จงดูใจด้วยธรรม
วันที่ 1 มีนาคม 2523 เวลา 17:00 น. ความยาว 45.24 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓

จงดูใจด้วยธรรม

 

         ชาวพุทธเราถือวันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เป็นวันตรงกับพระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร เป็นคำสัตย์คำจริงว่าจากนี้ไปอีกสามเดือน คือเดือนหกเพ็ญจะปรินิพาน ภาษาของเราก็เรียกว่าตาย ปล่อยธาตุปล่อยขันธ์ และตรงกับวันที่ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่ภิกษุอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงบวชเองด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาล้วนๆ และมาตามอัธยาศัยของแต่ละองค์ๆ โดยไม่ได้รับคำเชื้อเชิญนิมนต์ใดๆ ทั้งสิ้น มีได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าที่ได้ประชุมพระสงฆ์ ๑,๒๕๐ องค์ซึ่งเป็นพระอรหันต์ล้วนๆ การประทานพระโอวาทก็เป็นพระโอวาทเพื่อความรื่นเริงในธรรมเฉยๆ ไม่ได้เทศน์สอนสาวกเหล่านั้นเพื่อถอดถอนกิเลสอาสวะหรือเป็นทางดำเนินแต่อย่างใด แต่เป็นสัมโมทนียกถา เครื่องรื่นเริงในสมัยที่ไม่เคยมีซึ่งมาปรากฏในวันนั้น

         ในบรรดาพระสาวก ๑,๒๕๐ องค์ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชเองนี้ ก็มาประชุมกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นไม่เคยมีอีก การประทานวิสุทธิอุโบสถแก่ท่ามกลางแห่งพระอริยะชั้นวิสุทธิบุคคลก็มีได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในหัวข้อแห่งธรรมที่ทรงแสดงว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ นี้เป็นใจความย่อแห่งธรรมทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ที่นับพอประมาณว่า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แต่สรุปลงแล้วมีสามข้อ นี่เป็นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ท่านว่า เอตํ พุทฺธานสาสนํ เป็นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

         การไม่ทำบาปด้วยกายวาจาใจ คือทำสิ่งที่ผิดศีลผิดธรรม สิ่งที่จะเป็นโทษเป็นภัยแก่ตนและผู้อื่นด้วยกายวาจาใจ ท่านว่าการทำความชั่ว การทำบาป ผลนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งแก่ตนและผู้อื่นที่เกี่ยวข้องมากน้อย ข้อหนึ่ง ข้อสอง ให้พยายามทำจิตใจให้มีความเฉลียวฉลาดทันสิ่งที่ผิดพลาดทั้งหลายซึ่งเคยมีอยู่ภายในจิตใจ หรือให้ถึงพร้อมด้วยความฉลาดทันกับเหตุการณ์ที่มาเกี่ยวข้องและที่ตนเกี่ยวข้อง ข้อที่สามพยายามทำจิตใจให้มีความผ่องใส จนกระทั่งถึงขั้นบริสุทธิ์ มีสามข้อในพระโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่นลงได้สามข้อนี้เป็นข้อใหญ่ใจความ

         วันนี้เราท่านทั้งหลายมาจากที่ต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่งพระนครมีจำนวนมาก ถึงวันเช่นนี้ก็อุตส่าห์สละเวล่ำเวลาหน้าที่การงาน ทรัพย์สมบัติเงินทอง แม้ที่สุดชีวิตก็ยอมเสียสละมาเพื่อพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในพระรัตนตรัย ผลอันเป็นสิริมงคลนั้นเป็นสิ่งที่ท่านทั้งหลายผู้มานั้นพึงได้รับโดยทั่วกัน

         การอบรมหรือการฝึกฝนอบรมหรือทรมานตัวเองเป็นสิ่งที่ทำยาก เพราะเป็นสิ่งที่ขัดกับสิ่งที่เป็นข้าศึกของธรรม ทางพระพุทธศาสนาท่านให้ชื่อว่ากิเลส คือเครื่องเศร้าหมอง สิ่งมืดดำ สิ่งสกปรก ฝังอยู่ภายในจิตใจมาเป็นเวลานานแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าคืออะไร และไม่มีใครสามารถรู้วิธีการแก้ไขออกจากใจได้ มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเป็นพระองค์แรกที่ทรงทราบเรื่องนี้มาก่อนใครทั้งโลก พระองค์ทรงบำเพ็ญอยู่เป็นเวลาหกพระพรรษา ในคำพูดทั่วๆ ไปว่าอย่างนั้น ความจริงก็คือการเข้าสู่สงครามรบกับกิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นต้น ที่เป็นกษัตริย์ใหญ่ได้แก่อวิชชา ตัณหา อุปาทานเป็นลำดับลำดา นี่มีอยู่ภายในจิตใจของสัตว์โลกทั่วๆ ไปไม่ว่ามนุษย์เพียงเท่านั้น สัตว์ทุกประเภทมีด้วยกัน

         สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครสามารถแยกแยะให้เห็นเป็นของแปลก ให้เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมาจากตนเอง ว่านี้เป็นสิ่งหนึ่งต่างหากจากตน แต่ถือว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่ทราบเงื่อนต้นเงื่อนปลายของสิ่งนี้ว่าเป็นมาอย่างไร และไม่ทราบสิ่งนี้ที่แทรกซึมอยู่ภายในจิตใจนี้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งต่างหาก และเป็นข้าศึกต่อจิตใจเราเรื่อยมา สัตว์โลกไม่มีทางทราบได้ เมื่อไม่มีทางทราบได้ สิ่งใดที่เกิดขึ้นมาจากการผลิตของธรรมชาตินี้จึงต้องยอมรับกันด้วยความไม่รู้ ทั้งการกระทำเหตุขึ้นมาด้วยความไม่รู้ ทั้งผลที่เกิดขึ้นจากการทำด้วยความไม่รู้นี้อีก เช่นความทุกข์ความลำบาก

         เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวช ทรงพยายามกำจัดสิ่งที่มืดมนอนธการทั้งหลายภายในพระทัยนี้ ได้โดยเด็ดขาด พระทัยของพระองค์สว่างจ้าขึ้นในวันเดือนหกเพ็ญ ปัจฉิมยาม ตั้งแต่ขณะนั้นพระองค์ก็ได้ทรงทราบอย่างชัดเจนว่า เท่าที่ได้ท่องเที่ยวในวัฏสงสารด้วยความมืดดำกำตาไม่สามารถมองเห็นทิศทาง เห็นสถานที่เกิดกำเนิดที่อยู่ที่เคยเป็นมาอย่างไรและจะเป็นไปอย่างไร ก็เพราะสิ่งเหล่านี้ปิดบัง เมื่อเข้ามาปิดจิตใจแล้วก็กลายเป็นจิตใจที่มืดดำไปหมด

         การตรัสรู้ธรรมก็หมายถึง การกำจัดสิ่งที่มืดมนอนธการทั้งหลายออกจากใจ เพราะอำนาจแห่งพระปรีชาญาณสามารถฉลาดรู้ จิตใจสว่างจ้าขึ้นมา ขณะนั้นแลที่เรียกว่าท่านตรัสรู้ วันเดือนหกเพ็ญ สิ่งทั้งหลายที่เป็นเชื้อแห่งภพแห่งชาติพาให้สัตว์เกิดแก่เจ็บตาย สูงๆ ต่ำๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ก็หมดไปในขณะนั้น ไม่มีสิ่งใดที่เป็นเชื้อแห่งสมมุติแม้นิดหนึ่งติดค้างอยู่ในพระทัยนั้นเลย

         พระองค์จึงทรงทราบได้ชัดเจนว่า สิ่งเหล่านี้เคยเป็นภัยต่อพระองค์และสัตว์โลกมามากและนานแสนนาน พร้อมทั้งวิธีการกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกจากจิตใจ หลังจากนั้นก็ทรงทำหน้าที่แห่งความเป็นศาสดาสั่งสอนสัตว์โลก ผลปรากฏเป็นลำดับว่ามีผู้ได้บรรลุธรรมขั้นต่างๆ จนถึงขั้นอรหัตภูมิและกลายเป็นพระสงฆ์สาวกขึ้นมา ด้วยพระปัญญาความสามารถของพระองค์แนะนำสั่งสอน

         เมื่อพระพุทธเจ้าปรากฏขึ้นในโลก กับพระธรรมปรากฏขึ้นในโลกแล้ว วาระที่สามพระสงฆ์สาวกอรหัตอรหันต์ก็ปรากฏขึ้นในโลกเป็นสรณะสาม เบื้องต้นมีเพียง พุทฺธํ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ พอพระสาวกทั้งหลายได้สำเร็จอรหัตภูมิแล้วก็กลายเป็นสรณะที่สามขึ้นมา

         เราทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดที่จะบริสุทธิ์ยิ่งกว่าพระรัตนตรัย คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ และคำที่ว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์นี้แยกตามอาการของท่าน คือ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้พระธรรม พระกายของพระองค์ทุกส่วนเป็นเรือนร่างของพุทธะอันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง นี่ก็เป็นสมมุติอันหนึ่ง เรียกว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรมที่มีความสง่างามอย่างยิ่งไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนก็เป็นสรณะอันหนึ่งขึ้นมา พระสงฆ์สาวกที่ได้บรรลุธรรมขึ้นมาแต่ละองค์ๆ ก็เป็นผู้มีความสง่างามด้วยวิสุทธิธรรมเต็มใจด้วยกัน

         ทั้งสามนี้แลท่านแยกเป็นอาการแล้วเรียกว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แต่เมื่อพูดตามหลักธรรมชาติแล้ว พอจิตได้ก้าวเข้าสู่วิสุทธิธรรมหมายถึงธรรมที่บริสุทธิ์แล้วเท่านั้น พระพุทธ พระสงฆ์ที่เป็นอาการแห่งสมมุติก็รวมเข้าสู่พระธรรมเพียงพระองค์เดียว ฉะนั้น จิตของท่านผู้ใดที่ได้บรรลุถึงอรหัตธรรมแล้ว จิตของท่านผู้นั้นย่อมกลมกลืนเป็นอันเดียวกันกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วย กลมกลืนเป็นอันเดียวกันกับพระสงฆ์สาวกอรหันต์ทั้งหลายด้วย แม้จะเป็นอดีตนานเพียงไรก็กลมกลืนเป็นอันเดียวกันโดยหลักธรรมชาติไม่มีสิ่งใดผู้ใดมาบังคับ ไม่มีแยกเป็นสองเป็นสามดังอาการที่กล่าวมานั้นเลย ธรรมชาติแท้ของธรรมเป็นอย่างนี้

        ที่เราแยก พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ นั้น แยกตามอาการของพระพุทธเจ้าที่เป็นผู้ตรัสรู้ธรรมในขั้นสมมุติขั้นหนึ่ง คือเรือนร่างของพระองค์นั้นเป็นที่สถิตอยู่แห่งธรรมอันบริสุทธิ์ภายในพระทัย เรือนร่างของพระสาวกทั้งหลายก็เป็นที่สถิตหรือเป็นภาชนะสำหรับรับจิตที่บรรจุธรรมอันบริสุทธิ์อยู่ภายในนั้น จึงแยกตามอาการว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าพูดตามหลักธรรมชาติแห่งความจริงโดยสมบูรณ์แล้ว เมื่อจิตแต่ละท่านละองค์ได้เข้าถึงอรหัตภูมิแล้วเท่านั้น ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายกับพระสงฆ์สาวกทั้งหลาย กับพระธรรมที่ว่าบริสุทธิ์นั้นอย่างสนิท เป็นธรรมแท่งเดียวกันเท่านั้นไม่มีสองมีสาม

         เพราะฉะนั้น ผู้บรรลุถึงธรรมขั้นบริสุทธิ์แล้ว จึงไม่สงสัยพระพุทธเจ้าทั้งหลายว่ามีหรือไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมนั้น ตรัสรู้จริงหรือไม่จริง หายสงสัย พระพุทธเจ้าทั้งหลายสั่งสอนสัตว์โลกอย่างไรบ้าง หายสงสัย พระธรรมมีจริงหรือไม่ หายสงสัย เพราะเหตุใดจึงหายสงสัย เพราะเหตุว่าจิตของเราได้ก้าวเข้าสู่อรหัตภูมิ หรือวิสุทธิธรรมที่บริสุทธิ์โดยแท้จริงแล้ว ย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับวิสุทธิธรรมของพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายไม่มีแยกมีแยะ เป็นเหมือนกันหมด เมื่อความรู้ความเห็นจริงประจักษ์อยู่กับใจเราซึ่งเป็นตัวยืนยันอยู่ โดยไม่มีอันใดจะสามารถทำให้เอนเอียงได้แล้ว จิตที่บริสุทธิ์ซึ่งเป็นตัวยืนยันอยู่นี้แล เป็นสิ่งที่ยืนยันในพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้โดยสมบรูณ์ ไม่มีสงสัยแม้เม็ดหินเม็ดทราย เพราะตัวเองไม่สงสัย จิตไม่สงสัยธรรมของตัวเอง ไม่สงสัยจิตดวงที่บริสุทธิ์เต็มที่ซึ่งตนเป็นผู้ครองอยู่เวลานี้ จึงไม่มีแง่ใดที่จะทำให้สงสัยพระพุทธเจ้าทั้งหลายและพระอรหันต์ทั้งปวง

         พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นคืออะไรแน่ เราจะไปหมายถึงธาตุขันธ์ของพระพุทธเจ้าที่ผ่านไปแล้ว นั่นเป็นสมมุติแง่หนึ่งต่างหาก ห่างไกลจากพุทธะอันแท้จริงที่เราทั้งหลายกราบไหว้อยู่ทุกวันนี้อยู่มาก คือธรรมที่บริสุทธิ์แห่งพระทัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นได้กลายเป็นธรรมแท่งเดียวแล้ว

         ท่านผู้บริสุทธิ์เต็มที่แล้ว เมื่อพูดถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จิตย่อมยอมรับร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามีจริง ได้ตรัสรู้ธรรมที่บริสุทธิ์จริงๆ ธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ปรินิพพานไปแล้วก็ดี หาสูญสิ้นไปไหนไม่ เพราะธรรมชาติที่รู้อยู่ภายในจิตใจของผู้นั้นๆ ของผู้บรรลุวิสุทธิธรรมนั้นๆ เป็นเครื่องยืนยันอยู่กับตัว ถ้าเรายอมรับความจริงซึ่งปรากฏอยู่กับใจเราเวลานี้แล้ว เราก็ยอมรับความจริงของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทุกๆ พระองค์ และพระอรหันต์ทั้งหลายทุกพระองค์ เช่นเดียวกับเรายอมรับความจริงของเรานี้

         ถ้าจะลบล้างพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ทั้งหลายว่าไม่มีในโลก เราก็ต้องลบล้างความมีอยู่ของเราเวลานี้ออกให้เป็นของไม่มี ให้สูญไปเสีย แต่ธรรมชาตินี้เรารู้อยู่แล้วอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่วิสัยแห่งความสูญ ธรรมประเภทที่รู้ที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่ธรรมสูญ ไม่ใช่กาล ไม่ใช่สถานที่ เวล่ำเวลา ไม่ใช่สมมุติใดๆ ที่จะเข้าไปทำลายได้ ไปลบล้างได้ ธรรมชาติอันนี้เหนือโลกสมมุติทั้งมวล เป็นความจริงอยู่กับผู้ที่รู้นั้น ในขณะที่ทรงธาตุทรงขันธ์อยู่ก็รู้ได้อย่างชัดเจนว่าธรรมชาตินี้คืออะไร เป็นยังไงหายสงสัย นี้แลเป็นเครื่องยืนยันถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต ตลอดถึงพระสงฆ์สาวกที่ผ่านไปแล้วโดยทางธาตุขันธ์ แต่จิตที่บริสุทธิ์นั้นจะผ่านไปไหน อันนี้ผ่านไปไหนเวลานี้ อันนี้ไม่มีคำว่าผ่าน ไม่มีกาล ไม่มีสถานที่ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต จะมีคำว่าผ่านได้ยังไง คำว่าผ่านก็ต้องผ่านมาจากอดีตก้าวเข้ามาสู่ปัจจุบัน แล้วผ่านไปอนาคต นี่เป็นเรื่องของสมมุติ แต่ธรรมชาตินี้ไม่มีสมมุติ สมมุติหมดไปโดยสิ้นเชิง จึงไม่มีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องในวิสุทธิจิต วิสุทธิธรรมนี้เลย

         เพราะฉะนั้น ธรรมชาตินี้จึงไม่มีคำว่าผ่านไป ไม่มีคำว่าสูญไป ไม่มีคำว่าล่วงไปนานเท่าไร เวลาครองขันธ์อยู่ธรรมชาตินี้ประจักษ์ สนฺทิฏฺฐิโก รู้อยู่ เห็นอยู่กับตัวเอง นี้แลเป็นเครื่องยืนยันบรรดาพระพุทธเจ้า และสาวกทั้งหลายที่ท่านปรินิพพานไปแล้วว่าสูญหรือไม่สูญ ธรรมชาตินี้สูญไปหรือไม่สูญ ธรรมชาตินี้จะสูญไปไหม ไม่สูญ แม้แต่คำว่ามีอยู่เหมือนโลกทั่วไปก็เข้ากับหลักธรรมชาตินี้ไม่ได้ เพราะธรรมชาตินี้ไม่ใช่เป็นความมีอยู่และเป็นความสูญไปดังโลกทั้งหลายสมมุติกันว่ามีอยู่และสูญไป แต่เป็นวิมุตติธรรมที่อยู่ในท่ามกลางแห่งความสูญและความมีอยู่

ถ้าจะพูดพอเป็นที่คาดที่เข้าใจกันได้บ้างก็อยู่ในท่ามกลางแห่งความสูญและความมีอยู่นี้เท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่นอย่างใด ไม่มีกาลสถานที่เข้าไปลบล้างทำลายได้เลย นั่นแหละท่านผู้รู้ธรรมเห็นธรรมประเภทนี้แล เป็นผู้ที่เชื่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่เสด็จผ่านไปแล้วด้วยธาตุ ด้วยขันธ์อันเป็นส่วนสมมุติ ท่านเคารพวิสุทธิธรรมของท่าน ท่านเคารพอย่างเต็มใจ รู้อย่างถึงใจ ถึงธรรม ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระธรรมก็ดี พระสงฆ์สาวกทั้งหลายก็ดี เหมือนกันกับที่เป็นอยู่กับท่านเวลานี้

         พุทธะของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้นเป็นธรรมชาติคงเส้นคงวา ไม่มีอดีตอนาคต กาลสมัยเข้ามาเหยียบย่ำทำลายได้ ด้วยเหตุนี้เองท่านกล่าวว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ พระนิพพานเป็นสูญอย่างยิ่ง นั้นออกมาจากหลักธรรมชาติของท่านผู้รู้พระนิพพานจริงๆ แต่ผู้ที่ไม่รู้พระนิพพานจึงต้องคาดต้องหมาย เอาความสูญอันนี้ไปบวกเข้ากับความสูญของโลก เลยยุ่งกันไปใหญ่ กลายเป็นนิพพานยุ่งไปกับลมปากคนจนไม่มีสิ้นสุดยุติ

         ใครก็ไม่อยากไปนิพพาน เพราะไปสูญไปสิ้น ไปล่มจมฉิบหายป่นปี้ ไปกันทำไม แม้พระพุทธเจ้าก็จะไปทำไมพระนิพพาน ถ้านิพพานเป็นสิ่งที่ทำลายสัตว์โลกให้ฉิบหายป่นปี้ ยิ่งผู้มีความบริสุทธิ์เท่าไรแล้วยิ่งกลัวมหันต์ทุกข์ จะต้องไปรับความสูญความสิ้นใครจะอยากไปนิพพาน หากนิพพานเป็นสิ่งที่ทำลายผู้ที่บรรลุนั้นให้ถึงความล่มจมฉิบหายอย่างนั้น ไม่มีใครอยากไปพระนิพพานกัน ไม่ว่าพระพุทธเจ้าองค์ใดไม่สอนโลกให้ไปนิพพาน แม้พระพุทธเจ้าองค์นั้นก็ไม่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ถึงปรารถนาแล้วพอถึงขั้นแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้วกลับกลายเป็นเรื่องสูญไปเสียหมด ฉิบหายป่นปี้ไปเสียสิ้น จะต้องประกาศให้ประชาชนทราบ ใครอย่ามาเป็นพระพุทธเจ้า ใครอย่ามาเป็นสาวกพุทธบริษัทของพระพุทธเจ้านะ จะฉิบหายป่นปี้เหมือนเราซึ่งกำลังเป็นพระพุทธเจ้าอยู่เวลานี้ และกำลังสูญสิ้นไม่มีชิ้นดีอยู่เวลานี้ พระพุทธเจ้าจะต้องประกาศอย่างนี้

         แต่นี้ทำไมจึงตรงกันข้าม นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยอดเยี่ยมหาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่ได้ในโลกสมมุตินี้ นั่นฟังซิ หากนิพพานสูญไปจริงๆ ทำไมจะมา ปรมํ สุขํ ได้ล่ะ อันนี้เป็นเครื่องรับรองคุณภาพของพระนิพพานโดยชัดเจนอยู่แล้วว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง หากสูญสิ้นไปโดยประการทั้งปวงไม่มีเหลือแล้ว คำว่าสุขอย่างยิ่งนี้ก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่มีตัวยืนยัน แต่นี้มีวิสุทธิธรรม วิสุทธิจิตเป็นเครื่องยืนยันอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาใดๆ มาขัดแย้ง

         แต่การคาดหมายธรรมดา การจดการจำด้วยการศึกษาเล่าเรียนที่จะให้หายข้อข้องใจสงสัยในมรรคผลนิพพานนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าไม่สอนให้คนศึกษาจดจำพุทธศาสนาแล้วหายสงสัยในเรื่องบาปเรื่องบุญ คุณโทษ นรก สวรรค์ นิพพาน แต่ทรงสอนให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วเท่านั้น จะเป็นผู้ทราบสิ่งเหล่านี้โดยไม่ต้องสงสัย ดังพระพุทธเจ้าซึ่งทรงบำเพ็ญด้วยการปฏิบัติมาก่อนแล้ว การรู้ธรรมเห็นธรรมทั้งหลายที่นำมาสั่งสอนโลก พระองค์ทรงรู้ทรงเห็นขึ้นจากภาคปฏิบัติโดยถ่ายเดียว ไม่ได้ทรงรู้เห็นขึ้นมาจากภาคแห่งความจำ คือการเรียนโดยถ่ายเดียว นั่นเพียงเป็นปากเป็นทางเป็นเข็มทิศทางดำเนินเท่านั้น ถ้าไม่ปฏิบัติเท่าที่ควรจะรู้จะเห็นก็ไม่พ้นการนอนกอดความสงสัยอยู่นั่นแล

         คำว่า ปฏิเวธะ ความรู้แจ้งแทงตลอดนี้ เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติเพื่อเข้าสู่ความจริง เมื่อถึงความจริงขั้นใด ปฏิเวธะ คือความรู้แจ้งก็แทงทะลุไปโดยลำดับจนถึงความรู้แจ้งโดยสมบูรณ์เพราะการปฏิบัติถึงความจริงเต็มส่วน

         แต่อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่รู้ไม่เห็นในสิ่งที่ท่านกล่าวไว้นี้ ธรรมทั้งหลายที่ท่านแสดงไว้นี้ก็เป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ถูกต้องทุกแง่ทุกมุมในธรรมทุกขั้น เรามีความเชื่อความเลื่อมใสความเคารพนับถือต่อพระพุทธเจ้า ก็เป็นความเชื่อความเลื่อมใสอันถูกต้องดีงาม และเป็นมงคลอย่างยิ่งแก่จิตใจของเราอยู่แล้ว แม้จะยังไม่เห็น การประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญตนด้วยคุณงามความดีทั้งหลายนี้ จะยังผลให้ปรากฏขึ้นที่ใจเราซึ่งเป็นเจ้าของผู้ผลิตคุณงามความดีทั้งหลายขึ้นมาโดยไม่ต้องสงสัย

         ถ้ายิ่งได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมที่ท่านทรงสั่งสอนไว้แล้ว โดยทางภาคปฏิบัติมีจิตตภาวนาเป็นสำคัญด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะสัมผัสสัมพันธ์ธรรมทั้งหลายเข้าไปเรื่อยๆ เช่น บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี จะนอกเหนือใจดวงนี้ไปไม่ได้ เมื่อใจดวงนี้ได้ก้าวเข้าสู่ทางด้านปฏิบัติ ตามหลักธรรมที่พระองค์ทรงดำเนินและทรงรู้เห็นมาก่อนพวกเราแล้ว จะต้องรู้เห็นไปตามกำลังความสามารถของตน แม้จะไม่กว้างขวางลึกซึ้งเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ความจริงในสิ่งทั้งหลายที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่จะต้องประทับกับใจเราโดยไม่สงสัย

         คำว่า บาปคืออะไร ท่านว่าบาปก็คือความชั่ว ความเศร้าหมอง ความมืดตื้อภายในจิตใจ ผลเป็นความทุกข์ เพียงเผินๆ เราก็พอทราบได้แล้วว่าวันหนึ่งๆ จิตใจเราได้สัมผัสสัมพันธ์กับบาปมากน้อยเพียงไร คือความทุกข์ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นเพราะความคิดความปรุงผิด และการพูดผิดการทำผิดของตัวเอง เพียงเท่านี้ก็พอทราบได้บ้างแล้ว เงื่อนต้นๆ เพียงเท่านี้ก็พอจับได้แล้ว ยิ่งเข้าสู่ความละเอียดแหลมคมของใจ ที่จะต้องสัมผัสสัมพันธ์กับความจริงทั้งหลายทั้งฝ่ายดีทั้งฝ่ายชั่วเข้าไปโดยลำดับด้วยแล้ว  ก็ยิ่งเป็นความชัดเจนมากขึ้นโดยไม่อาจสงสัย จะกระจ่างแจ้งขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงคำที่ว่านิพพาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ว่าสุดวิสัยของมนุษย์มีเราเป็นสำคัญ เมื่อก้าวเข้าไปถึงนั้นแล้ว มันสุดวิสัยที่ไหน ผู้ที่ว่าสุดวิสัยนั้นแล แต่ปฏิบัติไม่หยุดไม่ถอยก็ค่อยเต็มตื้นขึ้นมาๆ และเต็มขึ้นโดยสมบูรณ์ สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็เห็น ไม่เคยรู้ก็รู้ขึ้นมา โดยไม่มีอะไรปิดกั้นได้

         ดังพระพุทธเจ้า แต่ก่อนท่านเคยเห็นบาป บุญ คุณ โทษ นรก สวรรค์ นิพพาน ที่ไหน ท่านก็เป็นคนสามัญมืดดำกำตาเหมือนอย่างพวกเรา แต่ทำไมท่านสามารถรู้ได้เห็นได้ ก็เพราะการฝึกฝนอบรมพระองค์นั่นแล เราก็พยายามขัดเกลาจิตใจที่มัวหมองไปด้วยสิ่งปกคลุมอันมืดมิดปิดตาทั้งหลายนี้ ให้กระจายออกไป จางออกไป ใจก็มีความสง่าผ่าเผยขึ้นมา สว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา  เห็นทิศนั้นทิศนี้ เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปโดยลำดับ

         สุดท้ายก็กลายเป็นธรรมกระจ่างแจ้งขึ้นภายในใจ ที่ว่า โลกวิทู รู้แจ้งหมดท่านว่ารู้แจ้งโลก โลกภายในก็คือโลกแห่งธาตุแห่งขันธ์นี้รู้หมด โลกภายนอกก็สัตว์โลกความเป็นไปของโลก เรื่องอนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา การเกิด การตาย ไปตกนรก ไปสวรรค์ นรกมีกี่ชั้นกี่ภูมิของนรก สวรรค์กี่ชั้นกี่ภูมิของสวรรค์ ตลอดพรหมโลกถึงนิพพาน รู้แจ้งแทงทะลุได้ตามภูมิวาสนาที่ควรรู้ละเอียดลึกซึ้งต่างกันเป็นรายๆ ไปเพราะการประพฤติปฏิบัติ นี่คือความจริงที่ผู้ปฏิบัติจะพึงสัมผัสทางจิตใจและเป็นความเชื่อไม่หวั่นไหว

        การที่เราเชื่อจากใครๆ ก็ตามพูดให้เราฟังนั้น เป็นความเชื่อประเภทหนึ่ง แต่ยังหวั่นไหวได้ เชื่อตามตำรับตำราที่ท่านชี้แจงแสดงบอกไว้ เราอ่านเข้าใจไปด้วย มีความเชื่อไปตามนั้นก็ตาม แต่ก็ยังมีหวั่นมีไหว ไม่แน่ใจอยู่นั่นแล ถ้าเราไม่รู้ไม่เห็นเสียเอง สิ่งใดก็ตามในโลกนี้ ไม่ต้องพูดเรื่องธรรมเพียงอย่างเดียว พูดโลกด้วยก็ได้ สิ่งใดเรื่องใด ผู้ใด เราสนทนาถึงเรื่องผู้ใดขึ้นมา คนที่อยู่ในวงสนทนากันนั้นน่ะยังไม่เคยเห็นผู้นั้น คือนาย ก. นาย ข. หรือเมืองนั้นๆ ก็ตาม แต่ก็สามารถวาดภาพขึ้นหลอกตัวเองได้ว่า คนนั้นมีลักษณะนั้นๆ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็นและทั้งๆ ที่ไม่จริง ลักษณะท่าทางของภาพที่ปรากฏขึ้นมันไม่จริง แต่ก็เชื่อ เชื่อไปตามความด้นเดาเสียก่อน เมืองนั้นประเทศนั้นเป็นอย่างนั้นๆ ก็วาดภาพขึ้นมา คงจะมีถนนหนทางมีบ้านเรือนอย่างนั้นๆ กว้างขวาง ตลอดถึงมีประชาชน มีหญิงมีชายเดินขวักไขว่อย่างนั้นอย่างนี้ มันคิดไปหมด แต่พอเวลาได้ก้าวไปสู่เมืองนั้นเห็นอย่างชัดเจนด้วยตาของเราแล้ว ภาพที่เคยหลอกลวงเรามาแต่ขณะแรกที่เคยได้ยินนั้นหายไปหมด เพราะความจริงนี้ลบล้าง

         ความจริงคืออะไร คือเราไปเห็นด้วยตาของเราว่าเมืองนี้เป็นอย่างนี้ เราเห็นด้วยตาแล้ว ภาพหลอกที่เคยวาดมโนภาพขึ้นไว้ตั้งแต่ยังไม่เห็นนั้นมันหายไปหมด

         นี่ก็เหมือนกัน เราวาดภาพบุญ ภาพบาป ภาพนรก ภาพสวรรค์ พรหมโลก ตลอดถึงภาพนิพพานขึ้นมา คือจิตจะต้องวาดภาพขึ้นโดยลำดับ เป็นความเคยชินของจิตอย่างนี้มาดั้งเดิม แต่ยังไงก็ตามนั่นไม่มีมูลความจริง ใจวาดภาพขึ้นมาดังที่วาดภาพเมืองนั้นเมืองนี้นั้นแหละ พอไปถึงจริงๆ แล้วเรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่วาดภาพเอาไว้ มันเป็นอย่างหนึ่งต่างหาก จิตก็เชื่อในสิ่งที่เราเห็นด้วยตาของเราแล้วนั้นภาพเหล่านี้ก็สลายไป

         คำว่าบุญว่าบาป เมื่อจิตได้เข้าสัมผัสสัมพันธ์กับเรื่องบุญเรื่องบาปอย่างแท้จริงแล้ว สัมผัสสัมพันธ์กับนรกสวรรค์เข้าภายในใจจริงๆ จิตใจเป็นผู้มอง เป็นผู้รู้เห็นไปโดยลำดับ ตลอดถึงพรหมโลกกระทั่งถึงนิพพาน แทงทะลุไปหมดด้วยความจริงภายในใจ เป็น สนฺทิฏฺฐิโก ขึ้นมาเต็มที่ในหัวใจแล้ว เรื่องที่เคยวาดภาพไว้แต่ก่อนนั้นไม่ว่าจะเป็นภาพชนิดใด ภาพบาป ภาพบุญคุณโทษ ภาพนรกสวรรค์กี่ชั้นกี่ภูมิ ล้มละลายไปหมด สู้ความจริงนี้ไม่ได้ เพราะความจริงนี้เห็นด้วยใจ รู้ด้วยใจ

         ธรรมของพระพุทธเจ้าก็สอนสัตว์โลกเพื่อให้รู้ให้เห็นตามความจริงที่มีอยู่นี้แล โดยการปฏิบัติทางด้านจิตใจจะทราบได้โดยไม่ต้องสงสัย มากน้อยตามกำลังความสามารถแห่งการปฏิบัติของผู้นั้นๆ แต่ที่เราจะวาดมโนภาพเฉยๆ หรือวาดด้วยความจดความจำนี้ ก็เหมือนกับเราวาดภาพเมืองนั้นเมืองนี้นั้นแหละ หลอกอยู่อย่างนั้น ไม่เห็นความจริง ไม่มีความจริง แต่เราก็ยอมเชื่อภาพนั้นๆ อยู่เรื่อยไป นี่ให้พยายามปฏิบัติให้เชื่อความจริง ให้เห็นความจริงประจักษ์ใจ

         ใจนี้เป็นหลักฐานอันสำคัญมากทีเดียว เป็นหลักใหญ่ เป็นที่รวม เป็นที่รู้สิ่งทั้งหลายทั้งหมดอยู่ที่ใจ ธรรมที่ท่านว่าประเสริฐๆ เลิศโลก เราก็เพียงวาดภาพ ไม่มีสิ่งใดที่เข้าไปพิสูจน์ธรรมนั้นๆ ได้นอกเหนือไปจากใจ ใจเท่านั้นเป็นสำคัญที่จะสามารถสัมผัสรับรู้ความหนักเบามากน้อยแห่งธรรมขั้นนั้นๆ จนกระทั่งถึงวิสุทธิธรรม คือ ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งธรรม กับจิตที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้วเข้ากันได้อย่างสนิท

         สรุปแล้วมีใจเท่านั้นเป็นผู้เหมาะสม เป็นผู้จะสามารถวัดความหยาบละเอียดลึกตื้นหนาบางหรือวิเศษวิโสของธรรมได้ มีใจเท่านั้น ร่างกายเป็นเพียงเครื่องมือของใจวาจาก็เหมือนกัน เช่นเราเดินไปวัดไปวา เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา พูดปรารภกันเรื่องอรรถเรื่องธรรมเป็นบุญเป็นกุศลนี้ เป็นเครื่องมือของใจ เป็นผู้บ่งบอกออกมาให้ทำอย่างนั้นๆ

         เพราะฉะนั้น บุญบาปจึงไม่ตกค้างอยู่ที่กายที่วาจา บรรดาผลเข้าไปรวมอยู่ที่ใจซึ่งเป็นตัวการ เป็นผู้บ่งบอก เป็นผู้ชี้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนั้นหมด การรู้การเห็นธรรมทั้งหลายมีใจเท่านั้นเป็นผู้สามารถ นอกนั้นไม่มีเลย ในโลกนี้ไม่มีอันใดที่จะสัมผัสรับรู้ธรรม หยาบ กลาง ละเอียด ละเอียดสุด จนกระทั่งสุดยอดแห่งธรรมได้เหมือนใจ ใจจึงควรได้รับการอบรม อย่างน้อยก็พอได้รับความสงบเย็นใจก็ยังดี

         เหตุผลเท่านั้นเป็นเครื่องจะบังคับจิตใจของเรา ให้เป็นไปด้วยความสะดวกราบรื่นชื่นใจได้ ความอยากจะไม่เป็นประโยชน์อะไรถ้าปราศจากเหตุผล ส่วนมากความอยากมักจะเป็นเรื่องฝืนธรรมเสมอ ในขณะเดียวกันก็เรียกว่าเป็นข้าศึกต่อธรรม เมื่อสิ่งใดฝืนธรรมสิ่งนั้นต้องเป็นข้าศึกต่อธรรม ทีนี้เราเป็นผู้ต้องการธรรม สิ่งใดฝ่าฝืนธรรมก็เรียกว่าเราเป็นผู้ฝ่าฝืนธรรม และเราก็เป็นข้าศึกของธรรมอยู่ในตัว สุดท้ายก็คือเราเป็นข้าศึกต่อเราเองเพราะธรรมอยู่กับเรา

         ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสอนให้แก้ให้ถอดให้ถอน ให้ระมัดระวังสิ่งที่จะเป็นภัยต่อตัวเราเอง คือใจเป็นสำคัญ ยากลำบากให้เป็นไปด้วยเหตุผล เราอย่าหาเรื่องหาราวอันเป็นกลมายาของกิเลสมาหลอกลวงเรา ขวางหน้าธรรมอยู่เสมอ พอเราจะก้าวเข้าสู่ธรรมกิเลสมันก้าวมาขวางหน้าไว้เสียแล้วทั้งๆ ที่เราก็ไม่ทราบเลยว่าอะไรเป็นกิเลส เข้าใจว่านั้นเป็นเราเสีย เป็นของเราเสีย เป็นอุบายออกตัวไปเสีย ความจริงเป็นอุบายมัดคอเจ้าของ กิเลสมันไม่มีคำว่าแก้ มีแต่คำว่าผูกว่ามัด มัดเรานี้แหละ เราต้องเรียนวิชาธรรมะให้ทันกับกลมายาของกิเลสโดยเหตุโดยผลนี้ เราจึงจะสามารถมัดคอกิเลสได้ อันเป็นการแก้แค้นกันโดยธรรม

         การประพฤติปฏิบัติย่อมมียากมีลำบาก การจะฝืนกับกิเลสซึ่งเป็นเจ้าอำนาจครองหัวใจสัตว์โลก และเป็นผู้กดขี่บังคับทรมานสัตว์โลกมากที่สุด ก็คือกิเลสอาสวะประเภทต่างๆ เราจะฝึกฝนทรมานแก้กิเลสตัวนี้ด้วยอรรถด้วยธรรม จึงต้องมีการต่อสู้กัน มีความลำบากลำบนเพราะกิเลสฝืนธรรม เราก็ฝืนกิเลสซึ่งอยู่กับใจเราเอง ใจของเรานี้ก็เป็นเวทีขึ้นมาระหว่างกิเลสกับธรรมต่อสู้กันอยู่บนเวทีคือใจของเรา สู้กันที่ตรงนี้ เหตุผลเป็นสำคัญ นักธรรมะต้องเป็นนักเหตุผล ความยากลำบากอย่านำเข้ามาเกี่ยวข้อง เหตุผลเท่านั้นเป็นสำคัญเป็นทางเดิน ทุกข์ยากลำบากแค่ไหนก็สู้ เมื่อเหตุผลบ่งบอกว่าสู้ว่าทำว่าเพียร

         คนในโลกนี้เกิดมาไม่ทุกข์มีหรือ เราเกิดอยู่ในท่ามกลางแห่งกองทุกข์ คือร่างกายนี้เป็นกองทุกข์อยู่แล้ว จิตใจก็บรรจุเชื้อแห่งความทุกข์มาเต็มหัวใจแล้ว ทำไมจะไม่แสดงความทุกข์ขึ้นมาทั้งทางร่างกายและจิตใจ การพยายามแก้ไขสิ่งเหล่านี้โดยทางที่ถูก แม้จะเป็นทุกข์บ้างก็ควรอดควรทน เพราะการต่อสู้การกระทำย่อมมีทุกข์เป็นธรรมดา ถือคติอันนี้เป็นกำลังใจ และขอย้ำหลักใหญ่อันสำคัญที่เป็นข้อยืนตัวและยืนยันในภพในชาติ การท่องเที่ยว เกิดแก่เจ็บตายไม่มีลดหย่อนผ่อนคลาย แม้จะจำไม่ได้ก็ไม่มีสิ่งใดนอกเหนือไปจากใจซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว ใจนี้สำคัญมาก นี้แหละเป็นตัวยืนยัน ตัวรับผิดชอบ ตัวก่อภพก่อชาติท่องเที่ยวในวัฏสงสาร คือใจนี้เป็นตัวประกันตัวยืนยันเรื่อยมาและจะเรื่อยไปถ้าแก้ไม่ได้

         ฉะนั้น จึงต้องได้รับการอบรมให้จิตใจนี้ได้รับคุณงามความดีเป็นเครื่องสนับสนุน หากเราไม่หลุดพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารในชาตินี้หรือชาติใดก็ตาม คุณงามความดีที่สร้างไว้แล้วมากน้อยจะเป็นวิบากผลอันดี ตามสนับสนุนเราในภพชาติต่างๆ ให้มีความสุขความเจริญ แม้วาระสุดท้ายก็อาศัยบุญกุศลที่เราสร้างไว้นี้แลเป็นเครื่องสนับสนุน จนถึงวิมุตติหลุดพ้นไปจากบ่วงมาร คือกิเลสประเภทต่างๆ

         ดังพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายท่านผ่านพ้นไปแล้ว และประกาศธรรมกึกก้องสะเทือนโลกธาตุปลุกพวกเราว่า โก นุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ ท่านทั้งหลายมัวเพลิดเพลินรื่นเริงกันไม่รู้จักเป็นจักตายยังไงกัน เมื่อไรจะรู้เรื่องความทุกข์ความลำบากกันบ้าง โลกอันนี้มันโลกเกิดตายนะ ไม่ใช่โลกจะรื่นเริงอยู่ตลอดเวลา มันเต็มไปด้วยความทุกข์ความร้อนวุ่นวายนะ พากันพิจารณาแหวกว่ายหาที่พึ่งบ้างซิ ท่านสอนว่า

                  โก นุ หาโส กิมานนฺโท        นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ

                 อนฺธกาเรน โอนทฺธา           ปทีปํ น คเวสถ

         เมื่อโลกสันนิวาสมันมืดมนอนธการอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ภายในหัวใจของสัตว์ เป็นเหมือนกงจักรพัดผันอยู่ตลอดเวลา ให้ได้รับความทุกข์ความทรมานไม่หยุดหย่อนอยู่เช่นนี้ ท่านทั้งหลายไม่ดูบ้างเหรอ ไม่เห็นเหรอ มันอยู่ที่หัวใจท่านทั้งหลายเอง ทำไมจึงหัวเราะร่าเริงกันแบบไม่คิด ทำไมจึงไม่แสวงหาที่พึ่ง ปทีปํ น คเวสถ ทำไมไม่แสวงหาที่พึ่ง เหมือนกับว่าท่านตะโกนบอกพวกเราก่อนที่ท่านจะปรินิพพานไป ท่านตะโกนบอกให้ตื่นเนื้อตื่นตัวเพื่อคว้าหาที่พึ่งที่ยึดที่เกาะที่ฝากเป็นฝากตายได้อย่างแท้จริง คือ กุศล ศีล ทาน นั่นแล

         เราเป็นมนุษย์ให้มีศีลมีธรรม ให้รู้จักบาป รู้จักบุญ คุณโทษ และพยายามบำเพ็ญแก้ไข จิตใจจะได้มีความสง่าราศี ความสง่างามประดับวาสนาของตนในภพชาตินั้นๆ จนเป็นคนวิเศษขึ้นมาจากใจดวงนั้น ไม่ใช่ดวงที่ปล่อยตามลมตามแล้ง ตามบุญตามกรรม นั่นคือจิตใจนรก พาเจ้าของตกนรกทั้งวันทั้งคืน ทั้งยังไม่ตายก็ตกนรกอยู่ภายในใจ ตายแล้วไม่ไปนรกจะไปไหน เพราะใจผลิตแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนให้รู้ให้เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่แล้ว

         เมื่อทราบอย่างนี้แล้วก็พยายามสร้างตัว อุตส่าห์บึกบึนพยายามบำเพ็ญ ดังที่เราทั้งหลายได้เคยบำเพ็ญมาแล้วจนเป็นนิสัยของชาวพุทธ นี่ละชื่อว่าเป็นความถูกต้องดีงามเพื่อเป็นเครื่องส่งเสริมจิตใจเราทั้งปัจจุบันและอนาคต ให้เป็นไปเพื่อความรื่นเริงบันเทิงในภพต่างๆ จนกระทั่งวาระสุดท้าย อำนาจแห่งกุศลนี้ก็ส่งถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง ได้แก่ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ไม่ต้องมายุ่งกับโลกเกิดตายนี้ต่อไปอีก ขอให้พากันนำไปพินิจพิจารณาแก้ไขดัดแปลงจิตใจเรา

         ความเป็นสิริมงคลเราไม่ต้องไปหาตามวันตามมื้อปีเดือน หาดูเลขดูยาม ดูลายมือ ลายเท้ากับใครๆ การดูฤกษ์ดูยาม ดูตรงนี้ ดูตัวจิตนี่ ฤกษ์ดียามดีอยู่ที่นี่ ฤกษ์เสียยามเสียอยู่ที่นี่ ดูตรงนี้นะ ถ้าดูตรงนี้จะไม่ผิด ส่วนมากมีแต่ฤกษ์ชั่วนั่นแหละอยู่ภายในใจตลอดเวลา ไม่ค่อยมีฤกษ์ดี ถ้ามีธรรมภายในใจ เอาธรรมเข้าไปรักษา เอาธรรมเข้าไปสังเกต เช่นสติธรรม ปัญญาธรรมเข้าไปสังเกต เราจะเห็นฤกษ์ชั่วของเราอยู่ภายในนั้น แล้วกำจัดมันออกก็จะกลายเป็นฤกษ์ดีขึ้นมาที่ใจ คนนั้นแหละคือคนมีฤกษ์ดีโดยแท้

         ไม่ใช่ไปเที่ยวหาดูลายมือ ดูฤกษ์ดูยามกับหมอนั้นหมอนี้ หมอพวกนี้หมอหากินหมอโกหก คำว่าเป็นหมอๆ หมอโกหกนั่นเด่นจนกระทั่งได้เป็นหมอ เด่นทางโกหกอย่าไปเชื่อ เดี๋ยวมันคว้าเอาๆ ควักกระเป๋าไม่ทันนะ เงินมีมากน้อยเก็บไว้ซื้อข้าวต้มขนมและซื้อเครื่องเรียนและต่างๆ ให้ลูกๆ จะทุ่นรายจ่ายไปได้เยอะ ไม่เสียไปเปล่า แถมได้คำโกหกมาเผาใจเข้าอีก มันดูกิริยาของเรามันรู้ทันที พวกนี้เรียนจิตวิทยาเป็นนักจิตวิทยา มองดูคนไหนที่พอกระเป๋าตึงๆ บ้างน่ะ นั่นแหละมันจะต้องหาอุบายท่านั้นท่านี้มาโกหกคว้าเอาจนได้แหละ ถ้ากระเป๋าแฟบๆ มันก็โกหกไปอีกแบบหนึ่ง มันไม่ให้เสียท่าพวกนี้ นี่เป็นเรื่องที่เสียทั้งนั้น เราอย่าไปยุ่ง

         ให้ดูนี้ ดูฤกษ์ดูตัวเองนี้ ฤกษ์งามยามดีอยู่ที่นี่ พยายามแก้ไขตนเองนี่ อะไรๆเกิดขึ้นที่ใจนี้ ร้อนก็ร้อนที่นี่ ไปดูหมอมาแล้วมันก็ไม่พ้นร้อนถ้าเราไม่แก้ที่ตรงนี้ นี่สุดท้ายก็มาลงหมอ เราเป็นหมอของเราเอง รักษาตัวเองเราเองดียิ่งกว่าหมออื่นใดรักษาเรา แต่เราอย่าโกหกเรานะว่าจะทำต้องทำ ว่าจะไปต้องไปในกิจการที่ชอบ อย่าโกหกตัวเองว่าจะทำแล้วไม่ทำ ว่าจะไปแล้วไม่ไป จงดูตัวเองด้วยธรรม อย่าดูด้วยกิเลสจะพาให้ล่มจม ดูด้วยธรรมพาให้เจริญ คือดู ทานธรรม ศีลธรรม ภาวนาธรรม วิริยธรรม สติธรรม สมาธิธรรมคือความมั่นคงไม่วอกแวกคลอนแคลน ปัญญาธรรม จะทำอะไรใคร่ครวญด้วยดีก่อนทำ ก่อนพูด ขันติธรรม อดทน ดูอยู่รอบตัวเรา อะไรไม่ดีให้รีบแก้ไข อะไรดีพยายามส่งเสริมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อทำตัวให้ดีอยู่โดยสม่ำเสมอย่อมทายตัวเองได้ถูกต้องกว่าหมอ จึงขอให้ทุกท่านฝึกหัดดูหมอในตัวเราเอง ใจจะไม่เห่อเหิมไปตามลมปากของคน เพราะมีธรรมเป็นหลักใจ มีธรรมค้ำประกันคุณภาพในตัวเรา

 

จึงขอยุติเพียงแค่นี้

 

*********


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก