วัดนอก วัดใน
วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2525
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๕

 

วัดนอก วัดใน

 

        ดูวัดก็ดูสถานที่ ข้อวัตรปฏิบัติของพระเป็นยังไง นั่นวัดอยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้ ต้นไม้เป็นส่วนประกอบของวัดเท่านั้น วัดใดที่รกรุงรังไม่ปัดกวาดเช็ดถูบริเวณที่อยู่อาศัย ไม่นำพาของผู้อยู่ที่นั่น วัดนั้นเรียกว่าวัดรก พระรก ศีลธรรมไม่มี ข้อวัตรปฏิบัติไม่มี กิเลสรกหัวใจ ความขี้เกียจขี้คร้านเต็มหัวใจ ความไม่เอาไหนเต็มหัวใจ จะเรียกว่าวัดคลังกิเลสตัวบรมขี้เกียจครองวัดก็ไม่ผิด เพราะวัดของพระพุทธเจ้าสะอาด สถานที่อยู่สะอาด สถานที่พักที่อาศัยสะอาด กิริยาอาการทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออกสะอาดเรียบร้อยไปหมด พระพุทธเจ้าไม่ใช่คนสกปรก เป็นคนสะอาดเหนือโลก จึงเรียกว่าเป็นผู้ทรงโลกุตรธรรม คือธรรมเหนือโลก โลกุตรธรรม แปลว่าธรรมเหนือโลก จึงได้สอนโลกให้รู้เรื่องรู้ราวในความผิดถูกชั่วดีที่ควรละเว้นและควรบำเพ็ญเรื่อยมาจนถึงพวกเราชาวพุทธ

        คำว่าวัด ก็ต้องวัดดูตัวเราเป็นวัดแรก เพื่อชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาด คำว่าสะอาด สะอาดด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ด้วยกฎข้อบังคับและศีลธรรมอันถูกต้องดีงาม เรียกว่าพระผู้มีวัตรอันสะอาด สะอาดด้วยการแต่งเนื้อแต่งตัวระบำรำโป๊ นั่นสะอาดของความนิยมสมัยใหม่ที่ไม่มองดูศีลธรรมของมนุษย์ ถ้าส่งเสริมให้สะอาดเข้ามากๆ อาจกลายเป็นประเภทเดือนเก้าก็ได้ ทางภาคอีสาน หน้าเดือนเก้าเดือนสิบ สิงหาฯ กันยาฯ สุนัขเห่าหอนอึกทึกทั้งตัวผู้ตัวเมียเพราะความคะนอง ไม่รู้ตัวผู้ตัวเมีย ไม่รู้บ้านเขาบ้านเรา วิ่งจุ้นจ้านๆ ผ่านบ้านนั้น บ้านนี้ไปได้หมด ไม่มีบ้านเขาบ้านเรา ไม่มีกลางวันกลางคืน เสียงเห่าหอนอึกทึกไม่มีเวลาสงบได้เลย ขณะนั้นใจสัตว์กำลังเป็นฟืนเป็นไฟ ด้วย ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา จิตใจราวกับกังหัน หมุนติ้วทั้งตัวผู้ตัวเมีย ไม่มีเวลาสงบกายสงบใจได้เลย ดูแล้วน่าทุเรศมาก แต่ตัวเขาเองมีแต่ความเพลิดเพลินและความหวังเต็มหัวใจ ส่วนมากก็ผิดหวังมีแต่ทุกข์เต็มตัว

        ไฟคือราคะก็เผาให้ดิ้น อยู่ไม่ได้ ก้นไม่ติดพื้นถ้าเป็นคน สุนัขก็อยู่ไม่ติดบ้าน วิ่งเพ่นพ่านๆ ทั้งตัวผู้ตัวเมีย นี่แลอำนาจราคะตัณหาตาเป็นไฟพาให้สัตว์ดิ้นรนกวัดแกว่ง เวลานั้นสัตว์และคนอยู่ไม่เป็นสุข เพราะโรคพรรค์นี้กำเริบหนัก ความกระวนกระวายก็มาก ทุกข์ก็มาก ไม่เหมือนเวลาปกติธรรมดาที่โรคอันนี้ไม่กำเริบ

        โทสคฺคินา เวลาโทสะ ไฟคือความโมโหโทโสมันเผาแล้ว หน้าแดงเหมือนพริกสุก ไม่ได้ด่าอยู่ไม่ได้ ไม่ได้แสดงอาการฉุนเฉียวอยู่ไม่ได้ นอกจากนั้นก็แสดงความทำลายเพื่อความสมใจด้วยไฟนั้น สุดท้ายก็เสียใจกันทั้งนั้น ไม่มีใครได้รับความดีใจ เป็นสุขใจเพราะความโมโหโทโสนั้นให้คุณเลย

        โมหะ ความลุ่มหลงงมงาย ไม่สนใจกับอะไร เหตุผลต้นปลายไม่สนใจทั้งนั้น อยู่ไปกินไป วันหนึ่งๆ พอถึงวัน…ไม่มีจุดมีหมาย ไม่มีหลักมีเกณฑ์ ไม่มีจุดที่มุ่งหวัง แลสมหวัง ราวกับขอนซุงไหลตามน้ำ

        ผู้นับถือและปฏิบัติศาสนาควรพิจารณากันบ้าง จะมีเบรกห้ามล้อเพื่อโรคชนิดนี้ จะไม่พาลงคลองจมไปเลยถ่ายเดียว ยังพอมีธรรมเป็นเบรกห้ามไว้บ้าง อย่างน้อยก็พอทรงตัวได้ 

        ท่านจึงไม่สอนให้ส่งเสริมความฉลาด ความสะอาดแบบนี้ มากกว่าความสะอาดภายในใจ ความสะอาดภายในใจนั่นทำให้ใจเย็น ใจเป็นยังไงใจจึงสกปรก ใจเป็นยังไงใจถึงสะอาดได้ สกปรกก็สกปรกด้วย ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา มันเผา จะทำให้สะอาดก็ด้วยศีลด้วยธรรม ด้วยขันติธรรม อดกลั้น วิริยธรรม พยายามแก้ไขดัดแปลง ตรงไหนไม่ดี ชะล้างลงไปด้วยศีลด้วยธรรม สติธรรม ปัญญาธรรม สติให้มีอยู่กับตัว ระลึกรู้ดีชั่วได้ทุกอย่างก็คือสติ ปัญญาไตร่ตรองให้รู้เหตุรู้ผลต้นปลายดีชั่วประการต่างๆ คัดเลือกได้อย่างมั่นเหมาะ ไม่มีอะไรเกินปัญญาไปได้ เหล่านี้แหละเป็นน้ำชะล้างของสกปรกภายใน ระบายออกมาทางกาย วาจา ก็สะอาด ผู้มีกาย วาจา ใจ สะอาดประเภทนี้แหละผู้ทำโลกให้เย็นและทำโลกให้เจริญ

        ผู้ที่ทำความสะอาดตั้งแต่ภายนอก ภายในไม่มอง นั่นคือการทำตัวและโลกให้รกรุงรัง และเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ไปไม่มีประมาณ ใครลองเสริมดูซิ มันมีบุญมีบาป มีสูงมีต่ำ มีพ่อมีแม่ที่ไหนกิเลสเหล่านี้ มันเหมือนไฟ ลุกลามไหม้ไปหมด แม้กระทั่งแร่ธาตุต่างๆ มันยังไหม้ได้เผาได้อย่าว่าแต่มนุษย์นี้เลย มันเผาได้ทั้งนั้น ถ้าไม่มีน้ำดับมันต้องพินาศฉิบหาย…โลก กิเลสเหล่านี้ถ้าขืนไปส่งเสริมมันให้มากเข้าโดยถือเป็นเกียรติ เป็นความสนุกเพลิดเพลินเกินกว่าเหตุ เกียรติของกิเลสนั่นแลมันเหยียบย่ำหัวคนให้แบกทุกข์กันทุกหย่อมหญ้า ธรรมท่านไม่ได้แผดเผาคน มีแต่พยุงจูงคนให้พ้นจากกองไฟเหล่านี้ถ่ายเดียว

        ธรรมต่างหากเป็นเครื่องคุ้มครองป้องกัน หรือรักษาความสงบร่มเย็นแก่เราและประเทศชาติบ้านเมืองทั้งส่วนใหญ่ส่วนย่อย ธรรมอยู่ที่ไหนมองเห็นความสะอาดและสงบร่มเย็นที่นั่นเป็นจุดเป็นดอน ถ้าธรรมมีมากก็มองเห็นความสะอาดและความร่มเย็นกว้างขวางมากออกไป ธรรมมีเต็มหัวใจก็เต็มไปด้วยความสงบเย็นใจแก่ตนและทำความร่มเย็นให้แก่คนอื่นไม่มีประมาณ นี่แลความสะอาดมีอยู่สองประเภท ความสกปรกก็มีอยู่สองประเภทเหมือนกัน สกปรกทางใจ กาย วาจา แล้วก็ทำให้สกปรกรกรุงรังเกลื่อนไปทั่วโลก เป็นผลให้เกิดความเดือดร้อนฉิบหายป่นปี้ไม่มีประมาณ

        ความสะอาดภายในก็ตรงกันข้าม จิตใจกลายเป็นความนิ่มนวลอ่อนโยน เมตตาสงสารไปหมด ไม่ว่าสัตว์ว่าบุคคลสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย มองเห็นหัวใจและความเป็นอยู่ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าด้วยกัน ให้ความเสมอภาคกันและกัน ไม่เหยียบย่ำทำลายกัน ไม่ดูถูกเหยียดหยามกัน มีแต่ความเชิดชูด้วยความเมตตาสงสาร นั่นแหละธรรมเป็นอย่างนั้น เหมือนกับสถานที่ใดสกปรก เอาน้ำสะอาดชะล้างลงไปๆ ไม่ใช่เอาน้ำสกปรกไปชะล้างสถานที่หรือสิ่งสกปรกให้เพิ่มความสกปรกยิ่งขึ้น แต่เอาน้ำคือศีลธรรม ความสะอาดเข้าไปชะล้างบุคคลนั้นๆ สมาคมนั้นให้กลายเป็นความสะอาดขึ้นมา ด้วยธรรมสะอาดที่ชะล้าง ฉะนั้น ความเห็นของพระพุทธเจ้ากับความเห็นของโลกที่มีกิเลสมันจึงปีนเกลียวกัน ขัดแย้งกัน เพราะต่างกันราวฟ้ากับดิน

        ความไม่ลงรอยกันระหว่างธรรมกับกิเลสเคยมีมาดั้งเดิม กิเลสเป็นตัวจอมปลอมแฝงขึ้นมา แปลงขึ้นมา ผลิตขึ้นมา ประดิษฐ์ขึ้นมา สิ่งใดจะหลอกโลกให้ล่มจมฉิบหาย สิ่งนั้นกิเลสออกหน้าออกตา ผลิตขึ้นมาให้ได้อย่างใจของกิเลส แล้วคนที่อยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสโดยไม่รู้ตัวก็พอใจกับความกล่อมของมัน ไม่รู้เนื้อรู้ตัวจนกระทั่งจะตายก็ยังไม่รู้ กิเลสหลอกคน กิเลสต้มคนต้มขนาดนั้น พวกเรายังไม่ทราบอยู่หรือว่ามันต้มยังไงบ้าง ถ้ายังไม่ทราบขณะนี้ตอนนี้แล้วจะไปทราบตอนไหน จะไปทราบตอนพระท่านมา กุสลา ธมฺมา ก็ไม่มีความหมายอะไร ถ้าลงไม่ทราบตั้งแต่เป็นมนุษย์อยู่นี้ ให้รีบทราบเสียตอนนี้

        กุสลา ธมฺมา พระพุทธเจ้าสอนไว้เพื่อใคร กุสลา แปลว่าความฉลาด ใครจะฉลาดเกินมนุษย์เรา ถ้านำความฉลาดเข้ามาเสริมด้วยแล้วไม่มีใครเกินมนุษย์แหละ เรื่องความฉลาดน่ะ เรื่องแสวงหาความสุขก็ไม่มีใครเกินมนุษย์ เพราะมนุษย์ฉลาดกว่าสัตว์ สามารถทำความสุขได้ด้วยความฉลาดของตน สัตว์เขาก็อยู่ตามประสีประสาของเขา นี่ทำไมเราจึงกลายเป็นมนุษย์ที่โง่กว่าสัตว์เข้าไปอีกมันใช้ได้ที่ไหน เรายังภูมิใจในความเป็นมนุษย์ของเราอยู่หรือ มันมีแต่ร่าง ถ้าไม่มีศีลธรรมเข้าชะล้างจิตใจให้รู้บุญรู้บาป รู้ดีรู้ชั่ว รู้สูงรู้ต่ำบ้างแล้ว ก็ไม่ผิดอะไรกับสัตว์และต่ำกว่าเขาไปเสียอีก เรายังจะมาภูมิใจในความเสกสรรของเราซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสหลอกลวงอยู่เหรอ

        วัดนอกวัดในก็เหมือนกัน วัดนอกจะดูสวยดูงามไม่แสลงหูแสลงตาของผู้มีธรรม วัดในต้องเป็นวัดสะอาด สามารถผลิตวัดนอก ทำวัดนอกให้สะอาดได้ ถ้าวัดในรกรุงรังด้วยความขี้เกียจขี้คร้าน กิเลสตัณหาอาสวะเต็มอยู่ภายในใจนั่นแล้ว อะไรๆ ก็ดูไม่ได้ทั้งนั้น แสลงหูแสลงตาแสลงใจของท่านผู้มีธรรม จงพากันพยายามให้มีวัตรภายในตัว อย่าให้เป็นคนวัตรร้างใช้ไม่ได้ อยู่ในวัดก็เป็นคนวัตรร้าง อยู่นอกวัดก็เป็นคนวัตรร้าง ไม่มีวัตร คือศีลวัตร ทานวัตร ภาวนาวัตร

        วัดดูซิ กายวาจาใจของเราเป็นยังไง วันหนึ่งๆ อยู่ด้วยกัน มันแสดงอาการดีชั่วประการใดบ้าง เราเป็นเจ้าของทำไมไม่รู้ความเคลื่อนไหวของเราที่แสดงออกมาจากตัวเองแท้ๆ อย่างอื่นทำไมเรามองเห็น คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ นั่งที่ไหนมีแต่ติฉินนินทากันทุกแห่งทุกหน บ้านใดเมืองใดมีแต่บ้านติฉินนินทา ดูตั้งแต่ข้างนอกๆ ไม่ดูตัวเอง คนเราถ้าดูตัวเองแล้วจะไปนินทาใครได้ลงคอ เพราะสิ่งที่นำมานินทาก็เป็นคลังอยู่ในตัวนี้แล้ว

        คลังแห่งสิ่งที่น่านินทามีเต็มหัวใจเรา เต็มกายเต็มวาจาเรา ดูของเรานี้มันก็เหลือหูเหลือตาจะดูเกินกว่าจะไปหาดูภายนอก ว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี ดูตัวเรานี้วันยังค่ำมันก็ไม่ทั่วถึง จะมีแก่ใจไปสอดส่องเพ่งโทษเพ่งกรรมคนอื่น ติฉินนินทาคนอื่นให้เสียเวลาเสียน้ำลาย เสียความคิดทำไม ดูในหัวใจเจ้าของนี้มันก็เต็มอยู่แล้ว กิริยามารยาทที่แสดงออกแต่ละอย่างๆ ล้วนแล้วแต่มูลสดมูลแห้ง มันออกมาจากมูลสดเหม็นๆ อยู่ภายในใจ กิเลสตัวเหม็นๆ น่ะ ดูทั้งวัน แก้ทั้งวันก็ไม่หมด จะไปมีแก่ใจอะไรในการดูคนอื่น นักปราชญ์ท่านสอนให้ดูอย่างนี้ พากันจำเอาไว้ นั่งที่ไหนดูเจ้าของ ไปดูคนอื่นให้เสียเวลาทำไม ร้ายช่างชี ดีช่างเขา เขารับผิดชอบเขา เรารับผิดชอบเรา ดูเราให้ดี ถ้าไม่อยากขาดทุนสูญดอก

        วันนี้พูดถึงเรื่องวัด วัดนอก วัดใน วัดหัวใจ พระก็มีสีลาจารวัตร ญาติโยมก็มีเหมือนกันตามขั้นตามภูมิแห่งเพศของตน การประพฤติปฏิบัติศีลธรรมไม่นิยมว่าชาติชั้นวรรณะเพศใดวัยใด เป็นความงามอยู่ตลอด ความสะอาดอยู่ตลอด ใครเอาไปประดับสวยงามทั้งนั้น ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย นักบวช ฆราวาส นำไปประดับกายวาจาใจของตนซิ อย่าให้เป็นคนวัตรร้าง จะกลายเป็นคนที่ร้างจากศีลจากธรรม จากคุณงามความดีทั้งหลาย ทั้งที่เดินหยกๆ อยู่กับโลกผู้ดีมีศีลธรรมทั้งหลาย

        วัดดูตัวบ้างซิ เกิดมามีกี่ชั่วโมงกี่นาที แต่ละนาทีแต่ละวินาทีแต่ละชั่วโมงนั้น มันกินชีวิตของคนไปมากมายเพียงไร พวกนี้กินไม่ต้องหา กุสลา ธมฺมา มาสวดกันละ มันกินจนอิ่มหมีพีมันไปแล้ว มันหนีไปแล้ว คนนั้นตายแล้วจึงไปนิมนต์พระมากินเศษกินเดน ส่งคนผู้นั้นไปสวรรค์ไปนิพพาน กุสลา ธมฺมาๆ หาประโยชน์อะไร เวลายังมีชีวิตอยู่ทำไมปล่อยให้กิเลสมันเอาไปกินทุกวันทุกเวลา เวลานาทีโมงก็เอาไปกิน ทุกวินาที ทุกนาที ทุกชั่วโมง กินไปกินมาก็หมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ แล้วก็ไปนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมาๆ ให้ยุ่งเปล่าๆ

        มนุษย์เราถ้าฉลาดตามหลักธรรมแล้ว ไม่ต้องไปสนใจกับ กุสลา ภายนอกยิ่งกว่าทำตนให้ฉลาดภายใน นี่รีบทำตรงนี้เสีย กุสลา แปลว่าความฉลาด อะไรจะเป็นผลเป็นประโยชน์แก่ตนก็รีบตักตวงเสียในบัดนี้ ตายแล้วใครจะว่าอะไรก็ว่าไป เวลามีชีวิตอยู่จะทำอะไรที่ดีที่ชอบก็รีบทำเสีย เมื่อหมดสาระหมดวิสัยที่จะทำแล้วก็หยุดงาน การสวด กุสลา ธมฺมา ก็มีแต่ลมปากเฉยๆ ถ้าเจ้าของไม่ดีแล้วก็เท่านั้น ถ้าเจ้าของมี กุสลา เต็มตัวเต็มใจแล้วก็ สุคโต โดยไม่ต้องสวด กุสลา ธมฺมา นี่กล้าพูด พูดตามหลักธรรม ไม่ได้พูดด้วยความด้นเดา

        พระพุทธเจ้าสอนคนเป็น ไม่ได้สอนคนตาย หากพระพุทธเจ้าสอนคนตายแล้ว พวกเรายังเป็นมาปฏิบัติศีลธรรม มาบวชเพื่อประโยชน์อะไร นอนอยู่ในบ้านสนุกสนานไม่ดีกว่ามาทรมานตนด้วยความยากลำบากเพื่อศีลเพื่อธรรมนี่เหรอ พิจารณาดูซิ ก็บวชขรัวตาไว้สักองค์หนึ่ง ตำบลนี้ก็มีองค์หนึ่ง ตำบลนั้นก็มีไว้สักองค์หนึ่ง ใครตายก็ไปนิมนต์ขรัวตามา กุสลา ธมฺมา ไปสวรรค์โน้นนา ไม่ดีกว่าเหรอ ไม่ต้องมาปฏิบัติศีลธรรมให้ลำบาก ถ้าหากว่ากุสลา สำเร็จด้วยลมปากเสียจริงๆ ไม่สำเร็จด้วยความผลิตเจ้าของให้เฉลียวฉลาดในการสร้างบุญ สร้างกุศลน่ะ เอาตรงนี้ซิ พระพุทธเจ้าสอนคนให้ฉลาดเวลายังมีชีวิตอยู่นี้ ตายแล้วก็ดีดผึง ยังอยู่ก็ดีอยู่แล้ว พอทิ้งขันธ์ก็ดีดผึงเลย หมดกังวล ยุ่งเหลือเกินธาตุขันธ์อันนี้

        นี่เราจะให้อะไรมา อกุสลา ธมฺมา ไปกินล่ะ วันน่ะกินอยู่ทุกวันยังไม่รู้อยู่เหรอ ถ้าหากว่าเป็นอย่างแมลงวันบินหึ่งๆ คนหนึ่งๆ ไม่ทราบว่ากี่ตัว…แมลงวัน กาลเวลาก็เอาไปกิน ธรรมชาติของมันในธาตุขันธ์มันก็กินของมันไปเอง นั่งยืนเดินนอนอะไรๆ แม้แต่เรารับประทานอยู่มันก็กินของมันอยู่อย่างนั้น ถ้าเป็นแมลงวันก็ตอมหึ่งๆ สิ่งที่จะมากินธาตุกินขันธ์ของเราให้หมดไป สิ้นไป เปลืองไป มีมากต่อมากยิ่งกว่าแมลงวันเป็นไหนๆ จนถึงวาระสุดท้าย คือตายนั้นน่ะ มันมากขนาดไหน หูก็หนวกเข้ามา ตาก็ฝ้าฟางและบอดเข้ามา สังขารร่างกายก็อ่อนเปลี้ยเพลียลงไปทุกวันๆ กินเข้าไปทุกวันทุกเวลานาที จะมีของมากมายจากไหนมาให้มันกินก็หมดได้ กินไปกินมาก็ โอ้…คนนั้นตายนะ เห็นแต่เวลาตาย เวลามันกินไม่เห็น มัวแต่เพลินกันอยู่นั่นแหละ โอ๊ย ไม่เป็นไรละหลวงตายังมีอยู่ก็กุสลา ธมฺมาได้ ว่างั้นหรือ ถ้าว่างั้น ก็สุดวิสัยผู้ให้อรรถให้ธรรมเพื่อความดี สอนให้เป็นคนฉลาดในเวลายังมีชีวิตอยู่ไม่เอา จะไปเอาความฉลาดในเวลาตายก็ผิดวิสัย ปล่อยให้ยมบาลจัดการเองเถอะ ขี้เกียจยุ่งกับคนประเภทบอกบุญไม่รับ

        ทำลงไปซิ ศาสนาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นของลวงโลกนี่นะ เป็นของจริงมาแต่ดั้งเดิม เป็นศาสดาก็เป็นศาสดาองค์จริงแท้ไม่มีใครเสมอเหมือน ไม่ว่าศาสดาองค์ใดสอนแต่ของจริงทั้งนั้น แต่พวกเราชอบแต่ของปลอม ถ้าเป็นของปลอมอันเป็นเรื่องของกิเลสแล้วชอบนักชอบหนา มันหลอกอะไรขึ้นมาไม่ว่าของเก่าของใหม่หลงไปหมด ไม่ว่าอันนี้เคยหลอกเราแล้ว อันนี้เคยคิดมาแล้ว อันนี้เคยปรุงมาแล้ว อันนี้เคยพูดมาแล้ว อันนี้เคยทำมาแล้ว เคยผ่านมาแล้ว เราเบื่อมันจะตาย…ไม่มี ถ้าเป็นเรื่องกิเลสผลิตขึ้นมา ของเก่ามันจะครุ่นคิดอยู่ทั้งวันทั้งคืน ร้องห่มร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลออกมาก็พอใจ ถ้าลงเป็นเรื่องของกิเลสหลอก

        ถ้าเรื่องของธรรมะมันไม่เอา ไม่เอาไหน พอจะนั่งภาวนาสักครู่ประมาณสักสามนาที เหมือนกับจะเอาไปฆ่านั่นน่ะ นั่งสัปหงกงกงันจะล้มจะตายไปแหละ ถ้าจะเอาเข้าหาของดี ถ้าให้กิเลสเอาไปยำทั้งวันทั้งคืนหัวหอมหัวกระเทียมจนไม่มีเหลือในแผ่นดินนี้ นั่นมันชอบ…พวกเรา จะว่าไง พวกเรานี้พวกกระเทียม พวกหัวหอม ของดิบของดีไม่ชอบ ชอบหัวกระเทียม ขึ้นบนเขียงละชอบ กิเลสกล่อมละชอบ นั่นแหละ จงฟิตให้เห็นตัวเสนียดจัญไรในหัวใจนี้ดูซิ ใครจะไม่โดดอย่างสุดตัวมีเหรอ มันฝังจมในหัวใจมาเท่าไรน่าเห็นภัยอยู่แล้ว เมื่อเห็นแล้วใครจะไปนับถือว่าเป็นมิตรได้ลงคอ นอกจากโดดหนีภัยคือกิเลสอย่างสุดตัวเท่านั้น

        พยายามคิดให้ดี วัดในเป็นของสำคัญ วัดนอกก็อย่างนั้นแหละ คนไปอยู่ที่ไหน สถานที่นั้นก็ว่าเป็นวัดขึ้นมาตามสมมุตินิยม วัดแท้ๆ วัดเจ้าของนี่ วันหนึ่งๆ วัดดูชีวิตจิตใจผ่านไปวันหนึ่งๆ สักเท่าไรแล้ว ยังอีกกี่วันกี่ปีกี่เดือน กุสลา ธมฺมา จะหมดสิ้นไปเปลืองไป กุสลา ธมฺมา คืออะไร ความฉลาดของเราไม่ผลิตขึ้นมาก็หมดไปทุกวันกับร่างกายนี้แหละไม่ได้ประโยชน์อะไร อกุสลา ธมฺมา ความโง่มันหนาแน่นขึ้นทุกวันๆ ภายในใจ เราจะหวังความสุขความสบายจากความโง่นี้มีอย่างเหรอ ศาสดาองค์ใดท่านสอนอย่างนั้น มีแต่สอน กุสลา ธมฺมา ให้เอาความดิบความดี ความสุข ความเจริญด้วยความฉลาดแหลมคมของตนทั้งนั้น

        มาตั้งวัดนี่เกือบ ๓๐ ปีแล้วนะ สอนมานานแสนนานแล้ว ใครจะฟังก็ฟัง ธรรมของพระพุทธเจ้าประกาศกังวานทั่วโลกดินแดนมาแต่กัปไหนกัลป์ใด แต่พวกเรามันหูหนวกตาบอด ไม่เห็นไม่ได้ยิน ไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์ธรรมภายในใจแม้นิดหนึ่งเลย วันหนึ่งคืนหนึ่งได้ยินแต่เสียงกิเลสมันถ่ายพรวดพราดๆ อยู่บนหัวใจเรา ทั้งวันทั้งคืนได้ยินแต่เสียงอันเดียว เสียงกิเลสลั่นโลกธาตุ เสียงธรรมไม่ได้ยิน แล้วจะเอาความดิบความดี ความสุขความเจริญ ความสงบร่มเย็นมาจากไหน เมื่อธรรมประกาศกังวานอยู่ทั่วโลกดินแดนด้วยความสัตย์ความจริง แต่พวกเราเป็นคนหูหนวกตาบอดด้วยกันเสียหมดแล้ว เราจะเอาอะไรมาเป็นสารคุณเพื่อหนุนจิตใจให้ได้รับความสุขความเจริญ ความสงบร่มเย็นได้บ้างล่ะ ไม่มี ถ้าไม่ผลิตขึ้นมากับตัวเอง

        ฉะนั้น ให้พยายามตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ที่พยายามมาแล้วก็เป็นอันว่าพยายามไม่สูญหายไปไหน ที่จะพยายามเวลานี้ก็ไม่ตาย ไม่ต้องกลัวกัน การทำคุณงามความดีไม่ตายแหละ การงานอื่นๆ ไม่เห็นตายนี่ ทำไมทำคุณงามความดีจะตาย ทำอย่างอื่นเราก็ฝืนเหมือนกัน ก็ขี้เกียจขี้คร้านเหมือนกัน เรายังบังคับทำได้ กิจของพระศาสนาซึ่งเป็นสมบัติของเราโดยแท้ทำไมเราจะทำไม่ได้ เราก็เป็นคนๆ หนึ่งควรแก่หน้าที่การงานภายนอกภายในเหมือนกับโลกทั่วๆ ไป ทำไมเราจึงจะทำไม่ได้ เราต้องทำได้ ถ้าหัวใจมันพอใจเสียอย่างเดียว ด้วยเหตุผลเข้าไปประกบเท่านั้นแหละ ใจยอมจำนน คนเราต้องทำคุณงามความดีได้ และได้ด้วยความสนิทใจยิ่งกว่างานทั้งหลายที่เคยทำมา ขอให้ใจเชื่อและลงใจในธรรมเสียอย่างเดียว ไม่มีอะไรมากีดขวางได้เลย

        พูดเท่านั้นแหละวันนี้ เทศน์ก็ไม่เทศน์มาก วัดนอก วัดใน พากันพิจารณาเอา อย่าหาชี้แต่ต้นไม้ว่าเป็นวัด อย่าชี้คนว่าเป็นวัด ไปไหนก็หาชี้ต้นไม้โน้นต้นไม้นี้ว่าเป็นวัด ส่วนข้อวัตรปฏิบัติไม่ดูไม่ชี้ก็ผิดละซิ   

 

************


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก