สวดมนต์ขณะขับรถ
วันที่ 27 กรกฎาคม. 2546 เวลา 8:20 น. ความยาว 38.03 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

สวดมนต์ขณะขับรถ

 

            วันที่ ๒๖ นี้เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๓๑ บาท ๒๕ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๕๖ ดอลล์ ดอลลาร์เราได้เข้าคลังหลวงแล้วเวลานี้  ๘ ล้าน ที่เศษดูประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าดอลล์ ที่ยังไม่ได้เข้า ที่เข้าเรียบร้อยแล้วนี้ ๘ ล้าน ทองคำที่มอบเข้าแล้ว ๖,๗๐๐ กิโล นี่ที่เข้าเรียบร้อยแล้ว ดอลลาร์เข้าแล้ว ๘ ล้าน ทองคำที่ได้เพิ่มเข้ามาอีกหลังมอบแล้ว ๓๘๗ กิโล ๒๔ บาท ๙๗ สตางค์ ยังขาดทองคำอยู่อีก ๑๑๓ กิโล จะครบจำนวน ๕๐๐ กิโล นี่กรุณาทราบตามนี้ นี้เป็นก้าวแรกเลยนะ ยังขาดอยู่ ๑๑๓ กิโล จะครบจำนวน ๕๐๐ กิโล คือ ๕๐๐ กิโลนี่เป็นก้าวแรกเหยียบขึ้น  ๕๐๐ กิโล ในย่านวันที่ ๑๒ สิงหา จะมอบอีกย่านหนึ่ง

คือวันที่ ๑๒ เป็นวันงาน หลังจากนั้นเราก็รวบรวมทองคำ ได้มากน้อยเพียงไรเข้าหลอม ขาดเหลือเท่าไรรู้กันตรงนั้น หลังจากนั้นก็มอบ การมอบช่วงวันที่ ๑๒ นี้ต้องถือทองคำ ๕๐๐ กิโลเป็นก้าวแรก ก้าวแรกก้าวสองขึ้นเลย ให้ต่ำกว่านี้ไม่ได้ว่างั้นเถอะ ๕๐๐ กิโล ส่วนดอลลาร์ก็ยังไม่ได้กำหนด เพราะไม่ค่อยเร่งอะไรนัก.เรื่อยๆ มา มันหนักอยู่ทองคำตลอด คิดดูอย่างวันที่เราจะมอบทองคำคราวที่แล้วนั้น จนทางธนาคารชาติถามมา เวลาพูดตกลงจะมอบทองคำ ทางนู้นถามมาว่า การมอบทองคำคราวนี้ดอลลาร์จะได้มอบด้วยไหม คือเราไม่คิดเลยนะ มันหมุนอยู่ทองคำ ไม่คิดเลยจริง ๆ จนทางนู้นถามมา

ถามมาก็เท่ากับมีความหวังแทรกอยู่นั้น เราก็เลยทอดรับกันเลย การมอบดอลลาร์คราวนี้คงไม่ได้มอบมากนัก คือเรายังไม่ได้คิดนี่วะ พอจากนั้นแล้วก็หมุนกันเลย บทสุดท้ายมันได้ตั้ง ๔๓๒,๐๐๐ นี่แหละมันจะให้ครบ ๘ ล้าน ขาดเท่าไรๆ หาเก็บมาจนได้ แล้วก็พอดี ๘ ล้านละ ๘ ล้านแน่นอน ส่วนทองคำเรา ๖,๗๐๐ กิโลแล้ว นี่เราได้เพิ่มเข้ามาอีกแล้ว ๓๘๗ กิโล ๒๔ บาท ๙๗ สตางค์ จะมอบคราวต่อไปนี้ในช่วงวันที่ ๑๒ ช่วงเดือนหนึ่งอย่างน้อยต้องให้ ๕๐๐ กิโลเป็นก้าวแรกเลยเชียว ต่ำกว่านั้นไม่ได้ ๕๐๐ กิโลเอาให้ได้ ส่วนดอลลาร์ยังไม่ได้คิด ตามเดิมนั่นแหละดอลลาร์นะ ที่เรากำหนดไว้ก็คือว่า ดอลลาร์ให้ได้ ๑๐ ล้าน แต่นี้ยังขาดอยู่เพียง ๒ ล้าน ไม่หนักมากนัก ไม่เหมือนทองคำ ทองคำหนัก เพราะฉะนั้นจึงต้องเน้นหนัก ๆ ในทองคำ

         (มีปัญหาทางอินเตอร์เน็ตครับ) เอา ถามมาเลย ปัญหาที่ถามมา ฟัง (น้อมกราบรบกวนเรียนถามหลวงตาค่ะ ลูกกำหนดสติอยู่กับคำบริกรรมตามที่หลวงตาสอน เมื่อมีเรื่องราวก่อกวนจิตจะกำหนดสติและคำบริกรรมตัดเครื่องกวนจิตนั้นออก และใช้ปัญญากรองเรื่องราวนั้น ๆ ช่วยตัดปัญหาที่เกิดขึ้นได้เป็นเรื่อง ๆ เป็นระยะ ๆ ไป และที่รู้เริ่มรู้สึกได้ชัดคือเหมือนมีธรรมเครื่องหักห้ามอยู่ในจิต เหมือนเป็นความรู้สึกในธรรมมาเตือน เช่น อยากซื้อของฟุ่มเฟือยตามใจชอบก็มีความรู้สึกในธรรมขึ้นมาหักไว้ มันก็มีเหตุผลห้ามไม่ให้เราซื้อตามใจชอบ บางทีรู้สึกท้อ รู้สึกโกรธก็จะมีความรู้สึกเป็นธรรมมาหักห้าม และทำให้มีกำลังใจภาวนาและทำกุศลต่อไป

         คือไม่เป็นเสียง ไม่เป็นประโยคมาเตือนนะคะ แต่คล้าย ๆ เป็นความรู้สึกของธรรม ลูกเลยเอาเหตุผลที่ความรู้สึกในธรรมนั้นมาหักห้ามไว้ มาเทียบกับกิเลสที่พาเราให้โกรธ ให้เราซื้อของฟุ่มเฟือยตามใจชอบ จึงแน่ใจว่าเป็นผลของการภาวนา เป็นธรรมท่านมาหักห้ามไว้ให้เรา อย่างนี้ผิดถูกประการใดขอเมตตาหลวงตาด้วยเจ้าค่ะ ปัจจุบันลูกก็พยายามกำหนดสติและคำบริกรรมพุทโธ พยายามไม่ให้คลาด เรื่องหนัก ๆ ต้องฝืนหนักเหมือนหลวงตาเมตตาสอน มันเหมือนเพิ่มความเร็วในการหักห้ามเรื่องที่มาก่อกวนใจให้เร็วขึ้นค่ะ กราบนมัสการมาด้วยความเคารพเหนือเกล้า (จากศิษย์ผู้ไม่ยอมจืดจางในธรรม)

         หลวงตา        ที่ถามมานี้ถูกต้องด้วยกันทั้งหมดนะ ไม่ว่าปัญหาแง่ใดมุมใดที่รวมในนี้ การหักห้ามของธรรมหักห้าม เช่น ห้ามความฟุ่มเฟือย เป็นต้น นี้เรียกว่าถูกต้องโดยลำดับ อย่างอื่นก็ควรจะพิจารณาอย่างนี้เหมือนกัน ต้องมีหักมีห้ามอย่างว่า บางทีหงุดหงิดโกรธก็มี เห็นไหมล่ะกิเลสมันแสดง กิเลสโกรธให้ธรรม ธรรมโกรธกิเลสไม่เป็นโทษนะ แต่กิเลสโกรธให้ธรรมนี้เป็นโทษแก่เจ้าของ ถ้าธรรมของเจ้าของโกรธให้กิเลสนี้ไม่เป็นโทษ จำเอานะ ดังที่เคยพูดแล้วว่า คำว่าความโกรธนี้ถือว่าเป็นกิเลส เมื่อไม่แยก แล้วส่วนมากจะไม่แยกกันนะ เมื่อแยกแล้วความโกรธให้วัตถุ หรือบุคคลใดก็ตามสัตว์ตัวใดก็ตาม เรียกว่ากิเลสทั้งนั้น แต่โกรธให้กิเลสของตัวเองนี้กลายเป็นธรรมไป คือโกรธให้กิเลสเกิดภายในตัวของตัวเอง หักห้ามกัน โกรธกัน เคียดแค้นให้กัน อันนี้เรียกว่าเป็นธรรม พากันเข้าใจ

         ดังที่ปัญหาเขาถามนี้ถูกต้องแล้ว ต้องมีการหักห้ามกันอย่างงั้น กิเลสกับธรรม โลกชาวพุทธเรารู้ได้เมื่อไรวะ แม้แต่นักบวชเราอยากจะว่ารู้ไม่ได้ถ้าไม่ปฏิบัติ เอาจุดนี้นะ กิเลสกับธรรมๆ กิเลสเป็นยังไง ธรรมเป็นยังไง เมื่อไม่มีภาคปฏิบัติมันก็อ่านเป็นความจำ ทั้งกิเลสทั้งธรรมเป็นความจำ ๆ และลอย ๆ ไปเลย ผลที่จะได้เป็นประโยชน์ไม่มี สุดท้ายกิเลสเอาไปกินเงียบ ๆ กิเลสได้เปรียบตลอด

คำว่าธรรม คำว่ากิเลส ท่านทั้งหลายจำเอานะ คือใจเป็นจุดศูนย์กลางของกิเลสและธรรม กิเลสจะเกิดอยู่ที่ใจของเรา เหมือนสนิมเกิดขึ้นที่เหล็ก แล้วกัดเหล็ก แต่เหล็กนั้นเสียหายไปจนกระทั่งฉิบหายไปได้เลย เพราะสนิมกัด ส่วนกิเลสกัดจิตนี้ไม่ฉิบหาย แต่ได้รับความลำบากทรมาน ต่างกันตรงนี้ คือจิตนี้ไม่ยอมฉิบหาย เมื่อถูกกิเลสบีบบี้สีไฟได้รับความทุกข์ความลำบากมากน้อยเพียงไร ยอมรับว่าได้รับความทุกข์ลำบากมากน้อยเพียงนั้น แต่ไม่ยอมฉิบหาย จึงเทียบว่ากิเลสนี้เหมือนสนิม เกิดจากเหล็กกัดเหล็ก กิเลสเกิดขึ้นจากใจกัดใจ ทรมานใจ ต่างกันแต่เพียงว่า ใจไม่มีคำว่าฉิบหาย จะทุกข์ทรมานขนาดไหนก็ตามยอมรับว่าทุกข์ แต่ไม่ฉิบหายคือใจ นี่ที่ว่าเป็นอมตะ อมตธรรม อมตธาตุ คืออันนี้เอง

ชาวพุทธเราไม่รู้กิเลส ไม่รู้ธรรม ซึ่งอยู่ในหัวใจของตัวคนเดียวกันนั้นแหละ อยู่ของเราคนเดียว ทุก ๆ คนเป็นแบบเดียวกัน นี่ที่ไม่ได้ศึกษามันเสียกันตรงนี้ คือไม่ได้มีภาคปฏิบัติ ศึกษาเฉย ๆ ก็เลยเพิ่มกิเลสเข้าไปอีก เพิ่มสนิมให้กัดเหล็กเข้าไปอีก การศึกษานี้ความจำเฉย ๆ ถ้าไม่มีจิตฝักใฝ่ในการจะปฏิบัติแก้ไขดัดแปลงตามข้อศึกษามาแล้วไม่เกิดประโยชน์ เรียนโลกเหมือนกัน เรียนธรรมเหมือนกัน เรียนมาสักเท่าไรรวมยอดออกมาแล้วเป็นพวกนักวิชาการด้วยกันทั้งนั้น ทั้งทางโลกทางธรรม นักวิชาการ แต่หาตนหาตัวที่จะไปเป็นประโยชน์ไม่ได้ ก็กลายเป็นโม้น้ำลายไป สอบได้ชั้นนั้นชั้นนี้ กิเลสมันพองตัวนะ  ชั้นนั้นชั้นนี้ก็ว่าเอาลมปากเฉยๆ กิเลสไม่ได้เป็นลมปาก  มันเอาจริงเอาจังทุกเวล่ำเวลา ธรรมจะมีแต่ลมปากก็ไม่ทันกับกิเลส

         ธรรมต้องจริงจัง มีภาคปฏิบัติตามจับทั้งกิเลสทั้งธรรมให้รู้กัน บนเวทีคือตัวของเราเองเสียก่อน แล้วเข้าไปนั้นก็คือจิตของเรา ซึ่งเป็นที่เกิดของทั้งกิเลสและธรรม นี่ละที่ว่ากิเลสเกิดที่ใจเหมือนสนิมเกิดที่เหล็ก กัดเหล็ก เป็นแต่เพียงต่างกันว่าเหล็กมีฉิบหายได้ ส่วนกิเลสกัดจิตนี้จิตไม่ยอมฉิบหาย ทุกข์ทรมานมากน้อยยอมรับว่าทุกข์ แต่ไม่ยอมฉิบหาย ต่างกันเพียงเท่านั้น แต่มันเกิดขึ้นจากสนิมเกิดจากเหล็ก กิเลสก็เป็นสนิมของใจ เกิดขึ้นที่ใจ กัดใจ แต่ผิดกันที่ว่าใจไม่ยอมฉิบหาย ต่างกันตรงนี้ จึงมีนามว่า อมตจิต อมตธรรม คือใจดวงนี้เอง

         เมื่อได้ขึ้นสนามแล้วมันรู้กันนะ แต่ขึ้นสนามเอาจริงเอาจังนะ ทำเหลาะแหละแบบโลเลนี้ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน เอาแต่ชื่อปฏิบัติมาพูด ภาคปฏิบัติจริงจังไม่มีไม่ได้ ไม่เกิดประโยชน์ พระพุทธเจ้าพระสาวกทั้งหลายจริงทั้งนั้น จนได้เห็นเหตุเห็นผลมาสอนพวกเราอยู่เวลานี้ มีแต่จริงทั้งนั้น ให้พากันทราบเสียว่ากิเลสกับธรรมเกิดที่ใจ ทรมานใจ อารมณ์ของกิเลสที่เกิดขึ้นมันผลักดันนะ นี่ละที่นี่กิเลสมันเกิดขึ้นนี่ เหมือนกับไฟมันเป็นกองขึ้นมา เป็นเปลวขึ้นมา พิษของมันเป็นความร้อนกระจายออกไป เผาแหลก ๆ ๆ

         กิเลสก็เกิดขึ้นจากจิต เผาจิตให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน โรคความทุกข์ทรมานนี้ใจเป็นที่หนึ่งนะ วัตถุสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ของใจไปยุ่งไปกวนเขา แล้วก็กว้านเอาทุกข์มาเผาตัวเอง จากสิ่งเหล่านั้น ๆ ได้มาเสียไป ดีใจ เสียใจ ดีใจมีแย็บนิดเดียว แต่เสียใจมีมากกว่าตลอดไปเลย ให้ทราบเสียว่ามันเกิดจากใจ อารมณ์อันนี้ คือมันทำให้อยากให้หิวตลอดเวลานะ  ท่านเรียกว่าสังขาร มันคิดมันปรุง แล้วเป็นสัญญาอารมณ์ต่อสายยาวเหยียดไป สัญญาความจำได้ จำสิ่งนั้นได้ จำสิ่งนี้ได้ก็มาเป็นอารมณ์คิดปรุงกับสิ่งนั้น นี่เรียกว่าสังขาร เรียกว่าสัญญา ที่เป็นกิเลสออกมาจากอวิชชา พูดให้มันยันกันเลย อวิชชาเป็นฐานที่ตั้งของกิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นที่นั่น แล้วผลักดันออกมา ออกมาที่นั่น อวิชชาก็เกิดอยู่ที่ใจ หลักใหญ่มันอยู่นี้ จึงเรียกอวิชชา

         มันผลักดันให้หิวให้โหยตลอดเวลา นี่ท่านเรียกว่าสังขารส่วนสมุทัย คือสังขารที่เป็นกิเลส ขันธ์ที่เป็นกิเลส เรียกว่าขันธะ แปลว่ากอง แปลว่าหมวด มันเป็นกองของกิเลส เกิดขึ้นที่นี่ ตาเห็นรูปปั๊บ สังขาร สัญญาหมายปั๊บเกิดกิเลสแล้วๆ หูได้ยินเหมือนกัน ได้ยินดีใจ เสียใจ ชอบ ไม่ชอบ มันขึ้นแล้ว ๆ กิเลสขึ้นแล้ว จากการได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง สัมผัสสัมพันธ์ทางตา กิเลสจะออกทำงาน ๆ นี่เวลากิเลสมีอำนาจ เป็นนิสัยของกิเลสที่เป็นพื้นเพอยู่ภายในจิตใจ ทำงานของตนโดยอัตโนมัติ ตัวของเราไม่ทราบเลยว่ามันเป็นกิเลส หรือเป็นอะไร เราก็มีแต่กลิ้งตาม ถูกมันเตะ มันถีบ มันยัน ให้ทราบเสียว่านี่คือกิเลส อารมณ์ของมันเป็นอย่างนี้

         เสียใจ ดีใจ เกิดขึ้นจากตัวนี้ ตัวปรุงตัวแต่ง สัญญาถ้าชอบใจก็ดีใจเสีย เป็นสุขแย็บเดียว จากนั้นก็เสียใจไปเรื่อย ๆ นี่คืออารมณ์ของกิเลส มันผลักดันออกมาอย่างนี้ทุกหัวใจ ให้เข้าใจนะ อารมณ์กิเลสที่มันออกทำงาน ออกทำงานอย่างที่เราได้คิดอ่านเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาในใจ กิเลสทำงานตลอดวันนะ เราไม่รู้นะว่ากิเลสทำงานทำยังไง เอานักปฏิบัติจับกัน ถ้าไม่มีนักปฏิบัติจะไม่รู้เลยจนกระทั่งกี่กัปกี่กัลป์ ตายจมตายกองกันอยู่อย่างนี้ เพราะอันนี้หมุนตลอด เตะตลอด เรียกว่ากิเลสทำงานบนหัวใจ ทีนี้แย็บออกมาเป็นธรรมทำงาน ความคิดความปรุงนี้ล้วนแล้วตั้งแต่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตลอดไป เราจะดับฟืนดับไฟจะดับยังไง ต้องไสเชื้อไฟออก คือพยายามระงับความคิดนั้น

         ระงับเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องมีเครื่องบังคับกัน นี่ผู้ฝึกหัดเบื้องต้น ให้จำไว้นะ ฝึกหัดระงับคือทำใจให้สงบ สงบเฉย ๆ ไม่ได้ ใจ ต้องมีธรรมเป็นเครื่องสงบ เป็นเครื่องบังคับ เช่น เราอยู่เฉย ๆ ไม่ให้มันคิดไม่ได้ ห้ามมันคิดไม่ได้ให้มันคิดทางด้านธรรม เอาคำบริกรรมเข้ามา เช่น พุทโธเป็นต้น บังคับเข้า ความคิดอันนี้จะบังคับความคิดของกิเลส นี้เป็นความคิดของธรรมบังคับ ถ้ามันอยากคิดมากบังคับมาก ต้องเป็นอย่างนั้น ให้หนัก บีบบังคับไม่ยอมให้คิด เอาอกจะแตกให้แตกดูซิน่ะ ธรรมจะพาจมให้เห็นเสียทีหนึ่งวะ บังคับไม่ให้มันคิด หนักเข้า ๆ ทางนี้มีกำลัง ทางนั้นค่อยอ่อนลงๆ

         นี่วิธีฝึกจิตที่มันดีดดิ้นไม่หยุดไม่ถอย เบื้องต้นให้ใช้คำบริกรรมบังคับกันเสียก่อน กิเลสขั้นหยาบต้องเอาธรรมขั้นหยาบใส่กัน ต่อไปนี้ก็ค่อยบังคับเข้าไป ทีนี้ก็มีกำลัง จิตใจมีกำลัง ความคิดความปรุงค่อยอ่อนลง ธรรมนี้ค่อยสืบเนื่องกันไปเรื่อย ๆ ด้วยสติ ๆ และทำใจให้สงบ สงบลงไปเรื่อย ๆ เมื่อสงบหลายครั้งหลายหนเข้าไป จิตก็สร้างฐานแน่นหนามั่นคงขึ้นมา ท่านเรียกว่าสมาธิ เป็นขั้น ๆ อย่างนี้ นี่ละฝึกหรือทรมานกิเลส ชำระกิเลส เราไม่ได้พูดถึงว่าชำระให้เสร็จสิ้นไปเหมือนท่านผู้ตั้งใจปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานจริงๆ แต่ให้มีพอบรรเทากันนะ อย่าให้มีแต่กิเลสเผาอย่างเดียว ให้มีน้ำดับไฟคือธรรมเข้าแทรกบ้าง ระงับกันบ้าง พอเป็นพอไป ไม่หนักมากเกินไป

         ส่วนผู้ที่มุ่งต่อการสังหารกิเลสจริง ๆ ก็ยิ่งเร่งธรรมะเข้า ความสงบเย็นใจมากขึ้น ๆ กิเลสตัวกวน ๆ นั้นค่อยเบาลง ๆ มันกวนอยากคิดอยากปรุง พอถึงขั้นสมาธิแล้ว ความคิดความปรุงทั้งหลายนั้นถือเป็นภัยแล้ว แน่ะ แต่ก่อนถือเป็นคุณไม่ได้คิดไม่ได้ ทีนี้พอความสงบนี้ คุณค่าแห่งความสงบของใจ ความแน่นหนามั่นคง ทั้งความสุขความสบายของใจหนาแน่นขึ้นไป ความคิดความปรุงทั้งหลายเลยกลายเป็นข้าศึก ผู้มีจิตเป็นสมาธิแน่นหนามั่นคงไม่อยากคิด การคิดเป็นความรำคาญ กลายเป็นเรื่องรำคาญจากความคิดแล้ว แต่ก่อนไม่ได้คิดอยู่ไม่ได้ นี่ละระงับกันอย่างนี้ ต่อไปก็จิตสงบแน่ว อยู่ที่ไหนอยู่ได้เลย นั่งที่ไหนจิตแน่วตลอด ทีนี้เรื่องอารมณ์อะไรที่มันเคยยุ่ง มันออกคิดๆ ธรรมนี้ตีมันไว้ เหมือนหินทับหญ้านะ สมาธินี้เหมือนหินทับหญ้า มันเกิดไม่ได้หินทับมันอยู่ นี่สมาธิทับอยู่ความฟุ้งซ่านเกิดไม่ได้ ทีนี้ออกทางด้านปัญญาคลี่คลาย หญ้ามันทับไว้ยังไง ค้นเอารากหญ้าขึ้นมาเผาไฟทิ้งหมดเลย

ปัญญาค้นละที่นี่ ค้นหากิเลสตัวมันหมอบเพราะสมาธิทับมันไว้ ค้นออกมาพินิจพิจารณา ถึงขั้นวิปัสสนาแล้วที่นี่กระจ่างออกๆ ละที่นี่นะ วิปัสสนาคือพิจารณาดูตามสภาพความเป็นจริง เช่น รูปกาย วัตถุต่างๆ มันเป็นอะไร มาจากธาตุไหน แยกธาตุ แบ่งสันปันส่วนแยกออกดูๆ แยกดูหญิงดูชาย ที่เรียกว่าผู้หญิงมันมีอะไร ผู้ชายมีอะไร ก็ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกัน ถ้าพูดถึงเรื่องอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา เป็นส้วมเป็นถาน มันเป็นได้ทั้งหญิงทั้งชาย พิจารณาอย่างนี้ มันติดมันพันสิ่งเหล่านี้ มันไม่ได้ว่าส้วมว่าถาน มันไม่ได้ว่าของสกปรกโสมมอะไร มันว่าทองคำทั้งแท่งหอมหวนชวนชม ชวนติดชวนดื่มไปเรื่อยๆ กิเลสลากไปเรื่อย

ทีนี้พอปัญญาใช้อย่างนี้กระจายออกไปก็เห็น เมื่อเห็นแล้วมันก็ค่อยปล่อยออกมาๆ นี่เรียกปัญญา ปล่อยไปเรื่อยๆ ปล่อยไปมันก็ชำนาญเข้าไปเรื่อยๆ อันนี้ไม่พูดละถ้าลงได้ชำนาญแล้วมันรวดเร็ว กิเลสค่อยหมดไปๆ เห็นละที่นี่ เพราะฉะนั้นจึงว่าถอนกิเลสถอนด้วยปัญญา สมาธิเป็นหินทับหญ้าเอาไว้เฉยๆ เหมือนกับว่าเราไล่สัตว์ต้อนเข้ามาสู่คอกแล้ว ทำลายฆ่ามันที่คอก อันนี้ก็ทำลายกิเลสด้วยปัญญาของเรา คอกของมันคือสมาธิ คลี่คลายออกไปฆ่ามัน แยกธาตุแยกขันธ์ออกไปเรื่อยๆ นี่ท่านเรียกว่าปัญญา ฆ่ากิเลสตัวมันฝังอยู่ในใจนี้ออกไปเป็นลำดับ ตัดกิ่งนั้นก้านนี้เข้าไป

ตัดเข้าไปๆ ก็ไปถึงต้นมัน ต้นตอมันคืออวิชชา ถอนอันนั้นพรวดออกมาหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ ตั้งแต่วันที่มันเศษมันเหลือแล้ว เรื่องขันธ์ของเราที่คิดที่ปรุงให้เป็นกิเลสวันยังค่ำคืนยังรุ่งมาตั้งกัปตั้งกัลป์นั้นขาดสะบั้นไปหมด เมื่อกิเลสตัวใหญ่ขาดแล้ว คืออวิชชาขาด กิ่งก้านคือความคิดความปรุงของจิตนี้จะไม่เป็นความคิดแบบสมุทัย แต่กลายเป็นความคิดของธรรมไป หรือเป็นขันธ์ล้วนๆ ไป ความคิดเป็นธรรมคือยังไง คิดเป็นอรรถเป็นธรรมไปหมด ไม่ได้เป็นกิเลสเหมือนกิเลสพาคิด กิเลสพาคิดแง่ไหนเป็นกิเลสไปทั้งนั้น เมื่อเป็นธรรมในใจเต็มที่แล้ว ความคิดคิดเพื่อประโยชน์เป็นอรรถเป็นธรรมไปทั้งนั้น เรียกว่าความคิดนี้เอามาใช้ทางด้านธรรมะได้

รวมแล้วเรียกว่าขันธ์ทั้งห้านี้ แต่ก่อนเป็นเครื่องมือของกิเลส เป็นสมบัติของกิเลส เมื่อจิตใจชำระให้ขาดสะบั้นไปหมด กิเลสไม่มีอะไรเหลือติดตัวแล้ว ก็กลายเป็นขันธ์ล้วนๆ ไปเลย คิดธรรมดา เห็นธรรมดา ได้ยินธรรมดา ไม่มีอะไรเป็นภัยๆ ต่อใจ คิดปรุงเรื่องอะไรก็เป็นอรรถเป็นธรรมไปธรรมดา ไม่สั่งสมกิเลสขึ้นภายในใจเหมือนกิเลสเป็นเจ้าอำนาจอยู่ดังแต่ก่อน ให้พากันเข้าใจ นี่วิธีแก้กิเลสแก้อย่างนี้ ท่านถึงเรียกว่า ขันธ์ของพระอรหันต์ ธาตุขันธ์ของท่านเป็นขันธ์ล้วนๆ ท่านไม่มีกิเลสใช้ไป แต่ธรรมเอามาใช้เป็นสมบัติของธรรม ธรรมไม่ยึด กิเลสมันยึดว่าเป็นของมัน แต่ธรรมไม่ยึดว่าเป็นของท่าน ท่านใช้เฉยๆ  จึงเรียกว่าเป็นขันธ์ล้วนๆ ไปเท่านั้นเอง

อยู่ไปถึงวันสุดท้ายของมัน ลมหายใจขาดมันก็กระจายออกไปจากส่วนผสม ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อยู่ในร่างกายของเรานี้ทั้งหมด พอลมหายใจสิ้นเรียกว่าตาย ส่วนผสมนี้กระจายลงไปเป็นธาตุเดิมของตน ส่วนดินก็เป็นดิน ส่วนน้ำเป็นน้ำ ส่วนลมเป็นลม ส่วนไฟเป็นไฟ จิตที่มาเป็นเจ้าของไม่ได้ยึด เช่น จิตพระอรหันต์ ปล่อยความรับผิดชอบโดยหลักธรรมชาติเอง ดีดผึง หมด นี่ละที่ว่าสมมุติหมดจากความรับผิดชอบของพระอรหันต์ หมดในวาระที่ลมหายใจขาด แต่ก่อนสมมุติทั้งมวลที่เป็นกิเลสขาดสะบั้น ในขันธ์นี้ก็เป็นกิเลส ขาดสะบั้นไปหมด เหลือแต่ความรับผิดชอบในขันธ์เท่านั้น

พาอยู่พากินพาขับพาถ่ายพาหลับพานอนไปมาธรรมดาๆ ไม่มียึดมีถือ สิ่งเหล่านี้จะให้ท่านแบกด้วยอุปาทานไม่มี หากเป็นสัญชาตญาณรับทราบ เจ็บก็ทราบว่าเจ็บ ปวดทราบว่าปวด แต่ไม่เข้าถึงใจ มันเป็นอยู่ธรรมชาติในวงสมมุติของมันเอง ขันธ์ก็เป็นสมมุติ สุขทุกข์เฉยๆ ซึ่งอยู่ในขันธ์นี้ก็เป็นสมมุติ ส่วนเวทนาในจิตท่านไม่มีตั้งแต่กิเลสขาดลงไป หมด ทุกขเวทนาในใจท่านไม่มี นี่รับผิดชอบ สมมุติทั้งมวลที่พระอรหันต์ท่านตัดขาดไปหมดโดยสิ้นเชิงจากความรับผิดชอบก็คือเวลาตายปั๊บ นั่น อนุปาทิเสสนิพพาน หมด สมมุติไม่มีเหลือเลย สอุปาทิเสสนิพพานนี้ สิ้นกิเลสแล้ว กิเลสดับแล้ว แต่ความรับผิดชอบในขันธ์ยังมีอยู่ ให้พากันจำ นี่พูดมาจากกิเลส กิเลสเกิดขึ้นจากใจ ทำลายใจ ธรรมเกิดขึ้นจากใจบำรุงใจ จนกลายเป็นธรรมแท่งเดียวกันกับใจ นี่การปฏิบัติ มีการขัดการเกลาการรักษา ไม่รักษาไม่ได้นะ มันจะจมไปอย่างนี้เรื่อยไป

วันนี้พูดถึงเรื่องภาวนาให้ผู้ฟังทั้งหลายทราบ เข้าใจแล้วนะที่ว่าขันธ์ล้วนๆ ขันธ์ ๕ ล้วนๆ ไม่มีกิเลสเจือปน คือขันธ์ของพระอรหันต์ แล้วเรื่องราวอะไรที่จะไปเกิดให้สร้างความยุ่งยากในใจของท่านซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น ทั้งส่วนหยาบ ส่วนกลาง ส่วนละเอียด เมื่อกิเลสทุกประเภทดับลงไปโดยสิ้นเชิง เรื่องราวจึงไม่มีในจิตของพระอรหันต์ หมดโดยสิ้นเชิง ไม่มี จากนั้นพอหมดความรับผิดชอบในขันธ์ก็ดีดออก นี่ละจิตที่ว่าเป็น อมตจิต อมตธรรม หรือ ธรรมธาตุที่บริสุทธิ์อยู่ภายในท่ามกลางรับผิดชอบด้วยสัญชาติญาณอยู่อย่างนี้ พอลมหายใจขาดอันนี้ก็ดีดออก อันนั้นก็ลงตามสภาพ นั่นละสมมุติหมดโดยสิ้นเชิงขณะที่ลมหายใจสิ้นของพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ให้พากันจำเอา นี่ละธรรมเป็นของจริงอย่างนี้

เราจึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้อุตส่าห์พยายามบำเพ็ญด้วยกัน อย่าเห็นว่าเป็นของลำบาก การบำเพ็ญธรรมเป็นของลำบากนี้ถือธรรมว่าเป็นข้าศึกแล้วนะ แล้วจะถือกิเลสเป็นคุณขึ้นมา แล้วกิเลสจะเหยียบหัวเรานะ ทุกข์ยากลำบากขนาดไหนให้ถือว่ากิเลสมันมากีดมาขวางทางเดินของธรรม ต้องฟัดกัน ทุกข์มากทุกข์น้อยเราเป็นผู้รับผิดชอบเรา เราจะปล่อยให้ใคร เราเป็นผู้รับผิดชอบเราต้องเอาให้ได้แก้ให้ได้ หลุดได้หรือไม่ได้อยู่กับเรา เอาตรงนี้นะ พากันจำให้ดีนะ เราสงสารมากพูดอยู่อย่างนี้ ดีไม่ดีเขาว่าหลวงตาบัวเป็นบ้าพูดสอนเดี๋ยวนี้ ก็โลกมันโลกแบบเดียวกันหมด มันก็มารุมใส่เราคนเดียวเราก็เลยเป็นบ้าไปเลยซิ ทีนี้บ้าแบบหลวงตาบัวมันไม่ได้เป็นทุกข์นี่นะ ไอ้บ้าแบบเสกสรรปั้นยอตัวซิมันกองทุกข์ มันน่าทุเรศว่ะ ให้จำเอานะ เอาละเทศน์เท่านั้นละวันนี้ มีอะไรอีกละ

โยม มีอีกนิดหนึ่ง มีเขาถามมาอีกข้อหนึ่งครับ

หลวงตา เอ้า ว่ามา

โยม เขาบอกผมนั่งสมาธิมาเป็นเวลา ๒๐ ปี ขาดอาจารย์แนะนำอย่างจริงจัง แรก ๆ ฟุ้งซ่าน จนปัจจุบันสามารถสงบได้จนถึงจุดที่มีความรู้สึกตัวว่าหมุน และจะตกใจ แล้วก็ออกจากการนั่งสมาธิ หลังจากการนั่งสมาธิมักจะถึงจุดนี้ทุกครั้ง เมื่อเริ่มชินกับความรู้สึกนี้และไม่วิตก ความรู้ว่าตัวหมุนก็ช้าลงแล้วกลับพบทุกอย่างว่างเปล่าไม่มีอะไรอีกเลย ไม่มีที่ไป แต่รู้สึกสงบสุขและพอใจ ขอถามหลวงตาว่า ในความรู้สึกที่ว่างเปล่านั้นยังสามารถพบทางอะไรอีกไหม

หลวงตา ทางก็คือตัวนั่นละ ตัวว่าง ๆ เข้าใจไหม มันไม่ย้ายออกมาเฉย ๆ ก็ยังไม่มีทางเข้าใจไหม เวลาเรานอนนี้ก็คือเรานอน พอตื่นขึ้นมาก็คือเราตื่น ไปไหนก็เราแหละไป ใช่ไหม เข้าใจแล้วเหรอ อันนั้นละตัวทางมันอยู่ตรงนั้น ตัวฐานนั่นแหละ คือว่าง ๆ แหละ มันไม่เคลื่อนออกเฉย ๆ เข้าใจเหรอ เอ้า มีอะไรว่าไปอีก

โยม เขาบอก บางครั้งมีข้อสงสัยทั่วไปและหาคำตอบไม่ได้ แต่ตอนนั่งสมาธิกับได้คำตอบอย่างชัดเจน และมีทางออกเสมอ เหมือนกับถามตัวเอง และตัวเองตอบอย่างนี้ นานเข้าแม้ไม่นั่งสมาธิก็คิดได้เอง ซึ่งเห็นปัญหาโดยมีที่มาที่ไปโดยเหตุผล ซึ่งคำตอบนั้นกระผมไม่รู้เกิดได้อย่างไร แต่นำไปใช้ก็ได้ผล ขอถามว่าการตอบคำถามในใจนั้นเกิดได้อย่างไร เพราะบางครั้งคำตอบนั้นเกินปัญญาของเรา คล้าย ๆ มีใครคอยตอบในใจเสมอ

หลวงตา นี่ถ้าเราจะแยกออกมาพูดก็เรียกว่า กิเลสเกิด ธรรมเกิดในใจเป็นอย่างนี้ นักปฏิบัติเท่านั้นที่จะรู้เรื่องเหล่านี้ได้ดี ดีเป็นลำดับ คือว่ามาเกิดขึ้นในตัวเอง ๆ คิดดูซิถึงขนาดที่ว่า เวลาสติปัญญามันเกรียงไกรพอตัวแล้วนี้ ไม่ได้ตั้งใจว่าจะสังหารกิเลสนะ พอแย็บมาขาดสะบั้นๆ ๆ ไปอย่างนั้น นี่ถึงเวลามันเกรียงไกรเป็นอัตโนมัติอย่างสุดยอดว่างั้นเถอะนะ เป็นอย่างนั้น นี่ก็แบบเดียวกันมันก็เริ่มเป็นแต่นี้ คือความคิดนั้นความคิดฝ่ายกิเลสขึ้นมา ความคิดฝ่ายธรรมรับกัน ๆ ไปเรื่อยๆ ต่อไปก็ละเอียดเข้าไปๆ อย่างที่ว่าหมดโดยสิ้นเชิง กิเลสไม่มีเหลือที่จะมาสร้างปัญหาขึ้น เพราะฉะนั้นจิตของพระอรหันต์จึงไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรมาสร้างเลยกิเลสสิ้นแล้ว ถ้ามีมากมีน้อยมันจะบอกของมันอยู่ แสดงว่ากิเลสยังมี ข้อกังวลยังมี ทุกข์ยังมี เข้าใจไหม พอกิเลสตัวสร้างทุกข์ดับไปเท่านั้นหมดโดยสิ้นเชิง คิดก็เป็นขันธ์ล้วน ๆ ไปเสียเข้าใจไหมล่ะ ที่ว่าขันธ์ล้วน ๆ คิดไปธรรมดาไม่สร้างกิเลสเพื่อเป็นฟืนเป็นไฟแก่เรา มันก็ไม่มีอะไร แล้วอะไรอีกล่ะ

โยม อันนี้คงคิดว่าหลายคนคงเคยประสบมาครับ ขอกราบนมัสการพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงตา การเปิดเทปสวดมนต์ในขณะขับรถยนต์ แล้วยังมีสวดไปด้วยเป็นบางครั้งเพราะชอบเสียงสวดมนต์มาก หลายคนเตือนว่าไม่สมควรทำแบบนั้น เพราะบทสวดมนต์นั้นเป็นของสูง ไม่ควรฟังในขณะที่ไม่ได้สำรวมกายไปด้วย จะถูกผิดอย่างไรคะ

หลวงตา อ๋อ เอาแบบเดิมนั่นแหละ แบบนี้เขาสมควรเขาอยู่ในส้วมในถานตลอด เขาเหมาะเข้าใจไหม ธรรมอยู่ที่ไหนก็แก้ได้หมด อยู่ต่ำแก้ได้อยู่สูงแก้ได้ สกปรกอยู่ไหนแก้ได้ทั้งนั้นเรียกว่า ธรรมเข้าใจไหม แก้ได้ทั้งนั้น จะไปว่าธรรมเป็นของสูงของต่ำอะไร กิเลสมันสูงหรือมันต่ำมันเหยียบอยู่บนหัวใจ มันสูงหรือไม่สูงพิจารณาซิ ธรรมแก้ตรงที่มันขัดมันข้องตรงไหน แก้ตรงนั้น ๆ เข้าใจเหรอ

โยม เขาอยากรู้ว่าที่เขาเปิดเทปฟัง แล้วก็สวดมนต์ไปด้วยนี่ถูกหรือผิด ถ้าผิดเขาจะได้เลิกทำครับ

หลวงตา ไม่ผิด แต่อย่าให้เผลอ เอ้า เวลาภาวนาเผลอไปไม่ได้คิดถึงเรื่องสายทางก็ได้ใช่ไหมล่ะ ต้องให้รอบทั้งภายในภายนอกถูกต้อง เข้าใจเหรอ สติมีทั้งข้างในมีทั้งข้างนอก เราขับรถไปนี้เราก็รู้ แล้วสายทางเป็นยังไง เราก็มีกระแสจิตรับทราบสติรับทราบไปตลอดไม่เสีย ถ้าแบบเถรตรงมีเสียได้นะ คือคิดอะไรจะหยุดคิดอยู่แค่นั้นเสีย นี้เผลอได้เสียได้ เข้าใจแล้วนะ เออ เอ้า ว่าไป

โยม อันนี้เขาแถมตอนท้ายว่า ขณะที่ฟังเทปนั้นรู้สึกสงบและสำรวมใจได้แล้วสุขสงบด้วย ก็ขอขอบคุณมาแล้วก็กราบเรียนถามแค่นี้ละครับ

หลวงตา เออ ก็หมดเท่านั้นละนะ ต่อไปนี้จะให้พร

 

ชมการถ่ายทอดสดทุกวัน   ได้ที่

 www luangta com หรือ www.luangta.or.th

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก