สติอยู่ตรงไหนภัยจะไม่เข้า
วันที่ 9 กันยายน 2546 เวลา 8:30 น. ความยาว 67.56 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

สติอยู่ตรงไหนภัยจะไม่เข้า

 

ก่อนจังหัน

         พระให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติทุกๆ องค์นะ ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ อย่าหวังอะไรในโลกนี้มีแต่ฟืนแต่ไฟ พูดให้ตรงศัพท์แสงของธรรม มันไหม้อยู่ที่หัวใจ สิ่งต่าง ๆ ไม่อด แต่มันอดอยากอยู่ที่หัวใจ เพราะหัวใจมันหิวโหย ได้ไม่พอๆ ความได้ไม่พอ ความดีดดิ้นนั้นน่ะมันเอาไฟมาเผาเจ้าของ นี่เราต้องการให้เห็นความพอคืออะไร ในโลกมีแต่ธรรมเท่านั้นพอ นอกจากนั้นไม่มี โลกของกิเลสเป็นโลกที่หิวโหยโรยแรง หิวตลอดไม่มีคำว่าพอ ตั้งแต่มหาเศรษฐีลงมาจนถึงคนทุกข์ไร้เข็ญใจ ความหิวพอ ๆ กัน ยิ่งได้มากเท่าไรยิ่งหิวมาก ๆ  นั่นแหละกิเลส คือเหมือนเราเอาเชื้อเสริมไฟ ไสเชื้อเท่าไรเปลวมันจรดเมฆ ๆ จะให้มันดับด้วยการไสเชื้อเข้าไม่มี ต้องถอยเชื้อออกไฟถึงจะดับ นี่เรื่องกิเลสความหิวโหยมีตลอด หาอะไร ๆ มาให้มีแต่จะใส่เชื้อไฟเข้าไป พอเป็นพอไปความรู้จักประมาณพอดีมีความสุข นี่ฝ่ายทั่ว ๆ ไป

         สำหรับพระเรานี้มีเท่าไรตัดออกให้หมด ทุกสิ่งทุกอย่างมีอะไรตัดออกให้หมด มีแต่บำรุงจิตใจของเราด้วยสติธรรมปัญญาธรรม ดูจิตใจที่มันจะแหวก จะไขว่คว้าไปหาอะไรเอาฟืนเอาไฟมาเผามัน ให้ดูจิตตัวนี้นะ ผู้ใดมีสติดีผู้นั้นจะได้หลักเกณฑ์ต่อไป สติครอบอยู่ตรงไหนภัยจะไม่เข้า ภัยจะไม่ดิ้นผันตัวเองนะ สติเป็นสำคัญมาก จากนั้นปัญญาใช้เป็นระยะ ๆ นี้คือนักบวช พุทธศาสนาคือตลาดแห่งมรรค ผล นิพพาน ตลาดแห่งมรรค ผล นิพพาน นี้ใครจะเป็นเจ้าของสมบัติเหล่านี้ ท่านยกให้อันดับหนึ่งก็คือพระ พระเป็นอันดับหนึ่งที่จะครองมรรค ผล นิพพานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย จากนั้นก็รองลงมาเป็นลำดับลำดา

         เราเป็นพระประเภทใดให้ตั้งปัญหานี้ถามตัวเอง ถ้าตั้งปัญหาถามตัวเองบ่อย ๆ ความอุตส่าห์พยายาม สติสตัง ความพากความเพียรจะหนุนกันไปๆ ได้สมบัติเหล่านี้เข้ามาพอเป็นระยะ ๆ นะ ธรรมพอเป็นระยะ ไม่ใช่หิวตลอดไป เพียงได้ความสงบนี้เย็นอยู่ในขั้นนี้แล้ว เพิ่มเข้าอีก สงบเท่าไรยิ่งเย็น ๆ เข้าไปเรื่อย ความพอพอดี ๆ อยู่ที่ไหนพอดีหมด นั่น ยิ่งจิตสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นโดยลำดับ สังหารกิเลสตัวหิวโหยออกจากใจแล้วไม่มีคำว่าหิว มีแต่คำว่าพอ พอครอบโลกธาตุคือพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน จิตใจท่านพอครอบโลกธาตุ จิตใจของโลกมีแต่ความหิวโหย ดีดดิ้นไปด้วยกิเลสเผาอยู่ตลอดเวลา

         ขอให้ทุกๆ ท่านได้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ไอ้เรื่องโลกเรื่องสงสารนั้นมันเป็นอย่างนั้นน่ะไม่ว่าเขาว่าเรา ว่าแต่โลก ๆ เราบวชเป็นพระโลกอันหนึ่งมันก็เป็นอยู่ภายในใจของเรานั้นแหละ กิเลสแทรกอยู่ตรงไหนโลกแทรกอยู่ที่ตรงนั้น ให้เราแก้โลกของเรา ภายในของเราออกไปแล้วเราจะมีความสะดวกสบาย ไปที่ไหนเย็นไปหมดๆ ผู้มีธรรมภายในใจพอเป็นลำดับลำดานะ ถ้าไม่มีธรรมเท่านั้นหิวโหย ยิ่งไม่สนใจในอรรถในธรรมเลย นั้นเรียกว่ายังเหลือแต่ลมหายใจ ไฟเผาตลอดเวลาในหัวอก ให้พากันจำเอานะ

         สถานที่นี่เหมาะสมสำหรับความเพียร ผมรักสงวนมากสถานที่สำหรับบำเพ็ญเพียรของพระ ไม่ยอมให้ใครเข้าไปพลุกพล่านวุ่นวายอะไรได้เลย แบ่งสันปันส่วนให้เรียบร้อย เพื่อพระจะได้บำเพ็ญภาวนาสะดวกสบาย แล้วแก้ ภัยไม่อยู่ที่ไหนนะอยู่ที่ใจ แล้วคุณก็ไม่อยู่ที่ไหนอยู่ที่ใจเช่นเดียวกัน ภัยคือกิเลสเป็นไฟเผาหัวใจ คุณคือธรรมเป็นน้ำดับไฟ ดับกันลงตรงนั้น เมื่อดับได้มากแล้วนั้นแหละท่านว่าบรมสุข นี่ละความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี มารวมอยู่ที่หัวใจดวงเดียวๆ แต่ละคน โลกกว้างแสนกว้างอย่าเอามาเป็นประมาณ ไม่ใช่เป็นที่อยู่ของกองทุกข์และความสุขนะ อยู่ที่หัวใจเรา ตัวดีดตัวดิ้นนี้แหละ เพราะตัวดีดตัวดิ้นที่สร้างฟืนสร้างไฟได้แก่กิเลสก็อยู่ที่หัวใจ น้ำดับไฟได้แก่ธรรมก็อยู่ที่หัวใจของเรา ให้นำไปปฏิบัติรักษานะ

         จะไม่มีแล้วนะ ศาสนาพุทธเรานี่ซึ่งเป็นศาสนาสมบูรณ์แบบสดๆ ร้อนๆ ด้วยมรรค ผล นิพพาน แล้วใครจะทรงล่ะถ้าไม่ใช่พวกเราทั้งหลายทรง พระพุทธเจ้าสอนโลกนี้สอนพระเป็นอันดับหนึ่งนะ ให้ถือเราเป็นอันดับหนึ่งที่จะก้าวเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน ได้ด้วยความพากเพียรของเรา ให้พากันอุตส่าห์พยายามนะ อย่าตื่นอย่าเต้น อย่าหลงอย่าใหลใฝ่ฝันกับมันเรื่องโลกเรื่องสงสาร มีมาดั้งเดิม ดีกับชั่วมีมาดั้งเดิม เป็นข้าศึกกันมา เพราะฉะนั้นจึงได้แก้กันไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผู้แก้เสร็จสิ้นไม่มีอะไรเหลือแล้ว นั่นละเรียกว่าพอแล้วที่นี่ความทุกข์หมด ตั้งแต่บัดนั้นไปตลอดอนันตกาล ท่านเรียกว่านิพพานเที่ยง ความสุขเที่ยงตลอดไปเลย ให้พากันจดจำเอา

         พระมีขนาดนี้ก็พอดีแล้ว มากกว่านี้ไม่ได้ที่พักประกอบความพากเพียรมันคับแคบไป เราจึงกำหนดไว้ให้พอดีๆ เพื่อจะได้ประกอบความพากเพียรสะดวกสบายสำหรับพระเรา ต่อไปนี้จะให้พร 

หลังจังหัน

         คำว่าครูนี้เราก็เป็นคนอาภัพทางหนึ่งเหมือนกันนะ เป็นครูทางฝ่ายธรรมะพวกปริยัตินี้ไม่เอาเลย จึงเรียกว่าอาภัพ ไม่ว่าจะทางนักธรรมทางบาลี ผู้ใหญ่มอบภาระให้เราเป็นครูจริงๆ ก็พอหลบหลีกได้ๆ เพราะมีผู้สามารถจะเป็นครูได้ มหาเปรียญก็มีหลายองค์ หาทางออกจนได้ เลยไม่เป็นครูสอนใคร นักธรรมก็ไม่ได้สอนใคร บาลีก็ไม่สอนใครเลย ออกล้วนๆ คือออกสอนตนล้วนๆ เลย ทีนี้เวลาออกก็ออกจริงๆ ด้วย ไปอยู่สถานที่ใดๆ ไม่มีการสอนใครเลย แล้วก็ไปหาอยู่สถานที่ที่เขาก็เป็นคนป่าคนเขา เขาไม่มีเวลาที่จะมาศึกษาอรรถธรรมกับเรา ก็ไปหาอยู่สถานที่เช่นนั้น มันก็เหมาะดีเลย ก็ได้พูดให้ลูกศิษย์ฟัง ในช่วง ๙ ปีนี้เหมือนตกนรกทั้งเป็นเลยเรา ช่วง ๙ ปี ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ นี่ที่ว่าหนักมากเชียว

         อย่างจะมีผู้ให้เราสมัครไปติดคุกติดตะราง แล้วติดคุกติดตะรางกิเลสก็ขาดไปลอยไป ขาดไปเหมือนกันกับที่เราทำความพากเพียรอยู่ในป่าในเขาซึ่งแสนทุกข์ทรมานนี้ เราสมัครเป็นนักโทษเลยนะ คือนักโทษเขาไม่ได้หนักหนาอะไร งานการอะไรก็ไม่หนักไม่หนา มีแต่งานถูกบังคับเสียมากกว่า เพราะฉะนั้นการทำงานของนักโทษจึงไม่ได้ทำด้วยความสมัครใจเต็มใจ ไม่ได้ทำด้วยความพอใจ มีแต่ขาดความนับถือเท่านั้น สังคมไม่ยอมรับไม่นับถือเท่านั้นเอง เรื่องความทุกข์ของเขาไม่ได้ทุกข์นะ ดีไม่ดีเขายังเบากว่าผู้ที่มีงานมากๆ อยู่นอกเรือนจำเสียอีก ถ้าหากว่าให้เข้าไปอยู่ในเรือนจำไม่มีคนนับถือก็ตาม แต่กิเลสหลุดลอยออกไปเหมือนเราทำความเพียรนี้ เราจะสมัครไปอยู่ในเรือนจำ เพราะมันเบากว่านี้มาก เราบำเพ็ญของเรามันหนักมากจริงๆ นะแต่ทีนี้หนักเหล่านี้ทุกแง่ทุกมุมหนักด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่หนักด้วยการถูกบังคับเหมือนนักโทษในเรือนจำ นักโทษในเรือนจำนี้ต้องถูกบังคับ เพราะเป็นนักโทษ

สำหรับเราไม่ได้เป็นนักโทษในเรือนจำนั้น แต่มันเป็นนักโทษในเรือนจำของกิเลส ที่มีความโหดร้ายทารุณเอามากยิ่งกว่านายบังคับเรือนจำเขา กิเลสมันหนักมาก พูดแล้วเราสลดสังเวชนะ เวลาจะเป็นจะตายจริงๆ การประกอบความพากเพียร แต่สำคัญที่จิตมันไม่ถอย สำคัญอันนี้นะ ทุกข์ขนาดไหนมันก็พอใจทุกข์ เป็นก็พอใจเป็น ตายพอใจตาย อันนี้ทุกข์ขนาดไหนมันก็บืนได้เพราะความพอใจ การประกอบความเพียรไม่มีใครบังคับเรา แต่เราบังคับเราเองยิ่งหนักแน่นยิ่งกว่าคนอื่นมาบังคับ บังคับตลอดเวลาทั้งที่ลับที่แจ้ง ยืนเดินนั่งนอน เว้นแต่หลับ บังคับจิตตัวนี้ ตัวนี้ตัวให้ดีดให้ดิ้นที่สุด ขอให้พี่น้องลูกหลานทั้งหลายทราบเสียว่า กองทุกข์ในโลกนี้อยู่กับกิเลสที่ฝังอยู่ในใจของสัตว์ มันไม่ให้อยู่เป็นสุขได้นะ มันหากดีดหากดิ้น

สมบัติเงินทองข้าวของนั้นเป็นเครื่องประดับโลกอันหนึ่งของกิเลสต่างหาก ส่วนที่มันหมุนอยู่ภายในไม่มีใครรู้ นอกจากมันเหลือประมาณแล้วถึงจะรู้ได้ นี่มันมีอยู่กับทุกคน มีมากมีน้อย เราพูดแบบไม่ลำเอียงพูดแบบธรรม ไม่เหมือนกิเลส กิเลสนี้เป็นอย่างหนึ่งมาพูดอย่างหนึ่งๆ มีลี้มีลับอยู่ในนั้น มีหลอกมีหลอนร้อยสันพันคมอยู่ในนั้น ในกิริยาของกิเลส ร้อยสันพันคมของธรรมมีแต่ร้อยสันพันคมที่จริงล้วนๆ เลยไม่มีปลอม ฉลาดก็ฉลาดทางธรรมไปล้วนๆ ถึงได้เห็นกันชัดเจนซี เวลามันหนักถึงขนาดน้ำตาร่วงนั่งอยู่บนภูเขา สู้กับกิเลส ตั้งหน้าตั้งตาที่จะฟัดกับมันเต็มเหนี่ยว แล้วมันฟัดเรานี้ไม่เป็นท่าเลย นี่เราก็เห็นประจักษ์กับหัวใจของเรา

เรื่องกระแสของกิเลสรุนแรงนี้เหมือนคลื่นมหาสมุทรนั่นแหละ แล้วเอาฝ่ามือไปกั้นมันได้ยังไง ฝ่ามือขาด เจ้าของแหลกไปเลย เวลามันเชี่ยวจัด กิเลสนี้ถึงขนาดนั้นนะ เห็นประจักษ์ในหัวใจเรานี่ ถึงขนาดน้ำตาร่วงถึงได้ร่วงคนเรา ใช้วิธีไหนก็สู้มันไม่ได้ ปั๊บเดียวปัดทีเดียวตกทะเลหลวงๆ กระแสของมัน ตั้งสติพับล้มพร้อมเลย ตั้งปั๊บล้มพร้อมๆ ตั้งหน้าตั้งตาตั้ง พอตั้งพับล้มพร้อมกันเลย อำนาจของมันแรงกว่า แล้วทีนี้เอาความเพียรมาจากไหน เมื่อสติไม่มีไม่จัดว่าเป็นความเพียร ความเพียรอยู่ที่สติเป็นพื้นฐานสำคัญทีเดียว นี่มาพูดให้เป็นคติแก่พี่น้องลูกหลานทั้งหลายว่า ตัวภัยจริงๆ อยู่ที่หัวใจของทุกคนนะ อย่ามองดูข้างนอก มันหลอกออกไป เป็นเงา หลอกอย่างนู้นหลอกอย่างนี้ให้ตื่นไปนู้น มันไม่ให้เห็นตัวฟืนตัวไฟตัวมันผลักมันดันให้ดิ้น ไม่เห็น อันนี้สำคัญ โลกไม่เห็นว่างั้นเลย

ศาสนาไหนก็ตามเราไม่เคยเห็นที่จ่อเข้ามาดูหัวใจซึ่งเป็นมหาภัยให้เห็น เห็นแต่พุทธศาสนาเท่านั้นจี้ลงจุดนี้เลย นี่แม่นยำมากทีเดียว เพราะตัวกองทุกข์อยู่ที่นี่ ตัวเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ที่นี่ น้ำดับไฟคือธรรมก็อยู่ด้วยกัน บอกทั้งสองอย่างเลย อยู่จุดนี้นะ เอาลงจุดนี้ให้ได้นะ พอพูดอย่างนี้ก็ระลึกถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่น พอเราไปถึงท่านก็ไล่เบี้ยเลย ท่านมาหาธรรมเหรอ ธรรมอยู่ที่ไหน โอ๊ย ไม่ลืมนะ จำได้ทุกกิทุกกี ท่านก็ไล่ไปถึงต้นไม้ภูเขา ดินฟ้าอากาศทั่วแดนจักรวาล ไม่ใช่กิเลสไม่ใช่ธรรม กิเลสแท้ธรรมแท้ สุขแท้ทุกข์แท้อยู่ที่ใจ เอา เอาลงนี้ให้ได้เรื่องภาวนา มีจิตตภาวนาเท่านั้นจะสังหารสิ่งเหล่านี้ได้ จะรู้ทั้งกิเลสทั้งธรรมด้วยกันนี่แหละ เอา เน้นหนักลงจุดนี้นะ เอาให้ดี ภาวนา ว่างั้น จิตตภาวนาเลยเทียว เพราะเราขึ้นเวทีแล้วจะไปหาต่อยกระสอบอะไร ขึ้นเวทีแล้วก็เรียกว่าประจัญบานกับข้าศึกแล้ว ยืนจังก้าคอยอยู่นี้ใส่กันเลย หงายเลยๆ สู้มันไม่ได้

โอ๊ย ไม่ลืมนะ มันฝังลึกทุกอย่างเราถ้าลงอะไรได้ฝัง ไม่ว่าดีว่าชั่วฝังลึกทุกอย่าง ถึงขนาดน้ำตาร่วงคือมันไม่เป็นท่าเลยไม่มีทางสู้ได้ รู้ชัดเจนรู้เจ้าของไม่มีทางสู้ได้ ก็เหมือนกับเราสู้เสือด้วยกำปั้น     ใครจะเก่งขนาดไหนไปสู้เสือด้วยกำปั้น     แชมเปี้ยนก็แชมเปี้ยนเถอะน่ะเลือดสาด ไปสู้เสือด้วยกำปั้น กำปั้นแชมป์นั่นแหละแต่สู้เล็บเสือไม่ได้ใช่ไหม ตบทีเดียวเลือดสาด ยังไม่ได้กัดละนะ ตบเฉยๆ ก็เลือดสาด แชมเปี้ยนหงายหมาลงมา เลือดสาดเลือดเต็มตัว นี่ละเวลากิเลสมันรุนแรง เป็นเหมือนเราสู้เสือด้วยกำปั้น

ฝึก ต่อมาเอาอีกๆ ถึงขนาดที่ว่ากูมึง ไม่ถึงใจจะว่ากูมึงได้ยังไง กูมึงในใจนะ น้ำตาร่วงมันออกกูมึงได้เลยเทียว เคียดแค้นเต็มที่แต่สู้มันไม่ได้ แบบสู้เสือด้วยกำปั้น หือ มึงเอากูขนาดนี้เทียวเหรอ ถึงขนาดนั้นนะ โอ๊ย ไม่ลืมนะ เคียดแค้นอยู่คนเดียว หือ มึงเอากูขนาดนี้เชียวเหรอ ยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอย ยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง เวลานี้กูสู้มึงไม่ได้ กูยอมรับว่าสู้ไม่ได้ แต่กูไม่ถอย มันเคียดแค้น นี่ที่ได้จับมาพิจารณา ความเคียดแค้นให้บุคคลผู้ใดสัตว์ตัวใดก็ตามเป็นกิเลสทั้งนั้น แต่ความเคียดแค้นให้กิเลสซึ่งฝังอยู่ในหัวใจซึ่งจะสังหารมันนี้ กลายเป็นความเคียดแค้นเป็นอรรถเป็นธรรม เป็นทางมรรคผลนิพพาน ให้จำเอาไว้นะ ความเคียดแค้นมีสองประเภท ความเคียดแค้นให้กิเลสซึ่งเป็นข้าศึกของตัวเองนี้เป็นอรรถเป็นธรรมล้วนๆ อาศัยความเคียดแค้นนั่นละพกไว้ในหัวใจ มุมานะซัดกัน ความเคียดแค้นหนักเท่าไรความเพียรก็ยิ่งหนักๆ

สู้ไม่ถอย สุดท้ายก็มีท่าสู้ นั่นเห็นไหมล่ะ เพราะแพ้นี้ไปอีกฝึกอีก กลับมาอีก ไปอีกฝึกอีก กลับมาอีก วิธีการฝึกทรมานก็หลายแบบ เป็นวิธีที่ถูกที่ได้ผลดีกว่ากันยังไงบ้าง เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนไว้หลายวิธี พวกผ่อนอาหาร อดอาหาร พวกอดนอน เดินมาก นั่งมาก เหล่านี้ วิธีไหนเป็นวิธีที่ดีกว่ากันให้นำวิธีนั้นมาใช้ เราก็ฝึกทางนี้ด้วย หาวิธีนี้ด้วย มันก็มาถูกวิธีที่ทรมานอีกแหละ อย่างอื่นก็ไม่ถูก เช่น อดนอนนี้อดไปกี่คืน อดไปเท่าไรยิ่งทื่อๆ หาความสว่างไสวภายในใจไม่มี โอ๊ย อย่างนี้ยังไงกัน ไม่ถูก แน่ะ แทนที่สติสตังและปัญญาจะคล่องแคล่วว่องไวกลับทื่อไปหมด ไม่ถูก นี่ก็เป็นวิธีการ

ท่านแสดงไว้อย่างเนสัชชิ ธุดงค์ ๑๓ แต่มาปฏิบัติกับเราไม่ถูก ท่านวางไว้เป็นกลางๆ แล้วแต่จะถูกกับจริตนิสัยของใคร แต่สำหรับกับเราไม่ถูก พลิกหา แล้วก็มาถูกอันที่มันทุกข์ทรมานมากๆ มาถูกผ่อนอาหาร อดอาหาร ตอนนั้นธาตุขันธ์กำลังแข็งแรงอยู่ด้วยนะ มันดีดของมันธาตุขันธ์ กำลังของมันแรง ฉันมากไม่ได้ ฉันมากมันก็นอนมาก ขี้เกียจมาก อืดอาด สติสตังไม่ดีเลย พอผ่อนอาหารลงไป อดอาหารลงไป รู้สึกตัว สติดีขึ้นๆ ปัญญาค่อยคล่องตัว เอ๊ ชอบกลแล้ว วิธีนี้ดี นั่น ทีนี้ก็จับติดละนะ ทุกข์ขนาดไหนก็ต้องทน เพราะวิธีการอย่างอื่นมันไม่ได้ ได้แต่วิธีการนี้

ก็เหมือนอย่างไร่หรือสวนเรานี่ ไร่นาของเรามันทำยากทำง่ายก็เป็นเรือกสวนไร่นาของเรา จะไปทำนาคนอื่นสวนคนอื่นไม่ได้ เป็นนาของเราเองเราก็ต้องทำ อันนี้ก็เป็นนิสัยวาสนาของเราเอง เราก็ต้องจำทนเพราะมันได้ช่องนี้ ช่องผ่อนอาหาร อดอาหาร ต่อไปมันก็ไม่ค่อยผ่อน มีแต่อดทั้งนั้นแหละ ทีแรกทดลองมีผ่อนมีอด พอได้ความชัดเจนแล้วอดดีกว่าผ่อน นั่น ทีนี้ก็ซัดแต่อด เพราะฉะนั้นมันถึงทุกข์มาก ทั้งๆ ที่ธาตุขันธ์มันอ่อนลง  สติสตังฟื้นขึ้นได้ๆ  จิตใจค่อยสว่างไสวขึ้นมา เอ้อ ถูกแล้วที่นี่ จับติดเลย นั้นแหละมันถึงได้ทำความเพียรด้วยวิธีอดอาหารมากกว่าวิธีอื่นสำหรับเราเอง

ทีนี้จับติดละที่นี่ ทุกข์ขนาดไหนก็ต้องทนเอา เพราะนิสัยวาสนาของเราเป็นอย่างนี้ จะทำแบบสะดวกสบายอย่างอื่น มันมีแต่เป็นผลรายได้ของกิเลส ผลรายได้ของธรรมไม่มีเลย ต้องเอาทางนี้แหละ นี่ละที่ว่าท้องเสีย ท้องเสียมาตั้งแต่พรรษา ๑๐ พรรษา ๗ ออกปฏิบัติ ๓ ปีเต็มนี้ท้องเริ่มเสียแล้ว เสียก็ไม่สนใจกับท้อง ไม่สนใจกับมันตลอดไปเลย มีแต่หมุนใส่ธรรมจี๋ๆ ตลอด จนกระทั่งถึงเวลา ๙ ปี ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ ล่วงไปแล้วถึงเดือน ๖ ฟังซิ นี่ที่ทุกข์แสนสาหัสไปเรื่อย วิธีทรมานส่วนมากมีแต่อดอาหาร อย่างอื่นมันไม่ได้ผลจะทำไง แล้วก็ได้ผลไปอย่างนี้เรื่อยๆ

ทีนี้เวลาจิตละเอียดเข้าไปเท่าไร อดอาหารยิ่งเพิ่มความละเอียดเข้าไปนะ เช่น จิตของเราได้หลักได้เกณฑ์มีความคล่องแคล่วเข้าไปเรื่อยๆ นี่ อดอาหารยิ่งเพิ่มความคล่องแคล่วเข้าไปเรื่อยๆ มันเป็นอย่างนั้นนะ แล้วจะให้หยุดได้ยังไงเมื่อผลก็เห็นอยู่อย่างนั้น เอากันเท่านั้น นี่พูดถึงเรื่องจิตเวลามันล้มลุกคลุกคลานล้มจริงๆ เวลากิเลสโหดร้ายโหดจริงๆ นะ โหดจนน้ำตาร่วงเราไม่ลืม แต่ก็ธรรมนั่นละเครื่องปราบกัน ความมุมานะ ความเคียดแค้นให้กิเลสถึงไหน ความมุมานะก็ถึงนั้นเลยเทียว ไม่มีคำว่าอ่อนข้อๆ เอากันอย่างหนัก จนกระทั่งตั้งเนื้อตั้งตัวได้ จิตใจก็สงบเป็นสมาธิขึ้นมา อยู่ที่ไหนสบายหมด นั่นละที่นี่ถึงขั้นสบายนะ อยู่ที่ไหนสบาย จิตไม่ว้าวุ่นขุ่นมัว ผ่องใสอยู่ตลอด อยู่ที่ไหนสบายๆ

นี่ละจิตดวงนี้ละถ้ากิเลสเข้าหุ้มห่อไว้หนาๆ แล้วสร้างแต่ฟืนแต่ไฟให้เรา เผาเรา กิเลสอยู่ในใจนี่ ทีนี้เวลาสร้างอรรถสร้างธรรมซึ่งเป็นน้ำดับไฟก็ค่อยเย็นขึ้นไปๆ จนได้หลักได้เกณฑ์ พอได้หลักแล้วที่นี่ก็เอาใหญ่เลย ขั้นสมาธินี้เป็นขั้นที่สบาย จิตสงบเย็นใจ อยู่ที่ไหนสบายหมด เพลินอยู่กับสมาธิ ทั้งวันอยู่ได้สบาย แต่มันหากได้เท่านั้นนะ ออกทางด้านปัญญามันจึงเห็นช่องเห็นทาง พอออกทางด้านปัญญาจิตรู้สึกว่าชอบกลๆ สิ่งไม่เคยรู้ๆ สิ่งไม่เคยเห็นๆ สิ่งไม่เคยแก้ได้ๆ เป็นลำดับลำดา ทีนี้มันก็หมุนแต่ปัญญา ทางสมาธิทิ้งตูมเลย สมาธิที่สะดวกสบายนี้มันสะดวกสบายเฉยๆ มันไม่ได้ถอนกิเลสแก้กิเลสได้ ปัญญาต่างหากแก้หรือถอดถอนกิเลส มันก็หมุนทางด้านปัญญา ทีนี้ไปมันก็ไปใหญ่เลย มันไม่ค่อยพอดีแหละเรามันนิสัยผาดโผน ไปทางไหนมักจะผาดโผนทั้งนั้น ปัญญามันแก้กิเลสเป็นลำดับลำดา เห็นชัดเจนๆ ทีนี้จิตก็ยิ่งหมุนใหญ่เลย เลยไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน บางคืนนอนไม่หลับตลอดรุ่ง กลางวันยังไม่หลับอีก คือมันหมุนของมัน ได้ที่แล้วนะนี่ มีความหวังหนักแน่นขึ้นๆ มีความหวังมากเข้าๆ จิตก็ยิ่งหมุนเข้าไปจนกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ

พูดให้พวกนักภาวนานี้ฟังบ้าง ใครเขาไม่พูดเรื่องกรรมฐาน เรื่องอสุภะอสุภัง ร่างกายนี้สำคัญมากนะ พวกนักภาวนาต้องใช้ร่างกายเป็นอสุภะอสุภังมาก ๆ พิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ แยกความสวยงามไม่สวยงามออกดูเรื่อย ๆ ใช้ปัญญาพิจารณา อันนี้ก็ชุลมุนอันหนึ่ง งานเกี่ยวกับอสุภะนี้หนักมากเหมือนกัน เรียกว่างานชุลมุน งานนี้เราไม่เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ อันนี้เป็นงานชุลมุน พอผ่านจากนี้ไปแล้วทีนี้เป็นงานสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนตัวไปเองเลยติ้ว ๆ เวลามันหมุนเต็มที่แล้วความเห็นโทษของกิเลสก็เห็นเต็มหัวใจ เห็นคุณค่าของธรรมก็เต็มหัวใจด้วยกัน เมื่อต่างอันต่างเต็มหัวใจแล้วมันอยู่ไม่ได้นะคนเรา มีแต่จะออก มีแต่จะให้หลุดให้พ้นถ่ายเดียว ๆ ที่จะให้ถอยมานี้ให้ตัดคอเสียว่างั้น ไม่เสียดาย ยิ่งกว่าที่จะหมุนให้พ้นจากทุกข์ อันนั้นมีน้ำหนักมากกว่า มันก็เลยลืมหลับลืมนอนไม่สนใจ นี่ละความเพียร

เวลาธรรมมีกำลังให้จำเอาไว้นะ เวลากิเลสมีกำลังเอาเราหงายจนน้ำตาร่วง เวลาธรรมมีกำลังหมุนใส่กิเลสนี้หมุนติ้ว ๆ จนกระทั่งเห็นได้ชัดเจนว่ากิเลสอ่อนลง ๆ อ่อนลงโดยลำดับจนกระทั่งได้คุ้ยเขี่ยหากิเลสตัวมันเก่ง ๆ มันไปไหน มันไม่มีเลยปรากฏว่า ประหนึ่งว่าเป็นอรหันต์น้อย ๆ ขึ้นมา คือค้นหากิเลสตัวไหนมันก็ไม่มี ไม่มีก็ค้น ค้นก็เรียกว่างาน คืองานค้นหากิเลส พอเจอกันเข้าก็ใส่กันเลยๆ

         ถึงขั้นนี้แล้วให้ถอยไม่มี ให้กลัวกิเลสไม่มี มีแต่มันอยู่ไหน ๆ เรื่อย กิเลสมันตัวฉลาดแหลมคมมาก ถ้าไม่ใช่สติปัญญาแล้วจะไม่เห็นไม่ทัน เอ้ามันไปไหน เงียบเหมือนไม่มีอะไร คุ้ยเขี่ยหา ทดสอบทุกอย่าง เดี๋ยวโผล่ขึ้นมาใหม่ เห็นไหม.ใส่เปรี้ยงเลย ขาดสะบั้นอย่างรวดเร็ว นี่สติปัญญาเก่งเหมือนกิเลสมันเก่ง ๆ ตั้งสติปั๊บขาดสะบั้นไปเลย ทีนี้เวลาสติปัญญาเก่งกิเลสตัวไหนโผล่มาขาดสะบั้นไปเลย มันทันกันอย่างนี้นะระหว่างกิเลสกับธรรม เมื่อมีกำลังแล้วมันก็เห็นกันได้ชัดเจน เวลากิเลสมีกำลังเป็นอย่างนั้น ๆ เวลาธรรมมีกำลังเป็นอย่างนี้ๆ ธรรมมีกำลังก็ฆ่ากิเลส กิเลสมีกำลังก็ฆ่าธรรม เวลาถึงธรรมฆ่ากิเลสแล้วอยู่ไหนฆ่าตลอด หมุนติ้ว ๆ เลย

         ทุกข์มากนะนี่ที่เราพูด แต่มันไม่สนใจกับความทุกข์นะ ด้วยความสมัครใจอย่างว่า ถ้าสมมุติว่าใครติดคุกติดตะรางแก้กิเลสได้อย่างนี้ เราจะสมัครเข้าไปติดคุก เพราะอันนี้ลำบากมากที่สุด ใครจะไม่นับถือก็ช่างขอให้กิเลสขาดสะบั้นจากใจเรา เราพอใจ ๆ สมัครเลยติดคุกติดตะราง ไม่สนใจใครจะนับถือไม่นับถือ นี่คือความยากของการประกอบความพากเพียร นี้เราพูดตามนิสัยของคนไม่ได้เหมือนกันนะ บางองค์ก็เร็ว บางรายก็เร็ว บางรายก็ช้า ช้า ๆ เป็นชั้น ๆ ไป ไอ้เรานี้นิสัยวาสนาอาภัพ จะไปทำธรรมดาๆ มันไม่ได้เรื่อง มันต้องหมุนจี๋เลย เอาอย่างนั้น

         ทีนี้เรื่องกองทุกข์ทั้งหลาย ที่กิเลสมันไปกว้านหมายนั้นหมายนี้ทั่วโลกดินแดน เห็นไม่เห็นก็ตามกิเลสไปเที่ยวหมายได้ ยึดได้ สร้างกองทุกข์มาให้เราได้ไม่สงสัย ทีนี้เวลาธรรมตีเข้าไปๆ นี้ มันจะเห็นเรื่องของเหล่านั้นเข้ามา มันถอยเข้ามา กิเลสถอยเข้ามา ธรรมตีเข้ามา ๆ จากนั้นมันก็ปล่อยข้างนอก ปล่อยหมด ปล่อยเรื่อยเข้ามา เข้ามาถึงขันธ์ถึงจิต ปล่อยเข้าไปเรื่อยๆ ฟาดนี้ขันธ์ก็หมด ขันธ์ก็คือรูปขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หมด เข้าไปรวมที่จิตดวงเดียว นั่น เวลาตีกิเลสตัวนี้ตัวสร้างทุกข์

ขันธ์ทั้งห้านี่เป็นเครื่องมือของกิเลส มันเป็นได้สองอย่าง ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วก็เป็นเครื่องมือของพระอรหันต์ แต่ท่านไม่ยึด มันผิดกัน จึงเรียกว่าขันธ์ล้วน ๆ ไม่มีกิเลสเจือปนในขันธ์นั้นเลย ถ้ามีกิเลสอยู่ขันธ์เหล่านี้แลเป็นตัวกิเลสไปตามกันๆ เป็นสมุนของโจรว่างั้นเถอะ ทั้งๆ ที่ตัวเองมันก็ไม่ได้เป็นกิเลส แต่กิเลสแทรกเข้าไปนั้นมันก็เลยกลายเป็นสมุนของโจรไป พออันนี้หมดลง ตีเข้าไป ๆ หมด มันไม่มีที่ไหนมันก็เข้าสู่ใจ ๆ ตีเข้าไป แคบเข้าไปๆ ช่วงกว้างมันตีเข้ามาหมดแล้ว ยังเหลือแต่ขันธ์ ตีขันธ์เข้าไปก็เข้าไปหาใจ ตีเข้าไปถึงใจอย่างแท้จริงแล้วกิเลสอยู่ภายใน ตัวสังหาร ตัวพาเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ตรงนั้น ขึ้นชื่ออวิชชา ตีเข้าไปตรงนั้น

         พอถึงนั้นแล้วก็ถอนพรวดขึ้นมาเลย พออันนี้ถอนพรวดจ้าขึ้นเลยจิต เห็นไหมล่ะ ไม่มีอะไรจะมืดยิ่งกว่าจิตที่กิเลสปิดบังไว้อย่างมิดตัวนะ มืดที่สุดคือจิตใจที่กิเลสตัวมืดที่สุดนี้แหละ ไปปิดมันตรงไหนก็กลายเป็นที่มืด ไม่เชื่อบุญเชื่อบาป  ไม่เชื่อนรกสวรรค์ คือกิเลสตัวนี้ตัวเดียวเท่านั้นที่หลอกโลกอยู่เวลานี้ ว่าบาปไม่มี บุญไม่มี สวรรค์ไม่มี  พรหมโลกไม่มี นิพพานไม่มี เปรตผีชนิดต่าง ๆ ซึ่งเต็มทั่วโลกธาตุ มันปฏิเสธทั้งหมดว่าไม่มี ๆ มีแต่กิเลสตัวเดียวนี้เป็นผู้ไปปิดบังไว้หมด หลอกสัตว์โลกไปเรื่อยให้กล้าหาญชาญชัยทำบาปทำกรรมตามความอยากของตน

         ความอยากนั้นก็คือกิเลสเป็นตัวให้อยาก อยากทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่คำนึงถึง บุญถึงบาป ครั้นตายแล้วก็ไปจมลงในนรก กิเลสมันไม่ได้ไปจม คนผู้หลงมันนั่นละไปจม นี่ละตัวสำคัญ คือกิเลสตัวนี้ที่หลอกโลกอยู่ตลอดเวลา ทีนี้เวลาธรรมะจ่อเข้าไปในจิตนี้แล้วก็เห็นกิเลส แก้กันออกๆ พอกิเลสจางไป ๆ จิตใจเริ่มสว่างไสวออกไป สิ่งไม่เคยรู้ๆ สิ่งไม่เคยเห็น เห็นเข้าไปแล้วนะที่นี่ เพราะความมืดบอดมันจางไป เหมือนเมฆจาง ถ้าเมฆมันหนาทึบจริง ๆ ตะวันร้อยดวงก็ไม่เห็นนะ แต่เวลามันจางลงไป ๆ มันก็เห็น อันนี้ก็เหมือนกันพอจิตใจคือกิเลสจางไป ๆ มันก็มองเห็นเรื่อย ๆ ๆ

         เอาลงไปจนกระทั่งถึงสุดยอดของกิเลส พอกิเลสตัวมืดที่สุด กล่อมได้หลายสันพันคมก็คือ อวิชฺชาปจฺจยา ทำให้สัตว์โลกมืดบอดที่สุดก็คืออวิชชา หลอกสัตว์โลกให้เห็นว่าเป็นความสว่างกระจ่างแจ้งจนเกิดความอัศจรรย์ เราก็เป็นมาแล้ว นี้ก็คืออวิชชา นั่นเห็นไหม มันหลอกได้ทุกสันทุกคมนะกิเลส หลอกในทางมืดแล้วก็เอาความสว่างมาหลอกให้หลงความสว่าง มันอดอุทานไม่ได้นะ มันสว่างจ้าครอบไปหมดใจดวงนี้นะ ขึ้นอุทาน โอ้โห ใจเราทำไมถึงได้สว่างไสวเอานักหนานา มันอัศจรรย์ใจตัวเอง มองดูร่างกายนี้เหมือนไม่มี โลกธาตุว่าง สว่างไปหมดเลย นี่เวลามันถึงขั้นนี้

         นี่เป็นขั้นอวิชชาหลอกนะ เราไม่รู้ เราจึงมาอัศจรรย์อวิชชา โอ้โห จิตใจของเรานี้ทำไมมันถึงสว่างเอานักหนานา นี่ละที่นี่ธรรมเตือนนะ เราเคยคิดเมื่อไร พอเห็นว่าหลงตัวเองแล้ว หลงกลอวิชชาแล้วทีนี้ อยู่ ๆ ธรรมะก็ผุดขึ้นมาในใจนะ ผุดขึ้นมาพูดเป็นคำ ๆ ทีเดียว แต่ไม่ได้ยินเสียงนะ หากเป็นคำพูดขึ้นมาจากหัวใจ เห็นว่าเราหลงอันนี้แล้วนี่ ท่านก็ผุดขึ้นมาเตือนว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ จุดก็คือจุดอันสว่างไสว ต่อมกับจุดเป็นไวพจน์ใช้แทนกันได้ ก็คือต่อมอันสว่างไสวนั้นแหละ นั้นแลคือตัวภพ ก็คือจุดนั้นแหละเป็นตัวภพ ก็อวิชชา นั่น มันก็ยังระลึกไม่ได้นะ แทนที่จะว่าจุดว่าต่อม มันจะจับเอาตัวจุดสว่างนั้น คือสว่างมันก็เป็นจุดของมัน เหมือนตะเกียงเจ้าพายุ แสงสว่างมันก็มีไส้ตะเกียงที่เป็นจุดสว่างอยู่นั้นใช่ไหมล่ะ  อันนี้มันก็เป็นจุดสว่างของมันอย่างนั้น

         พอพระธรรมเตือนอย่างนั้น แทนที่จะจับเอาจุดนั้นมาพิจารณาว่ามันเป็นภัยอันหนึ่ง มันกลับว่า เอ๊ ต่อมอยู่ที่ไหน จุดอยู่ที่ไหน เลยงงเป็นบ้าไปอีกแหละ โอ๋ ไม่รู้ นี่นึกเสียดายถ้าพ่อแม่ครูจารย์มั่นยังมีชีวิตอยู่ตอนนั้น พอกราบเรียนท่านจะผางเข้ามาจุดนั้นเลยนะ อ้าว ก็จุดนั้นละจุดที่มันสว่างอยู่นั้นละตัวภพ เท่านั้นละก็เห็นภัยมันก็ปล่อยปึ๋งเลย จะไปในขณะนั้นเลยนะ นี้เสียดายท่านล่วงไปแล้ว เราก็บืนไป เดือนสามพอเผาศพพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นแล้วก็ขึ้นอยู่บนวัดดอย ครบ ๑๐๐ วันของท่านเขาก็ไปนิมนต์เราลงมาอีกแหละ อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ เดือนสามแล้วนะ

         พอลงจากนั้นมาแล้วเปิดมาทางนี้ละ แบกจุดต่อมนั่นละมา ผ่านมานี้เข้านี้ ไปคนเดียวนะ ไปเข้าอำเภอบ้านผือ อำเภอท่าบ่อ เข้าไปลึก ๆ ไปอยู่คนเดียวในเขา เขาเรียกว่าถ้ำผาดักผาแดกอะไร ไปอยู่นู้น จนกระทั่งเดือนหกถึงได้ย้อนกลับมา แบกจุดต่อม แบกอวิชชา ตัวสว่างไสวนี้กลับคืนมา พอมานั้นแล้วขึ้นวัดดอยอีก นั่นละเรื่องราวมัน ติดปัญหานี้ก็อยู่วัดดอย แล้วกลับมาคราวนี้ก็พอดีจังหวะกัน นั่นละจุดต่อมอันนี้ มันถึงได้ล้มละลายไป ด้วยการพิจารณาของเจ้าของเองนะ อุบายท่านบอกไว้มันก็จับไม่ได้ เวลามันจะรู้มันพิจารณาของมันเอง ดับของมันเอง มันถึงได้ย้อนไปรู้ว่า โอ๋ ที่ว่าจุดว่าต่อม

         ทีนี้คำว่าจุดว่าต่อมนะ พออวิชชาพรึบลงไปหมดไม่มีอะไรเหลือแล้ว ที่ว่าความสว่างไสว ที่อัศจรรย์ล้นโลกล้นสงสารนั้น กับความสว่างที่สิ้นอวิชชาไปเรียบร้อยแล้วนั้น กับความสว่างอยู่ในอำนาจของอวิชชานี้ ดูความสว่างในอำนาจของอวิชชานี้ มันเท่ากับกองขี้ควายกองหนึ่ง ฟังดูมันต่างกันไหม ความสว่างที่ธรรมชาติแท้ ที่เลิศเลอแท้ไม่มีทางแก้ไขให้เป็นอื่นเป็นใดได้แล้ว นั้นละความสว่างอันนั้น แล้วมาดูความสว่างไสวที่อวิชชาหลอกว่าอัศจรรย์นั้นน่ะ มันเหมือนกองขี้ควาย มันต่างกันมากน้อยเพียงไรพิจารณาซิ มันถึงมาเกิดความสลดสังเวชนี้ แหม สุดๆ นะ โถ อวิชชากษัตริย์วัฏจักรนี้มันหลอกได้ถึงขนาดนี้เชียวนา หลอกอย่างอื่นไม่ได้ พอถึงขั้นนี้ก็หลอกสว่างซิ

         ทีแรกก็มืด ไม่มีอะไรเกินอวิชชาพาให้มืด ครั้นเวลาถึงขั้นสุดท้ายไม่มีอะไรเกินอวิชชาพาให้สว่างอยู่ในวงสมมุติ พออันนี้พังลงไปแล้วเท่านั้น ความสว่างอันเป็นหลักธรรมชาตินี้จ้าขึ้นมาเท่านั้นละ ความสว่างของอวิชชานี้จึงเป็นเหมือนกับกองขี้ควาย ความสว่างนั้นเหนือโลกขนาดไหน วิเศษขนาดไหนพูดไม่ได้เลย พูดได้ตั้งแต่ว่าความสว่างของอวิชชานี้คือกองขี้ควาย แล้วความสว่างนั้นเป็นยังไงมันถึงว่ามาอันที่อัศจรรย์แต่ก่อนว่ากลายเป็นกองขี้ควายไปได้ นั่นละธรรมประเภทนั้นเลิศเทียบไม่ได้ ไม่มีอะไรเทียบเลย

         แต่เจ้าของทุกองค์ ๆ ไม่มีใครสงสัยนะ รู้อย่างจัง ๆ แต่ที่จะเอาไปเทียบกับอะไรไม่ได้ มันเป็นสองไปแล้ว ให้เป็นหนึ่งนั่นแหละ หนึ่งคืออะไร คือธรรมธาตุ พูดให้เต็มปากก็ตรงนั้นละ ว่าเป็นสองก็เป็นสมมุติกันไปเรื่อยๆ  หรือว่ามหาวิมุตติ มหานิพพาน หรือธรรมธาตุ ทั้งสามประเภทนี้เป็นไวพจน์ของกันและกัน ใช้แทนกันได้ นี่ละกิเลสมันเก่งขนาดนั้น พี่น้องทั้งหลายให้ทราบไว้นะ เราพูดนี้เราถอดมาจากหัวใจที่ได้ผ่านสนาม ผ่านเวทีมาเรียบร้อยแล้ว ถึงขั้นเป็นขั้นตาย เราเป็นไปก่อนแล้วนะ จึงได้เอามาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นี่เวลามันเก่ง จริง นะกิเลสนี้ แหม กล่อมได้อย่างสนิท ทางมืดก็เอาพอใจในความมืดความบอดความทะเยอทะยาน อันหนึ่งไปถึงขั้นสว่างไสวแล้วมันก็ไปพอใจอยู่ในนั้นเสีย มันหลอกได้ทั้งมืดหลอกได้แจ้งทั้งสว่างคือกิเลส พออันนี้พังลงไปแล้วมันหมดท่าละที่นี่ไม่มีอะไร อันนั้นมันครอบหมดแล้วหมดปัญหาโดยสิ้นเชิง จึงมาตำหนิมันทีหลัง มันตายไปแล้วจึงมาตำหนิ อ๋อ กองขี้ควายอันนี้เองมาหลอกกูน่ะ ๆ อยู่อย่างนั้น

ทีนี้ธรรมชาตินี้เรียกว่าเลิศเลอพูดได้เท่านั้นนะ ถ้าว่าพอก็พอนอกสมมุติก็เป็นพอด้วยความเลิศเลออีกเหมือนกัน นี่ละธรรมประเภทนี้ที่ธรรมพระพุทธเจ้าครองเรียบร้อยแล้วจึงมาสั่งสอนพวกเรา คือธรรมประเภทนี้เองไม่ได้นำธรรมขี้หมูขี้หมามาสอนนะ เป็นธรรมของท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วนำมาสอน จึงถูกต้องแม่นยำทุกแง่ทุกมุมไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปได้เลย เป็นธรรมที่เลิศเลอที่สุดแล้ว พอถึงขั้นนี้แล้วหมดปัญหาโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเลย ในโลกอันนี้ไม่มีปัญหาต่อจิตใจ หมด จะแก้กิเลสตัวใดก็ไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง ท่านจึงว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ พรหมจรรย์ที่เราประพฤติปฏิบัติฟัดกับกิเลสมาเป็นเวลานานนั้นได้จบสิ้นลงไปแล้ว กิจที่ควรทำก็คือการฆ่ากิเลส เราได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว กิจอื่นที่จะทำให้ยิ่งกว่านี้ไม่มี ท่านบอก นี่ได้เสร็จกิจ ตั้งแต่ขณะนั้นแล้วไม่ปรากฏกิเลสตัวใดเท่าเม็ดหินเม็ดทรายที่จะแทรกเข้ามาให้เป็นปัญหา เหอ กูก็นึกว่ามึงพังลงไปตั้งแต่วันนั้นแล้วมึงยังโผล่มายังไงอีก ไม่เคยมี แล้วก็เข้ากันได้กับ สนฺทิฏฺฐิโฏ สุดยอดผางออกมาเท่านั้นพอ

นั่นละท่านผู้มาสอนเรา ธรรมประเภทนี้เป็นธรรมที่เลิศเลอสุดยอด ถึงขนาดพระพุทธเจ้าท้อพระทัย จะสั่งสอนสัตว์โลกได้ยังไงเมื่อถึงขนาดนี้แล้ว คือมันเลิศถึงขนาดที่มองดูสัตว์ทั้งหลายไม่ใช่ฐานะที่จะสอนได้แล้ว ธรรมอันนี้มันเลยทุกสิ่งทุกอย่าง ประหนึ่งว่าเป็นอย่างนั้น มาพิจารณาใคร่ครวญแล้วก็พอสอนได้ อย่างท้าวมหาพรหมลงมาอาราธนา สหัมบดีพรหมที่มาอาราธนาพระพุทธเจ้า    เวลาพระองค์ทรงท้อพระทัยมองดูสัตวโลกกับธรรมชาติที่เลิศเลอสุดยอดนี้ ประหนึ่งว่าไม่ใช่วิสัยที่จะมาสั่งสอนได้แล้ว ท้าวมหาพรหมก็มาอาราธนาในเวลานั้น ขอพระองค์จงมีพระเมตตาแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก อย่ามีการขวนขวายน้อย อย่าท้อถอยน้อยพระทัยแล้วถอนความเมตตาไปเสีย เพราะสัตว์โลกที่มีมลทินอันเบาบางยังมีอยู่มาก ไม่ใช่ว่าจะมืดไปแบบเดียวกันหมด ผู้มีมลทินอันเบาบางยังมีอยู่มาก ขอพระองค์จงทรงโปรดปรานสัตว์ประเภทนี้    ก็พร้อมกับพระองค์ได้พิจารณาดูสัตวโลกแล้ว ว่าของดีมีอยู่ในนั้น ถึงไม่มากก็มีปฏิเสธไม่ได้ ก็ต้องสอนต้องค้นเอาของดีที่มีอยู่แม้น้อยก็เอา ก็ค้น

นั่นละเรื่องราว คือว่า พฺรหฺมา โลกา พูดนี้ไม่ใช่โอ้ใช่อวด ไม่ใช่วัดรอยพระพุทธเจ้านะ มันเป็นมันก็แบบเดียวกันอีก พอมันผางขึ้นมาเท่านั้น มองดูอย่างที่ว่า โอ้โห ขึ้นอุทาน ถ้าลงขนาดนี้แล้วจะไปสอนใครได้ ไปสอนที่ไหนเขาจะหาว่าเป็นบ้าไปหมด อยู่ไปกินไปวันหนึ่งพอถึงกาลเวลาแล้วก็ไปเสียเท่านั้นแหละ อย่าไปสอนให้เสียเวล่ำเวลาเลย มันพิลึกกึกกือเกินกว่ากำลังของเราที่จะไปสอน พร้อมกับการเสียสละความทุกข์ ความลำบากไปกับสิ่งเหล่านี้ อยู่ไปวันหนึ่ง พอถึงวันเวลาแล้วก็ไปเสียเท่านั้นแหละ นี่เป็นได้เป็นหัวใจ แต่อันนี้มันก็เข้ากันอีกละ พอถึงขนาดที่ว่าจะปล่อยทอดธุระจะไม่สอนใครเลย สอนใครก็จะไม่รู้เรื่องรู้ราว แล้วธรรมะก็ผุดขึ้นมาอีกแบบเดียวกัน นี่ละธรรมะขึ้นเกิดขึ้นที่นี่ ก็เมื่อโลกสงสารทั้งหลายมันมืดบอดไปหมดไม่มีสารประโยชน์อะไรเลย ไม่มีใครจะรู้ได้อย่างที่เรารู้เวลานี้ ก็มนุษย์ทั้งหลายกับเรานี้ เราเป็นเทวดามาจากไหน เราทำไมถึงรู้ได้เห็นได้ รู้ได้เห็นได้เพราะเหตุใด คำว่าเพราะเหตุใดคือสายทางเดินเข้ามา เราปฏิบัติจิตใจของเราตาม สวากขาตธรรม ที่ตรัสไว้ชอบแล้วค่อยก้าวเข้ามาๆ จนถึงที่นี่ มีสายทางมา ความหมายว่าอย่างนั้นเพราะเหตุใด

ทำไมจึงว่าไม่มีใครจะรู้ได้ในโลกนี้ มันสุดวิสัยที่เขาจะรู้ได้ แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหนทำไมถึงรู้ได้ เรารู้ได้เพราะเหตุใด พอเพราะเหตุใดมันก็ปฏิเสธไม่ได้ซิ มันก็วิ่งถึงกัน ตั้งแต่เราเริ่มแรกปฏิบัติมาจนกระทั่งบัดนี้ เป็นสายทางที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วโดยชอบธรรม มาโดยลำดับลำดาจนกระทั่งถึงจุดนี้ พอว่าเท่านั้นยอมรับนะ เราเป็นเทวดามาจากไหนทำไมรู้ได้ รู้ได้เพราะเหตุใด ก็เมื่อปฏิบัติตามนี้แล้วทำไมจะรู้ไม่ได้ มันก็รู้ได้ด้วยกันเช่นเดียวกับเรารู้นี้เอง พอว่า อ๋อ ยอมรับนะ อ๋อ รู้ได้ ถึงไม่มากก็ได้ ยอม ทั้ง ที่มันจะไปของมัน ท้อถอยน้อยใจ อ่อน เหมือนหนึ่งว่าจะสลัดไม่เอาอะไรเลย พอธรรมะประเภทนี้กระตุกขึ้นมาเท่านั้นยอมเลย อ๋อ ได้ ไม่มากก็ได้  นี่ไม่มีปฏิเสธ นั่นละเรื่องราวมันถึงค่อยคลี่คลายออกเกี่ยวกับเรื่องโลกเรื่องสงสารไปอย่างนั้นนะ ทีแรกเป็นอย่างนี้แหละ

เราก็ตัวเท่าหนูมันเป็นก็ต้องบอกว่าเป็นซิ หนูเป็นก็บอกหนูเป็น ช้างเป็นราชสีห์เป็นก็บอกว่าช้างเป็นราชสีห์เป็น หนูเป็นก็ต้องบอกว่าหนูเป็นซิเข้าใจไหม มันเป็นยังไงมันเป็นอย่างเดียวกัน นี่ละมีธรรมะผุดขึ้นมารับกันเลย ค้านกันตรงนี้ละ ว่าสุดวิสัยของโลกทั้งหลายจะรู้ได้เห็นได้แล้ว แล้วเราเป็นเทวบุตรเทวดามาจากไหนทำไมถึงรู้ได้ รู้ได้เพราะเหตุใด นั่น มันก็วิ่งตามสายทางที่เราก้าวมา มันก็ยอมรับ อ๋อ รู้ได้ แล้วทางนั้นท่านก็ย้ำอีกว่า ก็เมื่อมีสายทางเดินที่ก้าว มีเหตุมีผลที่จะก้าวเข้ามาได้อยู่รู้ได้ด้วยกันนั่นแหละ ต้องรู้ได้ ยอมรับ อ๋อ ขึ้นทันทีเลย อ๋อ รู้ได้ แม้ไม่มากก็ได้ นี่ลงนะ ไม่ปฏิเสธไปเลยว่า ไปตามลำพังแต่คนเดียวไปเสียอย่างนั้น มันยังย้อนกลับมาอีก เพราะไม่มากก็รู้ได้ ไม่มากก็ได้ ได้ เรื่องราวมันเป็นอย่างนั้น

นี่ละธรรมอันนี้เมื่อเวลาปรากฏขึ้นมามักจะเป็นแบบเดียวกัน คือมันไม่เคยเห็นเคยเจอ ตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใดมาจนกระทั่งป่านนี้มันมาเจอจัง อย่างไม่คาดไม่ฝันแล้วผางขึ้นมาเลย ทีนี้มาเทียบกับโลกที่เราเคยอยู่เคยตายมาทั้งเขาทั้งเรา เต็มโลกเต็มสงสารกับธรรมชาตินั้นมันเข้ากันไม่ได้ นี่ที่ว่าที่สอนไม่ได้เข้าใจไหม พากันเข้าใจเอานะ พุทธศาสนาของเราเป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว อย่าให้พรรณนาถึงศาสนาใด เลย อันนี้จับจุดให้ เอาตรงนี้เลย แม้แต่พระพุทธเจ้าเมื่อสุภัททะไปทูลถามถึงเรื่องศาสนามีจำนวนมากจะให้ถือศาสนาอะไร เพราะศาสนาใดก็ว่าศาสนาของตัวดีหมด แล้วจะให้ถืออะไร พระองค์ก็ไม่ได้ตำหนิใครศาสนาใด เออ ศาสนาใดมีมรรค มีอริยสัจ ศาสนานั้นแลจะทรงมรรคทรงผล อริยมรรคอริยผลจะเกิดขึ้นที่นั่น โสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ จะเกิดขึ้นจากศาสนาที่มีมรรค ที่มีอริยสัจนี้ พระองค์ก็ไม่ว่าศาสนาใด ในตำราก็ไม่เห็นบอก นี่ละให้จับเอาจุดนี้นะ เกิดมานี้พร้อมแล้วพอแล้ว พวกเราได้พบพุทธศาสนาเลิศเลอสุดยอดแล้ว เอาละวันนี้นะ วันนี้ก็เทศน์นานอยู่นะว่าจะไม่นาน วันนี้มีธรรมล้วน เลย เพราะเล่นกับส้วมกับถานมันก็เล่นมานาน  วันนี้เอากับธรรมสักหน่อยเถอะ

โยม ขอบูชาธรรมหลวงตาเจ้าค่ะ ขอเจริญรอยตามหลวงตาด้วย

หลวงตา เออ

โยม วันนี้บ่าย โมงครึ่ง อาจารย์บุญเพ็ง วัดถ้ำกลองเพล พาศรัทธาญาติโยมถวายทองคำ ดอลลาร์ เงินสด ครับ

หลวงตา บ่าย โมงครึ่ง

โยม ครับผม

หลวงตา อ๋อ เหรอ โมงครึ่ง

โยม อาจารย์สุปราณี ปิยะวรรณ จากสตรีราชินูทิศ กราบถวายทองคำ สลึง

หลวงตา เออ มีเท่าไรเอาหมดแหละ ถ้าลงทองคำแล้วมีเท่าไรเอาหมดแหละ มาเลย วันนี้เทศน์ธรรมะล้วน ไปเลย เพราะพูดเรื่องขี้หมูขี้หมา เรื่องส้วมเรื่องถานมันพูดมาเสียพอ เราจนอิดหนาระอาใจกับสิ่งเหล่านี้ วันนี้เปิดธรรมะเสียทีหนึ่ง

โยม หลวงตาเจ้าคะ ผ้าป่าหน้าศาลา ,๑๓๘ บาทเจ้าค่ะ

 

 

อ่านและฟังธรรมะหลวงตาวันต่อวัน  ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก