เทวทัตตัวเมีย
วันที่ 8 กันยายน 2546 เวลา 8:30 น. ความยาว 45.17 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

เทวทัตตัวเมีย

 

         อันนี้เหรอที่แก้เรื่อง (ใช่ครับ) อย่างว่าแหละโลก เรื่องอย่างนี้แล้วมันก็ออกไปได้อีกเป็นล้านๆ ฉบับ พวกหน้าด้านด้านตลอด จดหมายเหล่านี้ไม่ทันกับหน้าด้าน ต้องปั๊วะอย่างนี้เลย เข้าใจไหม กิเลสหน้าด้าน ธรรมก็ต้องแข็งปึ๋ง ใส่ปั๊วะๆ เลย เราอ่านแล้วอย่างว่า เราพูดจริงๆ มันไม่ได้มีอะไรพอให้รู้ตัวเลยว่าพวกนี้หน้าด้าน เราเป็นคนไปบอกเองสั่งเอง อย่าแจกหนังสือ ให้งด นี่เราพูดเราลืมเมื่อไร ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเราไม่ได้รับทราบเรียบร้อยอนุญาตแล้วอย่านำไปแจก ทุกอย่างให้เราทราบทุกอย่าง มันฟังหน้าด้านต่อหน้า ออกไปพิมพ์เป็นแสนๆ นู่นพวกหน้าด้าน เข้าใจเหรอ เอ๊ หนังสืออย่างนี้ก็พวกหน้าด้านมันก็จะด้านเข้าอีก หรือด้านก็ตาม

         โยม    หวังให้พวกที่เขาอยู่ไกลๆ อย่างเมืองนอกกับต่างจังหวัดต่างๆ ที่ยังไม่ทราบให้ได้ทราบไว้บ้าง เป็นการป้องกันความเสียหาย

         หลวงตา พูดภาษาของเราว่า เบามาก ไม่สมกับคนหน้าด้านที่จะทำลายชาติ ทำลายศาสนา โดยการแอบแฝงเป็นงานกฐิน บอกบุญดังกล่าวนี้นะ เข้าไปสอดตรงนั้นเข้าไปแทรกตรงนี้เป็นยาพิษ เพื่อให้ทางนั้นบ๊งเบ๊งขึ้นมา คนเจ็บมันก็บ๊งเบ๊งซิ สุดท้ายทั้งสองมีโครงการไปด้วยกันเพื่อทำลายชาติ รู้กระทั่งตับมันว่าไงเรา จึงว่าจดหมายหรือหนังสือนี้ฟังแล้วมันก็เบาๆ แหละ เอ้า จะอ่านก็อ่านเสียเราไม่อ่านแหละ ให้หลวงตาบัวอ่านมันจะเพิ่มเข้าๆ บางทีมีอะไรเพิ่มเข้า เพราะอ่านนี้บกพร่องก็ใส่ปั๊วะลงไป เพิ่มเข้าไปๆ จึงไม่เอาละ เอ้าอ่านไปเลย มันขวางอยู่ตลอดกับคนหน้าด้าน แหมด้านจริงๆ นะ ตั้งหน้าตั้งตาทำลายชาติจริงๆ อย่างหยาบคาย หยาบโลนมากเชียว

เรื่องเดิมก็เป็นลูกศิษย์นั่นแหละ ครั้นต่อมาได้รับการเสี้ยมสอนอะไรๆ นี่เราพูดตามธรรม เบื้องต้นก็เป็นลูกศิษย์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ได้รับการเสี้ยมสอนเพื่อให้เป็นเครื่องมือทำลายทั้งชาติทั้งศาสนา แล้วพึ่งมาออกลวดลายแบบเป็นผู้ใจบุญใจทาน ส่งจดหมายนี้ไป ไปนั้นไม่ได้ไปตามหลักตามเกณฑ์ตามวรรคตามตอน ข้ามๆ เกินๆ ไปอย่างนั้นเวลาไปนะ ว่าเจตนานี้แต่เวลาออกไม่ใช่เจตนานี้ ไปโดนคนนั้นโดนคนนี้ ตั้งแต่นายกแล้วใครต่อใครใช่ไหม ที่ท่านเหล่านั้นไม่ได้ทราบเรื่องทราบราว

เราอยู่ในป่านี้เราไม่ได้ชำนิชำนาญในวงราชการ มันก็ขวางหูขวางใจอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ นี่ละเห็นเหตุการณ์อย่างนี้เองเราจึงสั่งให้ระงับที่แจกไปเรียบร้อยแล้ว บอกให้ระงับ ให้หยุดทั้งหมด ฉบับก่อนเราก็สั่งให้คุณทองก้อน แน่ะเราพูดอะไรเราต้องตรงไปอย่างนี้ ให้คุณทองก้อนเป็นกรรมการประสานงาน เป็นผู้ทำหน้าที่ โดยเราเป็นหัวหน้าอยู่ในนั้น โดยหลวงตามหาบัว นี่คำที่เราเขียนไป ให้ปฏิบัติตามนี้ แล้วมันข้ามหัวเราไปต่อหน้าต่อตา บอกต่อหน้านะ พอออกไปมันก็พิมพ์ใหม่เพิ่มขึ้นอีกไม่ทราบเท่าไร หน้าด้านเราว่างั้นเลย แหม เทวทัตตัวเมียก็มี นึกว่ามีแต่ตัวผู้ ตัวเมียก็มี

ก็เราเป็นคนสั่งเอง นี่ซีที่มันจังๆ เราสั่งเอง นั่งฟังอยู่นี่น่ะ ออกไปไปเขียนเหยียบหัวเราไปเลย แจกเท่าไรแล้วเวลานี้ ถ้าตอบกันอย่างนี้จะถูกดี ก็เราบอกแล้วเราสั่งให้งดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมันยังฝืนทำ มันเป็นความนิ่มนวลอะไร มันเป็นความเหมาะสมกันยังไง นี่ละที่เราว่าเบามากไม่สมกับมหาโจรปล้นชาติปล้นศาสนา ไม่สมเหตุสมผลกัน ว่าอย่างนั้นเลยเหมาะ นี่ละภาษาธรรมฟังเอา ตรงเป๋งเลยเทียว ก็เราสั่งอย่างจัง ๆ เพราะมันผิดมันพลาดไปแล้ว ก็อาศัยที่ว่าเขาทำงานเพื่อชาติเราคิดทีแรก มันอาจจะผิดพลาดก็ได้ ทีนี้เวลาเราสั่งให้ระงับไม่ระงับนี่ซี มันฝืน มันชัดเจนตอนนี้ใช่ไหม มันเป็นมหาภัยต่อชาติอย่างร้ายแรงมาก นี่ไม่มาระบุในนี้บ้างเลยเป็นยังไง

เมื่อเขียนไปแล้วก็เขียนไปเถอะ เขาจะว่ายังไงก็ให้เขาว่าไป เหยียบหัวก็เหยียบ ถ้าเรามีหางก็ให้เขาเหยียบหางไปเราไม่ว่าอะไร เราไม่ได้สนใจอะไรกับเรื่องนี้ แต่นี้มันอยู่กับโลกก็ต้องปฏิบัติเพื่อให้เหมาะสมกับโลกเท่านั้นเอง ที่เราพูดนี่นะ ส่วนเราแล้วไม่มีอะไรแหละเราก็พูดแล้ว เอ้า จะอ่านก็อ่านไปเสีย

โยม    เป็นหนังสือเวียนจากวัดป่าบ้านตาดนะครับ

ที่พิเศษ 00170/2546                                 วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

                                                   วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๖

เรื่อง   มหากฐินสามัคคีเพื่อชาติ

เรียน   หัวหน้าหน่วยราชการ ส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนตลอดจนประชาชนทั่วไป

         ตามที่ ดร.รัตนา ศิริพานิช และคณะ ได้ส่งเอกสารประกอบไปด้วยบัตรเชิญ บัตรฎีกากฐินเพื่อชาติ ซึ่งรายละเอียดปรากฏว่ามี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมลายเซ็น ประธานองคมนตรี คณะรัฐมนตรีหลายท่าน ตลอดจนผู้มีชื่อเสียงอื่นๆ เป็นที่ปรึกษาและกรรมการ ซึ่งบางท่านไม่ได้อนุญาตอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำลายมือชื่อของฯ พณฯ นายกรัฐมนตรี ปรากฏอยู่ในใบฎีกา โดยไม่ได้รับอนุญาตและยินยอมอย่างเป็นทางการในการดำเนินงาน โดยการกระทำของ ดร.รัตนา และคณะดังกล่าว เป็นการไม่เหมาะสม ซึ่งไม่ถูกระเบียบทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะได้นำรายชื่อผู้บริหารประเทศและผู้ใหญ่ไปแอบอ้าง อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ก่อให้เกิดการตำหนิ และอาจเป็นผลกระทบกระเทือนต่อโครงการช่วยชาติ ซึ่งมีอาตมา(หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เป็นผู้นำได้

เรื่องการจัดทำใบฎีกากฐินข้างต้นนั้น อาตมาได้สั่งให้ยุติการแจกจ่ายใบฎีกาที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ แต่ก็ยังแจกจ่ายไปในที่ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก อาตมาจึงไม่รับรองต่อเอกสารทั้งหมดดังกล่าว

สำหรับกฐินที่วัดป่าบ้านตาดที่จะจัดขึ้นนั้น จัดให้เป็นการมหากฐินเพื่อชาติตามหมายกำหนดการเดิม คือ วันเสาร์ที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ เวลา ๐๗.๐๐ น. อาตมากำหนดให้เป็นกฐินแบบกรรมฐาน โดยไม่ต้องมีระบุให้ใครเป็นประธานและรองประธาน ให้ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าภาพ ให้คนทั้งชาติได้สร้างมหากุศลเพื่อชาติของตน ในการนี้ขอแจ้งให้ส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทั่วไปได้ทราบ โดยจะทำการทอดกฐิน ณ วัดป่าบ้านตาด ในวันเสาร์ที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ เวลา ๐๗.๐๐ น.เป็นต้นไป

จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

                                           เมตตาธรรมมาถึงพร้อมหนังสือนี้

 

                                           ลงชื่อ พระธรรมวิสุทธิมงคล

                                           (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)

                                           เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

หลวงตา เอาละ เรียกว่าเราอนุโลม ช่างมันเถอะ ให้ทางวงราชการเขาประสานกันเอง ไม่ใช่เรื่องเรา ถ้าใช่เรื่องเรา เราจะทั้งสองหมัดแล้วก็จูงหมามาด้วย ถ้าหมัดกูไม่พอกูจะเอาหมัดสูด้วยนะ จูงหมามาด้วย อย่างนั้นละพูด มันหากมีขบขันอยู่ในนั้น ก็จะทำท่าโกรธไปอะไร มันก็ไม่มีอะไรจะมาโกรธ เข้าใจไหม มันก็อย่างนั้นแหละ ก็พูดไปอย่างนั้นกับโลกสกปรก พูดตรงๆ อันนี้พูดได้เต็มปาก โลกสกปรก เอาเท่านั้นละนะ

การที่เราพูดทุกอย่าง เราพูดด้วยเจตนาที่เป็นอรรถเป็นธรรมล้วนๆ ไม่ให้มีกิเลสตัวสกปรกมอมแมมตัวใดเข้ามาแทรกในคำพูด ไม่ว่าจะพูดหนักพูดเบา เหมือนเขาถากไม้ ไม้คดไม้งอที่จะควรถากหนักมือก็ค่อยถากไปนายช่างถากเขา ถ้าตรงไหนเรียบๆ ไม้ต้นใดเรียบๆ ก็ถากเรียบๆ ตรงไหนที่มันคดมันงอเขาก็ถากหนักมือ เพื่อดัดแปลงที่คดที่งอให้ราบรื่นดีงามเหมือนที่อื่นๆ ของต้นเสาต้นนั้น เขาทำอย่างนั้น อันนี้การเทศนาว่าการของเราไม่ว่าหนักว่าเบา เราเพื่อประโยชน์แก่โลกแก่สงสาร เราไม่ได้เพื่อความฉิบหายต่อโลกสงสารชาติบ้านเมืองแต่อย่างใด แม้นิดหนึ่งเราไม่มี เราจึงพูดได้ตามอรรถตามธรรม ผิดเราบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก ตรงไปตรงมา ไม่เช่นนั้นไม่เรียกว่าภาษาธรรม และไม่เรียกว่าธรรม ธรรมต้องตรงไปตรงมา จึงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและตายใจของผู้นับถือและกราบไหว้ธรรมนั้นได้ ถ้ามีคดมีงอมีเล่ห์มีเหลี่ยมหลายสันพันคมก็ไม่ผิดอะไรกับกิเลส เพราะเป็นเรื่องของกิเลสอยู่แล้ว ธรรมต้องตรงไปตรงมา เรียกว่าเป็นเรื่องของธรรม

ด้วยเหตุนี้เวลาเราจะพูดเรื่องใดก็ตาม เราจึงไม่ได้คำนึงคำนวณว่าใครสูงใครต่ำ เราจะเอาหลักธรรมที่เป็นหลักที่สูงยอดเยี่ยมซึ่งโลกบูชามาเป็นประจำแล้วนั้น ออกแสดงโดยลำดับลำดา จะไม่มีเงื่อนใดเข้ามาเป็นกิเลสแฝงเลย ตายใจไม่ได้ถ้าลงกิเลสแฝง ถ้าลงธรรมแฝงแล้วได้ๆ ได้ไปตลอด เราเคยแสดงต่อโลกที่ตำหนิ หรือว่าที่บอกกล่าวอยู่เวลานี้ เราก็บอกกล่าวด้วยความเป็นธรรม อย่างที่แจกหนังสือนี่ แจกหนังสือครั้งแรกก็ว่ามันผิดมันพลาดไปแล้วเราก็บอกไม่ให้ทำ ทีนี้สั่งขาดเลยบอกให้ระงับ สั่งให้ระงับให้หยุดทั้งหมด นี่ก็เป็นคำๆ ของเรา เพราะฝืนแจกไปก็จะเป็นภัยแก่ส่วนรวม

เวลานี้ทราบแล้วจากหนังสือที่แจกจ่ายไปนี้ เรื่องข่าวคราวของส่วนบุญส่วนกุศล เห็นว่าไม่ราบรื่น มีส่วนกระทบกระเทือน ไม่เป็นประโยชน์ เราจึงสั่งให้ระงับ เพราะเราต้องการผลประโยชน์แก่ส่วนรวม ทีนี้เวลาเราสั่งแล้วผู้รับสั่ง เราอยากระบุถึงชื่อมันเลยนะ ตัวแสบๆ นั่นน่ะ เทวทัตตัวเมียมันก็มีเหรอเราอยากถามว่าอย่างนั้น ฟังต่อหน้าเราชัดๆ บอกเราสั่งให้ระงับให้หยุดทั้งหมด จะทำสิ่งใดให้มาปรึกษาเราก่อนเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ คือเรื่องกฐิน แล้วก็ฟังตาใสแจ๋วเหมือนตาแมวหรือตาหมาเราก็ไม่รู้ พอเราสั่งเสร็จแล้วออกไปพิมพ์เหยียบหน้าเราไปเลย ฝืนเราเลย เอาสิ่งที่เราให้งด ให้ระงับ ให้หยุดนั่นแหละ ออกไปพิมพ์กระจายทั่วประเทศไทยเวลานี้ เป็นยังไง ดื้อหรือไม่ดื้อ มันเป็นลูกศิษย์หรือเป็นอะไร ถ้าว่าเป็นลูกศิษย์ทำไมไม่ฟังเสียงครูเสียงอาจารย์ ถ้าไม่เป็นแบบเทวทัตนั่น ฝืนคำของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา

นี่เราก็เอาธรรมของพระพุทธเจ้ามาสอน เราไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า มันก็ฝืนธรรมของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นความถูกต้องดีงามอยู่โดยดี ขอให้พากันทราบเสีย จดหมายเหล่านี้เป็นภัยทั่วไป เพราะผู้นั้นมันก็บอกโจ่งแจ้งตรงที่เราสั่งห้ามแล้วว่าให้ระงับ มันฝืนไปแจกต่อหน้าต่อตาเรา นี่เรียกว่าตั้งหน้าเป็นภัยต่อชาติต่อศาสนาและต่อส่วนรวมของคนทั้งประเทศ โดยไม่มีแง่ใดที่จะสงสัยเลย เราจับได้อย่างชัดเจนเพราะเราเป็นคนสั่งเอง แล้วก็ฝืนเราต่อหน้าต่อตา ออกไปมันก็พิมพ์แจก เวลานี้มันจะได้สักกี่ล้านฉบับเราก็ไม่เคยสนใจ จำได้แต่ว่าฝืนเราไปแจกในจดหมายฉบับที่เราห้ามนั้นแล นี่เป็นยังไง แจ้งชัดไหม ตัวภัยของชาติบ้านเมืองมันมาแบบไหนมันจึงมาเป็นอย่างนั้น

ถ้าเป็นคนมีเจตนาดีดังที่เชื่อถือกันในเบื้องต้น ในวงชาวพุทธที่เป็นผู้หวังดีต่อกันแล้ว จะไม่ฝืนครูบาอาจารย์ เพราะทราบกันทั่วแล้วว่าเราเป็นหัวหน้างานเหล่านี้ทั้งหมด เราเป็นคนสั่งให้หยุดทั้งหมดเลย แล้วจะฝืนเราไปทำไม นี่ที่ชัดเจนชัดตรงนี้เอง นี่ตั้งหน้าตั้งตาเป็นข้าศึกต่อชาติต่อศาสนาโดยตรง ไม่มีแง่สงสัยใดๆ เลย ถ้าท่านทั้งหลายต้องการอยากจะเป็นคนทำลายชาติ ก็ให้ปฏิบัติและหมอบกราบจดหมายฉบับนี้ พร้อมกับผู้ที่พิมพ์ออกไปนั่นชื่อว่ายังไง เอามาเป็น สรณํ คจฺฉามิ ให้หมดชาติไทยของเรา ให้กราบไหว้บูชาจดหมายฉบับนี้ กับเจ้าของจดหมายที่นำออกไปประกาศเพื่อทำลายชาติศาสนาเวลานี้ เอ้า ฟังให้ชัดเจน นี่เป็นภาษาของธรรม เพราะมันฝืนชัดเจนแล้ว เด่นมากแล้ว ต้องตอบกันอย่างนี้ตอบอย่างอื่นไม่ถูก ต้องตอบแบบนี้ถึงจะถูก นี่ละให้จำเอานะ

เวลานี้ภัยของชาติกำลังแฉลบเข้ามาในวงการกุศล มันแทรกเข้ามาในวงการกุศล จะมาทำลายวงการกุศลให้ล้มละลายไปหมด การทำเพื่อชาตินี้ก็เรียกว่าให้ชาติจมไปด้วยกัน ศาสนาจมไปด้วยกันกับมหาภัย จากจดหมายฉบับนี้ ฟังให้ดี ใครถ้ายังฝืนปฏิบัติตามนี้อยู่ก็ให้ไปกราบไปไหว้ ขึ้นถึงบ้านถึงเรือนถือขันธูปเทียนดอกไม้ไปบูชาไปกราบว่า อียาย สรณํ คจฺฉามิ ให้ว่างั้นนะ อียายนี้ชื่อว่ายังไง สรณํ คจฺฉามิ อีก ตัวแสบตัวทำลายชาติตัวทำลายศาสนาคือใคร ว่าให้ฟังชัดๆ อย่างนี้ นี้เรายังมีเอาไว้บ้างยังไม่ระบุ ถ้าเราระบุจะผิดไปไหน ก็เรื่องความเป็นธรรมนี่นะ ระบุชื่อจะเป็นอะไร

ท่านทั้งหลายก็ทราบแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าของจดหมายนี้แหละชื่อว่าอย่างนั้น ที่กำลังทำลายอยู่เวลานี้ ตัวดื้อด้านที่สุดไม่มีใครเกินอียายนี่นะ แต่ก่อนก็ว่าเป็นลูกศิษย์ลูกหา ทำท่าทำทางกราบไหว้บูชา มาเป็นที่ปรึกษาหารือ คราวนี้จะเป็นคู่ต่อสู้แล้ว สั่งแล้วไม่ยอมฟังเสียง ยังตีเอาต่อหน้าต่อตา เหยียบหัวไปต่อหน้าต่อตา ไปแจกหนังสือที่ห้ามนี้จนไม่มีประมาณในประเทศไทย แจกไปถึงไหนบ้างก็ไม่ทราบ นี่ฟังให้ชัดเจนทุกคน นี่คือเจตนาร้าย การทำนี้เสียหายต่อชาติต่อศาสนา และมหากุศลของกฐินที่เราจะบำเพ็ญในคราวนี้อย่างร้ายแรงมากทีเดียว พากันจำ

นี่เล่าเรื่องพิษเรื่องภัยของชาติของศาสนาเรา มันแทรกมันแซงมาตลอด ถ้าเราไม่บอกก็ไม่ว่าอะไรนะ อันนี้เราบอก บอกต่อหน้าต่อตาเราจำได้ถนัดเลย แล้วก็ฝืนต่อหน้าต่อตา ถ้าไม่ตั้งเจตนาต่อสู้เพื่อเอาชัยชนะแล้วจะเพื่ออะไร ถ้าเพื่ออรรถเพื่อธรรมจะไม่ทำ ถ้าหากว่าสงสัยอะไรต้องกลับมาถามอีกเสียก่อน ที่ห้ามนั้นก็ชี้แจงให้ทราบแล้ว แต่ตรงนั้นๆ ยังไม่ละเอียดให้ถามมาอีก ทางนี้ได้ตอบรับกันลงไปเป็นที่ลงใจแล้ว เอ้า จะเขียนสักกี่ฉบับก็ไม่ว่าเมื่อลงใจกันแล้ว เมื่อไม่ลงใจมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ดังที่ได้ยินอยู่นี่ วันนี้ก็พูดเพียงเท่านั้น

เรื่องการภาวนาทางภายในให้ต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาภาวนานะ อย่ามาอยู่สุ่มสี่สุ่มห้า อยู่แบบขอนซุง อยู่เฉยๆ เมยๆ  อย่างเราไปไหนๆ นี้แห่ตามไม่มีเหตุมีผลอย่าไปนะ จะถูกชี้หน้าแน่นอนถ้าเราได้บอกชัดๆ อย่างนี้แล้วยังฝืนอยู่แล้วจะชี้หน้าเอาเลยแน่นอน มันไปหาอะไรไม่เกิดประโยชน์ เขาไปไหนวิ่งตามเขาๆ แห่ตามเขา หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ นี้ประกาศให้ทราบตัวเองนะ มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร ถ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่าไป นี่เป็นคำสั่งห้ามนะ ถ้ายังไปอยู่อีกคราวนี้จะชี้หน้านะ มันเลอะเทอะไป ในวัดนี้ก็เลอะเทอะ การปฏิบัติบำเพ็ญภาวนามันก็กลายเป็นเลอะเทอะไปหมด

ในครัวมันมีเป็นร้อยหรือเป็นร้อยๆ ก็ไม่ทราบ ไม่ทราบว่ามาแบบไหนต่อแบบไหน มองดูไม่ทัน กลัวผู้ดีทั้งหลายจะได้รับความบอบช้ำจากผู้ที่เลวๆ ดังที่เห็นอยู่ตะกี้นี้ อ่านอยู่ตะกี้นี้ ไม่ทราบว่ามาเพื่ออะไร ทางวัดเราก็ปกครอง ทางนู้นเราก็ปกครอง แล้วดูแลมันก็ไม่ทั่วถึง ทำจิตใจตัวมันดีดมันดิ้นตัวเป็นเทวทัตทั้งเขาทั้งเราเต็มหัวใจอยู่ด้วยกันนี้ทุกคนซิ ดูหัวใจตัวนี้ทุกคน ตัวนี้ตัวมันดีดมันดิ้น ไม่ฟังเสียงใครก็คือไฟกิเลสตัวนี้มันออกเผาไหม้ไปหมดเลย อรรถธรรมมันไม่มอง พากันตั้งอกตั้งใจนะปฏิบัติ อย่ามาเหลาะๆ แหละๆ

ทางวัดทางวาท่านก็ปฏิบัติของท่านอยู่แล้วเราจึงไม่ได้ว่าอะไรนัก ไม่ว่าใครทั้งนั้นถ้าแสบๆ ออกมา แหลมๆ ออกมาที่จะเป็นภัยต่อส่วนรวม และเป็นภัยต่อหลักธรรมหลักวินัยแล้ว ทางนี้จะออกรับกันทันทีไม่มีคำว่ารอ นี่เลอะเทอะไปหมดแล้วธรรมในใจ แม้ที่สุดที่มาเป็นลูกศิษย์ของเรา ยังแต่ไม่ประกาศว่าเป็นลูกศิษย์หลวงตาบัวเท่านั้นก็ตาม กิริยาท่าทางทุกอย่างบอกแล้วว่าเป็นลูกศิษย์ มันยังฝืนได้อย่างนี้ เป็นอย่างนั้นเห็นไหมล่ะ ก็อย่างเทวทัตฝืนพระพุทธเจ้า อันนี้ก็ฝืนธรรม แน่ะจะว่าไง ธรรมไม่ใช่ธรรมของศาสดาจะเป็นธรรมของใคร มันก็เห็นอยู่อย่างชัดๆ อย่างนี้ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านั้น

โยม    ปัญหาทางอินเตอร์เน็ตครับ

หลวงตา เออ ถามมา

โยม    เขาเขียนมาดังนี้ครับ

๑.กระผมมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องศีลครับ ว่าศีลแต่ละข้อมีหลักปฏิบัติอย่างไร เพื่อไม่ให้ขาดเพื่อให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ เพราะกระผมปรารถนาที่จะรักษาศีลให้ได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ศีลข้อ ๑ ถ้าเรามีความจำเป็นที่จะต้องฆ่าสัตว์นั้นครับเป็นต้นว่า มด ปลวก เราจะมีวิธีทำอย่างไรครับที่จะทำให้ศีลไม่ขาด เพราะบ้านเราก็ต้องรักษาไว้ครับ ถ้าปล่อยไว้ก็จะทำให้บ้านพังได้ครับ เรื่อง "กตัตตากรรม" ครับ ถ้าเราทำให้สัตว์นั้นตายด้วยไม่มีเจตนาเลยครับ(เจตนาเป็นศูนย์เลยครับ) เช่น มองไม่เห็น, ไม่ได้พิจารณาก่อน เป็นต้น ทำไมเราต้องได้รับผลจากการกระทำที่ไม่ได้มีเจตนานั้นด้วยครับ / แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อบรรเทาหรือไม่ให้ได้รับผลจาก "กตัตตากรรม" นั้นครับ

หลวงตา ฆ่าปลวกเพราะความจำเป็น เรารักษาบ้านของเรา ทีนี้ปลวกมันก็มีรูของมัน มนุษย์เดินผ่านเข้าไปนั้นมันก็กลัวจะทำลายมัน หรือบางคนไปทำลายก็ได้ ถ้ามันเอาปืนผาหน้าไม้มายิงมนุษย์เช่นผู้ที่ถามปัญหานี้ จะเป็นปัญหาอะไรไหม เพราะเขาจำเป็นต้องรักษารวงรังของเขา เข้าใจเหรอ เอาแค่นี้ก่อน

โยม    ศีลข้อ ๒ ของที่ผิดกฎหมายแต่มาวางขายตามท้องตลาด เป็นต้นว่าก๊อปปี้ (คัดลอก) มาครับ และเป็นที่นิยมกันเพราะเป็นของราคาไม่แพง อย่างนี้ถ้าเราไปซื้อมาจะถือว่าเราผิดศีลข้อ ๒ หรือไม่ครับ ถ้าผิดเราควรจะทำอย่างไรดีครับ

หลวงตา ถ้ามันจะผิดก็อย่าซื้อ แล้วก๊อปปี้นี้เคยนำมาถวายพระเหมือนกัน ถ้าหลวงตารู้ว่ามันผิด หลวงตาก็ไม่ฉันเหมือนกัน

โยม    กราบเรียนครับ พวกก๊อปปี้ต่างๆ อย่างที่เขาโฆษณา เทปผี ซีดีเถื่อน เพลงนั่นเขามีต้นฉบับ แล้วอันนี้ลอกเลียนมาแบบผิดกฎหมาย แล้วไปซื้อว่าเป็นของถูก หมายความอย่างนั้นครับ

หลวงตา เราไม่ค่อยเข้าใจอันนี้เราไม่อยากตอบ

โยมผู้หญิง หมายความว่าของผิดกฎหมายที่มาวางขายแล้วเขาไปซื้อจะผิดศีลไหมคะ

หลวงตา เขาเอามาขายมันก็ผิด ผู้ซื้อก็ผิด ก็เท่านั้นเองจะให้ว่าอะไร มีเท่านั้นแหละโยม    ทีนี้มาถึงศีลข้อ ๔ มุสาวาท

หลวงตา แล้วข้อ ๓

โยม    เขาข้ามมาเลยครับ

หลวงตา เราอยากถามว่ามันเป็นอรหันต์หมดบ้านหมดเมืองแล้วเหรอ ตลอดมดปลวกที่จะฆ่าเขาอยู่เวลานี้ เขาเป็นอรหันต์แล้วเหรอ เราเป็นอรหันต์แล้วเหรอ ทำไมศีลข้อ ๓ ไม่ถาม ตัวคึกตัวคะนองตัวดื้อด้านที่สุดทำไมไม่ถาม นี่ก็ไม่เป็นธรรม ถ้าเราไม่ถามข้อนี้อีกเราก็ไม่เป็นธรรม เราต้องการเป็นธรรม เขาไม่เป็นธรรม เราเป็นธรรม ศีลมี ๕ ข้อ ข้อ ๓ ทำไมไม่ถาม โดดไปข้อ ๔ เลย ก็แสดงว่าไม่เป็นธรรม ถ้าอย่างนั้นเราไม่แก้ให้ทั้งหมดเลยถูกต้อง เพราะมันไม่เป็นธรรม ก็เท่านั้น ลองอ่านไปดูซิ

โยม    มาถึงข้อ ๔ นะครับ มุสาวาท รวมถึง การพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ด้วยใช่ไหมครับ และถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว การพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ต้องเป็นคำพูดที่โกหกด้วยใช่ไหมครับ และถ้าไม่เป็นคำพูดที่โกหกก็ไม่จัดว่าเป็นการพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อใช่ไหมครับ กระผมกราบขอขมาหลวงตาด้วยนะครับเพราะกระผมขอใช้คำพูดตรงไปตรงมาเพื่อแก้ข้อสงสัยให้กับตัวเองนะครับไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินหลวงตาแต่อย่างใดครับ พูดคำหยาบ ใช้คำแทนตัวเองว่า ข้า,กู และใช้คำแทนผู้อื่นว่า เอ็ง,มึง หรือขึ้นต้นด้วย "ไอ้" ต่อด้วยชื่อจริงของเขานะครับ ซึ่งไม่ใช่คำโกหกแต่อย่างใด จะถือว่าพูดคำหยาบไหมครับ  พูดคำเพ้อเจ้อ ถ้าเรามีเจตนา พูดเล่น แต่คำพูดที่พูดออกไปนั้นไม่ได้มีคำโกหกแต่อย่างใดเลย จะถือว่าพูดคำเพ้อเจ้อ ไหมครับ พูดคำโกหก ถ้าหมอพูดคำโกหกออกไปโดยไม่มีเจตนา แต่เพื่อรักษาใจของญาติผู้ป่วยครับ จะถือว่าพูดคำโกหกไหมครับ )

หลวงตา เอาละ มันโลเล ๆ เบา ๆ ขี้เกียจตอบ เสียน้ำลายเปล่า ๆ เข้าใจเหรอ

โยม แล้วข้อ ๕ ข้อ ๖ เขาไม่ถามเขาข้ามไปข้อ ๗ เลย

หลวงตา ก็นั่นแล้ว มันไม่เป็นธรรม สรุปความลงแล้วไม่เป็นธรรม ศีล ๕ ข้อ ถามเอาแต่ข้อที่เจ้าของชอบใจ อันไหนที่ไม่ชอบใจไม่ถามแสดงว่าไม่เป็นธรรม ก็ยังดีที่อนุโลมตอบให้บ้างเข้าใจไหม แล้วค้านมาหรือทวงมานี่ที่อันนั้นเพราะอะไร หรือผู้ถามมันขาดบาทขาดตาเต็งหรือ มันถึงไม่ถาม เพียงศีล ๕ ก็ไม่ครบ เข้าใจเหรอ เอาเท่านั้นละพอ เอาละจดหมายขาดบาทขาดตาเต็ง เราไม่อยากขาดบาทขาดตาเต็งเราจึงไม่ตอบ

โยม อันนี้ผ่านไปเลยนะครับ เป็นคนที่ ๒ นะครับ เขาบอกว่า ขอโอกาสนมัสการเรียนถาม คือ

๑.กระผมนั่งสมาธิแล้วปรากฏว่า จิตได้รวมแล้วกายได้หายไปในขณะนั้น

หลวงตา เออ เอาละตอบตรงนี้ละ ถูกต้องแล้ว เอ้าว่าไป ตรงนี้ถูกต้องแล้วเอ้าว่าไป

โยม พยายามจะกระทำตามคำสอนของหลวงตา คือ พิจารณาลมหายใจและขณะนั้นมีความรู้สึกว่า จิตนี้มีพลังมหาศาลที่จะประมาณไม่ได้ แต่เป็นจิตที่ยังไม่บริสุทธิ์เพียงแต่บอกให้ทราบว่า นี้คือพลังที่ยิ่งใหญ่มาก มีความรู้สึกแปลกอัศจรรย์และกลัวเนื่องจากไม่เคยพบมาก่อน จึงขอกราบเรียนถามหลวงตาเพื่อขอโอกาสทราบแนวทางปฏิบัติต่อไปด้วย เพราะในวันนั้นเป็นเหตุการณ์เช่นนี้กระผมพยายามประคองจิตและได้ออกจากสมาธิในวันนั้น แต่หลังจากนั้นแล้วนั่งสมาธิระมัดระวังและจิตใจมีความสงบมากขึ้น กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง

หลวงตา ที่ทำนั้นถูกต้องแล้ว กำลังนั้นมันเป็นตามนิสัยวาสนาของแต่ละคนที่จะเป็นกำลังมากน้อยจากจิตไม่เหมือนกัน คือกำลังพลังของจิต แต่พลังของจิตที่แก้กิเลสต้องมีพลังเหมือนกันไม่อย่างนั้นแก้กิเลสไม่ตก แต่พลังส่วนอื่นที่เกิดขึ้นจากนิสัยวาสนาของจิตที่ออกไปไม่ใช่การฆ่ากิเลสนะ อย่างนี้ต่างกัน เข้าใจมิใช่เหรอ

โยม ครับ

หลวงตา พลังของจิตพลังฆ่ากิเลส ของจิตของธรรมฆ่ากิเลสต้องให้รุนแรงเหมือนกันไม่อย่างนั้นแก้ไม่ตก ส่วนพลังอื่นที่เกิดจากไม่เกี่ยวข้องกับการฆ่ากิเลสมันเป็นนิสัยวาสนาอันนี้ต่างกัน ต่างกันมากทีเดียว เป็นกับผู้ใดผู้นั้นก็รู้ตัวเอง จะเอาคนอื่นมาเปรียบมาเทียบไม่ได้อันนี้นะ ต้องเป็นเรื่องของใครของเราเหมาะสมอยู่กับตัวเองทุกคน เหมือนกำลังวังชาของเรามีมากน้อยเราก็รู้ของเราเท่านั้นเองไม่ผิดแปลกอะไร แล้วมีอะไรอีก

โยม หมดแล้วครับผม

หลวงตา เราอยากให้พยายามภาวนา มันจะมีกำลังขนาดไหน ขอให้วางหลักลงในจุดที่ภาวนาให้ดี อันนี้อย่าปล่อยหลักใหญ่นะ หลักนี้จะเป็นหลักที่ทรงต้นทรงลำได้กระจายออกไปตลอด กว้างขวางมากน้อยขึ้นอยู่กับหลักที่ยึดไว้ดี เช่น กำหนดอานาปานสติก็อยู่ในจุดนั้นไว้ หากว่ามันจะเขวไปอะไร ๆ เราย้อนเข้ามานี้เสียมันก็ระงับไปหมด นี่หลักยุติเข้าใจไหม ถ้าเราปล่อยไปตามกระแส กระแสของจิตไม่ได้มีสิ้นสุดง่าย ๆ นะ นี่ก็เคยพูดให้ผู้กำกับฟังแล้วใช่ไหมละ

โยม ครับผม

หลวงตา นี่ละเรื่องราวที่มันมาสัมผัสกันก็ต้องพูดเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ต่อกันนะ เรานี้เองภาวนา มันจะสว่างไสวก็เป็นธรรมดาของมัน ก็อยู่เรื่อย ๆ ประจำจิตประจำนิสัยเราก็รู้แต่ไม่เคยพูดให้ใครฟัง เพราะเป็นเรื่องนิสัย พูดให้ฟังแต่เรื่องกิเลสหนักเบามากน้อยรบกันเมื่อยังเป็นวิธีการยังไงแก้ได้ยังไงไม่ได้ยังไง อันนี้พูดเพราะมีผลต่อกันใช่ไหมล่ะ แต่ส่วนนิสัยวาสนาเกิดขึ้นจากที่ว่ามีความสว่างไสวอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นเรื่องของบุคคล เรื่องของเรามันก็เป็นมาตั้งแต่เริ่มแรก เราก็ไม่ถือว่าเป็นของสำคัญอะไรเพราะไม่ใช่เรื่องฆ่ากิเลส ปล่อยไปมันก็เกิดของมันไปเรื่อย เหมือนกับต้นลำมัน ต้นลำมีแล้วกิ่งก้านมันก็ออกไปตามเรื่องของมัน เราบำรุงแต่ต้นลำให้ดี กิ่งก้านจะเป็นยังไงมันก็อยู่กับต้นมันแล้ว แน่ะ เป็นอย่างนั้นนะ

นี่ก็หมายถึงว่าความสว่างไสวรู้แปลก ๆ ต่าง ๆ มันก็รู้มันก็เห็นของมันไป เราก็ไม่ค่อยถืออะไรยิ่งกว่าหลักใหญ่ฆ่ากิเลส ทีนี้ทำไป ๆ มันก็สว่างไสว มันเลยมาสะกิดใจแย็บ เอ๊ จิตนี้มันทำไมมันสว่างไสวเอานักหนา เราจะปล่อยความสว่างให้มันพุ่งเต็มที่มันจะเป็นยังไงวะ ทีนี้ก็เลยปล่อย แต่ปล่อยด้วยความระมัดระวังนะ ไม่ได้ปล่อยด้วยความเซ่อ ๆ ซ่า ๆ ไม่ใช่อวดตัว เอ้า ปล่อยลองดูมันจะเป็นยังไง สติปัญญามีอยู่จะคอยดูมัน ควรรั้งหรือควรจะปล่อยขนาดไหนเราเองเป็นผู้ดูแลอยู่ ก็ปล่อย ปล่อยมันก็พุ่งของมันเลยเชียว โอ๋ย.ไปไม่มีขอบเขตไม่มีสิ้นสุด สว่างไสวจ้าขึ้น ๆ ดู พอสมควรเท่านั้นแหละ เอาละที่นี่จะยุติ พอยุติปั๊บจับสายดึงลง ๆ ๆ จิตสติดึงเข้ามา ๆ ๆ เข้าถึงจิตหายเงียบไปเลย ที่มันพุ่ง ๆ แน่ะ ก็อย่างนั้นแหละ ถ้าเรารู้จักวิธีปฏิบัติรักษา

ถ้าไม่รู้ปล่อยมันก็เตลิดเปิดเปิง ดีไม่ดีพาให้เป็นบ้าก็ได้เข้าใจไหมล่ะ คือตื่นเงาเข้าใจไหมมันก็เป็นบ้าละซิ ต้นมันอยู่กับจิต พอย้อนเข้ามาหาจิตเรื่องเหล่านั้นก็ระงับไป นี่เราก็เคยพูดให้ผู้กำกับฟังแล้วมีโอกาส มันเป็นทุกอย่าง สิ่งใดที่ไม่ค่อยเกิดประโยชน์กับโลก รู้เท่าไรก็เหมือนไม่รู้ไม่ชี้ ก็พูดแล้วเรื่องเหล่านี้ใช่ไหมล่ะ เราจะพูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่เป็นคติเป็นราย ๆ ไป เราก็แนะให้เป็นราย ๆ ไป ถ้าจะเป็นประโยชน์ทั่วไปเราก็แสดงออกเลย เช่น ธรรม เรื่องละชั่วทำดีนี้ทั่ว ๆ ไป สอนทั่วไป ส่วนเป็นเรื่องเฉพาะ ๆ นี้ก็เป็นเรื่องเฉพาะ ส่วนเรื่องที่เป็นเฉพาะตัวเองจริงๆ ไม่ควรเกี่ยวกับใครก็ไม่พูดเหมือนไม่รู้ แน่ะ ก็อย่างนั้นแหละ

เรื่องจิตใจเป็นของเล่นเมื่อไร พิสดารมากทีเดียว เราจึงสอนเสมอสอนเรื่องจิตเรื่องใจ ในโลกอันนี้ไม่มีอะไรกองทุกข์ที่จะมาอยู่ที่ไหน ๆ ไม่อยู่ อยู่ที่ใจดวงเดียว ก็บอกแล้วความทุกข์ครอบโลกธาตุที่จิตมันหมุนออกไปเป็นเงาออกไปนั้น มันสร้างความทุกข์ให้จิตมากขนาดไหน มันอยู่ที่จิตความทุกข์ ทีนี้เมื่อเรื่องเหล่านั้นสงบมา ความสุขไม่มีอะไรกวน ความสุขก็เกิดขึ้น ฟาดเสียจนหมดความทุกข์ ความสุขอยู่นี้หมดเลย นั่น ก็อย่างนั้นแหละ ถึงบอกว่า รวมทั้งหมดทั้งความสุข ความทุกข์ ตั้งแต่หยาบถึงขั้นละเอียดสุดอยู่ที่ใจทั้งนั้นรวมมา ทุกข์มากทุกข์น้อยลงที่ใจหมด หมดทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้วบรมสุขขึ้นก็อยู่ที่ใจ นั่น เข้าใจกันไม่ใช่เหรอ

โยม ขอประทานอนุญาตครับ ที่เกี่ยวกับหลวงตาเล่านี่ ที่มีพระองค์ที่ภาวนาแล้วท่านตามแสงสว่างขึ้นไปบนต้นมะพร้าวท่านไม่รู้ตัวเลยใช่ไหมครับ

หลวงตา ไม่รู้ ๆ เลย อย่างนี้เราก็เคยมาเล่าให้ฟัง อย่างนี้ละคือมีแต่ความรู้ วิ่งตามผู้รู้ สติปัญญาที่จะติดตามไม่มี เสียได้ ทีแรกนั่งอยู่แสงสว่างเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ วูบมาตกตรงหน้า ก็เงาของจิตนั่นแหละไปแสดง แต่เราไม่เห็นน่ะซิเราไม่รู้ พอเอามือเอื้อม ทีแรกก็ดูเหมือนจะเอื้อมในจิตเฉย ๆ คงไม่ออกถึงมือ ครั้นต่อไปก็เป็นมือละซิ เอื้อมเข้าไปมันก็ขยับออกไป ๆ ก็ลุกขึ้นละซิ ทีนี้เคลื่อนไหวถึงกายแล้ว ทีนี้ดวงสว่างมันก็ไปทางนี้ก็เดินตามดวงสว่างไปแล้ว ไม่รู้ตัวนะนั่น จิตไปอยู่กับโน้นหมดแล้วไม่รู้ตัว ไปอยู่กับโน้นหมด ทีนี้แสงสว่างมันก็ขึ้นต้นไม้ ขึ้นต้นไม้ก็ขึ้นตาม ไม่รู้ตัวนะขึ้นตามอย่างนั้นละ เหมือนเรานอนหลับฝันไป แต่ทีนี้มันเป็นสมาธิละซิ มันขึ้นต้นไม้จริง ๆ ไม่เหมือนฝันนะ ฝันว่าได้ขึ้นต้นไม้แต่เราไม่ได้ขึ้นนะ อันนี้มันฝันดิบนี่มันขึ้นจริง ๆ พอขึ้นต้นไม้ดวงชะตาก็ยังมีท่า ถ้าแสงสว่างนี้มันออกไปก็จะออกไปจากต้นไม้ตกตาย แต่นี่พอไปถึงแสงสว่างมันก็วูบเดียวมันก็ลอยไปเลย หายเงียบสุดสายตา ลับสายตาหายเงียบไปเลย ทีนี้หมดหวัง พอหมดหวังจิตก็ย้อนเข้ามาละซิ

นี่ละทีนี้มันหมดหวังกับอันนั้นแล้ว แต่ก่อนความรู้มันไปอยู่โน้นหมด พออันนั้นหายไปเลย ถ้าอันนั้นไม่หายเจ้าของต้องตาย จะไปตามมันละซิ ตกต้นไม้ตาย ทีนี้พอดวงสว่างมันหายไปแล้วก็หมดหวัง เลยย้อนจิตกลับเข้ามา มารู้ตัว มารู้ตัวที่ไหนได้อยู่บนต้นไม้ ร้องไห้โฮ ๆ พระผู้เป็นเพื่อน มันร้องไห้อะไร ทำไมขึ้นต้นไม้ ท่านก็เลยเล่าให้ฟังตามเรื่อง นั่นละกรรมฐานมันเป็นบ้าด้วยเหตุนี้เข้าใจไหมล่ะ ถ้ามีสติมันก็ไม่เป็น มันจะไปไหนวะ มีสติรั้งปั๊บหยุดอยู่เลย ถ้าไม่มีสติไม่มีปัญญาครอบอยู่แล้วมันเป็นไปได้นะเรื่องเหล่านี้ มีแต่จิตกับความรู้ รู้ก็รู้ตามนั้นรู้ตามไปเรื่อย ความรู้ย้อนหลังไม่มีมันก็ไม่รู้ตัว มันก็ไปเรื่อยเหมือนพระองค์นั้นขึ้นต้นไม้นั่นละ นั่นเป็นอย่างนั้น ให้พากันเข้าใจ

นี่เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ สด ๆ ร้อน ๆ นะ ปัจจุบันนี้เอง ก็น่าเสียดายถ้าหากว่ามีผู้แนะแล้วจะดีนะ แต่นี่ขาดผู้แนะเลยไม่ได้เรื่อง ทราบว่าสึกแล้วแหละ แกมาหาอาจารย์แกอยู่ที่วัดทุ่งสว่าง หนองคาย ตอนนั้นเราก็ไปพักอยู่ที่วัดทุ่งสว่าง ท่านเล่าให้ฟัง นี่ละไอ้นี่ละบักทิศชัยนี่ละ มันสึกแล้วมันมา นี่ละตัวมันภาวนาเป็นอย่างนั้น ๆ เราก็ดูกิริยาท่าทาง นิสัยมันตรงไปตรงมาสมแล้วที่ขึ้นต้นไม้ ดีมันไม่ตายเราว่าอย่างนั้น อยากให้มันตายหมดทั้งโคตร เข้าใจไหม แบบโคตรนี้อย่าให้เหลือมันจะเป็นเชื้อในเมืองไทยเรา เข้าใจไหม ถ้าหมดโคตรมันแล้วโคตรอันนั้นก็จะไม่มี เมืองไทยของเราจะไม่เป็นบ้าเข้าใจไหม เอาละ เพียงเท่านี้พอ

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวัน  ได้ที่

www luangta.com หรือ www.luangta.or.th


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก