนกระทั่งตัวเองก็อัศจรรย์ตัวเอง ขึ้นอุทานมาเลย 

นี่ผลแห่งการปฏิบัติธรรมเป็นมาเป็นลำดับอย่างนี้  จากนั้นก็เอากิเลส ตัวมันที่ว่าสว่างจ้านี้ยังไม่พอ เอายิ่งกว่านี้เข้าไปอีก ซัดเสียจนกระทั่งกิเลสมันขาดสะบั้นออกจากจิตใจหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย  สว่างทั้งภายนอกสว่างทั้งภายใน  ปล่อยทั้งภายนอก ปล่อยทั้งภายใน ซึ่งเป็นภาระของจิตออกโดยสิ้นเชิง  วางไปหมด ว่างไปหมด ไม่มีอะไรเหลือภายในใจ มองดูโลกธาตุ ครอบโลกธาตุ ไม่มีอะไรผ่านหัวใจเลย  นี่คือผลแห่งการปฏิบัติ เกิดความอัศจรรย์ขณะที่จิตได้เปิดออกจากกิเลสตัณหาในขณะนั้น แล้วประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่ม

นี่เป็นยังไง กิเลสมีน้ำหนักมากขนาดไหน มันเกาะอยู่หัวใจของเราจนจะจมดิน จิตใจสว่างจ้าขนาดนั้นว่าดิบว่าดีแล้ว  เวลาฤทธิ์ของธรรมได้แสดงตัวขึ้นมาเต็มที่ ผลักกิเลสขาดสะบั้นลงไปนี้ประหนึ่งว่าฟ้าดินถล่มทีเดียว  มันสะเทือนไปหมดโลกธาตุนี้ นั่นเป็นยังไงอำนาจของกิเลส มันหนาแน่นขนาดไหน รุนแรงขนาดไหน  ผลักมันออกจากใจประหนึ่งว่าโลกธาตุไหว  พร้อมกับขณะที่ธรรมจ้าขึ้นมาเท่านั้น  หือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอ  อย่างนี้ละเหรอ นั่น

เคยเห็นไหมตั้งแต่เกิดมาแต่อ้อนแต่ออกแต่โคตรแต่แซ่ของหลวงตาบัวก็ไม่เคยเห็น  แต่เวลามาจ้าขึ้นในขณะนั้นแล้ว เกิดความอัศจรรย์ตัวเอง  ถึงขนาดได้อุทานขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ เลยว่า หือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอ  อย่างนี้ละเหรอ นั่นเป็นยังไงถึงใจไหม  หือ ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ เป็นอย่างนี้ละเหรอ  พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ  พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์  มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง นี่มันเป็นแล้วภายในใจ  อัศจรรย์เต็มขีดแล้วในใจ  นี่เป็นยังไง  เมื่อมันเป็นอย่างนั้นแล้ว หายสงสัยในสามแดนโลกธาตุนี้ ว่างเปล่าไปหมด  แนะนำสั่งสอนโลกก็สั่งสอนด้วยความเมตตาสงสาร

ใครจะเอาก็เอา ธรรมของพระพุทธเจ้ามีจริงอยู่อย่างนี้แหละ คงเส้นคงวาหนาแน่น ใครจะลบล้างว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ นิพพานไม่มี ก็เอ้าลบล้างไป ก็คือลบล้างตัวเอง สร้างขวากสร้างหนามสร้างฟืนสร้างไฟเผาตัวเองนั้นแหละ  ถ้าเราต้องการมีความรักสงวนตน ปัดสิ่งที่เป็นภัยแล้ว สิ่งใดที่กิเลสมันหลอกลวงอยู่เวลานี้ นั้นละคือตัวภัยทั้งนั้น  อย่างน้อยขอให้รู้จักประมาณอย่าให้เกินเหตุเกินผล ทุกสิ่งทุกอย่างให้มีธรรมผลักดันเอาไว้ มีการยับยั้ง มีเบรกห้ามล้อบ้างนะ  อย่าประพฤติปฏิบัติตัวเหลวแหลกแหวกแนวจนชินต่อนิสัย

วันหนึ่งๆ ไม่ได้สร้างความชั่ว ไม่ได้รื่นเริงบันเทิง ปล่อยเนื้อปล่อยตัวอยู่ไม่ได้  เพราะกิเลสมันลากไปๆ นี้คือความเคยชินต่อนิสัยแล้วจะหนักแน่นขึ้นไป ตายแล้วจะจมจะว่าไม่บอกนะ แล้วจะให้ใครมา กุสลา ธมฺมา ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่พระพุทธเจ้าสอนมันไม่ยอมฟังเสียง ตายแล้วพระองค์ไหนจะวิเศษวิโสยิ่งกว่าพระพุทธเจ้ามาสั่งสอนให้พ้นจากนรกไปได้  ตายแล้วนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา เกิดประโยชน์อะไร  เจ้าของเองไม่เคยสนใจกับความฉลาดที่จะเสาะแสวงหาคุณงามความดีเข้ามาสู่ตัว 

คำว่า กุสลา ก็คือ ความฉลาด แก้ไขดัดแปลงตัวเอง บำเพ็ญตนเองให้หลุดพ้นไปจากมลทินและความทุกข์ทั้งหลายนั้นแล เรียกว่ากุสลา นี่เราไม่ได้สนใจกับกุสลาทางฝ่ายบุญฝ่ายกุศล ตายแล้วนิมนต์พระมากุสลามันไม่เกิดประโยชน์นะ ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้จำเอาไว้ ตั้งแต่บัดนี้ หลวงตาบัวนี้พูดอย่างชัดเจนเลยว่า พูดเต็มหัวอก  หลวงตาบัวตายแล้วอย่านิมนต์พระมากุสลา หลวงตาบัวพอทุกอย่างแล้ว พอหมด ไม่มีอะไรในสามแดนโลกธาตุนี้จะมาติดค้างภายในหัวใจได้เป็นเวลา ๕๔ ปีมาแล้ว  ท่านทั้งหลายได้ยินหรือยัง เป็นเวลา ๕๔ ปีมาแล้ว ได้คว่ำโลกธาตุออกจากหัวใจ ประหนึ่งว่าโลกธาตุไหวภายในหัวใจเต็มเหนี่ยว สะดุ้งเลยทันที

นี่เป็นยังไง เลิศไหมธรรมเมื่อได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว แต่ก่อนเราเคยเห็นเมื่อไร อย่าว่าแต่หลวงตาบัว  โคตรแซ่หลวงตาบัวก็ไม่เคยเห็น เพราะท่านเหล่านั้นไม่ได้ปฏิบัติ  นี่เราเป็นผู้ปฏิบัติ โคตรแซ่ไม่รู้เราก็รู้ได้ เพราะผลแห่งการปฏิบัติของเรา  จึงได้ประกาศขึ้นมาว่าหือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้อย่างนี้ละหรือๆ มันเป็นแล้วในจิตนั่นน่ะ จะให้ว่ายังไง แต่ก่อนเราเคยพูดได้ยังไงคำนี้น่ะ  พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละหรือๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละหรือๆ นั่นฟังซิ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความถึงใจ แล้วก็ประมวลเข้ามาอีก อ๋อ พระพุทธเจ้า  พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง นี่มันเป็นแล้วนั่นน่ะในหัวใจ

จึงขอเทียบข้อเทียบเคียงให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วหน้ากัน เหมือนน้ำในมหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรเป็นที่รับของแม่น้ำสายต่างๆ ไหลเข้ามาทั่วโลกดินแดนลงในมหาสมุทรทั้งหมด  เวลาแม่น้ำทั้งหลายที่ไหลเข้าสู่มหาสมุทรยังไม่ถึงมหาสมุทรเรียกได้ว่า แม่น้ำนั้นมาจากคลองนั้นคลองนี้ ๆ ผู้ไหลใกล้เข้ามาๆ ผู้ที่ถึงมหาสมุทรเต็มที่แล้ว น้ำนั้นก็เรียกว่าเป็นน้ำมหาสมุทรไปด้วยกันหมด คำว่าคลองนั้นคลองนี้หมดความหมายไป  สำหรับผู้ถึงน้ำมหาสมุทรแล้วนะ ผู้ที่ไหลเข้ามาๆ ใกล้เข้ามาๆ ยังเรียกว่าคลองนั้นคลองนี้อยู่นั่นแล  พอถึงมหาสมุทรแล้วเป็นน้ำมหาสมุทรอันเดียวกันหมดเลย

อันนี้ฉันใดก็เหมือนกัน  ผู้บำเพ็ญธรรมะถึงมหาวิมุตติมหานิพพานซึ่งเทียบกับมหาสมุทรแล้วก็เช่นเดียวกันอย่างนั้นแล คือ ผู้บำเพ็ญบารมีมาตามอำนาจวาสนาของตนมากน้อย ซึ่งเทียบกับแม่น้ำคลองต่างๆ นั้นแหละ ไหลเข้ามาๆ ผู้ที่ใกล้เข้ามาก็ใกล้เข้ามา ผู้ถึงแดนวิมุตติแล้วก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานอันเดียวกันหมด  แล้วผู้ที่ไหลเข้ามาก็คือว่าบารมียังไม่แก่กล้า ก็ค่อยพยายามสร้างเข้ามา สร้างขึ้นมาเรื่อย หนุนเข้ามา ใกล้เข้ามาๆ จนถึงมหาวิมุตติแล้วหมดปัญหา ว่าวิมุตติคืออะไร หมดปัญหาทันที

อันนี้เมื่อจิตของเราได้ถึงขั้นบริสุทธิ์แล้ว พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอันเดียวกัน คือเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานอันเดียวกันแล้วถามกันหาอะไร  ถามหาพระพุทธเจ้าหาอะไร ถามพระพุทธเจ้า ถามพระรูปพระโฉมก็เหมือนกับเรานี้แหละ  เช่นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ท่านตรัสรู้ที่เมืองอินเดีย แล้วนิพพานที่อินเดีย นี่เป็นพระรูปพระโฉม เป็นเรือนร่างของพุทธะไม่ใช่พุทธะแท้นะ เป็นเรือนร่างของท่านต่างหาก

พุทธะแท้ได้แก่ ธรรมชาติที่ว่านี่ มหาวิมุตติมหานิพพานนี้แลคือพุทธะแท้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมอันนี้ผางขึ้นมาเท่านั้น หมดโลกสงสาร เป็นธรรมธาตุล้วนๆ แล้ว องค์ใดที่ตรัสรู้ขึ้นมาผางเป็นอันเดียวกันแล้วๆ เมื่อเป็นอย่างนั้นจะถามหาพระพุทธเจ้าหาอะไร อยากเห็นอยากพบพระพุทธเจ้าหาอะไร  จ้าอยู่ในหัวใจนี้ก็คือ พุทธะ ธรรมะ สังฆะ เป็นอันเดียวกันแล้ว ถามหาท่านอะไร  นี่ท่านทั้งหลายรู้ไหมธรรมพระพุทธเจ้าสอนโลกถึงขนาดนี้  เรายังเห็นว่าธรรมะนี้เป็นของเล่นอยู่เหรอ เป็นของจริงตั้งแต่กิเลสหลอกลวงทั้งวันทั้งคืนต้มตุ๋นตลอดเวลา  ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนมาหากัน บ่นตั้งแต่เรื่องความทุกข์นั้นเหรอ  ความสุขที่จะเล่าสู่กันฟังนิดหนึ่งมันไม่มีนะเวลานี้

โลกนี้กว้างแสนกว้าง รู้แล้วยังว่าโลกแสนกว้างเป็นโลกที่ทอดสัตว์ทั้งหลายให้จมอยู่ในนี้ เดือดพล่านๆ คือโลกแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง ไสสัตว์ทั้งหลายให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลกเต็มสงสาร ธรรมพระพุทธเจ้าเคยได้ทอดโลกให้เกิดความเดือดร้อนที่ไหน ทำไมจึงไม่สนใจกัน ยังไม่จืดจางบ้างหรือกับความทุกข์ความทรมานของกิเลสที่มันหลอกลวงต้มตุ๋นเป็นฟืนเป็นไฟอยู่เวลานี้  เราจะไปเข็ดหลาบเมื่อไร ลงนรกจนกระทั่งถึงประจัญหน้ากันแล้วถึงว่า โอ๋ นี่หรือนรกมีหรือ มันสายไปแล้วนะนั่น  อย่าเข้าไป อย่าไปกล้าหาญต่อไฟนรกนะ  ตั้งแต่ไฟในเตาเรา ดอกไฟดีดออกมาเท่านั้น ถูกตัวของเราปัดทันทีเป็นยังไง แล้วไฟนรกกับไฟอันนี้ต่างกันยังไงบ้าง พิจารณาซิ 

ความร้อนของไฟในเตากับความร้อนของไฟในนรก ผิดกันเทียบไม่ได้นะ เพียงความร้อนในเตาไฟของเราที่ดอกไฟดีดออกมาถูกตัวของเรา  เรายังปัดปุ๊บ มันเป็นยังไง ไม่ร้อนปัดกันหาอะไร มันร้อนขนาดนั้นละ ฟังซิ เพียงดอกไฟติดปั๊บ ปัดปุ๊บ ทีนี้ไฟนรกมันไม่ใช่ดอกไฟนะ  มันตัวเราทั้งคนนี้แหละ โดนลงไปนรกจังๆ นั้นละกี่กัปกี่กัลป์ แล้วจะเอาอะไรไปปัดกัน  ถ้าไม่สิ้นกรรมของตนแล้วยังไงก็ปัดไม่ออก จมอยู่นั้นละ เป็นยังไง เราสามารถหรือเรามีความกล้าหาญนักเหรอที่จะไปปัดไฟในนรก ให้เหมือนปัดไฟในเตานั้นน่ะ  เรายังสามารถยิ่งกว่าปัดไฟในเตาหรือปัดไฟในนรกนั้น  ให้พิจารณาเสียตั้งแต่บัดนี้นะ  ตายแล้วอย่านิมนต์พระมากุสลา เอ้า สอนเราให้พอ

ทานมีเท่าไร เรามีมากมีน้อยอย่าตระหนี่ถี่เหนียว ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าแล้วให้เชื่อ การทำบุญให้ทานนี้จะนำผลแห่งความกว้างขวางเบิกบานเข้ามาหาเรา  คนที่มีทานไปที่ไหนกว้างขวางเบิกบานนะ ไม่มีคับแคบตีบตัน เพื่อนฝูงก็มาก เป็นคนธรรมดาเพื่อนฝูงก็มาก เป็นวงราชการงานเมืองเพื่อนฝูงก็มาก ไปที่ไหนมาก เป็นพระเพื่อนฝูงก็มาก  คนมีจิตใจอันกว้างขวางเบิกบานด้วยการเสียสละ ด้วยความเมตตาสงสาร ผิดกันกับคนตระหนี่ถี่เหนียว

คนตระหนี่ถี่เหนียวนี้ไปที่ไหนตีบตันอั้นตู้ แม้ที่สุดตายแล้วก็ไม่มีใครอยากไปเผาศพ เขาไม่พอใจจะไป ไปก็ฝืดเคือง ไปพอแก้หน้ากันไปอย่างนั้นละ ไม่ได้ไปด้วยความเต็มอกเต็มใจเหมือนคนมีความดีงามติดตัวนะ  นี่ละต่างกันอย่างนี้ คนตระหนี่ถี่เหนียวเพื่อนฝูงก็มีน้อย ตายแล้วไปเกิดภพใดชาติใดก็มีแต่ความตระหนี่ถี่เหนียวนั้นไปบีบบังคับให้เกิดความทุกข์ความจน  ภพใดชาติใดไปเจอตั้งแต่ความทุกข์ความจน เขามีเต็มบ้านเต็มเมืองไอ้เราทุกข์เต็มหัวใจของเรา เต็มภพเต็มชาติของเรา มันเป็นยังไง พิจารณาซิ เราจะไปตำหนิใคร

เขาผู้ที่มั่งมีสมบูรณ์เป็นเศรษฐียังมี เราทำไมจึงเป็นคนจนคนเดียวมันเป็นอะไร ไปแข่งเขาหาอะไร  ก็เพราะกรรมของเราไม่มีใครแข่งใครแหละ ใครทำลงไปดีชั่วมันก็เป็นของตัวเอง  เราอย่าไปให้กิเลสหลอกนะ พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์เอก ทานการกุศลเป็นสิ่งที่นำโลกให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้ อยู่ในโลกใดก็ตาม มีแต่ความกว้างขวางๆ ไปที่ไหน ไม่มีความอดอยากขาดแคลน ไปภพใดชาติใด คนมีทานการกุศลในจิตใจนี้ เย็นไปหมด ผิดกับคนที่ตระหนี่ถี่เหนียว ไปอยู่โลกไหนๆ มันก็คับแคบตีบตัน เขาเป็นเศรษฐีมันก็เป็นคนจนแข่งเขาอยู่นั้นแหละ ให้จำเอานะ 

การรักษาศีลก็รักษาเอาบ้าง การเจริญเมตตาภาวนาดังที่สอนแล้วจนถึงขั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้เหรอ นี้ก็ได้สอนแล้วนะ  ท่านทั้งหลายว่าเป็นของหลอกลวงหรือ  ท่านทั้งหลายนิมนต์หลวงตามาเวลานี้มาหลอกลวงท่านทั้งหลายหรือ ฟังให้ดีนะวันนี้ หลวงตาถอดจากหัวใจหลวงตามาสอน สอนนี้เป็นภาษาของธรรมล้วนๆ เพราะฉะนั้นคำพูดที่ว่าไพเราะเพราะพริ้งหรือนิ่มนวลอ่อนหวานอย่าเอามายุ่ง  อันนั้นเป็นเรื่องกลมายาของกิเลสหลอกลวงสัตว์โลกให้จมไปตามมันต่างหาก ภาษาธรรมไม่เคยพาทำใครให้ล่มจมเลย พระพุทธเจ้าสอนยังไงเป็นอย่างนั้น

นี่ภาษาธรรมที่เราได้ปฏิบัติมาได้รู้เห็นอย่างไรสอนตามความรู้ความเห็น ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก สอนตามหลักความจริง ท่านทั้งหลายจะพอเชื่อถือได้ไหม หรือว่าหลวงตาบัวนี้มาหาโกหกพี่น้องทั้งหลายหรือ เอ้าพิจารณา ให้คิดนะ  หลวงตาบัวนี้หมดห่วงหมดใย หมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเวลานี้  ไม่มีอะไรเหลือ  เวลาที่เหลืออยู่นี้ก็คือความเมตตาสงสารต่อชาติบ้านเมืองของเรา  ได้อุตส่าห์ตะเกียกตะกายมาทั้งเวลานี้ก็แก่มากแล้ว ก็เพราะความเมตตาสงสาร  บ้านเมืองเราจะล่มจมจริงๆ

เมื่อได้เห็นเหตุการณ์อย่างนั้นแล้ว เราก็เป็นลูกของชาติบ้านเมืองเป็นลูกของไทย เป็นเนื้อหนังของไทยอวัยวะของไทยเราจะอยู่นอนใจได้ยังไง  เป็นพระก็เป็นพระของไทย พ่อแม่ก็เป็นคนไทย เราก็เป็นลูกของไทย เราจะอยู่เฉยๆ ใจจืดใจจางได้หรือ นี่ละเหตุที่จะได้ออกช่วยพี่น้องทั้งหลายจนกระทั่งบัดนี้ ตะเกียกตะกาย ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ไป ใครมานิมนต์ไปที่ไหนก็ไป  ไปเทศนาว่าการแบบตะเกียกตะกายล้มลุกคลุกคลานไปอย่างงั้นละ

นี่เราก็ดำเนินมาได้ถึง ๕ ปีนี้แล้วเป็นยังไง  อันนี้ผลแห่งการนำพี่น้องทั้งหลายนี้ เวลานี้ทองคำเราได้ จะได้ ๖ ตันกว่าในวันที่ ๑๒ เมษานี้แหละ จะได้หกตันกว่าหรือหกพันกว่า ถ้าว่าตันก็หกตันกว่า จะได้วันที่ ๑๒ เมษานี้แหละ  เวลานี้ได้ห้าพันกว่า พอเพิ่มเข้าอีก ๕๐๐ กิโลในวันที่ ๑๒ นี้ก็จะได้หกตันกว่า  นี่ผลแห่งการปฏิบัติพาพี่น้องทั้งหลายดำเนินมา 

ส่วนดอลลาร์เวลานี้ได้ ๗,๓๐๐,๐๐๐ กว่าแล้ว นี่เข้าคลังหลวงหมดแล้วนะ  ทองคำก็เข้าจำนวนมากแล้วยังเหลือเล็กน้อยประมาณ ๕๐๐ กิโลจะเข้าวันที่ ๑๒ นี้  ส่วนเงินสดนั้นเราได้เข้าคลังหลวง ๑,๑๑๒,๐๐๐,๐๐๐ อันนี้เรานำเอาซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงของเราเป็นเงินสด  ,๑๑๒,๐๐๐,๐๐๐ นะ นอกจากนั้นเราช่วยชาติบ้านเมืองทั่วประเทศไทย โดยการสงเคราะห์สงหาคนทุกข์คนจน คนทุกข์ไร้เข็ญใจและคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มียารักษา ไม่มีเงินรักษาตัวเอง มาขอร้องจากทางวัด มาขอร้องจากเรา เราก็มอบให้เลยๆ ช่วยทุกรายไม่เคยปัดออกแม้รายเดียว เราช่วยทั้งนั้นๆ นี่ตลอดมา

จากนั้นก็สถานสงเคราะห์ โรงร่ำโรงเรียนไม่ทราบกี่สิบหลัง แล้วก็สถานที่ราชการต่างๆ อันนี้ก็มากต่อมาก  เวลานี้กำลังสร้างที่เรือนจำลาดยาวอยู่ ๒ หลัง กะไว้ประมาณ ๓๐ ล้านเป็นอย่างน้อยนี่กำลังสร้างเวลานี้ จากนั้นก็โรงพยาบาล โรงพยาบาลนี้ ๒๐๐ กว่าโรง ช่วยมาตลอดๆ อยู่อย่างนี้แหละ 

เราไม่เคยเก็บ ไม่เคยมีพิรุธในหัวใจของเรา ในบรรดาสมบัติที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคมาไม่ทราบว่ากี่พันล้านแหละ เงินเหล่านี้ที่ออกช่วยพี่น้องชาวไทยของเราทั่วประเทศไม่ได้เข้าคลังหลวง ออกช่วยพี่น้องชาวไทยเราตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงโรงพยาบาล มาจนกระทั่งบัดนี้  โรงพยาบาลไม่ทราบว่ากี่สิบตึก เรื่องตึกนั้นหลายสิบตึก เครื่องไม้เครื่องมือนี้มากต่อมาก  แล้วจากนั้นยังมีซื้อที่ให้โรงพยาบาล แบ่งซื้อให้ก็มี ซื้อให้หมดทั้งโรงก็มี  นี่เป็นเงินของพี่น้องทั้งหลายบริจาคมาทั้งนั้น

สำหรับหลวงตาบัวนี้ เราช่วยโลกด้วยความเมตตาล้วนๆ เราแบมือตลอดไม่มีคำว่ากำ เราจึงกล้าพูดได้ว่า เราไม่เคยมีความทุจริตต่อเงินพี่น้องทั้งหลายแม้หนึ่งบาท ฟังซิเป็นยังไง  บาทหนึ่งเราก็ไม่เคยมี ที่จะเป็นความทุจริตในหัวใจ มีแต่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ด้วยเหตุด้วยผลทุกสิ่งทุกอย่างจะจ่ายมากจ่ายน้อย จ่ายด้วยเหตุด้วยผลทุกอย่างตลอดมา เราจึงกล้าพูดได้ทุกอย่างว่าเราบริสุทธิ์เต็มที่  ในหัวใจของเราก็บริสุทธิ์มาแล้วได้ ๕๔ ปีนี้แล้ว เรามาช่วยโลกเราก็เอาหัวใจที่บริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยเมตตามาช่วยพี่น้องทั้งหลายจึงบริสุทธิ์ไปด้วยกัน  ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นลี้ลับในหัวใจของเรา จึงเรียกว่าเราช่วยโลกเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มกำลังความสามารถของเรา

ตั้งแต่ชีวิตในพระ เราก็สละตายมาพอแล้ว จนกระทั่งได้ผ่านความตาย กิเลสพังทลายลงไปแล้วจึงได้นำธรรมอันนี้มาช่วยพี่น้องทั้งหลายอยู่วันนี้ ตะเกียกตะกายมาด้วยความเฒ่าแก่ชราอย่างนี้แหละ  ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบตามนี้  ความจริงนี้ละเป็นภาษาของธรรม เราพูดอย่างตรงไปตรงมาจึงเรียกภาษาของธรรม คือผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก ไม่มีลี้ลับอะไรเลย เป็นภาษาจริง ภาษาแน่นอนคือ ภาษาธรรม

วันนี้ได้เทศนาว่าการให้บรรดาพี่น้องทั้งหลาย มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านรอง ตลอดถึงศาสตราจารย์สุมาลี ที่เป็นผู้ใหญ่ในสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เป็นประธานให้ความร่มเย็นแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลายได้รวมศรัทธามาสร้างมหากุศล  เพราะท่านเหล่านี้แลเป็นหัวหน้าเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร  เพราะคำว่าหัวหน้านี่เป็นสำคัญมากนะ มีอะไรๆ ก็ตาม ลูกมีกี่คนปราศจากพ่อแม่แล้วเหลวไหลหมด เห็นไหมล่ะ มีลูกกี่คน แทบไม่มีความหมายนะ มีพ่อมีแม่นั้นละเต็มสมบูรณ์  อันนี้ก็เหมือนกัน มีผู้น้อยประชาชน มีผู้ใหญ่เป็นพ่อเป็นแม่ปกครองบ้านเมือง แล้วพาดำเนินงานอย่างนี้จึงเป็นงานที่อบอุ่นหนุนหลังกันมากมายก่ายกอง

ดังมองไปวันนี้ มองไปที่ไหนเต็มหมด เราจึงบอกว่าเราไม่อาย เราขอตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์นี้เป็นมณฑลกาฬสินธุ์ แล้วตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ว่าการมณฑลเลยทีเดียวละ เพราะเห็นพี่น้องทั้งหลายมาจำนวนมากมาย ทุกสิ่งทุกอย่างเรียกว่าสมบูรณ์พูนผล วันนี้การเทศนาว่าการก็รู้สึกว่าอ่อนลงๆ อย่างนี้ละคนแก่เทศน์ แล้วผิดพลาดประการใดขออภัยจากพี่น้องทั้งหลายด้วย ด้วยความหลงลืมนี้ละ เวลาเทศน์ไปหลงลืมจำไม่ได้วกวนก็มี  จึงขออภัยไว้ ทุกๆ ท่านด้วย

การแสดงธรรมนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ แก่เวล่ำเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลาย มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านรองลงมาโดยลำดับเป็นต้น  ขอให้มีความสุขกายสบายใจ ท่านทั้งหลายมีความปรารถนามุ่งหวังสิ่งใดที่อยู่ในขอบเขตแห่งศีลแห่งธรรมแล้ว ขอความปรารถนานั้นๆ จงสำเร็จผลไปโดยลำดับๆ ทั่วหน้ากันเทอญ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก