อสุภะเป็นทางก้าวเดินเพื่อละราคะ
วันที่ 17 กันยายน 2546 เวลา 8:25 น. ความยาว 44.26 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๖

อสุภะเป็นทางก้าวเดินเพื่อละราคะ

 

ก่อนจังหัน

         วัดนี้พระ ๕๔ เณร ๒ รวมเป็น ๕๖ มาฉันวันนี้ ๓๓ ขาดไป ๒๓ วันนี้ยอมท้องแห้ง พระ ๒๓ องค์ในจำนวนพระในวัด ๕๔ องค์ ไม่มาฉันเสีย ๒๓ องค์ ฟังซิ ท่านไม่ฉันคือท่านภาวนาอยู่ในป่า การขบการฉันนั้นมีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าฉันมากไปการภาวนาอืดอาดและขี้เกียจมาก นอนเหมือนหมูขึ้นเขียงไม่ยอมลง ท่านต้องดัดหมู ตีหมูลงเขียง ไล่หมูลงเขียง เอาความขยันหมั่นเพียรเข้าไป เป็นยังไงลำบากไหมพระ คนก็ตามอยากดีต้องลำบาก แต่ลำบากเพื่อความสุข ลำบากเพื่อความทุกข์มันเป็นทั่วโลกนั่นแหละ มันเป็นไปเอง ลำบากเพื่อความสุข ท่านว่า ทุกฺขสฺสานนฺตรํ สุขํ สุขเกิดในลำดับแห่งทุกข์ สุขสฺสานนฺตรํ ทุกฺขํ ทุกข์เกิดในลำดับแห่งความสุข ทำตามใจชอบสบายๆ ถือว่าเป็นความสุข แล้วมันก็เป็นความทุกข์ขึ้นมาๆ

เราที่ถามนี้เพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจพี่น้องทั้งหลายที่มาศึกษา ว่าทำอะไรให้รู้จักประมาณ ถ้ามีความรู้จักประมาณเข้าไปแล้วจะเป็นผลเป็นประโยชน์ ถ้ามีตั้งแต่ความดีดความดิ้น ความไม่รู้จักประมาณ ความทะเยอทะยาน ทำให้คนเสียกันทั้งนั้นแหละ เราไม่บอกว่าแทบทั้งนั้น เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดีจึงต้องฝึก วันนี้ถามดูพระในวัดนี้ พระตั้ง ๕๔-๕๖ มาฉันเพียง ๓๓ องค์ นอกจากนั้นท่านฝึกท่านทรมาน ภาวนาอยู่ในป่า ร่างกายจะอ่อนบ้างแต่จิตใจเข้มแข็ง มีความสว่างไสวสงบร่มเย็น เพราะการฝึกทรมานด้วยวิธีผ่อนอาหารบ้าง อดอาหารบ้าง ท่านก็ทนเอาทำเอาเพราะอยากดี สิ่งใดที่ควรทนต่อความทุกข์ก็ต้องทนเอา ควรจะไปเป็นคติ เพราะเรามีสิ่งชั่วด้วยกันทุกคน สิ่งดีมีให้เอาไปฝึกตัวเอง เพื่อความชั่วความไม่ดีจะได้ลดน้อยลงไป ต่อไปนี้จะให้พร

 

หลังจังหัน

         จากตุลาไปถึงธันวา ๓ เดือนไม่ถึงครึ่งนะ วันนี้วันที่ ๑๗ แล้ว นี่เราตะเกียกตะกายอยู่  หนักมากเราก็ทนเอาเพื่อพี่น้องทั้งหลาย สำหรับทนเพื่อเราเราได้ทนมาแล้ว บัดนี้ได้ทนเพื่อพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยของเรา เพื่อมีหลักมีเกณฑ์เพื่อเป็นเนื้อเป็นหนัง เพื่อความศักดิ์ศรีดีงามแห่งชาติไทยของเรา อันนี้สำคัญมาก โลกถือกันเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องสำคัญของโลก ความมีหลักมีเกณฑ์ มีหลักมีแหล่ง จากนั้นก็ศักดิ์ศรีดีงาม เนื้อหนังก็หมายถึงสมบัติ ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจทุกด้าน รวมตัวกันเข้าเรียกว่าเนื้อหนังของเมืองไทย เมืองไทยต่างคนต่างสงวนเข้ามาๆ ดังที่ว่าการซื้อการขาย ซื้อได้ขายได้ แต่ขอให้อยู่ในกฎเกณฑ์ นี้เนื้อปลา นี้เนื้อหมู เอามารับประทานได้ แต่อย่าไปเฉือนเนื้อเจ้าของมากินมันผิด เพื่อมาบำรุงเลือดเนื้อเจ้าของ ถูก

สิ่งควรซื้อ เราไม่มี เอ้า ยอมรับ ซื้อ อันใดที่อยู่ในวิสัยของเราจะพยายามทำได้อย่างนั้นหรือยิ่งกว่านั้น ให้ฝังในใจเอาไว้ เมื่อเรายังไม่สามารถ เอาอันนี้เป็นครูไว้ก่อน เป็นคติตัวอย่างไว้ เอามายึดเป็นแบบเป็นฉบับ แล้วสร้างขึ้นทำขึ้น จำเป็นควรซื้อ เอา ซื้อไปก่อนเพราะเราไม่มี อันใดที่เรามีแล้วในชาติไทยของเรา ให้ยินดีในสมบัติที่มีอยู่ของตน ให้ซื้อให้หาในเลือดเนื้อกันเอง แล้วหนุนกันเข้าไป นี่เรียกว่าหนุนกำลังของชาติไทยเพื่อเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ส่วนภายนอกไม่ควรซื้อ ถ้าเรามีอยู่แล้วอย่าซื้อ ของเรามีอยู่แล้วให้ส่งเสริมของเราขึ้น อันใดจำเป็นซื้อ ซื้อให้ซื้อด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว อย่าซื้อด้วยความเป็นนิสัยฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เห็นภายนอกดียิ่งกว่าภายใน เห็นของเขาดีกว่าของเรา ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถึงขั้นจำเป็นดีกว่า เราไปยอมตนให้เขาดีกว่าเราเสีย ใช้ไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจเอาไว้ๆ

ควรจะรักษาชาติ รักษาตัวของเรา รอบตัวของเรานี้ เรารักษาเต็มที่เต็มฐาน ครอบครัวของเราเรารักษาเต็มที่เต็มฐาน บ้านเมืองของเรารักษาเต็มที่เต็มฐาน ขยับออกไปๆ รักษาในวงกว้างๆ ออกไปอย่างนั้น เรียกว่ารักษาชาติบ้านเมือง ไม่ใช่จะทำอีลุ่ยฉุยแฉก อะไรก็ไม่สนใจ ขอให้ได้อย่างใจๆ มันทำลายใจและทำลายส่วนรวม เมื่อส่วนรวมเสียไปแล้วไม่มีอะไรดีนะ ส่วนรวมต้องเป็นปึกแผ่นมั่นคงไว้เสมอแหละดี เราก็เคยเตือน ไปเทศน์ที่ไหนก็เตือน เพราะมันขัดกับหลักธรรม คือว่าไม่ยินดีในของมีอยู่ของตน ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เสีย จึงได้นำมาเตือน

ทีนี้เมื่อเวลาต่างคนต่างได้รับอรรถรับธรรมสมนามว่าเราเป็นชาวพุทธแล้ว ต่างคนต่างไปปฏิบัติต่อตัวเองและส่วนรวม เพื่อให้เป็นประโยชน์ทั้งตนเองและส่วนรวม เป็นปึกแผ่นมั่นคงขึ้นไป ตามธรรมของพระพุทธเจ้า สิ่งอะไรที่ควรซื้อๆ ควรหาๆ สิ่งที่มีอยู่แล้วควรจะส่งเสริมให้ดีขึ้น ในวงของเราเมืองไทยของเราให้พากันมีแก่ใจส่งเสริมกัน ซื้อขายกันภายในประเทศ สมบัติได้มานี้เข้าเป็นเนื้อเป็นหนังของประเทศไม่ได้ไปไหนนะ เข้าเป็นเนื้อเป็นหนังของประเทศเรา แล้วต่างคนต่างมีความรู้สึกอย่างนั้นแล้ว ต่างคนก็ต่างสั่งสมเนื้อหนังขึ้นไป ชาติไทยของเราแน่นหนามั่นคง จากความแน่นหนามั่นคงแล้ว ยังเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้อีก เขาก็เข้ามาเกาะมายึดเรา มาอาศัยเรา เราอาศัยเขา แต่เรามีเนื้อมีหนังของเราดีไม่น้อยหน้านะ ให้พากันจำเอา อย่างนี้แหละเรียกว่ารู้จักรักษาสมบัติของตนและชาติของตน บำรุงรักษาให้ดี

ส่วนที่ควรจะเกี่ยวข้องกับทางนอกก็ทราบกันแล้ว ไม่ว่าเขาว่าเรา เมื่อเขาไม่มีเขาก็มาซื้อของเรามันจำเป็น เมื่อเราไม่มีเราก็ไปซื้อของเขา ให้ถือเป็นความจำเป็น มีเหตุผลติดแนบไปด้วยในการซื้อการจ่ายอะไรก็ดี ให้คิดอย่างนั้น อย่าทำเป็นนิสัยสุ่มสี่สุ่มห้า หลักลอย ไม่ดีนะ พุทธศาสนาซึ่งเป็นหัวใจแห่งชาติไทยเรา ไม่ใช่ศาสนาที่หลักลอยนะ ศาสดาองค์เอกวางแปลนปึ๋งลงไปเลย เป็นหลักแก่โลกทั้งสามได้เลย จากนั้นสอนไปที่ไหนก็เป็นประโยชน์ๆ เพื่อมีหลักมีเกณฑ์

ทีนี้เมื่อเวลาต่างคนต่างได้รับอรรถรับธรรม ต่างคนต่างสนใจ ต่างคนพยายามแก้ไขดัดแปลงตรงไหนของตัวยังไม่ดี ฟังแต่ว่าต่างคนๆ ทั่วประเทศ ต่างคนต่างคิดอย่างเดียวกันแล้วกำลังก็ขึ้นๆ  ทีนี้ก็แน่นหนามั่นคง คิดดูซิเวลานี้เมืองไทยเราเคยมีที่ไหน นี่ละเรื่องธรรมเป็นอย่างนี้ เวลานี้เมืองไทยเรากำลังเป็นสาวงามเนื้อหอม แล้วชายงามเนื้อหอมก็คือนายกเรา ชายงามเป็นผู้นำ เนื้อหอม สิ่งเหล่านี้ยังไม่เคยมีในชาติไทยเรา พอท่านขึ้นมาเป็นนายก เริ่มมีทุกอย่าง ติดต่อซื้อขายทั่วประเทศเขตแดนทั่วโลก เปิดทางให้กันๆ ทีนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไหลเข้ามาอย่างราบรื่นๆ  แม้ที่สุด นี่ที่ชัดเจนมากนะ ท่านกำลังส่งเสริมเรื่องสมบัติในชาติของตัวเอง

เราทำด้วยเครื่องจักรเครื่องยนต์ไม่ได้ เราทำด้วยฝีมือ เราก็อวดฝีมือของเรา ทีนี้เมืองนอกเมืองนาเขาเห็นเขาสนใจเขาซื้อ ท่านก็สนับสนุน ประกาศให้ทำสินค้านี้ ท่านจะช่วย นั่นเห็นไหมล่ะ นี่ถูกต้องตามอรรถธรรม จึงว่าหาที่ขัดไม่ได้นะ ท่านดำเนินงานมานี้เราดูด้วยทุกกิทุกกีนะ ไม่มีอะไรขัดกัน นั่นละท่านมีธรรมในใจ ดำเนินไปที่ไหนแล้วราบรื่นๆ ไม่ไปหาทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ไม่ไปอวดดีอวดเด่น มีแต่คนรัก ไปไหนคนรัก ประเทศไหนเขาก็รัก นั่นเห็นไหมใจเป็นธรรม ใจเฉลียวฉลาด ใจรู้จักเฉลี่ยเผื่อแผ่ รู้จักใกล้จักไกล ไปไหนก็ดีไปเรื่อยๆ

เวลานี้กำลังส่งเสริม อะไรผลิตขึ้นในเมืองไทยของเราให้พยายามทำ ท่านจะหาตลาดให้ นั่นฟังซิ แล้วท่านก็ไปติดต่อด้วย เขามาเห็นฝีมือของเมืองไทยแล้วว่าดีนะ โรงงานทำอย่างนี้ไม่ได้ อันนี้ทำได้ แล้วพอใจมาซื้อ เดี๋ยวนี้กำลังเริ่มขายแล้วนะ นี่ท่านนำเห็นไหมล่ะ มีที่ไหนมานำอย่างนี้เราไม่เห็น มีเราก็บอกว่ามี กำลังเปิดให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายมีแก่ใจที่จะผลิต ความสามารถกำลังวังชาของตนออกแสดงต่อเมืองนอกเมืองนาบ้าง จึงเปิดตลาดแล้วเวลานี้ ที่ผลิตขึ้นด้วยมือนี้ ท่านเปิดตลาดออก เวลานี้พวกฝรั่งเขามาซื้อเยอะนะ ซื้อสิ่งที่ผลิตขึ้นจากเมืองไทยของเรา อย่างนี้ในโรงงานเขาไม่มี ถึงเขาเอาไปประดับร้านเราก็ได้เงินเขา คนนี้ประดับร้าน คนนั้นประดับร้าน เราก็ขนเงินเข้ามาได้นี่ เราเอาเงินมาประดับตัว เขาเอาของไปประดับร้าน เราเอาเงินมาประดับชาติของเรา แน่ะมันก็ตอบรับกัน ไม่มีอะไรสูงต่ำต่างกันนะ เป็นความเหมาะสมด้วยกัน ให้ท่านทั้งหลายคิดเอา

ไปที่ไหนเราก็เทศน์เสมอเรื่องอย่างนี้ เรื่องการลืมเนื้อลืมตัว อะไรมาคว้ามับๆ ซื้อโดยไม่มีเหตุมีผล เสียนิสัย ไม่ได้สั่งสมเนื้อหนังตัวเองให้เป็นของตัวบ้างเลย เอาเนื้อหนังคนอื่นมาเป็นเนื้อหนังของตนมันเป็นไปได้ยังไง มันก็เป็นเนื้อหนังกาฝาก กาฝากมันจับอยู่ต้นไม้ต้นใดทำต้นไม้ต้นนั้นให้เสีย นี่สมบัติที่เอามาจากภายนอกมันเป็นสมบัติกาฝาก เราผลิตขึ้นในเมืองไทยของเรา เป็นเนื้อหนังของเราโดยแท้ ให้พากันพิจารณา เวลานี้ท่านนายกกำลังหนุนเพื่อให้คนเมืองนอกเขาสนใจเข้ามาซื้อสิ่งที่ผลิตขึ้นจากเมืองไทย ฝีมือของชาติไทยออกไป ชาวไทยก็ได้เงินเข้ามา ของนั้นเขาจะไปทำอะไรๆ ก็เป็นเรื่องของเขา เราได้เงินมาเป็นเรื่องของเรา นี่ทำอย่างนี้ดี ถูกต้องทุกอย่าง

เราอยากเห็นพี่น้องชาวไทยเรามีความรักสงวนชาติของตัวเอง ด้วยการรักสงวนทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตน ซึ่งจะออกภายนอกเข้ามาภายใน ให้พิจารณาให้ดีนะ แล้วจะดีขึ้น ถ้าต่างคนต่างพิจารณาแล้วปฏิบัติได้แค่ไหนๆ คนนั้นได้แค่นั้น คนนี้ได้แค่นี้ คนทั้งประเทศมันก็มากขึ้นแล้วก็ดี แล้วค่อยกลายเป็นนิสัยขึ้นมา เป็นตัวของตัว เป็นเนื้อหนังของตัวเองแน่นหนามั่นคง นั่นเป็นอย่างนั้น

เหล่านี้ธรรมท่านสอนไว้หมด ธรรมท่านสอนพอดิบพอดี อย่าง สนฺตุฏฺฐี ใช้ตามมีตามเกิด อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว มันกลับเอาความทุกข์มาสู่เรา นั่น ท่านสอนว่าอย่างนั้น อย่างน้อยก็มี อปฺปิจฺฉตา สอนพระเราก็สอน อปฺปิจฺฉตา ให้มีความมักน้อยสำหรับพระ พระนี้มีความมักน้อยเท่าไรยิ่งดี ท่านสอน ถ้ามีความมักมากกลายเป็นพระฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เลว ทำลายทั้งตัวเองและชาติและศาสนาไปด้วยกัน พระมีความมักน้อยคือมีเฉพาะที่จำเป็น และเป็นเครื่องสอนคนอื่นในสิ่งที่ปฏิบัติตามได้ เช่น ผัวเดียวเมียเดียว นี่ความมักน้อยรู้ไหม เราเอามาใช้ซิ ความมักน้อย ผัวเดียวเมียเดียวนี้ชุ่มเย็นทั่วโลกเลย ถ้าแยกจากนั้นไปอีกแล้วเป็นยังไง กิ่งก้านแตกแขนงออกไปมีแต่ฟืนแต่ไฟกลับมาเผาไหม้บ้านเรือนครอบครัวของตนให้ฉิบหาย หมดทั้งประเทศไทยมีแต่คนแบบนี้ล้มตูมเลยเทียวนะไม่มีเหลือ แล้วก็ล่มจม อย่างนั้นแหละท่านสอนละเอียด

ทางฝ่ายประชาชนก็สอนทางนี้ออกไป ทางฝ่ายพระมักน้อยในวัตถุสิ่งของ อย่าไปไขว่ไปคว้า อย่าเสาะแสวงหาอะไรยิ่งกว่าอรรถกว่าธรรม เสาะแสวงหาธรรม อดอิ่ม เอ้าอดไปอิ่มไป ยอมรับว่าอดว่าอิ่ม แต่ธรรมในใจนี้จะส่งเสริมให้หนาแน่นมั่นคงขึ้นโดยลำดับๆ อันนี้จะว่ามักมากหรือไม่มาก มากอันนี้ไม่เฟ้อ ธรรมมากเท่าไรความสุขมากเท่านั้นไม่เฟ้อ แต่กิเลสมีมากนี้เฟ้อ อันนั้นมาอันนี้มาแล้วก็เฟ้อ เสีย ท่านสอนไว้หมดเรื่องอรรถเรื่องธรรม เราก็นำธรรมนี้ไปสอนโลก ให้พากันประพฤติปฏิบัติ ถ้าอยากมีเนื้อมีหนังมีหลักมีเกณฑ์ภายในจิตใจตนเอง ให้ฟังเสียงธรรม

ธรรมนี้มีหลักมีเกณฑ์ทุกอย่าง ไม่ได้เหลาะแหละนะการสอน ไม่ว่าสอนพระสอนโยม สอนโลกสอนสงสาร ท่านแยกประเภทออกไปๆ  เช่นอย่างที่ว่าพระมีความมักน้อยในวัตถุสิ่งของ อย่าไปไขว่คว้าวิ่งเต้นหาสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่เรื่องของพระ เราบวชมาหาธรรมให้เสาะแสวงแต่ธรรม สิ่งนั้นเพียงอาศัยเท่านั้น นั่นฟังซิน่ะท่านสอน ท่านไม่ให้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ให้มีความมักน้อยที่สุด ในสัลเลขธรรม ๑๐ ข้อ มี อปฺปิจฺฉตา ความมักน้อย ความสันโดษ ขยับขึ้นไปความสันโดษ ใช้ตามเกิดตามมี อย่าไปรบกวนใคร ที่เยี่ยมที่สุดก็คือความมักน้อย มักน้อยนี้เยี่ยมที่สุดแล้วสำหรับพระเรา แล้วก็แยกไปสอนประชาชน ความมักน้อยก็เกี่ยวกับเรื่องอารมณ์กิเลสกาม นี่เป็นสำคัญ

ให้เด็ด นั่นท่านสอน บอกให้เด็ดด้วย ข้อนี้ให้เด็ด ทุกคนให้บังคับตัวเองอยู่ในกรอบของศีลของธรรม ถ้าเป็นไฟก็ขอให้เป็นไฟในเตา หุงต้มแกงใช้แสงสว่างได้ภายในเตาไม่ให้เลยขอบเขต ถ้าออกไปแล้วไหม้บ้านไหม้เรือน ถ้าอยู่ในกรอบของศีลของธรรมข้อนี้แล้ว ผัวเดียวเมียเดียวอยู่ด้วยกันผาสุกเย็นใจ ถ้าเลยไปนี้แล้วเป็นไฟเผาโลกนะ ท่านก็สอนว่าอย่างนี้ นี่แยกออกมาสอนฆราวาส เป็นยังไงธรรมพระพุทธเจ้าครึไหมล้าสมัยไหม แล้วตัวที่มันครึมันล้าสมัยมันถ่วงโลกทำโลกให้มีความเดือดร้อนวุ่นวาย คือตัวมักมาก เห็นไหมล่ะ ตัวมักมากเข้าตรงไหนเลวไปเลย ให้พากันจำเอานะ เอาเพียงเท่านั้นแล้วก็ถามปัญหามา ไม่พูดมากแหละวันนี้

โยม ปัญหาจากอินเตอร์เน็ตครับ ข้อที่ ๑ ผมฝึกภาวนามา ๓ ปี ปฏิบัติอยู่สองแนวคือ แนวที่หนึ่ง บริกรรมพุทโธ จนจิตสงบและตามดูจิต แนวที่สอง ยกหัวข้อธรรมะขึ้นมาพิจารณา ที่บ่อยก็คืออริยสัจ ๔ โดยยกความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นจากตัวเองในอดีตและปัจจุบันขึ้นมาพิจารณา และมีเรื่องขันธ์ ๕ พิจารณาโดยความเป็นไตรลักษณ์ ส่วนใหญ่มักจะปฏิบัติในแนวทางแรก ผลที่เกิดขึ้นกับตัวเองมีดังนี้คือ สติพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และมีผลถึงการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน เวลามีอารมณ์ต่างๆ กระทบก็มั่นคงไม่หวั่นไหว บางครั้งเผลอบ้างก็ดึงอารมณ์กลับมาสู่จุดเดิมง่าย โทสะลดลงอย่างชัดเจน ต่อมาสติก็พัฒนาขึ้นอีก ตอนนี้คล้ายกับมีสติประคองจิตอยู่ เวลามีโทสะก็รู้เท่าทัน ไม่เร็ว และชำนาญขึ้นเรื่อยๆ งานการภายนอกกระทำไป งานการภายในก็ทำไปเรื่อยๆ คือเมื่อดูจิตก็มีทักษะ จิตสงบง่ายขึ้น จะอยู่ที่ไหน สภาพแวดล้อมภายนอกจะเป็นอย่างไร ก็สามารถทำจิตให้สงบลงได้ ระยะหลังบางครั้งไม่ได้บริกรรมพุทโธ แต่กำหนดดูที่จิตเลย และผมเองก็มีข้อสงสัยบางประการ อยากจะเรียนถามดังนี้คือ

ข้อ ๑.เรื่องการบริกรรมพุทโธ ตั้งแต่เริ่มบริกรรมจนกระทั่งจิตนึกพุทโธเอง จนปล่อยวางพุทโธ และเหลือแต่ภาวะรู้เฉยๆ ว่างๆ (คือไม่มีความคิดนึกผุดขึ้นมา) เป็นอยู่สักพักก็ถอนออกมา ใช้เวลาประมาณ ๕๐-๖๐ นาที แต่ระยะหลังใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาทีจิตก็ถอนออกมา เป็นแบบนี้ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร ต้องปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้างครับ

หลวงตา อันนี้ขอตอบอย่างตรงไปตรงมาที่เล่ามาให้ฟังนี้ถูกต้องทั้งนั้น ถูกต้องหมด จนกระทั่งจิตเข้าสู่ความละเอียด จิตรู้แล้วก็ว่างไปหมด นี้ก็ถูกต้องแล้ว เท่าที่อธิบายมานี้ถูกต้องมาโดยลำดับ ให้ส่งเสริมอันนี้ให้มีกำลังมากขึ้น เอ้า ถูก

โยม ข้อ ๒ ตั้งแต่ปฏิบัติไม่เห็นนิมิตอะไรเลย แม้กระทั่งตอนท้ายของการภาวนาที่เกิดความรู้สึกว่ารู้ตัวและว่างๆ ก็ไม่เห็นแสงสว่างโล่งอะไรเลย อย่างนี้ถูกหรือผิดอย่างไรครับ

หลวงตา ถูกๆ นิมิตไม่นิมิตมันมีอยู่ทุกคนนั่นแหละ นิมิตนี่เต็มบ้านเต็มเมือง นอนหลับอยู่มันก็ฝัน นิมิตนั้นนิมิตนี้ อย่าไปยุ่งกับมันนิมิต เอา ถูกต้องแล้ว

โยม ข้อ ๓ การดูจิตระยะแรกที่ปฏิบัติจะมีความนึกคิดผุดขึ้นมาเป็นระยะๆ เราก็ตามดูตามรู้ บางครั้งก็เผลอปรุงไปด้วย พอรู้ตัวก็ดึงจิตกลับมาที่เดิม จะเห็นความเกิดดับของจิตนึกคิด ซึ่งถ้าเราไม่ไปสำคัญมั่นหมายไม่ไปปรุงแต่งต่อเติม ก็เข้าสู่ความสงบได้ แต่ระยะหลังนี้เวลากำหนดดูจิต ปรากฏความนึกคิดเหล่านี้ไม่ค่อยมีผุดขึ้นมาเลย หรือบางครั้งแว้บขึ้นมา เพียงแว้บเดียวก็ดับไป เพียงสักครู่เดียวภาวะรู้แต่ว่าง แล้วก็ถอนออกมา ไม่ทราบว่าอาการแบบนี้ ควรจะมีการแก้ไขปรับปรุงอย่างไรบ้างครับ

หลวงตา ไม่ต้องแก้ไข เพราะเป็นกระแสของจิตที่จะแสดงออกในอาการต่างๆ กัน ให้ทำความรู้ไว้ธรรมดา ปฏิบัติให้มีสติเป็นสำคัญ สติค่อยแนบเสมอ อาการใดแสดงออกมาสติจะรู้ทัน พอรู้ว่าผิดปั๊บดึงปุ๊บ รู้เลย ถ้าสติมีอยู่ ส่วนมากเหตุการณ์ของกิเลสที่เคยมากต่อมากนะจิตใจของสัตว์โลกนี้ จะเบาลงๆ และจะไม่เกิด ถ้าอารมณ์ของธรรมทับกันไว้แล้ว ต่อไปอารมณ์ของธรรมมีกำลัง กระจายตัวออกไปทำลายกิเลสไปโดยลำดับได้ เข้าใจเหรอ เอ้า ว่าไป

โยม คนที่ ๒ ครับ ผมได้ภาวนาโดยนั่งสมาธิ บริกรรมพุทโธ จนเกิดความรู้สึกตัวว่าตัวใหญ่ขึ้น มือแขนหนักขึ้นแต่ไม่ได้สนใจ ยังบริกรรมพุทโธอยู่ นั่งไปเรื่อยความรู้สึกแบบนั้นก็หายไป จิตก็สงบสักพัก และถอนออกจากสมาธิแม้จะภาวนาต่อก็ตาม กระผมภาวนาถูกหรือไม่ครับ

หลวงตา ถูก ๆ แล้ว เรื่องตัวมันใหญ่ขึ้นบางทีเท่าภูเขานี้ก็มี มันใหญ่จนหาประมาณไม่ได้มี แล้วเวลามันแสดงความสว่างขึ้นมา มันจ้าไปหมดอย่างนี้ก็มี นี้ให้ทราบว่าเป็นอาการของจิต ถ้าเราเคยกำหนดธรรมบทใดอยู่อย่าปล่อยธรรมบทนั้น สิ่งเหล่านี้จะสงบเข้ามาเอง ถ้าเสริมไปแล้วมันจะไปเรื่อย ๆ เข้าใจเหรอ เออ เท่านั้นแหละ

โยม บางครั้งไม่รู้สึกอะไร แต่จิตสงบมากมีความสุขกับสมาธิ บางก็ครั้งก็ไม่รู้สึกอะไรและไม่สงบแม้ว่าจะนั่งต่อไปนานขนาดไหน ทำให้ไม่อยากภาวนา แต่ละครั้งนั้นเกิดความรู้สึกต่างกัน

หลวงตา เออ ฟังอันนี้ ตรงนี้เรียกว่า กิเลสเข้าไปตีทัพของสมาธิธรรมจึงหาความสงบไม่ได้ กิเลสเข้าไปตีความสงบให้แตกกระจายออกไป วุ่นวายเข้าใจไหม อันนี้ให้ระงับให้ย้อนเข้ามาหาพุทโธ ไม่ให้มันคิด ให้มันอยู่กับพุทโธ แล้วความคิดทั้งหลายมันจะสงบเข้ามาในนั้นแหละ พุทโธเป็นที่รวมเอาไว้ หรือคำบริกรรมบทใดก็ตามให้นำคำบริกรรมบทนั้นเข้ามาเป็นหลักเอาไว้ ก็เท่ากันกับพุทโธนั่นแหละ เอ้า ว่าไป

โยม ในแต่ละครั้งนั้นเกิดความรู้สึกต่างกัน บางครั้งไม่ได้นั่งสมาธิแต่สงบ จิตใจก็เกิดความรู้สึกขึ้นมา กระผมภาวนาถูกหรือไม่ครับต้องทำอย่างไร

หลวงตา ถูก ๆ ถูกแล้ว เอ้า ว่าไป

โยม คนที่ ๓ เป็นผู้หญิงครับ กราบนมัสการเรียนถามหลวงตาเจ้าค่ะ ลูกบังคับสติกับคำบริกรรมพุทโธ ไม่ให้เผลอตามที่หลวงตาเมตตาสอนเสมอ จนมันแน่นหนา และเหมือนเป็นฐานแข็ง ๆ สงบ ๆ ที่กลางอก ลูกฟังหลวงตาสอนว่าจิตอยู่ท่ามกลางอก ก็รับทราบไปตามหลวงตาสอน พอภาวนาไปนานเข้า รู้สึกมันแน่น ๆ ตรงกลางอกจนสังเกตได้ชัด พอเริ่มออกใช้ปัญญาพิจารณากายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถึงอสุภะที่พิจารณาไม่ปล่อยจนถึงขณะปัจจุบันนี้ เวลามองเห็นใครบางครั้งก็ติดตาด้วยภาพอสุภะ เห็นเขาเหล่านั้นและตัวเราเน่าเปื่อย เป็นโครงกระดูก จิตมันสลด ๆ และนิ่ง ๆ ไปพร้อมกัน ลูกก็เลยทำตามที่หลวงตาสอนไปทีละขั้น

หลวงตา เออ เอาละ ถูกต้องแล้ว ตรงนี้ก็ถูกต้องแล้ว เอ้า ว่าต่อไป

โยม บางทีการอาการตามเคลื่อนไหวธรรมดามันก็เป็นอสุภะของมันเองค่ะ ไม่ได้ตั้งใจพิจารณา มันเห็นคนอื่น เห็นตัวเอง มันก็นึกเป็นภาพเน่าเปื่อยของมันเองเป็นธรรมชาติ บางทีก็สลดน้ำตาไหล แต่จิตมันก็แน่นๆ อยู่กลางอก บางทีรู้สึกไม่ดีที่อยากจะเร่งไปขั้นต่อไป มันก็เหมือนค้าง ๆ อยู่ที่ตรงอสุภะที่ลูกไม่ยอมลดละในการพิจารณา ลูกขอเมตตาหลวงตาสอนเพิ่มเติมตามขั้นที่ควรจะเป็นต่อไปค่ะ กราบนมัสการมาด้วยความเคารพสูงสุด

หลวงตา พิจารณาอสุภะ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เอาจนมีความคล่องแคล่วว่องไวเข้าใจเหรอ อสุภะนี้สำคัญมาก เรื่องอสุภะนี้ทำความสงบแก่ความฟุ้งซ่านวุ่นวายของกิเลสกามได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นผู้ที่พิจารณาเพื่อให้รู้แจ้งชัดเจนขึ้นไปมาก ๆ ผู้ที่พิจารณาทางอสุภะก็ให้เน้นหนักทางอสุภะให้มาก อสุภะนี้เวลามันคล่องแคล่วว่องไวแล้ว มองเห็นอะไรนี้เป็นเหมือนเราพิจารณาแล้วทั้งหมด เป็นเองนะ มองเห็นร่างกระดูกมองเห็นคนเป็นร่างกระดูกไปหมด มองเห็นเนื้อเห็นอะไรแดงโร่ เช่น เนื้อของเราแดงโร่ มันชำนาญแล้วมองเห็นใครมีแต่เนื้อแดงโร่หนังไม่เห็น เห็นเนื้อแดงโร่ เห็นโครงกระดูก เห็นตับ ไต ไส้ พุง นี่คือความชำนาญของปัญญาขั้นนี้ ๆ ต่อไปมองอะไรจะให้เป็นอะไรปุ๊บทันที ๆ เลย

นี่ก็เคยพูดให้ฟังแล้ว ความชำนาญของอสุภะนี้ เราเดินไป ๓ ก้าวนี้มันพิจารณาอสุภะได้ถึง ๕ รอบ คือความรวดเร็วของสติปัญญา จากนี้แล้วมันก็จะปล่อยได้ตัวกดตัวถ่วงสัตว์โลกมากที่สุดคือกามราคะ เป็นคู่กันกับอสุภะ แต่ที่มันกดถ่วงมากมันเห็นเป็นสุภะคือความสวยความงามในกองกระดูกนั่นแหละ มันเสกสรรเอาว่าเป็นของสวยของงาม จากหนังบาง ๆ ที่หุ้มห่อไว้เท่านั้นละ ภายในเป็นยังไงมันไม่ดู มันจะดูแต่หนังบาง ๆ สำคัญแต่หนังบาง ๆ ว่าเป็นของสวยของงาม นี้กดถ่วงจิตมาก ราคะกำเริบ กามกิเลสกำเริบ เมื่อพิจารณาให้เป็นอสุภะแล้ว ราคะตัณหาเหล่านี้จะสงบตัวลง ๆ จนกระทั่งมองเห็นอะไรนี้มันเป็นเหมือนเราพิจารณาจนชำนาญแล้วติดหูติดตาติดใจตลอด มองไปดูผู้ดูคนว่าเนื้อเป็นเนื้อพรึบทันที กระดูกเป็นกระดูก อะไรเป็นอันนั้นไปเลย นี่อันหนึ่ง

แต่ระยะที่ให้เลยจากนี้ไปขอให้พิจารณาทางอสุภะให้ชำนาญก่อน แล้วจะอธิบายต่อไปอีก ตักรากเหง้าเค้ามูลของราคะให้ขาดสะบั้นลงไป จิตจะได้เป็นสำลีหนุนขึ้นเลยไม่มีลง กามราคะนี้แหละดึงจิตลงให้โลกได้จมอยู่ตลอดเวลา จนไม่รู้จักบุญจักบาป ไม่รู้จักอาย ไม่รู้ที่แจ้งที่ลับคือกามกิเลสตัวดื้อด้านที่สุด จึงเอาอสุภะตีมันเข้าไป ๆ มันสงบลงไป ๆ ทีนี้อสุภะขั้นนี้ ตัวอสุภะจริง ๆ ไม่ใช่ตัวที่จะละราคะนะ เป็นทางก้าวเดินเข้าไปเพื่อละราคะต่างหาก เวลามันชำนาญแล้วหากจะมีแง่หนึ่ง ถ้าเข้าไปถึงขั้นที่ควรอธิบายแล้วจะอธิบายให้ฟังเอง อยากอธิบายอยู่แล้วเวลานี้ กับความมืดบอดของสัตว์โลก พูดจริง ๆ อย่างนี้นะ มันถึงมืดถึงขั้นแจ้งแล้วปิดไม่อยู่ ๆ ทั้งนั้นละ ตอนนี้พิจารณาอสุภะให้มันชำนาญนะ เอาให้ได้ทุกแบบทุกฉบับ เอาละ มีอะไรต่อไปอีก

โยม เขาก็จบแล้ว แต่เขาลงท้ายว่า ผู้ถามนี้เขาบอกจากเพื่อนไอ้ปุ๊กกี้ไอ้หยอง ที่เคยกราบเรียนถามหลวงตามาแล้วค่ะ

หลวงตา เออ ๆ ไอ้ปุ๊กกี้ ไอ้หยอง ไอ้หมีนี้ เขารับทราบแล้วให้เร่งภาวนาดี ๆ เข้าใจ ให้เร่งภาวนาดี ๆ มันต้องมีบทอย่างนั้นซิ เข้าใจแล้วนะ หมดแล้วนะ เออ เอามา ๆ ไอ้ปุ๊กกี้ ไอ้หยอง เขารับทราบแล้ว ให้เร่งภาวนาดี ๆ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่รู้จักภาวนา มันออกแล้วนะ ไอ้หยอง ไอ้ปุ๊กกี้ ออกเมืองนอกแล้วเวลานี้ เขาก็รู้ว่านิสัยหลวงตานี้ชอบตลกอย่างว่า อย่างพระอะไร พระบุญเรือง สมบัติ ที่ว่าวัดนรนาถฯ เราก็เคยเอามาพูดเสมอ มันสัมผัสใจอยู่เรื่อยๆ ท่านอาจารย์นี่การเทศนาว่าการนี้ถูกต้องตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทุกแบบทุกฉบับไม่มีผิด ภาษาของเราก็เรียกว่าตายใจได้เลย บอกว่าไม่มีผิดนี่อันหนึ่ง กับข้อเปรียบเทียบ ท่านยกข้อเปรียบเทียบเหมือนยกภาพพจน์มาให้ดู อันนี้ก็แม่นยำมาก แต่ท่านชอบตลก นิสัยท่านชอบตลก สรุปลงทางท้ายว่า แต่นิสัยท่านชอบตลก ตลกก็คือไอ้ปุ๊กกี้นี่แหละมันวิ่งตามเรา มันไปกวนเรา เข้าใจไหม เอ้าว่าไปมีอะไรอีกล่ะ

เราอยากให้พี่น้องชาวพุทธเราสนใจเข้าในจิตตภาวนาบ้างนะ เราจะได้เห็นพุทธศาสนาว่าเป็นของเลิศเลอขนาดไหนจ้าขึ้นที่หัวใจของเรา ไม่ได้จ้าขึ้นข้างนอกที่พระอาทิตย์ร้อยดวงนะ จิตที่จ้าขึ้นมานี้พระอาทิตย์พันดวงยังสู้อันนี้ไม่ได้ นตฺถิ ปญฺญา สมาอาภา ความสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี นั่น เราอยากให้พี่น้องชาวพุทธเราได้สนใจภาวนาบ้าง การทำบุญให้ทานเราทำมาเต็มนิสัยของทุกคน ๆ อันนี้ไม่บกพร่องไม่มีใครต้องติใคร แต่เรื่องจิตตภาวนารู้สึกว่ามีน้อยมาก ประการหนึ่งจะไม่มีใครสั่งสอนก็ได้นะ เพราะเจ้าของเองก็ไม่ได้ภาวนา พระพุทธเจ้าท่านภาวนา สอนโลกจึงทั่วถึงไปหมดตั้งแต่ต้นถึงภาวนาสุดยอด

นี่ก็ได้ปฏิบัติภาวนามาแล้วเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มกำลังความสามารถ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้ภาวนาบ้าง จะเป็นยังไงจิตดวงนี้ จะมีตั้งแต่กิเลสเป็นส้วมเป็นถานครอบตลอดเวลา ตกแต่งให้สวยงามขนาดไหนมันก็มีแต่ความสวยงามที่เป็นเครื่องหลอกของกิเลส เอาไปโปะกิเลสประดับกิเลสก็สวยงามไปหมด ในโลกนี้สวยงามด้วยกิเลสทั้งนั้น ไม่ได้สวยงามด้วยอรรถด้วยธรรม สวยงามด้วยอรรถด้วยธรรมนี้ตกแต่งมาตั้งแต่จิตตภาวนา เริ่มต้นฝึกหัดจิตใจของตนมันฟุ้งซ่านรำคาญ นี้คือความสกปรกของจิต ตีเข้ามาด้วยคำบริกรรมพุทโธเป็นอย่างน้อย ตีเข้ามาก็ค่อยสงบเข้ามา ค่อยสะอาดเข้ามา ๆ ถึงขั้นสมาธิสะอาดตามขั้นสมาธิ ถึงขั้นปัญญาสะอาดตามขั้นปัญญา ปัญญาสุดยอดล้างหมดเลย ที่นี่เรื่องส้วมเรื่องถานมันติดเนื้อติดตัวติดใจหายหมด เหลือตั้งแต่ความสว่างเหนือโลกธาตุ เพราะฉะนั้นกิเลสจะเอาอะไรมาหลอกธรรม ถ้าพูดภาษาโลกเขาว่าน่าหัวเราะพูดง่าย ๆ แต่ท่านจะหัวเราะอะไร ธรรมท่านไม่ได้หัวเราะกับใคร ท่านเอาความจริงมาพูด คือกิเลสมันตกแต่งให้สดสวยงดงามภายนอก สดสวยงดงามมากขนาดไหน นั้นแลคือความสกปรกมากขนาดนั้นในสายตาของธรรม ให้พากันเข้าใจเอานะ

จึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้บำเพ็ญทางด้านจิตตภาวนา จะได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น พระพุทธเจ้าเลิศเลอไม่ต้องบอก เลิศเลอขนาดไหนดูอันนี้ปั๊บวิ่งถึงกันเลย ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้าที่ไหนนะ นี่ละสำคัญมากจึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้สนใจทางด้านจิตตภาวนา จะเป็นเครื่องขยายความรู้ความโง่ของตนเองออกไป ความรู้ ความฉลาดขยายออกมา ความโง่เขลาเบาปัญญานั้นจะขยายตัวออกไป ๆ ด้วยอำนาจของปัญญาขับไล่มัน เป็นความสะอาดขับไล่ความสกปรก ให้พากันพิจารณาบ้างนะ เราสนใจมาก เพราะในวงศาสนานี้เราไม่เห็นอะไรเด่นยิ่งกว่าจิตตภาวนาเลย รวมนี้หมด การทำบุญให้ทานเป็นกิ่งก้านสาขา ดอก ใบ ลงในต้นนี้หมดต้นจิตตภาวนา เข้าใจไหมล่ะ เออ เอาแค่นี้ละวันนี้ วันนี้ดีอยู่นะ

โยม ครับผม

หลวงตา ด้านธรรมะล้วน ๆ เลยวันนี้ ให้พากันจำนะ เรื่องจิตตภาวนา ยิ่งนักภาวนาด้วยแล้วเอาให้เห็นเหตุเห็นผลกัน กิเลสเต็มอยู่ในหัวใจ ธรรมะเต็มอยู่ในหัวใจฟื้นขึ้นมาดูกัน แล้วมันจะแตกกระจายออกที่หัวใจของเรา ความทุกข์ที่กองอยู่เต็มท้องฟ้ามหาสมุทรมาอยู่นี้หมดนะ พอธรรมะตีออกนี้ความทุกข์นี่กระจายออกไปหมด ความสุขทั่วแดนโลกธาตุมาอยู่ที่นี่หมดเข้าใจเหรอ ใจนี้เป็นภาชนะสำหรับรับสุขและทุกข์ อยู่นี้หมด เรื่องราวมันก็มีอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าสอนจึงสอนลงถูกจุดร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่มีศาสนาใดสอนอย่างนี้ เราพูดได้จริง ๆ เราก็เคยดูบ้างเรื่องศาสนาต่าง ๆ ไม่เคยเห็นมีใครสอนเรื่องจิตใจ แต่พระพุทธเจ้าเน้นลงปึ๋ง ๆ ๆ เลย ถูกจุดที่เป็นฟืนเป็นไฟและเป็นน้ำเป็นท่า ทั้งความร้อนความเย็นจะอยู่ที่นี่หมด เอาละทีนี้ให้พร

เมื่อวานทองคำได้ ๑ บาท ๙๘ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๒๑๖ ดอลล์ รวมทองคำที่ได้แล้วทั้งหมด ๗,๗๗๕ กิโลครึ่ง ยังขาดอยู่อีก ๒,๒๒๔ กิโลครึ่งจะครบ ๑๐ ตัน รวมดอลลาร์ที่ได้แล้วทั้งหมด ๘,๓๙๒,๓๗๐ ดอลล์ ยังขาดอยู่อีก ๑,๖๕๓,๘๑๕ ดอลล์ จะครบจำนวน ๑๐ ล้าน พากันจำเอาตามนี้นะ เอาละไปละ เมื่อวานนี้ก็ไปโน้น โรงพยาบาลภูเรือ เข้าไปลึก จากวังสะพุงพุ่งเข้าไป จากจังหวัดเลยพุ่งเข้าไปอยู่ในกลางเขาเลยแหละ เรามักไปเสมอ ส่วนมากมักไปที่ซอกแซก ๆ หากเวลามีความจำเป็นอะไรเราก็ช่วยเหลือ ๆ ไปโรงพยาบาลไหนมักจะได้ช่วยเหลือเรื่อย ๆ แหละ แต่โรงพยาบาลนี้เคยช่วยเหลือมาอยู่แล้ว เขาไม่ได้ติดต่อขออะไรๆ เราก็ไม่ให้ ไปแทบทุกวันโรงพยาบาล สงสารโรงพยาบาล

 

ชมการถ่ายทอดสดทั่วโลกทุกวัน  ได้ที่

www luangta.com หรือ www.luangta.or.th

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก