พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก
วันที่ 25 กรกฎาคม. 2546 เวลา 8:15 น. ความยาว 42.34 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก

 

         เวลาพวกนักเรียนมานี้ ครูอาจารย์ได้ติดตามมาบ้างหรือเปล่า (มาค่ะ) มาเหรอ คือถ้าไม่มาจะไล่นักเรียนกลับให้หมด เราจะไม่สอนนักเรียน เข้าใจไหม ตั้งแต่ครูมันยังไม่เป็นท่า อาจารย์ไม่เป็นท่า สอนทำไมสอนลูก พ่อแม่มันเลว เข้าใจไหม ถามหาเหตุอย่างนี้นะ หลักมันอยู่กับผู้ใหญ่ๆ ไม่ได้อยู่กับเด็ก อะไรต้องออกจากผู้ใหญ่ สมมุติว่าให้เด็กมาฟังอรรถฟังธรรม ครูอาจารย์เฉยเมยดูไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเราถึงต้องถามหาหลักหาเกณฑ์ซิ

นี่โรงเรียนไหน อุดรพิทย์เหรอ (อุดรพิทย์ ๘๐ คน ชั้น ม.๖ ครูมา ๓ คน โรงเรียนบ้านตาด มี ๖๓ คน ชั้น ป.๕) เป็นโรงเรียนในหมู่บ้านตาดหรือโรงเรียนมัธยมข้างนอกโน้นที่มานี่ มันมีสองโรงเรียน (โรงเรียนในบ้านครับ) เออ ว่าอย่างนั้นซี ในบ้านนอกบ้านนี้เราก็ช่วย โรงเรียนมัธยมก็ช่วย สร้างตึกอะไรๆ ให้ ส่วนโรงเรียนในหมู่บ้านนี้แหม มองไปมันจะมีตั้งแต่ทางวัดช่วย ไม่ใช่น้อยๆ นะ ตึกเฉพาะโรงเรียนใหญ่ๆ ก็เป็นสองหลังยาว แล้วห้องสมุด อนามัยอะไรอยู่ในโรงเรียน บ้านตาดนี่ช่วยเยอะ ทางมัธยมก็ช่วย สำหรับโรงเรียนบ้านตาดช่วยมาก  เฉพาะโรงเรียนหลังใหญ่ยาวนี้ก็สองหลัง ห้องสมุด อนามัย แล้วอะไรอีกช่วยเยอะ ทางโรงเรียนมัธยมไม่มากนัก

ไปที่ไหนก็ช่วยอย่างนั้น จนกระทั่งไม่มีเงินจะช่วย เราเรียกว่าทุกข์จนเป็นประจำ แต่บรรดาประชาชนยกยอเราว่าเป็นเศรษฐี เศรษฐีเงิน เพราะใครมาบริจาคก็เห็นกันอย่างเปิดเผย คนนั้นเท่านั้น คนนี้เท่านี้ เห็นอย่างเปิดเผย วันนี้ได้เท่านั้นๆ ส่วนมากก็มักจะเป็นพันๆ หมื่นๆ หรือแสน ก็จบแค่นั้น แต่เวลาเราจ่ายนี้ส่วนย่อยเป็นพันๆ ไม่ค่อยมี นอกจากจ่ายเงินสดพันๆ หมื่นๆ เหล่านี้มักจะจ่ายเงินสด ให้เขาไปจ่าย จากนั้นก็เป็นแสนๆ เป็นล้านๆ ด้วยเช็คทั้งนั้น นี่เขาไม่เห็น เข้าใจไหมล่ะ เขาจึงเหมาว่าเรามีเงินมาตลอด คือจ่ายเช็คแต่ละฉบับๆ แต่ละใบๆ น้อยเมื่อไร ตามแต่สถานที่จะได้จ่ายมากน้อย ถ้าลงเป็นเช็คมักมีตั้งแต่แสนๆ ขึ้นไป ถ้าหลายๆ หมื่นจริงๆ ก็อาจมีเช็คบ้าง ส่วนมากเช็คนี้มักจะขึ้นเป็นแสนๆ หรืออย่างน้อยตั้งแต่ ๕ หมื่นขึ้นไป แล้วก็เป็นเช็คๆ  ๖ แสน ๗ แสน๘ แสนนี้เป็นประจำ แล้วก็ล้าน เป็นล้านๆ

มาทุกแห่ง ที่มากกว่าเพื่อนก็คือโรงพยาบาล มากจริงๆ นะ โรงพยาบาลนี้พิสดารมากด้วย ซอกแซกซิกแซ็ก ความจำเป็นอยู่ในโรงพยาบาล ไม่ทราบจะช่วยแง่ใดมุมใด บางทีก็ลุกลามเข้าไปถึงที่โรงพยาบาล โรงพยาบาลคับแคบไม่พอ ไปดูสมควรยังไงจะซื้อเพิ่มเติมมากน้อย ตามแต่ที่เขาต่อเขตจะตกลงกันยังไงๆ ควรได้มากก็มาก ควรได้น้อยก็น้อย บางแห่งก็ยกหมดทั้งโรงเลย ซื้อที่ให้ทั้งหมดเลย อย่างนั้นมีแยะนะ รถนี่มันร้อยกว่า เฉพาะรถ ไอ้ที่อยู่ภายในอีกนอกจากตึกที่เด่นๆ ตึกนี้ โหย มาก ไม่ทราบกี่สิบหลัง มีอยู่ทุกภาค เพราะเงินเหล่านี้เพื่อประเทศไทยทุกภาคไม่มีเว้น เสมอกันไปหมด

อวัยวะของประเทศก็คือภาคนั้นภาคนี้ จังหวัดนั้น จังหวัดนี้ กิ่งนั้นกิ่งนี้ เข้ามาหาจุดกลางใหญ่แล้วก็กระจายทั่วไปหมด อวัยวะส่วนไหนปลีกย่อยอะไรก็เป็นอวัยวะของตัวเอง ต้องดูแลรักษาอยู่งั้นตลอด เช่นอวัยวะของเรานี่เจ็บตรงไหนก็ต้องดูแล อันนี้ชาติไทยของเราบกพร่องตรงไหนๆ มีความจำเป็นอย่างไรบ้างก็ช่วยกันไปตามนี้เหมือนกันกับเราบำรุงรักษาอวัยวะของเรานั่นแหละ เงินของเราที่ออกไป ไปแบบนั้นแหละ จึงไม่มีคำว่าใกล้ว่าไกล ถือประเทศไทยเป็นเขตแดนเลยทั่วหมด ทุกภาคนะที่เงินเหล่านี้ออกช่วย ไม่มีเว้นเลย เป็นแต่เพียงว่ามากน้อยต่างกันตามความจำเป็นของผู้ที่ขอมาติดต่อมา เราก็ให้ไปอย่างนี้

โรงพยาบาลนี่พิสดารมากกว่าเพื่อน เครื่องมือแพทย์นี่ไม่ทราบว่าชนิดไหนต่อชนิดไหน นอกจากนั้นเวลาเขามาติดต่อมาขออาหารยังให้อีกทุกโรงไปเลย เข้ามานี้ได้ทุกโรงเลย ไม่ว่าที่ไหนๆ ยิ่งไกลยิ่งให้เป็นพิเศษ อุบล โคราช อุตรดิตถ์ เหล่านี้ให้เป็นพิเศษหมดทั้งจังหวัด โรงไหนมาก็ได้พิเศษเหมือนกันหมด บางทีก็พิเศษบ้างในจังหวัดหนึ่งไม่หมดก็มี คือในจังหวัดนั้นที่ไกลกว่าเพื่อนมีกี่โรง นั่นให้เป็นพิเศษ ถ้าเสมอกันในบริเวณธรรมดาแล้วให้เสมอกันหมด เป็นอย่างนั้นนะ คือเราไม่ได้ให้สุ่มสี่สุ่มห้า ให้ด้วยการพินิจพิจารณาทุกอย่าง เราปฏิบัติตัวของเรามาก็อย่างนั้น ก็คงจะเป็นนิสัยนี้ละมังมันออก เพราะฉะนั้นไปไหนจ่ายมากจ่ายน้อยไม่ต้องวิตกวิจารณ์กับเรา การจ่ายเงินนะ เหตุผลกลไกเพียงพอแล้ว มากน้อยเพียงไรแล้วจะเป็นไปตามนั้นเลย ถ้าเหตุผลไม่อำนวยนัก ผ่อนผันสั้นยาวกันลงมาๆ ถ้าไม่จำเป็นนักตัดปุ๊บ ดุด้วย มีนะ

เห็นเขาขอเราก็ขอ เห็นเขาได้เราก็อยากได้ ขอแบบโก้ๆ เก๋ๆ มานี้ใส่เปรี้ยงเลย อย่างนั้นนะ เราจึงได้แน่ใจสมบัติของพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศที่ผ่านเรานี้ บอกได้เลยว่าบาทหนึ่งเราไม่เคยแตะ ฟังซิ ท่านทั้งหลายไปหาที่ไหนไม่ใช่คุยนะ ไปหาที่ไหนหาคนหรือหาพระแบบนี้น่ะ เราเอาความจริงออกมาพูด นี้เป็นความผิดแล้วเหรอ เขาหลอกกันเต็มโลกทำไมไม่เห็นเป็นความผิด เราพูดเพียงเท่านี้ด้วยความถูกต้องตามอรรถตามธรรมซึ่งให้ความร่มเย็นแก่โลกผิดไปแล้วเหรอ เอามาเทียบกันซิ ทำไมความดีจะพูดไม่ได้ ความชั่วมันเกลื่อนอยู่ทั่วโลกทั่วสงสาร เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันตลอดมา ทำไมไม่เห็นมาพูดโฆษณากันบ้าง จังหวัดไหนบ้างมีคนชั่วขนาดไหน จังหวัดไหนมีคนชั่วขนาดไหน มีโทษยังไงๆ ประกาศโฆษณากัน หาจับให้มันแหลกไปนั้นซิ นั่นมันถึงถูก

อันนี้พูดถึงเรื่องความดีหาจับเอาไปเป็นความชั่วทั้งหมด นี้พวกเลว สู้หมาไม่ได้นะ หมามันยังรู้จักเจ้าของมัน นี่คนเลวเต็มแผ่นดินทำไมไม่เอามาโฆษณามาพูด เพื่อให้เห็นโทษเห็นภัยจับกุมกันแหลกเหลว โฆษณาความชั่วมันกระจายออกไปทั่วโลกซี นี่ความดีพูดออกมานิดหนึ่ง หาว่าโอ้ว่าอวดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ พวกเปรต มันไม่ต้องการของดี มันต้องการแต่มูตรแต่คูถเท่านั้น มันถึงเอาแต่มูตรแต่คูถมาโปะหน้ากัน ของดิบของดีเอามาไม่ได้ นี่ฟังเสียงภาษาธรรมให้ฟังเอา เป็นความจริงแค่ไหนฟังเอานะ ไม่ได้หาเรื่องใส่ใครละ เอาตามหลักความจริงมาพูดเลย

เราช่วยขนาดนั้น คิดดูซิเฉพาะที่มาช่วยโลกนี้เราหมุนอยู่ตลอดเวลานะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสั่งการสั่งงานต้องพิจารณาในโรงงานนี้ก่อน พิจารณาเต็มเหนี่ยวๆ ไม่ว่าส่วนหนักส่วนเบาย่อยใหญ่อะไรก็ตาม ควรจะหนักก็หนัก พิจารณาเต็มเหนี่ยวแล้วออกๆ ออกเลย ไม่ใช่จะทำสุ่มสี่สุ่มห้านะ ได้พิจารณาโดยลำดับลำดามาตั้งแต่วันเริ่มช่วยชาติบ้านเมือง เราใช้ความคิดเป็นกรณีพิเศษสำหรับชาติบ้านเมืองของเรา คือศาสนาด้วย เป็นแกนกลางหัวใจของชาติไทยเรา ซึ่งส่วนมากนับถือพุทธศาสนา นี่เป็นแกนกลาง เราพิจารณาเต็มกำลังความสามารถของเราทุกด้านทุกทาง

เพราะฉะนั้นเงินที่เราจะมาหยิบเอาเป็นของเรานี้ มันจึงเป็นไปไม่ได้ว่างั้นเถอะ เพราะความเมตตาสงสารมันท่วมท้นเต็มหัวใจเราตลอด ได้ใช้ความคิด คิดนี้ด้วยความสงสารนะ ไม่ได้คิดอะไรเพื่อทุจริต อย่างนั้นเราบอกเราไม่มี ในหัวใจเราก็ไม่มี อะไรขัดต่อธรรมปัดปุ๊บทันทีเลย มันขวางกันมันเข้ากันไม่ได้ นั่นละธรรมกับโลก ความสะอาดกับความสกปรก เข้ากันไม่ได้นะ เข้ากันปัดออกเลย ดูซิตั้งแต่เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของเรา อะไรมาแปดเปื้อนเรายังรีบซักรีบฟอก จิตใจของเรายิ่งมีธรรมอันเลิศอยู่ข้างในนั่นแล้ว ต้องได้พิจารณาเต็มเหนี่ยว กิริยาที่แสดงออกมาจากทางใจ ก็ให้เป็นกิริยาที่สะอาดออกมา การงานสะอาด ความประพฤติสะอาด หน้าที่การงานอะไรสะอาด ออกจากใจ นั่น

เพราะฉะนั้นใจจึงควรได้รับการบำรุงรักษาตลอดเวลา รักษาตลอด พินิจพิจารณา ผิดพลาดประการใด นอนตื่นขึ้นมาวันหนึ่งๆ หาตั้งแต่ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมใช้ไม่ได้นะ ต้องคิดเรื่องดีเรื่องชั่ว มันอยู่กับตัวคนเดียวของเรานั้นแหละ ให้พินิจพิจารณา อะไรไม่ดีให้พยายามคัดออกปัดออกจนเป็นนิสัยของคนรักษาตัว รักษาตัวคือใจเป็นสำคัญมาก ใจนี้ใหญ่มากทีเดียวนะ

เราพูดถึงเรื่องการช่วยบ้านช่วยเมือง ช่วยมาเต็มกำลังความสามารถ สุดท้ายทั้งโลกนี้ก็มีแต่คนชั่วคือหลวงตาบัวคนเดียวละซิ ช่วยโลก เข้าใจไหมล่ะ นี่ละกองมูตรกองคูถมันเป็นอย่างงั้นนะ ความดีคนดีเราไม่ว่า อันใดที่สกปรกอันนั้นละมันทำลายต่อสมบัติของเรา ต่อตัวของเรา ว่าตรงนั้นชะล้างตรงนั้นซิ ดีอยู่แล้วมันไปชะล้างอะไร คนที่ดีอยู่แล้วเราก็ยกย่องว่าดีมาตลอด ธรรมท่านก็ยกย่องว่าดีมาตลอด ให้ส่งเสริมบำรุงรักษากัน อันใดไม่ดีให้ปัดออก ท่านก็บอกมาอย่างนี้ตลอด การพูดก็พูดเป็นแบบเดียวกันนี้มาตลอดเหมือนกัน แต่อำนาจของฝ่ายต่ำมันมาก ทำความดีอะไรนี่ โฮ้ เหมือนกับเป็นโจรเป็นมารจะเข้าปล้นบ้านปล้นเมืองนะ คนทำดีความดีเหมือนกับคนเข้าปล้นบ้านปล้นเมือง แต่คนทำชั่วจนบ้านเมืองจะจมมันไม่ได้พูดกัน นี่ละเรื่องความชั่วกับความดี มันเอารัดเอาเปรียบกันอย่างนี้ พิจารณาทุก ๆ คนนะ

แล้วความชั่วของเราอยู่ในใจของเรามีขนาดไหน ความดีมีมากน้อยขนาดไหน เอามาเทียบเข้าไปอีกซิ มันเป็นยังไงวันหนึ่งเราคิดทางชั่วเป็นยังไง คิดทางดียังไงบ้าง ทำชั่วยังไง ทำดียังไงบ้าง เอามาเทียบเคียงเพื่อคัดเพื่อเลือกตัวเอง เป็นชั้น ๆ ไป ตั้งแต่ยอดถึงใหญ่ แคบถึงกว้าง คนเรามันก็พอฟัดพอเหวี่ยง ถ้ามีความคิดอ่านไตร่ตรองบ้างอย่างนี้นะ นี่มันไม่คิดนะ อยู่ไปกินไป ตื่นขึ้นมาก็หากิน หาโก้หาเก๋ หาโอ้หาอวด ไปอย่างงั้นมันไม่ได้เรื่องได้ราว สิ่งที่ได้มามีแต่ความเดือดร้อน ทั้งเขาทั้งเราเป็นแบบเดียวกันหมด เพราะที่ทำลงไป กิริยาที่แสดงออกไปมันเป็นแต่ทางชั่ว ผลก็ต้องเป็นชั่วขึ้นมา จะเอาดิบดีมาจากไหน

         นี่เราพูดจริงๆ เราช่วยจริงๆ ช่วยโลก ช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงไม่มีอะไรเหลือติดเนื้อติดตัว ดังที่เขาว่าเราเป็นเศรษฐี เพราะใครมาบริจาคมากน้อยเห็นด้วยกันทั่วหน้ากัน วันหนึ่ง ๆ ได้เท่าไรเห็น เวลาเราจ่ายเขาไม่เห็น เข้าใจไหมล่ะ อย่างที่ว่านี่ เช็คใบหนึ่งไม่ทราบกี่แสน ๆ เป็นล้าน ๆ ๆ ตามแต่ความจำเป็น นี่ไม่มีใครเห็นเราเป็นคนสั่งจ่าย บริษัทหรือสถานที่รับเช็คเท่านั้นจะรู้ๆ เช่น โรงพยาบาลนี่สั่งจ่ายมาจากไหน นั่น เช็คนี้ก็จะไปถึงบริษัทนั้น ๆ แหละที่ของตกมา หรือโรงงานนั้น ๆ สถานที่ก่อสร้างนั้น ๆ ใครเป็นหัวหน้าจะเป็นผู้มารับเช็ค อย่างงั้นแหละ มันก็ไปตามจุดๆ ใครไม่รู้ เรานี่มันจ่ายอยู่ตลอดอย่างนี้

         วันหนึ่ง ๆ ไหลออกตลอดรอบด้าน ในบริเวณวัดนี้ของน้อยเมื่อไรที่จ่าย บริเวณวัดเรานี่ ไม่พูดเฉย ๆ ความรับผิดชอบการจับการจ่ายอยู่กับเราหมด เป็นผู้สั่งผู้เสียทุกอย่าง จะไม่รู้ยังไงสำหรับเรา คนอื่นไม่รู้นะ แล้วจะเอาเงินมาจากไหน ใครก็ว่าตั้งแต่เรามั่งมี ๆ มั่งมีอะไรเห็นเข้ามาแต่ไม่เห็นทางออก มันก็ว่ามั่งมี เขาเหมากันทั้งนั้นว่าหลวงตาบัวเป็นเศรษฐี แต่ที่อยู่ของหลวงตาบัวคือก้นนรก ความทุกข์ ความจน ความเดือดร้อน ถ้าพูดแบบโลกเดือดร้อน ติดหนี้ติดสินเขาก็มี ฟังซิน่ะ ใครองค์ไหนมาหาติดหนี้ติดสิน เราติดนะ ทั้ง ๆ ที่โลกเขาเยินยอสรรเสริญว่าเราเป็นเศรษฐี และการติดหนี้ก็คือเราเอง แน่ะเป็นอย่างงั้น

         เวลาจำเป็นมานี้ไม่มีเงินทำยังไง ความจำเป็นนี้มันเหนือ เหนือที่เราจะติดหนี้ การติดหนี้ขนาดนี้พอตะเกียกตะกายได้ ความจำเป็นของเขานี้ดิ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีนี้ตายได้ เช่นอย่างเครื่องมือแพทย์ เครื่องผ่าตัดชนิดนั้นชนิดนี้ อย่างนี้เป็นต้นนะ ถ้าไม่มีอันนี้แล้วเป็นยังไงเขา หมดหวังด้วยกัน แต่อันนี้เราขาดเพียงเท่านี้เป็นอะไร เอ้า ติดติดไว้ เอาสั่งมาเลยแล้วก็หาเงินมาให้เขา เพราะฉะนั้นที่ว่าเราติดหนี้ไม่ใช่อยู่ ๆ ไปติดเลยนะ เราเทียบทุกอย่างน้ำหนัก ความจำเป็นมากน้อยเทียบ ๆ ๆ ถ้าควรจะทุ่มทุ่มเลย ควรจะติดหนี้ติดเลย เราปฏิบัติต่อโลกมาอย่างนี้ เราไม่ได้ทำสุ่มสี่สุ่มห้า

         เพราะฉะนั้นใครที่มาโจษมาว่าเรายังไงผิดทั้งนั้น เพราะพวกนี้มันไม่ได้คิด มันอยากว่าอะไรหลวมปากมันก็ว่า เหมือนไอ้หยองเรา ไอ้หยองมันเห่าดะ เดี๋ยวนี้มันตายเหรอ ไอ้ หยองหายเงียบไปไม่เห่า ไอ้หยองนี่เห่าดะ แม้แต่เจ้าของมันก็เห่า หลวงตาบัวเดินเข้าไปในครัวมันเห่า ว้อก ๆ ๆ เอ๊ย กูกลัวหมา ตามองหาไม้เรียวนะ ทั้งกลัวหมา ทั้งตาหาไม้เรียว เห่ามาใกล้ ๆ หวดปั๊วะนี่วิ่งเลย ด้วยความรัก กลัวก็กลัวแบบความรัก ว่างั้นเถอะน่ะ มันไม่ได้กลัวแบบโลกเขา ถ้ากลัวก็กลัวแบบความรักเขา ไม้เรียวหามาตีด้วยความรักมัน ไม่ได้ตีด้วยความโกรธ แน่ะมันก็เป็นอย่างงั้นนะ

นี่เราพูดเรื่องอะไรมาถึงไอ้หยอง อ๋อ พูดถึงเรื่องเห่าสุ่มสี่สุ่มห้า เห่าออกมาจากปาก ไม่ได้พินิจพิจารณาทางใจเสียก่อน พูดออกมาคำไหนมันก็ผิดก็พลาด ปากเปราะปากบอน เป็นอย่างงั้นไปนะ  ถ้าใจไม่ได้พิจารณา ถ้าใจพิจารณาแล้วอะไรจะควรเก็บอยู่ในความรู้สึกเก็บไว้ ๆ อะไรที่จะระบายออกจะเป็นประโยชน์มากน้อย ออก ๆ ๆ เรียกว่าออกจากผู้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ไม่ค่อยผิดพลาดนะถ้าออกแบบนี้ แต่นี้มันออกแบบไอ้หยอง เห่าดะไปเลย เห่าสุ่มสี่สุ่มห้า สิ่งประกอบได้มาแล้วได้ไอ้หยองมาประกอบ ไอ้หยองมันเห่าดะไปเลยนะ พวกเรานี้มันพวกเห่าดะ อยากอวดน้ำลายเท่านั้นก็พอ ไม่ได้คำนึงถึงความ ผิด ถูก ชั่ว ดี และความกระทบกระเทือนแก่กันและกัน จากกิริยาที่แสดงออกด้วยความปากเปราะปากบอนนั้นบ้างเลย เสีย อย่างนี้เสีย ต้องใช้ความพิจารณาบ้างซิคนเรา

พุทธศาสนาเรานี้เลิศเลอสุดยอดแล้ว แต่ทำไมมาเลวอยู่ที่พวกชาวพุทธเรา คือชาวพุทธเราเลวร้ายมาก เข้ากันไม่ได้กับพุทธศาสนาเรา ถ้าจะเทียบตามเหตุผลแล้วเข้ากันไม่ได้นะ ถามปากไหนมีแต่ปากชาวพุทธ ความประพฤติเหมือนเปรตเหมือนผี อยู่เต็มบ้านเต็มเมืองของชาวพุทธเรา มันไม่มีใครคำนึงคำนวณถึงความผิด ถูก ชั่ว ดี ตามหลักพุทธศาสนาสอนนะ เอากิเลสตัณหาลากไปทีเดียว ๆ แหลกเหลวไปหมด ไม่เกิดประโยชน์อะไร

         ให้พากันใช้ความพินิจพิจารณาบ้างซิพี่น้องทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งการคัดเลือก ความดีความชั่วที่มีอยู่กับตัวของเรา อย่าปล่อยอย่าวาง เพราะกิริยาของเรามันเคลื่อนอยู่ตลอด เคลื่อนออกมาจากใจ คิดนั้นคิดนี้ ออกมาอยากพูดอยากทำมันก็ไป พอจิตคิดแล้วอยากพูดอย่างงั้น อยากทำอย่างนี้ แล้วส่วนมากเสียนะ เพราะคิดมันมีแต่เรื่องกิเลสพาคิด เรื่องอรรถเรื่องธรรมไม่ได้พาคิดนะ ถ้าเรื่องอรรถเรื่องธรรมพาคิด จะได้ของดีออกมาใช้ นี้มันไม่ค่อยมี จึงว่าเข้ากับชาวพุทธไม่ได้ มันขัดกัน ชาวพุทธเรารวมกันทั้งพระทั้งฆราวาสด้วยนะ

         การตำหนิก็ดี การชมก็ดี ควรติไม่ว่าฆราวาส ไม่ว่าพระ ธรรมท่านติได้ ชมได้ทั้งนั้น เพราะท่านเหนือกว่า มันไม่ดีด้วยกันนั้นแหละ พระจะบวชมาสักสิบหัวล้านห้วโล้นก็ตาม ถ้าไม่ดีเสียแล้ว พันหัวล้านก็เหลว ๆ หมดเลย เห็นไหม มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับหัวโล้นนะ ผ้าเหลืองห่มเฉย ๆ ขึ้นอยู่กับความประพฤติ ถ้าความประพฤติดีแล้วอยู่ไหนดีหมดนะ คิดดูซิอย่างพระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านอยู่ในป่ากับช้างมา ๑๑ ปี ถึงเวลาท่านจะมาปรินิพพาน ก็ท่านไม่มีแก่นขนุนอะไรไปซักฟอก ท่านก็เอาเอาดินแดงอะไรตามป่าตามเขามาขยำย้อมจีวรมา ห่มจีวรแดงโร่มา เพราะมีแต่อย่างงั้นอยู่ในป่าในเขา

         มาก็มาทูลลาพระพุทธเจ้า นี่เห็นไหมพระอรหันต์เป็นปฐมด้วยนะ พระอัญญาโกณฑัญญะ ที่บรรลุธรรมในพุทธศาสนาของเรา เป็นผู้บรรลุธรรมขั้นปฐมมรรคเบื้องต้น ก็คือพระอัญญาโกณฑัญญะ ที่ท่านเปล่งอุทานว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น ไม่ดับแต่เฉพาะที่รู้เวลานี้ เห็นเวลานี้ ประจักษ์อยู่ในหัวใจนี้เท่านั้น นี่ละโสดา อันนี้ไม่พัง แน่นอนที่จะพุ่งเลย นอกนั้นพังทั้งนั้น ฟังซิ พอท่านได้สำเร็จอรหันต์แล้วท่านเข้าอยู่ในป่า ท่านไม่ค่อยประกาศธรรมสอนโลกอะไรนักละ เท่าที่ปรากฏก็มีพระปุณณมันตานีบุตร เป็นหลานชายของท่าน เป็นพระอรหันต์แล้วเป็นธรรมกถึกเอก มีชื่อเสียงเป็นธรรมกถึกเอก ท่านไม่สอนใคร

         ถึงเวลาแล้วก็เข้ามา ครองผ้า ดูซิ ท่านเป็นองค์อรหันต์ ครองผ้าเหมือนสียักษ์สีผีมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ว่าอะไร พระองค์ทรงทราบ แต่เด็กตาใส ๆ เหมือนตาแมวซิ มันกำลังคึกคะนองพวกเณร พอเข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า มาทูลลา นั่นถึงกาลเวลาแล้ว จะทูลลานิพพาน ลาไปตายว่างั้น สรุปความ พอลงจากพระพุทธเจ้าไปแล้ว พวกเณร เถรชี ขนาดไอ้ปุ๊กกี้ไอ้หยองนี่ มันไม่รู้ภาษีภาษาอะไรมันก็เห่าดะไปเลย นี่ก็มาเห่าดะ นี่หลวงตามาจากไหน ไปทูลถามพระพุทธเจ้าละซิ  นี่หลวงตามาจากไหนสีย้อมผ้าเหมือนสียักษ์ ว่างั้นนะพวกเณร ถ้าเป็นหลวงตาบัวนี้ตบปากปั๊วะเลย แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ตบ อย่า ๆ ๆ พูดอย่างงั้น  อย่าพูดอย่างงั้น ว่างั้นนะ ถ้าเป็นหลวงตาบัวแล้วใส่เปรี๊ยะแล้ว ถ้าอยากจะพูดก็พูด ไม่อยากพูดก็ไม่พูดนะ ถ้าจะพูดก็พูดย่อ ๆ เอาเลยว่า สีผ้าเหมือนสียักษ์ ทางนี้ท่านว่าอย่าพูดอย่างงั้นนะ ถ้าเป็นหลวงตาบัว สีของโคตรพ่อโคตรแม่สูใช้สีไหน เราจะว่าเข้าใจไหม อย่างหนึ่งตีปั๊วะเลย นี่ว่าอย่าพูดอย่างงั้น ๆ

         นี่คือพระอัญญาโกณฑัญญะ แสดงเหตุผลให้ฟัง เป็นปฐมสาวกของเราตถาคต มีผู้เดียวนี้ที่เหลืออยู่ อายุแก่สุดยอดแล้ว ถึงเวลาของท่าน ท่านจะลาไปปรินิพพาน ว่าอย่าพูดอย่างงั้น ผ้าท่านสีแดง ใจของท่านอรหันต์เลิศเลอ เป็นปฐมสาวกเสียด้วยนะ พวกเณรพอเข้าใจแล้ว ถ้าอย่างไอ้หยองเรานี่มันก็จะกอดเสี่ยวของมัน แต่ถ้าเป็นเณรเหล่านี้จะไปไหนก็ไม่รู้นะ เข้าใจไหม นี่สีผ้าจำเป็นอะไร อยู่ในขอบเขตที่จะใช้ในเพศของสมณะได้ใช้ได้ พระพุทธเจ้าเองไม่ทรงตำหนิ แล้วก็ไปนิพพาน หัวใจนั่นน่ะสำคัญมาก ให้รักษาหัวใจ ใครจะเป็นเพศใด ฆราวาสหรือพระ ขอการปฏิบัติเป็นอันดับหนึ่ง ให้อยู่ภายในจิตใจ ให้เข้มงวดกวดขัน การพินิจพิจารณา อย่าเอาความอยากมาเป็นประมาณ มันจะลากจะถูไปสู่ความชั่วช้าลามก เสียได้ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง ผู้ชาย เสียได้ทั้งนั้น ถ้าไม่มีข้อหักห้ามต้านทานกัน ถ้ามีการหักห้ามต้านทานกันคนเราดีได้ด้วยกันทั้งนั้น ให้พากันจำนะลูกหลานทุกคน

         ต้องมีขอบเขตมีหลักมีเกณฑ์ การจับการจ่ายอย่าสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย หาเครื่องมาแต่งตัวโก้เก๋อวดกัน ผู้หญิงก็อวดผู้ชาย ผู้ชายก็อวดผู้หญิง ไม่ทราบว่าความมั่งมีศรีสุขมีขนาดไหน หรือจนเหมือนหมาขี้เรื้อน มีแต่หมัดเต็มตัวใครก็ไม่ทราบได้นะ แต่อยากอวดอยากโอ้ ผู้หญิงก็อยากอวดอยากโก้ ไอ้หนุ่มก็อยากโอ้อีสาวละซิ พ่อกับแม่เลยจะตายหาเงินมาให้อวดไม่ไหว เข้าใจไหม ติดหนี้ติดสินเขาพะรุงพะรัง มีน้อยเมื่อไร ลูกของแต่ละคน ๆ มาเรียนหนังสือ พ่อแม่เป็นเขียงรองรับติดหนี้ติดสินเขามากมาย ทางลูกมันไปโก้เก๋อวดไอ้หนุ่มอีสาวอยู่นั่นน่ะ อยากมีหน้ามีตา ไม่ได้ดูพ่อแม่เป็นบ๋อยอยู่กลางบ้านกลางเรือน หาเงินมาให้ใช้น้อยเมื่อไร

         ติดหนี้ติดสินเขามากขนาดไหน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ติดตัวนักเรียนทั้งหญิงทั้งชายนี้เอามาจากไหน ถ้าไม่เอามาจากพ่อจากแม่เงินทอง มันมีปัญญาไปหามาจากไหน เด็กขนาดนี้ ไม่มี มีตั้งแต่จะกินตับกินปอดพ่อแม่ เลี้ยงมาเต็มที่แล้วจะเป็นจะตายก็อยู่ในท้อง ครั้นตกคลอดออกมาก็เลี้ยงจนแทบเป็นแทบตาย พอโตขึ้นมาขนาดนี้หาเรื่องนี้มาเลี้ยง แล้วกินตับกินปอด กินอะไรไม่มีเหลือ พ่อแม่ของลูกแต่ละคน ๆ ตายไปมีแต่ร่างกระดูก ไม่มีเนื้อมีหนังติดตัว คือสมบัติเงินทองไม่ค่อยมีติดตัว มีแต่ความจน ลูกยิ่งเรียนมากเรียนสูงเท่าไรการจับจ่ายยิ่งกระเถิบขึ้นไปจนไม่มีอะไรเหลือ ขอให้ลูกทุกคนได้เห็นใจพ่อแม่นะ

นี่ละพ่อแม่ซึ่งพระพุทธเจ้ารับสั่งเอง พ่อแม่กับพระอรหันต์เป็นอันเดียวกันระหว่างลูกกับพ่อแม่ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูกนั้นแล อย่าไปแตะไปต้อง ดุด่าว่ากล่าวถกเถียง ทะเลาะเบาะแว้งกับพ่อกับแม่ ท่านเลี้ยงมาก็แทบเป็นแทบตาย ครั้นโตขึ้นมาแล้วอวัยวะของเราทุกสัดทุกส่วนกลายเป็นข้าศึกไปรบพ่อรบแม่ มันใช้ไม่ได้นะ ให้พากันรู้จักคุณจักบุญของพ่อของแม่นะ ใครดูถูกเหยียดหยามพ่อแม่แล้วคนนั้นนะ เป็นใหญ่ขึ้นมานี่ กรรมอันนั้นจะติดตามนะ ไปที่ไหนถูกคนดูถูกเหยียดหยามเรื่อย ๆ แหละ ถ้าคนใดมีความเทิดทูนพ่อแม่ รู้จักบุญจักคุณ คนนั้นไปไหนมีคนเทิดทูน มีคนเคารพนับถือ จำไว้นะลูกหลานนะทุกคน วันนี้พูดเพียงเท่านี้แหละ เหนื่อยแล้วพอ เรื่องอะไร ๆ ก็ไม่ได้พูดมาก ทองคำก็ได้ขยับ ๆ ทุกวัน เมื่อวานนี้ก็ได้ ๓ บาท ได้ทุกวัน ๆ

โยม วันนี้คณะประธานศาลฎีกาจะมากราบหลวงตา ประมาณบ่าย ๔ โมงครึ่ง

หลวงตา ฟัง ฟังหรือยังนะ คณะประธานศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์และอธิบดีประมาณ ๒๐ คนจะมาขอกราบเวลา ๑๖.๓๐ น.ในวันนี้ เขาจะมาที่นี่ เหตุผลกลไกอะไรเขาถึงมา ตั้งแต่ประธานศาลฎีกามาที่นี่ เขามีเหตุผลกลไกเต็มหัวใจเขา เขาถึงมาใช่ไหม เขาไม่ได้มาสุ่มสี่สุ่มห้า คำว่าประธานศาลฎีกาเครื่องตัดสินโลกให้อยู่ด้วยความสงบเย็นใจ ให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย พวกศาลนี้เป็นพวกที่ตายใจของประชาชน แล้วมานี้จะมาสุ่มสี่สุ่มห้าได้เหรอ ไม่สุ่ม เป็นแต่เพียงว่าเรามันนักเรียน ป.๓ ไม่ทราบจะต้อนรับกันได้แค่ไหนบ้างเท่านั้นเองแหละ เข้าใจเหรอ เอาละยุติพอ

โยม มีปัญหา ๑ ข้อครับอินเตอร์เน็ต

หลวงตา เอ้า ว่ามา

โยม กราบเท้าพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผมเป็นเด็กอยู่จังหวัดพังงา มีสำนักปฏิบัติสายพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่มั่นแยะพอควร ได้รับแนวปฏิบัติทางด้านจิตมามาก แต่ตอนนี้มาเรียนต่อที่กรุงเทพไม่ค่อยจะมีสำนักให้เข้าไปถาม เวลามีข้อติดขัดก็เลยถือโอกาสกราบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ตอบปัญหาให้ด้วย ผมภาวนาโดยการนั่งดูจิต ดูตัวจิตไม่ดูลมหายใจ ไม่กำหนดลมหายใจ ทำมาเป็นเวลา ๑ ปีแล้วแต่ก็ยังไม่จริงจังเท่าที่ควร ทำได้ดีที่สุดมันก็รวมลงอยู่ที่ ขณิกะ ชั่วครู่หนึ่ง รวมลงไปไม่นานสติมันก็หลุดตามไม่ทันก็ถอนออกมา เคยรวมอย่างนี้อยู่หลายครั้งเมื่อตอนที่อยู่จังหวัดพังงา ส่วนมากจะรวมเวลาที่อธิษฐานนั่งภาวนาตลอดรุ่ง แต่ตอนนี้อยู่กรุงเทพทำอย่างไรจิตมันก็ไม่ค่อยสงบ ไม่รวมลงเลย สติไม่ค่อยสมบูรณ์ ตามจิตได้ไม่เท่าไรก็หลุด ได้เดี๋ยวเดียว ผมอยากได้อุบายการภาวนาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่จะช่วยให้ได้ภาวนาได้ดีขึ้น แล้วก็อยากได้อุบายวิธีพิจารณาร่างกายด้วย ผมศึกษาวิธีการตัดร่างกายเป็นท่อน ๆ ของท่านอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโท อยู่พักหนึ่ง เคยนำไปปฏิบัติแต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร อีกอย่างพอพิจารณาไปสักพักหนึ่งจิตก็จะชอบส่งออกนอกไม่ติดต่อกัน มันก็เลยไม่รวมลง ขอโอกาสถามพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ลงชื่อ นายกวิน ตันทวีวงศ์

หลวงตา ที่ถูกก็คือต้องให้มีคำบริกรรมกำกับ เพียงคิดเพียงกำหนดเฉย ๆ ดังที่ถามมานี้นั้นหลักลอย ไม่มีหลักยึด กำหนดเฉย ๆ สติพลาดไปได้ง่ายที่สุด ต้องให้มีหลักยึด เช่น ผู้เริ่มต้นภาวนาก็ให้ใช้คำบริกรรมเป็นหลักยึดของใจ ไม่งั้นใจจะเถลไถล ใจเมื่อมีหลักยึดด้วยสติบังคับบัญชาให้อยู่กับคำบริกรรมแล้ว จะต้องมีหลักมีเกณฑ์ขึ้นมาไม่เป็นอื่น ให้ทำอย่างนี้ การทำแบบตัวเองเหมือนอย่างว่าเรานี้นั่งเรือไปนะ เรือสู้เราไม่ได้โดดลง เราว่ายไปไม่ได้ถึงไหนปลาฉลามเอาไปกินเงียบ นั่นคนเก่งกว่าเรือ ถ้าถือเรือเป็นหลักเกณฑ์เป็นคู่ชีวิตจิตใจหรือประกันชีวิตแล้วเกาะเรือให้ติด ไปไหนไปด้วยเรือ อย่างนี้พ้นภัยถึงฝั่งได้ คนที่เก่งกว่าเรือมักเป็นอาหารของปลาฉลาม นี่คนเก่งกว่าพระพุทธเจ้ามักเป็นอาหารของปลาฉลามใหญ่คือกิเลสกลืนไม่พอโลกอันนี้ เอาละ เข้าใจแล้วนะ ก็มีเท่านั้นให้ได้หลักยึดคือคำบริกรรม มีเท่านั้นนะ

 

ชมการถ่ายทอดสดทุกวัน   ได้ที่

 www luangta com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก