ต้องมีธรรมเข้าเคลือบแฝงในความรู้วิชา
วันที่ 4 กรกฎาคม. 2545
สถานที่ : หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ต้องมีธรรมเข้าเคลือบแฝงในความรู้วิชา

วันนี้เป็นวันมหามงคลแก่พี่น้องชาวจุฬาฯเราโดยมีที่ต่าง ๆ เข้ามาร่วมเป็นมหากุศลสำหรับการอุดหนุนหรือบำรุงชาติไทยของเราโดยมีท่านศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ ปัญญาแก้ว คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานจัดงานนี้ขึ้นมา พี่น้องทั้งหลายจึงได้มาร่วมการมหากุศลในครั้งนี้ แล้ววันนี้หลวงตาก็จะแสดงธรรมโดยความเป็นกันเองซึ่งก่อนหน้านี้ที่จะมาที่นี่ก็ได้แสดงบ้างแล้วในห้องรับแขกนั้น นั่นก็แสดงเป็นกันเองในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ อันนี้ก็จะแสดงเช่นเดียวกัน จึงขอให้พี่น้องชาวไทยชาวพุทธเราได้ฟังด้วยดี

เรื่องอรรถเรื่องธรรมกับเรื่องโลกเรื่องสงสารเป็นสิ่งที่แฝงกันไปตลอดมาสำหรับเราเป็นชาวพุทธ จำเป็นต้องมีธรรมแฝงมาตลอด ถ้ามีแต่ทางโลกล้วน ๆ ก็ไม่ค่อยมีรสมีขาติไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้เราเป็นลูกชาวพุทธจึงควรให้มีอรรถธรรมเข้าแทรกในจิตใจ กายวาจาความประพฤติ หน้าที่การงานเสมอไปเพราะธรรมไม่เคยทำผู้หนึ่งผู้ใดให้ผิดหวัง ย่อมจะได้ประโยชน์ตามขั้นภูมิแห่งความอุตส่าห์พยายามประพฤติปฏิบัติของตนโดยลำดับลำดานับตั้งแต่เด็กขึ้นไปหาผู้ใหญ่ ธรรมเข้าถึงใจผู้ใด ผู้นั้นจะมีอากัปกิริยาภายในใจแปลกต่างจากความรู้สึกดั้งเดิมมาเป็นลำดับลำดา

เพราะฉะนั้น คำว่าธรรม ๆ จึงเป็นธรรมชาติที่เลิศเลอ แต่คำว่าเลิศเลอของธรรมนั้น เพียงเราเรียนตามตำรับตำราแห่งธรรมที่เรียกว่าเลิศเลอนั้นก็มักจะได้แต่ความจริงซึ่งเป็นแบบแปลนแผนผังออกมาถึงธรรมของจริงจากการปฏิบัติของเราที่เรียนจดจำได้แล้ว เพราะฉะนั้นธรรมจะเลิศเลอขนาดไหนก็ตาม เมื่อเรายังไม่ได้ปฏิบัติตนให้เข้าสัมผัสสัมพันธ์กับธรรมแล้ว ธรรมก็คล้ายคลึงกับเรื่องโลกไป ดีไม่ดีบางคนก็อาจจะเข้าใจไปว่าเป็นนวนิยายไปต่าง ๆ ก็ได้ เช่นท่านบอกว่าบาปบุญนรกสวรรค์พรหมโลกนิพพาน อย่างนี้เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับองค์ศาสดาที่ตรัสรู้แล้วทรงรู้ทรงเห็นมา นำมาประกาศธรรมสอนโลกจากความจริงของพระองค์โดยแท้ แต่ผ่านออกมาสู่ความจดความจำของผู้ไปศึกษาอบรมแล้วมักจะกลายเป็นเรื่องความจดความจำเป็นธรรมดาจนกลายเป็นนวนิยายไปก็ได้

เพราะฉะนั้น คนที่มีแต่การศึกษาเล่าเรียน ไม่มีภาคปฏิบัติที่จะจับเอาความจริงมาปรากฏขึ้นที่ใจของตน จึงมักจะมีความรู้เพียงลอย ๆ ความจดความจำก็ลอย ๆ ไม่เข้าถึงใจ ว่าบาปก็ไม่กลัวบาป ว่าบุญก็ไม่อยากได้บุญ ว่านรกก็ไม่กลัวนรก จะนรกหลุมใดก็ตาม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งนั้นที่ศาสดาองค์เอกได้แสดงไว้แล้ว ว่าสวรรค์มีกี่ชั้นกี่ภูมิก็จะมีแต่ชื่อ ไม่อยากไป ว่าพรหมโลกก็มีแต่ชื่อไม่สนใจอยากไป ยิ่งว่านิพพานด้วยแล้วปัดออกเลยว่าสุดวิสัย ยิ่งไม่อยากไปกันใหญ่เลย เรื่องนิพพานถือเป็นของสุดวิสัยไปเสีย

นี่คือผลแห่งการจดจำมาแต่ชื่อแต่เสียงจากสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็มาเลื่อนลอยอยู่ที่ใจ อำนาจของกิเลสที่มันฝังอยู่กับจิตใจซึ่งเป็นข้าศึกกับธรรมนั้นมันจึงมีโอกาสที่จะลบล้างจิตใจของชาวพุทธเราที่ศึกษาเล่าเรียนอรรถธรรมมาด้วยดีนั้นให้เป็นโมฆะไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่าไม่มีความหมายเรื่องศาสนาเป็นเครื่องหลอกลวงโลกเท่านั้น เป็นอุบายวิธีการของกิเลสที่มันเกิดอยู่ภายในใจของสัตว์นั่นแล ธรรมก็เกิดที่ใจของสัตว์โลก กิเลสก็เกิดที่ใจแต่เมื่อกิเลสมีอำนาจมากกว่าแล้วย่อมลบล้างธรรมให้งอกเงยขึ้นมาไม่ได้ ก็เหลือแต่กิเลสตัวจอมปลอม

พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้กี่พระองค์ซึ่งตรัสสอนแบบเดียวกันหมด ด้วยความรู้จริงเห็นจริงของท่านมันก็ไม่มีความหมายสำหรับเราที่กิเลสปิดหูปิดตาให้ดำมืดไปหมดไปหมด หูตาภายนอกจะมีแสงสว่างมากขนาดไหนแต่ตาภายในใจมืดบอด ไม่สามารถที่จะรับทราบธรรมทั้งหลายที่ท่านแสดงไว้โดยถูกต้องนี้ได้ เพราะฉะนั้น ผู้เรียนธรรมะจึงมักเหลวไหลไปตาม ๆ กัน ศาสดาองค์เอกก็เอกแต่ชื่อแต่นาม ไม่เชื่อไม่เคารพนับถือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์แสดงมาซึ่งล้วนแล้วตั้งแต่เป็นของจริงล้วน ๆ ก็ไม่เข้าถึงใจ เป็นเรื่องคำบอกเล่าต่าง ๆ ไปเสีย ไม่สนใจจะปฏิบัติตามธรรมที่ท่านสอนไว้

แต่สิ่งที่มันฝังใจอยู่อย่างลึกลับนั้นคือความไม่เชื่อความจริง เช่นท่านว่าบาปบุญนรกสวรรค์พรหมโลกนิพพานมีจริง กิเลสตัวฝังอยู่ภายในใจซึ่งเป็นข้าศึกกับธรรมในใจดวงเดียวกันนั้นแลมานาน มันสามารถที่จะลบล้างสิ่งทั้งหลายหรือธรรมชาติเหล่านี้ได้อย่างหน้าตาเฉย เพราะฉะนั้นคนทำบาปก็ดี จะทำประเภทใดก็ตาม การประพฤติตัวตามจริตนิสัยที่ชอบจึงมักจะไม่สะดุ้งกลัวต่อบาปต่อกรรม เพราะไม่เชื่อ สิ่งที่เชื่อก็คือความอยากความทะเยอทะยานเพราะเป็นอำนาจของกิเลสชักจูงจิตใจของสัตว์ให้ต่ำทรามลงไปทุกวัน ๆ

ยิ่งผู้ไม่เชื่อถือในธรรมด้วยแล้วก็ยิ่งเรียนและปฏิบัติหมุนตัวไปตามกิเลส ไม่มีวันมีคืนมีปีมีเดือน ถือเอากิเลสมาเป็นเครื่องประดับความรู้วิชาตลอดว่ายศฐาบรรดาศักดิ์ก็มีแต่กิเลสเป็นผู้หว่านล้อมไว้หมด ก็เป็นเรื่องของกิเลสไปเสียทั้งมวลโดยเจ้าตัวก็ไม่รู้ นี่เพราะธรรมไม่มีแทรกในใจ มีภายในใจเต็มตัวอยู่ตลอดเวลาก็คือกิเลส ความโลภใคร ๆ ก็เรียน วิชาความรู้สูงต่ำประการใดเรียนทั้งนั้น อย่างเมืองไทยเรานี้ตั้งบ้านตั้งเรือนลงที่ไหน โรงร่ำโรงเรียนจะมีขึ้น วัดวาท่านก็มีของท่านขึ้นมา ไปที่บ้านใดเมืองใดตลอดถึงหมู่บ้านตำบลอำเภอจนกระทั่งจังหวัด มีตั้งแต่โรงร่ำโรงเรียนเต็มบ้านเต็มเมือง เรียนมาแล้วแทนที่จะได้ความรู้วิชามาปฏิบัติตนเองให้เป็นสิริมงคลให้เป็นความร่มเย็นแก่ตน กลับกลายไปเป็นตรงกันข้าม คือทำให้ผู้เรียนมานั้นลืมเนื้อลืมตัว เย่อหยิ่งจองหองแล้วก็พองตนไปตามกิเลสทำตั้งแต่ความชั่วช้าลามก

สุดท้ายมากินเหล้ากินยาอยู่ต่อหน้าชุมนุมชน ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ใหญ่มีความรู้ก็สูง ไม่สมควรแก่เหล้าแก่ยาที่จะเข้ามาแตะต้องกันได้เลยแต่กลับกลายเป็นมิตรเป็นสหายของกันและกัน กินแบบหน้าตาเฉย ถือว่าเราเป็นผู้ใหญ่มีความรู้วิชา ใครไม่กล้าแตะต้องก็ยิ่งทะนงตัวไปใหญ่ เด็กเห็นผู้ใหญ่เป็นอย่างนั้นก็ถือเอาเยี่ยงอย่างกันบ้างเป็นธรรมดาของเด็กต้องวิ่งตามผู้ใหญ่ สุดท้ายเด็กก็ใหญ่ขึ้นไปในทางชั่วช้าลามกไปเสีย ทั้ง ๆ ที่ความรู้มีเต็มเนื้อเต็มตัว ควรที่จะนำมาเป็นประโยชน์ให้แก่ตนสมกับความรู้วิชามีมากน้อยนั้นกลับกลายเป็นความเสียหายมากขึ้นไปจากบุคคลผู้ที่มีแต่การศึกษาตามกิเลสล้วน ๆ ไม่มีธรรมเข้าแฝงใจได้เลย

เพราะฉะนั้น โลกใครจะเรียนมากน้อยเพียงไรก็ตาม ตั้งโรงร่ำโรงเรียนมีกี่แห่งกี่หน นับดูสิประเทศไทยเรานี้มีแต่หาความรู้วิชาเพื่อความอยู่สะดวกสบายความร่มเย็นเป็นสุข ความแน่นหนามั่นคงจากวิชาความรู้ที่เราเรียนมาแล้วประกอบหน้าที่การงานให้เป็นสาระประโยชน์แต่กลับกลายเป็นเรื่องของกิเลสเอาไปใช้เสียหมด ความโลภไม่เคยบกบางลงในชาวพุทธเราที่อยู่ในเมืองไทยซึ่งเรียนรู้มาก ๆ นั้นบ้างเลย ความโลภใครบ้างที่เรียนมามากน้อย ความโลภทั้ง ๆ ที่ธรรมท่านแสดงว่าเป็นโทษ คำว่าโลภนั้นหมายถึงสิ่งที่เกินเลยจากความต้องการความจำเป็น ท่านเรียกว่าความโลภ

เรามีพออยู่พอกินพอเป็นพอไป ขวนขวายหามาเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขสมบูรณ์พูนผลในครอบครัวเหย้าเรือนและส่วนรวมของเรานั้นถือเป็นธรรมดา แต่ความโลภที่อยากได้อย่างยิ่งใหญ่ทุกอย่าง โลภไม่พอ คำว่าโลภนั้นโลภอะไรบ้าง ท่านผู้ฟังทั้งหลายกรุณากระจายไปเองนะเพราะสิ่งที่จะให้โลภมีอยู่รอบตัวของเราทุกคน ตามองเห็นอยากได้แล้ว หูได้เย็นเข้ามาอยากแล้ว จมูกลิ้นกายสัมผัสสัมพันธ์เข้ามาอยากแล้ว ๆ ดิ้นแล้ว จิตใจดิ้นแล้ว กวนแล้ว เมื่อกวนแล้วจิตใจก็ต้องดีดดิ้นไปตามความโลภหาประมาณไม่ได้

สุดท้ายสาระประโยชน์ที่จะได้จากความโลภเลยกลายเป็นกองทุกข์ความทรมานต่อจิตใจผู้ศึกษาเล่าเรียนมามาก ๆ นั้นไปเสีย ความดีที่จะสมเหตุสมผลที่เราเรียนมามาก ๆ นั้นไม่ค่อยมี ทั้งนี้เพราะขาดธรรมภายในใจ เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมแต่ปฏิเสธความจริงของธรรมว่าเป็นของปลอมเป็นของครึของล้าสมัยไปเสีย โดยไม่รู้สึกตัวว่าเรานี้ครึขนาดไหน ล้าสมัยขนาดไหน องค์ศาสดาที่นำธรรมมาสอนโลกท่านประเสริฐเลิศเลอขนาดไหน เมื่อนำธรรมมาสั่งสอนพวกเราแล้วทำไมธรรมจึงกลายเป็นธรรมล้าสมัยไป ถ้าไม่ใช่ผู้ศึกษาเล่าเรียนที่เป็นคลังกิเลสนั้นยกตัวข่มธรรมทั้งหลายให้เป็นของครึของล้าสมัยไป แล้วยกตัวขึ้นให้สูงขึ้นกว่าอรรถกว่าธรรมไปเสีย

ผลประโยชน์ที่จะได้จากความรู้วิชาและหน้าที่การงานก็ไม่ได้ไม่ถึง เพราะความอยากนี้มันไม่รู้จักประมาณ มันทำให้ผิดให้พลาดไปได้ นี่เรียกว่าความโลภ ถ้าว่าความโกรธก็ไม่เคยเบาบาง ใครแตะไม่ได้ ยิ่งมีความรู้วิชาสูงเท่าไรใครแตะไม่ได้นะ นี่คืองูเห่ามันพองตัวอยู่ในความรู้วิชาของผู้เรียนมามากน้อย เสริมทิฐิมานะให้เย่อหยิ่งจองหองพองตัวขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือวิชาของโลกวิชาของกิเลส เรียนมาเท่าไรสิ่งเหล่านี้จะไม่อ่อนตัวลงเลย ทีนี้เรื่องราคะตัณหา เราพิจารณาสิมีขอบเขตที่ไหน สัตว์เราก็ไม่ถือเป็นประมาณเพราะเขาเป็นสัตว์แต่มนุษย์เรานี้รู้จักประมาณความเขตความพอดีมีอยู่

อย่างศีลธรรมท่านแสดงไว้แล้วว่าให้มีขอบเขต เฉพาะอย่างยิ่งสามีภรรยาให้มีขอบเขตต่อกัน คือมีสามีแล้วก็เรียกว่ามีขอบเขตแล้ว มีภรรยาแล้วมีขอบเขตเรียบร้อย มีรั้วกั้นเรียบร้อย ไม่ให้ความประพฤติรั่วไหลแตกซึมออกไปหาผู้หนึ่งผู้ใดที่นอกจากคู่ครองของตน แล้วจิตใจเวลาตามันมองเห็นเข้ามันแทรกซึมเขามาหากันทันที ผู้ชายเห็นผู้หญิงก็รักชอบทำราคะให้กำเริบเสิบสานขึ้นมาในขณะนั้นทันที ผู้หญิงมองเห็นชาย ผู้ชายมองเห็นหญิงเสริมราคะขึ้นมาทันทีโดยไม่คำนึงถึงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควร เพราะเรามีขอบเขตแล้ว สมบัติของเรามีแล้ว สามีมีแล้ว ภรรยามีแล้ว แต่มันคอยแอบคอยแฝงคอยเป็นขโมยปล้นข้างหลังที่ผัวเมียผู้หนึ่งผู้ใดเป็นที่ลับตาของโจรตัวนี้เท่านั้น

มันจะแสดงตัวของมัน มันไม่เห็นว่ามีความลดหย่อนลงเลยราคะตัณหานี้ ยิ่งผู้ใหญ่เรียนมามากเท่าไรถ้าไม่มีอรรถมีธรรมแล้ว ผู้หญิงเอามาเป็นเมียได้หมดทั่วประเทศไทยเอาได้ทั้งนั้น ไปที่ไหนมีผู้หญิงตามบำรุงบำเรอตามที่พักที่อยู่โรงหอโรงแรมที่ไหน หาผู้ยากผู้หญิงมาบำรุงบำเรอเพื่อเสริมเกียรติของผู้มียศใหญ่ด้วยราคะตัณหาพองตัว อันนี้มีมาก นี่เพราะไม่มีธรรมแทรกในใจเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ศาสนานี้เป็นเครื่องฝึกหัดดัดแปลงคนให้ดี เรามีความรู้วิชามามากน้อยเพียงไรต้องมีธรรมเข้าเคลือบเข้าแฝงคอยเป็นเบรคห้ามล้อ อันใดที่ไม่ควรเหยียบเบรคคือห้ามตัวทันทีไม่ให้ทำ

อันใดที่ดีให้เหยียบคันเร่งคือมีความขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงานที่ชอบธรรม ให้มีอย่างนั้นเรียกว่าธรรม ต้องมีธรรมเข้าแทรกเสมอ ถ้าไม่มีธรรมเรียนรู้มามากน้อยจะหาความสงบร่มเย็นไม่ได้ อย่าว่าแต่ครอบครัวผัวเมียเท่านี้ทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งประเทศเขตแดนก็ตามถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษาให้อยู่ในความพอดิบพอดีแล้ว ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นมาจากการศึกษาเล่าเรียนจะไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวเลย จะมีแต่ฟืนแต่ไฟ ก้าวเข้ามาในบ้านผัวก็ไม่ไว้ใจเมีย เมียก็ไม่ไว้ใจผัว ลูกเล็กเด็กแดงเห็นพ่อแม่มีความระแวงแคลงใจต่อกันเกิดควาทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะราคะตัณหากินไม่อิ่มกินไม่พอเข้ามาทำลายครอบครัวเหย้าเรือนเด็กก็เดือดร้อนไปตาม นี่โทษแห่งความไม่มีธรรม

ถ้าเป็นผู้มีธรรมในใจแล้วโลภก็ให้รู้จักประมาณ คนไม่ตายต้องมีความอยากได้เป็นธรรมดาแต่ท่านไม่เรียกว่าคนโลภ คนที่โลภคือเลยขอบเขตเลยความพอดีมีแต่ทะเยอทะยาน ได้เท่าไรไม่พอจนกระทั่งวันตายก็ไม่พอ นี้คือผู้สั่งสมกิเลส ทั้ง ๆ ที่เรียนมาก็รู้อยู่ว่าความโลภนี้เป็นภัย แต่กิเลสมันไม่ยอมถือว่าเป็นภัย มันเห็นว่าเป็นคุณทั้งนั้น ขอให้ได้อย่างใจหวังก็พอ ความโกรธเมื่อไม่พอใจแล้วเคียดแค้น ฆ่าฟันรันแทงทำคนอื่นให้ได้รับความฉิบหายไปโดยไม่ต้องสงสัยก็เพราะความโกรธไม่มีการยับยั้งชั่งตัวเก็บความรู้สึกไว้เลย ทั้ง ๆ ที่ความโกรธนี้เวลามันเกิดขึ้นมันเผาเจ้าของก่อนผู้อื่นผู้ใดแล้ว

ความเคียดแค้นไม่พออกพอใจเกิดขึ้น ถึงหัวอกจะแตกมันเกิดขึ้นจากหัวใจของเรา เผาหัวอกของเราแล้วก็ไม่ดูในหัวอกของตนแล้วเอาไฟกองนี้ไปเผาคนอื่นเคียดแค้นดุด่าว่ากล่าว ฆ่าฟันรันแทงกันระเนระนาดไปหมด เพราะความโกรธที่เกิดขึ้นจากหัวใจเพราะไม่มีธรรมมองดูโทษของตัวเอง มันก็รุกลามไปได้ ถ้ามีธรรมแล้วโกรธให้เขา ความโกรธนี้เป็นไฟเกิดขึ้นแล้วภายในใจรีบมีสติสกัดรัดกั้น นี่เพียงเกิดกับเราด้วยความไม่พอใจเท่านี้ก็เป็นทุกข์แล้ว ไหนจะให้ระบาดสาดกระจายไปทำร้ายผู้อื่นอย่างนี้ไม่สมควร ผู้นั้นก็ยับยั้งความโกรธได้ด้วยความมีธรรม มีสติธรรมเป็นสำคัญ ปัญญาธรรมหว่านล้อมไว้ไม่ให้จิตของเราแสดงผาดโผนโจนทะยานออกไป กายวาจาก็ปกติเมื่อบังคับจิตใจได้แล้ว

เรื่องราคะตัณหาก็เหมือนกัน เรียนมามากมาน้อยให้มีธรรมเข้าแทรกอยู่เสมอ ความพอดิบพอดีให้นำมาใช้ ลำพังกิเลสนั้นจะไม่เป็นไปตามใครเลย มันให้เป็นไปตามมันท่าเดียว มันต้องการอย่างไรให้เป็นอย่างนั้น ๆ นี่คือเรื่องของกิเลสจะนำฟืนนำไฟมาเผาไหม้ตัวเองและผู้เกี่ยวข้อง เมื่อทราบอย่างนั้นแล้วก็ให้ระงับดับมันลงไป เสี้ยมสอนตัวเองให้หนักบ้าง เช่นผู้มีกิเลสตัวใดให้สอนอย่างหนักแน่น การสอนตัวเอง การดุด่าว่ากล่าว การทรมานตนเอง ดัดสันดานตนเองไม่มีความเสียหายอะไร ไม่เหมือนไปว่าให้คนอื่นเป็นการกระทบกระเทือน ดีไม่ดีทะเลาะเบาะแว้งฆ่าฟันรันแทงกันได้แต่เราฝึกเราเราทักเราทรมานเรา ดุด่าว่ากล่าวเรา หักห้ามเราจะหนักขนาดไหนก็ตาม เราหักห้ามจากความชั่วช้าลามกทั้งหลายก็กลายเป็นความดีขึ้นมาแก่ตน นี่เรียกว่าธรรม

ผู้มีธรรมต้องมีธรรมเหล่านี้เข้าแทรกเสมอในเวลาจะทำอะไรก็ดี แล้วความรู้วิชาที่เรียนมามากน้อยธรรมเป็นเจ้าของ ธรรมเป็นผู้ควบคุมในการประพฤติตัวแล้ววิชาความรู้นั้นก็จะเป็นประโยชน์ไปตาม ๆ กันหมด นี่แหละวิชาความรู้ที่เรียนมามีธรรมเป็นเครื่องเคลือบแฝงแล้วจะเป็นสง่าราศีแก่ผู้มีวิชาความรู้นั้น ผิดกับมีตั้งแต่วิชาความรู้ของกิเลสโดยถ่ายเดียวเป็นไหน ๆ

วันนี้ได้พูดให้พี่น้องลูกหลานทั้งหลายฟังในฐานะที่เป็นหลวงตาออกปฏิบัติธรรมทั้งหลายตั้งแต่วันหยุดจากการศึกษาเล่าเรียนแล้ว ๗ พรรษา ก้าวเข้าสู่ป่าสู่เขาตามถ้ำเงื้อมผาป่าช้าป่ารกชัฏบำเพ็ญคุณงามความดีเพื่อฝึกทรมานตนได้แก่กิเลสทั้งสามประเภทนี้แลมันรุนแรงมาก ความโลภก็มาก ความโกรธมันก็มาก ราคะตัณหาไล่มันเข้าในป่า เวลามันไปเจอผู้หญิงมันก็ขโมยไปรักจนได้นั้นแหละ หลวงตาก็เคยรักผู้หญิง เข้าไปกำลังจะไปฆ่ากิเลสตัวมันเป็นเหตุเป็นภัยต่อเราคือราคะตัณหา เข้าไปอยู่ในป่าในเขาชำระมัน ปราบปรามมัน

เวลาไปเจอผู้หญิงเข้ามาใส่บาตรหรือเดินผ่านตามถนนหนทางก็ไปขโมยรักเขา ตัวขโมยใหญ่มันอยู่ที่ตัวหัวโล้น ๆ โกนคิ้วมีผ้าเหลือง ปฏิญาณตนอยู่ภายในใจว่าจะออกปฏิบัติธรรมชำระกิเลส ครั้นเวลาไปเจอผู้หญิงแล้วเป็นขโมยใหญ่ตัวสำคัญขึ้นมาภายในใจ อย่างนี้มันก็เคยเป็นแต่เป็นก็ให้ทราบว่าเป็น เราเป็นผู้มาชำระกิเลส นี่แหละเรียกว่าธรรมมีในใจ กิเลสเกิดขึ้นเวลาไปมองเห็นผู้หญิงมีความรักความชอบ นี้เรียกว่ากิเลสเกิดขึ้น ทีนี้ธรรมก็ทักกันเลย หักห้ามกันอย่างหนัก มารักหาอะไร เราบวชมานี้มาปฏิบัติธรรมเราไม่ได้บวชมาปฏิบัติธรรมเพื่อรักผู้ยากหญิง ทำไมจึงมาทำอย่างนี้ นี่เรียกว่าหักห้ามตนเองแล้วโกรธให้ตัวเองด้วย

คำว่าโกรธอันนี้โกรธเป็นธรรมไม่เป็นกิเลส โกรธที่จะชำระสิ่งชั่วช้าลามกทั้งหลายออกจากใจ มันก็ผ่านไปได้ด้วยวิธีการฝึกทรมานตนอย่างนี้เองแล เราอยู่เฉย ๆ จะให้ดีมันดีไม่ได้นะ ชื่อนายดีตั้งหมดทั้งโคตรทั้งแซ่ที่ว่าเป็นนายดีนางดีทั้งหมดมันก็ไม่ได้ดี มันดีอยู่กับลมปาก มันดีอยู่กับความประพฤติของคน ถ้าเราปฏิบัติตัวดีเขาจะเรียกว่าไอ้ตดไอ้ขี้ก็ช่างมันเถอะ อันนั้นเป็นลมปาก ขอตัวของเราให้เป็นคนดีก็พอใจ ให้มีธรรมในใจแล้วจะไม่เดือดร้อน ใครมาตำหนิติเตียนอะไรทั้ง ๆ ที่เราเป็นคนดีเราก็ภูมิใจในการประพฤติของเรา เขาว่าก็เป็นลมปากของเขาไป ไม่ได้เป็นความเสียหายแก่เรา มันเป็นความเสียหายแก่เขาผู้หาเรื่องต่อเราต่างหาก เราก็ผ่านไปได้ นี่การชำระกิเลสตัณหาเป็นอย่างนี้

นี่ได้กล่าวเป็นคติเครื่องเตือนใจให้พี่น้องลูกหลานทั้งหลายได้ทราบในการฝึกทรมานจะเอากิเลสให้ขาดสะบั้นลงไปจากใจ กิเลสมันยังแทรกขึ้นมาไปเป็นโจรเป็นมารหาขโมยรักคนนั้นรักคนนี้ไปจนได้ มันจะสั่งสมกิเลสก็ได้ตีได้ฟาดฟันกันลงไปตลอดเวลา จนกระทั่งกิเลสเหล่านี้ได้ค่อยอ่อนตัวลงไปเพราะการฝึกการทรมานไม่อ่อนข้อ และสิ่งเหล่านั้นที่เป็นภัยแก่ตัวเองก็สงบลงไป สิ่งที่เป็นคุณคือการเจริญเมตตาภาวนาด้วยสติสตังความระมัดระวังตัวก็ก้าวเดินตามกันอยู่โดยสม่ำเสมอ จิตเมื่อได้รับการอบรมธรรมด้วยดีความสงบย่อปรากฏขึ้นแก่ใจ

ใจเมื่อมีความสงบขึ้นปรากฏกับตัวเองแล้วย่อมมีความปีติยินดีเอิบอิ่มภายในใจ อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความดูดดื่มที่จะปฏิบัติตนให้ดียิ่งกว่านี้ขึ้นไป ใจที่เคยฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมดีดดิ้นประหนึ่งว่าสัตว์ไม่มีเจ้าของเลย มันก็มีเจ้าของจากสติปัญญาของตัวเองจนได้นั้นแหละ แล้วฝึกเข้าไป จิตใจไม่เคยสงบสงบเย็นขึ้นมา จนถึงบางครั้งถึงอัศจรรย์ตนเองว่าจิตนี้มีความสว่างไสวจากความสงบของใจซึ่งเกิดจากการฝึกทรมานของเราอย่างหนักตลอดมาก็ปรากฏผลขึ้นมา เมื่อปรากฏผลขึ้นมาแล้วความดูดดื่ม ความพออกพอใจในความพากความเพียรที่จะชำระสิ่งเลวร้ายทั้งหลายนี้ก็มีกำลังมากขึ้น ๆ กิเลสสิ่งเลวร้ายทั้งหลายก็ค่อยจางลงไป

จิตมีความสงบมากเท่าไรก็ยิ่งมีความสุขมากมีความสง่างามมากชมอยู่ในหัวใจตัวเองโดยไม่มีสมบัติเงินทองข้าวของหอปราสาทราชมณเฑียรอะไรมาชมเหมือนโลกเขาก็ตามแต่เราชมหัวใจเราที่เต็มไปด้วยความสงบร่มเย็น เต็มไปด้วยความสง่างาม เต็มไปด้วยความสว่างไสวเราเป็นที่พอใจแล้วทั้งกลางวันกลางคืนอยู่ที่ไหนอยู่ได้สบาย การกินการอยู่อดบ้างอิ่มบ้างไม่สำคัญ มุ่งมั่นต่อจิตคือต่อแดนพ้นทุกข์เป็นหลักใหญ่ฝังอยู่ภายในจิตใจ การอยู่การกินการหลับการนอนของผู้บำเพ็ญธรรมจึงไม่เป็นภาระอะไร มีตั้งแต่ความมุ่งมั่นต่ออรรถต่อธรรม

จิตใจของเราเมื่อได้รับการบำรุงรักษาด้วยดีแล้วจะค่อยเจริญเติบโตขึ้นไปด้วยความสว่างไสว กว้างขวางออกไปลึกซึ้งออกไปจนเป็นความอัศจรรย์ สิ่งไม่เคยรู้เคยเห็นตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วว่า บาปมีบุญมีนรกมีสวรรค์มีพรหมโลกนิพพานมีมันค่อยจ้าขึ้นภายในใจเพราะธรรมชาตินั้นเป็นความจริง กิเลสตัวจอมปลอมมันปิดมันบังจิตใจไว้ให้มืดบอดไม่ให้มองเห็นแต่ในระยะก่อนจนถึงกับไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีก็ปรากฏขึ้นภายในใจ บาปบุญก็ปรากฏขึ้นภายในใจ นรกสวรรค์ค่อยกระจ่างขึ้นมา

จนกระทั่ง สรุปเลยว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ทั้งหมดนี้ยอมรับกราบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยโดยไม่หาผู้หนึ่งผู้ใดมาเป็นสักขีพยานในความรู้ความสัมผัสแห่งใจของเรากับสภาวะธรรมทั้งหลายเหล่านั้นเลย เราก็ยิ่งมีความแน่นหนามั่นคงทั้งภายนอกที่ทรงแสดงไว้ว่าบาปบุญนรกสวรรค์นิพพาน เปรตผีประเภทต่าง ๆ ก็จ้าอยู่ภายในจิตใจ แล้วภายในใจนี้กิเลสก็ค่อยจางออกไปมีแต่ความสว่างไสว มีแต่ความผาสุกร่มเย็น ความอัศจรรย์ จิตใจก็ยิ่งกระตือรือร้นต่อมรรคต่อผลต่อนิพพานหนักเข้าไปทุกวัน ๆ นี่คือธรรมกับใจ เมื่อได้รับการอบรมแล้วใจจะมีความสง่างามขึ้นมา

ดังที่ว่าบาปบุญนรกสวรรค์ไม่มี ไม่มียังไงก็มันเห็นอยู่ในใจของเรา พระพุทธเจ้าก็รู้เห็นที่ใจของพระองค์ปฏิบัติและสั่งสอนสัตว์โลกก็สั่งสอนด้วยสวากขาตธรรมคือตรัสไว้ชอบแล้ว ไม่มีผิดมีเพี้ยน ว่าอะไรมีก็มีอย่างนั้นจริง ๆ ตามหลักความจริงแล้วเมื่อปฏิบัติไปก็ไปเจออย่างนั้นเห็นอย่างนั้นดังที่ท่านสอนไว้แล้ว เราจะคัดค้านท่านได้ที่ไหน ถ้าจะคัดค้านท่านว่าแสดงธรรมไม่จริง เราก็ต้องคัดค้านเราที่ว่าเราเห็นนี้จริงไหม เมื่อเรายอมรับในความรู้ความเห็นของเราว่าเป็นสิ่งที่จริงโดยไม่ต้องหาใครมาเป็นสักขีพยานแล้วเราก็ยอมรับพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้แล้วโดยถูกต้องอย่างถึงใจเช่นเดียวกัน

กิเลสตัณหาใครเคยสอนไว้ที่ไหน การละกิเลสให้ละวิธีไหน ความโลภละยังไง ความโกรธละยังไง ความหลงละยังไง พระพุทธเจ้าก็สอนวิธีละความโลภความโกรธความหลงจากใจที่ฟุ้งซ่านรำคาญวุ่นวายหาความอิ่มพอไม่ได้ มีแต่ความหิวโหย ทำใจให้มีความสงบร่มเย็น ใจก็หมดความหิวโหยไปโดยลำดับ ความโลภความโกรธราคะตัณหาก็ค่อยเบาลงไปเพราะมันออกจากใจ ใจเป็นต้นลำอันใหญ่หลวง สิ่งเหล่านี้เป็นกิ่งก้านสาขา เมื่อใจที่เป็นต้นลำมีความสงบร่มเย็นปราศจากความหิวโหยไปโดยลำดับแล้ว ความหิวคือความอยากมันก็ลดลง ความโกรธความแค้นให้ผู้หนึ่งผู้ใดมันก็ลดลง ราคะตัณหาที่เกี่ยวพันกับหญิงกับชายผู้ใดมันก็ลดลงไปตามส่วน ๆ

เราก็เห็นประจักษ์ในใจของเราตามธรรมที่ท่านสอนไว้ทุกแง่ทุกมุมหาที่ค้านไม่ได้แล้ว เราจะค้านอะไร นอกจากเราตั้งใจปฏิบัติตามให้เป็นไปตามธรรมที่ท่านสอนไว้เท่านั้น จิตใจก็ยิ่งมีความขะมักเขม้น ภายในใจกิเลสจางลงไป ความทุกข์ที่เกิดจากกิเลสผลิตขึ้นมาก็จางลงไป สิ่งภายในก็เห็นชัดเจนอย่างนี้ สิ่งภายนอกที่มีอยู่รอบด้านเช่นเปรตเช่นผีสัตว์นรกประเภทต่าง ๆ ตลอดถึงนรกอเวจีมันก็จ้าขึ้นภายในใจ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็นมาก่อนแล้วแต่ไม่ได้วัดรอยพระบาทท่าน พูดตามหลักความจริงที่สอนไว้เพื่อรู้เพื่อเห็น เมื่อก้าวเดินไปตามปฏิปทาเครื่องดำเนินของท่านสอนไว้แล้วมันก็รู้ก็เห็นอย่างนั้น แล้วจะปฏิเสธพระพุทธเจ้าได้อย่างไร

นี่แหละที่บรรดาสาวกทั้งหลายเชื่อพระพุทธเจ้าเชื่อธรรมเชื่อบาปบุญนรกสวรรค์พรหมโลกนิพพานตลอดเปรตผีที่เต็มอยู่ในท้องฟ้ามหาสมุทรหาที่ว่างไม่ได้ มีสัตว์เหล่านี้เต็มไปหมดแต่เป็นส่วนละเอียดพอเหมาะพอดีกับญาณหยั่งทราบภายในจิตใจแต่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อเท่านั้น นี่มันก็จ้ากันไปหมด แล้วจะลบล้างสิ่งที่มีได้ยังไง คนตาบอดเดินไปโดนขวากโดนหนามกับคนตาดีเดินไปหลีกเว้นไปต่างกันยังไงบ้าง คนตาดีย่อมไม่โดนขวากโดนหนามเช่นเดียวกับจิตใจที่มีความเชื่ออรรถเชื่อธรรมสว่างไสวแล้วย่อมไม่ทำบาป ทำบาปมากทำบาปน้อยละไปโดยลำดับ

สิ่งใดที่เป็นคุณต่อจิตใจหมุนตัวเข้าไป เช่นการสร้างบุญสร้างกุศลจะหนักแน่นเข้าไปทุกวัน ๆ มีแต่ที่จะให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งมวลไปโดยลำดับเท่านั้น นี่คือผู้เชื่อธรรม เหตุที่จะเชื่อธรรมได้จิตใจต้องได้สัมผัสธรรม ท่านสอนให้ทำยังไง เช่นท่านให้ภาวนา การภาวนานี้แหละเป็นธรรมที่ประจักษ์มากที่สุด การทำบุญให้ทานนั้นเป็นกิ่งก้านสาขาดอกใบของบุญกุศลทั้งหลาย บุญกุศลแท้ ๆ คือการภาวนา นี่แหละทดสอบได้เรื่องความจริงทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงนำสิ่งเหล่านี้มาสอนพวกเรานำมาจากการภาวนา

เมื่อจิตใจสงบร่มเย็นรวมลงไป จิตใจมีความสว่างผ่องใสขึ้นมา กิเลสตัณหาก็ค่อยบางลงไป ความสว่างของใจก็ยิ่งสว่างจ้ากว้างขวางลึกซึ้งไปโดยลำดับจนกระทั่งมองเห็นหมดที่ให้นามว่าโลกวิทู พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้นคือเป็นศาสดารู้แจ้งแทงทะลุทั้งโลกนอกโลกในตลอดทั่วถึง นี่การฝึกหัดอบรมจิตใจ เมื่อได้รู้ประจักษ์ภายในใจแล้วเรื่องหิริโอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาปหรือความขยันหมั่นเพียรในการสร้างคุณงามความดีแก่ตนไม่ต้องบอก มันหากเป็นขึ้นในใจเพราะใจดวงนี้เป็นผู้สมบุกสมบันในความสุขความทุกข์มามากต่อมากแล้วเป็นแต่เพียงว่าหาทางออกไม่ได้เท่านั้น

เมื่อธรรมเป็นทางออกได้สัมผัสสัมพันธ์กับใจแล้วย่อมใกล้ชิดติดพันเข้าไปเรื่อย ๆ เปิดทางด้วยการบำเพ็ญเข้าไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งจะเห็นชัดเจนขึ้นไป เพราะฉะนั้น บรรดาพระสาวกทั้งหลายจึงเชื่อพระพุทธเจ้านี้เรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์หรือล้านเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอะไรที่จะคัดค้านต้านทานพระองค์ได้เลย ตั้งแต่ความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสพอได้รับอุบายจากพระพุทธเจ้า แล้วความรู้ความเห็นที่กระจายออกไปถึงเปรตถึงผีสัตว์นรกอเวจีต่าง ๆ นั้นก็เป็นไปจากพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วทุกแง่ทุกมุม ตนเองจึงรู้ได้เห็นได้มาเป็นลำดับ

นี่เรียกว่าสาวกทั้งหลายทำหน้าที่แทนองค์ศาสดาได้อย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยความเชื่อถือความจริงของตนที่รู้เห็นจากธรรมของพระองค์แล้วสอนโลกได้อย่างแม่นยำ นี่ภาคปฏิบัติเป็นอย่างนี้ เพียงเราเรียนมาเฉย ๆ เรียนธรรมก็เป็นโลกได้ เราอย่าเข้าใจว่าผู้นี้เรียนธรรมกิเลสตัณหาเขาจะเบาบางไม่เป็นเช่นนั้นนะ เรียนธรรมก็คือความจำเช่นเดียวกัน เรียนทางโลกก็เป็นความจำเช่นเดียวกัน เรียนธรรมที่เป็นความจำคืออะไร เช่นท่านสอนว่าบาปมีบุญมีตลอดนรกสวรรค์พรหมโลกนิพพานมี แต่ท่านสอนเรานั้นท่านสอนด้วยความรู้ความเห็นจริง ๆ แต่เราเวลามาเรียนมันจำได้แต่ชื่อมันไม่ได้เห็นตัวจริง เพราะฉะนั้นมันจึงไม่เชื่อ

ด้วยเหตุนี้เองผู้เรียนธรรมก็เป็นกิเลสไปได้ เรียนธรรมมุ่งต่อลาภต่อยศไปเสีย เรียนมาก ๆ แล้วสึก เช่นอย่างพระเรียนมาก ๆ แล้วสึกออกไปทำราชการงานเมืองไปเสียไม่สนใจกับอรรถกับธรรม มันก็ไม่เป็นธรรมภายในใจได้ ถ้าผู้เรียนธรรมสนใจปฏิบัติต่อธรรมแล้วไม่ว่าฆราวาสไม่ว่าพระเป็นอรรถเป็นธรรมไปด้วยกันทั้งนั้นเพราะธรรมเป็นสมบัติกลาง ใครนำมาเป็นคุณแก่ตนด้วยภาคปฏิบัติก็เป็นขึ้นมาโดยลำดับลำดา เพราะฉะนั้น ทางพุทธศาสนาท่านจึงมีทางภาคปฏิบัติ ไม่ให้มีแต่เพียงความเรียนจำได้หมายรู้เฉย ๆ แล้วเอามาโอ้อวดน้ำลายกันว่าข้ารู้อย่างนั้นข้ารู้อย่างนี้ ข้าสอบได้ชั้นนั้นชั้นนี้มีแต่ลมปากมาเสกสรรปั้นยอ หลอกกันเปล่า ๆ ความจริงไม่มีในใจมันก็หาสาระไม่ได้จิตใจของคนเรา

ถ้าความจริงได้ปรากฏขึ้นภายในใจจากภาคปฏิบัติ เช่นจิตตภาวนาเป็นต้น จิตใจมีความสงบเยือกเย็นอะไรไม่ต้องไปถามใคร รู้กับตัวเอง มีความสงบเย็นมากน้อยจะรู้มากน้อย จนกระทั่งจิตใจมีความแน่นหนามั่นคงสว่างกระจ่างแจ้งภายในตนแล้วจะไปถามใคร นี่คือภาคปฏิบัติ การปฏิบัติมีจิตตภาวนาเป็นเครื่องอบรมแล้วจะปรากฏผลขึ้นมาอย่างนี้ นี่แหละที่ว่าผู้ปฏิบัติธรรมผู้นับถือพระพุทธศาสนา เชื่อพระพุทธเจ้าเชื่อจากภาคปฏิบัติ ส่วนภาคความจำนั้นก็พอเป็นเงา ๆ ไปก่อนเป็นบรรทัดเป็นเส้นทางก้าวเดินถึงเราไม่เห็นเราเชื่อพระพุทธเจ้าว่าเป็นองค์ศาสดา ทำบุญได้บุญทำบาปได้บาป เราก็รับบาปทำบุญไปตามพระพุทธเจ้าในขั้นนี้ไปก่อน มันก็เป็นบุญเป็นกุศลเช่นเดียวกัน

ทีนี้เวลาเราปฏิบัติผลปรากฏขึ้นภายในใจตั้งแต่ความสงบเยือกเย็นความสว่างไสวซึ่งเราไม่เคยเป็นมาเลย ในเมื่อเราปฏิบัติมันก็เป็นขึ้นมาจากการปฏิบัติของเรา ยิ่งมีความกระหยิ่มยิ้มย่องดูดดื่มในเรื่องอรรถเรื่องธรรม การให้ทานก็หนาแน่นขึ้นภายในใจ การรักษาศีลก็ไม่ต้องบอก หิริโอตตัปปะมาเองเพราะจิตตภาวนาเล็งเห็นความจริงเต็มสัดเต็มส่วนภายในใจ ออกมาภายนอกสิ่งที่ควรละละทันที ดังที่ท่านพระโสดาบันนี้เป็นพระก็ตามเป็นฆราวาสก็ตาม สำหรับเป็นพระท่านมีข้องดเว้นแล้วในศีลของท่าน แต่ส่วนฆราวาสนี้เคยทำบาปทำกรรมมาเท่าไรก็ตาม เช่นปาณาติบาตคือฆ่าสัตว์เป็นต้น

พอสำเร็จเป็นขั้นพระโสดาฯแล้วกระจ่างในบุญในบาปแล้ว ตั้งแต่นั้นมาพระโสดาฯท่านไม่ต้องไปรับศีลจากผู้หนึ่งผู้ใดเลย ท่านเป็นศีลโดยหลักธรรมชาติของท่าน ท่านจะรับหรือไม่รับเช่นไปเป็นหัวหน้าใครทำบุญให้ทานในงานใด ท่านก็เป็นเพียงว่าเป็นผู้นำเขา แต่ท่านไม่มีเจตนาที่ไปล่วงเกินศีลด้วยไม่มีหิริโอตตัปปะภายในใจอย่างนั้นไม่มีเลย ท่านมีหิริโอตตัปปะภายในใจทันที นี่เรียกว่าเป็นความวิรัติโดยหลักธรรมชาติ นี่ล่ะรู้จริง ๆ ภายในใจไม่ต้องไปสมาทานกับพระก็ได้ หากรู้เอง การทำบาปด้วยการขาดศีล ท่านมีหิริโอตตัปปะท่านไม่ทำเสีย ท่านก็เป็นผู้มีศีลโดยหลักธรรมชาติ

นี่แหละความเชื่อภายในจากการปฏิบัติของตัวเองเป็นอย่างนี้ แล้วยิ่งได้ปฏิบัติภายในเข้าลึกซึ้งเพียงไร ธรรมของพระพุทธเจ้านี้ประกาศขึ้นภายในหัวใจของผู้ปฏิบัติและรู้เห็นอรรถธรรมเหล่านั้นเป็นชั้น ๆ โดยลำดับไปว่า ธรรมของพระพุทธเจ้าหรือศาสนธรรมนี้คือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ไม่ได้ห่างไกลจากจิตจากใจของผู้นับถือพระพุทธศาสนานี้เลย ไม่มีที่อื่นแต่ผู้ไม่นับถือผู้ไม่ปฏิบัติตามอันนั้นไม่ต้องเอามาพูดในขอบเขตอันนี้ ผู้นั้นไม่สามารถเพราะสุดวิสัย การไม่ปฏิบัติจะให้ได้มรรคผลนิพพานขึ้นมาเต็มหัวใจเป็นไปไม่ได้ ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านย่อมจะปรากฏขึ้นมาในผลทุกอย่างที่เราไม่เคยรู้เคยเห็นจะรู้ขึ้นมาเห็นขึ้นมาจากภายในใจของเรา เพราะใจนี้พิสดารมากนะ

ตาหูจมูกของเรานี้ไม่ได้พิสดารอะไรเลย เห็นแต่เพียงตามวิสัยของตา ถ้าตาฝ้าตาฟางไปเสียมันก็ไม่เห็น หูถ้าหูดีถ้าพอฟังได้ในวิสัยของหู แต่ถ้าหูหนวกแล้วมันก็ไม่ได้ยินเหมือนกัน ตาหูจมูกลิ้นกายจิตเมื่อเวลามันเป็นเครื่องมือของใจมันก็เป็นได้แค่นั้น แต่ใจนี้เวลาได้ปรากฏความรู้ขึ้นมาแล้วไม่ต้องอาศัยตาหูจมูกลิ้นกายอะไรเลย ใจสำเร็จเป็นอายตนะที่จะสืบต่อรู้เรื่องสิ่งทั้งหลายนับตั้งแต่บาปที่กระเทือนขึ้นภายในใจและมีอยู่ในหัวใจสัตว์โลก บุญที่ปรากฏขึ้นในใจตัวเองและหัวใจสัตว์โลกจะรู้เป็นลำดับลำดา

จากนั้นจะเป็นแบบนรกสวรรค์ อยู่ใกล้อยู่ไกลไม่ต้องไปถามหา ประจักษ์กับใจอย่างเดียวเท่านั้นไม่ต้องถามว่านรกหลุมนี้อยู่ห่างไกลขนาดไหนกี่กิโลถึงจะไปถึงไม่ต้องบอก มันจ้าอยู่ภายในใจแล้วถามหาระยะทางหาอะไร ไม่ต้องไปถามหาพระพุทธเจ้าด้วย บรรดาสาวกทั้งหลายมีความเชี่ยวชาญที่รู้ในสิ่งเหล่านี้แล้วท่านจะไม่ทูลถามพระพุทธเจ้าแต่จะปรากฏเป็นสนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองเต็มภูมิของตัวเองขึ้นมาในขณะนั้นทันที นี่เรียกว่าวิสัยของใจ ต่างกันมากนะ วิสัยของใจนี่ถ้าว่าเป็นใจทิพย์ก็ไม่ผิดนะ

เมื่อชำลอกปอกกิเลสออกไปโดยลำดับลำดาแล้วสิ่งที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นที่มันเหนือวิสัยสุดวิสัยของโลกแต่วิสัยของผู้ปฏิบัตินี้เป็นควาพอเหมาะพอดีเช่นเดียวกับคนตาบอด อะไรมันก็สุดวิสัยหมดมันมองไม่เห็น ที่เป็นวิสัยของตาทั้งโลกเขาเป็นคนตาดีเขามองเห็นได้หมด แต่คนตาบอดมีกี่หมื่นกี่แสนคน มันสุดวิสัยทั้งนั้นมันมองไม่เห็น อันนี้ก็เหมือนกันจิตใจของคนที่มืดบอดมันไม่มองเห็นแต่โดนขวากโดนหนามเหมือนคนตาบอดไปที่ไหนโดนแต่ขวากโดนแต่หนามทั้งนั้นแหละตกเหวตกบ่อก็คือคนตาบอด คนตาดีไม่ไปไม่ตก หลีกไปเว้นไป คนใจดีก็เหมือนกัน บาปท่านก็รู้เสียบุญท่านก็รู้เสีย นรกสวรรค์อะไรท่านรู้หมดภายในจิตใจ

ท่านรักษาตัวของท่านให้รอบคอบขอบชิดด้วยภาคปฏิบัติ หากเป็นเองในจิตดวงนี้ เวลารู้แล้วจะรู้อย่างนั้น ๆ ไม่ต้องไปถามคน คนในโลกนี้มีแต่คนตาบอดจะไปถามเขา คนตาดีไปถามคนตาบอดมันเป็นวิสัยแล้วเหรอ ต้องคนตาบอดถามคนตาดีให้คนตาดีจูงถึงได้ อันนี้คนตาดีจะไปให้คนตาบอดจูงมันใช่วิสัยเมื่อไร นี่ผู้ที่จิตใจสว่างกระจ่างแจ้งแล้วไปดูจิตใจของคนตาบอดทั่วโลกดินแดนนี้มันมืดตื้ออยู่ด้วยกิเลสตัณหาประเภทต่าง ๆ มันเข้ากันได้เหรอกับจิตใจที่สว่างจ้าเห็นหมดทุกสิ่งทุกอย่างในวิสัยของตน อย่างนี้มันก็เข้ากันไม่ได้ นี่ล่ะวิสัยของพระพุทธเจ้า ท่านทรงรู้ทรงเห็น ท่านจึงได้ท้อพระทัยในการสั่งสอนสัตว์โลกเวลาตรัสรู้ขึ้นมาทีแรกทรงท้อพระทัย เพราะโลกนี้มันมืดตื้อไปหมด

ใจดวงใด ๆ มันก็มืดตื้อ ไม่ดูเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ ต้นไม้ภูเขา ดูจิตใจของสัตว์โลกที่มันมืดตื้อ ตัวนี้ตัวสมบุกสมบันที่จะไปทั้งสุขทั้งทุกข์ตกนรกอเวจี ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหมไปได้ทั้งนั้นเมื่อมีความชั่วและมีความดีพาให้ไป ท่านทรงท้อพระทัยว่ามันมืดบอดเอาเสียขนาดนั้นจะสอนไปหาอะไร ทรงสลดสังเวช จนกระทั่งท้าวมหาพรหมมาทูลอาราธนาในขณะที่พระองค์ยังทรงพิจารณาเรื่องสัตวโลกทั้งหลายอยู่นั้นแหละ แล้วก็ทรงปลงพระทัยได้ด้วยญาณว่าสัตว์โลกนี้แม้จะมืดหนาสาโหดขนาดไหนก็ตามแต่ผู้มีนิสัยปัจจัยที่แทรก อยู่ในความมืดหนาสาโหดของสัตว์โลกทั่ว ๆ ไปนั้นยังมีอยู่มาก ท่านจึงได้ปลงพระทัยแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกมา เช่นพระพุทธเจ้าของเรานี้ก็สอนสัตว์โลกมาเป็นเวลา ๔๕ พรรษาในเวลาทรงพระชนม์อยู่

พอนิพพานไปแล้วก็วางศาสนาลงไว้ถึง ๕,๐๐๐ ปีให้พอเหมาะพอดีกับนิสัยของสัตว์โลกจะก้าวไปได้เพียงแค่นั้น ความเชื่อบุญเชื่อบาปจะไปหมดในหัวใจของสัตว์ มีแต่กิเลสห้อมล้อมปิดบังมืดบอดไปหมดในระยะต่อไป ศาสนาจึงเพียง ๕,๐๐๐ ปีนี้เท่านั้น นี่ล่ะศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยเพราะโลกนี้มันหนาแล้วยิ่งทุกวันยิ่งหนาแน่นขึ้นทุกวัน ๆ จนมองหาธรรมไม่เห็นแล้วแทบจะไม่มีใครสนใจในอรรถในธรรม กิริยาที่ดีดที่ดิ้นทุกอย่างมีแต่เรื่องความโลภความโกรธราคะตัณหาเสริมส่งให้เป็นบ้ากันทั้งโลกทั้งสาร พูดแล้วน่าสลดสังเวชนะ

ท่านทั้งหลายฟังสิเทศน์เหล่านี้ ท่านทั้งหลายว่าหลวงตาบัวโกหกเหรอ นี่ได้พิจารณามาเต็มกำลังความสามารถออกมาปฏิบัติทางนี้ตั้งแต่ออกปฏิบัติ ๗ พรรษาฟาดกับกิเลสอย่างสะบั้นหั่นแหลกไม่มีการท้อถอยหย่อนยานต่อกันเลยจนถึง ๑๖ พรรษา เป็นเวลา ๙ ปีเต็ม หลังจากได้รับการอบรมอรรถธรรมเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากหลวงปู่มั่นแล้วเอากันอย่างนัก กิเลสไม่ดีให้กิเลสพัง เราไม่ดีให้เราตกเวทีในท่ามกลางหัวใจของเรานี้มีกิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่บนหัวใจ ใครเก่งให้อยู่บนหัวใจ ครองหัวใจบีบคั้นหัวใจต่อไปถ้าเป็นฝ่ายกิเลส

ถ้าเป็นฝ่ายธรรมได้รับชัยชนะแล้วฟาดกิเลสให้พังขาดสะบั้นลงไป ใจทรงไว้ซึ่งความวิมุตติหลุดพ้นเป็นที่พอใจ ตั้งแต่วันนั้นฟัดกันอย่างหนักแน่นเลย จนดังที่เรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบนี้มาโกหกพี่น้องทั้งหลายเหรอ เราสอนโลกเวลานี้เราสอนด้วยความอิ่มพอทุกอย่าง ความโลภที่เคยมีเราไม่มี หมดสิ้นโดยประการทั้งปวง ความโกรธราคะตัณหาไม่มีหมดสิ้นโดยประการทั้งปวง เพราะประเภทเหล่านี้เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล ธรรมชำระล้างออกหมดด้วยความบริสุทธิ์พุทโธเป็นธรรมแท่งเดียว พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจ้าอยู่ทั้งวันทั้งคืน ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง

ตั้งแต่ตะเกียกตะกายมาแต่พรรษา ๗ กระทั่งถึงพรรษา ๑๖ ฟัดกับกิเลสมา สิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็นไม่เคยเป็นซึ่งเกิดมานานสักเท่าไรมันก็ได้รู้ได้เห็นได้เป็นขึ้นมาเป็นลำดับลำดาจากการปฏิบัติของตัวที่สามารถรู้ได้มากน้อยจนกระทั่งมันจ้าขึ้นมาเสียอย่างเต็มภูมิเต็มหัวใจ ถึงกับร่างกายหวั่นไหวสะเทือนไปหมด น้ำตาร่วงลงในเวลานั้นประหนึ่งว่าโลกธาตุไหวไปหมดในขณะที่กิเลสซึ่งเป็นตัวหนักกดถ่วงที่สุดให้จมอยู่ในโลกนี้มานานได้ขาดสะบั้นลงไปจากใจ ใจดีดขึ้นมาด้วยวิมุตติหลุดพ้นความสว่างจ้าครอบโลกธาตุได้ปรากฏขึ้นในขณะเดียวกัน บาปบุญนรกสวรรค์พรหมโลกนิพพานไม่ถาม ไม่ได้ยกตนข่มท่านและไม่ได้วัดรอย

พระพุทธเจ้าไม่ถามฉันใด นี่ก็ไม่ถามฉันนั้นเหมือนกันเพราะสิ่งเหล่านี้มีมาดั้งเดิมตั้งกัปตั้งกัลป์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้นานมากี่พระองค์แล้ว สอนแบบเดียวกันหมด ไม่มีใครปฏิเสธว่าบาปไม่มีบุญไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ไม่มี พรหมโลกนิพพานไม่มี เปรตผีประเภทต่าง ๆ ที่เต็มอยู่ในโลกธาตุนี้ไม่มี ไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดปฏิเสธ มีแต่ยอมรับด้วยกันหมดก็เพราะรู้อย่างเดียว เห็นอย่างเดียวกันแล้วจะถามกันหาอะไร แม้จะตัวเท่าหนูก็ตามมันก็เต็มตามภูมิของหนูแล้วจะทูลถามพระพุทธเจ้าหาอะไร วิสัยของเราขนาดไหนมันรู้เต็มหัวใจของเราแล้วก็อยู่ตามนิสัยของตน มีแต่พระพุทธเจ้ากราบพระพุทธเจ้าอย่างราบเท่านั้น ขอให้ท่านทั้งหลายซึ่งเป็นชาวพุทธได้รู้เนื้อรู้ตัวบ้างนะ

เวลานี้ศาสนาจะไม่มีเหลือในเมืองไทยไปที่ไหนมันมีตั้งแต่เรื่องกิเลสตัณหาออกหน้าออกตาเป็นทัพหน้าทัพหลังห้อมล้อมไปไว้หมด มันไม่มีอะไรติดจิตติดใจเราเลย มันเป็นยังไงหัวใจเรา เราอยากไปหาความสุขความเจริญอยากพ้นจากทุกข์ไหม ถ้าเราอยากไปก็ควรนำธรรมมาระลึกรู้ตัวบ้าง สติธรรมปัญญาธรรม เฉพาะอย่างยิ่งมรณานุสสติ เราจะไม่ตายเหรอ ทั้งโลกนี้เขาตายกันเกลื่อนทั้งโลกเราจะอยู่ค้ำฟ้าเหรอ จะไม่ตายเหรอถึงได้เพลิดเพลินจนลืมเนื้อลืมตัว ลืมยศลืมลาภ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด จนไม่ระลึกถึงความตาย มันไม่เร็วเกินไปแล้วหรือ

ให้ถามตัวเองบ้างนะ อย่าให้คนอื่นถาม มันจะโกรธจะแค้นกระทบกระเทือนกัน ให้เจ้าของตั้งปัญหาถามเจ้าของ ตายแล้วเป็นยังไง หรือจะคอยเอาที่ว่าเวลาตายไปแล้วนิมนต์พระมากุสลาธัมมาไปสวรรค์กันทั้งหมดอย่างนั้นเหรอ ถ้าเป็นอย่างนั้นความคิดอย่างนี้ก็หลอกให้เราจม กุสลาธัมมาแปลว่าอะไร แปลว่าความฉลาด เราโง่จะตายไม่เคยสนใจกับอรรถกับธรรม คุณงามความดีที่เลิศเลอขององค์ศาสดาที่สอนไว้แล้วแม้นิดหนึ่งเลย ตายแล้วจะให้เลิศเลอเกินพระพุทธเจ้าไปไหน ไปก็จะไม่ไปนิพพานจะเลยพระพุทธเจ้า จากนิพพานมันก็มีนรกอเวจีเท่านั้น ให้ตัดสินใจเสียตั้งแต่บัดนี้

มันจะตายด้วยกันแล้วนะพวกเรา อยู่เฉย ๆ มันไม่เกิดประโยชน์ เราจะมานับวันนับคืน นับมืดนับแจ้งมืดแจ้งมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้วตั้งแต่กาลไหน ๆ ไม่เห็นพาใครลงนรกขึ้นสวรรค์ ตัวมืดแจ้งก็ไม่เคยไปนรกไปสวรรค์ ตัวไปนรกไปสวรรค์ก็คือตัวของพวกเราที่มีใจตัวสมบุกสมบันนี้แหละ ขยันทำบาปหาบแต่กรรมก็ลงนรกเรื่อย ๆ มีความขยันหมั่นเพียรทำบุญทำกุศลก็ยกตนให้พ้นจากทุกข์เป็นลำดับลำดาไป ให้พากันอุตส่าห์พยายามพินิจพิจารณานะ

เราเรียนมาทุกอย่างเพื่อความรู้วิชาเพื่อป้องกันตัวบำรุงรักษาตัว ไม่ใช่เรียนมาเพื่อความลุ่มหลงงมงายแล้วเรียนมามากเท่าไรยิ่งจมลงไปด้วยความสำคัญตนมีทิฐิมานะเย่อหยิ่งจองหอง กลายเป็นเห็นธรรมทั้งแท่งเป็นมูตรเป็นคูถ เห็นวิชาของกิเลสตัณหาเป็นธรรมทั้งแท่งขึ้นมานี้จมนะ ธรรมเป็นธรรม กองมูตรกองคูถถังขยะเป็นถังขยะ กิเลสเต็มหัวใจของเรานี้แหละคือถังขยะ มันหลอกเราอยู่ทุกวันทุกเวลา เราหาความสุขจากกิเลสที่ไหนไม่มี มีแต่มันหลอกให้มีความสุขนิด ๆ หน่อย ๆ ก็สร้างความหวังไว้หลอกเราให้วิ่งตามความหวัง สุดท้ายก็จม ให้สร้างความดีงามไม่ต้องหวังก็ได้นะ เมื่อเราสร้างความดีงามแล้วความหวังจะปรากฏขึ้นมา

ศาสนาพระพุทธเจ้าเลิศเลอสุดยอดแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายได้พินิจพิจารณาเถิดมันจะตายทิ้งเปล่า ๆ นะ นี่ก็จะตายทิ้งเปล่า ๆ เหมือนกัน ถ้าไม่ได้บวชได้มาปฏิบัติธรรม แต่เวลามาปฏิบัติธรรมนี้จึงได้เห็นความเลิศเลอของศาสนาตลอดถึงหัวใจเจ้าของเอง มันเลิศเลอขนาดไหนมันก็รู้ จนบางครั้งบางคราวถึงอัศจรรย์ตัวเอง มีนะ เวลาจิตมันมีความสง่าสว่างไสวแพรวพราว อยู่ที่ไหนมันสว่างจ้าไปหมดด้วยอำนาจแห่งการชำระสะสางของเรา จนกระทั่งตัวเองอัศจรรย์ตัวเองว่า โห จิตเรามันทำไมถึงได้สว่างไสวเอาขนาดนี้ อัศจรรย์เหลือเกิน เป็นในหัวใจ

นี่แหละธรรมเวลามันปรากฏขึ้นมา เจ้าของเองก็อัศจรรย์ตัวเองถึงขั้นนั้นแล้วเลยเถิดไปแล้ว เลยอัศจรรย์ของโลกของสงสารเพราะธรรมนี้อยู่ในวิสัยของโลก ถึงอัศจรรย์แค่ไหนก็ยังอยู่ในวิสัยของวัฏจักรอยู่ พอจิตได้ผ่านจากนี้ไปแล้ว มันเลยเสียทุกอย่างเลยมาเห็นความอัศจรรย์ของจิตในขั้นนี้ว่าเป็นกองขี้ควายไปเลย แล้วธรรมนั้นอัศจรรย์ขนาดไหนจึงมาตำหนิธรรมที่เราเคยเห็นว่าเป็นของอัศจรรย์กลายเป็นกองขี้ควายได้ นั่นคือเลิศเลอสุดยอดแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเทียบเคียงแล้ว ท่านว่านิพพานัง คือธรรมชาติ สุดเอื้อมของคนมีกิเลส แต่ผู้สิ้นกิเลสแล้วคือนิพพานทั้งเป็น นิพพานทั้งตาย ท่านทรงไว้เรียบร้อยแล้ว จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้นำไปพินิจพิจารณา

วันนี้หลวงตาได้เทศนาว่าการด้วยความเป็นกันเอง ถ้าเทศน์เหยาะแหยะ ๆ เกรงนั้นเกรงนี้ กลัวกิเลสมันจะมาลากคอคนผู้ฟังนี้แหละลงไปจมนรกไปเสีย โดยบอกว่านรกไม่มี แต่ผู้ไปจมก็คือเราผู้ปฏิเสธนรกไม่มีนี้แหละมันจะไปจมทั้งชาติไทยของเราซึ่งเป็นชาวพุทธ หลวงตาบัวเสียดายห่วงใย มีความเมตตาสงสารไม่อยากให้ไปอย่างนั้น จึงขอให้พากันน้อมจิตน้อมใจตั้งใจประพฤติปฏิบัติอรรถธรรม วันหนึ่ง ๆ ตื่นมามืดกับแจ้งนานเท่าไร มืดกับแจ้งมันมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ เราได้คิดหาคุณงามความดีอะไรเป็นสาระของใจบ้าง มันมีแต่เรื่องของกิเลสตัณหาพาดีดพาดิ้นตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาจนกระทั่งหลับ วันนี้เหมือนวันนั้น วันนั้นเหมือนวันนั้น จนกระทั่งวันเกิดถึงวันตายหาสาระไม่ได้ในตัวเอง เป็นของดีแล้วเหรอ ให้ตัดสินตัวเองบ้างสิคนเรา

เวลานี้ศาสนาข้อยืนยันเครื่องฉุดลากของเราให้หลุดพ้นจากทุกข์ยังมีอยู่ให้รีบพากันคว้านะ ให้ระลึกพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของครึของล้าสมัย ความโลภความโกรธความหลง ตัวกิเลสนั้นแหละ ตัวครึตัวล้าสมัย ตัวส้วมตัวถาน ตัวฟืนตัวไฟเผาไหม้สัตว์โลกคือตัวกิเลสนี้แหละ ธรรมพระพุทธเจ้าไม่เคยเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ผู้ใด ขอให้ยึดเข้ามาเป็นหลักปฏิบัติต่อจิตใจของตน วันหนึ่ง ๆ เวลาจะหลับจะนอนอย่างน้อยขอให้ได้ภาวนา กันทำความสงบใจ สวดมนต์ไหว้พระย่อ ๆ แล้วจะนั่งพับเพียบก็ได้ขัดสะหมาดก็ได้ท่าใดก็ตามขอให้มีสติกำกับคำบริกรรมของเรา ใครชอบคำบริกรรมใด เช่นพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรือมรณัสสติหรือลมหายใจเข้าออกอานาปานสติก็ได้ แต่ให้มีสติบังคับจิตใจของตนในขณะที่นั่งทำภาวนา ให้ใจได้รับความสงบ

เวลานั้นอย่าคิดปรุงเรื่องราวอะไรที่เราคิดมาตั้งแต่วันตื่นนอนจนกระทั่งหลับ มันไม่เห็นได้เรื่องได้ราว มีแต่กวนเราให้รับความทุกข์ บัดนี้จะเอาความคิดของทางธรรมะ คือพุทโธ ธัมโม สังโฆเป็นต้นเข้ามาสู่ใจ บังคับจิตให้รู้อยู่กับพุทโธ ธัมโม สังโฆนี้ภายในใจ มีสติควบคุม เป็นยังไงเอา วันนี้จะให้ได้สักกี่นาทีบังคับตนบ้างสิ เราอยากเป็นคนดีไม่บังคับได้หรือ จิตจะให้แต่กิเลสบังคับ มันพาจมลงนรกเรารู้ไหมล่ะ กิเลสมันรับรองเราเมื่อไร มีแต่จะพาลงนรก ธรรมนี้เป็นเครื่องรับรองนะ พระพุทธเจ้ารับรองเป็นองค์ศาสดาแล้วจึงมาสอนโลก ธรรมนี้ก็สอนโลกด้วยความรับรองถูกต้องแม่นยำแล้ว แล้วทำไมเรานำมาปฏิบัติ มันจะพาล่มจมด้วยธรรมพระพุทธเจ้าก็ขอให้เห็นสักที ตัดสินใจลงไป

วันหนึ่ง ๆ ก่อนจะหลับจะนอนพอให้มีการภาวนากันบ้าง ได้สักกี่นาทีก็เอา ให้ได้ทุกวัน ๆ บังคับตนไว้อย่างนี้ ไม่อย่างนั้นจะจมกันหมด มองดูแล้วน่าทุเรศจริง ๆ เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยาม พูดถึงเรื่องใจ พูดถึงมันรู้มันเห็น เรื่องของโลกมันเป็นฟืนเป็นไฟตลอดเวลา ท่านทั้งหลายเห็นว่าโลกไหนมีความสุขความเจริญ ไปโลกไหนบ้านนั้นเจริญเมืองนี้เจริญมันเจริญด้วยอิฐด้วยปูนด้วยหินด้วยทรายด้วยถนนหนทางที่อยู่ที่อาศัย เพียงเท่านั้นสำหรับร่างกายชั่วมีชีวิตอยู่ แต่ใจที่เจริญรุ่งเรืองได้เอามาคุยเอามาพูดกันไม่เห็นใครมี

มาหากันมีแต่เรื่องความทุกข์มาระบายต่อกันจนจะฟังกันไม่ได้นะ คนนั้นก็อยากพูด คนนี้ก็อยากพูด อยากพูดแต่ระบายเรื่องความทุกข์สู่กันฟัง ความสุขที่ต่างคนต่างดีดต่างดิ้นด้วยความหวังนั้นไม่เห็นมี นี่ไม่ใช่ถูกกิเลสมันหลอกมาพอแล้วเหรอ เอาธรรมหลอกคนไหม พุทโธบังคับลงไปในหัวใจของเรา ธัมโม สังโฆบังคับไป การบังคับจิตใจให้อยู่กับพุทโธซึ่งเป็นความคิดความปรุงเหมือนกันนี้ต่างกันยังไงบ้างกับความคิดความปรุงไปตามกิเลสตัณหา ความคิดอันนี้เป็นความคิดของธรรม ท่านเรียกว่าความคิดเป็นมรรค ส่วนความคิดของกิเลสเป็นสมุทัยสร้างทุกข์ขึ้นมา ให้พากันฝึกหัดดัดแปลงตนบ้างนะ

จิตใจนี้ไม่เคยตายนะ อยู่ในหัวใจของทุกคนไม่เคยตาย สังขารร่างกายแตก เอ้าแตกออกไป จิตใจนี้ออกจากนี้แล้วไปก่อร่างใหม่ ไปเกิดภพใหม่ชาติใหม่ ภพใหม่ชาติใหม่เราได้รับรองตัวของเราขนาดไหน เราสร้างความดีหรือความชั่วเอาไว้ ถ้าสร้างความชั่วมันจะไปเป็นเปรตเป็นผีเป็นสัตว์นรกอเวจีโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าสร้างความดีไว้ความดีนั้นแหละจะพาใจดวงนี้ให้ไปเกิดในสถานที่นั่นที่นี่ สำหรับใจเองไม่เคยตายนะ ไม่มีป่าช้า เพราะงั้นเวลาบริสุทธิ์แล้วจึงนิพพานเที่ยง คือใจดวงนี้เป็นธรรมทั้งแท่งแล้วนิพพานเที่ยงขึ้นมาทันที

พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติบ้างนะ เราเป็นชาวพุทธน่าสลดสังเวช เวลานี้ดูที่ไหน ๆ เลอะเทอะไปหมด ดูประชาชนก็เลอะเทอะ ดูพระดูเณรก็เหมือนเปรตเหมือนผีมีแต่หัวโล้น ๆ โกนคิ้ว ไปที่ไหนสร้างแต่บาปแต่กรรมอย่างเปิดอย่างเผยไม่มีหิริโอตตัปปะประจำหัวโล้นโกนคิ้วทั้งเขาทั้งเราเป็นอย่างเดียวกัน มันน่าสลดสังเวช ถ้ามองไปทางโลกทางสงสารก็มีแต่ความดีดความดิ้นไปตามกิเลสตัณหาเสีย หาจุดที่หมายปลายทางพอจะเป็นที่หมายให้ปล่อยใจปลงใจลงได้บ้าง ได้แก่บุญแก่กุศลแก่ศีลแก่ธรรมมันไม่ค่อยมีและไม่มี อันนี้ที่น่าทุเรศสงสารมาก

จึงขอฝากธรรมนี้ไว้กับลูกกับหลานทั้งหลายให้นำไปปฏิบัติ อย่าพากันดีดกันดิ้นตื่นกันเป็นบ้ากันไปนักหนา มันจะไม่มีที่จอดแวะนะ จมกันไปหมดนะ ท่านทั้งหลายว่านรกไม่มีเหรอถึงพากันดีดกันดิ้น อย่างที่พวกนักโทษไปติดคุกนั้นเป็นยังไง เขายังดีกว่าเรานะนักโทษ เขาว่าเรือนจำมีนะ แต่เขาจะหลีกเลี่ยงเขาจะฉกลักขโมยปล้นจี้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ให้เจ้าหน้าที่เห็นแล้วเขาก็ไม่ติดคุก เขาทราบเหมือนกันว่าคุกมีตะรางมี แต่เขาจะหลีกเลี่ยงด้วยอุบายวิธีปัญญาของเขา ครั้นแล้วเป็นยังไงไปอยู่ที่ไหน เรือนจำเต็มไปด้วยนักโทษ อย่างเมื่อเช้าเขาก็มาหาเราให้สร้างเรือนของนักโทษให้อยู่ นักโทษเป็นพัน ๆ คน นี่เราก็ได้รับคำเรียบร้อยแล้วจะสร้างบ้านสร้างเรือนให้เขาอยู่

นี่เป็นยังไงนักโทษ เขาก็รู้อยู่ว่าเรือนจำมี มันทำไมถึงไปติดคุกติดตะรางก็ไปเสียกลอุบายให้กิเลสว่าเขาจะจับไม่ได้ เขาก็คนเราก็คนมันจะหนีหน้ากันไปไหน มันต้องจับกันได้วันหนึ่ง อันนี้เราจะว่านรกไม่มีได้เหรอ พระพุทธเจ้าองค์เอกโดยแท้เป็นผู้สอนไว้ เราจะเก่งกว่าศาสดาเหรอ พิจารณาสิ ถ้าเราไม่เก่งกว่าศาสดายอมรับแล้วให้พากันปฏิบัติดัดแปลงกายวาจาใจของตนให้ดีเป็นลำดับลำดาไป อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปตามกิเลสตัณหา มันจะพาจมด้วยกันนะ

เวลานี้การแสดงธรรมก็เห็นสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ หวังว่าท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟังอรรถธรรมที่หลวงตาแสดงไปแล้วนี้ก็จะนำไปประพฤติปฏิบัติให้มีความสง่างามภายในจิตใจบ้าง ใจสง่างามนี้ไม่เหมือนอะไรนะ สมบัติเงินทองข้าวของอะไร ๆ เข้ากันไม่ได้เลยกับใจดวงที่มีธรรมในใจแล้วพอไปหมด อิ่มไปหมด ปล่อยวางไปหมด จนกระทั่งได้ธรรมเต็มหัวใจแล้วปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ ครองแต่บรมสุขเต็มหัวใจ นี่แหละผู้ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพทธเจ้าเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งมรรคซึ่งผลอย่างนี้แล้ว จะว่าบาปบุญนรกสวรรค์ไม่มีได้ยังไง ผู้ปฏิบัติท่านปฏิบัติอยู่ ผู้รู้ท่านรู้อยู่ ผู้จมก็จมไปอย่างนี้

ให้พากันตั้งอกตั้งใจบ้างนะ อย่าพากันเพลิดเพลินจนเกินเนื้อเกินตัว การอยู่การกินการใช้การสอยทุกอย่างก็ขอให้อยู่ในความพอเหมาะพอดีความพอประมาณ อย่าเลยเถิด มันจะสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนความฉิบหายมาใส่ตัวของเราและเสียนิสัยทางด้านจิตใจและจมไปได้นะ

การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์แก่กำลังวังชา แก่เวล่ำเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญฯ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก