มุ่งมั่นแดนอรหันต์
วันที่ 6 กันยายน 2546 เวลา 8:25 น. ความยาว 54.09 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่  ๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

มุ่งมั่นแดนอรหันต์

 

         (หลวงตาครับ ที่ชลบุรี โยมของพระพฤกษ์ ดร. ชลธวัช บริรักษ์คูเจริญ พ่อเขาที่ชื่อนายทวีที่ถึงแก่กรรมไปแล้วนะฮะ ที่หลวงตาเมตตาเคยไปที่บ้านเขาจังหวัดชลบุรีครับ เขาถวายทองคำน้ำหนัก ๑๐ บาท ดอลลาร์ ๑,๐๐๘ เหรียญสหรัฐ ดอลลาร์ฮ่องกง ๓๐,๐๐๒ เหรียญฮ่องกง ผ้าไตรจีวร ๑ ชุด ยาหอมภูลประสิทธิ์ ๑๒ กล่อง อันนี้ชายปั๋มรับไว้เรียบร้อยแล้วครับผม รับไว้จากชลบุรี นำมาให้ถวายหลวงตาต่อไป)

         (อีกรายหนึ่งที่หลวงตาไปเมตตาผู้หญิงที่ชื่อเล่นชื่ออ้วน หรือชื่อจริงชื่อกิตติวรรณ ที่แถวคลองตัน ที่หลวงตาไปเมตตาคราวที่แล้ว เขาทำบุญซื้อโค-กระบือ ๓๙ ตัว ถวายเพื่อเป็นการถวายกุศลแก่หลวงตาให้หลวงตาอายุยืนยาวมาก ๆ ยิ่งขึ้น เขามอบ ๓๐ ตัวนี่ให้วัดธรรมบูชา ชื่ออาจารย์ทองคำ อยู่ที่วัดถ้ำบูชา ภูวัว ดูแลไว้ สำหรับแจกจ่ายให้คนยากจนทำนาครับ )

         เดี๋ยว ๆ วัดถ้ำบูชาอยู่ตรงไหนน่า หรือจะอยู่ทางด้านตะวันออก เวลาเราเข้าไปภูวัวมันนี่มันอยู่ทางด้านนี้เหรอ หรือคำว่าวัดถ้ำบูชามีอีกวัดหนึ่งนู้นนะมันมี อันนี้ไม่ทราบว่าบูชาไหนละซิ (ถ้ำบูชาภูวัว อำเภอเซกา จังหวัดหนองคายครับ) นั่นซิ ไอ้ทางนี้มันก็ภูวัว ไอ้ทางนั้นมันก็ภูวัว ไอ้วัวตัวเดียวดูเหมือนมีสองเขา (มี ๓ จุด ภูวัว ถ้ำพระ ถ้ำบูชา แล้วอีกอันหนึ่งก็….) นั่นแหละเราเลยไม่ทราบตรงไหน ๆ มันมีชื่อว่าไง สองสามแห่ง แต่ส่วนใหญ่มันก็คือภูวัว อยู่ทางภูวัว (เคยไปถ้ำบูชา) เราเคยไปแล้ว ถ้ำพระ ถ้ำบูชา แต่ก่อนก็เคยเดิน เดินก็ไม่ได้ไกลนี่นะ ครั้นเวลาไปรถนี่ โหย ไปนู่นห้าทวีปกว่าจะกลับมานี่น่ะ นี่เดินปั๊บออกจากนี้ไปนี้เลยวัดถ้ำบูชา แล้วก็ไปภูทอกภูแทกอะไร ไม่ได้ไกลนะ เดินตัด ๆ

         คือกรรมฐานท่านไม่ได้สนใจกับรถกับราอะไรแต่ก่อน แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าท่านว่าเรามันเป็นกรรมฐานขุนนาง เอะอะโดดขึ้นรถๆ พอรถมันมีมากต่อมากแล้วจำเป็นจะต้องไปเดินหาอะไร ว่างั้นเข้าใจไหมล่ะ มันเลยขึ้นแต่รถไปละซิ แต่ก่อนรถก็ไม่มีด้วย ความมุ่งมั่นต่อธรรมนี้มันมีน้ำหนักมากเกินกว่าที่จะไปเสาะหาความสะดวกสบาย ตรงไหนที่จะภาวนาดีตรงนั้นมองเห็นปั๊บเข้าเลยไปเลย อย่างงั้นนะ แต่ก่อนไม่มีรถก็จริง แต่ผู้ที่มุ่งอรรถมุ่งธรรมแล้วท่านจะไม่เสาะ เรื่องรถเรื่องราไม่คิด ท่านจะคิดตั้งแต่เรื่องว่าที่ไหนสะดวก เช่นอย่างมองเห็นตรงนั้นเขาว่าดี ปั๊บเข้าเลย ๆ อย่างงั้น

         แถวนี้เราก็เคยไปหมดแล้วพูดตรงไหนก็รู้ ๆ ไปทางด้านนี้ไปอยู่สองปีมัง เที่ยวกรรมฐาน ไปทางด้านนี้ที่ติดๆ กันดูเหมือน ๒ ปี นอกจากนั้นไปแล้วผ่านแล้วมานี้ไปอยู่เรื่อย เอาควายไปมอบให้พระ พระท่านคงจะมอบให้พวกเขาทำไร่ทำนา ไม่มีควายนะ (ครับผม) ถ้ามอบให้พระแล้วก็แน่ใจว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ เอาว่าไป (ผลบุญกุศลในครั้งนี้ที่เขากระทำนะฮะ เขาขออานิสงส์ผลบุญที่ได้กระทำในครั้งนี้ ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย หลวงปู่มั่น ตลอดจนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก จงดลบันดาลประสิทธิ์ประสาทกุศลทั้งปวงแก่ท่านหลวงตามหาบัวให้มีอายุยืนยาวถึง ๑๒๐ ปี (สาธุ)

         เราจะยกกุศลทั้งหมดที่เขาให้เรานี้ขึ้นอุ้มชาติ อุ้มศาสนา ให้เป็นความแน่นหนามั่นคงจีรังถาวรไปนานแสนนาน เอาอนุโมทนา (สาธุ) (มีธาตุขันธ์สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่ลูกศิษย์ลูกหลาน ตลอดจนประชาชนทั้งประเทศสืบต่อไปนานเท่านาน) นั่นแล้ว ถ้าลงชาติไทยเราแน่นหนามั่นคง พุทธศาสนาเราก็แน่นหนามั่นคง พุทธศาสนาคือใครถ้าไม่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เลิศกว่าหลวงตาบัวเป็นไหน ๆ เรียกว่ามอบเข้าอีกทีหนึ่ง เข้าใจไหม มอบเข้าเลย หนุนเข้าไปเลย เราก็แน่ใจที่ว่าถวายพระนะ เขาเอาไปถวายพระ พระท่านจะพิจารณามอบให้เขา เขาไปทำไร่ทำนา ถ้าให้คนอื่นคนใดนอกจากพระ อันนี้เราไม่แน่ใจเดี๋ยวไปฆ่าทิ้งน่ะซิ มอบให้คน มันก็เหมือนอย่างย้ายนักโทษ ย้ายจากเรือนจำนี้ไปสู่เรือนจำนั้น ย้ายจากที่ฆ่าที่นี่ไปสู่ที่ฆ่าที่นั่น นั่น ถ้าเป็นพระแล้วเราค่อนข้างแน่ใจ พระในป่าธรรมดาเป็นพระที่มีหิริโอตตัปปะไม่มากก็น้อย ควายตั้ง ๓๙ ตัวนะ (ครับ)

         (ผ้าป่าตกค้างจากบุรีรัมย์ ๓,๐๘๐ บาทครับผม) มันตกค้าง ดีที่เราไม่สั่งเสียไป บอกหลวงตาท่านสั่งมาว่าให้ตกค้างอีกมากๆ เราไม่สั่ง เราขี้เกียจสั่ง นี่ไปบุรีรัมย์พึ่งกลับมา ผ้าป่าตกค้างก็ตามหลังมา ไป ๗ วัน สัตตาหะไป ไปเทศน์ที่บุรีรัมย์ ก่อเจดีย์จะเริ่มวางรากฐานเจดีย์ของท่านสุวัจน์ เทศน์ที่นั่นแล้วก็ไปเทศน์ที่สุรินทร์ ที่ศรีสะเกษ ๓ จังหวัด รวมแล้ว ๗ วัน พึ่งมาถึงเมื่อวานซืนวันที่ ๔

         (หลวงตาครับกราบเรียนที่มาที่ไปของโค-กระบือ ๓๙ ตัวนะ โค-กระบือจำนวน ๓๙ ตัวนี้ ราคาตัวละ ๑๓,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๕๐๗,๐๐๐ บาทถ้วน  อันนี้ซื้อมาจากโรงฆ่าสัตว์จังหวัดปทุมธานี เขาก็มาถวายเพื่อเป็นกุศลผลบุญแก่ท่านหลวงตา ซื้อเมื่อวันที่ ๙ กันยายน เวลาบ่ายสามโมง แล้วนำโค-กระบือทั้ง ๓๙ ตัว ไปเพื่อจะให้กับผู้ยากจน โดยมีท่านพระอาจารย์ทองคำ กาญจนโน ที่วัดถ้ำบูชาภูวัว อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย เป็นผู้รับผิดชอบดูแลรักษาโค-กระบือ เพื่อจะนำไปให้คนยากจน) พ้นมาจากเพชฌฆาตโรงฆ่าสัตว์นะ พ้นมาแล้ว มาถึงพระแล้ว พระโปรดได้ว่างั้นเถอะ แต่พวกเราพระจะโปรดได้ไหม (หลวงตาหัวเราะ) มันมีข้อสงสัยก็ต้องถามซิ นี่ถามพวกเราพระจะโปรดได้ไหม คือสัตว์แน่ใจแล้วว่าพระท่านโปรดได้ ท่านเอาไปที่นู่น แล้วพวกเราพระจะโปรดได้ไหม

        เวลานี้คลังหลวงของเรายังบกบางอยู่ นี่พูดคลังหลวงนะ.ยิ่งเน้นหนักเข้าไปเรื่อย ๆ นะ ให้ถอยไม่มีถอยเลย คอขาดขาดไปเลย จุดที่เราต้องการ ต้องให้ได้เลย สมชื่อสมนาม กลบลบสิ่งที่เลวร้ายทั้งหลายได้ เราพิจารณาเต็มเหนี่ยวแล้วจุดนี้เป็นจุดที่เหมาะสมมาก จึงนำมาประกาศแก่พี่น้องชาวไทยที่รักชาติทั้งหลายให้ทราบทั่วถึงกันว่า คราวนี้เป็นคราวที่จะอุ้มอย่างเด็ดขึ้นสู่ความสง่าราศี เมืองนอกเมืองนาที่ไหนเขามองมาเหลืองอร่ามงามตา ตำหนิไม่ได้ เราเป็นตัวประกัน

         คือเราเป็นผู้ออกสนามประกาศแล้วเรื่องนี้ว่าจะให้ได้เท่านั้น เมื่อได้เท่านั้นเต็มที่แล้ว ทีนี้ใครที่จะมาชี้หน้าด่าทอ หรือติฉินนินทาอะไรเราจะปัดลูกศิษย์เราไว้ข้างหลังหมด เราจะออกข้างหน้าโบกมือให้มา บอกให้มาหมดทั้งโคตรเลยนะ เพียงเท่านี้เพียงหมัดเดียวยังไม่ถึงสองหมัด ถ้ามาอีกหมดโคตรหมดแซ่ ปู่ ย่า ตา ยาย มาอีกขึ้นหมัดอีกหมัดหนึ่ง ยังมาอีกมากกว่านั้นไอ้พวกสัตว์สาราสิงอยู่ในเมืองนี้ก็มีเยอะ ถ้างั้นเราก็จะยืมหมัดหมามาฟาดเลย คือหมาตัวหนึ่งหมัดเต็มตัว เพียงยกหมาใส่ตัวเดียวเท่านั้นล้มระนาวเลยสู้เราไม่ได้ นั่นเห็นไหมล่ะบทเวลาจะเอาเอาอย่างงั้น ไม่ให้เข้ามาแตะลูกศิษย์เราทั่วประเทศ เราเป็นคนประกาศเอง เราจะรับหมดเลยเชียว นั่นเป็นอย่างงั้นนะ

         เพราะฉะนั้นคราวนี้จึงเอาให้เด็ดเชียว ให้เห็นความเด่นชัดแห่งความรักชาติ สำคัญความรักชาตินะ สงวนศักดิ์ศรีของชาติทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสมบัติที่ออกประกาศให้โลกได้เห็น จากน้ำใจแห่งความรักชาติของคนไทยเรา เรื่องใหญ่มันอยู่ตรงนี้นะ สำหรับสมบัติเหล่านี้ก็ไม่มีคุณค่าอะไรมากนักละ แต่มันมีคุณค่าอยู่กับคนไทยทั้งชาติน่ะซิ เราจะเอาอะไรยกขึ้นเพื่อเป็นคุณค่าให้เด่นชัดก็คืออันนี้เป็นผู้ยก อันอื่นยกไม่ได้ แน่ะ ต้องเอานี้มายก เพราะฉะนั้นคราวนี้จึงเด็ด เวลานี้ทองคำก็ได้ ๗ ตันกว่าแล้ว ยังอีก ๒ ตันกว่า จะเอาให้ได้ละ ยังไงก็ต้องให้ได้ทีเดียว ส่วนดอลลาร์นี้ก็กะไว้เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน ว่า ๑๐ ล้าน นี่ก็ไม่ค่อยหนักมากนะ แต่ทองคำรู้สึกมีน้ำหนัก อยู่มาก ยกก็หนัก

         เพราะฉะนั้น จึงทุ่มกำลังความรักชาติ ความเสียสละด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคีกันให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ยกทองคำเราขึ้นสู่ฟากเมฆว่าไง เทวบุตรเทวดาแตกฮือ นี่ก็จะไปรวมจุดที่กฐินนี่จุดหนึ่ง ได้มากน้อยเพียงไรก็รวบรวมเสร็จแล้วเอาเข้าสู่คลังหลวง ทีนี้ยังขาดเหลือเท่าไร เอาเดือนธันวาขีดเส้นตายเลย ธันวา วันที่ ๓๑ นั้นเป็นวันขีดเส้นตาย มันมีอยู่สอง หนึ่งแพ้ตกทะเลทั้งหมดในเมืองไทยเรา ถ้าแพ้ไม่ได้ทองคำน้ำหนัก ๑๐ ตัน ดอลลาร์ ๑๐ ล้านนะ ถ้าชนะแล้ว ความจนนี้ตกทะเลเลย เมืองไทยขึ้นครองชัยชนะแห่งความรักชาติ ความเสียสละด้วยความพร้อมเพรียงของตน โดยพร้อมหน้ากันอย่างเหลืองอร่ามทั่วประเทศไทย ให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณา

         หลวงตาก่อนที่จะออกมาประกาศทุกอย่าง ๆ พิจารณาเต็มกำลัง พิจารณาภายในนี้ละ อันไหนที่ขัดอยู่ตรงไหน อันไหนที่ขัดอยู่ตรงไหนพิจารณาบวก ลบ คูณ หาร เสร็จแล้วว่าแน่แล้ว ออก ๆ เพราะฉะนั้นอะไรจึงมาขัดไม่ได้ ถ้าลงนี้ได้ออกแล้วพุ่งเลย ขาดสะบั้น ๆ ไปเลย ถ้ายังไม่แน่ยังไม่ออก ได้พิจารณาเต็มกำลังมาโดยลำดับที่นำพี่น้องทั้งหลายมาโดยลำดับเต็มกำลังความสามารถ ความคิดความอ่านทุกอย่าง พินิจพิจารณาโดยอรรถโดยธรรมภายในหัวใจ จากนั้นอะไรที่สมควรจะออกมากน้อย ทีนี้ก็เริ่มออก ๆ ๆ ให้พี่น้องทั้งหลายได้พิจารณาและปฏิบัติตามกำลังความสามารถของตน ๆ เรื่อยมาอย่างนี้ เท่าที่ผ่านมานี้ก็รู้สึกว่าราบรื่นดีงามเป็นลำดับลำดามานะ

         คราวนี้เป็นคราวที่จะตัดสินกันละ ไม่มีอะไรใหญ่ยิ่งกว่าเมืองไทย เอาจุดนี้ให้ดีทุกคน เมืองไทยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เด็กอยู่ในท้องแม่ก็เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว มีคุณค่าเต็มตัวในท้องแม่ ตกออกมาก็เต็มตัวๆ ด้วยกันทุกคน ๆ เราจะให้ขาดบาทขาดตาเต็งในคุณค่าของชาติไทยของเรานี้ไม่ได้ ต้องเอาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แสดงความสามารถแห่งความรักชาติออกมาให้โลกได้เห็นคราวนี้ โลกจะได้เห็นชาติไทยของเราคราวนี้ เป็นยังไงน้ำใจของชาติไทยรักชาติอย่างไรหรือไม่ นี่เป็นเครื่องวัด แล้วความเสียสละจากความรักชาติก็จะวิ่งตามกันมา พร้อมกับความพร้อมเพรียงสามัคคีกัน จะออกเต็มเม็ดเต็มหน่วยคราวนี้ละ

         ยังไงต้องเป็นประวัติศาสตร์ ไม่เป็นอย่างอื่นว่างั้นเลย เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์นี้เราจะเอาประวัติล้มเหลวหรือลง เมืองไทยจมทะเลหมด หมู หมา เป็ด ไก่ ไม่มีเหลือ ไปด้วยกันหมดเลยไม่มีอะไรตกค้าง มีแต่ส้วมแต่ถาน แต่หนอนแต่กิมิชาติต่างๆ เต็มเมืองไทย แทนคนไทยทั้งชาติ ท่านทั้งหลายอยากฟังไหม เพียงพูดเท่านี้เราก็สยดสยองแล้วนะ เพราะฉะนั้นจึงอย่าให้ผ่านมาเลยสิ่งเหล่านี้ ผ่านมาเมืองไทยเรา ให้มีแต่ชัยชนะด้วยความรักชาติ ความเสียสละสามัคคี ให้มันท่วมท้นเต็มเมืองไทยเราจะสง่างามทั่วโลก โลกไหนเขาก็มีหูมีตาเขาดูด้วยกันทั้งนั้นละ เป็นยังไงเมืองไทยเรา

         เพราะฉะนั้นคราวนี้จึงเป็นคราวประวัติศาสตร์ ประกาศความศักดิ์สิทธิ์ด้วยความรักชาติของตนออกให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยกันทุกคน โดยหลวงตาเป็นหัวหน้า ไม่อ่อนข้อ คอขาดขาดไปก่อนท่านทั้งหลายนะ ไม่มีที่จะเสียดายคอเจ้าของยิ่งกว่าชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นหลวงตาจึงกล้าทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่จะมาขวางได้ เพราะเรื่องชาตินี่เป็นเรื่องสำคัญ ผู้หนึ่งผู้ใด พรรคใด พวกใดก็ตาม หรือภาคใดก็ตามที่จะมาทำลายชาตินี้ นี้คือมหาภัยต่อชาติเราจะคบไม่ได้เลย เราจะสนิทไม่ได้เลย คือว่ามหาภัยต่อชาติ คำว่าต่อชาติก็คนทั้งประเทศนี้จะถูกจมด้วยภัยเหล่านี้ทั้งนั้น ใครจะไปยอมได้เข้าใจไหมล่ะ

         เพราะฉะนั้นจึงต้องปัดออกทันที สิ่งเหล่านี้อย่ามาผ่านไม่ได้เลย คุ้นกันไม่ได้ เพราะมหาภัยใครคุ้นมันได้เมื่อไร มหาคุณต่างหากที่ทำความคุ้นกันสนิทสนม ใครจะอยู่ที่ใด ๆ ไม่ว่าชาติ ชั้น วรรณะใด เป็นคนไทยด้วยกันๆ หมู หมา เป็ด ไก่ เป็นคนไทยทั้งหมด รักด้วยกันทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นจึงทุ่มจากความรักชาติของตนให้เต็มเหนี่ยวในคราวนี้ เอาให้เต็มยันทุกคนนะ จะขีดเส้นตายในวันที่ ๓๑ เอากันให้เต็มเหนี่ยว ใครมีเท่าไร มีห้าออกมาสิบ ไปยืมเขาเสียก่อนห้าบาท เข้าใจไหม มันมีห้าเอามาสิบ ยืมเขาห้าบาท ๆ มา เข้าเมืองไทยของเราเสียก่อน เมื่อเมืองไทยเราลืมตาอ้าปากได้แล้ว ห้าบาทมันไม่ยากอะไรละ จะไปยากอะไร นี่ชี้เลยคลังหลวง เงินห้าบาทกับคลังหลวงเหลืองอร่ามนี้จะเอาอันไหน จะมาต่อว่าคลังหลวงได้หรือ นี้มีน้อยไปห้าบาท แต่เอามาสิบบาท เราจะยืมอีกห้าบาท มันต้องเอาอย่างนั้นซีถึงเรียกว่านักรบ ไม่ใช่นักหลบ นักรบต้องสู้ตลอดซี

พอพูดอย่างนี้ก็ยังระลึกถึงพ่อแม่ครูจารย์ได้นะ อย่างนี้ละอะไรมันถึงใจนะ เพราะพ่อแม่ครูจารย์พูดอะไรออกมานี่ จะออกมาจากธรรมล้วนๆ วันนั้นเป็นระยะที่... คือตามธรรมดาเราลงมาหาท่านเมื่อไร พอลาจากท่านไปแล้วก็เรียกว่าสละตายเลยละ เพราะเหตุนี้เองเวลาจะออกไปเที่ยว กราบเรียนปรึกษาอะไรท่านเรียบร้อยแล้ว ท่านเป็นที่ลงใจทุกอย่าง เออ ไปได้ ท่านลงแล้วนะ คราวนี้จะไปทางไหนล่ะ คราวนี้คิดว่าจะไปทางนั้น เอ้อ ดีนะทางนั้น ท่านไปหมดแล้ว จากนั้นมาท่านก็ถาม ไปกี่องค์ ว่าไปองค์เดียว โห ผึงผังขึ้นเลย เออ ท่านมหาต้องไปองค์เดียว คนอื่นไปยุ่งท่านไม่ได้นะ ชี้ไปตามนี้ อย่าไปยุ่งท่านนะ ธรรมดาพระลาไปเที่ยวถึงสององค์ ท่านไม่ให้ไปองค์หนึ่ง แต่สำหรับเรานี้เอาเลยเทียว ทีนี้ไปหาท่านมันก็สมเหตุสมผล

บางทีท่านพูดหยอกเล่นบ้างก็มี เพราะเห็นเรานิสัยผาดโผน มันไม่ธรรมดา พอไป เอาๆ ไป เอาดีๆ นะท่านว่าอย่างนั้น เอาดีๆ นะ ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ มาหาท่านทีไรมีแต่หนังห่อกระดูกลงมา เนื้อไปไหนหมดไม่รู้ นั่นละความฝึกความทรมาน ร่างกายจะเป็นอะไรช่าง เราไม่ได้สนใจกับมันยิ่งกว่าหัวใจ ใจนี้ต้องหมุนตลอดๆ ทีเดียว นี่ก็เป็นธรรมดา ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร มาทีไรก็มีแต่หนังห่อกระดูกๆ มาเป็นประจำ เข้ามาหาท่าน คือไปเที่ยวแล้วกลับมา ทีนี้ครั้งที่สะดุดใจมากพอลงกราบท่าน เฮ้ย ว่างั้นเลยนะ ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ ท่านพูดเสียงดังนะ เฮ้ย ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ คือตัวเรามันเหลืองเหมือนทาขมิ้น หนังห่อกระดูกแล้วยังไม่แล้ว มันผอมขนาดนั้น แล้วตัวนี้เหลืองเหมือนทาขมิ้นหมดตัวเลย มันจะเป็นเพราะดีซ่านหรืออะไร

พอท่านว่าอย่างนั้นด้วยความตื่น หรือว่าด้วยความสะดุดใจของท่านอย่างแรงก็ไม่ทราบ เฮ้ย ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ ท่านว่าอย่างนั้น เราก็นิ่งคอยฟังท่านจะออกแง่ไหน ไม่นาน นี่เห็นไหมจอมปราชญ์ ท่านจะออกแง่ไหนเราจะคอยฟัง สักเดี๋ยวพลิกปั๊บ ท่านกลัวเราจะอ่อนเปียกไป เมื่อท่านว่าอย่างนั้นท่านเลยพลิกใหม่ มันต้องอย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ นี่ขึ้นแล้วนะ นั่นเห็นไหมล่ะ เราไม่ลืมนะ มันต้องอย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ แต่ท่านไม่ได้บอกว่านักหลบ นี่เราก็ไม่ลืม

เรื่องความเอาจริงเอาจังก็เห็นเหตุเห็นผล ได้เหตุได้ผลทุกสิ่งทุกอย่างมา ที่มาสอนพี่น้องทั้งหลายนี้ได้มาจากหนังห่อกระดูกนี่นะ ทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเป็นจะตาย ถึงขนาดท้องเสียเสียจนจะตายเวลาจะช่วยชาติบ้านเมือง ได้ยาจีนมารักษาถึงฟื้นขึ้นมา ฟื้นอย่างปาฏิหาริย์ ขึ้นเวทีเลย นั่น นี่มันจะตาย หือ มันจะไปจริงๆ หรือ จะไม่อยู่หรือ มีท่าแต่จะไปท่าเดียว ท่าจะไปเด่น ท่าจะอยู่มีอยู่นิดเดียว พิจารณาอีก มันจะไปจริงๆ เหรอ แล้วก็มีอะไรอยู่นี่ ท่าจะไปเด่นมาก ท่าจะอยู่มีอยู่นิดเดียว นี่หมอเอาไว้ได้นะ ช่วยปั๊บๆ แล้วก็พุ่งเลย เพราะฉะนั้นถึงได้ออกช่วยชาติบ้านเมืองตั้งแต่บัดนั้นมา เราทำอย่างนั้นจริงๆ สำหรับความเพียรของเรา

ความมุ่งมั่นเบื้องต้นนี่เราไม่ได้มุ่งมั่นอะไรนะ มุ่งมั่นแดนอรหันต์ ขอให้ได้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ อย่างไรก็ขอให้เป็น ไม่ขอกลับมาเกิดอีกแล้ว จิตใจมันก็หมุนอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจะลำบากลำบนอะไร มุ่งต่อธรรมแดนพ้นทุกข์อย่างเดียว นี่ละมันถึงได้รุนแรงเรื่องราวมัน ทีนี้ความมุ่งมั่น การบำเพ็ญหนักเบาแค่ไหน ผลก็ปรากฏขึ้นมาๆ ไม่ได้เสียหายไปไหน เหตุเด็ดผลก็เด็ด ผลมากผลน้อยขึ้นอยู่กับเหตุทั้งนั้น นี่เหตุมันเด็ด ๆ เด็ดมาเรื่อย แล้วผลก็ค่อยได้มาๆ จนกระทั่งได้มานำพี่น้องทั้งหลายนี้ ได้มาด้วยความพอใจทุกอย่างแล้ว เราพอใจ เราไม่มีอะไรบกพร่องแล้วในหัวใจของเรา สมภูมิเต็มภูมิ ว่าปรารถนาให้เป็นอย่างนั้นให้เป็นอย่างนี้ ให้เป็นอรหัตอรหันต์อะไร ไม่ถามถึงแล้ว ได้แต่คำว่าพอ ทุกอย่างในโลกนี้พอทั้งหมด ใครจะเอาอะไรมาให้ก็ไม่เอา ไม่มีอะไรเลิศเลอยิ่งกว่าคำว่าพอ

พอนอกแดนสมมุติ ไม่เหมือนอย่างพอธรรมดาทั่วๆ ไป เช่นเราพอในการรับประทานตอนเช้านี้ พอตอนบ่ายว่าหิวข้าว มันพออะไร ตอนเช้าอิ่มท้องป่อง พอตอนบ่ายมาหิวข้าว ใครอย่ามากวนกำลังหิว อิ่มพวกเรามันอิ่มอย่างนั้นนะ พอพวกเรามันพออย่างนี้ พอตอนเช้าแต่ตอนบ่ายมันจะตายมันหิว อันนี้พอว่าพอผางขึ้นเท่านั้น ฟ้าดินถล่มเท่านั้นหมดปัญหาเลย ไม่มีอดีตว่าเราเกิดมากี่ภพกี่ชาติแสนทุกข์ทรมาน ท้อใจในการที่จะเกิดต่อไปอีกนี้ก็หมด ลบเรียบ แล้วอนาคตเราจะไปเกิดในภพชาติใดอีก ที่จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ ก็ขาดสะบั้นไปหมดเลย ปัจจุบันก็เป็นทองทั้งแท่งขึ้นมา หายสงสัยทุกอย่าง จึงไม่มีคำว่าอดีต อนาคต ซึ่งเป็นเรื่องสมมุติเข้าสู่หัวใจนั้นเลย

ได้นำพี่น้องทั้งหลายจึงได้นำด้วยความเด็ดขาดทุกอย่าง เอาธรรมเป็นผู้นำล้วนๆ เราจะไม่เอาโลกเข้ามาแฝงเลย ไม่ว่ากิริยาท่าทางจะเป็นยังไง จะเป็นไปด้วยกิริยาของธรรม พลังของธรรม ไม่มีคำว่ากิเลสตัวไหนที่จะแทรกขึ้นมาเท่าเม็ดหินเม็ดทราย ให้เกิดความงงงันอั้นตู้ เหอ กิเลสตัวนี้กูนึกว่ามึงม้วนเสื่อไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว มึงยังโผล่หน้ามาอีกเหรอ ไม่เคยมีด้วย และไม่เคยสงสัยด้วย พอขาดจากสมมุติโดยประการทั้งปวง แล้วจะมีสมมุติตัวไหนมาให้เสื่อมให้เจริญอีก มันก็รู้อย่างนั้น

นี่หมายถึงเหตุที่เราบำเพ็ญ มรรคผลนิพพานรออยู่กับผู้ปฏิบัติ คือตัวเหตุ ให้บำเพ็ญตามสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนั้นเถิด สวากขาตธรรมไม่มีจะส่งสัตว์ตัวใดให้ไปทางผิดพลาด ส่งให้ถูกต้องเป็นลำดับลำดา ตั้งแต่พื้นฐานการให้ทาน การรักษาศีล มีมากมีน้อยจะไม่สูญหายไปไหนเลย ทำบุญให้ทานมากี่กัปกี่กัลป์จะฝังอยู่ในหัวใจดวงไม่เคยตายนี้ตลอดไป บาปก็คอยทำร้ายอยู่ในนั้นๆ ทั้งสองนี้ไม่ต้องวิตกวิจารณ์ ว่าบุญจะลำเอียง บาปจะลำเอียง ไม่มีทั้งสองด้าน เป็นความเสมอภาคกันก็คือบาปกับบุญ ให้คุณให้โทษเสมอกันหมด ไม่ว่าจะทำบาปในที่แจ้งที่ลับเป็นบาปตลอดไป ไม่ว่าจะทำบุญสุนทานอะไรทั้งที่แจ้งที่ลับ เป็นบุญตลอดไป หนุนตลอดไป สิ่งที่เป็นภัยกดลงตลอด อยู่ในหัวใจ

ทีนี้เวลาเราสร้างคุณงามความดีหนักเข้าๆ ความดีทั้งหลายที่สร้างไว้แล้วไม่ได้สูญหายไปไหน ก็หนุนกันขึ้นๆ เวลาถึงขั้นแล้ว อำนาจแห่งบุญแห่งกุศลไม่เพียงแต่มีเฉยๆ นะ ยังหนุนเจ้าของอีก หนุนให้เกิดความรักใคร่ใกล้ชิดติดพันกับอรรถกับธรรมกับคุณงามความดีเป็นลำดับลำดาไป เพราะฉะนั้นผู้ที่มีอุปนิสัยสามารถแก่กล้าแล้ว ยกตัวอย่างเช่น พระยสกุลบุตร สมบัติเงินทองเอามากองไว้ทางนี้ คนไปยืนทางนี้มองไม่เห็นคน เพราะมากต่อมาก นี่พ่อกับแม่จะมอบให้ลูกคนนี้หมด มีลูกคนเดียวรักมาก ไอ้ลูกมีแต่จะไปท่าเดียว ไม่สะดวกไม่สบาย

สมบัติเงินทองนี้ให้ลูกก็เพื่อความสะดวกสบาย ทำไมจะไม่สะดวก มันไม่สะดวกอยู่ในหัวใจ สิ่งเหล่านี้ตายแล้วใครเอาไปได้ นั่นเห็นไหมล่ะ บทเวลาโต้ตอบพ่อกับแม่ สิ่งเหล่านี้ตายแล้วใครเอาไปได้ที่ไหน คุณงามความดีต่างหากติดกับตัว ว่าอย่างไรก็ไม่ฟัง มีแต่วุ่นวาย แต่ก่อนก็เคยอยู่กับพ่อกับแม่มานมนาน อยู่กับสมบัติเหล่านี้ก็เคยอยู่มานาน ไม่เคยว่าวุ่นวี่วุ่นวาย แต่ทีนี้เมื่ออำนาจวาสนาบารมีแก่กล้าเข้าๆ หนุนเข้า เห็นไหมล่ะ เห็นสิ่งเหล่านี้เป็นฟืนเป็นไฟไปหมด ที่เย็นที่สุดเลิศเลอก็คือธรรมที่ท่านสร้างไว้ในหัวใจของท่านหนุนขึ้นๆ มีแต่จะออกท่าเดียว ที่นี่วุ่นวาย ที่นั่นวุ่นวาย ไปแล้วก็ออกเลย ก็บ่นไป

เพราะตั้งใจจะไปหาพระพุทธเจ้า พอไปถึงนั้นพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จจงกรมอยู่ พระยสกุลบุตรบ่นเข้ามาว่า ที่นั่นวุ่นวาย ที่นี่วุ่นวาย มานี่ ยสมานี่ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่สงบ ที่นี่ร่มเย็น เอ้า มาที่นี่ บอกให้มาเลย รับกันทันที ทางนี้บารมีเต็มเปี่ยมแล้ว พระพุทธเจ้ามีพระเมตตาครอบโลกธาตุแล้วรับกันทันที แนะนำสั่งสอนสำเร็จ เอ้า สุดยอดเลย ขึ้นเป็นอรหันต์ปึ๋งเลย นั่นเห็นไหม ความร้อนนี้วุ่นวายคือ อำนาจแห่งบารมี ทำให้อยู่ไม่ได้ มีแต่จะออกท่าเดียว

นี่แหละอำนาจแห่งบารมีที่เราสร้างมานั้นไม่สูญหายไปไหน ใครอย่าไปเก่งกว่าศาสดา เก่งกว่าพระพุทธเจ้านะ ว่าทำบุญไม่ได้บุญทำบาปไม่ได้บาป มีแต่พวกเทวทัตทำลายตัวเอง และส่วนรวมให้ฉิบหายไปเท่านั้นละ ศาสดาองค์เอกที่ได้ตรัสรู้มาแต่ละพระองค์ ๆ ท่านสร้างพระบารมีเท่าไร ท่านสร้างมาเพื่อโกหกโลกเหรอ กิเลสมันโกหกโลกมาตลอดเวลาทำไมไม่เห็นโทษของมัน พระพุทธเจ้าสร้างพระบารมีมา ๓ ประเภท

ประเภทที่ ๑   ๑๖ อสงไขย จึงเป็นศาสดาเต็มองค์ได้

ประเภทที่ ๒   ๘ อสงไขย แสนมหากัปนะติดแนบ ๆ ด้วยแสนมหากัป จึงได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ เป็นประเภทที่ ๒

ประเภทที่ ๓   คือ ๔ อสงไขย แสนมหากัป ติดแนบๆ จึงเป็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ครอบโลกธาตุ ทั้ง ๓ ประเภทนี้ท่านสร้างบารมีมาเพื่อรื้อขนสัตว์โลก ไม่ได้เพื่อมาทำสัตว์โลกให้ล่มให้จม แล้วสั่งสอนสัตว์โลกด้วย สวากขาตธรรม คือตรัสไว้ชอบ ๆ แล้วดึงขึ้น ๆ ท่าเดียวเหมือนกันทุกพระองค์เลย ท่านเป็นอย่างนั้น แล้วในขณะเดียวกัน กิเลสตัวใดไม่ว่าลูกเต้าหลานเหลน ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นสกุลหรือเป็นนักต้มตุ๋นทั้งนั้นแหละ ออกมาแง่ใดเป็นเรื่องต้มตุ๋นโลกให้ล่มจม ๆ แต่ศาสดาของเราสอนเพื่อความฟื้นฟู ฉุดลากขึ้น ๆ

นี่เราก็ได้มาปฏิบัติเต็มกำลังของเราให้เชื่อศาสดานะ ศาสดานี้สร้างบารมีมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย กิเลสมันสร้างบารมีที่ไหน  มันจะสร้างตั้งแต่กองทุกข์เผาหัวใจโลกเท่านั้น นั่นเหรอบารมีของกิเลส ใครอยากเป็นบริษัทบริวารของกิเลส กิเลสสร้างบารมีมามากเอาให้ขี้แตกก็ได้เข้าใจไหม เวลามันหนักเข้า ๆ ปวดหนักเข้าๆ เจ็บหนักเข้า ปวดหนักเข้า ปวดขี้เข้าใจไหม ขี้แตกออกนั่นเหรอกิเลสมันสร้างบารมี มันเอาจนขี้แตกเหรอ มันเป็นของดีเหรอ พิจารณาซิ มันทรมานสัตว์โลกหาความสุขไม่ได้นี้ก็คือกิเลสทั้งนั้น ๆ แล้วพยายามทำสัตว์โลกให้มีความสุขความเจริญจนกระทั่งถึงพ้นจากทุกข์ มีแต่องค์ศาสดาที่สร้างบารมีเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้วทั้งนั้น เราจะเชื่อทางไหน เอ้า ตัดสินใจนะ

เวลานี้ชีวิตมีอยู่ ศาสดาทางนี้ก็มีอยู่เอื้อมถึงอยู่ นี้กิเลสก็มีอยู่เอื้อมถึงอยู่จะไปทางไหน เอ้า ให้ตัดสินใจตัวเอง ให้มันมีคุณค่าซิมนุษย์เกิดมาทั้งคน ท่านที่มาตรัสเป็นศาสดาสอนเราท่านบำเพ็ญคุณค่า เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าสูงส่งสุดยอดแล้ว มาสอนมาฉุดลากพวกเราเอาให้ได้ซิจะเป็นอะไรไป อย่ามาทำเหยาะ ๆ แหยะ ๆ อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ นี้ก็ย้อนกลับเข้ามาอีก ที่เราได้ทำมานี้เต็มเม็ดเต็มหน่วยของเรา เรียกว่า ชีวิตนี้จะมอบ พูดให้มันเต็มศัพท์เต็มแสง พูดโดยอรรถโดยธรรมไม่ได้พูดเพื่อความโอ้อวด เรื่องโอ้อวดเป็นเรื่องของกิเลสเป็นเรื่องของสมมุติ ธรรมนี้ไม่ใช่สมมุติ ถอดออกมาจากความจริงในหัวใจเลยว่าเราสร้างมานี้เราสละชีวิตทุกสิ่งทุกอย่าง เอ้า เป็นก็เป็นตายก็ตาย เวลานี้จะเอาให้ได้พระอรหันต์เท่านั้น

เมื่อได้ฟังอรรถธรรมของพ่อแม่ครูจารย์อย่างถึงใจแล้วมันก็ถึงใจ ถึงอย่างลึกทีเดียวไม่มีถอนเลย เป็นก็เป็นตายก็ตายฟัดกันเรื่อยมานี้ ผลก็ปรากฏขึ้น ๆ ให้เห็นอย่างชัดเจนจนกระทั่งถึงโลกธาตุไหว หมดปัญหาโดยประการทั้งปวงแล้ว จึงได้นำมาสอนโลก การนำมาสอนโลกสอนด้วยความเมตตาล้วน ๆ ไม่ได้มีอะไรที่จะเป็นสิ่งตอบแทนหรือมีหวังนั้นหวังนี้กับ เช่น อย่างสมบัติพี่น้องทั้งหลายมาบริจาคทานมากขนาดไหนคน ๖๒ ล้านคนทั่วประเทศไทย ผ่านเข้ามาบาทหนึ่งเราไม่เคยแตะเลย ฟังซิน่ะ เพราะอำนาจแห่งความเมตตามีคุณค่าล้นเหลือประมาณเกินกว่าที่จะมาเสียดาย หรืออยากได้เงินสักหนึ่งบาทของพี่น้องทั้งหลายที่บริจาคมา เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มี

ใครจะพูดอะไรโจมตีแบบไหน ๆ มันก็เป็นปากเขา สกปรกก็สกปรกที่ปากเขา สร้างความชั่วก็สร้างอยู่ที่ปากเขา เราสร้างความดีเป็นของเรา เขาสร้างความชั่วเป็นของเขา เดือดร้อนกับเขาทำไม เขาจะมาโจมตี ยกมาทั้งโคตรทั้งแซ่ก็ให้เขามาซิ โคตรแซ่เรามีอยู่จะเป็นยังไง หากมันมาจัง ๆ เราจะยกโคตรแซ่ของเราใส่เปรี้ยงเดียว โคตรแซ่ของมึงได้ทำอะไรบ้างถึงมึงจะมาอวดกูเข้าใจไหม เท่านั้นก็พอแล้ว มันสร้างแต่ความชั่วมันจะมาอวดเราได้ยังไง ก็เราสร้างแต่ความดีความหมายก็ว่าอย่างนั้น

นี่ละที่ว่าเราเปิดเผยทุกอย่าง แล้วชาตินี้เราก็พูดจริง ๆ ว่าเป็นชาติสุดท้ายของเราอย่างประกาศป้างในหัวใจ พระพุทธเจ้าใครไปบอกพระองค์ว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ญาณความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว นี่แสดงแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นของเราตถาคตไม่มีการกำเริบอีกแล้ว คือหลุดพ้นจากกิเลสหลุดพ้นจากทุกข์โดยประการทั้งปวง ไม่มีการกำเริบอีกแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ประกาศป้าง ๆ ให้เบญจวัคคีย์ที่รอจะตามเสด็จให้ทันอยู่นั้นฟังอย่างถึงใจ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา อยมนฺติมา ชาติ นี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา นตฺถิทานิ ปุนนพฺภโว จากนี้ไปเราจะไม่มาเกิดเป็นภพเป็นชาติแบกหามกองทุกข์อีกต่อไปแล้ว พอแสดงจบนี้ปั๊บก็ อายสฺมโต โกณฺฑญฺญส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขํÿ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ

พระอัญญาโกณฑัญญะ ก็ออกอุทานขึ้นได้ดวงตาเห็นธรรมปราศจากมลทิน ความมัวหมอง ความสงสัยมืดตื้อทั้งหลายในบาปในบุญกระจ่างแจ้งถึง วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขํÿ อุทปาทิ คือ ธรรมจักษุได้ปรากฏขึ้นแล้ว หายสงสัยเรื่องมลทินทั้งหลาย สงสัยบาปสงสัยบุญ นรก สวรรค์ ทุกสิ่งทุกอย่าง สภาพโลกธาตุนี้หายสงสัยหมด แล้วก็ขึ้นอุทานว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามในโลกนี้หาที่แน่นอนไม่ได้ เกิดแล้วดับทั้งนั้น สิ่งที่แน่นอนก็คือธรรมที่ปรากฏขึ้นในเวลาได้บรรลุธรรม โสดาปัตติผล นั่น จับจุดนี้ได้แล้วนอกนั้นปัดหมด ฝากเป็นฝากตายไม่ได้ อันนี้ฝากตลอดไปเลยที่นี่ นั่นเห็นไหม

จากนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงเปล่งพระอุทานรับพระอัญญาโกณฑัญญะว่า อถโข ภควา อุทานํ อุทาเนสิ ขึ้นแล้ว อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ๆ คือจับได้แล้วหลักฐานพยานที่จะเลิศเลอ จะพาถึงความพ้นทุกข์นี้จับเงื่อนได้แล้ว จะก้าว เรียกว่าบันได ก็จับต้นบันไดนี้แล้ว หรือจับต้นทางเดินก้าวตามนี้จะถึง ความหมายก็ว่างั้น นอกนั้นมันเดินผิด ๆ พลาด ๆ ไปสองฟากทาง ลงเหวลงบ่อตกหลุมตกบ่อ ตกนรกอเวจีไม่มีความแน่นอน คราวนี้จับเส้นทางได้แล้วความหมายว่างั้น เข้าใจไหม อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ ประกาศถึง ๒ ครั้งทีเดียวซ้ำกัน ให้ถึงพระทัยพระองค์ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอ ๆ นั่นเห็นไหม

นี่เป็นสักขีพยานแห่งพระธรรมพระพุทธเจ้าที่แสดงแก่สัตว์โลกคือ พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นปฐมสาวกได้ทราบ จับกระแสของธรรมกระแสของพระนิพพานได้แล้ว พอวันหลังจากนั้นมาแล้วก็แสดงเรียกว่า ถอนรากถอนโคนเลยไม่ให้มีอะไรเหลือ ขึ้น อนัตตลักขณสูตร อะไร รูปํ อนิจฺจํ รูปํ อนตฺตา ๆ ฟาดขันธ์ทั้ง ๕ อนตฺตา ตลอด เข้าถึงจิตพุ่งเลย บรรลุธรรมตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาทั้ง ๕ พระองค์ นั่นเห็นไหม ธรรมพระพุทธเจ้าก้าวขึ้นไปถึงนั่นแล้ว เป็นปฐมสาวกคือ ๕ พระองค์ นี่เป็นอย่างนั้น

ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ นี่ประกาศท้าท้าย พระองค์เคยรู้ไหมแต่ก่อน พอรู้แล้วพระองค์ไปถามใคร ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอ คือความรู้ความเห็นอะไรไม่เหมือนความรู้ความเห็นที่รู้อยู่เวลานี้ ที่ได้บรรลุธรรมเลิศเลอแล้ว นั่น ความหลุดพ้น พ้นอะไรก็พ้นแต่ไม่พ้นจากความตาย พ้นจากความตายพระพุทธเจ้าไม่มีการกำเริบแล้ว นั่น ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ที่ไหนมันก็เกิดกับตายมันสุดท้ายด้วยกันนะ เกิดชาตินี้แล้วก็สุดท้ายมันก็คือตายเข้าใจไหม เกิดนี้แล้วสุดท้ายมันก็คือตาย อันนี้จะไม่มาอีกแล้ว เป็นชาติสุดท้ายแล้วจะไม่ต้องมาเกิดอีก นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว จะไม่มาเกิดอีกแล้วต่อไป นั่น

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าแม่นยำขนาดไหน ให้มันประกาศในหัวใจซิ อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามในโลกนี้หาความแน่นอนไม่ได้ เกิดแล้วดับทั้งนั้นตายใจไม่ได้ สิ่งนี้เท่านั้นที่เป็นที่ตายใจได้ ความหมายว่างั้น นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าถ้าลงได้เข้าถึงใจผู้ใดไม่ต้องไปถามใครเลย ท่านจึงเรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก ความรู้เองเห็นเองจากการปฏิบัติของตัวเอง เช่นเดียวกับเรารับประทานอาหาร รับประทานเปรี้ยวหวานเค็มอะไรก็รู้ อิ่มเป็นลำดับ ๆ เราก็รู้ อิ่มเต็มที่แล้วก็รู้ ตั้งแต่เด็กมันก็รู้ อันนี้ธรรมก็แบบเดียวกัน หนุนขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ถึงขั้นที่จะแน่นอนก็ โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ปึ๋งเลย

เบื้องต้นก็สร้างบารมีมา รวมกันเข้ามา ๆ ทานมากี่ปีกี่เดือนกี่กัปกี่กัลป์ไม่สูญหายไปไหนอยู่กับเจ้าของนั้นแหละ รวมกันเข้ามา ๆ รวมเข้ามาแล้วเข้ามาสู่จุดใหญ่ จากนั้นก็ โสดา สกิทาคา ทำนบใหญ่ของความดีทั้งหลายนี้อยู่ที่จิตตภาวนานะ จิตตภาวนานี้จะเป็นทำนบใหญ่ แม่น้ำสายต่าง ๆ มันก็ไหลเข้ามา ๆ เข้ามาสู่ทำนบใหญ่ แม่น้ำสายต่าง ๆ ได้แก่ คุณงามความดีของเราที่สร้างได้มากน้อยมาแต่ปีใดเดือนใดกัปใดกัลป์ใดก็ตามจะไม่สูญหายไปไหน ไหลเข้ามา ๆ ในทำนบใหญ่ สร้างอยู่นั้นละ พอมาถึงนั้นแล้วเข้าทำนบใหญ่แล้วก็ผึงเลย เหมือนน้ำที่ไหลลงมหาสมุทรไม่ปรากฏว่าไหลไปที่ไหนอีกได้เลย นี่ก็ทำนบใหญ่ มหาสมุทรก็เทียบกันได้ ทำนบใหญ่แห่ง มรรค ผล นิพพาน สร้างมาเต็มเหนี่ยวแล้วก็พุ่งถึงเลย ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ทุกคน ๆ

เราจวนจะตายแล้ว เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงพูดถอดออกมาจากหัวใจ ไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน ไม่มีคำว่ากลัวว่ากล้าอะไร ใครจะติฉินนินทา สรรเสริญเยินยอ ไม่เคยสนใจ เหล่านี้เป็นสมมุติทั้งหมด ธรรมชาตินั้นเหนือหมดแล้ว เป็นความจริงล้วน ๆ นำมาแสดงต่อโลกผู้ต้องการความจริง ให้ได้รู้ความจริงสมกับธรรมพระพุทธเจ้าเป็นธรรมของจริง ไม่ได้มาหลอกลวงโลกเหมือนกิเลสนะ ให้พากันจดจำเอาทุกคน ๆ เวลานี้เป็นเวลาที่เราจะตักตวงเอาคุณงามความดีทั้งหลาย ไม่ใช่เป็นเวลาที่จะสั่งสมเอาตั้งแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้เจ้าของตลอดเวลานะ ให้คิด มนุษย์ไม่คิดใครจะคิด ยิ่งเราเป็นลูกชาวพุทธด้วยแล้วยิ่งจะต้องคิดในสิ่งเหล่านี้มาก

จิตนี้ไม่เคยตายนะ ตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใดก็ตาม ตกนรกหมกไหม้มาตั้งกี่กัปกี่กัลป์ก็ตาม ทุกข์ยอมรับว่าทุกข์ หนักเบามากน้อยยอมรับว่าทุกข์ แต่จิตไม่ยอมฉิบหาย นั่นเห็นไหมคือไม่ตาย เมื่อพ้นจากนั้นแล้ว เพราะในโลกอันนี้ถึงอเวจีก็ตามมันก็โลกสมมุติ มันมีเปลี่ยนแปลงได้ เปลี่ยนแปลงช้าเปลี่ยนแปลงเร็ว ตกนรกหลายกัปหลายกัลป์มันก็ค่อยเปลี่ยนสภาพมันมาได้ เช่น เท่านั้นกัปเท่านี้กัลป์มันก็หมดไปได้เหมือนกัน แล้วก็มาฟื้นตัวด้วยคุณงามความดีที่ยังไม่พอแทรกกันเข้า สร้างความดี พอความดีหนาแน่นขึ้น ๆ ทีนี้ขึ้นแล้วนะที่นี่นะ ขึ้นก็ผึงเลยถึงนิพพาน บรรลุธรรมถึงขั้นบริสุทธิ์เป็นธรรมธาตุ

นี่ละถึงขั้นธรรมธาตุจิตดวงนี้เอง ไปจมอยู่ในนรกอเวจีกี่กัปกี่กัลป์ก็จิตดวงนี้เองที่ไปทนทุกข์ทรมานแต่ไม่ยอมฉิบหาย ที่จะมาพ้นจากทุกข์นี้ขึ้นมาแล้ว มาสร้างตัวเองจนกระทั่งถึงธรรมธาตุถึงนิพพาน ก็จิตดวงที่ไม่ตายนี้เองเป็นธรรมธาตุหรือบรมสุข ว่า นิพพานเที่ยงจะเป็นอะไรก็คืออันนี้เอง จำเอานะ โอ๊ย.พูดไปพูดมาเหนื่อยเอาละพอ

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวัน  ได้ที่

www luangta.com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก