จิตตอวิชชาเป็นเชื้อสุดท้าย
วันที่ 24 มิถุนายน 2546 เวลา 19:00 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม

เทศน์อบรมฆราวาส สวนแสงธรรม

วันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๖  [ค่ำ]

จิตตอวิชชาเป็นเชื้อสุดท้าย

 

 

ฉันอะไรลงไปว่าจะมีกำลังบ้างก็ไม่เห็นแปลกอะไร ฉันลงไปอะไรก็เงียบ ๆ มันไม่เหมือนเวลายังหนุ่มน้อย เวลายังหนุ่มน้อยนี่มันไม่ฉันจังหันกี่วันก็ตาม เดินไปบิณฑบาตจนจะไม่ถึงหมู่บ้านโซซัดโซเซหมดกำลัง พักกลางทางเสียก่อน ไม่มีกำลังเลย พอบิณฑบาตกลับมาแล้ว มาฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วดีดผึงเลยเวลามา นั่นกำลังมันมี คือมีขึ้นอย่างรวดเร็วนะ ทั้งที่เวลาเราไปนี้ไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ไปไม่ถึงหมู่บ้านนะ มันก้าวไม่ออกแล้ว ต้องพักกลางทางเสียก่อน เราคาดเอาไว้ว่า กะว่าวันที่เราบิณฑบาตคิดว่าจะพอถึงหมู่บ้าน กำหนดเอาวันนี้ไปบิณฯเสียไป บทเวลาไปจริง ๆ ไม่ถึง เหนื่อย เพลีย ก้าวไม่ออก ก้าวขาไม่ออก ต้องพักสักระยะหนึ่งแล้วก็ไปใหม่ บิณฑบาต กลับออกมาแล้วมาฉัน มันมีพวกหินดาน มีอะไรนะ ไปฉัน บางทีควรฉันที่พักก็มี บางสถานที่ควรฉันกลางทางก็มี พอฉันเสร็จแล้ว ทั้ง ๆ ที่ก้าวขาจะไม่ออก พอฉันเสร็จแล้วนี้เดินปึ๋งเลย นั่น มันมีกำลัง เดินปึ๋ง ๆ ไม่เห็นเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอะไร

นี่แสดงว่ากำลังขึ้นทันทีเวลายังหนุ่มน้อยอยู่นะ เวลาแก่มานี้ฉันอะไรลงไปก็ไม่เห็นมีอะไร ไม่ได้เรื่อง ฉันอะไรลงไปก็ไม่เห็นได้เรื่องได้ราว นี่เวลามันไม่รับฉันลงไปนั้นมันก็ไม่มีกำลัง แต่เวลามันรับนี่มันคงจะส่งไปทุกแห่งของอวัยวะนะ แล้วมีกำลังขึ้นอย่างรวดเร็ว จากฉันแล้วเดินนี้เป็นคนใหม่ไปเลยนะ ก่อนฉันมาเดินจะมาไม่ได้นะ พอฉันเสร็จแล้วเดินไปปึ๋ง นั่นถึงได้ว่ากำลังวังชาส่วนร่างกายนี้เมื่อไรมันก็ได้ไม่เห็นยากอะไร กำลังทางจิตใจนี้มันลำบากนะมันไม่ได้ขึ้นง่าย ๆ จึงต้องได้พยุงกันตลอด ๆ ส่วนร่างกายฉันเมื่อไรก็ได้ พอฉันแล้วก็มีกำลัง ไปทันทีเลย เป็นอย่างงั้น

เราเคยได้พูดกับหมู่เพื่อนเวลามันมีกำลัง ร่างกายมีกำลัง มันดีดขึ้นในส่วนร่างกายของเรานี้รู้สึกว่ามันเหมือนมันดีดขึ้น กำลังนะ จำได้ไม่ลืมนะ อายุ ๒๒-๒๓ นู่นน่ะ ตอนนี้ละกำลังมีมาก แล้วปรากฏดีดขึ้น ๆ กำลังวังชาทุกอย่าง อายุ ๒๒-๒๓ ดีดปึ๋ง ๆ ๆ ไปมันก็ตึงตัวของมันไปเรื่อย กำลังนะ แต่มันไม่ดีดปึ๋ง ๆ เหมือนตอนอายุ ๒๒-๒๓ ปี อันนี้ดีดให้เห็นชัดเจนเลย เหมือนหนึ่งว่าแบกช้างทั้งตัวก็ได้ มันปรากฏเด่นชัดว่ามันมีกำลังมาก แบกช้างทั้งตัวก็ได้ จากนั้นมันก็ตึง กำลังตึงเสมอไปเรื่อย ๒๕-๒๖ ค่อยมีลักษณะอ่อนลงนิด ๆ พรรษา ๘ ก็ยังตึงของมันอยู่นะ อายุ ๒๗-๒๘ กำลังยังตึง พอ ๓๐ ไปแล้วค่อยลดลง กำลังค่อยลด คือความตึงของกำลังนะค่อยมีลดลงนิดหน่อย แต่เรื่องมีกำลังมีนะ

เราได้สังเกตดูเวลาเดินทาง ถ้าเดินไม่หยุดไม่พักที่ไหนเลยนี้ มันก็ตรงเป๋งเหมือนมีนาฬิกานะ ไปถึงนั้นเวลาเท่านั้นไม่เคลื่อนแม้นาทีเดียว ตลอด คือแต่ก่อนวัดป่าบ้านตาดนี่มันไม่มีรถมีรา ไปอุดรฯนี้เดินไป เดินจากนี้ไปถึงนั้นได้เท่านั้นนาที ไปถึงนั้นปั๊บก็ได้เท่านั้น ถึงอุดรฯ ๒ ชั่วโมง ๑๓ นาที เรายังไม่ลืม ไปถึงวัดทิพยรัตน์ ๑๓ นาที เวลาขากลับออกมามันก็เท่าเดิม ถึงวัดก็เท่าเดิม ถ้าไม่หยุดหรือไม่ได้รออะไร ๆ หรือยืนคุยกับใครนี้เวลาก็ตรงเป๋ง ไปถึงอายุถึง ๔๖ ลด การก้าวเดินนี่เราก็ไปตามเดิมนะ ไปถึงที่นั่น พอไปถึงที่นั่นนาฬิกานี้เวลามันจะเพิ่มเข้ากว่าเดิมนิดหนึ่ง เช่น ครึ่งนาที เช่น ๑ ชั่วโมงอย่างงี้ ไปถึงที่นั่น ๑ ชั่วโมงมันจะเป็น ๑ ชั่วโมงครึ่งนาที และต่อไป ๑ ชั่วโมง ๑ นาที เราได้สังเกตดูการเดินของเรา อ่อนี่ กำลังเริ่มลดตั้งแต่อายุ ๔๕-๔๖ เริ่มลด ตั้งแต่นั้นไปถึง ๔๕ นี้ไม่ลด เดินคงเส้นคงวาตลอด พอถึง ๔๕-๔๖ ลด ๆ กำลังจึงรู้ว่า อ๋อ คนเรานี้กำลังนี้มันจะอยู่ในย่าน ๔๔-๔๕ พอเลยจากนั้นแล้วมันจะค่อยลดของมันไป

วันนี้ก็ไปเทศน์ที่บดินเดชามาแล้วมันก็เหนื่อยยังไม่หาย จะเอาอะไรมาเทศน์อีก มันไม่มีอะไรจะเทศน์ เหน็ดเหนื่อยมาก ที่เทศน์นั้นก็ตั้งเท่าไรชั่วโมง ๕ นาที พูดไม่หยุดจนกระทั่งถึงชั่วโมงกับ ๕ นาที คนแก่มันก็ต้องเหน็ดเหนื่อย เหนื่อย เวลาเทศน์ลงไปในปัจจุบันมันก็ไม่รู้สึกอะไร ๆ ๆ เรื่องมันก็มีแต่อรรถแต่ธรรมเกี่ยวโยงกันไป จนกระทั่งมันมากพอสมควรแล้วมันก็ย้อนเข้ามาหาร่างกายรู้สึกเหน็ดเหนื่อย มันเริ่มรู้สึก ๆ เหมือนว่าเหยียบเบรก สักเดี๋ยวหยุด ถ้าธรรมดามันก็ไปของมันเรื่อย พอมันจะหมดกำลังของมันรู้สึกก็เหยียบเบรกห้ามล้อแล้วหยุด นี่ก็ยังดีนะได้ถึงชั่วโมงเดี๋ยวนี้นะ ยังไม่ค่อยต่ำกว่าชั่วโมง หรือต่ำก็มีบ้างเล็กน้อย ต่อไปนี้มันจะไม่ได้เรื่องละ เทศน์ก็จะไม่ได้ หลงหน้าหลงหลังแล้วละ เทศน์อย่างทุกวันมันก็มีของมัน สัญญาขาดปั๊บ นี่หลงแล้วนะจำไม่ได้ที่เทศน์มา พอจำไม่ได้ก็ตั้งใหม่ขึ้นไป นี่เริ่มหนักเข้า ๆ แล้ว

วันนี้เทศน์จำไม่ได้นะว่าเทศน์เรื่องอะไรบ้างวันนี้ จำไม่ได้นะ เทศน์ที่ไหนมันก็ไม่จำ พอเทศน์จบลงแล้วหายเงียบไปเลย เทศน์ไปบางกัณฑ์ ๆ แย็บในจิตแล้วจำได้ ตรงไหนนิดหน่อยจำได้ ถ้าธรรมดาจำไม่ได้ พอเทศน์จบแล้วหายเลย ๆ ทุกกัณฑ์ อย่างเทศน์วันนี้เรียกว่าหายเลย จำไม่ได้ละวันนี้ ไม่ทราบว่าเทศน์เรื่องอะไร ถ้าเกี่ยวกับปริยัติบ้างนำปริยัติเข้ามานี่จำได้ เช่น เครื่องมือวิชา หรือมีเรื่องราวเอามาจากปริยัติเอามาประกอบกัน มันก็ไม่ลืมเพราะอันนั้นมันจำได้อยู่แล้วมันก็ไม่ลืม ถ้าเทศน์ธรรมดาล้วน ๆ ไม่ได้นำปริยัติเข้ามาลืมทั้งนั้น ๆ ๆ ยิ่งภาษาบาลีอะไรด้วยแล้วไม่ได้เอามาเลย ภาษาบาลี ยกบาลีขึ้นมาแล้วแปล แปลอย่างไม่ค่อยมี เอาเนื้อธรรมซึ่งแปลโดยหลักธรรมชาติออกมา ไปเลย ๆ เป็นภาษาบาลีนั้นออกแปล ถ้าท่านแสดงไว้ในบาลีว่าอย่างนั้น ก็ยกอันนั้นออกมาก็แปลไปอย่างงั้นเลย ถ้าไม่ยกก็แปลไปเลยก็ได้เพราะเนื้อเรื่องมันอันเดียวกัน

ในครั้งพุทธกาลท่านก็เป็นไปตามนิสัยวาสนาของสาวกแต่ละองค์ ๆ นี่ละที่ว่าเป็นไปตามนิสัยวาสนา ท่านถนัดไปทางไหนท่านก็ไปตามความถนัดของท่าน เด่นไปทางนั้นเสีย เช่นอย่างพระเรวตะ เป็นน้องชาย พระสารีบุตร ท่านก็เป็นพระอรหันต์ เพราะท่านอยู่แต่ในป่าตลอด จนได้รับเอตทัคคะเด่นทางอยู่ในป่า อย่างนั้นแหละนะ อย่างปัจจุบันนี้คือหลวงปู่มั่นเรา นี่ถ้าเป็นครั้งพุทธกาล ท่านจะต้องได้รับเอตทัคคะที่เด่นมากตำแหน่งหนึ่ง ตำแหน่งหนึ่งแน่นอนเลย เพราะหลวงปู่มั่นนี้ โอ๊ย พูดยากนะ ก็คิดดูซิเราอยู่กับท่านเป็นเวลา ๘ ปีนะ จะหาข้อตำหนิอะไรไม่ได้เลย มีแต่จับใจทุกอย่าง ความเคลื่อนไหวอะไรของท่านน่าดูทั้งนั้นนะ การเทศนาว่าการก็เหมือนกัน มันยิ่งเด่นหลายทาง คือกิริยาท่าทางก็ดูดดื่มดูไม่เบื่อ แน่ะ พูดอะไรออกมาก็เหมือนกัน มีรสมีชาติไปหมดเลย

อย่างธุดงควัตรนี้ก็เด่น เรื่องธุดงควัตรบิณฑบาต ไม่มีที่ต้องติว่างั้นเลย ฉันจังหันนี่ท่านไม่ได้ฉันช้อนนะ นี่ก็เป็นธรรมเตือนในจิตท่าน คือท่านไม่ฉันช้อนในบาตร ไม่ฉัน ท่านพูดให้ฟังว่า คือการขบการฉันเราไม่ต้องการรสชาติมาเป็นเครื่องประดับประดาให้เป็นกิเลสตัณหาอะไรเลย ท่านว่างั้น ที่ฉันนี้ยังพอชีวิตให้เป็นไปเพื่อจะเทิดทูนธรรมเท่านั้น เพราะฉะนั้นรสชาติของอาหารจะเป็นประเภทใดจึงไม่ไปสนใจมากยิ่งกว่าธรรม แม้ฉันจังหันอยู่ธรรมก็ไม่ปราศจากใจ สติ แล้วก็พิจารณาในอาหารประเภทต่าง ๆ ไปในตัว ๆ ท่านพูดของท่านนะ เวลามีโอกาสหลังจากเทศนาว่าการแล้วท่านก็พูดให้ฟัง เรื่องปริยายของธรรมที่แตกแขนงออกไปให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายฟัง

เวลาเอาช้อนเข้ามาตักฉันจังหันในบาตร มันต้องการหอปราสาทวิมานที่ไหนยิ่งกว่าธรรม มีขึ้นมาเตือนแล้ว ท่านว่างั้นนะ ต้องการหอปราสาทวิมานที่ไหนยิ่งกว่าอรรถกว่าธรรม ธรรมนี้เลิศเลอสุดยอมแล้วไม่มีอะไรเสมอ นี่เราเพื่อดำเนินเพื่ออรรถเพื่อธรรม ทำไมจึงต้องมาหารสหาชาติเอาช้อนมาตัก คือมันขวางในจิตท่านว่าอย่างนั้นนะ มันสะดุดจิตเตือนขึ้นมา นั่น เป็นอย่างนั้นนะ เลยไม่เอาเลย ท่านว่างั้น ไปอยู่กับท่านก็ไม่เห็นเลย ไม่เอา จนกระทั่งท่านแก่แล้วทีนี่ อะไร ๆ ท่านก็หมดปัญหาไปหมดแล้ว ทีนี้พยุงธาตุขันธ์เพื่อทำประโยชน์แก่โลก ก็เรานั้นเองแหละจะว่าดื้อด้านก็ดื้อ กราบเรียนท่าน ขออาราธนาท่าน สงเคราะห์ธาตุขันธ์บำรุงธาตุขันธ์ไว้เพื่อทำประโยชน์แก่โลกเราว่า

สำหรับอรรถธรรมนั้นไม่มีที่จะดัดแปลงซ่อมแซมอะไรแล้ว สมบูรณ์แบบ เลิศเลอสุดยอดแล้ว แต่ธาตุขันธ์ที่จะทำประโยชน์ให้โลกนี้ มันเกี่ยวกับเรื่องการบำรุง เราก็ว่า แต่เวลาพูดกับท่านก็พูดได้สบายนะเรา ท่านก็ไม่เห็นเถียงนะ เวลานี้เป็นเวลาที่จะได้สงเคราะห์โลกโดยอาศัยธาตุขันธ์เป็นเครื่องไม้เครื่องมือ จึงควรจะรับการบำรุงเท่าที่ควร อะไรที่จะพอเป็นประโยชน์แก่ธาตุแก่ขันธ์ก็อยากให้ขบให้ฉัน เพื่อธาตุขันธ์จะได้มีกำลัง การซดช้อนนี้มีน้ำเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอาหาร ชูรสให้มีกำลังมากขึ้น เราว่า เราพูดเหมือนว่าสอนท่านนะ แต่ท่านไม่เคยว่าอะไรเรา เวลาเราพูดนี้ท่านนิ่งเหมือนกันนะ แต่ต้องถือโอกาสที่เหมาะสมนะ ไปพูดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ ไปสอนจอมปราชญ์เข้าใจไหม สอนจอมปราชญ์ต้องระวัง คือเราอาศัยเจตนาความรักความเทิดทูนทุกอย่างนี่แหละ ที่กราบเรียนท่าน และหวังประโยชน์แก่โลก

 จากนั้นมาท่านก็ค่อยอนุโลมนะ ตอนแก่ ๆ แล้วนะ แก่แล้วท่านจึงเริ่มฉันช้อนบ้างอะไรบ้างนิดหน่อย สักเดี๋ยวทิ้งไป ท่านก็ทิ้งไป เราเอาอีกอยู่อย่างนั้นแหละนะ รู้สึกจะไม่สนิทในธรรมของธรรมท่านเราก็รู้ แต่เราก็เอาเรื่องการสงเคราะห์โลกนี้เข้าไปท่านจึงอนุโลมนะ อันนี้ท่านอนุโลม ท่านฉันช้อนตอนแก่นะ แต่ก่อนไม่เอาเลยนะ สำหรับเรานี้ก็ตั้งแต่ทราบเรื่องจากท่านเท่านั้นละ ขาดสะบั้นไปเลยเรื่องช้อนนะ เพราะมันนิสัยอย่างนี้ ว่ายังไงถ้าลงใจปึ๋งเท่านั้น ทีนี้อันนี้ก็มาฉันตอนนี้ละตอนแก่ ดีที่มันฉันช้อนเดียว มันไม่ได้กำทีละ ๔ ช้อน ๕ ช้อน ฟาด มันฉันช้อนเดียว มันเลยเถิดเข้าใจไหมละ อะไร ๆ ก็เลยไม่ได้สนใจกับเรื่องอะไรละ เลยฉันเป็นความสะดวกสบายไปอย่างนั้น อยากฉันอะไรก็ฉันไปเลยละ อย่างงั้นนะ เหมือนคนไม่มีธรรมมีวินัย มีความสวยงามอะไรเลยเวลาฉัน อยากจะฉันอะไรก็ฉันไปเสีย คือเวลานั้นปล่อยธาตุขันธ์กับอาหารไม่เกี่ยวข้องกัน ปล่อยไปเสีย เวลามันหมดจากนั้นแล้วมันก็เป็นของมันเอง ความพอดีความอะไรมันก็รู้เอง

นี่ละท่านผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมให้ท่านทั้งหลายจำเอา ท่านถือธรรมเป็นที่ตั้ง อยู่กับธรรมทั้งหมด จิตจ่อเข้ากับธรรม ถ้าว่าเรื่องธรรมหมอบเลย ธรรมแล้วหมอบเลย กิเลสก็หมอบ แน่ะ เป็นอย่างงั้นถ้าเรื่องธรรม อย่างอื่นไม่หมอบกิเลสไม่หมอบ เราได้เห็นตัวอย่างก็คือหลวงปู่มั่นเรานี้ โอ้ ชัดเจนมากนะ ท่านพูดช้อนเท่านั้นละเรา แต่ก่อนที่ออกทีแรกก็เห็นใครต่อใครก็เห็นฉันช้อน เราก็ฉันธรรมดาไม่คิดว่าผิดว่าถูกประการใดก็เลยฉันธรรมดา ถ้าว่าเพื่อเอร็ดอร่อยหรืออะไรมันก็ไม่เห็นมี ก็ทำไปอย่างงั้น พอได้ยินท่านพูดเท่านั้นสะดุดจิตกึ๊กปั๊บเข้าแล้วขาดไปเลย ไม่มี ฉันช้อนไม่เอาเลย

มีอะไรก็ฉันลงไป เหมือนกับฉันเพื่อความเห็นภัย ไม่ได้ฉันเพื่อมาบำรุงธาตุขันธ์ซึ่งเป็นของต่ำช้าเลวทรามยิ่งกว่าธรรม จึงฉันลงไปเพื่อเทิดทูนธรรมเสมอ ๆ พอยังชีวิตให้เป็นไป ๆ ในวันหนึ่ง ๆ เท่านั้นพอ อาหารชนิดไหนมาพอ พอดีทุกอย่างถ้าลงมุ่งใส่ธรรมแล้วอะไรเข้ามายุ่งไม่ได้ เป็นพอไปหมด อาหารการขบฉันรสชาติเอร็ดอร่อยไม่เอร็ดอร่อยไม่สำคัญ จิตมุ่งต่อธรรมอย่างเดียวเด่น อันนั้นละจูงไปเลย เหล่านี้ก็ไม่มีอำนาจ เรื่องความทะเยอทะยานในรสในชาติ อาหารการกิน โลกามิสต่าง ๆ มันตัดของมันเองด้วยอำนาจแห่งธรรมพาให้ตัด ๆ จิตมุ่งต่อธรรมเท่านั้นมันตัดออก ๆ ถ้าจิตเอนเอียงไปทางโลกทางสงสารมันก็มีแต่โลกเต็มตัว กิริยาท่าทางหาความสำรวมระวังไม่ได้เพราะไม่มีสติ กิเลสไม่พาคนให้มีสติปัญญาเพื่ออรรถเพื่อธรรม นอกจากมีสติปัญญาเพื่อกิเลสอย่างเดียว พอกพูนไปทั้งวันทั้งคืน

ในตำรับตำราก็อ่านเสียพอ พูดจริง ๆ เวลาเรียนนี้เรียนจริง ๆ อ่านจริง ๆ อ่านตำรับตำรา ขนบประเพณีของพระพุทธเจ้าพาสาวกทั้งหลายดำเนิน ดำเนินยังไง อ่านอันนี้มากที่สุด เรื่องราวนิทานเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่เกี่ยวกับพระไตรปิฎกเล่มนั้นเล่มนี้ก็อ่านไป แต่ไม่หนักแน่นยิ่งกว่าขนบประเพณีที่ท่านพาดำเนิน ท่านดำเนินยังไง ๆ อันนี้สำคัญ ก็มีหลวงปู่มั่นที่ปฏิบัติดำเนินตรงเป๋ง ๆ กับตำราที่พระพุทธเจ้าพาดำเนินในครั้งพุทธกาล จิตใจเมื่อมีธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงแล้ว มันไม่ได้สร้างความกังวลให้เรานะ คือที่เป็นทุกข์ลำบากลำบนนี้ คือความกังวลของใจออกไปจากกิเลสผลักดันให้คิดให้ปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ซึ่งไม่มีวันอิ่มพอ มันคิดของมันอยู่ตลอดเวลา ความอิ่มพอของความคิดที่เกิดจากอำนาจของกิเลสผลักดันนี้ไม่มีพอ ไม่มี ต้องมีธรรมเข้าสกัดรัดกั้น

เมื่อมีธรรมแล้วก็รู้ความพอ เอ้อ วันนี้จิตมันยุ่งเรื่องอะไร นั่น คือมันยุ่งมันก็เอากองทุกข์มาให้พร้อม เน้นหนักทางธรรมเข้า ทางนั้นจางไป ๆ ทางนี้ความสงบของใจก็เด่นขึ้น ๆ อันนั้นจางไป จิตมันก็เห็นเครื่องแก้กัน วันหนึ่ง ๆ ท่านดูแลจิตใจของท่านด้วยความพากเพียรมีสติปัญญาติดแนบตลอด เพราะฉะนั้นจิตใจของท่านผู้บำเพ็ญธรรม จึงไม่ค่อยก่อกวนตัวเอง แล้วมีทางกิเลสจะเหือดแห้งไปเรื่อย ๆ เพราะไม่ส่งเสริมมัน นอกจากที่เรารู้ไม่ทันมัน มันก็มีทางเกิดได้ ๆ เวลาเรามีสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร หนักเข้า ๆ ทันกันเข้า ทีนี้กิเลสสั่งสมตัวน้อยลง ๆ ถ้าเราไม่มีเลยสั่งสมได้วันยังค่ำ

ถ้ามีสติปัญญากำจัดมันแล้วมันก็ไม่ออกได้ตลอดไป แล้วความทุกข์ที่เป็นผลจากความคิดปรุงนั้นก็เบาลง ๆ ทางนี้ระงับดับแล้วเอาธรรมเข้าสู่ใจ ให้ดื่มด่ำอยู่กับธรรม สติธรรม ปัญญาธรรม ในเบื้องต้นเช่นคำบริกรรมเอาให้อยู่ที่นั่น ไม่ให้มันแยกแยะไปไหนซึ่งจะเป็นยาพิษ แยกออกไปก็ไปหายาพิษ เพราะกิเลสมันเคยชินต่อความคิดความปรุงที่เป็นเรื่องของกิเลสล้วน ๆ เราระมัดระวังไม่ให้มันคิดออกไป อยากคิดก็ไม่ให้คิด บังคับ ต้องฝืนกันกับความคิดที่มันอยากคิด มันอยากคิดมากขนาดไหนต้องต่อสู้ความอยากคิดให้มากเข้า ด้วยความมีสติบังคับไม่ให้มันคิด ต่อไปมันก็อ่อน แน่ะ ถ้าเราต่อสู้มันก็อ่อนลง ถ้าไม่ต่อสู้มันก็ไปเรื่อย ๆ เป็นสายยาวเหยียดไปเลย มีแต่สายของกิเลสทั้งนั้น ทีนี้ความทุกข์มันก็ติดแนบกันไปเหมือนเงาเทียมตัวไปเรื่อย ๆ

เวลานี้จางไป ๆ มากทีเดียวพุทธศาสนา ผู้ปฏิบัติเพื่อทรงมรรคทรงผลอย่างแท้จริงมีน้อยมาก ปฏิบัติไปมันเป็นไปตามกิเลสเสียหมด และสุดท้ายศาสนานี้เลยกลายเป็นแหล่งเพาะกิเลส สั่งสมกิเลสไปหมดโดยไม่รู้ตัวนะ มันเป็นอยู่กับผู้ครองศาสนาคือพระนั้นแหละ ไปอยู่สถานที่ใดเป็นวัดขึ้นมา วัดนั้นก็เลยเป็นสถานที่ครองกิเลสตัณหา กิเลสครองหัวใจไปเสีย ธรรมครองใจเลยไม่ค่อยมีและไม่มี เดี๋ยวนี้มันจะกลายเป็นว่า ธรรมครองใจในพระในเณรในวัดวาต่าง ๆ นั้นไม่มี อยากว่าอย่างนั้นนะ ไม่ค่อยมียังผ่อนผัน สุดท้ายก็ไม่มี ถ้ากิเลสแล้วเต็มตัว เต็มตัว เต็มความคิดความอ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใช้ไปทางกิเลสทั้งหมดทั้ง ๆ ที่เป็นพระ มันไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี่ และมรรค ผล นิพพานจะเอามาจากไหน ก็มีแต่เรื่องของกิเลสทำงาน

ท่านผู้ทรงมรรค ผล นิพพาน ท่านทำงานด้วยธรรม สติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม บังคับบัญชากันอยู่ตลอดเวลา ธรรมก็เกิดได้เพราะบำรุงรักษาก็ปรากฏผลขึ้นมา องค์นั้นสำเร็จโสดา องค์นี้สำเร็จสกิทาคา องค์นั้นสำเร็จอนาคา องค์นี้สำเร็จพระอรหันต์ ก็ท่านก้าวเดินเพื่อมรรคผลเหล่านี้จะไม่เจอยังไง ถ้าก้าวเดินไปตามกิเลสมันก็พลิกเป็นกิเลสวันยังค่ำ อ่านพระไตรปิฎกจนจบถึงนิพพานมันก็มีแต่ชื่อและความจำ กิเลสไม่ถลอกปอกเปิกแม้ตัวเดียว แล้วจะเอามรรค ผล นิพพาน มาจากไหน

นี่ที่ท่านว่าให้ พระโปฐิละ พระโปฐิละ ท่านก็เรียนมาก เรียนจนเป็นครูเป็นอาจารย์สอนฝ่ายปริยัติเหมือนกัน ครั้งก่อนก็มีปริยัติแต่ไม่หนาแน่นเหมือนภาคปฏิบัติ เรียนแล้วเวลาไปหาพระพุทธเจ้า คือท่านมีบริษัทบริวารลูกศิษย์ลูกหามาปรึกษาปรารภอรรถธรรมกับท่านเป็นจำนวนมากทางด้านปริยัตินะ แต่ท่านมีนิสัย ตอนนั้นท่านยังลืมเนื้อลืมตัว เวลาเข้าไปหาพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ใส่ปัญหาเข้าไปละซิ เพราะพระองค์มองดูใจแล้วมีอุปนิสัยเต็มตัวมันกอดรัดไว้ทำไม ไม่นำออกมาคลี่คลายให้เกิดผลเกิดประโยชน์เต็มเนื้อเต็มตัวของธรรม และของนิสัยที่มีอยู่ มาก็โปฐิละ  แปลว่า ใบลานเปล่า โปฐิละ คือใบลานเปล่า เรียนเปล่า ๆ พูดง่าย ๆ ได้แต่ความจดความจำ กิเลสไม่ได้ถลอกปอกเปิกเพราะไม่ได้ปฏิบัติ มีแต่ความเรียนเฉย ๆ จำได้เรียน ผู้หญิงเรียนจำได้ผู้ชายเรียนจำได้ เด็กผู้ใหญ่เรียนจำได้ทั้งนั้น หากมีแต่ความจำ ถ้าไม่มีภาคปฏิบัติก็ไม่เกิดผล นี่

ตอนนั้นท่านไม่สนใจปฏิบัติ เวลาเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงรับสั่งใส่ปัญหาเข้าไป โปฐิละมาเหรอ ใบลานเปล่ามาแล้วเหรอความหมาย ใบลานเปล่า เรียนเปล่า ๆ หัวโลนเปล่า หัวล้านเปล่า ตายเปล่า ๆ ขึ้นไปละซิ อย่างหลวงปู่มั่นแปลนี่ท่านแปลหมุนติ้วเลยนะ ทีนี้พอได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว ออกมาด้วยความสลดสังเวชตัวเอง นี่ละคนมีอุปนิสัยฟังซิ เอ้อ พระพุทธเจ้าผู้เรียนเก่งก็มีเยอะก็ไม่เห็นท่านว่า แน่ะ เรามาหาท่านอย่างนี้มีแต่ใบลานเปล่า ใบลานเปล่า เธอจงยืน เธอจงนั่ง เธอจงไปเธอจงมามีแต่โปฐิละ ๆ เรานี้มันจะอาภัพวาสนานักน่ะเหรอ พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงตำหนิมาอย่างนั้น เอาไปคิด คิดพลิกใหม่ เราอาจจะมีนิสัยวาสนาอยู่บ้างนะพระองค์จึงทรงตำหนิ ทรงกระตุกให้สะดุดใจ พอกับมาถึงวัดเท่านั้นบริษัท บริวารมากมาย พระเจ้าพระสงฆ์มาไม่บอกให้องค์ไหนทราบเลย เท่าที่ทราบในตำรา

มาก็เตรียมบริขารมาเสร็จเรียบร้อยสะพายบาตรไปเลย กลางคืน ไม่บอกให้ใครทราบเลย มุ่งหน้าต่อภาคปฏิบัติล้วน ๆ แล้วท่านก็ทราบอยู่แล้วแต่ก่อน ว่าสำนักไหนมีครูบาอาจารย์องค์ใดที่ดีที่เด่น ทรงมรรค ทรงผล ท่านก็ทราบอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงว่าท่านยังไม่สนใจจะไป พอได้รับปัญหาจากพระพุทธเจ้าแล้วสะดุดใจ เตรียมของกลางคืนไปเลย ไปกลางคืน ไม่ให้ใครทราบ ไปองค์เดียว ไปก็บึ่งเลยสำนักกรรมฐานล้วน ๆ พอดีสำนักนั้นมีแต่พระอรหันต์ด้วยกัน มี ๔ องค์ ๕ องค์อยู่ด้วยกันเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น แม้ที่สุดเณรน้อยก็เป็นอรหันต์ ไปก็บึ่งเข้าไปขอมอบกายถวายตัวต่อท่านเป็นลูกศิษย์ลูกหา ศึกษาอรรถธรรมกับท่าน

ครูบาอาจารย์ท่านก็เป็นจอมปราชญ์แล้วนี่ “โอ๊ย ท่านศึกษาปรารภมา คลังพระไตรปิฎกก็อยู่กับท่าน อรรถธรรมทุกอย่างก็อยู่กับท่าน ไม่มีอะไรบกพร่อง ผมนี้อยู่ในป่าในเขาไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร” ท่านก็แก้ไปอย่างงั้นเสียจอมปราชญ์ ท่านจะมาศึกษาอะไร เหมือนกับปลาไหลที่เลือดเต็มตัวมาหาขอเลือดกับตะปู มันไม่เป็นฐานะจะเป็นไปได้ ยังไงท่านก็มอบตัวตลอดเลย ไม่ถือสีถือสาเรียนมากเรียนน้อย ผมเรียนก็มีตั้งแต่การเรียนเฉย ๆ กิเลสยังเต็มหัวใจ ผมจึงมาเพื่อชำระกิเลส พอท่านตอบรับ เห็นว่าทางนี้เอาจริงเอาจังท่านก็ตอบรับ ท่านยังไม่รับ ในตำราบอก ท่านยังไม่รับสอนนะ เอ้า ถ้างั้นเอาลององค์นั้นลองดูซิเป็นยังไง ลองสอนดูซิจะพอเป็นยังไง นิสัยวาสนาจะพอเกี่ยวโยงกัน พอจะพยุงกันได้มากน้อยเพียงไร ก็ให้เอาหาองค์นั้น ไปกราบองค์นั้น

องค์นั้นก็พูดแบบเดียวกัน ไม่ย่อมรับเพราะท่านศึกษามามาก จนกระทั่งไปถึงสามเณรน้อย สามเณรนั้นเป็นพระอรหันต์ เณรนี้ก็ อู๊ย ฉลาดจอมปราชญ์เหมือนกันนะ “โอ๊ย ตาย ๆ ท่านอาจารย์เป็นอย่างนั้น ผมก็เป็นเด็กหัวเท่ากำปั้นตัวหนึ่งเท่านั้น อาจารย์ใหญ่โตขนาดไหนจะมาศึกษาธรรมกับผมไม่ได้” คือท่านไล่ไป หัวหน้านี่ไล่ให้ไป หัวหน้าท่านก็รับกันไปเลย “ท่านคงจะพิจารณาแล้วนิสัยจะเกี่ยวโยงกันยังไง เอ้อ ลองดูซิเณร บางทีนิสัยวาสนาเกี่ยวโยงกันจะเป็นผลเป็นประโยชน์ต่อกัน” ว่างั้น ลองศึกษาปรารภกันลองดู ท่านก็เข้าคุกเข่าถวายตัวเป็นลูกศิษย์เณร นี่ในตำราบอกชัดเจน พระเถระทั้งองค์เดินด้อม ๆ ตามเณรน้อย นั่น เห็นไหมในตำราบอกชัดเจน เรียกว่า คนเราธรรมดาดูไม่ได้ว่างั้นเถอะนะ นี้ท่านไปได้อย่างสบาย เณรนั้นก็รับเป็นลูกศิษย์ เพราะอาจารย์เตือนไปเกี่ยวกับเรื่องนิสัยวาสนา มันอาจจะมีความเกี่ยวโยงกัน เอ้า ลองทดลองสนทนาว่ากล่าวกันไปท่านว่าอย่างนั้นนะ

ทีนี้ก็มอบกายถวายตัวต่อเณร ทีนี้เณรก็ทั้งรับทั้งทดลองละทีนี้ โอ๊ย เณรทดลองเป็นของเล่นเมื่อไหร่ เห็นไหมละเณรได้เป็นอาจารย์แล้วก็อุบายวิธีการทดลอง อาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์นั้นน่ะทุกแบบ บางทีก็ “อาจารย์ผมอยากได้อะไร ๆ อยู่ในกอไผ่” กอไผ่หนามมันหนาแน่นขนาดไหน ให้ครองผ้าเสียก่อนไป อาจารย์นี้ก็ไม่มีขัดมีข้อง เณรให้ครองผ้าก็ครองเลยไปเลย เข้าไป พอจะไปถึงกอไผ่เข้ากอไผ่จริง ๆ “โอ้ย ผมไม่เอาแล้วไม่จำเป็น” คือทดลอง ถ้าหากว่าฝืนเณรอย่างงี้ก็แสดงว่ามีทิฐิมานะไม่ยอมลง เณรจะทดลองเอาตรงนี้นะ บอกให้เข้ากอไผ่ก็เข้า ครองผ้าอยู่นั้นให้เข้าเข้าเลย เอ้า ให้ลงไปน้ำเหมือนกัน ถ้าผ้าสบงจีวรจะเปียก ก็ให้ขึ้นมาเสีย “โอ้ ไม่เอาละ” ทดลองหลายแบบหลายฉบับเห็นว่าลงใจเพื่ออรรถเพื่อธรรมโดยแท้ จากนั้นเณรก็เริ่มสอน แน่ะ เห็นไหมละ

เริ่มสอนท่านก็เริ่มสอนเบื้องต้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต นั่นท่านสอนว่าจอมปลวก มีจอมปลวกแห่งหนึ่งมันมีช่องอยู่ ๕ ช่องไปเจาะช่องใหญ่มี ๕ ช่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นทางเดินของการรับทราบต่าง ๆ ตารับทราบทางรูป หูรับทราบทางเสียง เป็นทางเดินของกิเลส กิเลสออกหากินตามนี้ละ นี่ท่านก็สอนบอกว่า จอมปลวกนั่นน่ะมันมีช่องอยู่ ๕ ช่อง ขอให้ท่านปิดเสีย ๕ ช่อง เอาไว้ช่องเดียวคือจิต ให้มีสติคอยอยู่ที่ช่องนั้น แล้วมันจะออกไปช่องทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ไม่ให้ออก ให้รู้อยู่ตรงนั้น เหี้ยใหญ่ ท่านว่าเหี้ยใหญ่คือกิเลส มันจะออกช่องของมันตามที่มันเคยออก ท่านสอน ท่านก็ได้ทำอย่างนั้นจริง ๆ จิตเกิดเป็นสมาธิแน่นหนามั่นคงขึ้นมา จนสมควรแก่มรรคแก่ผลเรียบร้อยแล้ว นี่ยังไงก็จะผ่านไปได้แหละ

แทนที่เณรจะสอนให้ถึงมรรค ผล นิพพาน เป็นอรหันต์ขึ้นจากคำสอนของเณร เณรกลับไม่สอนนะ นี่เณรก็เทิดเกียรติเหมือนกัน นี่เห็นไหมจอมปราชญ์ฉลาด พอได้โอกาสแล้วสมควรแล้วว่า พระพุทธเจ้าจะทรงล้างให้สะอาดสุดยอด เราไม่สมควร เราเป็นฐานะของเณร ยกฐานะขึ้นไว้เหมาะสมกับปากแห่งมรรค ผล นิพพาน แล้วก็นำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า นำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เป็นยังไงเณร ลูกศิษย์ของเธอเป็นยังไง บอกว่าลูกศิษย์ของเธอ อาจารย์ใหญ่เป็นลูกศิษย์ของเณร เป็นยังไงเณรลูกศิษย์ของเธอ “โอ๊ย สุดดีหายาก ไม่มีอีกแล้วอย่างท่านอาจารย์นี้” ว่าอย่างนั้นนะ “ไม่เคยพบเคยเห็น ไม่มีอะไรเลย มีแต่อรรถแต่ธรรมเต็มตัวล้วน ๆ” พอไปถึงนั้นเณรก็หลีกหนีเสีย พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนต่อจากนั้นปั๊บเลย เราจำได้แต่

โยคา เว ชายเต ภูริ             อโยคา ภูริสงฺขโย

เอตํ เทฺวธาปถํ ญตฺวา          ภวาย วิภวาย จ

ตถตฺตานํ  นิเวเสยฺย            ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ.

ในภาษาบาลีขั้นต้นเท่านั้น ปัญญาเกิดเพราะความประกอบ ปัญญาสิ้นไปเพราะความไม่ประกอบ บุคคลรู้จักทางแห่งความเจริญและความเสื่อมสองอย่างนี้แล้ว ปัญญาจะเจริญด้วยประการใดควรตั้งตนไว้ ด้วยประการฉะนั้น สอนพระโปฐิละ สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า นั่น นี่เณรเทิดเกียรติ คือให้ไปสำเร็จต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า ไม่สำเร็จต่อหน้าเณร ว่างั้นเถอะ นี่เห็นไหมฉลาดจอมปราชญ์เหมือนกันเณร แล้วพระองค์นั้นก็ถือเณรเป็นครูเป็นอาจารย์ตลอดไปเลย นั่น ลงขนาดนั้นนะ ถืออาจารย์ ๆ ทั้งนั้น นี่ท่านให้เกียรติกันทางธรรม ท่านเป็นพระเถระมาเป็นลูกศิษย์นี้ เวลาจะได้มรรคได้ผล เข้าด้ายเข้าเข็มจริง ๆ ก็พาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าให้พระองค์ทรงชำระให้สุดยอดเลยทีเดียว ไปสำเร็จต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า โดยพระองค์เป็นผู้ทรงสั่งสอน ไม่ใช่เณรสั่งสอน เณรก็หลบฉากไปทางนี้เสีย นั่น เป็นอย่างนั้นนะ นี่ตำรามี

ท่านมุ่งธรรมมุ่งจริง ๆ ว่าเป็นลูกศิษย์เป็นจริง ๆ สอนยังไงเป็นอย่างงั้นไปเลย ไม่มีทิฐิมานะ จนกระทั่งเณรนี้ลงใจ เอ้อ เป็นผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมอย่างแท้จริง ไม่ถือทิฐิมานะว่าตัวเป็นผู้ใหญ่ และเป็นผู้มีความรู้ความฉลาด เป็นอาจารย์สอนคนจำนวนมาก สอนพระจำนวนมาก มุ่งหน้ามุ่งหน้ามุ่งตาต่ออาจารย์ พูดอย่างใดฟังหมด จึงได้ลงใจสอน สอนก็รับจริง ๆ ได้เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา โปฐิละเป็นพระอรหันต์ต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า โดยเณรพาไป นี่มีในตำราเป็นอย่างนี้ ค่อยเรียวแหลมเข้ามา ๆ เวลานี้นะ เลยกลายเป็นเรื่องศาสนาจะกลายเป็นสถานที่สร้างความกังวล ก่อกวน ทำลายโลกให้หาความสงบเย็นใจไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ศาสนาคือน้ำดับไฟ ไฟจะลุกลามมาขนาดไหนพอเข้าถึงศาสนา ได้แก่ธรรมแล้วก็ดับไฟ เรื่องราวทั้งหลายสงบตัวลงไป ๆ นี่หลักของพุทธศาสนาเป็นมาดั้งเดิม

แต่เวลานี้มันกลายของมันไปอย่างนี้ เพราะอำนาจของกิเลสมันหนาแน่น มันหนาแน่นอยู่กับคน ทีนี้พลิกแพลงเปลี่ยนแปลง ความรู้ ความเห็น การปฏิบัติตัวเองไปทางกิเลสไปเสียหมด ก็เป็นผลกลายมาเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้โลกได้ นี่ ฉะนั้นผู้ตั้งใจปฏิบัติเพื่ออรรถเพื่อธรรมจริง ๆ ต้องเดินตามแนวของพระพุทธเจ้าจะไม่เป็นอื่น ไปถึงที่สุดจุดหมายปลายทางเลย ดังที่ท่านพาดำเนินมาแล้วนี้ เรื่องของกิเลสนี้ โอ๋ย ต้องฝืนนะ ฝืนมากทีเดียว เวลามันมากฝืนจนกระทั่ง โอ้ย เราก็เห็นประจักษ์ก็คือว่าจนน้ำตาร่วงนะ สู้กิเลสไม่ได้ เวลาคลื่นของกิเลสกระแสของกิเลสมันพัดผัน ตั้งสติไม่ได้เลย ล้มผล็อย ๆ จนน้ำตาร่วงก็ไม่ลืม ที่ว่าไม่ถอยกันนี้ก็ไม่ลืม แล้วผลสุดท้ายมันก็ได้เพราะการไม่ถอย ถึงจะแพ้ยอมรับว่าแพ้ แต่ไม่ถอย จะฝึกหัดการต่อสู้ มาอีกมาหลายครั้งหลายหนมันก็ได้เป็นลำดับ อย่างนั้นความพากเพียรทำให้พ้นจากทุกข์ไปได้โดยลำดับ ๆ

ขอให้พากันใช้ความพยายามนะ อย่าทำแบบสุกเอาเผากินมันเป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล จะฝังอยู่หัวใจให้พาจมกันไปเรื่อย ๆ หาความสุขไม่มีถ้าไม่มีธรรมเป็นเครื่องฉุดลาก ธรรมเครื่องฉุดลากเราต้องได้ทะนุถนอมบำรุง ถ้ากิเลสฝืนเข้ามาธรรมะต้องฝืนต้องต่อต้านกัน ต่อต้านกัน มันก็ค่อยได้ชัยชนะไปเรื่อย ๆ ต่อไปก็ค่อยกลายเป็นนิสัยที่เคยชนะมาแล้วแพ้ไม่ได้ นั่น มันก็เอากันเรื่อย ทีนี้ความหวังในจิตใจของเราซึ่งแต่ก่อนเราเกิดมาก็แบบลอย ๆ  ไม่ทราบเกิดมาจากอะไรมาเป็นมนุษย์ เขาเป็นมนุษย์เราเป็นมนุษย์ก็ทราบว่าเราเป็นมนุษย์ ความเป็นอยู่ของเราก็ไม่รู้ดีรู้ชั่ว เมื่อได้ฟังอรรถฟังธรรมแล้วค่อยรู้เรื่องดีเรื่องชั่วขึ้นมา เป็นธรรมชาติของมนุษย์เฉย ๆ มันไม่มีใครสอน มันไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่มีศาสนา มันก็ปฏิบัติตัวแบบสัตว์ สัตว์มนุษย์

พอมีอรรถมีธรรมเข้าไปมันก็ค่อยรู้เรื่องรู้ราว ละชั่วทำดี ท่านว่าบาปเป็นยังไง บุญเป็นยังไง คอยฟังตามนั้น แล้วพยายามละตามนั้น บำเพ็ญตามนั้น ต่อไปก็ค่อยลืมหูลืมตาขึ้นมาได้ จนกระทั่งได้บำเพ็ญภายในจิตใจ ทีนี้การเรื่องภพเรื่องชาติของเราที่จะเกิดข้างหน้ามันประกันตัวอยู่ในนี้ นั่นเห็นไหมละ แต่ก่อนเราเลื่อนลอยเรารู้เมื่อไหร่ แต่เวลาปฏิบัติธรรมะเข้าสู่ใจ ความรู้ความเห็นเป็นเครื่องตัดสินให้ตัวเองรู้ตัวเอง จะไปเกิดในภพใดชาติใดอย่างนี้มันรู้เลยรู้อยู่ภายในใจแต่ไม่เป็นสิ่งที่ควรจะไปพูดให้ใครฟัง เรื่องตัวเองไม่สงสัยตัวเอง มันเป็น เป็นได้ เวลาแน่นหนามั่นคงเข้าไป ไม่มีใครบอกมันก็รู้เอง เรื่องภพชาติที่จะไปก่อตัวข้างหน้ามันรู้ จนกระทั่งถึงว่า เอ้า ภพชาติไม่มีอะไรสืบต่อแล้ว ถึงแดนแห่งความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียวเท่านั้นมันก็รู้อยู่ในจิต จะไปถามใคร

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไม่เคยถามใคร ตรัสรู้ผึงแล้วก็แสดงขึ้นมาอย่างองอาจกล้าหาญ ต่อพระเบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เพื่อจะฉุดพระเบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ให้หลุดพ้นจากทุกข์เหมือนพระองค์ ที่ทรงบำเพ็ญมาก่อน ก็มาแสดงเป็นการท้าทายแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ คือเราปฏิบัติเรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ปฏิบัติมาเป็นลำดับ ความรู้แจ้งเหล่านี้คล่องตัว ๆ แต่ก่อนเราไม่เคยรู้เคยเห็นในอรรถในธรรมทั้งหลาย เราก็บอกว่าเราไม่เคยรู้เคยเห็น นี่แสดงแก่เบญจวัคคีย์ ทีนี้เวลาเรามารู้มาเห็นธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เราก็บอกว่าเรารู้เราเห็น จากนั้นท่านก็แสดงถึง ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราตถาคต อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นจากทุกข์ของเราไม่มีการกำเริบแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา นตฺถิทานิ  ปุนพฺภโว ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว นั่น คือชาติสุดท้ายก็คือชาติที่เป็นอยู่นี้เท่านั้น มันจะตายจะเผากันอยู่ในชาตินี้ ต่อจากนั้นจะไม่ไปก่อกำเนิดเกิดเป็นชาติใด ๆ อีกแล้ว

นี่ท่านแสดงให้เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ฟัง ในขณะเดียวกัน อายสฺมโต โกณฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุ อุทปาทิ ในขณะนั้นเบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คือพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุ อุทปาทิ ได้จักษุญาณรู้เห็นธรรม ประจักษ์ขึ้นมาเป็นที่แน่นอนว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สิ่งใดก็ตามเกิดขึ้นในโลกนี้ดับทั้งนั้น หาสิ่งที่แน่นอนตายใจไม่ได้เลย มีแต่ธรรมที่ประจักษ์อยู่นี้เวลานี้เท่านั้น ความหมายว่างั้น ท่านถึงกระแสแห่งธรรมเป็นความแน่นอนในจิตใจ ยึดได้แล้วเป็นหลัก อันนี้เป็นหลัก นอกนั้นหาเป็นหลักเกณฑ์ไม่ได้เลย นี่ละท่านแสดง พระพุทธเจ้ามีใครบอกท่าน เวลาถึงขั้นนั้นแล้วท่านก็พูดของท่านเอง อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะท่านก็ถึงกระแสของธรรมที่ตายใจ ไม่เป็นอื่นแล้วท่านก็ประกาศออกมา สิ่งทั้งหลายในโลกนี้เกิดแล้วดับทั้งนั้น ธรรมชาตินี้ไม่ดับ นี่ความหมายว่าอย่างนั้นนะ เกาะได้ยึดได้อันนี้ นอกนั้นยึดไม่ได้เกาะไม่ได้ พาพังทั้งนั้น แน่ะ ธรรมชาตินี้ไม่พัง นี่โสตะ คือกระแสแห่งพระนิพพานพาดพิงถึงแล้ว

พอวันต่อมาท่านแสดง อนัตตลักขณะสูตร เรื่อง อนิจฺจํ  ทุกฺขํ อนตฺตา หาความเที่ยง ความแน่นอนไม่ได้รอบโลกสงสาร แล้วก็มารอบตัวของเรา หาสิ่งที่จะยึดจะเกาะเป็นที่ยึดที่อาศัยพึ่งเป็นพึ่งตายไม่ได้เลย แล้วก็ปล่อยเรื่อย ๆ ๆ จิตถอนอุปาทานเข้ามา ๆ ถึงความวิมุตติหลุดพ้นเลย นั่น แล้วก็พ้น เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ หลุดพ้นในเวลาเดียวกันจากอนัตตลักขณะสูตรพ้นไปเลย ท่านพูดถึงสัญญา สังขาร วิญญาณ วิญฺญาณํ อนตฺตา ถึงขั้นนี้แล้ว พออันนั้นแล้วจิตก็หลุดพ้นไปเลย ท่านว่างั้น อันนี้เราพูดตามสูตร ในสูตรธรรมนั้น นี่ละภาคปฏิบัติด้วยกันที่อะไรมันขัดกันก็รู้ อย่างท่านแสดงไว้ใน อนัตตลักขณะสูตร พอจิตรอบขันธ์ห้า สลัดขันธ์ห้า ออกหมดแล้ว จิตย่อมหลุดพ้น ว่างั้นนะ บอกว่าจิตย่อมหลุดพ้น แต่เวลาภาคปฏิบัติมันไม่เป็น มันก็ขัดกัน

ไม่เหมือน อาทิตตปริยายสูตร ที่ท่านแสดงแก่ ชฎิล ๑,๐๐๓ คน แสดงถึงอะไรก็ร้อน ๆ ๆ ตาก็ร้อน หูก็ร้อน รูปร้อน เสียงร้อน อะไรร้อนเข้ามาๆๆ ถึงใจ ผลสุดท้ายเข้ามาถึงใจ มนสฺมÖปิ นิพฺพินฺทติ เบื่อหน่ายในจิต นั่น เข้าไปในจิตเลยอันนี้นะ แล้วอันใดที่เกิดขึ้นจากจิตเป็นสิ่งควรละควรถอนทั้งนั้นๆๆ เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดจิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว วิมุตฺตสฺมÖ ตสฺมํÖปิ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ญาณความรู้แจ้งชัดว่าจิตหลุดพ้นแล้วย่อมมี กับภาคปฏิบัติ เอาปัจจุบันนี้เข้าใส่กัน เราไม่มีอะไรขัดข้องเลย

ใน อาทิตตปริยายสูตร ท่านบอกละเอียดลออสุดถึงจิต ตัวเกิด แก่ เจ็บ ตาย คืออวิชชาอยู่ที่นั่น ฟาดกันลงที่นั่น ขาดสะบั้นลงไปแล้วพุ่งเลย นั่น แต่ อนัตตลักขณะสูตร เราคิดว่าท่านจะตัดเข้ามา เราไม่ค้าน แต่ถ้าเพียงแค่นั้นแล้วจะให้สำเร็จมันเป็นไปไม่ได้ ภาคปฏิบัติมันจับของมันอยู่ พอรู้รอบใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้หมดแล้วหลุดพ้นไปเลย เมื่อเบื่อหน่าย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ เมื่อเบื่อหน่ายแล้วย่อมคลายกำหนัด เมื่อคลายแล้วจิตย่อมหลุดพ้น พอถึงขั้นวิญญาณนี้จิตหลุดพ้นแล้ว มันขัดกัน นี่เราพูดจริง ๆ

สำหรับเราปฏิบัติมามันไม่ได้อยู่ที่นี่ แน่ะ พออันนี้ผ่านอันนี้แล้วมันเข้าถึงจิต ฟาดในจิตพังลงไปในจิตแล้ว จึงขาดสะบั้นไปหมดไม่มีอะไรเหลือ เช่นเดียวกับ อาทิตตปริยายสูตร ไปถึงที่จิต ไม่ว่าจะสิ่งใด ตาก็ร้อน หูก็ร้อน รูป เสียง กลิ่น รส ร้อนหมด ๆ ไม่มีที่ยึดที่เกาะปล่อยเข้ามา ตา หู จมูก ลิ้น กายก็ร้อน ๆ เข้าไปถึงจิต จิตมันก็ยังร้อน นั่น มนสฺมÖปิ นิพฺพินฺทติ จิตมันก็ร้อน มันทำไมถึงร้อน ก็กิเลสอยู่ในจิต อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อยู่ในนั้นมันก็ต้องร้อน นี่พอพิจารณาเข้าไปถึงจิต อวิชชากับจิตก็กระเทือนกัน อวิชชาก็พังลงไปจากจิตนะ พออวิชชาพังลงไปแล้วทีนี้จิตก็หลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วญาณความรู้แจ้งชัดว่าจิตหลุดพ้นแล้วย่อมมี นี่หาที่ค้านไม่ได้เลย ท่านเอาถึงพริกถึงขิง ที่ภาคปฏิบัติมันตามกันไปอย่างนั้น เป็นภายในจิต

อันนี้เราไม่มีสงสัยไม่ขัดข้อง แต่เรื่อง อนัตตลักขณะสูตรมีขัดกันอยู่ตรงนั้น แต่จะให้เราสงสัยจนไม่มีทางไปเราก็ไม่สงสัย เราก็ไปของเรา อันนั้นขัดอยู่ตรงนั้นก็บอกว่าขัด ถ้าธรรมดาแล้วออกจากขันธ์ห้า วิญญาณนี้ปั๊บแล้วก็เข้าถึงจิตเหมือนกับอาทิตตปริยายสูตร เข้าถึงจิตเมื่อไรผ่านได้ ถ้าไม่ถึงจิตแล้วยังไม่ผ่าน นี่วิถีจิตการดำเนินมันเผาเข้าไปเหมือนว่าไฟได้เชื้อ เชื้อมีอยู่ที่ไหนมันจะเผาเข้าไป ๆ จนกระทั่งเชื้อที่สุดของมันได้แก่จิตตอวิชชา นี่เป็นเชื้อสุดท้ายเผานั้นหมดแล้วพังเลย อันนี้ไปติดขันธ์ห้า ถ้าต้นไม้ก็หัวตอมันยังไม่ได้ขุดออกนี่นะ เผาแต่กิ่ง ก้าน สาขา ดอกใบมัน หัวตอมันไม่ได้เผามันจะงอกขึ้นมาอีกนี่นะ งัดหัวตอมันออกมาเผาเสียหมด ให้มันมาทั้งโคตรก็มาที่นี่ เข้าใจไหม ก็หัวตอมันไปแล้ว

นี่ละจิต โคตรของจิตก็อยู่ที่อวิชชา ฟาดมันทั้งโคตรของกิเลสทั้งมวลคืออวิชชา เป็นโคตรแซ่ของกิเลสทั้งมวลออกจากใจแล้วพังเลย นั่นมันเห็นอย่างชัดเจนการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นท่านจะไปถามใครว่าหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้นสนฺทิฏฺฐิโกประกาศป้างอยู่ในผู้ปฏิบัตินั้นแลจะเป็นผู้รู้เองเห็นเองโดยไม่ต้องถามใคร นั่น นี่พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนี้ เป็นคำสัตย์คำจริง มีฤทธิ์มีเดช เมื่อรู้แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นบรรดาสาวกทั้งหลายเมื่อได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว จึงไม่มีองค์ใดที่ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่าข้าพระองค์สำเร็จแล้วยัง เจ้าของเข้าใจว่าสำเร็จแล้ว นี่ข้าพระองค์ได้สำเร็จแล้วยัง ไม่มี ผางทันทีแล้วกลับเลย แม้แต่จะไปทูลถามพระพุทธเจ้าอยู่ยังต้องกลับ เพราะสนฺทิฏฺฐิโกประกาศป้างขึ้นแล้วไปถามหาอะไร ถามพระพุทธเจ้าก็จะทรงแสดงอย่างเดียวกัน กลับซะเลย นี่ สนฺทิฏฺฐิโก

ธรรมะเป็นของเก่าเมื่อไหร่ เป็นของสด ๆ ร้อน ๆ ตลอดเวลาสำหรับผู้ปฏิบัติ มรรค  ผล นิพพานสด ๆ ร้อน ๆ ตลอดเวลา นอกจากไม่มีใครสนใจปฏิบัติ เอากิเลสตัณหาไปครอบอรรถธรรมเข้าไป เหยียบย่ำทำลายธรรมไปเสีย ยกกิเลสตัณหาซึ่งเป็นเหมือนส้วมเหมือนถานเชิดชูกันขึ้นว่าเป็นของดิบของดีเหยียบย่ำธรรมไป โลกมันถึงได้ร้อน ร้อนด้วยนี่ ละด้วยกองมูตรกองคูถที่เสกสรรปั้นยอว่าเป็นทองทั้งแท่งนี่แหละโลกได้ร้อน ถ้าปัดมันออกอย่างนี้แล้วให้ทองเป็นทองขึ้นมาแล้วจะไม่มีทุกข์ในใจเลย นี่เป็นอย่างนั้นการปฏิบัติมันรู้ชัด ๆ ในจิต เพราะฉะนั้นการเทศนาว่าการท่านจึงไม่สะทกสะท้านกับสิ่งใด ท่านรู้อยู่กับจิตนี่ ผิดถูกประการใดรู้อยู่นั้น รู้อยู่นั้น พระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลายเหมือนกันหมด สด ๆ ร้อน ๆ จะเป็นกาลใดสมัยใดก็ตาม สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้าง ๆ อยู่กับผู้ปฏิบัติ เห็นชัดเจน ๆ แน่ะ เป็นอย่างนั้นนะ

เราพูดอย่างนี้ก็เลยอดพูดไม่ได้ที่ว่าเราเคยป่วย ที่ว่าโรคที่ไปกุสลาให้เขาไม่ได้กลับนั่นเลย นี่ก็เป็นสักขีพยานอีกอันหนึ่งเหมือนกัน แน่ะ เราไปภาวนาอยู่ในป่าเขาก็ไปเอามากุสลา เพราะแถวนั้นไม่มีพระ ธรรมดาก็ต้องสงเคราะห์กัน เขานิมนต์มากุสลาให้คนตายวันหนึ่ง ๓ ศพ ๔ ศพ ๕ ศพ วันมากมี ๘ ศพ ที่ว่านี้ ทางกระโหมโพนทอง ไปกุสลาเลยทั้งวันไม่ได้กลับ เอ้า พอกุสลาศพนี้แล้ว ศพหนึ่งมาอีกแล้ว เอ้า กุสลาศพนั้นเดี๋ยวศพนั้นมาอีกแล้ว แล้วสุดท้ายค่ำ มันหลายวันต่อหลายวันเข้านี่ โรคอันนั้นมันก็เข้าเราละซิ เออ นั่งกุสลาอยู่นั้นรู้สึกยิบแย็บ ๆ นี่มันชัด ๆ อย่างนี้นะ ยิบแย็บ ๆ ภายในจิต เหมือนเสี้ยนเหมือนหนามทิ่มแทงหัวใจ เอ๊ะ ทำไมจิตเป็นอย่างนี้นะ เหมือนอะไรยิบแย็บ ๆ เหมือนเสี้ยนเหมือนหนามแทงหัวใจ เอ๊ะ ทำไมเป็นอย่างนี้ และเป็นขึ้นมาอย่างรวดเร็วเสียด้วยนะ

เป็นขึ้นหนักเข้า ๆ จน อ้าว นี่มันจะเป็นแบบเดียวกันกับพวกที่หามมาเผากันนี้มั่ง เราเป็นลักษณะนั้น แล้วเด่นขึ้น ๆ ชัด ไม่สงสัย อ๋อ ใช่แล้ว โรคอันนี้เองที่โลกตายกันอย่างรวดเร็ว อย่างเป็นกับเราเวลานี้ ครู่เดียวมันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นี่ละมันเห็นประจักษ์นะ ทีนี้พอนั่นก็รีบบอกเขา โอ๊ย โยมไม่ได้นะ อาตมามา กุสลา ธัมมา โรคที่ตายกันมาเกลื่อน ๆ มาเผาอยู่ตลอดนี้ เวลานี้มันมาเป็นขึ้นในอาตมาแล้วนะ เวลานี้กำลังขัดหัวอก ขัดขึ้นมาเรื่อย ๆ และรุนแรงรวดเร็วด้วยนะ อาตมาขอลาไปที่พักละนะ เขาก็เห็นโทษทันที นิมนต์ท่านไปไม่ได้ ๆ เขาไม่มีอิดมีเอื้อน ไม่มีขอร้องเลยนะ ให้ไปเลยเราก็ไป ไปก็ขึ้นเวทีเลย นั่น

นี่ละที่อันหนึ่งนะที่ว่ามันยังเป็นอยู่นะ ตอนนั้นเรายังไม่พูดว่าอยู่ชั้นไหน ว่างั้นเถอะนะ จิตมันละเอียดพอแล้วแต่มันยังสิ้นมันก็รู้นี่ รู้ชัด ๆ ทีนี้มันจะตายเดี๋ยวนี้ทำยังไง เป็นปัญหากับตัวเอง นี่ถ้าเราตายตอนนี้เราจะต้องค้างตรงนั้น ๆ ถึงจะไม่กลับคืนอีกก็ค้าง ค้างวันสองวันก็ไม่อยากค้าง ถ้าถึงนิพพานเมื่อไรบริสุทธิ์แล้วไปเมื่อไรได้ นี้ตายเมื่อไรได้เราไม่เสียดาย แต่เวลานี้เป็นกังวลเสียดายยังไม่อยากตายเพราะมันยังไม่พ้น มันยังจะต้องค้าง ออกจากนี้ปั๊บมันจะค้างตรงไหนมันรู้หมดเข้าใจไหมละ มีหรือไม่มีสวรรค์นิพพาน มันชัดขนาดนี้ท่านทั้งหลายเชื่อหรือไม่เชื่อ นี่เราถอดออกมาจากหัวใจมาพูด เราไปถามใครเราไม่สงสัยเลย

นี่เวลาจิตเมื่อตายปั๊บเดี๋ยวนี้จะเข้าชั้นนี้ ๆ นั่น มันบอกชัดเจนเลยไม่ต้องไปถามใคร แล้วนี้ยังไม่ตาย ไม่อยากตาย ถ้าตายแล้วจะไปค้างที่นี่ แม้ไม่กลับคืนก็ตาม คือขั้นนี้แล้วเป็นขั้นไม่กลับละ พูดง่าย ๆ ว่าอย่างนี้เลย แต่ไม่กลับก็ตามค้างคืนหนึ่งสองคืนเราไม่อยากค้าง ถ้าถึงนิพพานเมื่อไรไปได้เลย แล้วก็มากังวลยังไม่อยากตาย สักเดี๋ยวธรรมะก็ขึ้นละซิ นั่นเห็นไหมละ ธรรมะเตือนขึ้นมาท่านมากังวลอะไรกับเรื่องความเป็นความตาย ท่านก็เคยพิจารณาเรื่องความเป็นความตายซึ่งเป็นอริยสัจมาอยู่แล้ว นั่น นี่โลกเวลานี้ก็โลกอริยสัจ ท่านเคยสมบุกสมบันมากับโลกนี้อยู่แล้วคือ เช่น อย่างเรานั่งตลอดรุ่งกับทุกขเวทนานี้ขนาดไหนเราผ่าน แล้วท่านจะมากังวลอะไรเรื่องเป็นเรื่องตาย เป็นตายมันก็อยู่กับองค์ท่านเอง นั่น ว่าอย่างงั้น ท่านพิจารณาลงไปซิ

พอว่าอย่างนั้นจิตมันก็หวนกลับปุ๊บเลยทันทีเรื่องความเป็นห่วงเป็นใยเรื่องตาย แล้วจะไปเกิดชั้นนั้นชั้นนี้หมดทันทีเลย หมุนจี้เข้าไปนี่เลย เข้าไปหาตรงนั้นฟัดกันกับความทุกข์ทั้งหลายที่มันเสียดแทงเหมือนหอกเหมือนหลาว กำหนดพิจารณาด้วยสติปัญญาพุ่ง ๆ เลย อันนี้ก็เวิกออก ๆ ๆ ฟาดตั้งแต่ทุ่มหนึ่งจนกระทั่งถึง ๖ ทุ่ม ซัดกันเลย ๖ ทุ่มล่วงไปแล้วจ้าออกมาเลย ทุกขเวทนาที่เป็นแหลมเป็นหลาวทิ่มแทงตลอดเวลานั้นหมดโดยสิ้นเชิง แล้วก็ตัดสินตัวเองในเวลานั้น เอ้อ ทีนี้หายแล้วไม่ตาย นั่นเห็นไหมละ มันถอนกันในปัจจุบัน นี่ธรรมะโอสถ ถอนอย่างปัจจุบัน จิตเวิ้งว้างไปหมดเลย กำหนดที่ไหนว่าอะไรจะมาเสียดมาแทงอีกไม่มี ๆ หมด นั่น ลุกออกจากที่ก็ลงไปเดินจงกรม หายห่วงทุกอย่าง

นี่พูดถึงเรื่องความห่วงตาย ห่วงใยยังไม่อยากตายมันเห็น มันยังไม่อยากตายมันจะค้าง ถ้าพ้นแล้วไปเมื่อไรได้เลย เพียงเท่านี้ก็เป็นอุปสรรค จนธรรมท่านมาเตือนขึ้นผึง ๆ เคยสมบุกสมบันกับสิ่งเหล่านี้มาแล้วเรื่องอริยสัจทั้งนั้น ท่านไปยุ่งมันอะไร ความเป็นความตายมันอยู่กับท่าน ท่านเคยพิจารณามาแล้วพิจารณาให้มันถึงเหตุถึงผลของมันซิ เพียงเท่านั้นจิตกลับปุ๊บเลยก็หมุนติ้วเลย นั่น เห็นไหมละ แล้วมันก็ผางผ่านไปได้เลยหายห่วง เรื่องความเป็นความตายเลยไม่มี ทีนี้โรคอันนั้นหายหมดในปัจจุบัน นี่ประจักษ์อยู่ในหัวใจถามใครที่ไหนวะ นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้า เราจะไปหาคว้าโน้นคว้านี้ให้กิเลสหลอกแล้วจมนะพี่น้องทั้งหลายให้จำเอานะให้พิจารณา

นี่ละเป็นคติธรรมเครื่องเตือนให้รู้เนื้อรู้ตัว พอมันปรากฏขึ้นจากจิตว่าสวรรค์นิพพานอยู่ที่ไหนไม่ต้องสงสัยเลยละ พระพุทธเจ้าแสดงไว้โดยถูกต้องแล้ว เป็นแต่เรามันหูหนวกตาบอดมันไม่เห็น พอมันสมควรแก่ฐานะของตนที่จะรู้หนักเบามากน้อยมันจะรู้เอง ๆ ๆ ไปเองเลย นั่น เข้าใจแล้วนะ เอาละ เพียงเท่านั้นละเหนื่อยแล้วพูด ว่าจะไม่พูดอะไร พูดไปพูดมาเลยหมุนใหญ่เลย เลยเป็นบ้าไปเลย 

 

ชมถ่ายทอดสดพระธรรมเทศนาของหลวงตาทุกวัน ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก