เทศน์ตามทางเดินของธรรม
วันที่ 11 กรกฎาคม. 2545
สถานที่ : สวนแสงธรรม

เทศน์ตามทางเดินของธรรม

เมื่อวานนี้ตอนบ่ายสี่โมงไปเทศน์ที่โรงเรียนขนส่งทหารบก เขาออกวิทยุถ่ายทอดไปหมด เมื่อวานเราเทศน์ให้ชั่วโมงกับเก้านาที ต่อจากนั้นก็ออกเป็นเทปไปสถานีอุดรฯ ถึง ๑๒ สถานี เป็นความสมัครใจของเขาเอง ตั้งแต่หนึ่งสถานีไปถึง ๑๒ สถานี เราไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นเรื่องของเขา เขามาติดต่อขอจากวัดไป ออกทางวิทยุ ๑๒ สถานี เป็นอัธยาศัยของทางสถานีเองพอใจ จากนั้นทางกรุงเทพฯดูเหมือน ๔ สถานี อุดรฯ ๑๒ สถานี กรุงเทพฯ ๔ สถานี เฉพาะวิทยุนะ จากนั้นก็ออกอินเตอร์เน็ตเป็นประจำวันตลอด เราไปเทศน์ที่ไหนเขาจะส่งไปตามสถานีที่นั่นที่นี่ อินเตอร์เน็ตก็ออกประจำเหมือนกัน

เรามาจากนู้นตอนค่ำ พวกสภาหนูไปแบกอีกเมื่อคืนนี้นะ เราพูดเรื่อง สงฺกิลิฏเฐ เล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง เรื่องเทศนาว่าการเทศน์จนตรอกจนมุมก็คือเทศน์กัณฑ์ สงฺกิลิฏเฐ เลยไม่ลืม คือมันปักลึกมากจนแค้นในหัวอกกลืนอะไรไม่ลง ขนมนางเล็ดแผ่นเดียวไม่ถึงครึ่ง มันกลืนไม่ลง คิดหาแต่คำเทศน์ ก็บวชได้พรรษาเดียว ยกให้เป็นหัวหน้าไปสวดมนต์ เสร็จแล้วนิมนต์ให้เทศน์ เทศน์ยังไงคนบวชได้พรรษาเดียวมันจะได้อะไรมาเทศน์ เรียกว่าในชีวิตของพระเรานี้เราจนตรอกนั้นหนึ่ง นอกนั้นไม่เห็นมีอะไรนะ มีคราวนั้น พูดแบบตลกไปในตัว ผ่านไปบ้านนั้น เขาเรียกบ้านหนองแวง บ้านสงฺกิลิฏเฐ ผ่านไปเห็นเป็ดเห็นไก่หมูหมาผ่านถนนหนทาง สูอย่ามาผ่านนะกูยังโมโหไม่หยุดนะ เดี๋ยวสูตายนะ เหยียบแหลกสูนะ มันถึงใจว่ะ มันอัดอั้นตันใจ คนไม่เคย ก็ไม่เคยคาดเคยคิดก็ว่าจะไปโดนเทศน์อย่างนั้น

เราบวชวันที่ ๑๒ พฤษภาฯ ๒๔๗๗ พอบวชแล้วก็เรียนสวดมนต์เจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน เรียบร้อยแล้วก็เรียนปาฏิโมกข์ จบปาฏิโมกข์ในพรรษาได้สวดปาฏิโมกข์ในพรรษา สวดมนต์เจ็ดตำนานสิบสองตำนานจบ ยังเรียนปาฏิโมกข์อีกจบ เรายังไม่ออกพรรษาเลยเดือนกันยาฯ สวดปาฏิโมกข์ได้แล้ว มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเทศนาว่าการ พอออกพรรษาก็ถูกเขานิมนต์ไปเป็นหัวหน้าเสียได้ จึงโดนเอาอย่างจัง สงฺกิลิฏเฐ ตั้งแต่นั้นมาเลยไม่ลืม มาถึงวัดมาค้นหนังสือท่านเจ้าคุณอุบาลี กัณฑ์เทศน์กัณฑ์ไหนท่านเจ้าคุณอุบาลีท่านเทศน์เอาไว้ ถอดจากกัณฑ์นั้นมาท่องได้คล่องยิ่งกว่าท่องปาฏิโมกข์ ไปที่ไหนไปเถอะเราได้กัณฑ์นี้แล้ว เราไม่ยอมตาย พอท่องกัณฑ์นั้นจบเรียบร้อยแล้วมันคล่องเหมือนปาฏิโมกข์ นกขุนทอง

จนกระทั่งพรรษาสองเราออกจากนั้นแล้วจากอุดรฯเลยไม่ได้เทศน์ จนกระทั่งป่านนี้ มีแต่เทศน์ใหม่ไปเรื่อย กัณฑ์นั้นจำไม่ได้นะ ขึ้นคาถาอะไรไม่รู้น่ะ นี่ที่ว่าเราทุกข์มากจนไม่ลืม ในชีวิตของพระที่เป็นหัวหน้าแล้วไปเทศน์ มีเท่านั้นล่ะ นอกจากนั้นก็ไม่มี เรื่องเทศน์น่ะมี แต่เราก็เรียนไปบ้างแล้วก็เทศน์ตามปริยัติไปก็ได้ มีหนเดียว จากนั้นมาจนกระทั่งถึงวันนี้ ความรู้สึกมันต่างกัน ความรู้สึกอยู่ในระยะนั้นกับระยะนี้ต่างกัน หัวใจดวงเดียวนั้นแหละ เวลามันตีบตันอั้นตู้มันตีบตันจริง ๆ นะ หาทางออกไม่ได้เลย คับแค้นในหัวอกจนอกจะแตก มันก็คับแค้นในหัวอกเจ้าของ ไม่มีโวหารอะไรเทศน์ให้เขาฟัง

หลังจากนั้นเราจึงออกปฏิบัติ ในเวลาเรียนเราก็ได้เทศน์ แต่เราเรียนปริยัติไปแล้วมันเอาตัวรอดไปได้ทั้งนั้น จากนั้นก็เข้าภาคปฏิบัติยิ่งไม่สนใจ อยู่ในป่าในเขา ๆ ตลอดมา หากมีบ้างก็เล็กน้อย ยิ่งได้เทศน์สงเคราะห์เข้าไปธรรมดาเสียไม่เห็นมีอะไรเหมือนครั้งสงฺกิลิฏเฐ อันนั้นพิลึกจริง ๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ ทุกวันนี้มันก็เป็นโลกใหม่ขึ้นมาในหัวใจดวงเดียวแล้ว เทศน์ไม่ได้คิดอย่างนั้น มีแต่ความเมตตาสงสาร มันไม่ได้ไปแบบนั้นมันไปแบบเมตตาสงสารไปเลย มันต่างกัน จิตใจไม่ได้คิดถึงเรื่องว่าเทศน์ได้หรือไม่ได้ ไม่ได้คิด มีแต่ความเมตตาสงสารตลอดไปเลย เปลี่ยน มันเป็นของมันเอง ไปที่ไหนมองดูที่ไหนมันบอกในตัวเสร็จ มองดูมันบอกในตัวของมัน

นี่ล่ะธรรมของพระพุทธเจ้าใครรู้เมื่อไร ผู้ที่รู้นั้นสงสัยที่ไหน หาใครมาเป็นพยานในความรู้ที่เป็น คนที่เขาไม่รู้ก็เรื่องของเขา ผู้ที่รู้มันก็รู้ของเราไป ธรรมะพระพุทธเจ้าถ้าเข้าสู่จิตใจแล้วอาจหาญชาญชัยต่อความจริงที่รู้ที่เห็นไม่มีสะทกสะท้านเพราะจับอยู่กับมือ ถ้าเป็นมีดก็จี้เลย ธรรมะที่อยู่กับใจออกผึง ๆ จึงพูดให้ฟังว่าธรรมะความจำกับความจริงผิดกันมากนะ ความจำเราจำมาได้มากน้อยเราไม่ได้แน่ใจ จดจารึกว่ายังไงก็ไปท่อง จากนั้นก็ไปพูดตามนั้น ทั้งเจ้าของก็ไม่แน่ใจ ไม่มีอะไรเป็นหลักใจจากการจกจำมา มันต่างกันนะ ทางภาคปฏิบัติไม่เป็นอย่างนั้น พอไปเจออะไรเขาแม่นยำ ๆ แม่นยำเรื่อยเลยไม่ว่าธรรมะขั้นใดปรากฏขึ้นมาในใจ ประจักษ์ ๆ ไม่ต้องคิดหาว่าจะถามใครหรือเอาใครมาเป็นพยานไม่มี มันสมบูรณ์อยู่ในขั้นนั้น เป็นอย่างนั้นตลอดไป

นี่เรียกว่าภาคความจริงที่รู้จริง ๆ เห็นจริง ๆ จากภาคปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านสอนให้เราดำเนินตามนั้นก็ประจักษ์กับใจ ทีนี้ก็กลายเป็นสมบัติของตัวเองขึ้นมา ส่วนที่รู้ขึ้นภายในใจนี้มันเป็นสมบัติของเราโดยลำดับลำดา ส่วนที่จำมานั้นไม่ได้เป็นสมบัติ เป็นก็เป็นแต่สัญญาความจำ ความจำก็หลุดลอยไปได้แต่ความจริงไม่มีหลุดลอย เจอปั๊บไม่มีหลุดลอยไม่ต้องได้ท่องบท จริงไปตลอดเลย เพิ่มขึ้นเท่าไร ๆ จริงไปเท่าไร ๆ จริงทะลุพุ่งเลย ไม่ต้องไปถามใคร มันต่างกันนะ นี่แหละศาสนาเราเปิดท้าท้ายอยู่ด้วยมรรคผลนิพพานต่อบรรดาสัตว์ซึ่งมีความสนใจตั้งใจปฏิบัติจะเปิดอรรถเปิดธรรมขึ้นมาจากภาคปฏิบัติของตัวเองนั่นแหละไม่ออกจากที่ไหน ไม่ต้องไปถามดินฟ้าอากาศกาลนั้นสถานที่นั่น เวล่ำเวลานี้ไม่จำเป็น ธรรมกับกิเลสอยู่ที่ใจ เปิดเข้าไปที่ใจมันก็เจอทั้งธรรมทั้งกิเลสจะพูดได้ทั้งสองเลย

ธรรมพระพุทธเจ้าศาสนาของพระพุทธเจ้า ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติอยู่เมื่อไร ดังที่รับสั่งกับพระอานนท์ เมื่อยังมีผู้ปฏิบัติตามหลักศาสนธรรมที่เราแสดงไว้นี้อยู่แล้ว พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์ คือพระอรหันต์ออกจากการปฏิบัติถ้ายังมีผู้ปฏิบัติตามศาสนธรรมที่เราสอนไว้ถูกต้องแล้วนี้ พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์ นี่สอนพระอานนท์ เว้นแต่ที่ไม่ปฏิบัติ ถึงเกาะชายจีวรพระพุทธเจ้าอยู่ก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่ปฏิบัติ ก็เหมือนอย่างเหามันเกาะหัวเราอยู่ เราปฏิบัติธรรมมันไม่สนใจ ไปมรรคผลนิพพานมันก็ไม่ไป มันไม่หนีจากหัวเรา ถ้าไม่ปฏิบัติมันก็เหมือนเหาเกาะหัวเรามันไม่ได้ประโยชน์อะไร ผู้ไม่ปฏิบัติเกาะชายจีวรก็ไม่เกิดประโยชน์

ผู้ปฏิบัตินั้นอยู่ไหนอยู่ใกล้อยู่ไกล ก็ขึ้นกับคำว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน โหติ ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมผู้นั้นแลชื่อว่าบูชาตถาคต โย ธัมมัง ปัสสติ โสมัง ปัสสติ นามะ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต เห็นธรรมมากน้อยเรียกว่าเริ่มเห็นตถาคตไปมากน้อย เห็นธรรมเต็มตัวเห็นตถาคตเต็มองค์ อยู่กับธรรมแล้วธรรมเป็นเครื่องเปิดจ้าหมด บรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นไม่สงสัยเลย จ้าตรงนี้แล้วกระจายถึงกัน ไม่ทูลถามพระพุทธเจ้าองค์ใดว่ามีกี่องค์ไม่ถาม ถึงนี่แล้วเปิดจ้ารู้ทั่วกันหมด เปิดจ้าในใจดวงนี้ เป็นอย่างนั้นความจริง คือรู้จริง ๆ จากภาคปฏิบัติไม่สงสัย และเป็นสมบัติของตัวโดยลำดับลำดา รับรองยืนยันตัวเองได้เรื่องมรรคเรื่องผลเพราะมันอยู่กับใจนั้นแล้ว นี่ไม่ปฏิบัติน่ะสิ

เวลานี้ศาสนาเราไปอยู่ปริยัติไปเสียหมด มีแต่เรียนคัมภีร์ใบลานตามตู้ตามหีบ พระไตรปิฎกนั้นพระไตรปิฎกนี้ เอามาอวดกัน อวดแต่น้ำลายซึ่งจำมาจากการศึกษาเล่าเรียน แต่มรรคแต่ผลไม่ได้อวดเพราะไม่ได้ปฏิบัติ ถามถึงเรื่องปริยัติเหมือนนกขุนทอง ถามถึงเรื่องปฏิบัติติด ไปไม่ได้เลย ต่างกันนะ ถ้าหากว่าศาสนาของเรามีภาคปฏิบัติด้วยแล้ว ความสงบร่มเย็นของชาติไทย จะสงบร่มเย็นพอสมควร อันนี้ไม่แปลกอะไรกับเขาที่ไม่ถือพุทธศาสนา อันนี้เลวกว่าเขา เพราะดีดดิ้น ถ้าเป็นปฏิบัติตามธรรมแล้วจะไม่ดีดไม่ดิ้น มันจะรู้จักประมาณของเขาของเราไปโดยลำดับ รู้จักฐานะสูงต่ำของตัวเองและของผู้อื่น ปฏิบัติตนด้วยความเหมาะสม นี่คือธรรม

ธรรมย่อมรู้จักการละเทศะ เวล่ำเวลา สถานที่ต่าง ๆ จนกระทั่งถึงฐานะของตนของใครก็ตามมันก็รู้เอง นี่ธรรมะถ้ามีเป็นอย่างนั้นไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อทะยาน รู้จักความพอดี สงวนรักษาสิ่งที่มีอยู่ของตนไม่ให้เรี่ยลาดสาดกระจายและไม่ฟุ้งเฟ้อดีดดิ้นซึ่งไม่จำเป็นเข้ามาก่อกวนทำลายให้ได้รับความทุกข์และสิ้นเปลืองตาม ๆ ไป ศาสนาวางไว้พอดิบพอดี อันนี้มันเลยเถิดของศาสนา ถึงมองดูแล้วมันก็มองไม่เห็นว่าชาวพุทธ มันเห็นแต่ลิงข่างบ่างชะนีมนุษย์เรา กิริยาท่าทางแสดงออกของมนุษย์เราที่ไม่มีธรรมมันก็ไม่ผิดอะไรกับลิงตัวหนึ่ง ถ้ามีธรรมปั๊บมันก็เป็นสภาพของคน น่าดูน่าชม ทุกอย่างการแสดงออก น่าดูถ้ามีธรรมในใจ

ดังที่เคยพูดแล้วการอยู่การกินการใช้การสอยมีธรรมเป็นขอบเขตแล้วจะพอเหมาะพอดีด้วยกัน ไม่ต้องหรูหราฟู่ฟ่าติดหนี้ติดสินพะรุงพะรัง ซึ่งเป็นเหมือนกับตาข่าย ฟังสิธรรมพระพุทธเจ้าว่าผิดไหมล่ะ พวกเราทั้งหลายความทุกข์ความวุ่นวายสับสนปนเปไปด้วยความติดหนี้ติดสินพะรุงพะรัง ติดกันทั่วโลกดินแดนเป็นตาข่ายครอบไปหมดแล้วก่อทุกข์ขึ้นมาใส่ตัวแต่ละคน ๆ มากขนาดไหน นี่เพราะความดีดความดิ้น ไม่อยู่ในความพอเหมาะพอดีตามฐานะของตน เห็นเขามีอยากมี เห็นเขาได้อยากได้ ดีดดิ้นไป เมื่อไม่สมหวังก็จม นี่ล้วนแล้วไม่มีขอบเขตตามศาสนาที่สอนไว้

ถ้าปฏิบัติตามศาสนาการยุ่งเหยิงวุ่นวายถึงขนาดติดหนี้ติดสินระโยงระยาง มีเฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ ซึ่งควรจะติดหนี้มันอาจเป็นได้นะ แต่นี่จำเป็นไม่จำเป็น ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความดีดความดิ้นมันบังคับให้จำเป็นไปหมด ความทุกข์มันก็บีบเข้า จึงหาความสุขไม่ได้นะ ศาสนาไม่ใช่ของเล็กน้อยนะ เป็นของใหญ่โตมาก เอาตัวของเราวัดกับธรรม ถ้าเราอยากเป็นคนมีแบบมีฉบับให้เอาธรรมมาวัดตัวของเรา กิริยาท่าทางการแสดงออก เราแสดงออกยังไงบ้าง วันหนึ่ง ๆ เราแสดงทางดีหรือทางชั่วประการใดบ้าง ทดสอบตัวเอง

เมื่อมีการทดสอบวันหลังก็ได้พินิจพิจารณาจะพยายามแก้ไขปัดเป่าสิ่งไม่ดีทั้งหลายออก และพยายามส่งเสริมให้เป็นความดีต่อตนเอง คนนั้นก็ค่อยกลายเป็นคนดีไป เป็นคนรู้จักประมาณ งามหูงามตางามใจตัวเองก็งามไม่เดือดร้อนวุ่นวาย นี่ล่ะธรรมะใช่เรื่องเล็กน้อยเมื่อไร เวลานี้มันมีที่ไหนธรรมะ ไปที่ไหนมันมีตั้งแต่เป็นหินทับหญ้าไว้หมด หญ้างอกไม่ได้มีแต่หินทับ หญ้าได้แก่อรรถแก่ธรรมที่จะงอกเงยขึ้นภายในใจไม่ได้ หินคือกิเลสประเภทต่าง ๆ หนักขนาดไหนมันทับเอา ๆ เป็นหินทับหญ้า คือกิเลสทับธรรม ธรรมไม่มี พูดแล้วน่าสลดสังเวชนะ

กิเลสมันสวมรอย ไม่ทันนะ ไปที่ไหนก็โธ๋ภูมิใจ เช่นได้สร้างวัดวาอาวาสวัดหนึ่งสิ้นเปลืองไปเท่าไร สร้างวัดสร้างวาหรูหราฟู่ฟ่า ปลูกกุฏิกุต่างกี่ชั้นกี่ห้องกี่หับ สถานที่เพื่อความสะดวก การอยู่การกินการหลับการนอนของพระหรูหราฟู่ฟ่าจนจะก้าวเข้าไปดูไม่ได้ อะไรก็สะอาดสะอ้าน หรูหราฟู่ฟ่าให้เป็นที่เจริญตาเจริญใจ กิเลสให้เจริญภายนอกนะ ที่หลับที่นอนที่อยู่ที่กินหรูหราฟู่ฟ่าเป็นที่สะดวกสบายของร่างกายแล้วใจก็พลอยไปอาศัยว่าเรามีนั้นมีนี้สบายนี้ แต่มันสบายอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ไม่ได้สบายอยู่กับธรรมในใจ มันพรากกันอย่างง่ายดาย ถ้าสบายธรรมอยู่ภายในใจไม่พรากจากกัน ไปไหนดีหมด

ดูสิวัดวาอาวาส ดูมาตั้งแต่วัดป่าบ้านตาดมา เห็นไหมศาลาหลังใหญ่ ๆ นั่น โลกเขาทำ เราก็เป็นคนเหมือนกัน ย่อหย่อนต่อคนเมื่อไร เราก็สร้างขึ้นมา ที่ไหนหรูหราฟู่ฟ่าเขาทำได้เราก็ทำได้ ทีนี้มันก็กลายเป็นเรื่องความหรูหราฟู่ฟ่าไปด้วยอำนาจของกิเลส ไม่ใช่อำนาจของธรรมนะ หรูหราฟู่ฟ่าทั้ง ๆ ที่เป็นวัดเป็นวา จะสงวนรักษาแต่สิ่งที่เป็นสาระสำคัญ ๆ ภายในวัดภายในพระ แต่แล้วมันไม่สนใจกับสาระภายในพระภายในวัด มันเลยเห็นเรื่องของกิเลสด้วยกันแต่มันไม่รู้ว่านั้นเป็นเรื่องกิเลสและนำสิ่งภายนอกเข้ามาพอกมาพูน วัดวาอาวาสแต่ละแห่งละหนเป็นบ่อแห่งความกังวล เป็นตลาดแห่งความยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด ไม่มีตลาดอรรถตลาดธรรมอยู่ในวัดในวามันฟังกันได้เหรอ เราเป็นลูกศิษย์ตถาคต

วัดก็เคยมีตั้งแต่ครั้งพุทธเจ้ามา วัดเหล่านั้นท่านไม่ได้เห็นเป็นอย่างวัดพวกเราทุกวันนี้ วัดพวกเราทุกวันนี้เป็นคลังกิเลส มันกลายเป็นส้วมเป็นถานไปหมดแล้วเวลานี้ สร้างปลูกขึ้นดี ๆ เท่าไร ส้วมถานคือคนผู้ที่จะอยู่จะหลับจะนอนที่เป็นเจ้าของคือพระเณรนั่นเอง ตัวไม่มีศีลมีธรรม ไม่มีหิริโอตตัปปะแล้วเอาผ้าเหลืองครองหัวทั้งเขาทั้งเรานะ แล้วขึ้นไปนอนโก้เก๋ สมบัติเงินทองก็เป็นของชาวบ้านหามาให้ แล้วไปชมสมบัติของเขาว่าเป็นของตัวเอง ลืมเนื้อลืมตัวในศีลในธรรมไปหมด สุดท้ายวัดนี้เป็นวัดเรียกว่าสร้างส้วมสร้างถานพระเณรสกปรก ด้วยความไม่มีศีลมีธรรมเข้าไปอยู่หลับนอน มันก็เลยกลายเป็นส้วมเป็นถานไปหมดไม่ว่าวัดไหน วัดเขาวัดเราทั่วโลกดินแดน ตำหนิใครไม่ได้มันเป็นเหมือนกันหมด เพราะจิตใจไม่ได้สนใจกับอรรถกับธรรมยิ่งกว่าวัตถุเหล่านี้โดยถือเป็นวัด กิเลสเลยกลายเป็นธรรมขึ้นมา ธรรมก็เลยกลายเป็นมูตรเป็นคูถ

ไปที่ไหนดูสิ ครั้งพุทธกาลท่านก็มีแล้วในแบบในฉบับ ท่านหาที่อย่างนี้เมื่อไร ผู้ที่หาอรรถหาธรรมท่านไม่หาอย่างนี้ หามาแต่ความสงบงบเงียบ การอยู่การกินการใช้การสอยของพระไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย มีอะไรมากินเพียงยังอัตภาพให้เป็นไป แต่จิตมุ่งหมายอยู่ในธรรมเป็นอันเดียวกับธรรม ท่านอยู่ไหนท่านก็สบายหมด พวกกิเลสเข้าไปตีล่ะสิ อะไรก็ไม่พอ ชาวบ้านเขาเป็นอีกอย่างหนึ่ง วัดนั้นน่าจะมีความเพียงพอในวัดกลับเป็นเครื่องชักจูงโลกให้สกปรกไปตาม ๆ กันหมด หาความพอไม่มี มีแต่ความดีดความดิ้นของพระของเณรดึงลากประชาชนไป ดีดดิ้นไปตาม ๆ กันหมด เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล หาอรรถหาธรรมจะสงบใจบ้างไม่มี

กิเลสเหยียบธรรมดูเอาสิ อย่าไปดูที่ไหน ให้ย่นเข้ามาดูที่ตัวของเรา ธรรมของเรามีไหมระลึกถึงบุญถึงบาป ในวันหนึ่ง ๆ ระลึกกี่ครั้งกี่หน แต่ระลึกถึงเรื่องกิเลสมันพันอยู่ตลอดเวลา อันไหนมีน้ำหนักมากกว่ากันก็คิดเจ้าของสิ ต้องเทียบเข้ามา เห็นว่าอะไรไม่ดีให้ปัดออก พยายามสั่งสมแต่คุณงามความดีเข้าไปเรื่อย ๆ ก็สม่ำเสมอ นี่เราพูดถึงเรื่องศาสนากับกิเลส กิเลสเหยียบศาสนา เหยียบประชาชนชาวพุทธ เหยียบพระเหยียบเณรเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มวัดเต็มวาทั้งเขาทั้งเรา ถูกกิเลสเหยียบแหลก ไม่มีกิริยาของศีลของธรรมออกมาพอที่จะเป็นเครื่องป้องกันกันบ้างเลย มันก็ขาดทุนไปเรื่อย ๆ

ให้พยายามส่งเสริมทุนคือความดีงาม สติสตังมีไว้เสมอ สติมี นี่เราจะตายอยู่นะ ตัวเตือนเข้ามา ถ้ามันไม่กลัวอะไรมันกลัวตาย เอาความตายกระตุกเข้ามา นี่จะเหาะเหินเดินฟ้าไปไหน โลกเขามีป่าช้า เราไม่มีป่าช้าเหรอ เราจะไม่ตายเหมือนโลกเหรอ ทำไมถึงดีดถึงดิ้นเอานักหนาเกินโลกเกินสงสารไปนี่ เราไม่มีป่าช้าเหรอให้ถามเรา ถ้ามีป่าช้าเหมือนกันก็ต้องยอมรับเรื่องเกิดเรื่องตาย เรื่องความสุขความทุกข์ เรื่องบาปเรื่องบุญแล้วจะแยกแยะคัดเลือกกัน วันหนึ่ง ๆ ก็จะมีความสุขความสบาย พอปลงจิตปลงใจได้ด้วยศีลด้วยธรรม ไม่อย่างงั้นจะตายทิ้งเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร

พูดตามหลักธรรม ธรรมออกสู่โลก โลกไม่ค่อยได้ยิน พูดให้ตรงไปตรงมา อย่างที่หลวงตาบัวออกประกาศสอนธรรมพี่น้องทั้งหลาย โลกกิเลสทั้งหลายซึ่งเป็นตัวสกปรกมอมแมมที่สุดไม่มีอะไรเกินกิเลส มันจะต้องตั้งกำแพงกั้นเอาไว้ไม่ให้ธรรมเข้าไปสัมผัสสัมพันธ์หรือแตะต้องตัวมันได้เลย กิเลสมันต้องป้องกันตัวมันสุดขีด เวลาภาษาธรรมผ่านเข้าไปมันจึงต้องตบต่อยคัดค้านต้านทานโจมตีทุกแบบทุกฉบับเพราะกิเลสนี้เป็นตัวสกปรกมากที่สุดแต่ยกย่องตัวเอง ชอบความยกย่องไม่มีอะไรเกินกิเลส กิเลสหาความพอไม่ได้ ยกยอตัวเองนี้หรือให้คนอื่นมายกยอนี้ตายก็ตายไปอย่างเป็นบ้าไปเลยกับความยกยอ นี่คือเรื่องของกิเลส

เรื่องของธรรมท่านไม่มี มีธรรมในใจมากน้อยจะอบอุ่นภายในตัวเอง ทีนี้เวลานำเทศนามาสอนพี่น้องทั้งหลายไม่มีใครพูดอย่างหลวงตาบัว ภาษาหลวงตาบัวนี้เราเป็นคนทุกข์คนจนเรานำธรรมของพระพุทธเจ้ามาสอนโลก ธรรมบอกไว้ยังไงเราจะสอนตามอรรถตามธรรม ดีบอกว่าดีชั่วบอกว่าชั่ว สูงบอกว่าสูงต่ำบอกว่าต่ำไปตามสายทางแห่งธรรมตรงไปตรงมา ทีนี้กิเลสมันไม่ชอบ สูงก็ให้บอกว่าต่ำเสียตามกิเลสชอบ ต่ำก็ให้ว่าสูงเสีย กิเลสมันชอบใจ ทีนี้ธรรมท่านไม่เป็นอย่างนั้น ท่านตรงไปตรงมาก็ไปโดนหัวกิเลสตัวสงวนรักษาท่าทีความสกปรกของตัวไว้ด้วยความสะอาดของตัวนั้นแหละ แล้วไปโดนหัวกิเลสแล้วโจมตีเข้ามาล่ะสิ หลวงตาบัวเทศน์ดุเทศน์ด่า หลวงตาบัวเทศน์หยาบเทศน์โลน หลวงตาบัวเทศน์เป็นขวานผ่าซาก

นี่เป็นธรรมของพระพุทธเจ้าต่างหากนะ หลวงตาบัวเอามาเทศนาว่าการนำธรรมมาแสดง ธรรมว่ายังไงก็แสดงตามอรรถตามธรรม แต่กิเลสมันไม่มอง มันตำหนิติเตียนทั้งนั้น มันจะไม่ให้ความดีทั้งหลายงอกเงย ความจริงไม่ให้งอกเงยขึ้นมาได้ จะให้มีแต่ความจอมปลอมเต็มบ้านเต็มเมืองหมด ดีให้บอกว่าชั่วตามกิเลสเสีย ชั่วให้บอกว่าดีตามกิเลสเสีย กิเลสชอบใจ ซึ่งล้วนแล้วแต่ความสกปรกทั้งนั้นเพราะมันขัดจากความจริง ธรรมท่านตรงไปตรงมา

ภาษาของธรรมท่านทั้งหลายเริ่มได้ยินตอนที่หลวงตาบัวออกแสดงนี้แล หลวงตาบัวออกแสดงนี้เอาธรรมมา ธรรมเท่ากับน้ำที่สะอาดชะล้างลงในสถานที่หรือสิ่งที่สกปรกทั้งหลายโดยลำดับลำดา เวลาสถานที่ใดหรือสิ่งใดที่มีความสกปรกมากน้ำจะสาดลงมาก น้ำคือธรรมที่สะอาดสาดลงสถานที่และสิ่งต่าง ๆ ที่สกปรกนั้นเป็นลำดับลำดาไป แต่กิเลสซึ่งเทียบกับวัตถุสกปรกมันไม่ยอมรับ มันหาว่าน้ำนี่สกปรกด้วยความดุความด่าด้วยความหยาบโลนด้วยความขวานผ่าซาก กิเลสจะหาเรื่องใส่เลย

สำหรับธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่ฟังเสียงของความหาเรื่องของกิเลส จริงตรงไหนท่านจะสอนไปตรงนั้น เราเป็นคนจนเราไม่มีธรรมในตัวของเราเอง เราเอาธรรมพระพุทธเจ้ามาแสดงพี่น้องทั้งหลายดังที่เคยได้ยินได้ฟัง ภาษาในเมืองไทยเรานี้เป็นยังไงก็เคยฟังมาแต่อ้อนแต่ออก แต่ภาษาของธรรมเป็นยังไง หลวงตาบัวก็ไม่เคยพูดอย่างนี้แต่ก่อน การเทศนาว่าการก็เหมือนท่านทั้งหลายได้ยินได้ฟัง โลกเทศน์ยังไงเราก็เทศน์อย่างนั้น โลกปฏิบัติยังไงเราก็ปฏิบัติอย่างนั้น ทีนี้เวลามาออกหน้าที่ที่แสดงธรรมโดยนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาแสดง ธรรมว่ายังไงทีนี้ก็เป็นไปตามธรรม

เพราะฉะนั้น มันจึงมีสูง ๆ ต่ำ ๆ มีเน้นมีหนักมีดุมีดี มีคำว่าขวานผ่าซาก คือกิเลสมันหน้าด้านต้องเอาขวานฟาดลงไปเลย เรียกว่าขวานผ่าซาก ธรรมะต้องหนักสาดน้ำลงจนภูเขาทั้งลูกแตกไปเลย ภูเขาทั้งลูกคือภูเขาภูเรา เห็นว่าแต่เราดีเราเด่น เขาดีอย่างนั้นเราชั่วอย่างนี้ นี่เรียกภูเขาภูเรา ธรรมะคือน้ำที่สะอาดสาดกระจายลงไปที่ภูเขาภูเราให้มันแตกกระจายลงไป ผู้ยินดียอมรับอรรถธรรมผู้นั้นก็สว่างกระจ่างแจ้งเบาตัวขึ้นมา ผู้ใดชอบสงวนตัวมาก ๆ ผู้นั้นก็ยิ่งเพิ่มความสกปรกโสมมเพิ่มความทุกข์ความทรมาน ทิฐิมานะหนักเข้าจมลงในนรกเพราะธรรมเป็นข้าศึกก็ได้ ทั้ง ๆ ที่ธรรมนั้นเป็นคุณต่อโลก แต่กิเลสมันคว้าไปเป็นข้าศึกฟันหัวมันเสียเองก็ได้

ให้ท่านทั้งหลายทราบเสีย การแสดงธรรมเหล่านี้หลวงตาไม่มีเจตนาต่อโลกด้วยความดุด่าว่ากล่าวเป็นเรื่องของกิเลสหลวงตาไม่มี ไม่ว่าคำเผ็ดคำร้อนว่าขวานผ่าซากล้วนแล้วแต่อุบายวิธีการของธรรมที่นำมาชำระกิเลส ควรหนักต้องหนัก ควรเบาต้องเบาเหมือนเขาถากไม้ นายช่างถากไม้เขาถาก ไม้ต้นใดลำใดเขาจะถากอย่างหนักมือ แต่ช่วงใดของไม้ที่มันตรงแน่วไปแล้ว เขาก็ถากเบา ๆ อันไหนที่คดงอมากเขาก็ถากมาก ทีนี้ธรรมะก็ถากหัวใจคน ใครมันหนามันแน่นมาก ก็ถากเรียบ ๆ สอนเรียบ ๆ ผู้ที่ต้องการความหลุดพ้นโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ขวานนี้อยากได้มาสักห้าขวานฟาดทีเดียวให้ขาดสะบั้นไปเลย

ธรรมะท่านเป็นอย่างนี้ เพราะงั้นการแสดงธรรมต่อโลกเราจึงไม่เคยหวั่นเคยไหว ไม่สนใจกับพวกถังขยะที่จะมาโจมตีธรรมทั้งหลายซึ่งเหนือถังขยะอยู่แล้วตลอดมา ว่ากิเลสจะว่าอย่างนั้นกิเลสจะว่าอย่างนี้ กิเลสคือถังขยะมันอยู่หัวใจคน หัวใจสัตว์โลก ธรรมอยู่เหนือโลกเหนือสงสารนำมาเทศนาว่าการ ถ้าให้ธรรมเป็นกฎเป็นเกณฑ์แล้วธรรมต้องพูดตามธรรมแสดงตามธรรม ควรหนักต้องหนัก ควรเบาต้องเบา ควรถากต้องถาก ต้องถางถางไปเรื่อยหรือควรขวานผ่าซากผ่าลงไป ให้กิเลสพังลงไป เรื่องของธรรมเป็นอย่างนั้น เราจึงไม่มีเจตนาว่าเราเทศน์ดุเทศน์ด่าเทศน์ขวานผ่าซากเทศน์หยาบโลนเราไม่เคยมีในหัวใจของเราแต่มีไปตามแถวของกิเลสกับธรรมหรือทางเดินของธรรม

ทางเดินของธรรมสูงต่ำขนาดไหนธรรมจะก้าวเดินไปตามระยะทางที่สูงที่ต่ำ ควรหนักหนักควรเบาเบา การเทศนาว่าการ ท่านทั้งหลายก็เพิ่งจะเริ่มทราบกันเวลานี้ที่ธรรมออกมาจากป่า มาแสดงให้ฟังแก่โลกมันเลยเข้ากับโลกไม่ได้ โลกไม่ทราบโลกอะไร โลกถังขยะหรือโลกทองคำทั้งแท่งเราก็ไม่เข้าใจ ธรรมมันจึงเข้ากันไม่ได้กับโลก ธรรมดาธรรมกับโลกก็ควรเข้ากันได้ มันเข้าไม่ได้เพราะเหตุไรให้นำไปวินิจฉัยตัวเองทุกคนๆ นะ ไม่อย่างนั้นจะตายทิ้งเปล่า ๆ ให้กิเลสมันเอาเป็นเครื่องมือตำหนิติเตียนธรรม โจมตีธรรมไปแปลก ๆ ต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอุบายวิธีของกิเลสทำลายตัวเราเองนั้นแหละ ที่เราหลง ถ้าเชื่อธรรมหนักก็หนัก เบาก็เบา จะเป็นยังไงเพื่อดิบเพื่อดีทั้งนั้น มันก็พ้นไปโดยลำดับคนเรา พากันจำไว้นะ เอาล่ะพอ

อ่านธรรมะหลวงตาวันต่อวันทาง Internet ได้ที่ www.Luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก