ฤทธิ์ของธรรม เป็นคุณของใจ
วันที่ 23 สิงหาคม 2546 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

วันที่ ๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ [เช้า]

ฤทธิ์ของธรรม เป็นคุณของใจ

         

          เมื่อเช้านี้ได้ ๒๕๙,๙๑๙ ดอลล์ แต่มาวันนี้ได้ถึง ๒๖๕,๖๔๙ ดอลล์ เมื่อวานนี้ยังขาดอยู่อีก ๔๐,๐๘๑ ดอลล์ ยังขาดอยู่อีก ๓๔,๓๕๑ ดอลล์ จะครบจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ นะ เริ่มนับแต่นี้ไป เมื่อเช้านี้ได้ ๒๕๙,๙๑๙ ดอลล์ แต่มาวันนี้ได้ถึง ๒๖๕,๖๔๙ ดอลล์ เมื่อวานยังขาดอยู่ ๔๐,๐๘๑ ดอลล์ แต่เมื่อเช้าวันนี้ขาดอยู่เพียง ๓๔,๓๕๑ ดอลล์ จะครบจำนวน ๓๐๐,๐๐๐

          เมื่อวานไปเทศน์ที่โรงพยาบาลวชิระคนก็มากเมื่อวานนี้ คนมากจริง ๆ เมื่อวาน ไม่ว่าที่ไหน ไปเทศน์ที่ไหนคนมากทั้งนั้นนะ ต้องได้ตั้งยกฐานะขึ้น ถ้าเป็นฐานะอำเภอก็ฟาดขึ้นเป็นจังหวัดเลยเพราะคนมามาก ว่าเป็นอำเภอมันไม่สมฐานะ ต้องยกฐานะอำเภอขึ้นเป็นจังหวัดให้พอเหมาะกับคนมาจำนวนมาก ถ้าเป็นจังหวัดยกขึ้นเป็นมณฑล เลย ยกเรื่อยละ ที่จะให้ลดลงไม่ลด คนยิ่งมากขึ้นทุกวัน ๆ ไปเทศน์ที่ไหนคนมากทุกแห่ง อย่างมหาสารคามก็เหมือนกัน นั่นก็ไปตั้งมณฑลมหาสารคาม เพราะคนมันมากต่อมากเลยตั้งมณฑลขึ้นเลย ไปเทศน์วันที่ ๓ เดือนนี้ นั่นคนมากจริง ๆ วันนั้น เต็มไปหมดเลยละ จนกระทั่งได้ยกฐานะขึ้นเป็นมณฑลมหาสารคาม

          ไปที่ไหนเป็นอย่างงั้นละเลยทำให้วิตกเหมือนกันเราก็ดี ผู้ที่เทศน์นะทำให้วิตก นี่เราก็พยายามวิ่งเต้นที่จะให้เข้าจุดที่หมายคือทองคำน้ำหนักได้ ๑๐ ตัน และดอลลาร์ได้ ๑๐ ล้าน แล้วก็เรียกว่าธาตุขันธ์นี้ล้มเลยว่างั้น มันเหน็ดเหนื่อยพอแล้ว กำลังใจมันก็ลงเหมือนกัน คือเวลานี้กำลังใจไม่ได้ลงนะ ลงตั้งแต่ธาตุขันธ์ อ่อนเปลี้ยเพลียแรงอะไรไปอย่างงั้น แต่จิตใจมันหมุนติ้ว ๆ ใส่จุดตลอดเวลา กำลังใจนั่นละที่หมุนให้ร่างกายตะเกียกตะกายไปที่นั่นที่นี่ แล้วไปที่ไหนมีแต่เทศน์ ๆ หนักมากนะเทศน์นะ เราวิตกก็เลยทำให้พูดออกมาว่างานเราเสร็จนี้แล้วการเทศนาว่าการเราก็จะลดลงไป เหมือนกับงานนี้ เราก็หยุดในการที่หารบกวนพี่น้องทั้งหลายในที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยนี้เรางดโดยสิ้นเชิง

          แต่บัญชีนี้เปิดเอไว้ คือบัญชีที่เปิดไว้นั้นน่ะทองคำเรายังบกบางอยู่มาก แต่เมื่อเราพิจารณากำลังวังชาของเรามันพอเหมาะสมในจุด ๑๐ ตันเราก็เอาจุดนี้ก่อน เพราะฉะนั้นเราถึงเปิดบัญชีเอาไว้ เมื่อเราได้ถึงจุดนี้แล้วบัญชีเราก็เปิดไว้ บรรดาพี่น้องทั้งหลายจะโอนมาจากทางใดก็ได้ เข้าบัญชี ๆ แล้วแต่เป็นทองคำหรือดอลลาร์มาบริจาคด้วยตนเอง เราก็รับตามปกติที่เคยปฏิบัติมา เราไม่มีอะไรลด มีตั้งแต่ว่าเราไม่ไปซอกแซกซิกแซ็กรบกวนพี่น้องทั้งหลายดังที่เคยผ่านมาเท่านั้น อันนั้นเราหยุด แต่ส่วนการเปิดบัญชีรับบริจาคไว้เพื่อคลังหลวงของเรา เราเปิดไปตลอดจนกว่าเห็นสมควรเมื่อไรเราก็ปิดเองบัญชี การจะปิดบัญชีเราก็ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบทั่วไปเหมือนกัน

          นี่การเทศนาว่าการว่าจะหยุดพองานช่วยชาตินี้ จากการวิ่งเต้นทางนู้นทางนี้ พร้อมไปกับการเทศนาว่าการนี่ยุติลง การเทศน์เราก็จะยุติ เราว่างั้นนะ แต่ปรากฏว่า การเทศน์นี่ยิ่งหนักขึ้นทุกวัน เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นะ การเทศน์ไม่ยอมลดนะ อย่างอื่นอย่างใดจะลดก็ตาม แต่การเทศน์รู้สึกว่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต้องได้เทศน์ ไปที่ไหนเทศน์ ๆ ๆ ตลอดอย่างงี้แหละ ไอ้การเทศน์ฟังซิว่าหลวงตาป.๓ วันไหนก็ไปเทศน์ วันไหนก็ไปเทศน์ งัดแต่ของเก่าออกเทศน์ ไอ้พวกนี้ก็พอดีกันกับหู หูก็หูเก่า เราไปเทศน์ที่ไหนมันก็ตามไปฟัง คนเก่าเทศน์ ป.๓ คนเก่าเทศน์ หูก็หูเก่าเทศน์ มันเลยตามฟังกัน มันเลยทันกันนะ

          แล้วยิ่งมากขึ้นทุกวันนะเทศน์ คนฟังละมาก ไปที่ไหนไม่เคยปรากฏว่ามีคนบกบาง ไม่มี มีแต่แน่นหนา ๆ ๆ ต้องยกฐานะขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเป็นอำเภอยกเป็นจังหวัด เป็นจังหวัดยกเป็นมณฑลเลย คือคนมากขนาดนั้นนะ ไม่เคยบกบาง แล้วยิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อย อะไรๆ เอะอะก็เทศน์ เอะอะก็เทศน์ อย่างในเมืองอุดรนี่ก็เหมือนกันเทศน์อยู่เรื่อยนะ เมืองอุดรก็ดี เหน็ดเหนื่อยมากนะเรา เราก็เห็นใจบรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายที่นาน ๆ จะได้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมที่เป็นที่ตายใจสักทีหนึ่ง ว่างั้นเลยนะ เราก็เคยเทศน์เพราะเราเคยเรียนมาทางด้านปริยัติเราก็เรียน ดังท่านทั้งหลายทราบนั้นแหละ เรียนมากเรียนน้อยก็ทราบ

          เรียนมามากน้อยเพียงไรใจของเรามันเลื่อนลอยหนา ตำรับตำราท่านจริง ท่านแน่นอน ท่านจริง แต่จิตใจของเราโลเลไม่จริง เมื่อโลเลแล้วจำมาได้เท่าไรมันก็เลื่อนลอย ทีนี้เวลามันเลื่อนลอยจากความจำแล้วไปเทศนาว่าการมันก็เลื่อนลอย เจ้าของเองเทศน์ก็เลื่อนลอย คนฟังจะหาฟังความแม่นยำมาจากไหน ความปักลึกแห่งความเชื่อในหัวใจก็ต้องลดลงเช่นเดียวกันกับการเทศน์เลื่อนลอยนั้นแหละ นี่มันต่างกันตรงนี้นะ เวลาเราเรียน โหย กินข้าวต้มขนมเขามากต่อมากแล้ว ไปที่ไหนแทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาได้เทศน์จริง ๆ แล้วไม่มีสำหรับเรานะ

          พอออกปฏิบัติแล้วพุ่งเข้าป่าเข้าเขาเลย เท่าที่ได้เทศน์นี้ก็คือว่ามันหากมีเรื่องจำเป็น ไปในที่หนึ่ง ๆ เพราะมันไปหลายแห่งต่อหลายแห่ง ถ้าไปก็ไปเจอเข้าในหมู่บ้าน เขาซึ่งกำลังมีงานในหมู่บ้าน เราไปพักอยู่นอกบ้าน เขาก็นิมนต์เราไปเทศน์ แน่ะอย่างงั้นนะ บอกว่าเทศน์ไม่เป็นเท่าไรเขาไม่ยอมเชื่อ เอาไปเทศน์จนได้ ๆ เรื่อยไป เวลานั้นก็กำลังขวนขวายหาอรรถหาธรรมเข้าสู่ใจ กับปริยัติคละเคล้ากันไป ทางปริยัติคือการศึกษาเล่าเรียนด้วยความจำมา และทางปฏิบัติจากผลแห่งการปฏิบัติที่ได้มาผสมกันเข้า เทศน์มันก็กึ่ง ๆ กลางๆ ไปอย่างงั้น แน่ใจบ้างไม่แน่ใจบ้าง เพราะมันผสมผเสกันกับปริยัติที่เรียนมา ภาคปฏิบัติก็ยังไม่ได้มาก ผลก็ยังไม่ได้มาก จะเอาออกมาก ๆ มันก็ไม่มี มันก็ต้องผสมกันทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ

          นี่เราผ่านมาหมดแล้วนะที่มาเรียนให้พี่น้องทั้งหลาย ที่มีแต่ปริยัติล้วน ๆ นี้ก็เทศน์แล้ว น้ำหนักของธรรมนั้นน่ะมันไม่ได้มีเหมือนภาคปฏิบัตินะ การพูดทั้งนี้ใครจะว่าเราดูถูกให้ไปปฏิบัติเสียก่อน อย่าด่วนมาดูถูก ให้ไปปฏิบัติด้วยความตั้งใจจากธรรมของพระพุทธเจ้า เอาจริงเอาจังกับธรรมที่สอน ธรรมพระพุทธเจ้าจะโกหกโลกไหม นี่เอากันตรงนี้ละนะ ธรรมที่สอนไว้สำหรับสวากขาตธรรม ๆ ตรัสไว้ชอบแล้ว ๆ มันเป็นยังไงหัวใจเรามันชอบไหม หรือมันฝืนธรรมตลอด ถ้ามันฝืนธรรมตลอด ธรรมแม้จะชอบขนาดไหนหัวใจก็ปลอม มันก็ต้องปลอมมาจากเรา ทีนี้อะไรมันก็ไม่แน่นอน การเทศนาว่าการมันก็เลื่อน ๆ ลอย ๆ เพราะหัวใจยังไม่มีหลัก นี่มีแต่ปริยัติล้วน ๆ เป็นอย่างนั้น

          พอมีภาคปฏิบัติเข้าไป ภาคปฏิบัติ ผลแห่งการปฏิบัติได้มามากน้อยผสมกันเข้ากับภาคปริยัติ การเทศนาว่าการก็กึ่งๆ กลาง ๆ มีเลื่อนลอย มีหลัก ตรงไหนที่รู้ที่เห็นก็เป็นหลักขึ้นมาจากใจ ตรงไหนที่ไม่รู้ไม่เห็นก็ไปยึดเอาปริยัติ มันก็เลื่อนลอยในใจเรา ปริยัติท่านไม่เลื่อนลอยแหละ มันเลื่อนลอยที่หัวใจเราซึ่งยังไม่มีหลัก ทีนี้เวลาปฏิบัติเข้าไป ปฏิบัติเข้าไปแล้วการเทศนาว่าการนี้ในที่ต่าง ๆ เราไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาจะเทศน์ แต่เวลาจำเป็นก็จำต้องเทศน์ให้ มนุษย์เราอยู่ร่วมกัน เขามานิมนต์ให้ไปเทศน์ในที่ต่าง ๆ นาน ๆ จะมีก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จนได้นั้นแหละ ในขณะปฏิบัติอยู่นั้น ทั้ง ๆ ที่เราไม่สนใจกับการเทศนาว่าการ สนใจแต่การเทศน์สอนเจ้าของเท่านั้น มันก็ได้เทศน์สอนคนอื่นจนได้

          นี่ละที่ว่าการเทศน์ในเวลาออกปฏิบัติ เทศน์เวลาจำเป็น ๆ ที่มีผู้มาเกี่ยวข้องในบางกาล ซึ่งนาน ๆ จะมีทีหนึ่ง พอออกจากนั้นมันก็มีแต่ภาคปฏิบัติล้วน ๆ ๆ ๆ เข้าภายในใจ ตักตวงเอาตั้งแต่ความรู้ความเห็นเป็นความจริงล้วนๆ ๆ เข้าสู่ใจ ภาคปริยัติ ที่เราเคยจดจำมามากน้อยนั่นค่อยจางไป ๆ คำว่าจางทางปริยัติ คือปริยัติท่านชี้เข้ามาหัวใจนี้แล้ว ปริยัตินั้นรวมเข้ามาสู่หัวใจหมด เจ้าของซึ่งเป็นภาชนะคือหัวใจเรานี่ ภาชนะมันไม่เป็นท่ามันก็เลื่อนลอย ปริยัติท่านแม่นยำ ๆ ทีนี้พอภาคปฏิบัติจับเข้าไป จับเข้าไปมันก็เหมือนเราหงายปากหม้อ รับฝนที่ตกมาจากบนฟ้า ตกมาจากไหนเมื่อโอ่งอ่างของเราตั้งไว้ดีแล้วมันก็ตกลงจุดนั้น ๆ เต็มโอ่งเต็มอ่าง

          อันนี้จิตใจเราตั้งหน้าปฏิบัติ ธรรมที่เป็นสวากขาตธรรมเหมือนฝนตกมาจากบนฟ้าก็ไหลเข้าสู่จุด  คือหัวใจแม่นยำเข้า ๆ นี่ละที่นี่มันต่างกันตรงนี้นะ ทีนี้เมื่อมันปรากฏขึ้นที่ใจนี้แล้ว ปริยัติท่านก็เข้ามานี้หมดแล้ว  ปริยัติท่านไม่ได้ปลอม เอกก็อยู่ปริยัตินั่นแหละ  แต่ว่าพวกตาบอดมันพวกเราต่างหากนะ  พอปฏิบัตินี้ปริยัติท่านชี้บอกแม่นยำ ๆ หมด พอใจรับความจริงเท่านั้นกับปริยัติเข้ากันได้ทันที  ๆ เลย ที่นี้ปริยัติก็มารวมในหัวใจหมดแล้วที่นี่ ทุกอย่างการเทศนาว่าการ  แล้วอยู่ลำพังก็ไม่มีสงสัยตัวเอง มีความแน่นหนามั่นคงตลอด ไม่มีอะไรสงสัยตัวเอง

          แล้วการเทศนาว่าการพูดแล้วสาธุ เราไม่ได้พูดด้วยความสงสัยให้พี่น้องทั้งหลายฟังแบบลูบๆ  คลำ ๆ นะ เราสอนแบบไม่มีสงสัยเลยในจิต ถอดออกมากจากหัวใจ นี้คือภาคปฏิบัติล้วน ๆ ที่นี้ปริยัติไหลเข้ามานี้หมดแล้วก็เป็นภาคปฏิบัติ ผลของการปฏิบัติก็นี้เรื่อย ๆ  เรื่อยไปตลอดมา การเทศนาว่าการจึงไม่สงสัย ไม่ว่าจะธรรมะขั้นใดภูมิใดเราไม่สงสัย ถอดออกมาจากหัวใจเพราะได้ผ่านไปหมดแล้วทุกขั้นทุกภูมิของธรรมทั้งหลาย การแสดงออกจะออกภูมิใดให้พอดิบพอดีกับผู้มาเกี่ยวข้องรับผลประโยชน์มันก็จะออกตามลำดับลำดา ให้พอเหมาะพอดีกับผู้มาหวังประโยชน์นั่นแหละ ถ้าควรจะสูงก็สูงขึ้นเอง รับกันทันที ๆ เอ้า จะแกงหม้อจิ๋วทะลุถึงนิพพานเลยมันก็ผึงออกเลยทันทีเพราะมันมีอยู่แล้วในหัวใจ  ว่าอย่างนี้แหละ

          นี่ละธรรมภาคปฏิบัติ ถ้าได้ปฏิบัติจริงธรรมพระพุทธเจ้านี่สด ๆ ร้อน ๆ นะ ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาใดจะมาทำลายได้ นอกจากปากกิเลส หัวใจกิเลส มันคอยจะลบล้างธรรมซึ่งเป็นของจริง พระพุทธเจ้าสอนว่าจริงขนาดไหนมันก็มาหลอกโลก มันออกจากหัวใจเจ้าของนั่นแหละ บาป บุญ นรก สวรรค์ ไม่มี เห็นไหมน่ะ มันโกหกทั้ง ๆ ที่มันตาบอด พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมด้วยความตาดีรู้แจ้งแทงทะลุ แต่กิเลสมันไปหาลบล้างธรรม ไอ้พวกเราก็พวกตาบอดแบบเดียวกันก็เลยเชื่อกิเลสที่ตาบอดไปเสียมากต่อมาก เพราะงั้นความสนใจในอรรถในธรรมจึงรู้สึกว่าด้อยมาก ๆ แต่ความสนใจกับกิเลสไม่ต้องบอกไหลไปเลย ได้ทั้งวันทั้งคืนเอาจนถลอกปอกเปิก ไม่มีเนื้อมีหนังติดตัว เพราะกิเลสลากถูไป มันก็พอใจ

          นี่เห็นไหมความเชื่อกิเลส กิเลสมันเป็นเหมือนน้ำไหลลงทางต่ำ มันไหลลงได้คล่องตัวรวดเร็วมาก แต่ที่เราจะเอาน้ำขึ้นสร้างความดีนี้เหมือนกับทดน้ำ หรือดันน้ำขึ้นสู่ที่สูงมันลำบากในขั้นต้นนะ ไม่ได้หมายถึงว่าลำบากตลอดไป นี่ละพอถึงขั้นมันไหลไปแล้วไอ้น้ำกับกิเลสเหมือนกัน น้ำไหลลงทางต่ำเท่ากับกิเลสพาไหลลงทางต่ำ ธรรมะขั้นสูงนี้ไหลเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน ก็แบบเดียวกัน ไหลลื่นไปเลย นี่ละเมื่อถึงขั้นธรรมที่มีกำลังแล้วจะเป็นแบบเดียวกันสด ๆ ร้อน ๆ อยู่ในหัวใจของทุกคน มันจะจืดจะชืดขนาดไหนก็คือหัวใจเราที่มีแต่กิเลสเป็นพิษเป็นภัยที่เผาอยู่ในหัวใจ

          การที่จะเสาะแสวงหาความดีมันจึงอืดอาดเหนื่อยหน่ายเป็นอย่างน้อย มากกว่านั้นมันไม่ยอมรับ มันไม่ไป จะสร้างคุณงามความดีนี้เหมือนจะเอาไปฆ่านะ นี่ละอำนาจแห่งกิเลสมันอยู่ที่ใจก็บอกแล้ว กิเลสเกิดที่ใจ อยู่ที่ใจ แสดงฤทธิ์อำนาจออกจากใจ ทำลายเจ้าของเสียเอง ไม่ว่าจะออกแบบไหนเรื่องกิเลสออกไปต้องไปหาผลประโยชน์ของมัน แล้วสร้างฟืนสร้างไฟให้ใจได้รับเคราะห์ เพราะใจเป็นสถานที่รับทั้งกิเลสและธรรม นี่กิเลสเวลามันเกิดเกิดที่ใจ แสดงฤทธิ์ก็แสดงที่ใจ ผลของฤทธิ์มันก็คือเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้หัวใจเรา

          ทีนี้เวลาเป็นธรรมธรรมก็เกิดที่ใจ นั่นเห็นไหมละ แต่ธรรมแสดงไม่ได้เวลากิเลสมีอำนาจมากมันครอบไว้หมด ปัดหมด เราจะคิดสร้างคุณงามความดีจะถูกกิเลสปัด ๆ ตลอด นี่มันเป็นข้าศึกกับธรรมมาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้ว ไม่ได้เพียงเป็นมาวันนี้คืนนี้นะ มันเป็นมาตลอด เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาของเราจึงต้องมีมาประจำอีกฝั่งหนึ่งเป็นอีกฝั่งหนึ่ง ฝั่งหนึ่งเป็นฝั่งของกิเลสลบล้างธรรม ฝั่งหนึ่งเป็นฝั่งของธรรมชะล้างกิเลสซึ่งอยู่คนละฝั่ง ใจเป็นศูนย์กลางซึ่งเป็นเหมือนกัยแม่น้ำลำคลอง กิเลสมันก็อยู่ในใจแล้วรบกันอยู่ที่นั่น ใครอุตส่าห์พยายามรบได้มากได้น้อย ความชั่วทั้งหลายที่เกิดจากกิเลสนี้จะค่อยเบาลงไป ๆ ความสุขจะมีไป

          ทีนี้เวลามีมากเข้า ๆ เราไม่ได้ไปถามหามรรค ผล นิพพาน นรกอเวจีที่ไหนละนะ มันจ้าอยู่ที่หัวใจนี่เลย พระพุทธเจ้าสอนว่าโลกวิทู ไปถามหานรกที่ไหนน่ะ ไม่ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วไปถามหานรกหลุมนั้นหลุมนี้ แล้วจูงสัตว์ทั้งหลายไปสวรรค์ก็ไปหลงทิศหลงทางไปสวรรค์ แล้วโดดลงมานรกอีกเพราะไปผิดหนทาง ไม่เคยมีกับบุญกับกุศลที่เราสร้างมาจากพระพุทธเจ้าที่สอนไว้แล้วโดยถูกต้อง นี่ละแล้วหมุนติ้วเลยถึงเลยไปความดี เพราะฉะนั้นธรรมเกิดอยู่ที่ใจ แสดงฤทธิ์ของธรรมเพื่อฆ่ากิเลสอยู่ที่ใจ แต่เป็นคุณของหัวใจเรา ให้พากันจำเอานะ

          นี่เวลาปฏิบัติมาท่านสอนไว้ยังไงมันก็จำได้ ๆ แต่มันยังไม่แน่นอน ๆ ทีนี้เวลาปฏิบัติการปฏิบัติผลมันเกิดขึ้นกับปริยัติที่เรียนมาซึ่งท่านชี้บอกไว้แล้วโดยถูกต้อง แต่เรายังไม่เห็นมันก็สงสัย ทีนี้เวลาเจอขึ้นมา เจอขึ้นมาจากภาคปฏิบัตินี้ยอมรับ ๆ ๆ ทะลุถึงที่สุดจุดหมายปลายทางแล้วหายสงสัยทั้งหมด พระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ สด ๆ ร้อน ๆ ธรรมะสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วสด ๆ ร้อน ๆ เหมือนกันไม่มีอะไรจะมาทำลายได้ นอกจากกิเลสเท่านี้ที่คอยทำลายตลอดเวลา ใครโง่ต่อกลอุบายของกิเลสจะจมด้วยกิเลสด้วยกัน ให้พากันจำนะนี่นะ

          นี่ภาคปฏิบัติ แต่เวลามันได้ปรากฏขึ้นที่ใจแล้วนี้ไม่สงสัยนะ ไม่ถามใครเลย จ้าขึ้นนี้สงสัยอะไร พระพุทธเจ้าก็เป็นนักรู้ คือหัวใจเป็นนักรู้ สภาวธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวโยงกับจิตมันก็รู้กันไปหมด นี่จะว่าไง นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าสด ๆ ร้อน ๆ เป็นอกาลิโกนะ อย่าเข้าใจว่าธรรมะนี้จืดนี้ชืดล่วงไปหลายปี หลายเดือน หลายวัน หลายคืน เป็นเรื่องของกิเลสหลอกลวงโลก กิเลสมันกล่อมสัตว์โลก ลากสัตว์โลกให้จมลงไปนรกอเวจีกี่กัปกี่กัลป์แล้วทำไมมันไม่ครึไม่ล้าสมัย แต่เวลาธรรมจะลากคนขึ้นจากหลุมกิเลสนี้ทำไมกิเลสมันหาเรื่องมาว่าธรรมนี่ครึ นี่ล้าสมัย เป็นยังไงเราจะไปฝ่ายไหน ถ้าเราจะไปฝ่ายกิเลสแล้วจมเลยไม่สงสัย

          ถ้าเป็นฝ่ายธรรม อ้าวไปซิ ใครจะสอนได้แม่นยำยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า กิเลสสอนด้วยความหลอกลวงทั้งนั้น ไม่มีความจริงแม้นิดหนึ่งติดกิเลสที่มาสอนโลก โลกจึงหลงไปตามกลมายาของกิเลส แล้วหลอกลวงตัวเองอีกด้วย วันนั้นวันนี้ไม่ว่าง วันนั้นว่าง ถ้าจะไปวัดไปวาสร้างคุณงามความดี เอ้อ เวลานี้เงินยังไม่มากเราพยายามหาเงินได้มากเสียก่อน หาได้มาเท่าไรก็ไหเหล้าไหยา ความสุรุ่ยสุร่ายมันลากเอาไปกินหมด แล้วหาใหม่ ๆ ตายทิ้งเปล่า ๆ เลยไม่ได้เงินมาทำบุญให้ทาน นั่น ถ้าจิตใจที่เป็นกุศลได้มาเท่าไรก็เพื่อเรา นั่น เก็บไว้ ๆ เพื่อเราเป็นประโยชน์อะไร คิดซิ เก็บไว้นี้ไม่ใช่จะเก็บเพื่อสังหารเรา ถ้าเอาไปใช้ในทางที่ไม่ดีสังหารเรา

          นี่เราจะเก็บไว้เพื่ออะไรพิจารณาทดสอบดูแล้ว เพื่อความดีงามแก่เรา เอาออก ๆ เพื่อประโยชน์แก่เรา นั่น จึงเรียกว่าผู้รักษาสมบัติด้วยความรอบคอบขอบชิด ไม่เสียท่าเสียที เป็นผลประโยชน์จากสมบัติที่เราได้มา แล้วรักษาด้วยดีทั้งนั้นแหละ พากันจำเอานะ โห กิเลสนี่แหลมมาก นี่เราสอนพี่น้องทั้งหลายเต็มกำลังความสามารถนะ เวลานี้ก็ว่าจะพักจะหยุดแล้วการเทศนาว่าการ แต่ดูว่ายิ่งหนาแน่นขึ้นทุกวันนะ การเทศน์มากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะอ่อนลงไม่อ่อนนะเวลานี้ ยิ่งหนาแน่นขึ้นเราก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เวลานี้เอานะพวกเราทุกคน ๆ บรรดาสมบัติเงินทองข้าวของพี่น้องทั้งหลายที่บริจาคมาทางด้านใดก็ตาม ขอรับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีรั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย เรารับรองยืนยันมาด้วยความบริสุทธิ์ใจของเรา ด้วยความเมตตาสงสารต่อพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ หนึ่ง

          สิ่งเหล่านี้จึงไม่มาทำลายเราได้ เช่นเงินที่จะเอาไปแบบซุบซิบ แบบมัวหมองมืดตื้อ แบบทุจริตในหัวใจเราไม่มีบอกเลย เราเปิดโล่งตลอดเวลา เราเคารพธรรม ธรรมอยู่ที่หัวใจ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว เห็นว่าควรอะไรไม่ควรอะไรจะยอมรับอยู่ในจุดนั้น ไม่ยอมรับด้วยความหลอกลวงต้มตุ๋นของกิเลส ถ้าหลอกลวงต้มตุ๋นของกิเลสเป็นยังไงวะ โอ๋ย เขาบริจาคมามาก ๆ นี้ดีนะวันนี้ คราวนี่น่ะ เงินมาจากเมืองไทยทั้งประเทศเข้ามาเมืองไทยเรา เราจะสนุกกอบโกย เข้าใจไหม นี่เรื่องกิเลสเราสนุกกอบโกยนะ นี่เรื่องกิเลสเอาให้แหลกได้นะ อันนี้ไม่มี ได้มาเท่าไร ๆ เรายิ่งภูมิใจชาติไทยของเราจะค่อยฟื้นฟูขึ้นไป ฟื้นฟูขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่ ได้เท่าไรเราจึงทุ่มเลย ๆ

          เราไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว เรื่องความมัวหมองในการที่จะยิบเอาของพี่น้องทั้งหลายมากน้อยแม้แต่หนึ่งบาทเข้ามาเป็นสมบัติของตนด้วยความสกปรกนี้ บอกว่าเราไม่มีเลย เราภูมิใจในการช่วยพี่น้องทั้งหลายคราวนี้ เราภูมิใจเต็มที่เลยแหละ ประกอบกับพี่น้องทั้งหลายก็เป็นใจเดียวกันจากความรักชาติด้วยกัน เหมือนกันทั้งประเทศ คนนั้นส่งมาทางนั้น คนนี้ส่งมาทางนี้ เวลานี้กำลังหนาแน่น ส่งเข้าทางบัญชี โอนไปทางบัญชี โอนเข้าบัญชีนั้นโอนไปบัญชี ทั่วประเทศบัญชีมีอยู่ ๖ บัญชี ทางกรุงเทพฯ ๓ บัญชี ทางอุดร ๓ บัญชี โอนเข้ามา ๆ พอได้มากทางนี้ก็เข้าซื้อทอง ๆ เรื่อย ที่บริจาคมารับแล้วก็เข้าซื้อทอง ที่โอนมาก็เอาเข้าซื้อทองเหมือนกัน กรุณาทราบตามนี้นะ

          เวลานี้พี่น้องทั้งหลายก็กำลังช่วยกันเต็มความสามารถทุกท่านทุกคน ผู้ใหญ่ให้มาก ผู้น้อยให้น้อยเต็มกำลังด้วยกัน หาที่ต้องติไม่ได้เลย ผลก็เป็นของพี่น้องทั้งหลายที่บริจาคมากน้อยนั้นแหละ จะเป็นผู้อื่นผู้ใดอย่างนั้นไม่ได้ เป็นของทุกคน ๆ เหมือนอย่างเรานั่งรับประทานในโต๊ะเดียวกัน หรือภาชนะเดียวกันนี้แหละ นั่งรวมกันอยู่ก็ตาม แต่เวลานั่งรับประทานต่างคนต่างนั่งรับประทาน เคี้ยวเข้า ๆ กลืนเข้าพุงตัวเองหมด  พุงคนนั้นพุงคนนี้สมกับว่าที่เรานั่งรวมกันรับประทานอยู่นะ นี่ต่างคนต่างอิ่มขึ้นในตัวของคน ในวงโต๊ะเก้าอี้เดียวกันนั่นแหละ

          อันนี้พี่น้องทั้งหลายที่บริจาคนี้โต๊ะใหญ่คือเมืองไทยของเรา ท่านผู้นั้นบริจาคมาด้วยวิธีนั้นวิธีนี้ บริจาคเท่าไรมันก็เข้าท้องเจ้าของ เข้าท้องเจ้าของ ในท่ามกลางโต๊ะใหญ่ คือเมืองไทยของเรานั่นแหละ ส่วนสมบัติเงินทองก็ไหลเข้าสู่คลังหลวง นี่เป็นวัตถุทาน มอบเข้าคลังหลวง คลังหลวงก็ชุ่มเย็นเป็นสุขหนาแน่นมั่นคง หัวใจเราเป็นผู้บริจาค สมบัติคือบุญกุศลมหากุศลที่เราบริจาคมันไหลเข้ามาสู่ใจของเรา สมบัติวัตถุไปเข้าสู่คลังหลวง บุญกุศลผลประโยชน์ที่เราบริจาคนี้ไหลเข้ามาสู่จิตใจของเราทั่วหน้ากัน กรุณาทราบตามนี้นะ วันนี้พูดเพียงเท่านี้

        อยู่วัดไหนละ (วัดป่าอัมพวัน ชลบุรี) อัมพวันแปลว่าสวนมะม่วง พระอธิการจันดี กันตสีโล จังหวัดชลบุรี สาขาที่สองวัดหนองป่าพง ขอถวายปัจจัยร่วมโครงการช่วยชาติ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ขอขอบคุณมาก ๆ นะ นี่ละเราช่วยชาติบ้านเมือง ทั้งฝ่ายพระเจ้าพระสงฆ์และประชาชนเป็นลูกคนไทยด้วยกัน ชาติจมก็จมได้ด้วยกันหมด ทั้งพระทั้งเณรไม่เลือกหน้าจมได้ด้วยกันหมด ทีนี้ต่างคนต่างช่วยเหลือนี่ก็ฟื้นขึ้นได้ ทั้งจากพระจากโยมนั่นแหละ ขอบคุณมาก ๆ นะ เอาละพอใจ ๆ นี่ละก็ได้อาศัยพระเจ้าพระสงฆ์ช่วยเหลือกันตลอดมา

          ทางฝ่ายกรรมฐานก็มีสองสาย สายหนึ่งคือสายอาจารย์ชา สายหนึ่งจะว่าสายท่านอาจารย์มั่น ก็อาจารย์ชาเรานี้ก็เป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์มั่น เลยจะเรียกว่าสายไหนก็เรียกไม่ถูก มันก็เรียกว่าแขนซ้ายแขนขวาเข้าใจไหมละ จากอวัยวะเดียวกัน คือวงกรรมฐาน จากนี้แล้วแยกออกเป็นแขนซ้ายแขนขวา เพราะเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นด้วยกัน สายท่านอาจารย์ชาก็ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น สายทางด้านนี้ก็ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นด้วยกัน เลยเป็นแขนซ้ายแขนขวาไป ให้พร

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก