ได้คนดีมาช่วย
วันที่ 7 สิงหาคม 2546 เวลา 8:20 น. ความยาว 44.28 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖

ได้คนดีมาช่วย

 

         เมื่อวานนี้วันที่ ๖ ทองคำได้ ๒๑ บาท ๑ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๐๑ ดอลล์ ทองคำที่ได้หลังจากมอบแล้วเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎานี้ได้ทองคำ ๓๙๕ กิโล ๓๕ บาท ๘๓ สตางค์ ยังขาดทองคำอยู่อีก ๑๐๔ กิโลครึ่ง จะครบจำนวน ๕๐๐ กิโล ส่วนดอลลาร์ได้เวลานี้ ๑๔๗,๒๙๖ ดอลล์ ที่ได้หลังจากมอบแล้ว ได้แสนกว่าแล้ว แสนสี่หมื่น กว่าจะถึงวันมอบก็คิดว่าคงไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ละ เพราะทองคำเรานี้อย่างน้อยก้าวแรกต้องเป็น ๕๐๐ กิโลเลย ขาดสตางค์หนึ่งไม่ได้ เด็ดขาดตรงนี้นะ พอก้าวแรกปั๊บ ๕๐๐ กิโล จากนั้นก็ขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับดอลลาร์นี้เรายังไม่ได้คิดเท่าไร แต่คิดว่าจะให้อยู่ หากไม่ได้ปักหนักหนาอะไรนัก คงไม่ได้มากละ คิดว่าให้ต่ำกว่าแสนไม่ต่ำละ นี่ดอลลาร์ได้ ๑๔๗,๒๙๖ ดอลล์นะ เวลานี้นะที่เรามีอยู่ คิดว่าคงไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ละ

         น่าจะเป็นอย่างน้อยนะ คือเวลามันเอา พลิกขึ้นมาแล้วเอาจริงนะ เวลานี้ยังไม่ปักก็โลเลๆ ไปก่อน พอปักปุ๊บนี้ขาดสะบั้นไปเลยเทียว นี้ยังไม่ปักดอลลาร์คราวนี้ แต่เรื่องทองคำปักเรียบร้อยแล้วว่าขาด ๕๐๐ กิโลหนึ่งสตางค์ไม่ได้เลย เรียกว่าเด็ดขาดเทียว ส่วนดอลลาร์ค่อยตามกันไป ได้เท่าไรก็แล้วแต่แหละ เราจะให้เห็นความเข้มข้นแห่งความรักชาติไทยเราในครั้งนี้นะ คือเด็ดกันทั้งชาติ ไม่ใช่จะมาเด็ดแต่หัวหน้าองค์เดียว หัวหน้าอยู่ในท่ามกลางคนทั้งชาติ เด็ดก็ต้องเด็ดไปหมดด้วยกัน มอบคราวนี้เพื่อจะแบ่งเบาข้างหน้า คือข้างหน้าวันกฐินและวันที่ ๓๑ ธันวา บอกไว้แล้ว เอาตรงนั้น บทเป็นบทตายกันตรงนั้น ให้ได้ทองคำ ๑๐ ตัน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหนักมือตั้งแต่บัดนี้เพื่อแบ่งเบาข้างหน้านู่น จึงเร่งให้หนักๆ เพื่อแบ่งเบาข้างหน้า ถ้าทางนี้ไม่หนักมันจะไปหนักข้างหน้า เราเผื่อเอาไว้อย่างนั้นแหละ

เอานะพี่น้องเราทุกคน คราวนี้เป็นคราวที่เราจะได้ประกาศชาติไทยของเรา คือความรักชาติ ความเสียสละ เพื่ออุ้มชาติของตัวเองที่จะล่มจมอยู่เมื่อไม่กี่วันกี่ปีมานี้ ให้ฟื้นขึ้นมาอย่างน้อยสู่สภาพความดีงามพอดูได้ทั้งเราทั้งนอก ประเทศนอกดูได้ มากกว่านั้นให้สง่างามทีเดียว.เราจึงต้องได้เน้นได้หนักเพื่อชาติของเรา เพราะโลกภายนอกเขาได้เห็นเราแล้ว ในระยะที่หน้าไม่มีสีเลือดเลย คนทั้งประเทศเมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ เลือดไม่มีในสีหน้า เรียกว่ายังเหลือแต่ลมหายใจ ทีนี้พวกเราทั้งหลายก็ต่างคนต่างรู้เนื้อรู้ตัว แล้วกลับฟื้นขึ้นมาอย่างเอาจริงเอาจัง จนกระทั่งถึงบัดนี้ก็ได้จำนวนตั้ง ๗ ตันกว่าแล้ว ดอลลาร์ก็ได้ ๘ ล้านแล้วที่อยู่ในคลังหลวง ทองคำอยู่ในคลังหลวงก็ ๗ ตันกว่าแล้ว

        ที่เราหมายมั่นปั้นมืออย่างเอาเป็นเอาตายคือว่า ทองคำจะต้องให้ได้ ๑๐ ตัน ในการช่วยชาติคราวนี้ และดอลลาร์เคียงข้างกันไป ๑๐ ล้าน มีทองคำอยู่ข้างหน้าเสมอ ให้ได้ ๑๐ ตัน ๆ ตลอด เมื่อเราได้เต็มตามจำนวนนี้แล้ว หลวงตาเองก็พอใจ เพราะเจ้าของเองเป็นผู้ออกประกาศเรื่องทองคำให้ได้จำนวนน้ำหนัก ๑๐ ตัน พอเหมาะสมกับพี่น้องชาวไทยเรา ซึ่งไม่ใช่ชาติแห่งเศรษฐี ชาติคนจน ยังอุตส่าห์พยายามบึกบึนได้ทองคำมาน้ำหนักตั้ง ๑๐ ตัน เราพอใจแล้ว จากนั้นไปแล้วเรายังคิดว่าทองคำจะไม่ขาดทีเดียวนะ

         สมมุติว่าได้ถึงน้ำหนัก ๑๐ ตันแล้วเราก็ยังเปิดบัญชีไว้ เพื่อที่มันยังมีบกพร่องดังที่เรียนพี่น้องทั้งหลายทราบว่ามันยังคี่อยู่ คือคี่นี้เราไม่พูดเลยเบื้องต้น จะพูดตั้งแต่สิ่งที่จำเป็นมากคือว่าทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ส่วนคี่ลงไปนั้นเรายังไม่พูด หากว่าเราได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันแล้ว ส่วนคี่นั้นมันก็จะค่อยไหลไปจากการเปิดบัญชีไว้ เราไม่ปิดบัญชีนะ ทองคำ ดอลลาร์ เงินสด ไม่ปิด เปิดไว้ เป็นแต่เพียงว่าเราไม่ไปเที่ยวรบกวนพี่น้องทั้งหลายเท่านั้นแหละ มีท่านผู้บริจาคไม่มากก็น้อยต้องไหลมาอยู่เรื่อยๆ ไหลซึมเข้ามา จำนวนสมบัติที่ไหลซึมเข้ามามีทองคำเป็นต้น นี้เราจะเก็บหลอมเมื่อพอสมควรที่จะมอบคลังหลวงแล้วเราจะมอบเป็นระยะ ๆ ไป

         เช่นเดียวกับเราที่เคยมอบมานี้ เป็นแต่เพียงว่าตามแต่เกิดแต่มีขึ้นมามากน้อย เราก็มอบตามนั้นเท่านั้นเอง ว่าให้เขาเข้าจุดที่ว่าให้เป็นคู่ เวลานี้ทองคำเรายังคี่อยู่ สมมุติว่าได้น้ำหนักทองคำ ๑๐ ตัน ก็ยังมีคี่อยู่ และแฝงอยู่ในใจ มันทำให้สะดุดใจ หรืออะไรแป้ว ๆ อยู่นั้นแหละ ไม่สนิท ถ้าได้นี้เข้าไปถึงคู่แล้วพอใจเลย นี่เราจึงเปิดบัญชีเอาไว้เพื่อทองคำจำนวนที่ยังคี่อยู่นี้ให้ค่อยไหลซึมเข้าไป ๆ มันก็จะหนุนกันเข้าไปเอง ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันเป็นของเล่นเมื่อไร หมื่นกิโลใช่ไหม (ครับ) เออ ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตันนี้เป็น หมื่นกิโล ของเล่นเมื่อไร คิดดูเพียงบาทเดียวก็ตั้ง ๗ พันบาทกว่าแล้ว นู่นราคาของมันไม่ใช่น้อย ๆ นี่ตั้ง ๑๐ ตัน แต่ยังไงจะต้องให้ได้ทีเดียว

         คราวนี้เป็นคราวเด็ดขาดของเราเพื่อพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ คราวแรกก็เด็ดขาดสำหรับเราฟัดกับกิเลส ความเด็ดขาดนี้เรียกว่าเด็ดกว่านี้อีกนะ คืออันนี้มันแกงหม้อใหญ่ ถึงเด็ดก็เด็ดแกงหม้อใหญ่ ส่วนเราโดยลำพังเราเองกับกิเลสแล้วเรียกว่า คนเดียวเลยซัดกันเลย จะเป็นจะเป็น จะตายจะตาย ถึงขั้นอย่าว่าแต่เพียงสลบไสล เอ้าตายก็ตายเลย ถึงขั้นว่าเด็ด แล้วผลแห่งความเด็ดขาดทั้งหลายนั้นมาสนองความต้องการได้อย่างภาคภูมิใจ จนกระทั่งไม่มีอะไรที่จะตำหนิแล้วในหัวใจของเรา ด้วยอำนาจแห่งการเอาจริงเอาจัง เด็ดขาด เฉียบขาด

         กิเลสเก่งให้อยู่บนเวที ธรรมะเก่งให้อยู่บนเวที ผู้ไม่เก่งให้ตก ความหมายว่างั้น ยังไงก็เอาเท่านั้นเอง แต่ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่สุดก็คือว่า กิเลสต้องพัง ให้ถอยไม่ถอยว่างั้นเลย นี่แหละความเด็ดขาดของเรา ในครั้งแรกเราเด็ดขาดเฉพาะเราคนเดียว อยู่ในป่าในเขา สนามรบก็ได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้ว มาเด็ดขาดอยู่ที่จุดนั้น จากนั้นมาแล้วก็แนะนำสั่งสอนเรื่อยๆ มา เรื่อยๆ มา ไม่ได้คิดว่าจะได้ออกช่วยชาติบ้านเมืองถึงขนาดหนักหนาอย่างนี้เลยนะ  แล้วครั้นอยู่ ๆ มันก็มากระเทือนจุดกลางหัวใจนี้จนได้ เพราะเราอยู่ในท่ามกลางแห่งประเทศไทย เมื่อกระเทือนเข้ามามันก็ต้องเข้ามาจุดนี้

         ด้วยเหตุนี้เองที่ได้ออก ออกช่วยพี่น้องทั้งหลาย จุดสำคัญก็คือว่าติดหนี้เขา นี้ แหม ฟังไม่ได้เลยนะ ประหนึ่งว่าสุดวิสัยเลยที่จะเล็ดลอดไปได้ คือเขาจะกำ เพราะหัวเราเท่าหัวหนู ๖๒ ล้านหัวคน แล้วอุ้งใหญ่ของเหยี่ยวใหญ่ที่เป็นเจ้าหนี้เรา กำเมื่อไรก็หมด นี่เขาเรียกว่าสงครามเศรษฐกิจ ไม่ใช่สงครามยิงกันด้วยปืนผาหน้าไม้ เรียกว่าจมไปอย่างเงียบ ๆ เมืองไทยเรา ไม่มีชื่อมีเสียงอะไรเลย จมไปเลย แล้วเราอยากฟังเหรอ เพียงได้ยินเท่านั้นมันก็จะสลบไสลไปแล้วนี่นะ เพราะฉะนั้นมันถึงได้พุ่งกันเลย นั่นละเบื้องต้นที่ได้ออกมา พุ่งออกมาก็ออกแบบเดียวกันกับที่เราปฏิบัติตัวของเรามา เป็นแต่เพียงแกงหม้อใหญ่ ถึงจะช้าก็เอาให้เต็มเหนี่ยว ๆ จะช้าจะเร็วก็แกงหม้อใหญ่ เอาให้เต็มเหนี่ยวว่างั้นเลย

         ทีนี้บึกบึนมาจนกระทั่งป่านนี้ เราก็พอได้ลืมตาอ้าปากได้แล้วเวลานี้.หนี้สินที่ติดพวก ไอ เอ็ม เอฟ เอ็มแอฟ อะไรเหล่านี้ก็ผ่านไปได้เรียบร้อย ซึ่งไม่คาดไม่ฝันเลยว่าจะไปได้ เพราะเพื่อนบ้านเขายังอยู่ในนี้เดี๋ยวนี้ เพื่อนบ้านทั้งหลาย เราออกไปได้แล้ว พิจารณาซิผิดคาดผิดหมายไหม จะไม่ให้ชมเชยยังไงความสามารถของผู้นำ ตั้งแต่ผู้นำพาให้ชาติล่มจมก็ยังช้ำอยู่ในหัวใจทุกคน เป็นแต่เพียงไม่พูดเฉย ๆ นะ ผู้นำจะเอาชาติให้ล่มจมทั้งประเทศนี่คือใคร คณะใด มันรู้อยู่ในหัวใจทุกคน เป็นแต่เพียงไม่พูดออกมาเท่านั้น

         ทีนี้เมื่อมีผู้มาฟื้นฟูให้ชาติได้พ้นภัยขึ้นมา เห็นได้อย่างชัดเจนนี้ ทำไมใครจะไม่รู้ แล้วทำไมเราจะพูดไม่ได้ เพราะเป็นจุดที่เราจะพูดได้เต็มปากทั่วหน้ากัน ทั้งประเทศไทย ๖๒ ล้านคน ว่าเราพ้นแล้วจากปากเหยี่ยวปากกาที่เราจะจมลงในทะเลหลวงนั้น จากหรือด้วยอำนาจของผู้นำท่านใด พิจารณาซิ นี่มันถึงใจด้วยกัน เมืองไทยจะจมก็เห็นทั้งประเทศ เรารู้กันทั้งประเทศ บอบช้ำกันทั้งประเทศ หายใจฝอดแฝด ๆ แล้วฟื้นขึ้นมาเพราะเหตุใด เพราะท่านผู้ใดเป็นหัวหน้า และผู้ใดพาทำชาติไทยของเราให้จม จนกระทั่งจะจมให้เห็นต่อหน้าต่อตานี่ผู้ใด ไม่ใช่ตาสีตาสาพาให้จม หัวหน้าเท่านั้นพาให้จม คณะหัวหน้าพาให้จม และหัวหน้า และคณะของหัวหน้าพาให้ฟื้นฟู เมื่อควรตำหนิต้องตำหนิ ควรเสียใจต้องเสียใจ ควรดีใจต้องดีใจ ควรชมต้องชมคนเรา

         นี่เราก็พร้อมหน้ากันเพราะวาสนาของชาติไทยเรา ที่จะจมแหล่มิจมแหล่ จวนอยู่แล้ว เหมือนกับว่าติดเครื่องจะจม แต่สุดท้ายติดเครื่องเชิดตัวขึ้นได้ นั่นมันเป็นอย่างงั้น จึงเป็นที่ภาคภูมิใจเรา เพื่อนบ้านเขาอยู่ใต้อุ้งเล็บของเหยี่ยวใหญ่นะเวลานี้ อย่างเราเล็ดลอดออกมานี่ พวกนี้ยังอยู่ใต้อุ้งเล็บนะ เขากำเมื่อไรก็เสร็จ ถึงเขาไม่กำก็หมอบอยู่ใต้อุ้งเล็บเขาอยู่แล้ว เอาอำนาจมาจากไหน เราไม่ได้อยู่ใต้อุ้งเล็บพ้นไปแล้ว ต่างกันอย่างไรบ้างล่ะพิจารณาซิ น่าชมจึงชม ชมทั้งประเทศไม่ผิด ตั้งแต่เราเสียใจทั้งประเทศเรายังเสียใจได้ แม้จะไม่พูดออกมาเราก็เสียใจอย่างบอบช้ำที่สุด ที่เมืองไทยของเราทั้งประเทศจะล่มจมลงในทะเลหลวง ทราบกันทั่วหน้า

         ทีนี้เมืองไทยเราฟื้นขึ้นมา จนกระทั่งตั้งเนื้อตั้งตัวได้ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส อย่างนี้ พ้นปากเหยี่ยวปากกาขึ้นมาแล้ว ทำไมเราจะพูดไม่ได้ ทำไมเราจะดีใจไม่ได้ รู้ไม่ได้ รู้ได้ด้วยกันทุกคน พูดหรือไม่พูดก็รู้ได้ นี้เราพูดได้เต็มปากด้วยกันทุกคน เราพ้นแล้วว่างั้น เพราะเหตุไรเราก็ทราบกันแล้ว โห เราไม่เคยคาดเคยคิดน่ะ ว่าจะพ้นได้อย่างง่ายดาย นี้ก็ท่านนายกเรามาเป็นนายกพึ่งสองปีกว่า เงินที่ติดหนี้เอาเมืองไทยเราเป็นประกัน จะจมแหล่มิจมแหล่นี้ ฟื้นขึ้นมาเพียงภายในสองปี ไม่ชมจะให้ว่าไง ไม่อนุโมทนาสาธุการด้วยจะให้ว่าไง คนดีเราหาแทบเป็นแทบตายหาได้ง่ายเมื่อไร หายากที่สุด ยิ่งมาหาในตัวของเรายิ่งเจอตั้งแต่คนไม่เป็นท่า ยิ่งลูกศิษย์หลวงตาบัวด้วยแล้วเต็มศาลาไม่เป็นท่าทั้งนั้น หาไม่ได้สักคนเดียวเลย มาหาหลวงตาบัวก็เป็นหัวหน้าเหลวแหลกใช้ไม่ได้ พาลูกศิษย์ลูกหาขี้เกียจขี้คร้านเหลวไหลโลเล สุดท้ายมาหาหัวหน้าก็ไม่ได้ หาลูกศิษย์ลูกหาก็ไม่ได้ นี่หาคนดีมันหาง่ายหรือหายาก พิจารณาซิ

นี้ได้คนดีมาอุ้มคนทั้งประเทศ เราจะไม่ยินดีอนุโมทนาสาธุการอย่างถึงใจได้อย่างไร ให้พี่น้องทั้งหลายจำไว้อย่างลึกๆ นะ ชาติไทยของเราจะจมใครฟื้นขึ้นมา จำให้ได้นะข้อนี้ จำให้ถึงใจทุกคน ธรรมดามันไม่มีหวังละ ขนาดนั้นนะ เราจนอ่อนใจ ทีแรกพอได้ข่าวว่าติดหนี้เท่านั้นๆ โถ เลย แต่เมื่อเมืองไทยเราคน ๖๒ ล้านคนยังไม่ยอมตายง่ายๆ มันขึ้นรับกัน จากนั้นก็ฟัดกันเลย จึงพอเหมาะพอดีทุกสิ่งทุกอย่าง ก็ได้คนดีมาช่วยอีก ผึงขึ้นมาเลยซี เห็นไหมล่ะ อันนี้เราก็พอใจ เราจะเอาจุดที่เราต้องการเวลานี้นะ ไม่ไปอยู่ในอุ้งเหยี่ยวอุ้งกาใครก็ตาม มันก็อยู่ในอุ้งเหยี่ยวอุ้งกาแห่งความจนของเรา คือยังไม่ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ยังจมอยู่ เข้าใจไหมอุ้งเหยี่ยวอุ้งกา คอยกำเราอยู่ตรงนี้นะ เข้าใจไหม เอาให้ลอดช่องนี้ให้ได้นะจำให้ดี ช่อง ๑๐ ตันลอดให้ได้นะ ช่องอื่นลอดมาได้แล้ว ช่อง ๑๐ ตันยังอยู่ในนี้เอาให้ได้นะ

นี่ละพี่น้องทั้งหลายเรานำออกมาพูดตามความจริง คือความรู้สึกของพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย คราวที่ผ่านๆ มานี้ไม่มีใครอยู่เย็นเป็นสุขได้เลย ภายในนี้เป็นไฟเผาอยู่ในหัวอกที่เมืองไทยจะจมๆ หน้าไหนอยู่ในเมืองไทยนี้หน้าจะไม่จม แม้ที่สุดหมาเลี้ยงอยู่ในบ้าน เป็ดไก่เลี้ยงอยู่ในบ้านก็มีเจ้าของ เจ้าของพาจมมันจะไปเป็นเทวบุตรเทวดาไปสวรรค์ชั้นพรหมได้ไง มันก็ต้องจมกับเจ้าของ ทีนี้พอเจ้าของฟื้นฟูได้สัตว์เหล่านี้ก็เป็นอิสระ มันก็ฟื้นฟูได้ด้วยกัน แล้วจะไม่ดีใจได้ยังไงก็เมื่อฟื้นฟูขึ้นมาได้ ด้วยกำลังแห่งความรักชาติ ความเสียสละ เอาจริงเอาจังของพี่น้องชาวไทยเรา เราจึงนำมาพูดได้อย่างเต็มปากด้วยภาษาของธรรม ไม่มีอุ๊บๆ อิ๊บๆ ร้อยสันพันคม ประจบประแจงเลียแข้งเลียขา ภาษาธรรมไม่มี ดีบอกว่าดี ชั่วบอกว่าชั่ว ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก ควรชมเชยๆ ควรตำหนิๆ

ในพุทธภาษิตก็ยังมีอยู่ อย่างสยามรัฐเขาออกทุกวันนี้เราก็ไม่เคยได้เห็นหนังสือสยามรัฐ นิคฺคณฺเห นิคฺคณฺหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคณฺหารหํ นี่เป็นพุทธภาษิตของพระพุทธเจ้านะ ที่เขาออกมาสยามรัฐ เราจะตำหนิบุคคลที่ควรตำหนิ ข่มขี่หรืออัปเปหิขับไล่บุคคลที่ควรตำหนิ ควรดุด่าว่ากล่าวควรขับไล่ แต่เราจะยกยอสรรเสริญเทิดทูนผู้ที่ควรยกยอสรรเสริญและเทิดทูน นี่สองบทนี้เป็นบทของพุทธศาสนาโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนั้นคนที่ควรตำหนิเราทำไมจะตำหนิไม่ได้ คนที่ควรชมเราทำไมจะชมไม่ได้ เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตแหวกแนวพระพุทธเจ้าไปไหน ให้พากันจำเอานะ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ละนะ อย่าให้พูดมากนัก เหนื่อย มีอะไรอีกล่ะ

โยม            ปัญหาอินเตอร์เน็ตครับ เขาบอกว่า เมื่อก่อนเคยได้ยินแต่หลวงตาเอ่ยถึงหมาในวัด ชื่อไอ้หยอง ไอ้ปุ๊กกี้ ไอ้หมี หนูและอีกหลายคนไม่รู้จักหมา ๆ เหล่านี้ค่ะ ตอนนี้มีถ่ายทอดสดเทศน์ของหลวงตาทางอินเตอร์เน็ตจึงมีโอกาสได้เห็นไอ้ปุ๊กกี้ และได้ฟังธรรมจากหลวงตาทุกๆ เช้า ยิ่งเห็นและควรเอาอย่างความเมตตาของหลวงตา ทำให้หนูพิจารณาตามว่า ยิ่งเราฝึกภาวนามากขึ้น ความเมตตาเหล่านี้จะมีเพิ่มขึ้นมาเอง และเป็นมาตามนิสัยดั้งเดิมใช่หรือไม่คะ ขอกราบเรียนถามหลวงตา ถึงความเมตตาที่มีมาทั้งประจำจิตใจนิสัยดั้งเดิมของคนเรา และเพิ่มขึ้นได้จากการภาวนาใช่หรือไม่คะ เพราะตัวเองมีความรู้สึกพอนั่งสมาธินานเข้า ๆ เห็นสัตว์อะไรก็เมตตาสงสารขึ้นกว่าเมื่อก่อน ถ้าอย่างนี้ก็ทำให้รู้สึกมีกำลังใจในการภาวนามากขึ้น ใจเราก็ดีขึ้น เมตตาต่อคนด้วยกันคือไม่โกรธง่ายเหมือนก่อน สัตว์พวกนั้นก็ได้รับเมตตาจากเราไปด้วย ขอกราบนมัสการมาด้วยความเคารพ (จาก เพื่อนไอ้หยอง ไอ้ปุ๊กกี้)

หลวงตา        ตอบเพื่อนไอ้หยอง ไอ้ปุ๊กกี้ ที่พูดมานั้นถูกแล้ว มีนิสัยพื้นเพของธรรมอยู่ภายในใจนั่นแหละ ธรรมจึงจะออกมาแสดงเป็นความเมตตากว้างขวาง เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันได้ ถ้าไม่มีพื้นเพอยู่นั้นมันไม่มีแหละ เรายอมรับว่ามีนิสัยมา ให้เจริญมากๆ ขึ้นนะ แต่ไอ้ปุ๊กกี้กับไอ้หยองเรานี้มันไม่ค่อยนอนเก่งเหมือนคนนะ ถึงมันนอนอยู่มีใครผ่านมามันเห่าว้อก เรานอนนี่มันนอนแบบครอกๆ ได้ยินแต่เสียงกรนดังครอกๆ แทนไอ้ปุ๊กกี้ไอ้หยองเห่านะ อย่าให้มันเป็นแบบนั้น เอ้า ว่าต่อไป

โยม            ข้อสองครับ ขอรบกวนกราบเรียนถามเรื่องการพิจารณากายค่ะ ลูกใช้ทั้งสัญญาความจำภาพอสุภะจากรูปถ่ายที่อื่น และความเข้าใจที่ออกมาจากจิตถึงความเป็นกาย มาพิจารณาร่างกายตัวเอง เหมือนที่หลวงตาสอนว่าพิจารณากายนอกกายใน ลูกเปิดดูภาพอสุภะในเว็บไซด์หลวงตา มีภาพอสุภะให้พิจารณาตาม ลูกก็ดูรูปอสุภะให้เป็นความจำภาพอสุภะนั้นติดตา และให้ติดจิต คือให้สลดในสุภะ ให้คลายจากความยึดในกาย จิตมันรู้สึกสลดเข้าทุกที และจากความจำภาพอสุภะที่ดูในรูปนั้น มันเริ่มเข้ามาในจิตใจเป็นความรู้สึกให้สลด ให้วางในกาย จากสัญญาความจำภาพนั้นเหมือนเป็นความเข้าใจในจิตด้วยอริยสัจและไตรลักษณ์ ตอนถึงอริยสัจในจิตมันแน่น ๆ อยู่กลางอกค่ะ สติลูกตอนนี้ตั้งไม่ให้เผลอจากอสุภะ พิจารณามากขึ้น ๆ บางทีไม่ได้ตั้งใจพิจารณา แต่เห็นคนทั่ว ๆ ไปมันก็แว็บ ๆ เป็นอสุภะ เนื้อ ไส้ ส่วนต่าง ๆ ภายในกาย จิตมันก็ยิ่งสลดเข้า สลดเข้า

         อย่างที่ลูกพิจารณาและปฏิบัตินี้ถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ เพราะมันเปลี่ยนจากความจำภาพอสุภะนั้นมาเป็นความเข้าใจในจิต  (จาก ศิษย์รักธรรม)

หลวงตา        เออ ถูกต้องแล้ว อย่างนี้ถูกต้องแล้ว เรายิ่งพิจารณามากเท่าไร ความละเอียดลออ ความคล่องแคล่วว่องไวของการรู้อสุภะอสุภังทุกอย่าง จะคล่องแคล่วไปโดยลำดับ การถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นสำคัญผิด ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของสวยของงามนั้นจะถอนเข้ามาเรื่อยๆ ถอนเข้ามาเรื่อยๆ คล่องแคล่วว่องไวเท่าไร อุปาทานก็ยิ่งเบาเข้าไปๆ นี่เป็นพักหนึ่ง เอ้ามีพักไหนถามอีก

โยม             กราบนมัสการหลวงตาที่เคารพอย่างสูง หนูมีศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะบริจาคทานด้วยเลือดเนื้อสังขารทุกอย่างที่ตัวเองมีเหลือ เพื่อใช้ต่อชีวิต ตลอดจนอุทิศเพื่อการศึกษาของนักศึกษาแพทย์ จึงได้ขออนุญาตคุณแม่ ท่านก็อนุโมทนาด้วย แต่ท่านบอกทำใจไม่ค่อยได้ ถ้าท่านไม่ต้องเซ็นอะไรท่านก็ไม่ว่าอะไร ก็รับรู้เฉยๆได้ ปัญหามีอยู่ดังนี้ค่ะ

         การบริจาคดวงตา รวมทั้งอวัยวะภายในต่าง ๆ กับสภากาชาดไทย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ซึ่งขั้นนี้เรียบร้อยแล้วค่ะ หนูได้รับใบผู้บริจาคมาพกติดตัวแล้ว แต่ว่าอวัยวะส่วนอื่นที่เหลือทั้งหมด คือ เนื้อเยื่อสมอง กระดูก ที่จะต้องดำเนินการจัดเก็บโดยศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพของโรงพยาบาลศิริราช ขั้นตอนนี้ เขาจะส่งเอกสารมาให้ผู้ต้องการบริจาคและญาติเป็นคนเซ็นรับรู้ด้วย มาถึงขั้นนี้คุณแม่ไม่ยอมเซ็นแล้วค่ะ บอกว่าทำใจไม่ได้

         คุณแม่เป็นลูกศิษย์ที่เคารพในธรรม และนับถือหลวงตาอย่างสูงมาสิบกว่าปีแล้ว คุณแม่ไปฟังธรรม และช่วยงานด้านจัดอาหารขึ้นถวายทุก ๆ เช้าไม่มีขาด ไม่ว่าหลวงตาจะโปรดเมตตาแนะนำว่าอย่างไร หนูก็จะยินดีปฏิบัติตามค่ะ เพราะหนูก็ระลึกถึงบุญคุณมหาศาลของคุณแม่ที่ให้ชีวิต เลือดเนื้อ และให้เราได้มาเกิดกับท่าน ได้เสียสละเลี้ยงดูเรามาตลอดเช่นกัน หนูถึงได้ไปกราบขออนุญาตท่านด้วยปากเปล่า ก่อนไปแสดงความจำนงอุทิศร่างตัวเองที่สภากาชาด หนูเพียงแต่อยากได้สร้างทานนี้เพื่อมอบบุญให้กับคุณแม่ ให้ท่านได้อนุโมทนาด้วย แต่ถ้าหากหลวงตาแนะนำว่า คุณแม่บอกอย่างไร ก็ให้เชื่อฟังตามนั้น เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ของลูก หนูก็จะทำตามอย่างไม่มีอะไรขัดข้องหมองใจใด ๆ เลยค่ะ ก็คงจะพิจารณาว่าชาตินี้เราคงมีบุญบริจาคได้เพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ขอกราบขอบพระคุณในเมตตาของหลวงตามาด้วยความเคารพอย่างสูง ณัชร

หลวงตา        หลวงตาขอบิณฑบาตกับคุณแม่ ส่วนอื่นๆ นั้นถวายเป็นทานให้หมด เนื้อเยื่อในสมองอะไรยกให้หมดเลย เป็นทานด้วยกันไปหมด หลวงตาขอบิณฑบาต

โยม             ผมมีปัญหาอยากเรียนถามหลวงตาเพิ่มเติมครับ เวลาที่มีความรู้เกิดขึ้นเช่น มีความรู้ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่ใจ เป็นต้น แต่หลังจากนั้นไม่นานจะมีความสงสัยในความรู้นั้นว่าถูกต้องหรือไม่ มักจะเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย จนรู้สึกว่าต้องต่อสู้กับความสงสัยตลอด ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมจะยึดเอาความรู้นั้นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และกำจัดความสงสัยเสียหรือควรจะพิจารณาความรู้นั้นให้กระจ่างแจ้งจนหายสงสัยครับ

หลวงตา        ถูกต้องแล้วนะ ความสงสัยเหล่านั้นมันคือกิเลส มันเป็นตัวภัย มันเป็นข้าศึกมาทำความรู้สึกอันถูกต้องของเราให้ล้มเหลวไปได้ ให้เอนเอียงไปได้ ให้ยึดเอาความรู้สึกอันนี้ที่เราพิจารณานี้เป็นหลักเป็นเกณฑ์แล้วตัดความสงสัยนั้นออก เท่านั้นแหละ เอ้า ว่าไป

โยม             ข้อต่อไปครับ เรื่องนี้ผ่านมาหลายวันแล้วครับ ผมได้นอนไกวเปลหลานและเปิดเพลงฟังไปด้วย มีความคิดว่าเพลงที่ฟังอยู่เป็นกิเลส หลังจากนั้นไม่นานจิตเป็นสมาธิและคิดว่าเสียงเพลงเป็นกิเลสวิ่งเป็นสายเข้าไปหาจิต พอไปถึงก็ไม่อยากฟังเพลงที่ฟังอยู่ การไม่อยากฟังเพลงเป็นกิเลสหรือเปล่าครับ

หลวงตา        ที่ไม่อยากฟังเพลงที่สกปรกนั้นไม่เป็นกิเลส ถ้าอยากฟังเพลง เช่น คุณเพลิน พรหมแดน ร้องเพลงของท่านอาจารย์มั่นนั้น อันนั้นถูกต้องให้ฟังมาก ๆ เข้าใจไหม

โยม            ต่อไปนะครับ อีกข้อหนึ่งบอกว่า ตอนนี้ผมเลิกหาอ่านหนังสือธรรมะเกือบหมด จะอ่านเฉพาะที่อยากอ่านจริง ๆ เพราะยิ่งอ่านยิ่งสับสนในสิ่งที่ผมกำลังปฏิบัติอยู่ว่าถูกต้องหรือไม่ ตอนนี้เลยเน้นนั่งสมาธิให้จิตสงบอย่างเดียว เลิกคิดเรื่องนิพพาน บุญกรรม ไม่ทราบว่าทำถูกต้องหรือเปล่าครับ ขอกราบขอบพระคุณหลวงตาอย่างสูง

หลวงตา        เออ เอาละ ถูกต้อง ตอนนั้นไม่ต้องไปคิดถึงมรรค ผล นิพพาน บุญ กรรม ให้ระลึกอยู่กับคำบริกรรมหรือคำภาวนานี้โดยเฉพาะ มันจะกระเทือนถึงกันเองกับมรรคผลนิพพานเข้าใจไหม เออ เอ้า ว่าไป

โยม            จบแล้วครับ เขากราบขอบพระคุณมาครับ

โยม            หลวงตาเจ้าค่ะ ขอกราบถวายทองคำ ในวันที่ ๑๒ ล่วงหน้าเจ้าค่ะ

หลวงตา        เท่าไรนี่

โยม            ครึ่งกิโลเจ้าค่ะ

หลวงตา        เออ พอใจ ๆ ตื่นนอนมาหาแต่ทองคำมาเจอแล้ววันนี้ พอใจแล้วนี่ครึ่งกิโลของเล่นเมื่อไรวะ เออ เอ้า มีอะไรอีก

โยม            อินโดนีเซียถวาย ๒๐,๑๕๐ ดอลล์กับหนึ่งพันบาท

หลวงตา        เราอยากจะให้พี่น้องชาวอินโดนีเซียยกมาทั้งประเทศ พอใจๆ

โยม            เขาขอหลวงตาอายุยืนๆ

หลวงตา        เราจะอยู่สุดขีดของเราละนะ ให้วางใจสบายใจได้เลย เราจะฟิตจนถึงสุดขีดเลย ต่อไปนี้จะให้พร

 

ชมการถ่ายทอดสดทุกวัน   ได้ที่

www luangta com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก