อำนาจแห่งความดีหนุน
วันที่ 6 สิงหาคม 2546 เวลา 8:20 น. ความยาว 32.48 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

อำนาจแห่งความดีหนุน

 

นี่จะมอบทองคำวันที่ ๒๖ วันที่ ๒๗ เดินทางกลับเลย วันที่ ๒๑ ไปกรุงเทพ กำหนดให้เรียบร้อยก่อนมอบทองคำ ทั้งหลอมทั้งอะไรๆ ทุกอย่างๆ กำหนดกันเรียบร้อยแล้ว วันที่ ๒๖ เป็นวันมอบทองคำ ต้อง ๕๐๐ กิโล เป็นก้าวแรกเลย จากนั้นก็คืบเรื่อย ดอลลาร์มันจะได้ประมาณสักเท่าไร (ตอนนี้แสนสามหมื่นได้ครับ) แสนสามหมื่น เราก็ไม่ค่อยหนักแน่นอะไรนักนะกับดอลลาร์ ไม่เหมือนทองคำที่ปักไว้เคลื่อนไม่ได้เลย ทองคำนี้ปักลึกเลย ดอลลาร์จะได้เท่าไรก็กะไว้อย่างนั้นแหละ แต่คงจะได้ประมาณสักแสนกว่า เดี๋ยวนี้ก็มีอยู่แสนกว่าแล้ว กว่าจะไปถึงวันงานวันที่ ๑๒ นี้ พร้อมทั้งงานเสร็จวันนั้นแล้วก็น่าจะได้เพิ่มขึ้น สำหรับดอลลาร์นะ

เราคิดว่าดอลลาร์ควรจะได้ประมาณ ๒ แสน เพราะงานมอบทองคำคราวที่แล้วกับคราวนี้ ไม่ใช่ธรรมดา เป็นคราวที่เร่งรัดๆ เพราะฉะนั้นเรื่องดอลลาร์จึงไม่ค่อยอะไรนัก คราวที่แล้วก็ได้ตั้ง ๔ แสนกว่า ที่ ๔๓๒,๐๐๐ นั้นก็เพราะเราต้องการให้ได้ครบตามกำหนดที่ว่า ให้ได้ดอลลาร์นั้น ๘ ล้าน มันขาดอยู่ ตอนที่เราไปกรุงเทพขาดอยู่ ๔๓๒,๐๐๐ เอาให้ได้เลย หมุนติ้วกันตรงนั้น รู้สึกว่าเข้มข้นดอลลาร์คราวที่แล้วมา แต่คราวต่อไปจะไม่ให้เข้มข้นอย่างนั้น ส่วนทองคำจะเร่งเข้มข้นไปเรื่อยแหละ

ทองคำเราแน่ใจว่า ๕๐๐ กิโล ดีไม่ดีอาจจะถึงเหมือนคราวที่แล้วก็ได้ คราวที่แล้วก็ปุบปับๆ บทเวลาเอาฟาดเสียตั้ง ๖๑๒ กิโลครึ่ง อันนี้ดูเหมือนจะเข้าข่ายแบบปุบปับๆ เหมือนกันนะ แต่จะปุบปับเฉพาะทองคำ ส่วนดอลลาร์คงไม่ปุบปับคราวนี้ เพราะยังเหลืออยู่เพียง ๒ ล้าน กะให้ได้ครบจำนวน ๑๐ ล้าน เวลานี้ยังขาดอยู่เพียง ๒ ล้าน

วันนี้เราจะไปภูวัว คือเป็นห่วงทุกด้านทุกทางทำไง เมื่อวานฟาดไปถึงคอนสวรรค์ ชัยภูมิ วานซืนไปทางห้วยผึ้ง กุฉินารายน์  วันนี้จะไปภูวัว เอารถไปสองคันรถตู้ เหมือนที่เคยปฏิบัติมา เราไปทีไรไปทีละสองคัน ของแน่นรถเลยเทียว ไปแบบเอื่อยๆ ไม่ให้ไปเร็วนัก เราสั่งเอง เดี๋ยวยางระเบิดนะ เราบอก คือไปไหนอันนั้นก็จะเอา อันนี้ก็จะเอา มันแปลกอยู่นะ แบบความโลภก็เหมือนกันนะ อันนั้นก็จะเอา อันนี้ก็จะเอา ทีนี้แบบธรรม อันนี้ก็จะเอา อันนั้นก็จะเอา เข้ากันได้ใช่ไหมล่ะ เข้ากันได้เลย จนกระทั่งคนในรถเขาบอก รถมันหนักแล้ว ไม่มีที่ใส่แล้ว เหอ ถ้างั้นไป ไปเห็นก็เอาอีกแหละ ข้างทาง ตามันจับแต่ข้างทาง เพิ่มไปเรื่อย จนกระทั่งหมดที่ซื้อ ตาไม่มอง มองอะไรมีแต่อยากได้ๆ ทั้งนั้น เอาไปถวายพระ

ก็คงจะเป็นเพราะอานิสงส์เหล่านี้บวกกันเข้าด้วยก็ได้ เพราะอะไรก็จะเอาๆ บทเวลาจะเอาทองคำ ดอลลาร์ กับลูกศิษย์ อันนี้ก็จะเอาๆ ตกลงก็ได้มาซี มันก็เป็นแบบเดียวกันแหละ จะขนเข้าคลังหลวงก็มีแต่จะเอาท่าเดียว ไปที่ไหนเหมือนกันเป็นสายไปเลยเทียว ยาวเหยียดไปเลย ทานเรื่อยไปอย่างนั้น หมดเป็นหมด เราไม่มีอะไร อำนาจแห่งความตระหนี่มันก็แบบเดียวกัน เอาจนกระทั่งโลกนี้ไม่มีที่บรรจุของความอยาก ทีนี้เวลาเข้าเป็นธรรมล้วนๆ  ธรรมในหัวใจเต็มล้วนๆ แล้วเป็นเมตตาธรรมอ่อนนิ่มไปหมด สัตว์แม้แต่อยู่ในครรภ์ไม่ให้แตะ ฟังซิน่ะ ให้เสมอภาคไปหมดเลย ทีนี้ความเมตตานี้ละทำให้กวาดออกๆ มีแต่กวาดออกๆ เรื่อย เป็นอยู่งั้นเป็นพื้นเพเลยจะทำไง

ไปเห็นสัตว์...หยอก สัตว์เหล่านี้มีแต่อันเดียวนะ เล่นกับสัตว์ หยอกกับสัตว์อะไรเหล่านี้ มีแต่อันเดียวเป็นพื้นอยู่ในนั้น บางทีก็จับหูมันหยิกเอาร้องจี้ก มันเจ็บก็ไม่รู้นะ เมตตาฟาดจนกระทั่งสัตว์ร้องจี้ก จับหูมันหยิกน่ะ มันร้องจี้กๆ เหอ มึงก็เจ็บเหรอ โถ อำนาจเมตตาธรรมนี้เราพูดตรงๆ ครอบโลกธาตุเลยนะ ไม่มีอะไรเลยในใจนี้ ไม่มี มีแต่เปิดโล่งเพื่อโลกทั้งนั้นๆ เลย ใครที่ควรจะไปได้ส่วนไหนให้ได้ไป เพราะอำนาจแห่งความดีนี้ทั้งนั้น ที่จะพาให้สัตว์โลกพ้นจากภัยไปโดยลำดับๆ  ส่วนกิเลสไม่มี มีแต่กดลงถ่ายเดียว มันเป็นข้าศึกกันอย่างนี้นะ ฝ่ายธรรมมีแต่ดึงขึ้นๆ ดึงขึ้นตลอดเลย ฝ่ายกิเลสนี้ดึงลงๆ มันต่างกันอย่างนี้

เวลามันมีพยาน เราไม่ได้เอาใครเราไม่เคยสนใจกับใครว่า ใครจะว่าเราเป็นยังไงๆ เราไม่เคยสนใจ เราเอาความจริงออกพูดเลย พูดไปเลย อย่างที่ว่านี่แหละมันเป็นอย่างนี้ แต่ก่อนมันไม่เป็นก็บอกไม่เป็น คิดดูซิอย่างพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ใครเคยคิดเมื่อไร นั่น เวลามันโดนเข้า มันเห็นแล้วจะทำไง จะพูดอย่างอื่นไม่ได้ ก็เห็นอย่างนี้แล้วจะให้พูดว่ายังไง ให้ผิดจากความจริงได้ไง พุทโธ ธัมโม สังโฆ ตั้งแต่รู้จักเดียงสาภาวะมาติดหัวใจจนกระทั่งวาระสุดท้ายขณะนั้น ขณะที่จะตัดสินกันนั่น พุทโธ ธัมโม สังโฆ ละเอียดสุด ก็เรียกว่าสุดยอดอยู่แล้วนะ แต่พอผางเข้าไปเท่านั้น พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นอันเดียวกัน จ้าขึ้นมาเลย

ทีนี้มันไม่พูดได้ยังไง หือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ก็มันเป็นแล้วนั่น ใครจะไปปฏิเสธได้ยังไง นี่ละถ้าลงมันได้รู้จังๆ ในจิตใจ มันไม่ได้สนใจกับจะเอาใครมาเป็นพยานนะ แม่นยำที่สุดอยู่ในหัวใจ พระพุทธเจ้าจึงได้ประทานว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เอง คือรู้เองแล้วไม่ต้องถามใครเลย พระพุทธเจ้าก็ไม่ถามใคร สาวกทุกองค์ไม่ถามพระพุทธเจ้านะ เพราะ สนฺทิฏฺฐิโก พระองค์เป็นผู้ประกาศเสียเองอย่างเด็ดขาดมาแล้ว พระองค์เด็ดขาดมาก่อนแล้วนี่ พระองค์รู้แล้วไม่ต้องถามใครเลย ทีนี้บรรดาสาวกทั้งหลายที่ปฏิบัติตามธรรมที่ทรงสอนแล้ว ก็ไปรู้อย่างที่สอนนั้น แล้วก็จะไปถามพระองค์อีกอะไร ก็อย่างนั้นแหละมันแน่

อย่างที่ว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เคยคิดเคยคาดเลยว่าจะมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้นะ จิตละเอียดเข้าไป ธรรมละเอียดเข้าไป พุทธ ธรรม สงฆ์ ก็ละเอียดตามกันๆ พอเข้าถึงจุดผึงเท่านั้นเป็นอันเดียวกันเลย หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง เป็นแล้วนั่น นี่ละใครจะว่าบ้าก็ว่าไปซี มันเป็นอย่างนั้นจะให้ว่าไง ทีนี้อำนาจแห่งความเมตตาสงสารก็เหมือนกัน อย่างที่พาพี่น้องทั้งหลายดำเนินอยู่นี้ ท่านทั้งหลายได้เห็นกิริยาท่าทางของหลวงตาอ่อนแอท้อแท้เหลวไหลมีไหม เห็นแต่คึกคักๆ ขึงขัง เพราะอำนาจอันนี้เองทำให้เข้มแข็งทุกอย่างเลย มันเป็นอยู่ในนั้นแหละ

ใครๆ ให้อุตส่าห์พยายามนะ ความดีมากน้อยนี้แหละจะเป็นเครื่องฉุดเรา ฉุดขึ้นทั้งนั้นเลยไม่มีคำว่าฉุดลง ความดีของเรา เช่นอย่างเราให้ทานมากน้อยนี้เป็นพลังหนุนกันๆ มีมากเข้าๆ ก็หนุนผึงเลย แต่ความชั่วนี้หมุนลงท่าเดียว เอาจนจมเลยเทียว นี่ฝ่ายกิเลส พาสัตว์ทำแต่ความชั่ว ดึงลงตลอดๆ ไม่มีจุดหมาย ถ้าเอากิเลสเป็นหลักเกณฑ์เป็นหลักใจแล้วไม่มีความหมายเลย เหลือแต่ลมหายใจฝอดๆ พอลมหายใจขาดแล้วก็ตูมเลย แน่ขนาดนั้น กิเลสมันก็แน่ไปทางต่ำ ธรรมะแน่ไปทางสูง มีมากมีน้อยได้เท่าไรผสมผเสกันเข้าๆ แล้วก็หนุนเข้าๆ ผึงเลย

พระพุทธเจ้าตั้งแต่เริ่มทำความปรารถนาเป็นศาสดา พยายามมาตลอดจนกระทั่งถึงที่แล้วก็ผึงเลย อำนาจของธรรมเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องธรรมกับกิเลสนี้เป็นข้าศึกกัน พอกิเลสเกิดขึ้นให้เอาธรรมเข้ามาเทียบกันเพื่อรบกัน ไม่งั้นจมไปกับมันนะ เสียท่าให้กิเลสแหละมากกว่าที่จะได้เป็นเรื่องของอรรถของธรรมขึ้นมา จึงต้องเน้นหนักๆ ไม่เช่นนั้นไม่ได้ โห ตายเกิด ๆ ในภพชาติหนึ่งๆ นี้เราวัดกันได้เมื่อไร กิเลสมันก็มาหลอกว่าตายแล้วสูญ ฟังซิ ตายแล้วสูญ สัตว์โลกตายแล้วสูญทั้งนั้นไม่ได้มาเกิดอีก แล้วเต็มโลกอยู่นี้คืออะไร แน่ะ ก็คือมันไม่สูญนั่นเองมันถึงมาเกิด นี่ธรรมพระพุทธเจ้าจับ ว่าเกิดภพนั้นชาตินี้ ตามร่องรอยของจิตดวงนี้มาตลอด จิตดวงนี้พาท่องเที่ยว

ไม่เคยตายจิตดวงนี้ ถึงไปตกนรกกี่กัปกี่กัลป์ ทุกข์มหันตทุกข์ ก็ยอมรับว่าทุกข์แต่ไม่ฉิบหาย คำว่าฉิบหายไม่มี เรื่องทุกข์ยอมรับว่าทุกข์ ทีนี้พอแก้อันนี้ลงไปโดยลำดับลำดาแล้ว อันไม่ตายนี้แก้ไปโดยลำดับ จนกระทั่งถึงธรรมแท่งเดียวว่างั้นเถอะ ทีนี้เป็นธรรมธาตุ สูญไหมล่ะเห็นอยู่อย่างนั้นจะว่าไง สูญไหมล่ะเห็นอยู่อย่างนั้น จิตดวงนี้เคยตายที่ไหน เคยฉิบหายที่ไหน สูญที่ไหนไม่มี มีแต่ตายเกิดๆ อยู่อย่างนั้น ภพน้อยภพใหญ่สูงต่ำตามอำนาจของกรรมดีชั่วที่สร้างมามากน้อย ไม่สูญหายไปไหนนะ กรรมดีกรรมชั่วมันจะฝังเข้าที่จิตตัวประธานผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่วนั้นแหละ มันอยู่ตรงนั้น กรรมชั่วเมื่อพอแล้วก็หมุนหัวใจลง กรรมดีเมื่อพอแล้วก็หนุนหัวใจขึ้น มีเท่านั้น จึงเป็นข้าศึกกัน

โลกนี้จึงมีทั้งโลกทั้งธรรม ถ้ามีแต่โลกอย่างเดียวสัตว์ไม่มีความหมายเลยตลอดไป เมื่อมีธรรมแล้วก็เรียกว่ามีความหมายมากน้อยๆ หดย่นเข้ามา ภพชาติที่เคยเกิดจะต่อไปกี่กัปกี่กัลป์จนนับไม่ได้นี้ อำนาจแห่งความดีนี้ตัดย่นเข้ามาๆ ดังที่ท่านแสดงไว้ว่า ผู้สำเร็จพระโสดา โสดาคือกระแสแห่งพระนิพพาน ที่ตายแล้วไม่ต้องมาเกิดแบกทุกข์อีกต่อไปได้เข้าถึงใจแล้ว โสตะ กระแสแห่งพระนิพพานพาดพิงถึงแล้ว นี่ละย่นเข้ามาถึงนี้แล้ว พอถึงนี้แล้วแน่นอนเลย พอสำเร็จเป็นพระโสดาแล้ว อย่างช้าที่สุดไม่เลย ๗ ชาติ แล้วก็บอกด้วยว่าใน ๗ ชาตินั้นจะไม่ตกไปอบายภูมิ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ทั้งสี่ประเภทนี้ปิดประตูเลย

บรรดาพระโสดาจะลงมาแต่มนุษย์และขึ้นสวรรค์ ลงมามนุษย์และขึ้นสวรรค์ ภายใน ๗ ชาติเป็นอย่างช้า ท่ามกลางก็คือ ๓ ชาติเป็นอย่างช้าอีกเหมือนกัน พอสุดท้ายก็เอกพีชี ชาติเดียว แยกได้สองอย่าง พอตายแล้วไปเกิดอีกชาติหนึ่ง กลับลงมาคราวหลังพ้น อันหนึ่งพอสำเร็จพระโสดานี้แล้วก็พิจารณา จนกระทั่งสำเร็จพระนิพพานในชาติเดียวกันนั้น ก็เป็นชาติเดียวเหมือนกัน คือชาตินี้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกแล้ว พอได้สำเร็จพระโสดาแก่กล้าเข้าไปแล้วก็บรรลุผึงเลย เช่นอย่างพระอานนท์ เป็นต้น

พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระอานนท์ตอนนั้นสำเร็จพระโสดา ถ้าเราจำไม่ผิดคิดว่าพระอานนท์นี้ได้สำเร็จพระโสดาจากพระปุณณมันตานีบุตร ท่านเทศน์สอน พระอานนท์ได้สำเร็จพระโสดาจากพระปุณณมันตานีบุตร ที่เป็นหลานชายของพระอัญญาโกณฑัญญะ ตอนนั้นท่านยังเป็นพระโสดาอยู่ เวลาท่านสำเร็จเป็นโสดาแล้ว พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ที่พระอานนท์ร้องห่มร้องไห้ เอ้อ อานนท์ไม่ต้องวิตกวิจารณ์อะไรละ วันทำสังคายนาละเป็นวันที่เธอจะบรรลุอรหัต ตัดภพตัดชาติในวันนั้น บอกไว้เลย สำเร็จพระโสดานี้ก็ไปถึงตอนทำสังคายนา อีก ๓ เดือนหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วก็ทำสังคายนา พระอานนท์จะสำเร็จตอนนั้นก็บอกไว้เลย นี่เรียกว่าชาติเดียว สำเร็จนี้แล้วก็สำเร็จพระอรหันต์ อีกอย่างหนึ่งจะไปเกิดอีกทีหนึ่ง กลับมาก็ไป มีอยู่สองแง่ นี่เรียกว่าแน่นอน

พระอัญญาโกณฑัญญะท่านอุทานออกมาอย่างผาดโผนเลย ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ อะไรก็ตามที่ท่านเคยยึดเคยเกาะมา พาท่านพังมามากต่อมากแล้ว พอมาเจอกระแสแห่งธรรม วิรชํ วีตมลํ  ธมฺมจกฺขํÿ อุทปาทิ พระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมที่ปราศจากมลทิน มีความสว่างไสว ธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแล้ว ท่านก็อุทานขึ้นมา สิ่งใดก็ตาม พูดแบบอุทานต้องพูดอย่างเด็ด ไม่ใช่พูดธรรมดา อย่างปริยัติท่านแสดงไว้ว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา นี่พูดกลางๆ ไว้สำหรับสาธารณชนทั่ว ๆ ไป เป็นธรรมกลางๆ  ท่านพูดนี้ก็เหมาะสมกับธรรมกลางๆ  สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา แต่พอพระอัญญาโกณฑัญญะได้ผางขึ้นที่หัวใจดวงรู้นี้แล้ว สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้นเลย ไม่ดับเฉพาะอันนี้ ความหมายก็ว่างั้น เหล่านั้นพังหมด ไม่พังเฉพาะอันนี้เท่านั้น นั่นยันขึ้นเลย

นี่ละถึงขั้นแน่นอน อำนาจแห่งการสร้างความดีถึงขั้นแน่นอนได้ การทำความชั่วนี้ไม่มี อันนี้ละมีรสชาติที่สุด คือกล่อมสัตว์ให้หลงตลอดมา คิดดูซิเกิดแก่เจ็บตายตั้งกัปตั้งกัลป์มาไม่มีใครเข็ดหลาบอิ่มพอในความเกิดตาย ซึ่งแบกหามด้วยกองทุกข์ของตนบ้างเลยไม่มี หลงไปเรื่อย ลืมไปเรื่อย ตกไปเรื่อยอย่างนั้น จนกระทั่งมีธรรมขึ้นมาบันดาลกันมาปะทะกัน ทีนี้ธรรมเครื่องตัดกระแสของความเกิดตายที่แบกหามกองทุกข์ไปด้วยนั้น กระแสของธรรมมาปะทะกันปึ๊งเท่านี้ เห็นโทษแห่งความเกิดตาย นั่น แห่งความทุกข์ความทรมาน เห็นโทษนี้คือธรรมมองเห็น จากนั้นก็ขยับ ๆ ๆ จนกระทั่งธรรมมีความแก่กล้าภายในจิตใจของผู้ปฏิบัติแล้วนั้น ทีนี้อยู่ที่ไหนมีแต่จะพ้น จิตใจนี้มีความมุ่งมั่นที่จะหลุดพ้น ๆ อยู่ตลอดเวลา

นี่อำนาจของธรรมที่มีกำลังกล้าแล้ว มีแต่จะออกท่าเดียว อยู่ไม่มี มีแต่จะออกท่าเดียว ๆ ออกเสียจนได้ว่างั้นเลย ถ้าลงความมุ่งมั่นถึงขนาดนั้นแล้วยังไงก็ไม่อยู่ จะออกท่าเดียว อย่างที่ท่านว่าผู้มีความเพียรกล้า นี่ละประเภทนี้ จิตประเภทนี้จิตประเภทที่จะออกท่าเดียว ท่าที่จะถอยไม่มี เป็นกับตายออกท่าเดียว นี่ก็พลังของธรรมเมื่อมีมากแล้วมีแต่จะออกท่าเดียว ทีนี้พลังของกิเลสมีเท่าไรมีแต่จะหมุนท่าเดียว อันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี ขึ้นชื่อว่าฟืนว่าไฟที่จะเผาไหม้ตัวเองแล้วดีกันเสียทั้งนั้น ๆ เรื่องของกิเลส ถ้าเรื่องของธรรมอะไรก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น มันจะดีขนาดไหนมันก็ดับ อันนี้ไม่ดับ ดีกว่านั้นความหมายว่าอย่างนั้น อย่างนั้นละ

ถ้ามีธรรมเป็นเครื่องเทียบกันแล้วปั๊บนี่ ได้สัดได้ส่วนเสมอกันเลยนะ พลังของธรรมกับพลังของกิเลสมีน้ำหนักเท่ากัน เวลากิเลสมีอำนาจมากนี้ดึงลงไม่เชื่อใครทั้งนั้นละ มีแต่จะไปท่าเดียว ไปตามทางของกิเลส แต่เวลาธรรมมีกำแพงกั้นกันปึ๋งเข้าไปแล้ว ต้านทานกัน สุดท้ายธรรมมีแต่จะออก ออกท่าเดียว ๆ คิดดูตั้งแต่ท่านเริ่มนะ เพราะท่านมีอุปนิสัยแก่กล้าแล้ว อย่างพระยสกุลบุตรท่านยังไม่ได้บำเพ็ญอะไรเลย ท่านอยู่กับสมบัติเงินทองข้าวของ พ่อแม่มีลูกชายคนเดียว กองสมบัติไปยืนอยู่คนละฟากมองหากันก็ไม่เห็น เพราะกองสมบัติมากพ่อแม่จะมอบให้หมด ไม่เอาเลย มีแต่ไม่เอา

นั่นเห็นไหม แต่ก่อนก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เกิด พอถึงกาลเวลาที่จะออกแล้วยังไงไม่อยู่ เหมือนกับผลไม้ที่มันแก่ของมันแล้ว มันจะติดต้นมาตั้งแต่เป็นดอกเป็นอะไรเป็นลูกเล็กมาก็ตาม แต่พอมันแก่เต็มที่ที่จะหล่นหลุดจากขั้วแล้ว ยังไงก็ไม่อยู่ตูมเลย อันนี้ก็เหมือนกันมันจะหลุดจากขั้วคือสมมุติ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วไม่อยู่  ใครจะเอาอะไรให้ไม่อยู่ หนีไปเลย ที่นี่วุ่นวายที่นี่ขัดข้องเรื่อยไปเลย ก็ไปหาพระพุทธเจ้าพระองค์ก็รับทันทีเลย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาที่นี่ ที่นี่ไม่ยุ่งเหยิงที่นี่ไม่ขัดข้อง สอนธรรมเดี๋ยวนั้น ออกผึงเลยเชียว นั่นเห็นไหม

นี่อุปนิสัยของท่านแก่กล้าแล้ว ยังไม่ได้ภาวนาอะไรเลยนะ หากเป็นความเห็นทุกข์เห็นภัยในตัวเองเพราะอำนาจแห่งความดีนี่แหละหนุนออก มีแต่จะให้ออกท่าเดียว นี่ละความดีถ้ามีมาก ๆ แล้ว หนุนไปเรื่อยเลย อยู่ในบ้านในเรือนแต่ก่อนก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ก็ธรรมดาอบอุ่นเย็นใจสบายใจ แต่พอถึงขั้นที่ธรรมเลิศเลอเข้าหนุนใจพอแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นไฟไปหมด เย็นตั้งแต่หัวใจที่จะออกจากทุกข์ ผึงออกไปเลย เราจึงว่ามีกำลังเท่ากัน ให้อบรม ทั้งสองอย่างนี้อยู่กับหัวใจของเราทุกคนที่จะแบกจะหามกัน ถ้าเป็นความชั่วก็จะแบกจะหาม เป็นความดีก็เป็นเครื่องหนุนเรา ยังไงก็อย่าถอยนะ เลิศเลอสุดยอดคือพุทธศาสนา เลิศเลอสุดยอดในโลกนี้มีพุทธศาสนา ที่จะฉุดลากสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์ได้โดยประการทั้งปวงไม่สงสัย ให้จับอันนี้ให้ดีนะ โลกนี้มีพุทธศาสนาไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ๆ ตรัสรู้แบบเดียวกันเป็นสายทางรื้อขนสัตว์ออกจากโลก ให้พ้นทุกข์อย่างเดียวกันหมดเลย มีพระพุทธเจ้า

เรื่องศาสนานอกนั้นเราก็เคยพูดแล้วไม่จำเป็น ให้ยึดเอาอันเป็นหลักนี้ก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าสอนยังไงให้เชื่อ เรื่องกิเลสนี้มันเลวที่สุดนะ เอาสัตว์โลกให้จม ๆ มามากต่อมากแล้ว คิดดูซิเราคนเดียวนี้มาพิจารณาดูภพชาติของเราที่มันมีร่องรอยมาเป็นอันนี้ เกิดภพนั้นเกิดชาตินั้น เกิดสูง ๆ ต่ำ ๆ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ประมวลเข้ามาคน ๆ หนึ่งนี้ เช่นอย่างเมืองไทยของเรานี้หาที่ว่างวางศพของคน ๆ เดียวก็ไม่มีที่วางมันแน่นหมด ถ้าตายแล้วไม่เปื่อยไม่เน่านะ ตายแล้วเก็บศพไว้ ๆ ไม่ว่าจะศพของสัตว์ประเภทใดไม่ทำลายละร่าง เอ้า ตายแล้วกองไว้ ๆ ในเมืองไทยของเราที่ว่ากว้างขวางนี้ไม่มีพอที่จะวางศพของเรา ของสัตว์แต่ละตัวเท่านั้นพอ มากขนาดนั้น

นี้เราไม่เห็นเราก็เหมือนว่าไม่มีซิ บทเวลามันรู้ ๆ ย้อนหลังมันเห็นหมดจะว่ายังไง โอ๊ย.มีแต่ร่องรอยของเรามา มาถึงที่นี่เป็นจุดสุดท้ายมายุติที่ตรงนี้ขาดสะบั้นตรงนี้ เรียกว่าจะไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว นั่น บุพเพนิวาสานุสสติญาณ จะไม่เป็นอย่างที่เป็นมาแล้วนี้อีกแล้ว มองดูสัตว์ทั้งหลายก็แบบเดียวกัน พระองค์จึงทบทวนหาเหตุหาผลที่พาให้สัตว์ทั้งหลายตายกองกันอยู่นี้เพราะอะไร จึงได้ลงไป ปฏิจจสมุปบาท ลงใน อริยสัจ ๔ จึงได้บรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมา ทีนี้ภพชาติขาดสะบั้นไปเลย สั่งสอนสัตว์โลกเรื่อยมาตั้งแต่วันนั้น

เราก็อยู่ในข่ายที่พระองค์ที่ควรจะรื้อขนไปได้ ถ้าเราไม่ตั้งใจจะดีดดิ้นหากิเลสและกองทุกข์เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเองไปโดยถ่ายเดียวตลอดไปเท่านั้น เราก็ควรจะได้มีสติสตังรู้เนื้อรู้ตัว ทุกข์ยากลำบาก เอ้า รบกัน ทุกข์เพราะการรบกับกิเลสทุกข์เพื่อความสุข ทุกข์เพราะกิเลสลากเข็นไปถลอกปอกเปิกนี้ทุกข์เพื่อมหันตทุกข์ เอ้า เทียบเอาซิ ทุกข์เพื่อสู้กับกิเลสเอาชัยชนะนี้ทุกข์เพื่อสุข ทุกข์เพื่อวิ่งตามกิเลสถลอกปอกเปิก นั่นเป็นยังไง เอ้า เทียบเข้าซิ วาดภาพพจน์ขึ้นมา เรายังจะทนอยู่เหรอทุกข์แบบนั้น เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วมันก็ฝืนกันละ เอากันเลยแหละ

นี่มันยิ่งจวนจะตายเท่าไรมันยิ่งเป็นห่วงมากนะจะว่ายังไง โอ้ ก็มันเห็นจ้าอยู่ในหัวใจจะมีสงสัยอะไร แล้วจะไปถามใครก็บอกแล้ว พระพุทธเจ้าถามใคร ก็ธรรมอันเดียวกัน จิตเป็นนักรู้อันเดียวกัน เมื่อถึงขั้นรู้แล้วก็เป็นอย่างเดียวกัน แล้วจะอะไรมาปิดกั้นไม่ให้รู้ได้ล่ะ ปิดไม่อยู่ว่างั้นเลย ธรรมนี้จึงเหนือโลกสอนโลกได้ ถ้าธรรมนี้ต่ำกว่าโลกจะไปสอนโลกหาอะไร ต้องเหนือซิ นี่ก็เมื่อวานบรรดาลูกศิษย์เขาก็มา มาจากสำนักใหญ่เสียด้วยนะ เขามาจากวงรัฐบาลนายกเสียด้วย มาก็ดีเราก็อนุโมทนากับท่าน ยินดีกับท่าน นายกท่านว่าเป็นห่วงเป็นใยหลวงตามาก เพราะท่านกำลังหมุนเต็มที่ ชุลมุนวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องทองคำ ดอลลาร์ที่จะเข้าสู่หัวใจของชาติ เป็นห่วงท่านมากว่างั้น

เอ้อๆ ดีแล้วถูก ว่าเป็นห่วง เอ้า ทางนี้ก็เป็นห่วงทางชาติไทยเรามาก เอาให้หมุนทางโน้นนะ ต่างคนต่างให้หมุนคนละทาง เอ้า ทางโน้นให้หมุนทางโน้น ทางนี้จะหมุนทางนี้เองเราก็ว่าอย่างนั้นนะ สั่งคำไป ทางโน้นส่งมา ทางนี้ก็ส่งไปทางโน้น ให้ต่างคนต่างหมุนนะ เท่านั้นแหละ จะไม่เป็นห่วงได้ยังไงเราก็เป็นห่วงท่าน ท่านแบกคนทั้งแผ่นดินนี่ เราไม่ได้แบกอะไรมากมายละ แบกแต่ถุงเงินถุงทองคำเท่านั้น เอ้า แบกละ ยังไงก็จะต้องให้ได้ทัน เอาให้ได้เลยเทียว ความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดของคนไทยทั้งชาติอุ้มชาติตัวเองขึ้นไม่ได้มีอย่างเหรอ ต้องได้ว่างั้นเลย

สรุป ทองคำเมื่อวานนี้ได้ ๒๔ บาท ๕๐ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๐๘ ดอลล์นะเมื่อวาน เอาเท่านั้นละไปละ

 

ชมการถ่ายทอดสดทุกวัน   ได้ที่

 www luangta com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก