รู้ตามหลักความจริงแล้วแม่นยำ
วันที่ 29 กรกฎาคม. 2546 เวลา 8:15 น. ความยาว 57.56 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

รู้ตามหลักความจริงแล้วแม่นยำ

 

         เทศน์วันกรรมกรที่สนามหลวงเทศน์ไปไม่ได้เลย โอ๋ย มันแห่มันแหนมันอะไรอึกทึก เป็นขบวนๆ เลยหยุด ไปไม่ได้เลยนะ ใครจะมาถ่ายมาอะไรออก ห้าม กัณฑ์นี้ใช้ไม่ได้เลย บอกไม่ให้ถอดไม่ให้อะไรทั้งนั้น วันนั้นเป็นวันกรรมกร คนแน่นสนาม ไม่ทราบว่ากี่ขบวน ขบวนมันหลายชนิดนะ ขบวนนี้แบบนั้น ขบวนนั้นแบบนั้น อู๋ย เทศน์ไปไม่ได้เลย เลยหยุด พวกอัดเทปอะไรไม่จำเป็น ใช้ไม่ได้เราบอก ก็มันเทศน์ไปไม่ได้นี่จะว่าไง เราจะไปตำหนิเขาก็ไม่ใช่ เขาก็สนุกสนานเขาแบบหนึ่ง นี่ละวันนายกไป ที่เรานั่งอยู่บนธรรมาสน์สนามหลวง นายกขึ้นไปหา คราวก่อนนั้นดีอยู่ เทศน์สนามหลวงคราวแรกดี เรียกว่าเต็มยศของชาติไทยเรา มาครบนี่นะ ชาติ นายกพร้อมทั้งคณะรัฐมนตรี ศาสนาก็เราเป็นผู้เทศน์ มหากษัตริย์ก็ฟ้าหญิง เรียกว่าครบ คนที่มานี้แน่น เวลาเทศน์ผู้ฟังก็เรียกว่าเป็นระเบียบหรืออะไรพูดไม่ถูก แต่สวยงามมากนะ

คนที่แน่นสนามนั้นน่าจะมีเสียงเป็นการรบกวนเทศนาว่าการ ไม่มี ๆ ไม่มีเลยเชียว เทศน์ไปนานเท่าไรยิ่งเงียบ เอ้อ นี่น่าชมเชย กับวันกรมประชาสัมพันธ์นั่นคนก็มาก แน่นหมด เสียงไม่มีเลย ไม่รบกวนการเทศน์ อย่างหลวงปู่มั่นท่านเทศน์ นั่นเทศน์อยู่ในป่าในเขา ท่านไม่ได้มาเทศน์ที่ชุมนุมชนอย่างนี้ เรื่องเสียงเรื่องอะไรจึงไม่มีปัญหาเลย แล้วเวลาเทศน์ก็มีแต่พระล้วน ๆ มากขนาดไหนเหมือนไม่มีคน เงียบ เพราะพระต่างองค์ต่างจ้องที่จะได้ฟังเทศน์ท่าน วันไหนเป็นวันประชุมแล้ววันนั้นดูพระยิ้มแย้มแจ่มใสทั่วหน้ากัน เหมือนกับเด็กหิวนมแม่นั่นแหละ

         ถึงเวลาเทศน์ อยู่ในที่ต่าง ๆ คือตั้งสำนักไว้ที่นั่นที่นี่ ห่างกันสามกิโล สี่กิโล ถึงเวลาได้ฟังเทศน์ท่าน เมื่อพร้อมแล้วตอนกลางคืนก็มา ถ้ากลางวันเป็นวันอุโบสถ วันอุโบสถนี้วันไหนก็ตามเสียงจะไม่มี เฉพาะประชุมกลางคืนประหนึ่งว่าไม่มีคนเลย พระพร้อม เวลาท่านเทศน์มันพูดไม่ถูก ที่ว่าไปอยู่กับท่านทีแรกท่านเทศน์ให้ฟัง ๔ ชั่วโมง เริ่มเทศน์จนกระทั่งจบ ๔ ชั่วโมง มีแต่ธรรมล้วน ๆ เป็นธรรมภาคปฏิบัติจิตตภาวนาล้วน ๆ เลย เรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ สำหรับพระผู้ปฏิบัติล้วน ๆ เช่นเดียวกัน เข้ากันได้สนิท เราไม่ลืมเหมือนสด ๆ ร้อน ๆ

         ไปอยู่ปีแรกๆ เทศน์ ๔ ชั่วโมงจบ พอนานเข้ากำลังท่านก็ค่อยลด ลดลงมา ๓ ชั่วโมง เทศน์แต่ละครั้ง ๔ ชั่วโมง ไปหาท่านทีแรกนะ ๔ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมงนี้เรียกว่ายันเลย พอสองปี สามปีเข้าก็ลดลง ๓ ชั่วโมง วาระสุดท้ายนี่ ๒ ชั่วโมง อยู่หนองผือ เทศน์ ๒ ชั่วโมงจบ จากนั้นไม่เคยเทศน์อีก และไม่เคยลดอีก แค่นั้น ๔ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง หนองผือท่านเริ่มป่วย ท่านเทศน์อยู่ในย่าน ๒ ชั่วโมง จากนั้นหยุดเลย นี่ละธรรมะที่ออกจากหัวใจที่บริสุทธิ์ล้วน ๆ ออกมา แล้วผู้ไปฟังก็มุ่งหน้าต่ออรรถต่อธรรมเต็มที่ ๆ มันก็เหมือนเครื่องรับก็ดี ฟ้าฝนก็กระหน่ำลงมา แล้วเหมาะกัน

         เทศน์กี่ชั่วโมงนี้ไม่เคยได้เป็นอารมณ์กับว่าเหน็ดว่าเหนื่อยเมื่อยล้า มันไม่ได้มีในร่างกาย จิตมันอยู่ภายในหมด ร่างกายจะนั่งนานเท่าไร ดังที่ว่า ๔ ชั่วโมงยังไม่เห็นองค์ไหนที่ว่าพลิกนะ พลิกตัวว่าเหนื่อยนี้ ต่างคนต่างไม่ได้สนใจกัน สนใจแต่อันนี้อย่างเดียว ฟังเสียงเทศน์ท่าน โหย น้ำไหลไฟสว่าง นี่ละธรรมะแท้ ๆ ธรรมะจากภาคปฏิบัติที่รู้จริงเห็นจริง ออกมานี้ไหลมาเลย เป็นธรรมดาเบื้องต้นเวลาเริ่มเทศน์ก็เหมือนรถเริ่มเคลื่อนจากที่ ค่อยเอื่อย ๆ ๆ พอได้จังหวะแล้วเร่งเครื่อง แล้วเร่งๆ ๆ เรื่อยเลย มันกล่อม

         พอท่านเริ่ม ทางนี้จ่ออยู่แล้วนี่ สติกับจิตจ่อฟัง พอท่านเริ่มทางนี้จับปั๊บ ติดปั๊บแล้ว ทีนี้การฟังเทศน์เราจะส่งจิตไปหาผู้เทศน์ผู้อะไรก็ตาม ไม่ถูกทั้งนั้น เราจึงเคยเตือนเสมอขณะที่เทศน์ นี่เราหมายถึงเทศน์ภาคปฏิบัตินะ ภาคปริยัติไม่พูดกันแหละ ภาคปฏิบัติที่ท่านแสดงไว้ในอานิสงส์ ๕ การแสดง นักเทศน์ หรือว่านักธรรมกถึก แปลว่านักเทศน์ ควรมีธรรม ๕ ประการติดตัว ติดองค์เทศน์

๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดวรรคให้ขาดความ

๒. อ้างเหตุและผลให้ผู้ฟังเข้าใจ

๓. ไม่แสดงธรรมด้วยความเป็นโลกามิส เห็นแก่โลภ เห็นแก่ลาภแก่รวยไป

๔. ตั้งจิตเมตตาปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง

๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือไม่ยกตนเสียดสีผู้อื่น

         นี่ผู้เทศน์ตามหลักธรรม แล้วผู้ฟังท่านบอกมีอานิสงส์ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นถึง ๕ประการเช่นเดียวกัน คือผู้เทศน์ก็เทศน์ด้วยความเป็นธรรมล้วน ๆ ผู้ฟังฟังเป็นธรรมล้วน ๆ เข้ากันเป็นผลขึ้นมา เป็นที่พอใจสำหรับผู้รับฟัง

๑. จะได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง

๒. สิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจชัด จะเข้าใจสิ่งนั้นโดยชัดเจน

๓.บรรเทาความสงสัยเสียได้

๔.ทำความเห็นให้ถูกต้องได้

๕.จิตผู้ฟังย่อมสงบผ่องใส

ข้อห้าข้อสำคัญนะ สรุปลงข้อที่ห้า จิตผู้ฟังย่อมได้รับความสงบผ่องใส มันเป็นอย่างงั้นจริง ๆ เราฟังด้วยความเป็นธรรม เวลาท่านจะเริ่มเทศน์ทางนี้จ่ออยู่แล้ว พอท่านเริ่มปั๊บติดปุ๊บเลย ไม่ไปไหนที่นี่จิต สติเข้าอยู่ในจิตปั๊บ ทีนี้เหมือนกับเราตั้งภาชนะไว้สำหรับน้ำที่ตกลงมาให้ถูกต้องแล้ว ไม่ต้องไปกังวลตกใส่ลงนี้หมด นี้จิตเราตั้งจ่อไว้กับจิต สติอยู่กับจิตนี่ เทศนาว่าการนี้จะเข้ามาที่นี่หมด เพราะฉะนั้นท่านจึงห้ามไม่ให้ส่งจิตออกไปสู่ภายนอก เช่น หาผู้เทศน์เป็นต้น ไม่ต้องส่งออกไป ให้ตั้งสติไว้กับความรู้ นี่ภาคปฏิบัติ แล้วเวลาท่านเริ่มสติกับจิตจะติดกัน ธรรมะจะเข้านี้หมดเลยไม่ไปไหน เหมือนเราเอาโอ่งไปรองน้ำ ไหลลงนั้นหมดเลย

         ทีนี้เวลาฟังเทศน์นั้นผู้ปฏิบัติมีปัญหาขัดข้องอยู่ภายในจิตใจแต่ละราย ๆ นี้จะมาเปิดตรงนั้นเวลาท่านเทศน์ เพราะท่านเทศน์ท่านเทศน์ผ่านไปเลย เพราะท่านรู้หมดแล้ว เราติดข้อไหนคอยฟัง เออ เวลานี้เรากำลังติดอยู่ในข้อนี้ ๆ ท่านมานี้ท่านจะว่าไง พอท่านผ่านมานี้ปั๊บจับปุ๊บเลย ได้เลย โดดไปตามท่าน.ได้วันละก้าวก็เอา ครั้งละก้าวก็เอา สองก้าวก็เอา หลายครั้งหลายหน เขยิบขึ้นไปๆ เรื่อย สุดท้ายท่านว่าหลุดพ้น ๆ มรรค ผล นิพพาน ได้สำเร็จมรรค ผล นิพพาน คือผู้มาฟังไม่มีจำนวนน้อย มีฐานของจิตเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน วันนี้เทศน์อย่างนี้ขยับขึ้นไป ผู้นั้นก็ขยับเรื่อย มากต่อมากสำเร็จได้ ผู้ที่จวนอยู่แล้วก็ผ่านได้ ๆ ผู้ที่รองลงมาก็ขยับเข้าไปอย่างงั้น ได้จริง ๆ เราไม่สงสัย

         เวลาออกภาคปฏิบัตินี่ผู้เทศน์ไม่ได้สงสัยในคำเทศน์เลย สงสัยอะไรก็มันจ้าอยู่ในนั้นหมดแล้ว สงสัยอะไร ว่าอะไรไปไม่ต้องแก้ แก้หาอะไร นั่น มันแน่ขนาดนั้น เราพูดไว้แล้ววันนั้นผิดหรือถูก เราว่ายังไงนะ มาลูบ ๆ คลำ ๆ อย่างนี้ไม่มี สำหรับผู้ปฏิบัติที่รู้จริง ๆ นะไม่มี ตรงเป๋ง ๆ ๆ เอาตามนี้ เอาอย่างพอเหมาะพอดีกันเลยกับผู้ฟังทั้งหลายที่จะได้ฟังธรรมขั้นใด ๆ จะออกเป็นระยะ ๆ ๆ ขั้นไหนเท่าไร เพราะมีอยู่ในจิตนี้หมดแล้ว เทศน์แล้วจะไปสงสัยที่ไหน เทศน์แล้วจะมาแก้มาเปลี่ยนมาแปลง ไม่มี สำหรับเราตัวเท่าหนู เราก็บอกตรง ๆ เลยเราไม่มี ว่างั้นเลย

         อย่างเทศน์ท่านผู้กำกับเอามาอ่านให้ฟัง ฟังผ่านเฉย ๆ ก็เป็นสักขีพยานว่าผ่านท่านแล้ว ไม่ได้เคยแก้นะตัวไหนไม่เคยแก้ นอกจากคำพูดมันใกล้เคียงกันมันอาจสำคัญผิดก็ได้ เช่น ยกตัวอย่าง กาเช็ดศพ มันก็บอกว่ากาเจ็ดศพ อย่างนี้เข้าใจไหม มันใกล้เคียงกันอย่างนี้ ผู้ฟังอาจจดผิดได้เข้าใจไหม ไหน ๆ ว่าอีกหน่อย นั่น พอมันผิดนิดรู้ทันทีนะ ว่าอย่างงั้น ๆ ต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าแก้ก็แก้อย่างนี้ ส่วนที่จะให้แก้ว่าเป็นการเทศน์ผิดพลาดไปอย่างนี้ไม่มี จึงได้เทศน์ให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เราก็บอกว่าเราจวนจะตายแล้วนะ ท่านทั้งหลายยังจะมาหาว่าเราโอ้เราอวดอยู่ คนหนึ่งเมตตาจนอกจะแตกแล้วยังหาว่าโอ้ว่าอวดอยู่หรือ กิเลสมันไม่ยอมรับธรรม มันจะถือเป็นข้าศึกตลอดนะ เปิดเท่าไรมันปิดฝาไว้เลย คว่ำปากหม้อไว้เลย

         กิเลสมันไม่ยอมฟังเสียงธรรม มันอยู่ในใจของเรานะ ไม่มีใครตั้งใจจะเป็น มันหากเป็นอยู่ในจิตที่กิเลสตัวนั้นมันหมุนจิตให้เป็นอย่างนั้น จิตก็เหมือนตุ๊กตาเตะไปทางไหนก็กลิ้งไปทางนั้นซิ ที่ท่านว่าฟังเทศน์สำเร็จมรรค ผล นิพพานเป็นจำนวนมาก ไม่มากยังไง เพราะฐานจิตของผู้มาฟังนี้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน พอเทศน์ไปนี้ขยับเข้าเรื่อย วันนี้ขยับนี้ วันนี้ขยับนั้นเรื่อย สูงเรื่อย ๆ ผู้ที่จวนแล้วก็ผึงเลย ๆ ๆ นั่นเป็นอย่างงั้น อย่างเบญจวัคคีย์ทั้งห้าผึงเลยพร้อมกันเลย อยู่ปากคอกด้วยกันแล้ว พอเปิดประตูคอกผึงออกพร้อมกันเลย

         นี่มันเป็นจริง ๆ ในหัวใจนี่ มันไม่ได้เคยสนใจว่าจะเอาใครมาเป็นสักขีพยานนะ ไม่มี บอกไม่มี พอทุกอย่าง อยู่ในนี้หมด จะเอามาเป็นพยานได้เหรอ มีแต่หลับตามา จะเอาคนตาบอดเป็นพยานเหรอ มันก็มีแต่จะชนต้นไม้ให้ดูนั่นแหละตาบอด ตาดีท่านไม่สงสัยกัน แน่ะ ท่านจะถามกันหาอะไร ตาบอด โอ๋ย ไม่ได้นะ นี่ที่พระพุทธเจ้าว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะรู้เองเห็นเองจากการปฏิบัติของตัว นี่เป็นธรรมะสุดยอดของพระพุทธเจ้า เวลารู้ไปแล้วจะไปถามพระพุทธเจ้าหาอะไร ก็เป็นอย่างที่ท่านสอนไว้แล้ว อ๋อ ๆ เรื่อยไปเลย ผางไปนี่ละหมด ถามหาอะไรพระพุทธเจ้า สนฺทิฏฺฐิโก เด็ดขาดแล้ว พระองค์เด็ดขาดมาก่อนแล้วจึงมาสอนบรรดาสัตว์

         พูดถึงเรื่องหลวงปู่มั่นท่านเทศน์ ท่านไหลเลยนะ เราผ่านมานี้ทั่วประเทศไทย เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามครูบาอาจารย์องค์ใด องค์ไหนที่เราจับติด เราก็บอกเราจับ อย่างหลวงปู่มั่นนี้เรียกว่าติดเลย ฟังเทศน์หลวงปู่มั่นไม่อยากฟังเทศน์ที่ไหนนะ คือมันพออยู่นี้หมดแล้ว ว่างั้นนะ พูดตรงไหนไปนี้ แหม ไหลเลยเชียว ถ้าเทศน์จิตตภาวนาล้วน ๆ ท่านเทศน์สอนพระ ไม่มีคำว่าแกงหม้อใหญ่ ขึ้นศีลก็รักษา ต่างองค์ต่างรักษาศีลเต็มหัวใจอยู่แล้ว ใครจะไปผิดพลาดด้วยเจตนาล่วงเกินศีลไม่มี ท่านอบอุ่นของท่านพออยู่แล้ว รอแต่เรื่องธรรมะที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจตามขั้นภูมิของธรรมที่จะควรได้ควรถึง จากการฟังของท่านเท่านั้นเอง

         เวลาท่านเริ่มเทศน์จิตมันก็หมุนอยู่ใน จิตเป็นขั้น ๆ นะ ถ้าจิตยังไม่สงบนี้ฟังจ่ออยู่นี่ ไม่นานก็สงบได้ ๆ ในขณะที่ฟัง เวลาฟังเทศน์จิตจะสงบดียิ่งกว่าเราไปทำโดยลำพัง คือธรรมะของท่านกล่อมลง ๆ จิตมันก็สงบแน่ว ๆ แน่วเลย ทีนี้เวลามันสงบเต็มที่นี่เสียงอรรถเสียงธรรมเหมือนอยู่เผิน ๆ อันนั้นได้หลักแล้วไม่ออกมายุ่งนะ อาศัยนี้ละ พอปั๊บเข้าถึงที่แล้วเต็มเหนี่ยวแล้ว ธรรมะนี่มันแหววๆ อยู่สูง ๆ นะ จิตได้ที่แล้ว จิตที่ยังไม่สงบ อยู่ในขั้นสงบ จิตฟังเทศน์จากภาคปฏิบัติต้องสงบ ว่างั้นเลย ฟังคราวนี้เป็นอย่างนี้ ๆ ต่อไปสงบแน่วเลยเชียว สงบได้ง่ายด้วย นี่ขั้นหนึ่ง

         ขั้นปัญญาที่นี่ เพราะท่านเทศน์ท่านจะไปทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา ไปพร้อมๆ  กัน พอท่านก้าวถึงขั้นปัญญาธรรมอันละเอียดนี้ จิตของผู้อยู่ในขั้นปัญญามันจะขยับตาม ไม่อยู่นะ คือเวลาจิตสงบเทศน์นี่มันจะสงบ เหมือนแม่กล่อมลูกด้วยบทเพลง สงบลง นี่คือธรรมกล่อมใจให้สงบในขั้นที่จิตยังไม่สงบ และขั้นกำลังเริ่มสงบ หรือสงบ ทีนี้พอขั้นก้าวออกทางวิปัสสนาแล้ว ท่านเทศน์นี่มันจะไม่อยู่นะ มันจะขยับตาม ๆ ๆ เรื่อย ๆ เพราะทางนี้มันหมุนตัวอยู่ตลอด มันจะออก ทางนั้นเปิดให้เท่าไรมันก็โดดใส่พับๆ  ๆ เป็นขั้น ๆ เป็นอย่างนั้นฟังเทศน์

         ครั้งพุทธกาลท่านฟังเทศน์สำเร็จมรรค ผล นิพพาน ก็ผู้เทศน์เป็นผู้ทรงมรรค ผล นิพพานไว้แล้ว ผู้ฟังก็ฟังเพื่อมรรคเพื่อผลจริง ๆ มันจะเข้ากันไม่ได้ยังไง  เข้ากันได้ผึงเลย อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ เทศน์ ฟังก็แบบเรา ๆ ท่าน ๆ มันก็แบบเดียวกัน เป็นอย่างงั้นแหละ ผิดกันนะ การเทศน์ภาคปฏิบัติ คือเทศน์ภาคปฏิบัติของท่านผู้รู้จริงๆ ท่านไม่ได้มาลูบคลำจากไหน ถอดออกมาจากหัวใจที่เต็มอยู่ในใจนั้นแล้ว ถอดออกๆ พอดิบพอดีๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้แก้ตรงไหนๆ แก้หาอะไร พร้อมแล้วพอแล้ว ออกพอดิบพอดีเลย นี่ละความจริง มันรู้จริงๆ ความจำมันลูบคลำนะ เราเรียนมาแล้วเราก็ไม่รู้ จำมาเฉยๆ มันก็ลูบๆ คลำๆ เวลาไปเทศนาว่าการแนะนำสั่งสอนก็แบบลูบๆ คลำๆ อย่างเดียวกัน ทีนี้เวลามันรู้ตามหลักความจริงแล้วมันแม่นยำๆ ไปเรื่อยไม่มีผิดพลาดเลย เพราะถอดออกจากหัวใจที่ทรงธรรมประเภทนี้อยู่แล้ว ออกเรื่อยๆ ไป

พอพูดนี้เราก็คิดถึงโยมแม่ของเรา ที่แม่ยอมลงลูกก็คือแม่ของเรา ลงลูกชายลงหลวงตาบัว ลงจริงๆ นะ ลงโดยหลักธรรมชาติเอง คือได้ยินได้ฟังหลายครั้งหลายหนเข้าไปเอามาเทียบซี เวลามีแขกคนมา คือแต่ก่อนแขกคนไม่ค่อยมากเหมือนทุกวันนี้ เวลาเขามาแล้วถ้ามีผู้ชายมาด้วย ผู้ชายก็ไปกับเราเข้าไปในครัว พอ ๖ โมงเย็นจวนจะมืดก็มีท่านปัญญาติดตามไปด้วย ท่านปัญญาไปคอยอัดเทป เราเป็นผู้เทศน์ ไปพระสององค์เท่านั้น แต่ถ้าหากว่ามีผู้ชายไปด้วยก็ให้ผู้ชายไปด้วย ฝ่ายผู้หญิงให้อยู่ที่ครัวเพราะไปมาลำบาก ผู้ชายง่าย

เวลาเราไปครัว ทางโน้นก็มา เราก็เทศน์ ถ้าเขาอยู่กี่คืนเราไม่ขัดข้องด้วยงานการอะไร เราก็ไปเทศน์ให้ฟังทุกคืน ทุกค่ำๆ แล้วโยมแม่ก็ได้มาฟังอยู่นั่นทุกวันๆ พอสุดท้าย นี่ที่ยืดยาวก็คือคุณเพาพงามา มาอยู่นี้ตั้ง ๓ เดือน เทศน์ตั้งร้อยกว่ากัณฑ์ละมั้ง ที่เทศน์ในหนังสือ ศาสนาอยู่ที่ไหน หนึ่ง ธรรมชุดเตรียมพร้อม หนึ่ง สองเล่มนี้ออกจากถอดเทปที่เทศน์สอนเพาพงานะ ทีนี้เวลาคุณเพาพงาจะกลับแล้ว แม่ก็เลย เอ๊อ นี่คุณเพากลับไปแล้วจะไม่ได้ฟังเทศน์แหละที่นี่นะ อาจารย์จะไม่มาเทศน์ให้ฟัง ปรกติถ้าไม่มีคน อาจารย์ก็ไม่เข้ามาเทศน์ ถ้ามีคนถึงจะได้ยินได้ฟัง

จากนั้นมาก็ นี่เวลาแขกคนไปหมดแล้ว อาจารย์มีเวลาว่างวันไหน ขอนิมนต์เข้ามาเทศน์ให้แม่ฟังด้วยนะ การฟังเทศน์กับการปฏิบัติโดยลำพังตนเองนี้ผิดกันมาก การปฏิบัติโดยลำพังตนเองนี้บางทีนั่งจนหลังจะหักมันก็ไม่ลงไม่สงบให้ ถ้าฟังเทศน์ อย่างอาจารย์เทศน์นี้ไม่มีพลาดเลย กัณฑ์ไหนก็กัณฑ์นั้น พอเริ่มเทศน์จิตเริ่มจ่อสงบแน่วๆ เลย ไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่กัณฑ์เดียว ว่างั้นนะ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้อาจารย์มาเทศน์ให้ฟัง เป็นการช่วยแม่ได้ภาวนาสะดวกขึ้น ว่างั้นโยมแม่นะ แต่เป็นเทศน์อาจารย์นะ ขึ้นนี่นะ องค์อื่นๆ แม่ไม่อยากฟัง ว่าอย่างนี้นะ เดี๋ยวนี้แม่หูสูงแล้วนะ

ลูกก็สอดเข้าไปละซี ระวังนะหูสูง เดี๋ยวมันเป็นหูหมานะ เราว่า ทางนั้นก็แว้ดออกมา มันจะหูหมายังไง ก็หูคนมันจะเป็นหูหมาได้ยังไง มันก็เป็นตรงที่สูงๆ นั่นแหละ เราว่าให้โยมแม่ เรียกว่าลงจริงๆ จนจาระไนออกมาเลยว่า เทศน์ของอาจารย์ไม่เหมือนใครนะ ท่านเทศน์อย่างนั้นท่านก็ไปโน้นไปนี้ เล่านิทานโน้นนี้ คือเทศน์ฝ่ายปริยัติ โยมแม่ฟังมามากแหละเรื่องน่ะ เพราะโยมแม่เป็นผู้รักใคร่ใกล้ชิดกับธรรมมาตลอดนะ ทั้งพ่อทั้งแม่เหมือนกัน อันนี้ไม่ได้ขัดได้แย้งกันเลย ไม่ว่าพ่อจะทำอะไรบุญกุศล แม่ทำอะไรบุญกุศล เหมือนกันหมดเลย ลงกันเรียบๆ ไม่เคยขัดเคยแย้งกัน

เวลาฟังเทศน์ แม่ไม่อยากฟังเทศน์ใครนะ คือเทศน์อื่นๆ แม่ก็เคยฟังเทศน์ปริยัติ อยากฟังแต่เทศน์หลวงตา เพราะฉะนั้นจึงว่า เดี๋ยวนี้แม่หูสูงแล้วนะ หูสูงระวังจะเป็นหูหมานะ เราว่า คือมันเป็นเอง เทศน์อาจารย์ไม่เหมือนใครนะ เทศน์เหมือนว่าตีเข้ามาตรงนี้ๆ จิตก็หดเข้าไปๆ แน่วเลย ไม่ต้องได้บังคับถ้าลงได้ฟังเทศน์ จิตจ่อเข้าไปตรงนี้ ธรรมเทศนาจะไหลเข้ามาแล้วกล่อมลงไปเลย แม่จึงไม่ผิดพลาดทุกๆ กัณฑ์ ทำภาวนาได้ทุกกัณฑ์เลย แต่ถ้าไปทำโดยลำพังตัวเองนั้น โอ๋ย นั่งจนจะหลังหักมันก็ไม่ลง มันต่างกันตรงนี้นะ ว่างั้น เราก็ยอมรับเราเคยมาแล้วนี่ ตั้งแต่ฟังหลวงปู่มั่น เคยมาแล้ว โยมแม่พูดอะไรก็เราผ่านมาหมดแล้วมันก็รู้ละซี

แล้วหลวงปู่มั่นเทศน์ยังไง ปฏิบัติไปเมื่อมันรู้มันเห็นอย่างเดียวกันแล้วมันก็ต้องไปทำนองเดียวกัน มันจะออกนอกๆ ไปนู้นไปนี้ไม่ได้ ความจำเป็นที่ตรงไหนธรรมะจะบ่งบอก เปิดช่องให้ๆ ออกตามช่องเลย ผึงๆ เลย เพราะฉะนั้นภาคปฏิบัติของผู้ปฏิบัติจริงๆ รู้จริงๆ เห็นจริงๆ กับภาคปริยัตินี้เป็นคนละโลก เพราะเราเรียนมาแล้วเหมือนกัน เรียนมันก็ไปทางเรียนเสีย ผิวๆ เผินๆ ไป แต่ภาคปฏิบัติรู้มากรู้น้อยมันจะขยับเข้าไปในตัวของมัน จริงเข้าไปเรื่อย แม่นยำเข้าไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้ละเอียดเข้าไปเท่าไรยิ่งแม่นยำๆ นั่นมันต่างกันนะ เพราะฉะนั้นเวลาท่านมาเทศนาว่าการให้พวกเราฟัง สำหรับท่านผู้ปฏิบัติรู้อย่างนั้นจริงๆ แล้วจึงเทศน์ไม่มีคำว่าลูบๆ คลำๆ ตรงเป๋ง ๆ เลย

นี่ละพุทธศาสนาเปิดจ้าอยู่ตลอดเวลา ให้ท่านทั้งหลายทราบเสีย เราเป็นชาวพุทธนะ พุทธศาสนานี้คือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานเปิดจ้าไว้อย่างนั้นตลอด มีตลอดเวลา ท่านจึงเรียกว่า อกาลิโก เรื่องผลที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นมรรคเป็นผลนี้มีตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับกิเลส กิเลสมันก็เป็น อกาลิโก ของมัน ทำให้เป็นกิเลสเมื่อไรเป็น ให้เป็นธรรมเมื่อไรเป็น จากใจของเราดวงเดียว แล้วอย่าไปหมายนะว่า กิเลสข้าศึกศัตรูอยู่ที่ไหนๆ นอกจากใจไปไม่มี อยู่ที่ใจ แล้วธรรมะก็เหมือนกันอย่าไปคิดให้กว้างขวางมากมาย เป็นสัญญาอารมณ์ของใจต่างหากหลอกตัวเอง แต่ธรรมะแท้อยู่ที่ใจ ลงตรงนี้นะ

เวลาปฏิบัตินี้จะประมวลเข้ามา ใจนี้เองเป็นตัวมหาเหตุ ทางชั่วก็ใจเป็นมหาเหตุ สร้างแต่ฟืนแต่ไฟเผาตัวเองในหัวอกจะตาย ทีนี้เวลาเราสร้างความดีนี้จิตประมวลแต่ความดีเข้ามา ก็เหมือนกับเป็นน้ำเป็นท่าแล้วดับไฟที่กิเลสก่อขึ้นให้สงบตัวลงๆ แล้วก็มาสงบที่ใจ สบายที่ใจ จนกระทั่งหมดเรื่องไม่มีอะไรเข้ามากีดขวางใจเลย ตั้งแต่วันกิเลสตัวสร้างมหาเหตุให้เป็นทุกข์ขึ้นมา ดับลงไปจากหัวใจเสียเท่านั้น เรื่องเหตุการณ์อะไรๆ ที่จะมาเกิดขึ้นภายในใจของพระอรหันต์ไม่มี เพราะกิเลสตัวสร้างเหตุการณ์ไม่มี จึงเรียกว่าว่างตลอดเวลา

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โลกเป็นของว่างเปล่า สูญเปล่าตลอด เพราะเขาไม่มีความหมาย ตัวใจนี้เองเป็นผู้ให้ความหมายเขา ไปให้อันนั้นดีอย่างนั้น อันนี้ไม่ดีอย่างนี้ เราก็ติดอารมณ์ของเราผู้ไปให้ความหมายเขาแหละมาพัวพันตัวเอง จิตจึงสร้างตั้งแต่เรื่องตลอดเวลา พอทราบเรื่องราวของตัวเองว่าเป็นบ้าไปหาลุ่มหลงกับเขา ปล่อยเข้ามาปุ๊บเท่านั้นมันก็ไม่มีเรื่อง จิตเมื่อไม่ไปยึดอะไรเข้ามาปกคลุมตัวเองแล้วจิตก็สว่างจ้า ปล่อยหมดมันก็ว่างไปหมดเลย นั่นละท่านว่าจิตว่าง ว่างด้วยความสิ้นกิเลสนะ

ว่างมีหลายว่าง อย่างนี้ก็ดูมีเทศน์อยู่กัณฑ์หนึ่ง เราเรียงลำดับแห่งความว่าง สมาธิก็ว่าง เวลาจิตเป็นสมาธิ จิตสงบ ว่าง ไม่สนใจกับอะไร พอถอยออกมาจากนั้นแล้วก็ไม่ว่าง ทีนี้จิตพิจารณาเข้าไปถึงขั้นว่างแล้วมันก็ว่าง มันว่างภายนอกทั้งหมดมันว่างไป แต่ตัวเองยังไม่ว่าง นั่นเป็นขั้นๆ  เวลาพิจารณารอบคอบหมดทั้งภายนอกก็ว่าง ภายในก็ปล่อยตัวเองเสีย อุปาทานยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งหลายปล่อยเข้ามา แต่มายึดมั่นในตัวเองอยู่คือจิตอวิชชามันก็ยังไม่ว่าง พอปล่อยนี้ปั๊บว่างหมด นั้นละเรียกว่า สุญฺญโต โลกํ ตรงนั้นแหละเต็มยศ ว่างหมดเลย นี่ละจิตที่ว่างหมดนี้แหละไม่มีอะไรในสามแดนโลกธาตุจะเข้ามาผ่านได้เลย เพราะจิตไม่มีอะไรออกรับ เรื่องสมมุติของจิตไม่มี มีแต่วิมุตติหลุดพ้นล้วนๆ เท่านั้น นั้นว่างตลอดเวลา นี่เรียกว่าว่างข้างนอกข้างใน

จิตว่าง จิตสูญเปล่า โลกว่าง โลกสูญเปล่า สูญอย่างนี้แหละ คือจิตไม่ไปหมายเสียอย่างเดียว ว่างไปหมดเลย พระอรหันต์ท่านจึงไม่มีเรื่อง ท่านไม่มีทุกข์ มีแต่บรมสุขตั้งแต่ขณะบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมา บรมสุขขึ้นพร้อมกัน เป็นธรรมเหนียวแน่นแก่นอัศจรรย์ นิพพานเที่ยง อยู่จุดนั้นหมดเลย เรื่องราวอะไรไม่มีในจิตดวงนั้น โลกทั้งหลายเป็นฟืนเป็นไฟ ถูกกิเลสมันเผาอยู่ในหัวอก เราอย่าไปคิด อันนี้มันหยาบๆ นะ มีสิ่งนั้นไม่มีสิ่งนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ อยู่นอกๆ นะ ตัวจิตนี้เอง ใครจะมีใครจะจนก็ตาม ไฟเผาหัวอกจากกิเลสนี้มันจะเผาอยู่ภายในตลอดเวลา เรื่องนี้มีด้วยกันทุกคน

การแก้ไขจึงมาแก้ที่ใจ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นจากใจ คือจิตที่มีเรือนรังของกิเลสอันใหญ่หลวง ท่านให้ชื่อว่าอวิชชา อันนี้ตัวสร้างเรื่องสร้างราวขึ้นมา อยู่ตรงนั้น ท่านจึงว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ....ต่อแขนงไปไม่มีสิ้นสุด ก็คืออวิชชา เป็นต้น ทีนี้พออวิชชาดับเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างดับย้อนเข้ามาถึงอวิชชาตัวดับโดยสิ้นเชิงนี้หมดไม่มีอะไรเหลือ ท่านก็ไม่มีเรื่องละซี หมดเรื่องหมดที่นั่น

การกล่าวอันนี้มันสุดเอื้อมแล้วเหรอของชาวพุทธเรา แม้ที่สุดพระก็ไม่เคยสนใจกับเรื่องจิตตภาวนา หากอบโกยแต่ส้วมแต่ถานแต่ยศแต่ลาภ ความร่ำความรวย ความดีความเด่น อยากให้เขายกยอสรรเสริญ มันบ้ากิเลสทั้งนั้นพระเราหัวโล้นๆ นี่ มรรคผลนิพพานที่เป็นของเลิศเลอมาแต่ศาสดาองค์ไหนๆ สอนลงมาเพื่อสัตว์โลกที่ควรจะได้รับ เรามันไม่ควรหรือมันอาภัพขนาดไหน มันจึงไม่ยอมรับธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วไปหาโกยเอาแต่ส้วมแต่ถาน ยศถาบรรดาศักดิ์ บวชเข้ามาไม่ได้บวชเข้ามาหายศถาบรรดาศักดิ์ บวชเข้ามาหาอรรถหาธรรม ให้เป็นความสุขความรื่นเริงบันเทิงใจต่างหาก ไม่ได้บวชหาสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นเหมือนส้วมเหมือนถานนี่นะ

นี่ละเปิดอ้าอยู่อย่างนี้นะมรรคผลนิพพาน อกาลิโก คำเดียวพอ เอา ใครจะทำ ไม่ว่ากิเลสไม่ว่าธรรม เปิดอ้าตลอด ใครทำทางกิเลสเป็นกิเลสทันที ทำทางธรรมเป็นธรรมทันที เสมอหน้ากัน อยู่ในหัวใจดวงเดียวกัน เอ้า ถ้าหากว่าใจของเรามันอ่อนทางไหน ปรับปรุงเข้าซี ถ้ามันแข็งไปทางกิเลสตีเข้ามา คือมันแข็งไปก็แข็งเพื่อจะเหยียบย่ำเรากิเลสก็ดี เอ้า ตีเข้ามาเพื่อให้มันอ่อน ทีนี้เวลามันอ่อนลงแล้ว เพราะอำนาจของธรรมเราเขยิบขึ้นเรื่อยๆ สูงขึ้น ตีกิเลส ตีทุกข์ลงไปเรื่อยๆ  ความสุขก็เปิดขึ้นมาๆ จนกระทั่งเปิดอ้าเต็มเหนี่ยว สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ หาความสุขที่ไหน

พระพุทธเจ้าทรงบรมสุขไว้ครอบโลกธาตุ กับพวกสัตว์โลกทั้งหลายมืดบอดเต็มโลกธาตุ มันเข้ากันได้ไหมล่ะพิจารณาซิ พระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวนั้นก็พอแล้วความสว่างไสวครอบโลกธาตุ พวกเราเต็มโลกธาตุมีแต่พวกมืดพวกบอด มันยังดิ้นยังดีดหาความมืดบอดตลอดเวลา มันหนาไหมใจ เอาไปถามตัวเองนะ ครั้นใครมาก็ไปตำหนิแต่ศาสนาๆ ศาสนาเป็นเหมือนของเศษของเดนไปอย่างนั้น เราเป็นเหมือนเจ้าใหญ่นายโต เป็นผู้ทรงศักดิ์ศรีดีงามไม่มีใครเกินคนที่เป็นคลังกิเลส ไปที่ไหน โอ๋ย โอ่อ่าฟู่ฟ่า.เรื่องกิเลสมันยกตัวของมันจากส้วมจากถานให้เป็นทองคำทั้งแท่ง

ยกสูงขนาดไหนมันก็สูงไปด้วยส้วมด้วยถาน มันจะสูงไปด้วยทองคำทั้งแท่งได้ยังไง ก็มันเป็นส้วมนี่ ทองคำทั้งแท่งเอาไว้ที่ไหนก็เป็นทอง ลงต่ำขนาดไหน ขึ้นสูงขนาดไหน ก็คือทองๆ ตลอดเวลา นี่ละธรรมท่านจึงไม่เย่อหยิ่งจองหองเหมือนกิเลสนะ กิเลสนี้ตัวเย่อหยิ่งจองหองพองตัวมากที่สุดไม่มีอะไรเกินกิเลส แม้แต่ก้าวเข้าไปวัดไปวานี้ยังพองตัวเข้าไปเป็นใหญ่กว่าธรรม ในวัดในวาพระเณรนี้เหมือนกับบ๋อยนะ ในวัดในวาเหมือนส้วมเหมือนถาน ไอ้เจ้าส้วมเจ้าถานนี้แสดงตัวโอ่อ่าฟู่ฟ่าเข้าไปในวัดในวา เหมือนเป็นเจ้าอำนาจบาตรหลวงในตัว นี่คือกิเลสเบ่งเข้าใจไหม เจ้าของไม่รู้นะ เจ้าของที่เบ่ง ๆ เข้าไป ยังโอ่อ่ายังฟู่ฟ่า ผู้ท่านมีธรรมท่านดู ๆ จนอกจะแตกท่านไม่อยากให้เข้าไปใกล้นะ พวกเปรตพวกผีพวกส้วมพวกถานนี้ อยู่สบายคนเดียวไม่มีใครเอาส้วมเอาถานมาโปะ มันสบายแสนสบาย เข้าใจไหมล่ะ นี่ให้จำนะ

คำนี้ไม่มีใครพูด หลวงตามาพูด มันจัง ๆ อยู่อย่างนั้นจะให้ว่ายังไง เอาของจริงมาพูด กิเลสชอบโอ่อ่าฟู่ฟ่าอย่างนั้นแหละ ธรรมท่านไม่อดท่านพอของท่าน ยิ่งถ้าหากว่าพูดแบบโลกท่านอดหัวเราะไม่ได้ โอ๊ย.บ้าว่างั้น พูดง่าย ๆ อดหัวเราะไม่ได้ เรียกว่า โอ๊ย.พวกบ้า ว่างั้น บ้าอะไร บ้าไม่เลิกว่างั้นเข้าใจเหรอ นี่ละที่พระพุทธเจ้าอ่อนพระทัยคือมันขนาดนั้นนะ ความหนาแน่นของกิเลสมันทำให้สัตว์โลกลืมเนื้อลืมตัวไปหมดเลย ธรรมเลิศเลอขนาดไหนมันปิดไม่ให้เห็น มันเอาแต่ส้วมแต่ถานว่าเป็นของเลิศเลอ ไอ้พวกเราก็ชอบเลิศเลอกับส้วมกับถานมันก็ยิ่งไปใหญ่ อันนี้เรียกว่า บ้าไม่เลิกอีกเหมือนกันเข้าใจ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านั้นละ พอสมควรแล้ว

สรุปทองคำ และดอลลาร์ เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๙ บาท ดอลลาร์ได้ ๑,๒๓๖ ดอลล์ เราได้ ๆ อย่างนี้ทุกวัน ๆ ดอลลาร์ที่ได้เดี๋ยวนี้ทั้งหมด ๘,๖๐๐,๐๓๓ ดอลล์ ทองคำที่ได้แล้วทั้งหมด ๗,๐๘๘ กิโลครึ่ง รวมดอลลาร์ได้แล้วทั้งหมด ทั้งที่เข้าคลังหลวงแล้วและยังไม่ได้เข้าเป็นดอลลาร์ ๘,๐๘๖,๐๓๓ ดอลล์ เออ เข้าใจตามนี้จะขยับเรื่อยนะ ให้ถอยไม่ถอย จะเอาให้ถึงจุดจะถอยไม่ได้เลย เด็ดขาดเต็มเหนี่ยวแล้วเวลานี้ เอาให้ได้ ยกชาติไทยของเราที่มันจะจมอยู่เมื่อ ๒-๓ ปีมานี้ จนมองหน้ากันไม่ได้ ให้ฟื้นขึ้นมาเป็นที่น่าดูน่าชม สง่างาม สมกับชาติไทยของเรามีหัวใจรักชาติตัวเอง ชาติจะจมรู้กันทุกคน ฟื้นฟูชาติก็ต้องรู้กันทุกคน อย่าไปนอนใจ เอาตรงนี้นะ

เมื่อได้ตามจุดหมายนี้แล้วไม่มีใครตำหนิได้ละ หลวงตาได้พิจารณาหมดแล้ว คือทองคำให้ได้น้ำหนัก ๑๐ ตัน ดอลลาร์ได้ ๑๐ ล้านแล้วพอ พอกับฐานะความมั่งมีดีจนของชาติไทยเรา ไม่มีใครตำหนิได้ละหลวงตาแน่ใจ เพราะก่อนที่จะออกประกาศได้พิจารณาเต็มกำลังแล้ว นี้เหมาะสมเต็มที่ ลดกว่านี้ไม่เหมาะ ถ้าสูงกว่านี้ก็เป็นความสง่างามเพิ่มเติมขึ้นไปอีก เราไม่ว่าอันนี้นะ แต่ให้ต่ำกว่านั้นไม่เหมาะเลย จิตนี้จะขวางตลอดเวลาเลย ถ้าได้จุดนี้ปั๊บโล่งทันที ให้จำเอานะ

โยม มีจดหมายมาจากพระโขนงกรุงเทพฯครับ กราบนมัสการหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หนูมีโอกาสไปภาวนาที่ วัดบุญญาวาส จังหวัดชลบุรี ทำสมาธิได้ ๑ ชั่วโมง แล้วก็จับลมหายใจเข้าออก แล้วก็ระลึกด้านคำบริกรรม พุทโธ ต่อมารู้สึกลมแผ่วเบา แล้วขณะนั้นรู้สึกว่ากะโหลกศีรษะซีกขวาหายไป รู้สึกกลัวจึงเพ่งไปที่กะโหลกศีรษะ ต่อมาก็ปรากฏภาพกะโหลกศีรษะ หนูไม่แน่ใจว่า ควรจะกลับมาที่ลมหายใจ กับคำบริกรรมพุทโธ หรือว่าจะพิจารณา อสุภะ แล้ววิธีพิจารณาอสุภกรรมฐานทำอย่างไร

มีอยู่ครั้งหนึ่งนั่งสมาธิแล้วก็ฟังเพลงประวัติของหลวงปู่มั่นไปในรถ ขณะที่เดินทางมาวัดป่าบ้านตาด พอมาถึงหน้ากำแพงวัดรู้สึกว่า กายนี้แข็งไปทั้งตัว แล้วต่อมาก็มีกายหนึ่งซึ่งอยู่ข้างในร่างกายของหนูแสดงภาพเป็นแขน ๒ แขน แล้วก็เอาแขน ๒ ข้างนั้นมาลูบหน้าของหนูอย่างแรง ทำให้หนูนี้รู้สึกว่าตัวแข็งไปหมด ไม่สามารถจะขยับจับลมหายใจได้เลย ต่อมาเมื่อสามารถขยับตัวได้แล้วจึงอยากถามว่า การพิจารณาอสุภะควรจะพิจารณาหรือไม่เจ้าคะ แล้วไม่แน่ใจในภาพที่ปรากฏในนิมิตมาสอนหนูหรือเปล่าเจ้าค่ะ นี่ครับเป็นคำถาม คำถามแรกเขาบอกว่าที่พิจารณา คำภาวนา พุทโธกับลมหายใจนะครับ แล้วเขาบอกว่าควรจะพิจารณาอสุภะ แล้วก็การพิจารณาอสุภกรรมฐานนั้นทำอย่างไร นี่ข้อแรกครับผม

หลวงตา ที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว ด้วยอำนาจแห่งการปฏิบัตินี้ ธรรมแสดงให้เห็นแปลก ๆ ต่าง ๆ เช่น กะโหลกศีรษะซีกขวาแตกไป คือธรรมท่านสอนนะเหล่านี้ มีแต่พระธรรมท่านสอน ถ้าหากเราเป็นผู้ศึกษาธรรมที่ท่านสอนด้วยดีแล้ว เราจะต้องพิจารณาว่ามันแตกไปทางไหนบ้างเป็นยังไงให้พิจารณาลงนั้น ไม่ต้องกลัวจิตไม่เคยตายกลัวหาอะไร จำข้อนี้เอาไว้นะ จะมีอาการอะไร ๆ อย่างที่เขาพูดวันนี้เป็นอาการของธรรมแสดงสอนเรา เราพิจารณาตามนั้น จะเรียกว่า พิจารณาอสุภะก็ได้แล้ว ถ้าเรายังไม่สนิทใจเรายังกำหนดลมหายใจเข้าออกได้อยู่ เรามากำหนดลมหายใจเข้าออกตามเดิม อาการนี้จะมีเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ วันนี้เป็นกะโหลกศีรษะ วันหนึ่งอาจเป็นอันหนึ่ง ๆ ในร่างกายของเราและอาจเป็นในส่วนของคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ แล้วแต่ธรรมท่านจะแสดง การแสดงยังไงให้รู้ว่าจิตนี้เป็นตัวผู้รู้ผู้เห็นเหล่านี้มาแสดงแล้วมันจะค่อยเปลี่ยนของมันไปเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่หลงเข้าใจไหม ให้ยึดไว้ว่าจิตไม่เคยตายไม่ต้องกลัวตายเท่านั้นละนะ มันจะเป็นอาการอะไรเป็นเรื่องอาการของจิตออกไปเป็นอาการของธรรมมาสอนเรา เข้าใจ แล้วมีอะไรอีกล่ะ

โยม ข้อ ๒ ก็ที่เขาฟังเพลงประวัติหลวงปู่มั่นมาถึงหน้าวัด แล้วก็มีเหมือนกายภายในนี่ครับ เป็นแขน ๒ แขนมาลูบหน้าเขา เขาก็ตัวแข็งไปหมด เขาก็เลยถามว่าจะให้เขาพิจารณาอสุภะไปหรือไม่อย่างไรเจ้าคะ

หลวงตา เวลามันเจอแสงนั้นให้ถอยจิตเข้าไปอยู่ในภายในเสีย เข้าใจไหม อย่าออกไปตามเรื่องราวมันจะต่อไป นี่กำลังจะเข้าวัดด้วย ให้ถอยจิตเข้าไปสงบเสียเรื่องราวมันจะสงบของมันไป อาการทั้งหมดออกไปจากจิต ก็เป็นอาการของธรรมไปในตัวนั่นแหละ มีเท่านั้นแล้วมีอะไรอีก

โยม ตอนท้ายเขาเหมือนกับบ่นให้หลวงตาฟังครับ เขาบอกว่าเวลานั่งสมาธิ บางครั้งก็ดีบางครั้งก็ไม่ดีบางครั้งก็รู้สึกฟุ้งซ่าน บางครั้งก็ชัดเจน ก็เรียกว่าดีบ้างไม่ดีบ้าง พอถอนออกจากสมาธิก็เป็นไปตามอารมณ์ต่างๆ บางครั้งก็ไม่สบายใจฟุ้งซ่าน บางครั้งก็ละเอียด เขาบอกว่าควรจะทำอย่างไร เพราะบางครั้งก็น้อยใจมากเจ้าค่ะ

หลวงตา เอ๊ย เรื่องเหล่านี้มันก็มีอยู่กับทุกคนนั่นแหละ พอพูดมาอย่างนี้มันก็รู้ทุกคนก็จะให้ว่ายังไง คนมีกิเลสและคนมีธรรมปฏิบัติธรรมมันต้องแสดงให้เห็นอย่างนั้น เราขี้เกียจตอบ

โยม อันนี้มาจากสมุทรสาครครับ ผมย่อเลยนะครับ เขาบอกว่ากราบเรียนถามเรื่องการทานอาหารเจตลอดชีวิตคือไม่ทานเนื้อสัตว์ แม้แต่อาหารที่มาจากสัตว์ เช่น น้ำปลาก็ไม่ทานแล้วเขาบอกว่า เป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ แล้วเขาก็อ้างมาตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ท่านให้ฉันเหมือนคนปรกติทั่วไป ท่านเพียงแต่สอนไม่ให้ฆ่าสัตว์ แล้วก็สอนตามลักษณะศีล ๕ นะครับ เขาก็เลยขอคำแนะว่า การฉันเจจะดีไหม เพราะทำให้สุขภาพแข็งแรง หรือว่ามีอะไรจะแนะนำสอนก็เมตตาด้วยครับ

หลวงตา อันนี้มันก็มีในแบบแผนตำรับตำราของศาสดาองค์เอกเรียบร้อยแล้ว จะให้ว่ายังไง ถ้าสมมุติว่าเขาฉันเจอย่างนี้เป็นความถูกต้องดีงามแล้วพระพุทธเจ้าก็เลวผิดทั้งนั้น แน่ะ เข้าใจไหม ศาสดาองค์ไหนก็ไม่เคยปรากฏว่าสอนวิธีฉันเจ ไม่มี อย่างพระเทวทัตไปขอพร ขอความสิทธิ์ขาดของตัวเองนั่นแหละ จากพระพุทธเจ้า ห้ามไม่ให้พระฉันเนื้อฉันปลา ถ้าฉันเป็นผิด พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต นั่น เห็นไหมล่ะ พระเทวทัตก็เรียกว่า ขัดใจมาก นี้อันหนึ่ง เช่น ให้พระเข้าอยู่ในป่าเข้าบ้านผิด พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต แน่ะ พูดเป็นข้อ ๆ ที่สำคัญก็คือว่า ห้ามพระฉันเนื้อฉันปลาถ้าฉันผิด พระองค์ก็ไม่อนุญาต นี่ก็เป็นอย่างนี้

อันนี้เรื่องฉันจงฉันเจ ถ้าเป็นไปตามอัธยาศัยใจคอของเราว่ามันเกี่ยวข้องกับธาตุกับขันธ์อะไรนี้ แม้แต่ผู้ที่ฉันธรรมดาอยู่ อาหารชนิดใดมันขัดกับธาตุขันธ์ท่านก็ไม่ฉันใช่ไหมล่ะ มันขัดกับโรคของท่านท่านก็งดเสีย ก็เป็นธรรมดาเหมือนกัน แต่ที่จะห้ามเป็นข้อยืนยันเป็นอรรถเป็นธรรมเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูกจริง ๆ ถ้าว่าการฉันเจนี้เป็นการถูกต้อง พระพุทธเจ้าผู้ห้ามไว้ก็ผิดใช่ไหมล่ะ อย่างพระเทวทัตไปขอจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตพระพุทธเจ้าก็ผิด แน่ะ แล้วองค์ไหน ๆ ก็ปรากฏอย่างนั้นไม่เคย ก็แบบเดียวกันหมด พระพุทธเจ้าทรงเล็งญาณทราบหมดเหมือนกัน การฉันเจหรืออะไรให้เป็นตามอัธยาศัยของตัวเอง เช่น เกี่ยวกับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ ถ้าว่าเราฉันเจถูก พวกฉันเนื้อฉันปลาผิด นี้เป็นความเห็นผิดของผู้ฉันเจเข้าใจไหม ก็มีเท่านั้น แล้วมีอะไรอีก

(ผมมีความเดือดร้อนจะขอความช่วยเหลือจากหลวงตาครับ) เดือดร้อนอะไร ใครไม่เดือดร้อนในโลกอันนี้น่ะ มาจากไหน อำเภอใด (จากจังหวัดระยองครับ) เรื่องอะไรถึงยุ่งเอานักหนา จังหวัดเหล่านี้เขาไม่ใช่คนหรือเขาเป็นเทวดามาจากไหนถึงไม่มายุ่ง มันเสียเวลาเรา จะไปไหนมาไหนก็ไปไม่ได้ อยู่อย่างนี้แหละเรา ตลอด ยุ่งกับโลกยุงตีกัน (เป็นปัญหาส่วนตัว ไปเป็นหนี้เป็นสินครับ) นั่นซี หนี้สินก็หนี้สินจะว่าไง อะไรๆ ก็มาหาเรา อะไรๆ ก็มาหาเรา มันอะไรกัน จะไปละเหนื่อยแล้ว

 

ชมการถ่ายทอดสดทุกวัน   ได้ที่

www luangta com หรือ www.luangta.or.th

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก